เปิดตัวสมาร์ทโฟนทองคำจากโกลด์ อีลิท ปารีสราคาเริ่ม2แสนบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มีนาคม 2560 เวลา 12:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/483140

เปิดตัวสมาร์ทโฟนทองคำจากโกลด์ อีลิท ปารีสราคาเริ่ม2แสนบาท

“ชัวร์ ไลฟ์ เทเลคอม” เปิดตัวสมาร์ทโฟนทองคำบริสุทธิ์24K ประดับเพชร ราคา 2-3 แสนบาท

นายสุทธิเกียรติ กิตติภัทรากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชัวร์ ไลฟ์ เทเลคอม ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการในภูมิภาคเอเชียของโกลด์ อีลิท ปารีส เปิดเผยว่า ได้จับมือกับศูนย์การค้าสยามพารากอน เปิดตัวสมาร์ทโฟนโกลด์ อีลิท ปารีส ลิมิเต็ดอิดิชั่น ภายใต้แนวคิด เดอะ แวลู ออฟ ไลฟ์ โดยตัวเครื่องถูกออกแบบพิเศษผลิตด้วยทองคำบริสุทธิ์ 24K (99.99%) และประดับเพชรเพิ่มความหรูหรา มาพร้อมแพ็กเกจสิทธิพิเศษ โปรแกรมดูแลสุขภาพครบวงจรตอบเทรนด์ดูแลสุขภาพ และสิทธิพิเศษจากสยามพารากอน เช่น ห้องพักโรงแรมสยามเคมปินสกี้ บัตรกำนัล คะแนนสะสมพิเศษ ได้รับเชิญพิเศษเพื่อเป็นสมาชิกโลยัลตี้โปรแกรมของสยามพารากอน

ทั้งนี้รุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่น มี 2 โมเดล คือแบบพรีเมียร์ เป็นโทรศัพท์มือถือไอโฟน 7พลัส โกลด์ อีลิท ปารีส ผลิตจากทองคำ 24K ดีไซน์พิเศษ Black Legend มูลค่า 209,000 บาท และแบบเพรสทีจ ตัวเครื่องผลิตจากทองคำบริสุทธิ์ 24K ประดับด้วยสวารอฟสกี้ มูลค่า 339,000 บาท ผู้ซื้อภายในวันที่ 1 มี.ค. นี้ ในงานเปิดตัว สามารถผ่อนชำระ 0% นาน 6 เดือนได้ ขณะที่สมาร์ทโฟนนี้จะมีจำหน่ายวันนี้ถึง 31 ก.ค.นี้เท่านั้น ที่ โกลด์ อีลิท สโตร์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน

 

 

 

 

ค่ายมือถือจีนแห่เปิดตัวสินค้า ฉวยจังหวะชิงส่วนแบ่งซัมซุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 20:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/483081

ค่ายมือถือจีนแห่เปิดตัวสินค้า ฉวยจังหวะชิงส่วนแบ่งซัมซุง

ค่ายมือถือแห่เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ หวังชิงส่วนแบ่งตลาดจากซัมซุงที่เจอมรสุมโน้ต 7

รอยเตอร์สรายงานว่า บริษัทผู้ผลิตสมาร์ทโฟนหลายรายเร่งเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ในงานเวิลด์ โมบาย คองเกรส ในสัปดาห์นี้ เพื่อหวังชิงส่วนแบ่งการตลาดจากซัมซุง ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการเรียกคืนสมาร์ทโฟน กาแล็คซี่ โน้ต 7 จากปัญหาแบตเตอรี่ก่อนหน้านี้

หัวเว่ย เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่น P10 และมีแผนจะวางจำหน่ายในเดือน มี.ค.นี้ โดยหวังเป็นตัวเต็งที่จะเข้ามาแทนที่ ซัมซุงในตลาดสมาร์ทโฟนพรีเมียมอันดับ 2 รองจากแอปเปิ้ล ขณะที่ผู้ผลิตรายอื่นจากจีน อาทิ เสียวหมี่ วีโว่ ออปโป และจิโอนี ต่างเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อชิงส่วนแบ่งการตลาดด้วย สวนทางกับซัมซุงที่เลือกเปิดตัวแท็บเล็ตใหม่ S3 แทนที่จะเป็นสมาร์ทโฟนเรือธงอย่างกาแล็คซี่ เอส 8

ทั้งนี้ สตราเตอร์จี อนาไลติกส์ ระบุว่า ส่วนแบ่งการตลาดของซัมซุงลดลงอยู่ที่ 17.7% ในไตรมาส 4 ปีที่แล้ว ขณะที่แอปเปิ้ลแซงหน้าอยู่ที่ 17.8%

 

 

ตั๋วถูกเที่ยวรอบโลก มองหาที่ “เพนกวิน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 13:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/483019

ตั๋วถูกเที่ยวรอบโลก มองหาที่ "เพนกวิน"

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

ทุก 10 ปี ธุรกิจการท่องเที่ยวจะเกิดความเปลี่ยนแปลงจากอิทธิพลของเทคโนโลยี เดิมทีพฤติกรรมคนซื้อตั๋วเครื่องบินทางออนไลน์ แต่ขณะนี้เริ่มเกิดการซื้อตั๋วเครื่องบินบนโทรศัพท์มือถือผ่านทางแอพพลิเคชั่น จึงเป็นที่มาของเอเชีย วัน คลิก การรวมกลุ่มของสตาร์ทอัพที่คร่ำหวอดในกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว ไอที และโซเชียลมีเดีย

กิตติกร กรรณเลขา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชีย วัน คลิก (AOC) เปิดเผยว่า สถานการณ์ตลาดการท่องเที่ยวออนไลน์ทั้งประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการเติบโตสูงมากมาโดยตลอด ซึ่งส่วนที่มีการใช้จ่ายสูงสุดก็คือ ตั๋วเครื่องบินและโรงแรมที่พัก ปี 2558 การขายตั๋วเครื่องบินในภูมิภาคนี้สูงถึง 4.38 แสนล้านบาท (1.25 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ) เป็นโรงแรมที่พัก 2.31 แสนล้านบาท (6,600 ล้านเหรียญสหรัฐ) มีการคาดการณ์ว่าใน 10 ปีข้างหน้า มูลค่าการซื้อตั๋วเครื่องบินจะสูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท (4.01 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ) เติบโตขึ้นกว่าเดิม 12%

ขณะที่ไทยจะมีอัตราการเติบโตในตลาดออนไลน์ ทราเวล มาร์เก็ต หรือการท่องเที่ยวออนไลน์สูงสุดในภูมิภาคสูงถึง 18% ภายใน 10 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันมีมูลค่า 1.3 แสนล้านบาท ที่ผ่านมาระบบจองตั๋วเครื่องบินในประเทศไทยจะเป็นการจองผ่านตัวแทนหรือเอเยนต์ และสายการบินโดยตรง ทำให้เข้าถึงตัวผู้บริโภคที่เป็นนักท่องเที่ยวยุคใหม่ได้ยาก ถึงแม้จะมีการแจ้งข่าวผ่านทางสื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียต่างๆ ก็เป็นเพียงการชี้ช่องทางเพื่อให้เข้าไปจองผ่านสายการบินนั้นๆ ทำให้ต่างประเทศเริ่มเห็นช่องว่างและได้เข้ามาตีตลาดในไทย ซึ่งถ้าปล่อยให้กลุ่มนี้ครองตลาด ไทยอาจเกิดความเสียเปรียบดังเช่นตลาดการจองโรงแรมในช่วงที่ผ่านมา

