ไมโครซอฟท์หนุน’คลาวด์’มุ่งเจาะแบงก์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 05:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/482047

ไมโครซอฟท์หนุน'คลาวด์'มุ่งเจาะแบงก์

ไมโครซอฟท์หนุนสถาบันการเงินไทยใช้คลาวด์สาธารณะ พลิกโฉมสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

นางเลสลี่ โก หัวหน้าฝ่ายอุตสาหกรรมการให้บริการทางการเงิน ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มแรนซั่มแวร์เข้ามาโจมตีสถาบันการเงินหรือองค์กรธุรกิจเพิ่มขึ้นในไทย แต่ประสิทธิภาพการตรวจจับการโจมตีนานถึง 500 วัน จากปกติโดยเฉลี่ยต้องตรวจพบ 140 วัน เนื่องจากองค์กรไทยยังขาดความรู้ การบริหารจัดการต้องอัพเดทซอฟต์แวร์ใหม่ต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังพบว่าองค์กรไทย 6.9 ใน 10 บริษัทใช้ซอฟต์แวร์ปลอม โดยธุรกิจที่โดนอาชญากรทางไซเบอร์โจมตีสูญเสียรายได้ 20% ของรายได้องค์กร ขณะที่ไมโครซอฟท์ ซีเคียว เปิดบริการ “Financial Services Compliance Program” สำหรับผู้ให้บริการทางการเงิน ด้วยนวัตกรรมคลาวด์คอมพิวติ้ง ปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ ระบบสนทนาให้บริการลูกค้าและเรียนรู้พฤติกรรม ผู้บริโภคอัตโนมัติ

ทั้งนี้ ระบบเอไอยังเข้ามา รองรับกับคนรุ่นใหม่ใช้เทคโนโลยีทุกเวลาและเทคโนโลยีบล็อกเชน ช่วยลดความเสี่ยงการโจมตีจากอาชญากรรมไซเบอร์ ซึ่งพบว่าสถาบันการเงินทั่วโลก 80% หันมาใช้คลาวด์ไมโครซอฟท์ และกรณีธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อนุมัติให้สถาบันการเงินสามารถใช้บริการคลาวด์สาธารณะได้ เป็นก้าวสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมบริการทางการเงินใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี

ปัจจุบันนโยบายทางการเงินที่มีความชัดเจนในเอเชียแปซิฟิกเหมือนไทย อาทิ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เกาหลี ถือว่ารัฐบาลมาถูกทาง เมื่อเทคโนโลยีมาก็ต้องปรับตัวให้ทัน

ภาพ เอเอฟพี

 

“SP Smart Plants” เทคโนโลยีพลิกชีวิตเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 00:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/482044

"SP Smart Plants" เทคโนโลยีพลิกชีวิตเกษตรกร

โดย…วราภรณ์ เทียนเงิน

จากการรวมกลุ่มของทีมสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ “SP Smart Plants” ที่เห็นปัญหาของการทำเกษตรไทยที่มีมายาวนาน และต้องการเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาการทำเกษตรแบบใหม่สู่การทำเกษตรอัจฉริยะ เกษตรกร 4.0 ภายใต้การพัฒนาซอฟต์แวร์และเครื่องมือที่มีเทคโนโลยี นวัตกรรม

“พิสิฐไชย สุวรรณเรือง” ผู้ร่วมก่อตั้ง เอสพี สมาร์ทแพลนท์ (SP Smart Plants) ระบบควบคุมการรดน้ำผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในชื่อ “SP Smart Plants” เปิดเผยว่า จากการที่ตนเองได้เรียนจบมาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า เอกคอมพิวเตอร์ และมีความชื่นชอบการเล่นเกมเกี่ยวกับการทำฟาร์ม จึงสนใจที่จะพัฒนาโปรแกรมสำหรับการเกษตรขึ้นมาใหม่ และมีเป้าหมายสำคัญคือ อยากนำความรู้ที่ได้เรียนมามาร่วมพัฒนาประเทศไทยให้ดีมากยิ่งขึ้น

