คนขับรถมีหนาว! สตาร์ทอัพทดสอบรถบรรทุกอัจฉริยะไร้คนขับผ่านฉลุย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 13:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/482686

คนขับรถมีหนาว! สตาร์ทอัพทดสอบรถบรรทุกอัจฉริยะไร้คนขับผ่านฉลุย

รถบรรทุกอัจฉริยะไร้คยขับโดยบริษัท Embark ทำการทดสอบวิ่งจริงไปแล้วในรัฐเนวาดา ด้วยเป้าหมายช่วยให้บรรดาคนขับรถทำงานง่ายขึ้น

Alex Rodrigues และทีมงานของเขาจากบริษัท Embark สตาร์ทอัพน้องใหม่ มีเป้าหมายเปลี่ยนแปลงระบบการขนส่งสินค้าข้ามเมือง ด้วยรถบรรทุกอัจฉริยะไร้คนขับ ปัจจุบันรถบรรทุก และรถพ่วงเหล่านี้ทำหน้าที่รับผิดชอบการขนส่งสินค้าในสหรัฐคิดเป็น 60% จากการขนส่งในหลายรูปแบบ และสร้างงานให้แก่บรรดาคนขับรถราว 1.6 ล้านตำแหน่ง ซึ่ง Embark เป็นความหวังใหม่ของธุรกิจการขนส่งที่ใช้หุ่นยนต์ขับเคลื่อนแทนแรงงานคน ในขณะเดียวกันก็เป็นฝันร้ายของบรรดาคนงานทั้งหลายที่อาจต้องตกงานในอนาคต

ในอนาคต รถยนต์อัจฉริยะจะกลายเป็นที่นิยมมากขึ้นในหลายธุรกิจ และอุตสาหกรรม

หลังผ่านการซุ่มดำเนินการมานานหลายปี ในทึ่สุดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทางบริษัทก็ได้ประกาศอัพเดทเทคโนโลยีของเขา และพร้อมเต็มที่สำหรับการเข้ามาสู่สังเวียนของการแข่งขันรถยนต์อัจฉริยะเพื่ออนาคตนี้

ทางบริษัทได้ทดลองระบบอัจฉริยะที่สามารถขับเคลื่อนด้วยตนเองไปแล้ว กับรถบรรทุกคันแรกของเขาที่มีชื่อว่า Peterbilt บนทางหลวงท้องถิ่น ในรัฐเนวาดา หลังจากได้รับใบอนุญาตในการทดสอบ

แทนที่จะมุ่งประเด็นไปที่การสูญเสียงานหลายตำแหน่งในอนาคต ทาง Embark มองเห็นถึงคุณภาพชีวิตที่จะดีขึ้น จากเทคโนโลยีดังกล่าว และช่วยให้ผู้คนทำงานในระยะเวลาที่สั้นลง แทนที่จะต้องขับรถเองลากยาวทั้งคืนเช่นระบบการขนส่งในปัจจุบัน เนื่องจากรถยนต์อัจฉริยะนั้นไม่จำเป็นต้องหยุดพัก หรือแวะเติมน้ำมัน (น้ำมันที่ถูกเติมในรถถูกคำนวณให้สามารถวิ่งได้ด้วยคาวมเร็วมาตรฐานาน 12 ชั่วโมง) รวมไปถึงการทดแทนปัญหาการขาดแคลนแรงงานขับรถในปัจจุบัน แก่หลายธุรกิจอีกด้วย

เทคโนโลยีของเซนเซอร์อัจฉริยะ และกล้องช่วยให้รถบรรทุกสามารถตัดสินใจได้เอง

ด้วยเทคโนโลยีของเซนเซอร์เรดาร์ กล้อง และ Lidar (เทคโนโลยีการสำรวจงานภูมิประเทศแบบใหม่ ที่วัดระยะจากระยะเวลาในการเดินทางของลำแสงเลเซอร์จากเซนเซอร์ไปยังวัตถุเป้าหมาย และเดินทางกลับมายังเซนเซอร์) จะช่วยให้รถบรรทุกของ Embark รับรู้สภาพแวดล้อมของโลกภายนอก รวมถึงเส้นทางที่กำลังเดินทาง ข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งให้ปัญญาประดิษฐ์วิเคราะห์เพื่อออกคำสั่งว่าระบบการขับขี่ของรถยนต์ควรทำสิ่งใดต่อไปเช่น การเร่งความเร็ว ลดความเร็ว หรือการแซงเป็นต้น

อย่างไรก็ตามทางบริษัทไม่ได้ตั้งใจที่จะปล่อยรถบรรทุกคันเปล่าๆให้เดินทางแต่เพียงลำพัง พวกเขาวางนโยบายให้มีเจ้าหน้าที่ผู้ขับรถยนต์ร่วมเดินทางไปด้วย ซึ่งคนขับรถอาจจะงีบหลับ หรือทำอย่างอื่นในขณะที่รถบรรทุกกำลังเดินทางบนไฮเวย์ และเมื่อรถบรรทุกเริ่มเข้าสู่เขตเมือง จึงเป็นหน้าที่ของพวกเขาที่จะช่วยควบคุมรถ เนื่องจากการขับรถในเมืองที่วุ่นวายนั้นมีความซับซ้อน และเสี่ยงอันตรายสำหรับระบบอัจฉริยะ