ทั้งนี้ หลังจากที่ได้เป็นรายแรกในการพัฒนาการจองตั๋วเครื่องบินผ่านระบบอินเทอร์เน็ต หรือ Internet Booking Engine ตั้งแต่เมื่อปี 2548 ทางบริษัทจึงได้จัดสร้างแพลตฟอร์มเพื่อการจองตั๋วเครื่องบินแนวใหม่ โดยเป็นระบบการจองตั๋วผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือโมบายแอพพลิเคชั่นในชื่อ เพนกวิน (penguint) ซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวสามารถจองตั๋วเครื่องบินได้ในราคาที่ดีที่สุด จากระบบที่รองรับสายการบินมากที่สุดในปัจจุบัน ขณะเดียวกันยังวางแผนถึงการจองรถเช่า หรือที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวครบวงจรในอนาคต

สำหรับแอพพลิเคชั่นเพนกวินได้รวบรวมสายการบินทั่วโลก 500 สายการบินไว้บนแอพพลิเคชั่น การใช้งานสามารถค้นหาราคาตั๋วเครื่องบินที่ถูกที่สุดโดยมีการประมวลผลทุกวัน ทำให้นักท่องเที่ยวจะไม่พลาดโปรโมชั่นตั๋วเครื่องบินราคาดีที่สุด นอกจากนี้ยังเรียนรู้พฤติกรรมของผู้ใช้งานแต่ละคนว่ากำลังสนใจจะเดินทางไปที่ใด พร้อมกับอัลกอริทึมเฉพาะในการค้นหาราคาจากพาร์ตเนอร์ต่างๆ เพื่อนำเสนอโปรโมชั่นที่ตรงตามความต้องการของผู้ใช้งานแต่ละคน

นอกจากราคา การค้นหาโปรโมชั่น การมีสายการบินในระบบมากที่สุด และการบริการที่รองรับพฤติกรรมคนไทยมากที่สุดแล้ว เพนกวินยังสร้างความแตกต่างจากแอพพลิเคชั่นอื่นคือ การสร้างระบบการวางแผนรองรับนักท่องเที่ยวที่อยากเที่ยวแต่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะไปที่ใด ในช่วงเวลาไหน ระบบของเพนกวินจะช่วยค้นหาและสร้างทางเลือกในการตัดสินใจตั้งแต่แรกเริ่ม ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้สามารถเปลี่ยนการตัดสินใจจนกว่าจะได้ทางเลือกที่ดีที่สุด แม้กระทั่งการตัดสินใจจองตั๋วไปแล้วก็ตาม

“การเชื่อมต่อกับระบบสำรองที่นั่งของสายการบินต่างๆ โดยตรงของเราไม่ผ่านตัวแทนของตั๋วเครื่องบิน ซึ่งในไทยมี 4 รายใหญ่ ราคาตั๋วเครื่องบินเพนกวินจึงถูกกว่าโดยเฉลี่ย 150-800 บาท เป็นราคาพิเศษต่างๆ จากหลายแหล่งที่มาเพื่อให้ได้ราคาที่ดีที่สุด ต่างจากแอพพลิเคชั่นอื่นที่จะให้บริการราคาค่าโดยสารจากสายการบินแห่งใดแห่งหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นนักท่องเที่ยวจะมั่นใจได้ว่าข้อมูลและราคาโปรโมชั่นต่างๆ ที่จองผ่านแอพพลิเคชั่นเพนกวินนั้นครบถ้วนและถูกต้องอย่างแน่นอน”

ทักษะ บุนนาค กรรมการบริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เอเชีย วัน คลิก กล่าวว่า ระบบการจองตั๋วเครื่องบินผ่านเพนกวินถูกออกแบบมาเพื่อรองรับพฤติกรรมของคนไทยมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็น ผู้ใช้งานสามารถจองที่นั่งผ่านแอพพลิเคชั่นไว้ก่อน และชำระเงินภายหลังผ่านทางเซเว่นอีเลฟเว่น เพย์พัล บัตรเครดิต หรือการโอนเงินผ่านธนาคาร

พร้อมกันนี้ยังมีระบบช่วยเหลือตั้งแต่การไม่กล้าจองเพราะกังวลว่าจะกรอกข้อมูลผิด เลือกเที่ยวบินผิด หรือแม้แต่ไม่มั่นใจว่าจะได้ตั๋วจริงหรือไม่ เพราะระบบจะมีการตรวจสอบและยืนยันข้อมูลการจองก่อนส่งอี-ทิกเก็ต โดยจะมี “น้องกวิ้น” ซึ่งเป็นทีมงานให้ความช่วยเหลือในทุกความต้องการ

ทั้งนี้ บริษัทกำลังอยู่ระหว่างการวางแผนเจรจากับสายการบินเพิ่มเติม โดยเฉพาะสายการบินโลว์คอสต์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ปัจจุบันมีเพียงโลว์คอสต์จากไลอ้อนแอร์เพียงรายเดียวอยู่บนแอพพลิเคชั่น ทำให้รายได้ในสัดส่วนดังกล่าวมีราว 1-2% ส่วนด้านพฤติกรรมท่องเที่ยวในขณะนี้พบว่า ญี่ปุ่น เมืองโตเกียว โอซากา และไต้หวัน กระแสมาแรงมากสำหรับคนไทย

“ล่าสุดจากการเปิดตัวเพื่อทดสอบระบบเพียง 2 เดือน เพนกวินมีผู้ใช้งานมากกว่า 2 หมื่นราย และส่วนใหญ่เกือบ 100% เข้ามาใช้งานจริง การเติบโตของการดาวน์โหลดใน 2 เดือนที่ผ่านมา พบว่ามีสูงถึง 1,200% และมียอดจำหน่ายตั๋วเครื่องบินผ่านระบบเติบโตถึง 300% ต่อเดือน ทั้งนี้คาดว่าจากแผนการตลาดที่วางไว้ ภายในสิ้นปีนี้จะมียอดผู้ใช้งานสูงถึง 3 แสนราย รายได้ 17 ล้านบาท”

วัชระ เอมวัฒน์ กรรมการบริหารฝ่ายวางแผนกลยุทธ์ บริษัท เอเชีย วัน คลิก กล่าวว่า มองเห็นโอกาสอย่างมากในการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้อย่างเต็มรูปแบบ โดยมีโมเดลธุรกิจแบบสตาร์ทอัพจะเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยวซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของไทย พร้อมกับบุคลากรและแผนการที่วางไว้ วันนี้ บริษัท เอเชีย วัน คลิก ตั้งเป้าเป็นผู้ให้บริการตั๋วเครื่องบินออนไลน์อันดับหนึ่งของไทย ชิงตลาดผู้ให้บริการและสตาร์ทอัพจากต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

เทคโนโลยีเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคจากการซื้อตั๋วเครื่องบินบนเว็บไซต์มาสู่แอพพลิเคชั่น รวมทั้งอีกไม่กี่ปีข้างหน้านักท่องเที่ยวเจนวายจะเพิ่มขึ้น และเป็นกลุ่มที่มีไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยว หรือกระทั่งใช้ชีวิตนอกบ้าน รวมทั้งการเติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยี

ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ ล้วนเป็นโอกาสของเพนกวิน เพราะด้วยตลาดมีมูลค่าหลายแสนล้านบาท ว่ากันว่าตลาดการท่องเที่ยวออนไลน์มีความเป็นไปได้ที่จะมีมูลค่ามากกว่าธุรกิจอี-คอมเมิร์ซด้วยซ้ำ

 

“ดีแทค” ทุ่มไม่อั้นชิงประมูลคลื่น1800

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 08:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/482854

"ดีแทค" ทุ่มไม่อั้นชิงประมูลคลื่น1800

ดีแทค ชี้ประมูลคลื่นปีหน้าเดือด ยันดีแทคต้องไม่พลาดคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ สนใจประมูลคลื่นอื่น

นายสิทธิโชค นพชินบุตร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค เปิดเผยว่า การแข่งขันประมูลคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ กับคลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ เม.ย. 2561 คาดว่าการประมูลของโอเปอเรเตอร์จะมีความรุนแรงเหมือนทุกครั้ง โดยดีแทคจะหมดอายุสัมปทาน ก.ย. 2561 ซึ่งคลื่นความถี่อยู่สัญญาสัมปทาน บริษัท กสท โทรคมนาคม

สำหรับจุดยืนดีแทค การดำเนินธุรกิจทำเพื่อลูกค้า และมีแผนทำให้ลูกค้ามั่นใจในบริการโดยไม่รอให้ถึง ก.ย. 2561 เป็นวันสิ้นสุดสัมปทาน บริษัทได้มีแผนรองรับไว้อยู่แล้ว เพราะสิ่งที่ดีแทคกำลังทำ คือ การมีโซลูชั่นหลากหลายรูปแบบก่อนที่จะถึงจุดนั้น ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น บริษัทก็พร้อมที่จะสู้และทำให้ดีแทคเดินหน้าต่อไปให้ได้

อย่างไรก็ดี การประมูลคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ และคลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ ไม่ได้เมื่อครั้งที่ผ่านมาดีแทคไม่ได้เสียคลื่นใดๆ หรือคลื่นในมือหมดสัมปทานไปเหมือนกับผู้ให้บริการรายอื่นที่เข้าประมูล เพราะไม่ว่าจะก่อนประมูล หรือหลังประมูล ดีแทคมีคลื่นความถี่ที่มากเพียงพอต่อการให้บริการลูกค้าถึง 50  เมกะเฮิรตซ์

ทั้งนี้ ไทยยังมีคลื่นความถี่อื่นๆ ที่ต้องนำออกมาประมูลเพื่อผลักดันประเทศสู่การแข่งขันในเศรษฐกิจดิจิทัล เช่น 2600 เมกะเฮิรตซ์ 700 เมกะเฮิรตซ์ ปัจจุบันดีแทคมี 2 คลื่นความถี่จะหมดในปี 2561 ได้แก่ 850 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 10 เมกะเฮิรตซ์ และ 1800 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 25 เมกะเฮิรตซ์ กับอีก 1 คลื่นความถี่ในระบบใบอนุญาต คือ 2100 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 15 เมกะเฮิรตซ์ ใช้งานถึง 2570 ดีแทคพร้อมเข้าประมูลคลื่นความถี่อื่นๆ แน่นอน

 

เปิดตัว “โนเกีย3310” มือถือในตำนานที่มาพร้อมโฉมใหม่ไฉไลกว่าเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 07:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/482849

เปิดตัว "โนเกีย3310" มือถือในตำนานที่มาพร้อมโฉมใหม่ไฉไลกว่าเดิม

“HMD Global” เปิดตัวโทรศัพท์มือถือ “โนเกีย 3310” โฉมใหม่ มาพร้อมจอสี-กล้องหลัง และเกมงูในตำนาน

หลังตกเป็นข่าวในวงการสมาร์ทโฟนมาระยะหนึ่งสำหรับ ข่าวการคืนชีพกลับมาสู่ตลาดอีกครั้งของโทรศัพท์มือถือระดับตำนาน โนเกีย3310 ล่าสุด “HMD Global” บริษัทผู้ได้รับสิทธิ์ในการพัฒนาโทรศัพท์มือถือภายใต้แบรนด์โนเกีย ได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ในงานโมบายล์ เวิล์ด คองเกรส 2017 ที่เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน เมื่อวันที่ 26 ก.พ. ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น ประกอบด้วย โนเกีย 6, โนเกีย5, โนเกีย 3 และ โนเกีย 3310 ซึ่งทั้งหมดมาพร้อมระบบปฏฺบัติการแอนดรอยด์

โนเกีย3310 โฉมใหม่มีการดีไซน์ให้โค้งมนมากกว่าเดิม มาพร้อมหน้าจอสีและกล้องหลังขนาด 2 ล้านพิกเซล รวมทั้งแบตเตอรี่สุดอึดที่สามารถสนทนาได้ต่อเนื่องนานถึง 22 ชั่วโมง และแน่นอนมาพร้อมเกมงูยอดฮิตในเวอร์ชั่นใหม่

สำหรับสเปกของโนเกีย 3310 รุ่นใหม่มีดังนี้

– ขนาดตัวเครื่องโดยรวม 15.6 x 51 x 12.8 mm

– หน้าจอขนาด 2.4 นิ้ว ความละเอียด 240 x 320 พิกเซล 167 ppi

– หน่วยความจำภายใน 16MB รองรับ microSD, microSDHC ความจุสูงสุด 32GB

– กล้องหลังความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมแฟลช LED

– แบตเตอรี่ความจุ 1200mAh

– โทรคุยต่อเนื่องได้นานสูงสุด 22.10 ชั่วโมง, สแตนบายด์ได้นาน 1 เดือนเต็ม, ฟังเพลงได้ต่อเนื่อง 51 ชั่วโมง

– รองรับวิทยุ FM,  Bluetooth 3.0

– รองรับ 2.5G คลื่นความถี่ 900, 1800 MHz

– พอร์ตเชื่อมต่อ ไมโครยูเอสบี

– ราคา 49 ยูโร หรือประมาณ 1,800 บาท

 

 

ตัวเลขชี้ชัด! นักช็อปยุคใหม่ใช้มือถือเปรียบเทียบราคาก่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 19:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/482838

ตัวเลขชี้ชัด! นักช็อปยุคใหม่ใช้มือถือเปรียบเทียบราคาก่อน

โดย…ธนาวัฒน์ มาลาบุปผา ฝากเติมตำแหน่งผู้เขียนค่ะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์ Priceza.com

ในปีนี้เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามือถือ หรือสมาร์ทโฟนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทย ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ผมเห็นมาตลอดในการพัฒนาเว็บไซต์เปรียบเทียบราคา โดยมีสถิติผู้เข้าใช้งานเพิ่มขึ้นตลอดในแต่ละปี และกราฟนั้นสูงขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่น่าสนใจก็คือในปี 2016 จำนวนการเข้าใช้งานเว็บไซต์ผ่านอุปกรณ์มือถือโตขึ้นกว่า 106.48% เมื่อเทียบกับปี 2015 บ่งบอกได้อย่างชัดเจนถึงพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน

เล่นเน็ตผ่านมือถือ

ตัวเลขที่ผมได้เกริ่นไว้สอดคล้องกับสถิติของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต และจำนวนชั่วโมงการใช้งานเฉลี่ยต่อวัน เปรียบเทียบตามอุปกรณ์ที่ใช้ในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต โดยสำนักยุทธศาสตร์ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA พบว่าจากผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั้งหมดนั้นมีผู้เข้าใช้โดยสมาร์ทโฟนมากที่สุดถึง 85.5% และมีการใช้งานเฉลี่ย 6.2 ชั่วโมง/วันและตั้งแต่ตื่นนอนเกือบทุกคนเลือกหยิบโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือแท็บเล็ตขึ้นมาก่อนจะหยิบแปรงสีฟัน

เมื่อเดินทางไปในสถานที่ต่างๆ ภาพที่ทุกคนเห็นกันคุ้นตาก็คือคนส่วนใหญ่จ้องหน้าจอโทรศัพท์เคลื่อนที่แทนการพูดคุยกันตั้งแต่เช้าจนกระทั่งก่อนเข้านอนก็วางมันเป็นสิ่งสุดท้ายก่อนหลับตาลง ไม่ว่าจะใช้มือถือในการหาข้อมูล เพื่อความรู้ ความบันเทิง ทำธุรกรรมทางการเงิน อ่านอีเมล ทำงาน ตลอดจนการซื้อสินค้าออนไลน์ต่างๆ เราต่างก็ใช้มือถือเพื่อเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในชีวิตประจำวันไปโดยปริยาย สำหรับผู้ประกอบการสิ่งที่ควรให้ความสนใจก็คือ นักช็อปใช้มือถือทำอะไรบ้าง ขณะช็อปปิ้ง

มือถือตัวช่วยก่อนตัดสินใจซื้อ

ผลสำรวจเชิงลึกของ Marketbuzzz พบว่า ขณะที่ผู้บริโภคกำลังเลือกหาสินค้าในร้านค้า มีนักช็อปถึง 77% ใช้มือถือค้นหาสินค้าอื่นๆ ไปด้วย และก็มีนักช็อป 56% ใช้มือถือเพื่อเปรียบเทียบราคาสินค้าอีก 47% กำลังติดต่อร้านค้าหรือแบรนด์สินค้าผ่านทางโซเชียลมีเดีย สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่านักช็อปพยายามใช้ประโยชน์จากมือถืออย่างเต็มที่ ก่อนตัดสินใจซื้อสินค้าแต่ละชิ้น

นอกจากนั้น แหล่งข้อมูลบนมือถือที่นักช็อปเหล่านี้ใช้ขณะที่อยู่ในร้านค้า 35% คือการใช้เครื่องมือสืบค้น (Search Engines) เพื่อค้นหาสินค้าและเปรียบเทียบราคา ทั้งจากการหาข้อมูลด้วยตนเอง และจากเว็บไซต์ที่ให้บริการรวบรวมสินค้า ราคาสินค้า จากหลากหลายร้านค้ามารวมไว้ในที่เดียวกัน เพื่อความสะดวกสบายก่อนการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าของนักช็อปสมัยใหม่

นักช็อป Gen-M ชอบเทียบราคา

ทำไมนักช็อปยุคนี้จึงสนใจและมีพฤติกรรมเปรียบเทียบราคา อาจารย์ศุภเดช สุทธิพงศ์คณาสัย หนึ่งในกูรูวงการดิจิทัล ให้ความเห็นไว้ในงาน Priceza Awards 2016 ที่จัดเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมาว่า “คนรุ่นใหม่หรือ Gen-M สนใจการเปรียบเทียบราคาเป็นสำคัญ ส่วนการตัดสินใจซื้อจะมาจากหลายองค์ประกอบรวมกัน ทั้งเรื่องราคา ความน่าเชื่อถือของร้าน ชื่อเสียง รีวิวและความมั่นใจในตัวของผู้ขายมากกว่าที่จะดูเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล้วที่สำคัญคือคนกลุ่มนี้ถ้าจะซื้ออะไรก็ตาม สิ่งนั้นจะต้องเป็นสิ่งที่ดีที่สุดหรือ The best ในกลุ่มของตนเอง”

รู้อย่างนี้แล้ว อะไรละครับที่ผู้ประกอบการควรทำ เพื่อปิดการขายให้ได้ทันที

นั่นก็คือ การให้ข้อมูลสินค้า ควรให้ข้อมูลสินค้าอย่างครอบคลุมเพื่อประกอบการตัดสินใจ ณ จุดขายทั้งออนไลน์ และ
ออฟไลน์ การเปรียบเทียบราคา ถ้าสามารถการันตีราคาได้ จะช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าได้ไม่ยาก การเปรียบเทียบแบรนด์ต่างๆ เพื่อให้ลูกค้าได้ข้อมูลที่ครบถ้วนและเพียงพอต่อความต้องการ และการรีวิวสินค้าจากผู้ใช้ตัวจริง จะเป็นประโยชน์อย่างมากหากมีการแชร์ประสบการณ์จากลูกค้าที่ใช้งานจริง

ทั้งหมดนี้ หากผู้ประกอบการสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ และสื่อสารผ่านจุดขาย (Point of Purchase) การปิดการขายก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปครับ

 

ช็อปออนไลน์ให้ปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 19:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/482837

ช็อปออนไลน์ให้ปลอดภัย

โดย…welivesecurity

การซื้อของออนไลน์เป็นกิจกรรมยอดนิยมของนักช็อปทั่วเมืองไทย และมีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่ตามมาก็คือภัยคุกคามก็มากขึ้นเช่นเดียวกัน หลายครั้งที่มิจฉาชีพใช้ช่วงโอกาสที่คุณเผลอ เพื่อหลอกเอาข้อมูลส่วนตัวจนกระทั่งข้อมูลบัตรเครดิต ผ่านหน้าเว็บไซต์ถูกออกแบบให้เหมือนกับเว็บไซต์จริง หรือเรียกว่า Phishing

Welivesecurity จึงรวบรวมวิธีการช็อปสินค้าออนไลน์ให้ปลอดภัยดังนี้

ระวังร้านค้าที่ไม่รู้จัก หลายครั้งที่ดีลลดราคาเป็นของเว็บไซต์ขายของที่เราไม่คุ้นตาและมีหน้าตาเหมือนเว็บไซต์ที่เพิ่งสร้างขึ้น คำถามก็คือเว็บไซต์นี้เชื่อถือได้หรือเปล่า? เพราะคุณจะต้องกรอกข้อมูลบัตรเครดิต และข้อมูลส่วนตัวมากพอที่จะใช้ทำธุรกรรมได้

เตรียมพร้อมรับมือดีลปลอม มิจฉาชีพมักเล่นงานผู้ใช้ด้วยดีลลดราคา หรือโปรโมชั่นเกินห้ามใจ ด้วยทุกช่องทาง ให้สังเกตชื่อผู้ส่งว่าเป็นใคร มาจากไหน และเช็กข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าให้ถี่ถ้วน ทางที่ดีที่สุดคือเข้าเว็บไซต์หลักของสินค้าเลย