“ผมได้รับแรงบันดาลใจมาจากเกมปลูกผักเกมหนึ่ง ซึ่งในเกมเราสามารถควบคุมการปลูกพืช การเก็บเกี่ยวผลผลิตและส่งขายได้ด้วยตัวเราเองทั้งหมด ผมว่ามันน่าจะดีถ้าในชีวิตจริงเราสามารถควบคุมอะไรได้ง่ายเหมือนในเกม ทุกวันนี้คนใช้มือถือวันหนึ่งหลายชั่วโมง ถ้าเราย้ายสวนมาใช้บนมือถือ การดูแลต้นไม้มันน่าจะง่ายมากยิ่งขึ้น” พิสิฐไชย กล่าว

การพัฒนาโปรแกรมที่จะเชื่อมต่อไปยังอุปกรณ์ควบคุมการรดน้ำของเกษตรกรในฟาร์มผ่านโทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ทโฟนได้ โดยโปรแกรมมีความอัจฉริยะทั้งเป็นระบบวางแผนงานการปลูกพืช ทำให้เกษตรกรสามารถเลือกช่วงเวลาการรดน้ำตามต้องการ เลือกโซนรดน้ำและตั้งวันที่ไว้ล่วงหน้า มีการควบคุมเปิด-ปิดวาล์วน้ำตามเวลาที่ตั้งไว้ในแต่ละโซน โดยตั้งเวลาที่ต้องการหยุดไว้ ระบบก็จะทำงานให้อัตโนมัติ อีกทั้งระบบเราใช้เซ็นเซอร์เข้ามาช่วยวิเคราะห์ความชื้นในดิน ปริมาณการใช้น้ำของพืช และคำนวณหาระยะเวลาการปล่อยน้ำที่เหมาะสม นอกจากนี้จะแสดงรายงานการรดน้ำจากฐานข้อมูลให้ผู้ใช้ทราบ เพื่อช่วยในการวางแผนสำรองน้ำในอนาคต

“ความสนใจพัฒนาโปรแกรมเริ่มตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยในช่วงปีสอง และที่บ้านก็มีสวนขนาดเล็กๆ จึงอยากทดลองพัฒนาผลิตภัณฑ์ออกมาสู่ตลาดในปี 2558 ซึ่งหลังจากที่ได้เรียนจบจากมหาวิทยาลัยก็ได้เข้ามาทำสตาร์ทอัพอย่างเต็มตัว คาดว่าจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์และโปรแกรมที่มีความสมบูรณ์สูงสุดสู่ตลาดได้อย่างจริงจังภายในปี 2560 นี้” พิสิฐไชย กล่าว

สำหรับการเริ่มต้นสตาร์ทอัพของ “พิสิฐไชย” ได้ร่วมกับกลุ่มเพื่อนที่เรียนจบมาจาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า เอกคอมพิวเตอร์ ที่มี “พศิน เปี่ยมวิริยะ” ที่เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง โดยในปัจจุบันมีทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ทั้งหมด 4 คน

พร้อมกันนี้ยังได้เข้าร่วมโครงการพัฒนาผู้ประกอบการรายใหม่ (สตาร์ทอัพ) ของหน่วยงานภาครัฐที่ส่งเสริมการพัฒนาและสร้างธุรกิจ รวมถึงได้เข้าร่วมโครงการสตาร์ทอัพของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส ในช่วงที่ผ่านมา

ทั้งนี้ การพัฒนาผลิตภัณฑ์และโปรแกรมได้มีการทดลองกับเกษตรกร เพื่อทดสอบการใช้งานและออกแบบโปรแกรมให้การใช้งานมีความสะดวกที่สุด ทุกคนสามารถใช้งานได้ ซึ่งการใช้เทคโนโลยีเพื่อปรับเกษตรกรไทยสู่การเป็นสมาร์ทฟาร์เมอร์มีความสำคัญอย่างมาก เพราะช่วยลดต้นทุนการทำเกษตร ลดการใช้แรงงานลง และประหยัดเวลาที่ไม่ต้องควบคุมการรดน้ำตลอดเวลา อีกทั้งยังพัฒนาโปรแกรมให้มีความแตกต่างจากเทคโนโลยีของผู้ประกอบการรายอื่น