ซีอีโอของบริษัทปีนเข้าไปในรถ เพื่อร่วมการทดสอบด้วย

“ไม่มีใครอยากจากบ้านไปนานๆเป็นสัปดาห์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบรรดาคนรุ่นใหม่” Alex Rodrigues ซีอีโอของ Embark กล่าว “ฉะนั้นแล้วผมจึงคิดว่าเทคโนโลยีนี้จะข่วยให้ผู้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น”

สำหรับตัวของ Rodrigues ซีอีโอนั้น ตัวเขาคลุกคลีอยู่กับเทคโนโลยีหุ่นยนต์มานาน ในตอนที่เขาอายุ 13 ปี เขาสร้างหุ่นยนต์ด้วยตัวเอง และสามารถคว้ารางวัลการแข่งขันระดับนานาชาติ ในแคลิฟอร์เนียมาได้ สตาร์ทอัพ Embark ที่เขาก่อตั้งขึ้นนี้เกิดขึ้นจากการรวมตัวของคนระดับหัวกะทิในวงการเทคโนโลยีไม่ว่าจะเป็น SpaceX, StanfordAI และ Audi’s self-driving team และทางบริษัทตั้งเป้าหมายว่าจะขยายทีมงานของพวกเขาเพิ่มเป็น 4 เท่าในปีหน้า พร้อมเตรียมการทดสอบรถบรรทุกอัจฉริยะบนทางหลวงระดับชาติต่อไป เพื่อแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีของเขานั้นใช้ได้จริง

 

 

โซเชียลเพิ่มลูกเล่นหวังเชื่อมผู้ใช้มือถือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/482617

โซเชียลเพิ่มลูกเล่นหวังเชื่อมผู้ใช้มือถือ

โซเชียลแข่งเชื่อมคนทั่วโลก เฟซบุ๊กเร่งพัฒนาสู่เอไอ โมบายวีอาร์ รับอนาคต ส่วนไลน์เพิ่มบริการในแอพมากขึ้น

น.ส.รัตติยา อิสระชัยกุล หัวหน้าฝ่ายขายและพัฒนาธุรกิจ บริษัท เฟซบุ๊ก ประเทศไทย เปิดเผยว่า แผนธุรกิจของเฟซบุ๊กต้องการใช้แพลตฟอร์มเชื่อมโยงคน 7,000 ล้านคนทั่วโลกผ่านเครือข่ายแพลตฟอร์ม เช่น เฟซบุ๊ก วอตส์แอพ อินสตาแกรม เมสเซนเจอร์ โดยในยุค 10 ปีของเฟซบุ๊ก บริษัทพัฒนาโซลูชั่นไปสู่เอไอหรือ ปัญญาประดิษฐ์ และเออาร์/วีอาร์ หรือโลกเสมือนจริง เช่น โมบายวีอาร์ โซเชียลวีอาร์

ทั้งนี้ บริษัทได้พัฒนาเครื่องบินใช้พลังงานแสงอาทิตย์ชื่อว่า “อากีลา” โดยเป็นเครื่องที่ส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ต เปิดตัวครั้งแรกปีที่ผ่านมา เพื่อช่วยทำให้ผู้คนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้มากขึ้น หลังจากพบว่าคนทั่วโลกสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเพียง 50% ยังมีพื้นที่อีกจำนวนมากที่อินเทอร์เน็ตเข้าไม่ถึง เพราะเฟซบุ๊กต้องการให้พลังผู้คนแบ่งปัน อินสตาแกรมความสัมพันธ์ผู้คนให้เข้มแข็ง บริษัทจึงต้องพัฒนาและเชื่อมโยงให้กับผู้คน

“เรามุ่งมั่นพัฒนาแพลตฟอร์มใหม่ต่อเนื่อง เมื่อปีที่ผ่านมามีแชตบอต ระบบสนทนาอัตโนมัติ เพื่อให้บริการธุรกิจที่เข้ามาใช้เฟซบุ๊กเป็นช่องทางการจำหน่ายสินค้า เรามองว่าไม่ได้เข้ามาแย่งงานคน แต่ทำให้ระบบการบริหารงานได้ดีขึ้นในส่วนอื่นๆ อาทิ การบริการขาย เป็นเครื่องมือที่เข้ามาลดความซ้ำซ้อนการทำงาน นอกจากนี้ยังเป็นช่องทางทำให้ลูกค้ารับรู้ถึงปัญหาการใช้บริการได้เร็วยิ่งขึ้น” น.ส.รัตติยา กล่าว

สำหรับปัจจุบันมีผู้ใช้งานแพลตฟอร์มเฟซบุ๊กประมาณ 1,800 ล้านราย วอตส์แอพมากกว่า 1,000 ล้านราย เมสเซนเจอร์มากกว่า 1,000 ราย อินสตาแกรมมากกว่า 500 ล้านราย ส่วนไทยผู้ใช้งานผ่านทางเฟซบุ๊ก 44 ล้านราย และใช้ผ่านโทรศัพท์ มือถือ 98% โดยเฟซบุ๊กมองว่าในอนาคตแบรนด์และสินค้าต่างๆ จะหันมาใช้งบโฆษณาผ่านทางโทรศัพท์มือถือมากขึ้น จากปีนี้คาดว่ามีสัดส่วน 7.5% ของอุตสาหกรรมโฆษณา