ใช้ช่องทางชำระเงินที่ปลอดภัย เราแนะนำให้ใช้อันที่คุณคุ้นเคยจะดีที่สุดอย่าง Counter Service, Paypal, Paysbuy, VISA, Master Card หรือที่คุณคุ้นตา

ใช้เว็บไซต์ HTTPS การทำธุรกรรมที่ปลอดภัยจะต้องใช้เว็บไซต์ที่เป็น HTTPS ตัวอักษร https:// ที่ขึ้นต้นลิงก์บอกเราว่าข้อมูลที่เรากรอกในเว็บไซต์จะได้รับการเข้ารหัส และไม่สามารถเปิดอ่านได้จากกลางทาง

Facebook ไม่ได้ปลอดภัยเสมอไป ปัจจุบัน Facebook กลายเป็นที่โปรโมทซื้อขายสินค้า แต่เว็บไซต์โซเชียลมีเดียนั้นเต็มไปด้วยโฆษณาจากหลากหลายที่มา ทั้งแท้และไม่แท้ เพราะฉะนั้นหลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลสำคัญจากเว็บไซต์โฆษณา

ทำธุรกรรมบนเครือข่ายที่น่าเชื่อถือ อินเทอร์เน็ต Wi-Fi ฟรีตามสถานที่ต่างๆ ไม่สมควรเป็นที่สำหรับทำธุรกรรมออนไลน์ ยิ่งถ้าไม่มีรหัสผ่านนั่นถือว่ามีโอกาสสูงมากที่จะไม่ปลอดภัย

ใช้รหัสผ่านที่ซับซ้อน รหัสผ่านที่ดีจะต้องมีตัวอักษรพิมพ์เล็กพิมพ์ใหญ่ ผสมกับตัวเลขและสัญลักษณ์ และไม่ใช้รหัสผ่านเดียวกันในทุกๆ บัญชี

ใช้บัตรเครดิตดีกว่าเดบิต การซื้อของออนไลน์สมควรใช้บัตรเครดิต เพราะไม่มีการเชื่อมต่อโดยตรงกับบัญชีเหมือนบัตรเดบิต และสามารถเรียกเงินคืนได้ง่ายกว่าหากโดนมิจฉาชีพเอาไปใช้

*********************

อ่านบทความน่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ https://blog.eset.co.th/

 

7 นวัตกรรมที่ช่วยชีวิตเด็กทารกในประเทศกำลังพัฒนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 12:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/482810

7 นวัตกรรมที่ช่วยชีวิตเด็กทารกในประเทศกำลังพัฒนา

เว็บไซต์ Mashable ได้เผยแพร่ 7 นวัตกรรม ที่มีส่วนช่วยติดตามสุขภาพของบรรดาทารกแรกเกิด และช่วยให้พวกเขามีชีวิตรอด

เด็กทารกทุกคนควรสามารถเข้าถึงการดูแลทางการแพทย์ เพื่อสุขภาพที่ดี แต่สำหรับในประเทศที่กำลังพัฒนาแล้ว การที่เด็กทารกเกิดใหม่คนหนึ่งจะเอาชีวิตรอดนั้นอาจไม่ใช่เรื่องง่ายนัก

รายงานจากองค์การอนามัยโลกระบุว่า ทุกๆปีมีเด็กทารกราว 3 ล้านคน ที่เสียชีวิตในช่วงสัปดาห์แรกของการลืมตาดูโลก และในจำนวนนี้กว่า 99% เป็นเด็กทารกจากประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างในทวีปแอฟริกา หรือภูมิภาคเอเชียใต้

แต่ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆในปัจจุบัน เด็กๆจำนวน 3 ล้านคนที่ว่าไม่จำเป็นต้องเสี่ยงชีวิตอีกต่อไป นับเป็นความโชคดีของพวกเขา ที่นักประดิษฐ์ทั้งหลายใส่ใจถึงปัญหานี้ และได้พัฒนานวัตกรรมใหม่ๆขึ้นเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของพวกเขา

เว็บไซต์ Mashable ได้เผยแพร่ 7 นวัตกรรม ที่มีส่วนช่วยชีวิตของทารกน้อยทั้งหลาย ในช่วงแรกๆของการลืมตาดูโลก เพื่อให้พวกเขามีชีวิตรอด และเติบโต

1. หมวกทารกตรวจสอบสัญญาณชีพ

Neopenda คือหมวกที่ถูกออกแบบมาเพื่อสุขภาพที่ดีของทารก ให้พวกเขาสามารถมีชีวิตรอดต่อไปได้ ตัวหมวกไม่ต่างจากหมวกปกติ แค่เพิ่มกล่องสี่เหลี่ยมด้านข้างซึ่งทำหน้าที่เป็นเซนเซอร์มาเท่านั้น ตัวเซนเซอร์จะคอบตรวจสอบอัตราการเต้นของหัวใจ, อัตรการหายใจ ไปจนถึงระดับของออกซิเจนในเลือด และอุณหภูมิร่างกาย ซึ่งหากพบความผิดปกติเกิดขึ้น ตัวหมวกจะส่งสัญญาณแจ้งเตือนไปยังเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล ผ่านแอพพลิเคชั่น

ปัจจุบันหมวก Neopenda นี้ถูกใช้ในโรงพยาบาลที่แออัดของอูกันดา เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่อาจให้ความดูแลทารกจำนวนมากได้อย่างทั่วถึง แต่แน่นอน Neopenda ทำได้

2. ถุงนอนแก้ปัญหาตัวเย็น

ภาวะตัวเย็น หรือ Hypothermia เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในทารก ในบางพื้นที่เช่นอินเดีย 43% ของทารกแรกเกิดเสียชีวิตจากภาวะที่อุณหภูมิของร่างกายลดต่ำลง แต่นวัตกรรมถุงนอนรูปแบบใหม่นี้สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้

Embrace Infant Warmer คือถุงนอนสำหรับทารกแบบเต็มตัวที่ช่วยควบคุมอุณหภูมิของทารก ผลงานเจ้าของรางวัลนวัตกรรมนี้เป็นผลิตภัณฑ์ต้นทุนต่ำ ที่ไม่ต้องใช้ไฟฟ้า จึงทำให้เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับหลายครอบครัวยากจน เนื่องจากตัวอุปกรณ์มีราคาถูกกว่าตู้อบในโรงพยาบาลหลายเท่า ซึ่งความอบอุ่นจากถุงนอนนี้ได้มีส่วนช่วยชีวิตของทารกน้อยจำนวน 200,000 คนไปแล้ว ในพื้นที่ทางตอนใต้ของอินเดีย

3. จี้สร้อยคอดิจิตอลบันทึกประวัติทางการแพทย์

การบันทึกประวัติการรักษาทางการแพทย์เป็นสิ่งที่หาได้ยากในประเทศกำลังพัฒนา ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงในการรักษา เด็กทารก แต่ด้วย Khushi Baby นวัตกรรมราคาถูก ที่ไม่ต้องพึ่งแบตเตอรี่นี้ จะบันทึกประวัติการรักษาทางการแพทย์ของแม่ และเด็กไว้ ซึ่งสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ผ่านแอพพลิเคชั่นทุกเวลาที่ต้องการ