“ภาพรวมเกษตรกรในประเทศไทย ส่วนใหญ่จะมีอายุเฉลี่ยถึง 55 ปี และแนวโน้มส่วนใหญ่จะมีอายุมากขึ้น สิ่งสำคัญคือต้องพัฒนาให้เกษตรกรไทยปรับสู่การเป็นเกษตรกรที่มีองค์ความรู้เพิ่มขึ้น มีองค์ความรู้ใหม่ และการส่งเสริมนำเทคโนโลยีไปใช้ให้แก่เกษตรกร ต้องทำให้เกษตรกรสามารถใช้งานได้อย่างง่ายและสะดวกมากที่สุด” พิสิฐไชย กล่าว

สำหรับการลงมือทำสตาร์ทอัพในครั้งนี้ ทุกอย่างเป็นการเรียนรู้และเริ่มต้นใหม่ ต้องเรียนรู้ทั้งเรื่องของการสร้างธุรกิจควบคู่ไปยังการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งในการทำงานจะมีอุปสรรคและความท้าทายหลายด้าน ต้องมีความอดทนในการทำงาน มีความตั้งใจอย่างมาก รวมถึงการมีความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ และมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความยั่งยืนมากที่สุด โดยปัจจุบันได้ให้ข้อมูลและนำเสนอผลิตภัณฑ์ผ่านเว็บไซต์ www.spsmartplants.com และเฟซบุ๊ก “SP Smart Plants”

ในระยะต่อไป ทีมกำลังพัฒนาโครงการหลายด้าน ทั้งการพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่ช่วยให้วางแผนการปลูกพืชง่ายๆ ด้วยเครื่องสมาร์ทแพลนท์ รวมถึงการจัดทำเป็นศูนย์กลางซื้อขายแลกเปลี่ยน รวมกลุ่มผลผลิตทางการเกษตร และการเปิดเป็นโรงเรียนสอนเกษตรกรยุคใหม่จากผู้เชี่ยวชาญตัวจริง รวมถึงการพัฒนาเครื่องมือการเกษตรที่ผสมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ รองรับการเข้าสู่สมาร์ทฟาร์เมอร์

“พิสิฐไชย” กล่าวต่อว่า ในอนาคตต้องการทำให้ผลิตภัณฑ์ของ “SP Smart Plants” สามารถเข้าถึงกลุ่มเกษตรกรได้ทุกคน ในทุกพื้นที่ ทุกตำบลและทุกอำเภอ เพื่อทำให้เครื่องมือที่ผสมกับเทคโนโลยีเป็นผลดีต่อเกษตรกร สร้างความยั่งยืนให้แก่เกษตรกร เพราะเทคโนโลยีจะช่วยเปลี่ยนแปลงและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เกษตรกรและการทำเกษตรได้อย่างมาก

 

พอกันทีรถติด! ดูไบเตรียมเปิดตัวแท็กซี่โดรน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 19:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/482024

พอกันทีรถติด! ดูไบเตรียมเปิดตัวแท็กซี่โดรน

นครดูไบเตรียมเปิดตัวแท็กซี่โดรนที่ขับเคลื่อนด้วยระบบอัตโนมัติ ภายในเดือนกรกฎาคมนี้ คาดเปลี่ยนโฉมหน้าการขนส่งในอนาคต

เบื่อบ้างไหมที่ต้องเผชิญกับรถติดทุกวันที่ออกไปทำงาน จนบางครั้งก็อยากจะบินได้ให้รู้แล้วรู้รอด ขอขอบคุณ EHang บริษัทผู้ผลิตโดรนจากจีน ที่ขณะนี้กำลังช่วยให้นครดูไบเป็นเมืองแรกในโลกที่เปิดให้บริการโดรนขนส่งผู้โดยสาร

ภายในงานประชุม World Government ที่นครดูไบเมื่อวันพุธที่ผ่านมา Mattar al-Tayer ประธานหน่วยงานการขนส่งของดูไบประกาศว่าในเดือนกรกฎาคมนี้ นครดูไบจะเปิดตัวแท็กซี่โดรนเป็นครั้งแรก โดยใช้ชื่อว่า EHang 184