นายอริยะ พนมพงศ์ กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท ไลน์ ประเทศไทย กล่าวถึงอนาคตไลน์ในไทยว่า จากปัจจุบันมีผู้ใช้ไลน์ 33 ล้านคน บริษัทต้องการเป็นมากกว่าแอพพลิเคชั่นสำหรับแชตธรรมดา แต่ด้วยปริมาณแอพพลิเคชั่นที่มีเพิ่มขึ้นและโซลูชั่นที่ไลน์มีให้บริการหลากหลาย แนวโน้มในอนาคตบริษัทจะรวมการให้บริการต่างๆ ให้มีความเป็นเอกภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม อีก 2 ปีข้างหน้า ปริมาณการดูทีวีจะลดลง ซึ่งเป็นโอกาสเติบโตของไลน์ทีวี ส่วนในช่องทางจำหน่ายสินค้า แม้ว่าจะเข้าสู่โลกดิจิทัล แต่พฤติกรรมของคนยังพยายามเชื่อมโยงระหว่างออฟไลน์กับออนไลน์มากขึ้นหรือยุคโอทูโอ เช่น วงใน เชื่อมโยงกับโอทูโอโดยให้ผู้ใช้บริการค้นหาร้านอาหารที่ต้องการและให้แชร์โลเกชั่น ของผู้ใช้งาน และนำทางไปร้านอาหารดังนั้นการทำตลาดก็ต้องเชื่อมโยง

 

ทีโอทีถอดชื่อฟอร์ทชวดจัดซื้ออุปกรณ์เหตุไม่มีมอก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 16:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/482509

ทีโอทีถอดชื่อฟอร์ทชวดจัดซื้ออุปกรณ์เหตุไม่มีมอก.

AIT ควง SVOA คว้าสัญญาจัดซื้ออุปกรณ์ทีโอทีวงเงิน 4.27 พันล้านบาท – เผย ถอดชื่อFORTH เหตุไม่มี มอก.

นายมรกต เธียรมนตรี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจขายและบริการลูกค้าองค์กร บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลประมูลโครงการจัดซื้ออุปกรณ์รองรับโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ จำนวน 5 ประเภทอุปกรณ์ วงเงินรวมประมาณ 3,226 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าราคากลาง 1,049 ล้านบาทหรือคิดเป็น 25% จากราคากลาง 4,275 ล้านบาท โดยจะเร่งรัดลงนามสัญญาโครงการดังกล่าวให้ได้ภายในวันที่ 8 มีนาคม คาดว่าจะส่งมอบอุปกรณ์ได้ภายในเดือนเมษายน เพื่อเร่งดำเนินการติดตั้งต่อไป รวมทั้งสิ้น 5 สัญญางาน ประกอบด้วย

สัญญาที่ 1 จัดซื้อสายเคเบิลใยแก้วนำแสง วงเงิน 2,030 ล้านบาท ได้แก่ 1.สายเคเบิลใยแก้วนำแสง ARSS ขนาด 12 Core วงเงิน 1,583 ล้านบาท ผู้ชนะคือ บริษัท The consortium of B&K เสนอราคา 1,468 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลาง 115 ล้านบาทคิดเป็น 7.3% 2.สายเคเบิลใยแก้วนำแสง ARSS ขนาด 24 Core วงเงิน 442 ล้านบาท ผู้ชนะคือ บริษัทฟู่หยวน บิซิเนส จำกัด เสนอราคา 418 ล้านบาทต่ำกว่าราคากลาง 23 ล้านบาทคิดเป็น 5.3% 3.สายเคเบิลใยแก้วนำแสง ADSS ขนาด 12 Core วงเงิน 4.3 ล้านบาท ผู้ชนะคือ กิจการร่วมไฟเบอร์ออฟติคไทย เสนอราคา 4.5 ล้านบาทสูงกว่าราคากลาง 2 แสนบาทคิดเป็น 5.26% 4.สายเคเบิลใยแก้วนำแสง ADSS ขนาด 24 Core วงเงิน 1.75 ล้านบาท ผู้ชนะคือ กิจการร่วมไฟเบอร์ออฟติคไทย เสนอราคา 1.84 ล้านบาทสูงกว่าราคากลาง 9 หมื่นบาทคิดเป็น 5.24% ส่วนงานสายกระจายเคเบิลใยแก้วนำแสงแบบกลมยกเลิกไปเนื่องจากเอกชนเสนอราคาสูงกว่าราคากลางมากเกินไป  อย่างไรก็ตามงานจัดซื้อที่ได้ยกเลิกไปจะเร่งเปิดประกวดราคาใหม่เพื่อเร่งดำเนินการให้ทันกับกรอบแผนงานที่ได้วางไว้

สัญญาที่ 2 งานจัดซื้ออุปกรณ์ข่ายสาย (ODN) วงเงิน 310,298,930 บาท ประกอบด้วย 1.อุปกณ์ Aerial Outdoor Splitter (ตู้พัก SDP) วงเงิน  244 ล้านบาท ผู้ชนะคือบริษัท ลี้ คิม เทรดดิ้ง จำกัด เสนอราคา 198 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลาง 46 ล้านบาทคิดเป็น 18.83% 2.อุปกรณ์ Aerial Straight Joint Closure วงเงิน 63 ล้านบาท ผู้ชนะได้แก่ บริษัท อินเตอร์ลิงค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) เสนอราคา 39 ล้านบาทต่ำกว่าราคากลาง 23 ล้านบาทคิดเป็น 38.05% 3. อุปกรณ์ Fiber Distribution Frame (FDF) วงเงิน 2.5 ล้านบาท ผู้ชนะคือ บริษัทโกลบอล เมช จำกัด เสนอราคา 1.86 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลาง 7แสนบาท คิดเป็น 27.67%