สนนราคาของจี้สร้อยคอนี้เพียง 1 ดอลล่าร์สหรัฐเท่านั้น ปัจจุบันเป็นที่นิยมใช้ในภูมิภาคห่างไกลของอินเดีย และบันทึกประวัติการรักษาของเด็กทารกไปแล้วกว่า 4,000 คน

4. ปลอกสวมเท้าที่ช่วยบอกอาการป่วยของทารก

หลายโรงพยาบาลในประเทศกำลังพัฒนาต้องเผชิญกับความแออัดจากเด็กทารก ซึ่งทำให้ไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง แต่ด้วยปลอกสวมเท้าอันเล็กๆนี้จะช่วยแจ้งเตือนแก่เจ้าหน้าที่ หากทารกเหล่านั้นมีความเสี่ยง และต้องการความช่วยเหลือ

SPOtwo Bootie เป็นอุปกรณ์สวมใส่ต้นทุนต่ำ ที่จะช่วยวิเคราะห์สัญญาณชีพของเด็กทารกที่กำลังป่วย ข้อมูลที่ถูกวัดโดยเซนเซอร์จะถูกส่งไปยังแอพพลิเคชั่น ในสมาร์ทโฟน ซึ่งทั้งหมดนี้สนนราคาเพียง 8 ดอลล่าร์สหรัฐเท่านั้น โดยอุปกรณ์สามารถระบุภาะวออกซิเจนต่ำ ภาวะหัวใจพิการแต่กำเนิด หรือการติดเชื้อในช่วงสัปดาห์แรกๆของทารก

5. อุปกรณ์วัดอุณหภูมิที่น่าเชื่อถือ

TempTraq เป็นอุปกรณ์วัดอุณหภูมิต่อเนื่องนาน 24 ชั่วโมง ข้อมูลจะถูกส่งให้เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ผ่านแอพพลิเคชั่น เพื่อแจ้งเตือนให้ทราบหากมีการเปลี่ยนแปลงใดๆเกิดขึ้น อุปกรณ์มีราคาไม่แพง ไม่ต้องฆ่าเชื้อ และข้อมูลที่ได้รับนั้นมีความแม่นยำมากกว่าอุปกรณ์วัดอุณหภูมิแบบเดิมๆ ซึ่งเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับทารกที่ป่วย และมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการไข้ขี้นสูง

ปัจจุบันนวัตกรรมนี้ถูกนำมาใช้กับเด็กๆในอูกันดาก่อนหน้านี้อัตราเฉลี่ยที่พยาบาล 1 คนต้องดูและเด็กๆทารกมีมากถึง 40 คน นั่นทำให้ใน 1 วัน เด็กๆอาจได้รับการดูแลเพียง 2 ครั้งเท่านั้น แต่อุปกรณ์ดังกล่าวจะสร้างความมั่นใจได้ว่า สุขภาพของเด็กๆจะถูกติดตามข้อมูลอยู่ตลอดเวลา

6. อุปกรณ์ช่วยเด็กๆจากโรคไข้มาลาเรีย

เด็กๆมากกว่า 500,000 คน ในประเทศกำลังพัฒนาเสียชีวิตจากโรคมาลาเรียทุกๆปี โดยเฉพาะเด็กทารกที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด อุปกรณ์ดังกล่าวมีชื่อว่า TermoTell สามารถช่วยวินิจฉัยอาการของโรคไข้มาลาเรียได้อย่างรวดเร็ว เพื่อช่วยให้ทารกสามารถรับการรักษาได้อย่างทันท่วงที

ตัวอุปกรณ์เป็นสร้อยข้อมือ ต้นทุนต่ำ ที่จะคอยตรวจสอบอุณหภูมิ และปริมาณของเหงื่อที่ออกมาจากราางกาย ออกแบบมาสำหรับเด็กๆที่อายุต่ำกว่า 5 ปีโดยเฉพาะ ด้วยสีสันสดใส ผิวสัมผัสอ่อนนุ่ม ซึ่งเด็กๆสามารถเคี้ยวได้โดยไม่เป็นอันตราย

ปัจจุบัน TermoTell ถูกใช้ในไนจีเรีย ประเทศที่มีความเสี่ยงเกิดโรคไข้มาลาเรียสูง เฉลี่ยทุกๆปีมีชาวไนจีเรียเสียชีวิตจากโรคนี้ถึง 3 แสนคน

7. ถุงเท้าอ่านสัญญาณชีพ

Owlet เป็นอุปกรณ์สวมใส่ที่ช่วยอ่านสัญญาณชีพของทารก นอกจากนั้นยังช่วยให้เท้าอบอุ่นอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย ด้วยเทคโนโลยีเดียวกับ Apple Watch อุปกรณ์จะคอยติดตามอัตราการเต้นของหัวใจ และอัตราการหายใจ ด้วยการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน และแจ้งเตือนไปยังเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ หากทารกจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือ

 

เทรนด์องค์กรปรับ รับมนุษย์เงินเดือนติดโซเชียล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 14:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/482690

เทรนด์องค์กรปรับ รับมนุษย์เงินเดือนติดโซเชียล

โดย…จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

องค์กรต่างๆ จะก้าวทันนโยบายประเทศไทย 4.0 ได้ นอกจากการมีบุคลากรที่มีความสามารถในการคิดและสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งก็คือ การปรับรูปแบบการทำงานให้สอดคล้องกับยุคสมัย เพราะหากมีคนเก่ง แต่รูปแบบการทำงานไม่เอื้ออำนวยคนเก่งเหล่านี้ก็อาจอำลาองค์กรอย่างรวดเร็ว หรือไฟในการทำงานที่ลุกโชนก็อาจมอดไหม้ได้ง่ายๆ

สุธิดา กาญจนกันติกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท แมนพาวเวอร์กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดเผยว่า จากผลวิจัยเรื่องอิทธิพลของโซเชียลมีเดียที่มีต่อคนทำงานในองค์กรในปีที่ผ่านมา โดยมีกลุ่มตัวอย่าง 1,208 คน เนื่องจากเล็งเห็นว่าโซเชียลมีเดียจะเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานไปอย่างสิ้นเชิง จึงต้องการให้องค์กรปรับรูปแบบการทำงานเพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรมมนุษย์เงินเดือนยุคใหม่

จากการสำรวจพบว่า มนุษย์เงินเดือนใช้โซเชียลมีเดียในวันและเวลาทำงานมากกว่าวันเสาร์-อาทิตย์ โดยใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือเป็นหลัก และนิยมใช้ในช่วงพักรับประทานอาหารกลางวัน รวมทั้งยังพบว่าคนทำงานจะใช้โซเชียลมีเดียทุกวัน วันละไม่เกิน 2 ชั่วโมง โดยใช้เวลากับโซเชียลมีเดียทดแทนการใช้เวลากับสื่อหลัก เช่นทีวีและสื่อสิ่งพิมพ์อย่างชัดเจน

ทั้งนี้ คนทำงานมองว่าการใช้โซเชียลมีเดียในที่ทำงานมีข้อดี คือ สามารถสื่อสารข้อมูลไปสู่ผู้คนจำนวนมากได้รวดเร็ว และสะดวก 86.17% รองมาคือ ทำให้เกิดการรวมตัวกันในการทำกิจกรรมดีๆ ได้ง่ายและรวดเร็ว 54.38% ลดช่องว่างการสื่อสาร 53.39% สามารถใช้เป็นช่องทางเผยแพร่ความรู้แก่พนักงานในองค์กร 53.14% เป็นต้น