EHang 184 สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้ 1 คน และกระเป๋าขนาดเล็กอีก 1 ใบ ในการขนส่งแต่ละครั้งนั้นจะใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที ด้วยจำนวนระยะทางที่ผู้โดยสาร หรือผู้ขับสามารถเดินทางได้นั้นรวมไม่เกิน 50 กิโลเมตร โดยบินบนความสูงไม่เกิน 3.5 กิโลเมตร ซึ่งโดรนต้นแบบนี้เพิ่งจะเปิดตัวไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ในงาน Consumer Electronics Show ในลาสเวกัส พร้อมด้วยเสียงตอบรับที่ดี ที่คาดกันว่าจะเปลี่ยนโฉมหน้าของการขนส่งในอนาคต

สำหรับวิธีการใช้งานนั้นก็ง่ายดาย ผู้ใช้เพียงเข้าไปนั่งด้านใน (โดรนไม่มีผู้ขับให้) เลือกจุดหมายปลายทางที่จะไป และเลือกโหมด Auto Pilot จากนั้นก็นั่งกินลมชมวิวได้เลย เพราะระบบของโดรนจะพาผู้โดยสารไปส่งยังจุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัย แต่หากเกิดเหตุผิดพลาด หรือจุดหมายปลายทางไม่ใช่ที่วางไว้ล่ะก็ ผู้โดยสารก็สามารถเลือกโหมด Manual เพื่อบังคับควบคุมโดรนได้ แต่ไม่ต้องเป็นกังวลไปเพราะ EHang 184 ถูกตั้งโปรแกรมมาให้ลงจอดในสถานที่ใกล้ที่สุดทันที หากเกิดปัญหาใดๆขึ้น

 

 

จีนเก็บขยะติดสายไฟด้วยวิธีสุดโหด ใช้โดรนเผา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 15:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/481984

จีนเก็บขยะติดสายไฟด้วยวิธีสุดโหด ใช้โดรนเผา

บริษัทแห่งหนึ่งในเซียหยางลดความเสี่ยงที่เจ้าหน้าที่จะถูกไฟดูดจากการเก็บขยะที่ติดบนสายไฟ ด้วยการใช้โดรนจุดไฟเผาแทน

วิธีต่อไปนี้เรียกได้ว่าเป็นวิธีที่โหดที่สุดในการกำจัดขยะที่ติดอยู่บนสายไฟเลยก็ว่าได้ เมื่อบริษัทจีนแห่งหนึ่ง ในเมืองเซียหยาง ได้ออกแบบโดรนช่วยกำจัดเศษขยะทั้งหลายด้วยการพ่นไฟเผาทิ้งเสีย!

แต่เดิมนั้นสายไฟในจีนมักจะถูกแจ้งว่ามีว่าว, ลูกโป่ง หรือสายของอะไรต่อมิอะไรไปพันติดอยู่ ซึ่งบางครั้งก็อยู่ในจุดที่ยากแก่การเก็บ แต่ด้วยอุปกรณ์ใหม่นี้จะช่วยให้การดูแลรักษาความสะอาดของสายไฟทำได้ง่ายขึ้น เพียงแค่ส่งโดรนขึ้นไป ด้วยเปลวไฟอุณหภูมิ 400 องศาเซลเซียส เพียง 15 นาทีเท่านั้นขยะเหล่านั้นก็จะถูกเผาทำลายสลายไป (ซึ่งส่วนใหญ่นั้นขยะที่ขึ้นไปติด มักเป็นพลาสติก)

และการใช้โดรนนอกจากจะประหยัดเวลาแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงที่เจ้าหน้าที่จะเกิดอันตรายจากการถูกไฟดูด หรือพลัดตกเมื่อต้องขึ้นไปเก็บขยะด้วยตนเองอีกด้วย