สัญญาที่ 3 งานจัดซื้ออุปกรณ์ Optical Line Terminal (OLT), ONU, Enclosure และ Rack วงเงินงบประมาณในการจัดหา 1,395 ล้านบาท ผู้ชนะคือบริษัท แอ็ดวานซ์อินฟอร์เมชั่นเทคโนโลยี (มหาชน) เสนอราคา 684 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลาง 711 ล้านบาทคิดเป็น 51%

สัญญาที่ 4 จัดซื้ออุปกรณ์ Switch ทั้งภายนอกและภายใน วงเงิน 286 ล้านบาท ผู้ชนะคือบริษัท แอ็ดวานซ์อินฟอร์เมชั่นเทคโนโลยี (มหาชน) เสนอราคา 169 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลาง 116 ล้านบาทคิดเป็น 41%

สัญญาที่ 5 จัดซื้ออุปกรณ์กระจายสัญญาณแบบไร้สาย (Wireless Access Point) POE Injector และระบบควบคุมเครือข่ายไร้สาย (Wireless Controller) วงเงิน 251 ล้านบาท ผู้ชนะคือบริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) เสนอราคา 239 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลาง 11 ล้านบาทคิดเป็น 5%

ทั้งนี้ การประกวดราคาจัดซื้ออุปกรณ์รองรับโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมฯ ทีโอที ได้ประกาศขายแบบระหว่างวันที่ 23 มกราคม ถึง 6 กุมภาพันธ์ 2560 และได้จัด Bidder Conference เมื่อวันที่ 7ก.พ.2560 โดยเชิญผู้ที่มีความประสงค์จะเสนอราคาร่วมประชุมเพื่อตอบข้อซักถามต่าง ๆ และกำหนดยื่นเอกสารเสนอราคาในวันนี้ (10 ก.พ.2560) พร้อมลงนามข้อตกลงคุณธรรมทุกรายที่ยื่นเอกสารเสนอราคาโดยสัญญาที่ 1 มีผู้ยื่นเสนอราคาจำนวน 5 ราย สัญญาที่ 2  มีผู้ยื่นเสนอราคาจำนวน 9 ราย สัญญาที่ 3 มีผู้มายื่นเอกสาร จำนวน 5 ราย สัญญาที่ 4 มีผู้มายื่นเอกสาร จำนวน 8 ราย และสัญญาที่ 5 มีผู้มายื่นเอกสาร จำนวน 4 ราย

นายมรกต กล่าวต่อว่า คณะกรรมการได้เห็นชอบให้ถอดถอนบริษัท ฟอร์ท คอร์ปอเรชั่น ออกจากรายชื่อผู้เสนอราคาประมูลโครงการจัดซื้ออุปกรณ์รองรับโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ วงเงิน 4,275 ล้านบาท เนื่องจากทางบริษัทไม่ทำตามเงื่อนไขที่ได้ยื่นไว้กับทีโออาร์คือไม่ระบุกำลังการผลิตในเอกสารที่จัดส่งให้ทีโอที อีกทั้งการอุปกรณ์บางรายการที่ทางบริษัทเสนอมายังไม่มีใบรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ซึ่งถือเป็นเงื่นอไขสำคัญในการเข้าประมูลโครงการดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตามจะไม่ปิดโอกาสหรือกีดกันหากบริษัทต้องการเข้าร่วมประมูลงานกับทีโอทีในอนาคต

 

 

ทีโอทีแจงทีทีแอนด์ทีและทรูหมดสัมปทานลูกค้ายังใช้บริการได้ตามปกติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 15:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/482504

ทีโอทีแจงทีทีแอนด์ทีและทรูหมดสัมปทานลูกค้ายังใช้บริการได้ตามปกติ

ทีโอทีแจงทีทีแอนด์ทีและทรูใกล้หมดสัมปทานลูกค้าใช้บริการได้ปกติไม่ต้องเปลี่ยนเบอร์-ลงทะเบียนใหม่ – เล็งต่อยอดโปรโมชั่นดึงดูดลูกค้า Fixed line

นายมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การให้บริการโทรศัพท์ประจำ (Fixed Line) ของบมจ.ทีทีแอนด์จะยุติลงในวันที่ 28 กุมภาพันธ์หลังจากนั้นจะโอนทรัพสินย์ดังกล่าวกลับมาแล้ว ทีโอที จะเป็นผู้เข้าดำเนินการแทน ตามที่มติของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ซึ่งมีลูกค้าอยู่ในระบบดังกล่าวราว 3.5 แสนราย

ดังนั้นทีโอทีจะส่งจดหมายชี้แจงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวแนบไปกับบิลค่าใช้จ่ายรายเดือนเพื่อทำความเข้าใจกับผู้ใช้บริการ ทั้งนี้ลูกค้าเก่าบนเครือข่ายทีทีแอนด์ทีสามารถใช้หมายเลขดังกล่าวต่อได้ตามปกติ

อีกทั้งการหักค่าใช้จ่ายรายเดือนยังเป็นไปตามบัญชีที่ลงทะเบียนไว้เดิมแบบไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามด้วยทีทีแอนด์ทีจะปิดศูนย์บริการทั่วประเทศดังนั้นผู้ใช้บริการรายเดิมสามารถติดต่อสอบถามหรือชะรำค่าใช้จ่ายได้ที่ศูนย์บริการทีโอทีทั่วประเทศแทนหรือติดต่อได้ที่สายด่วน 1100ตลอดจนเว็บไซต์และเฟซบุ๊กขององค์กร ทั้งนี้ทีโอทีจะคงอัตราค่าบริการเดิมไว้ทั้งหมดก่อน จากนั้นในเดือนเมษายนจะเริ่มจัดแพคเกจลดราคาเพื่อจูงใจผู้ใช้มากขึ้น