ในทางกลับกันคนทำงานก็มองเห็นข้อเสียของการใช้โซเชียลมีเดียในที่ทำงานอันดับแรก คือ หลายคนไม่ระวังการใช้ทำให้ผู้อื่นได้รับข้อมูลไม่เป็นสาระหรือเชิงลบ 71.27% รองลงมามองว่ายังมีปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือของข้อมูล 61.09% และเวลาในการทำงานน้อยลง 59.85%

ขณะที่ผลกระทบที่คนทำงานเคยได้รับจากการใช้โซเชียลมีเดียในที่ทำงาน อันดับแรกคือ มีปฏิสัมพันธ์ลดลง 56.45% เจอนักเลงคีย์บอร์ด ทั้งคำหยาบ คำด่า 30.21% ไขว้เขวจากเป้าหมายที่วางไว้ 28.8%ผลกระทบอื่นๆ ได้แก่ ไม่มีความเป็นส่วนตัวข้อมูลอาจถูกค้นหา 24.75% นอนหลับยากขึ้น 24.17% เรียกร้องความสนใจมากขึ้น เป็นต้น

ผลสำรวจนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่า คนทำงานส่วนใหญ่มีทัศนคติเชิงบวกต่อการใช้โซเชียลมีเดียในที่ทำงาน เช่น ช่วยทำให้การติดต่อสื่อสารทำงานสะดวกขึ้น ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการทำงาน ทำให้เกิดการทำงานเร็วขึ้น แต่ก็ไม่เห็นด้วยกับอิทธิพลของโซเชียลมีเดียในบางประเด็น เช่น ไม่เห็นด้วยกับการใช้ในการส่งเสริมการขายสินค้า ใช้ในการโฆษณา ทำให้เกิดความตั้งใจในการทำงานได้มากขึ้น มีผลต่อสมาธิในการทำงาน เกิดความรู้สึกผ่อนคลายและพร้อมในการทำงาน

สุธิดา กล่าวว่า กลุ่มคนทำงานยุคนี้ผ่านการรับสื่อโซเชียลมีเดียมาเกิน 10 ปีแล้วจึงเริ่มรู้เท่าทันว่าสื่อประเภทนี้เอื้อประโยชน์ใดกับตนและสิ่งใดที่ไม่เป็นประโยชน์อย่างชัดเจน รู้จักเลือกใช้ ตามอรรถประโยชน์ จึงเป็นข้อสังเกตว่า ภาครัฐควรสนับสนุนงานวิจัยที่ศึกษาปฏิกิริยาต่อข่าวสารแต่ละประเภทที่ส่งผ่านมาทางโซเชียลมีเดีย ในส่วนขององค์กรที่กำลังทำงานกับคนทำงานกลุ่มมิลเลนเนียลอายุ 20-34 ปี ที่มีข้อมูลข่าวสารอยู่เต็มมือและเป็นกลุ่มที่พร้อมแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นต่างๆ ของสังคมหรือองค์กรตลอดเวลา ก็ควรเปลี่ยนบทบาทองค์กรให้เป็นนักส่งเสริม

ทั้งนี้ เพราะคนทำงานยุคนี้ไม่ใช่แค่แรงงาน แต่เป็นนักคิด นักสร้างสรรค์ การกำหนดนโยบายและเงื่อนไขการทำงานใดๆ จึงต้องพร้อมรองรับความคิดที่แตกต่างฝ่ายทรัพยากรบุคคลขององค์กรต้องพร้อมและมีความแม่นยำต่อข้อมูลที่จะตอบคำถามหรือสนับสนุนนโยบายต่างๆ ขององค์กรอย่างน่าเชื่อถือ

นอกจากนี้ องค์กรต้องสร้างการสื่อสารนโยบายและแนวทางการทำงานขององค์กรผ่านโซเชียลมีเดีย ต้องกำหนดนโยบายให้สอดคล้องกับศักยภาพ สร้างแรงจูงใจในการทำงานร่วมกันสอดคล้องกับความต้องการของคนทำงานมากขึ้น เพราะแนวโน้มการเปลี่ยนงานอาจสูงขึ้น จากการที่คนทำงานเปิดเผยศักยภาพอันโดดเด่นของตัวเองได้มากขึ้นผ่านโซเชียลมีเดีย รวมทั้งต้องพร้อมรองรับการทำงานที่สื่อสารกันได้ตลอดเวลาและพร้อมให้ค่าตอบแทนหรือผลประโยชน์จูงใจคนทำงานต่างออกไปจากรูปแบบเดิม

ท้ายนี้อยากฝากถึงภาครัฐว่า การที่มีกฎเกณฑ์เข้มงวดใดๆ ออกมาเกี่ยวกับเรื่องการใช้โซเชียลมีเดีย อาจกลายเป็นโจทย์ให้คนไม่พอใจและต่อต้านได้ ดังนั้นหากจะมีนโยบายใดๆ ออกมา ก็ควรแบ่งนโยบายออกไปตามกลุ่มผู้ใช้งาน และที่สำคัญที่สุดรัฐบาลแต่ละประเทศควรมีกฎหมายที่เปิดช่องให้ผู้ทำงานอิสระสร้างธุรกิจบนโซเชียลมีเดียได้โดยไม่ติดเงื่อนไขอะไรมากมาย

แนวทางที่คนทำงาน องค์กร และรัฐบาลต้องปรับตัวทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้สอดคล้องกับอิทธิพลโซเชียลมีเดียที่มาแรง และเป็นแนวทางที่จะนำประเทศไทยก้าวไปสู่การเป็นประเทศไทย 4.0 ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมอย่างแท้จริง

 

“ศึกมาร์เก็ตเพลส” ชิงภาพอเมซอนเมืองไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 14:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/482689

"ศึกมาร์เก็ตเพลส" ชิงภาพอเมซอนเมืองไทย

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

เมื่อรายใหญ่พร้อมเปิดเกมรุกตลาดอี-คอมเมิร์ซ มาร์เก็ตเพลสในไทย ทั้งลาซาด้าภายใต้เงาของอาลีบาบา อีเลฟเว่น สตรีท จากเกาหลี หรือกระทั่งกลุ่มเซ็นทรัลกำลังซุ่มเปิดตัวมาร์เก็ตเพลส ส่งผลให้ตลาดอี-คอมเมิร์ซฝุ่นตลบ รายเล็กต้องปรับตัว เป็นยุคของการต่อสู้รายใดเงินหนาถึงมีความได้เปรียบ

ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ ตลาดดอทคอม (Tarad.com) เปิดเผยว่า การแข่งขันอี-คอมเมิร์ซ มาร์เก็ตเพลส ปีนี้มีความรุนแรงด้านการลงทุน โดยเฉพาะการใช้เงินสำหรับการทำโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักกระตุ้นให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้ามากกว่าจะไปซื้อจากคู่แข่ง และการใช้เม็ดเงินโฆษณาผ่านการสื่อสารช่องทางต่างๆ สร้างการรับรู้ในวงกว้างและรวดเร็ว