นายมนต์ชัย กล่าวต่อว่าส่วนทางด้านสัญญาสัมปทานโทรศัพท์พื้นฐานหรือโทรศัพท์ประจำบ้าน ของบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งจะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานลงในวันที่ 26 ตุลาคมนี้ เบื้องต้นได้หารือกับผู้ประกอบการเพื่อส่งมอบทรัพย์สินดังกล่าวคืนแล้ว ซึ่งทีโอทีพร้อมบริการลูกค้าจำนวน 1.3 ล้านรายบนเครือข่ายดังกล่าวอย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์หรือลงทะเบียนใหม่เช่นเดียวกับทีทีแอนด์ที

นายมนต์ชัย กล่าวอีกว่าทั้งนี้การได้รับเครือข่ายโทรศัพท์ประจำ (Fixed Line คืนจากผู้ประกอบการทั้งสองเจ้าส่งผลดีต่องานบริการของทีโอทีในอนาคต เนื่องจากสามารถพัฒนาคุณภาพและบริการได้อย่างมีเอกภาพจนนำไปสู่ค่าบริการที่ถูกลงกว่าเดิม โดยใสอนาคตอาจนำโปรโมชั่นคิดค่าใช้จ่ายรายเดือน 50 บาทสำหรับเบอร์ที่อยู่โครงข่าย Fixed line เพื่อกระตุ้นยอดใช้งาน ตลอดจนพัฒนาระบบชำระเงินแบบบิลเดียว (One Billing) แต่ชำระค่าบริการได้ทุกเบอร์อีกด้วย ส่วนด้านรายได้ขณะนี้ทีโอทีมีรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์พื้นฐานราว 7,000 ล้านบาทต่อปี และมีรายได้จากคู่สัญญาสัมปทานทีทีแอนด์ทีราว 1,000 ล้านบาทต่อปี รวมถึงทรู คอร์ปอเรชั่นอีกราว 7,000 ล้านบาทต่อปี

 

เมื่อกูเกิลห้าม หูฉลามโฆษณา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 22:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/482430

เมื่อกูเกิลห้าม หูฉลามโฆษณา

โดย….กัมพล ธนาปัญญาวรคุณ ประธานเจ้าหน้าที่ บริษัท ไอท้อปพลัส

อาทิตย์ที่แล้ว Google ประกาศว่า สินค้าประเภทหูฉลามห้ามทำโฆษณาใน Google ! งง ใช่มั้ยครับ

ปกติใครเคยทำโฆษณากับ Google หรือผู้ให้บริการทำโฆษณา Google จะรู้ว่าGoogle มีสินค้าหลายประเภทมากที่ไม่สามารถทำโฆษณาได้ อาทิ สินค้าผิดกฎหมาย อาวุธ (ขนาดมีดปอกผลไม้ก็ไม่ได้) สินค้าเสริมอาหารที่ไม่ผ่าน อย.

บางประเภททำโฆษณาได้ แต่ต้องแก้ไขข้อมูลภายในเว็บ เช่น สินค้าประเภทเสริมอาหารห้ามระบุการรักษาโรค เจ้าของเว็บก็กลับไปลบคำที่เกี่ยวข้องกับการรักษาโรคออกก็จะทำโฆษณาต่อได้

ที่ทุกคนงงคือ ทำไม Google ต้องห้ามทั้งที่ตัวเองไม่เกี่ยวข้อง แถมทำให้ตัวเองเสียรายได้อีก

จริงๆ แล้วไม่ใช่แค่ Google ที่ห้าม Facebook ก็ห้าม แต่อาจไม่เข้มงวดเท่า Google

สิ่งที่สื่อออนไลน์ระดับโลกคิดและกังวลมีหลักๆ อยู่ 2 ประเด็นครับ

1.ป้องกันให้ตัวเองไม่เกี่ยวข้องสิ่งผิดกฎหมาย หรือมีโอกาสผิดกฎหมาย เพื่อไม่ให้มีปัญหาเกี่ยวพันเมื่อมีการฟ้องร้อง เพราะถึงแม้ว่าตัวเองไม่เกี่ยวข้อง หรือสุดท้ายชนะคดีในศาล แต่สิ่งที่เสียไปเลยแล้วเรียกกลับมายากมากคือ “ชื่อเสียง” ซึ่งมีผลโดยตรงกับรายได้และภาพลักษณ์ที่ตัวเองสั่งสมมา อย่าลืมนะครับว่า ยิ่งแบรนด์ใหญ่เท่าไหร่ ยิ่งถูกจับตามองมากเท่านั้น พอเวลาเป็นข่าวด้านลบ แบรนด์ระดับนี้ดังเร็วและดับเร็วมาก

2.เพื่อให้เกิด User Experience (ประสบการณ์ของผู้ใช้งาน) ที่ดี เพราะสิ่งนี้แบรนด์ระดับโลกให้ความสำคัญมากครับ เราลองคิดดูง่ายๆ ถ้าเราค้นหาสินค้าใน Google แล้ว Search เจอสิ่งผิดกฎหมาย เช่น ขายยาบ้า คุณจะรักหรือจะศรัทธาในแบรนด์ Google หรือไม่ หรือถ้ามีโฆษณาขายสินค้าประเภทเสริมอาหาร แต่โฆษณาเกินจริงหรือโฆษณาระบุเลยว่ารักษามะเร็งหาย คุณจะเชื่อถือสินค้าที่มาลงโฆษณา Google หรือไม่ เมื่อคุณไม่เชื่อสินค้าที่โฆษณา Google สิ่งที่ตามมาคือ คุณจะไม่เชื่อว่า Google เป็นแหล่งค้นหาสินค้าที่ดี ถูกต้องมั้ยครับ Facebook ก็เช่นกัน หากวันดีคืนดีคุณเห็นโฆษณาขายปืนใน Facebook คุณจะรู้สึกอย่างไร หรือเห็นภาพอนาจารแล้วโฆษณาขายครีมคุณคิดอย่างไร

หูฉลามเช่นกัน เราได้ยินมานานว่ามีการรณรงค์งดกินหูฉลาม เพราะเป็นการทารุณสัตว์และอาจทำให้ฉลามสูญพันธุ์ จึงเป็นที่มาว่าทำไม Google จึงสั่งระงับโฆษณาสินค้าประเภทนี้ไป

และนี่คือเหตุผลว่าทำไม Google และ Facebook ระงับทำโฆษณาสินค้าบางประเภท

 

ดิจิทัลทีวีช่องไหน ถูกใจชาวโซเชียลที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 22:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/482429

ดิจิทัลทีวีช่องไหน ถูกใจชาวโซเชียลที่สุด

โดย…โธธโซเชียล

โธธ โซเชียล เก็บข้อมูลเฟซบุ๊กแฟนเพจของดิจิทัลทีวีช่องต่างๆ เกี่ยวกับจำนวนแฟน จำนวนเอนเกจเมนต์ และการแชร์ต่างๆ ในช่วงเดือน ม.ค. 2560 ที่ผ่านมา โดยนับเฉพาะ Official Fanpage ตามที่ขึ้นบนเว็บไซต์ ได้ผลออกมาดังนี้

จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าแม้จะเป็นโลกออนไลน์ ช่อง 7 ก็ยังคงเป็นช่องที่มีฐานแฟนมากที่สุด และตามติดมาด้วยเวิร์คพอยท์ ส่วนช่องที่ได้รับค่าปฏิสัมพันธ์เฉลี่ยต่อโพสต์มากที่สุดกลับเป็นของเวิร์คพอยท์ จากรายการทีวีที่ค่อนข้างถูกใจและกลยุทธ์การสื่อสารบนโซเชียลมีเดียอย่างได้ผลโดยห่างจากที่ 2 อย่าง GMM25 ถึงเท่าตัว

ขณะที่ช่อง GMM25 ได้รับการแชร์โดยเฉลี่ยมากที่สุด คาดว่าเป็นเพราะเป็นช่องที่มีรายการและละครที่มีคนดูหลักเป็นกลุ่มคนเมือง ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับคนบนเฟซบุ๊ก รวมถึงกลยุทธ์การสื่อสารบนโซเชียลมีเดียที่โพสต์ไม่เยอะ แต่เน้นให้แต่ละโพสต์ถูกใจกลุ่มแฟนมากที่สุด และตามติดมาด้วยเวิร์คพอยท์

รับรองว่าวงการทีวีปีนี้คงมีเรื่องให้เราติดตามอย่างเมามันครับ

 

เฟซบุ๊กลุยเชือดเพจเก๊ ฉกรูปเรี่ยไรทรัพย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 20:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/482421

เฟซบุ๊กลุยเชือดเพจเก๊ ฉกรูปเรี่ยไรทรัพย์

เฟซบุ๊กเดินหน้าปิดเพจที่นำภาพผู้ป่วยไปแอบอ้างเรียกยอดแชร์-ยอดไลค์ หวังนำเพจไปขายต่อ

หลังจากประเดิมกำจัดข่าวลวงป่วนการเลือกตั้งในประเทศต่างๆ ตอนนี้เฟซบุ๊คต้องหันมาสู้รบปรบมือกับเพจที่กุเรื่องเศร้าเล่าความเท็จ เพื่อเรี่ยไรเงินจากคนขี้สงสาร เพจจำพวกนี้ไม่ได้มีแพร่หลายเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ในประเทศตะวันตกก็ยังมีมิจฉาชีพใช้มุขนี้หากิน จนร้อนไปถึงเจ้าของเครือข่ายต้องออกมาใช้ไม้ตายในที่สุด

เฟซบุ๊คเพิ่งจะปิด 2 เพจที่นำภาพของเด็กน้อยชาวอังกฤษที่ป่วยด้วยอาการแพ้วัคซีนโรคอีสุกอีใส มาอ้างว่าเป็นภาพของเด็กที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง และขอแรงให้ชาวเน็ตช่วยกันแชร์ช่วยกันไลค์ ได้มากเท่าไหร่ เฟซบุ๊คจะบริจาคเงินช่วยเหลือเท่านั้น ซึ่งที่จริงแล้วเป็นคำลวง เพราะนอกจากเฟซบุ๊คจะไม่เกี่ยวข้องอะไรด้วยแล้ว การเรียกไลค์เรียกแชร์ในลักษณะนี้ เป็นประโยชน์ต่อเจ้าของเพจเอง เพื่อการขายเพจต่อไป

หลังจากที่มิจฉาชีพกลุ่มนี้ป่าวประกาศออกไป มีผู้เข้ามาไลค์และแชร์ถึงกว่า 1 ล้านราย ในช่วงเวลาเพียงครึ่งเดือน แต่แม่ของเด็กซึ่งเป็นเจ้าของรูปตัวจริงเห็นแล้วไม่สามารถอยู่เฉยได้ จึงแจ้งให้เฟซบุ๊คจัดการ ซึ่งจะค่อนข้างเฉื่อยชากับคำขอในช่วงแรก แต่ในที่สุดก็จัดการลบโพสต์ข่าวลวง และต่อมายังช่วยลบเพจเจ้าปัญหาดังกล่าวทิ้งไปในที่สุด