นอกจากนี้ ธุรกิจมาร์เก็ตเพลส ยังโดนช่วงชิงกำลังซื้อจากโซเชียลคอมเมิร์ซไปด้วยเช่นกัน ขณะนี้จึงเหลืออี-คอมเมิร์ซมาร์เก็ตเพลสของไทยไม่เกิน 10 ราย อาทิ ตลาดดอทคอมวีเลิฟช็อปปิ้ง จากนี้เป็นต้นไปเกมการแข่งขันมาร์เก็ตเพลส หัวใจสำคัญ คือ งบประมาณ หากใครมีสายป่านยาวได้ระยะ 1-2 ปี จะอยู่รอดบนตลาดที่มีมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท และยังมีศักยภาพเติบโตได้อีกมากเมื่อเทียบกับภาพรวมอี-คอมเมิร์ซ มูลค่า 2.4 แสนล้านบาท เติบโตไม่ต่ำกว่า 20%ต่อปี

“ในอนาคตผู้ประกอบการไทยทำมาร์เก็ตเพลส จะเหลือต่ำกว่า 5 รายเท่านั้น โดยมีเว็บไซต์ที่มีความแอ็กทีฟหรือมีความเคลื่อนไหวทางตลาดราว 2-3 ราย และหลังจากนั้นรายเล็กล้มหายตายจากตลาดไปแล้ว การแข่งขันด้านสงครามราคาจะเหลือน้อยลง มาสู้กันที่ระบบคลังสินค้า การขนส่ง การทำตลาดอยากให้รัฐบาลสนับสนุนผู้ประกอบการมาร์เก็ตเพลสคนไทย จากที่ผ่านมารัฐบาลสนับสนุนการเข้ามาทำธุรกิจของอาลีบาบา แต่ไม่ได้พิจารณาถึงผลกระทบของธุรกิจไทย” ภาวุธ กล่าว

ความร้อนแรงมาร์เก็ตเพลสปีนี้ ต้องจับตาการเข้ามาของกลุ่มเซ็นทรัลที่กำลังเปิดตัวเว็บไซต์ในเร็วๆ นี้ โดย วรวุฒิ อุ่นใจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีโอแอล ได้กล่าวไว้ว่า จะเปิดประมาณปลายเดือน ก.พ.หรือต้น มี.ค. ความเคลื่อนไหวกำลังอยู่ระหว่างดีลกับพันธมิตรร้านค้า อาทิ เทพช็อป เพิ่มเข้ามาอยู่ภายใต้ร่มเงามาร์เก็ตเพลสของกลุ่มเซ็นทรัล เพราะแม่เหล็กสำคัญคือ ต้องมีร้านค้าหลากหลายเพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้ายิ่งขึ้น

เมื่อกลุ่มเซ็นทรัลลงมาเล่นสมรภูมิมาร์เก็ตเพลส ยิ่งสร้างความสะเทือนให้กับรายกลางและเล็ก การจัดเต็มของสินค้าในเครือทั้งจากบีทูเอส ซูเปอร์สปอร์ต และยังรวมถึงการรวบร้านค้าในส่วนของพลาซ่าเข้ามาเป็นพันธมิตร ความแข็งแกร่งของเว็บไซต์ซาโลร่า (ZALORA) ด้านทางสินค้าแฟชั่น เป็นศึกของการช่วงชิงตำแหน่งผู้นำ เพราะยังไม่มีใครเป็นเจ้าตลาดอย่างจริงจัง เหมือนเช่นอเมริกา ไม่ว่าใครจะซื้อสินค้าอะไรก็ต้องนึกถึงอเมซอน มาร์เก็ตเพลสอันดับหนึ่งในตลาด

ทางด้านวีเลิฟช็อปปิ้ง (Welove) การเข้ามาของกลุ่มเซ็นทรัลส่งผลให้มาร์เก็ตเพลสที่มีความแข็งแกร่งทางด้านสินค้าแฟชั่นต้องปรับแผนการทำตลาด ธนานันท์ อรุณรักษ์ติชัย ผู้ช่วยผู้อำนวยการบริษัท แอสเซนด์ กรุ๊ป ผู้ให้บริการมาร์เก็ตเพลสวีเลิฟ กล่าวว่า แผนระยะ 3-5 ปี บริษัทให้ความสำคัญกับแพลตฟอร์มวีมอลล์ (Wemall) หรือเป็นช่องทางให้ร้านค้าที่มีแบรนด์เข้าจำหน่าย หรืออยู่ในระดับกลาง-บน รองรับกับผู้ซื้อที่ต้องการความเชื่อมั่นและซื้อสินค้ามีแบรนด์ และสร้างความแตกต่างจากวีเลิฟ หรือมาร์เก็ตเพลสรายใหญ่ที่จำหน่ายสินค้าตั้งแต่ระดับแมสขึ้นไป

“การแข่งขันมาร์เก็ตเพลสรายใหญ่ยุคนี้ ใช้กลยุทธ์ราคา การทำโปรโมชั่น เชื่อว่า อีกไม่กี่ปีจะเหลือผู้เล่น 2-3 ราย และต่อไปการดึงร้านค้าเข้ามาจำหน่าย จะไม่มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียม แต่มาร์เก็ตเพลสมีรายได้จากโฆษณาเหมือนเช่นเถาเปาในจีนเปิดให้ร้านค้าเข้ามาจำหน่ายฟรี สำหรับวีมอลล์ปีนี้วางแผนเพิ่มร้านค้าจาก 300 ร้านค้า เป็น 500-600 ร้านค้าและตั้งเป้ามีสัดส่วนรายได้ 50% ในอีก5 ปี ส่วนวีเลิฟสัดส่วน 50%”ธนานันท์กล่าว

สำหรับผู้ให้บริการหน้าร้านออนไลน์ฟรีเว็บไซต์เทพช็อปดอทคอม ณัฐวิทย์ ผลวัฒนสุข กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอลเอ็นดับเบิ้ลยู กล่าวว่า การเติบโตของมาร์เก็ตเพลสเป็นโอกาสอันดีที่บริษัทนำร้านค้าที่มีอยู่ 4.8 แสนร้านค้าเข้าไปจำหน่ายสินค้าในแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลส เบื้องต้นร้านค้าจำหน่าย 1,000 ร้านค้าบนอีเวฟเว่นสตรีท โดยทำการเชื่อมต่อกับระบบของเทพช็อป คาดว่าระบบดังกล่าวเปิดตัวกลางเดือน ก.ค. และกำลังอยู่ระหว่างเจรจากับอีกหลายราย อีกทั้งยังเตรียมเปิดบริการอี-คอมเมิร์ซเซอร์วิสเพื่อรองรับการเติบโต อาทิ ระบบแพ็กสินค้า การจัดส่ง การชำระเงิน

ภาพรวมตลาดมาร์เก็ตเพลสปัจจุบันมีมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท ด้วยมูลค่าตลาดสูงและยังไร้ผู้นำชัดเจน ต้องจับตาก้าวเดินของ 3 ค่ายใหญ่ ลาซาด้าเซ็นทรัล อีเลฟเว่น สตรีท ว่าใครจะสร้างตัวเองให้เป็นอเมซอนเมืองไทย ซึ่งต้องวัดขุมพลังกันหลายยกจากแบ็กอัพใหญ่จากจีน เกาหลี และยักษ์ใหญ่ค้าปลีกเมืองไทยอย่างเซ็นทรัล