กรณีที่เกิดขึ้นนี้แสดงให้เห็นว่า ขบวนการปล่อยข่าวเหยื่อที่น่าสงสาร (หรือแม้แต่เรื่องความเชื่อส่วนบุคคล) เพื่อเก็บเกี่ยวยอดไลค์ หรือ Like Farming เป็นปัญหาที่บีบคั้นเฟซบุ๊คมากขึ้น และในอนาคตอาจจะต้องจริงจังกับโพสต์หรือเพจทำนองนี้มากขึ้น พอๆ กับการจัดการกับข่าวลวงเพื่อหวังผลทางการเมือง

ที่มา www.m2fnews.com

 

กสทช.เปิดชิงคลื่น2600ปีนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 08:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/482256

กสทช.เปิดชิงคลื่น2600ปีนี้

กสทช.เร่งประมูลคลื่น 2600 เมกะเฮิรตซ์ หวังกวาดรายได้เข้ารัฐกว่า 5.39 แสนล้าน

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า จะเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมหลายด้าน โดยเฉพาะโครงข่ายพื้นฐานแบบไร้สาย ซึ่งปัจจุบันมีคลื่นความถี่ใช้งานอยู่ 420 เมกะเฮิรตซ์เท่านั้น ทำให้การใช้งานข้อมูลบนมือถือเริ่มมีปัญหา

“บริษัท อสมท ยินดีจะคืนคลื่น 2600 เมกะเฮิรตซ์ ให้มาประมูลใหม่ กสทช.รอให้มีการประกาศกฎหมายฉบับใหม่ที่จะทำให้สามารถเยียวยาเจ้าของคลื่นได้ เมื่อกฎหมายใหม่ประกาศใช้ในช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย.นี้ ไม่ช้ากว่าเดือน ธ.ค.ปีนี้ จะสามารถเปิดประมูลได้แน่นอน” นายฐากร กล่าว

ทั้งนี้ สำหรับคลื่น 2600 เมกะ เฮิรตซ์ คาดว่าจะเปิดประมูลได้ 3-4 ใบอนุญาต ขณะที่คลื่น 1800 เมกะ เฮิรตซ์ จะเปิดประมูล 3 ใบอนุญาต ในปี 2561 ส่วนคลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ อยู่ภายใต้สัมปทานดีแทคจนถึงวันที่ 30 ก.ย. 2561 แต่คาดว่าจะเปิดประมูล ภายในปี 2561 เช่นเดียวกัน เพราะต้อง เตรียมการล่วงหน้าอย่างน้อย 6 เดือน และคลื่น 700 เมกะเฮิรตซ์ ที่เดิม ใช้งานด้านบรอดแคสต์ จะย้ายไปใช้ ความถี่อื่น เพื่อให้นำกลับมาใช้งาน ด้านโทรคมนาคมตามที่ไอทียูกำหนด ในส่วนนี้คาดว่าจะมีการประมูลได้ 3 ใบอนุญาตในปี 2563

“ตามแผนการประมูลของ กสทช. จะเปิดประมูลและใช้งานได้อีก 380 เมกะเฮิรตซ์ รวมเป็น 800 เมกะเฮิรตซ์ สูงกว่าข้อกำหนดของไอทียู ซึ่งทำให้เราก้าวขึ้นเป็นที่หนึ่งในอาเซียนและวงเงินที่คาดว่าจะได้รับจากการประมูลนั้นจะอยู่ที่ 5.39 แสนล้านบาท ซึ่งราคานี้ที่เป็นราคาเริ่มต้นของใบอนุญาต 7-8 ใบอนุญาตที่ กสทช.จะเดินหน้าเปิดประมูลต่อจากนี้ไป” นายฐากร กล่าว

สำหรับโครงข่ายพื้นฐานแบบมี สายหรือไฟเบอร์ออปติกจะเร่งขยาย การลงทุนวางโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้าน ทั่วประเทศ ซึ่งโครงการนี้ 30,613 หมู่บ้านอยู่ภายใต้การบริการของเอกชน กระทรวงดิจิทัลดำเนินการ 24,700 หมู่บ้าน ส่วน กสทช.จะดำเนินการ 19,652 หมู่บ้าน ซึ่งจะทยอยเปิดใช้บริการในปีนี้และแล้วเสร็จในปี 2561

นายฐากร กล่าวว่า หลังจากประเทศ ไทยเข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0 จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งประชาชนจะต้องปรับตัวรับผ่านการศึกษาและสร้างภูมิคุ้มกันที่รู้เท่าทันโลกยุคใหม่ ต้องปรับตัวรับกับสภาพแวดล้อมการทำธุรกิจที่เปลี่ยนไปสู่โลกดิจิทัล เต็มรูปแบบ รวมถึงรับกับประสิทธิภาพการทำธุรกิจที่สูงขึ้นเมื่อเทคโนโลยีไอซีทีเข้ามาสนับสนุนแรงงาน

 

อินเดียเตรียมสร้างรถไฟหัวกระสุนใต้ทะเลเป็นที่แรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 18:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/482160

อินเดียเตรียมสร้างรถไฟหัวกระสุนใต้ทะเลเป็นที่แรก

โครงการรถไฟหัวกระสุนใต้ทะเลของอินเดีย เชื่อมระหว่างนครมุมไบ และเมืองอัห์มดาบัด ย่นระยะเวลาการเดินทางจาก 7 ชั่วโมง เหลือเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น

พอกันทีกับรถไฟอินเดียที่ตกรางเดือนเว้นเดือน เพราะคราวนี้อินเดียเอาจริงที่จะเปลี่ยนแปลง ด้วยรถไฟหัวกระสุนที่จะเข้ามาเป็นระบบขนส่งมวลชนรูปแบบใหม่ แต่ที่พิเศษไปกว่านั้นก็คือรถไฟขบวนนี้จะวิ่งในอุโมงค์ใต้ทะเล

โครงการรถไฟหัวกระสุนใต้ทะเลนี้จะวิ่งเชื่อมระหว่างนครมุมไบ และเมืองอัห์มดาบัด และสร้างประสบการณ์รูปแบบใหม่ให้แก่ผู้โดยสารด้วยการดำดิ่งสู้ใต้ท้องทะเล

อุโมงค์รถไฟที่เชื่อมระหว่างสองเมืองนี้จะช่วยประหยัดเวลาในการเดินทางขึ้นเยอะ ตัวรถไฟจะวิ่งด้วยความเร็ว 350 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง นั่นช่วยให้การเดินทางจากมุมไบ ไปยังอัห์มดาบัดย่นระยะเวลาลงเหลือเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น จากเดิมที่การเดินทางบนพื้นดินใช้เวลานานถึง 7 ชั่วโมง

แต่ก่อนที่การก่อสร้างจะเริ่มต้นขึ้น ขณะนี้ทางวิศวกรของโครงการกำลังอยู่ระหว่างช่วงการตรวจสอบพื้นที่ และชั้นดิน รวมไปถึงชั้นหิน ว่าโครงสร้างในบริเวณใดที่สามารถรองรับการก่อสร้างได้

โครงการดังกล่าวมีมูลค่าประมาณ 14.5 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ โดยมูลค่า 80% ของโครงการนั้นอินเดียได้กู้ยืมเงินมาจากญี่ปุ่น ซึ่งเป็นบริษัทเดียวกันกับที่สร้างรถไฟชิงกันเซน จากโตเกียวไปยังโอซาก้า รวมทั้งหลายเทคโนโลยีในการก่อสร้างครั้งนี้ก็นำเข้าจากญี่ปุ่นเช่นกัน โดยทางรัฐบาลคาดว่าโครงการจะแล้วเสร็จในปี 2023 นี้

 

รถบ้านสุดเจ๋งที่ขยายพื้นที่ออกเป็น 3 เท่าในเวลาเพียง 20 วินาที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 14:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/482109

รถบ้านสุดเจ๋งที่ขยายพื้นที่ออกเป็น 3 เท่าในเวลาเพียง 20 วินาที

รถบ้านที่ขยายพื้นที่การใช้งานเพิ่มเป็น 3 เท่า เพียงแค่กดปุ่ม และสามารถย่อขนาดให้เล็กลงเพื่อง่ายต่อการขนส่งได้

หากคุณผู้อ่านเป็นนักเดินทางที่ฝันอยากจะมีรถบ้านเป็นของตนเองล่ะก็ ข่าวนี้ต้องถูกใจเป็นแน่แท้ เพราะเจ้ารถบ้านไซส์มินินี้สามารถขยายพื้นที่การใช้งานให้เพิ่มออกเป็น 3 เท่า ด้วยการกดปุ่มเพียงแค่ปุ่มเดียวเท่านั้น

ทำความรู้จักกับ 3X caravan ผลิตภัณฑ์ใหม่โดยบริษัท BeauEr ที่มีนักออกแบบชาวฝรั่งเศส Eric Beau เป็นเจ้าของ โดยมีคอนเซปว่าตัวเขาต้องการที่จะนำเอาคุณประโยชน์ทั้งหลายของรถบ้านรวมในแพคเก็จขนาดเล็กที่สามารถง่ายต่อการเคลื่อนย้าย หรือพาเดินทางไปไหนต่อไหนด้วย

เมื่อผู้ใช้งานกดปุ่มจะใช้เวลาเพียง 20 วินาทีเท่านั้น รถบ้านจะขยายพื้นที่ออกจากขนาด 4 เมตร 2 ฟุต เป็น 12 เมตร 2 ฟุต ภายในมีอุปกรณ์ และเฟอร์นิเจอร์อำนวยความสะดวกครบครันไม่ต่างจากรถบ้านคันอื่นๆทั้ง ห้องน้ำ, ห้องครัว ห้องนอนซึ่งบรรจุเตียงคู่ พร้อมด้วยก๊าซหุงต้ม และเครื่องทำน้ำอุ่น เป็นต้น

สำหรับระบบพลังงานในรถคันนี้ได้มาจากการชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ และที่เจ๋งก็คือทุกเฟอร์นิเจอร์นั้นถูกออกแบบมาอย่างดี ทำให้เมื่อรถบ้านจะถูกย่อหรือขยายก็ไม่มีผลกระทบกับสิ่งของภายในแต่อย่างใด ซึ่งทั้งหมดนี้สนนราคาอยู่ที่ราว 25,000 ยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยราว 920,000 บาท ซึ่งนับว่าถูกเลยทีเดียวเมื่อเทียบกับรถบ้านคันอื่นๆที่ราคาเริ่มต้นที่หลักล้านบาท

บรรยากาศภายในของรถ