อย่างไรก็ตามผู้ที่ได้ชมวิดีโอสาธิตการทำลายขยะนี้ต่างตั้งข้อสงสัยว่าสายไฟจะไม่ถูกทำลายหรืออย่างไร จากเปลวไฟร้อนแรงเช่นนั้น ซึ่งทางทีมงานยืนยันว่าสายไฟนั้นไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด เนื่องจากตัวสายนั้นเคลือบด้วยเหล็ก และอลูมิเนียม และนอกจากในเมืองนี้แล้ว การใช้โดรนพ่นไฟเผาขยะก็ยังเป็นที่นิยมของคนงานในเมืองอานซุ่น และฮางโจว ของมณฑลเสฉวนเช่นกัน

 

กสท.ออกคำสั่งเตือนทรูฯ ชดใช้ลูกค้าเลิก6ช่องHBO

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 08:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/481898

กสท.ออกคำสั่งเตือนทรูฯ ชดใช้ลูกค้าเลิก6ช่องHBO

มติ กสท.เตือนทางปกครอง “ทรูวิชั่นส์” ยกเลิก 6 ช่องเอชบีโอ เห็นชอบมาตรการเยียวยาเพิ่มเติม ระบุมีผู้ยกเลิกแล้ว 1,000 ราย

นายนที ศุกลรัตน์ รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เปิดเผยว่า จากการประชุมในวันที่ 20 ก.พ. กสท.มีมติเตือนทางปกครองแก่บริษัท ทรูวิชั่นส์ โดยจะมีหมายแจ้งเตือนตามระเบียบของกฎหมาย กรณีบริษัทดังกล่าวยกเลิกการให้บริการช่องรายการเอชบีโอ (HBO) จำนวน 6 ช่อง โดยไม่แจ้งแก่ผู้บริโภคล่วงหน้า 30 วัน ด้วยเป็นการทำความผิดครั้งแรก จากลำดับการลงโทษของ กสท. คือ 1.เตือนทางปกครอง 2.เปรียบเทียบปรับ 3.พักใช้ และ 4.เพิกถอนใบอนุญาต

สำหรับแผนเยียวยาบริษัท ทรู วิชั่นส์ ได้ยึดหลักการเดิมแต่เพิ่มเติมในส่วนเพิ่มระยะเวลาชดเชยแก่ผู้บริโภค ในช่วงวันที่ 1-25 ม.ค. 2560 เช่น ขอยกเลิกวันที่ 15 ม.ค. คิดค่าบริการเป็น 15 วัน เฉลี่ยจากอัตราค่าบริการรายเดือนต่อวัน ซึ่งผู้บริโภคมีสิทธิยกเลิกบริการโดยไม่ผิดสัญญาและกรณีขอยกเลิกจะคิดอัตราค่าบริการตามการใช้งานจริง ซึ่ง กสท.เห็นชอบต่อการชดเชยดังกล่าวว่าเหมาะสม โดยทรูวิชั่นส์จะต้องแจ้งแก่ผู้ใช้บริการถึงรายละเอียดการรับเงินคืน โดยผู้ที่ยกเลิกบริการในช่วงดังกล่าวเป็นเวลา 30 วัน โดยตั้งแต่วันที่ 25 ธ.ค.-20 ม.ค. มีผู้ยกเลิกบริการทรูวิชั่นส์จากกรณียกเลิกช่องเอชบีโอจำนวน 700-1,000 ราย

ขณะที่แผนการเยียวยาของทรูวิชั่นส์ก่อนหน้า เช่น ปรับระดับสมาชิกให้ได้รับบริการในแพ็กเกจสูงขึ้น 1 ระดับ มี 7 ช่องรายการใหม่แทนให้สมาชิก และจัดหาช่องรายการที่ 8 เพิ่มในอนาคต

ภาพประกอบข่าว

 

ดิจิทัลแย่งแชร์ช่อง3-7

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 05:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/481884

ดิจิทัลแย่งแชร์ช่อง3-7

ทีวีดิจิทัลแข่งดุ ช่อง 3 ช่อง 7 เหนื่อยหนัก หลังทีวีดิจิทัลช่องใหม่ตีตื้น เอเยนซีหันซื้อโฆษณา รายการเรตติ้งดี

นางพรพรรณ เตชรุ่งชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท อาร์เอส เปิดเผยว่า ภาพรวมทีวีดิจิทัลในปีนี้ไม่แย่กว่าปีที่ผ่านมาอย่างแน่นอน เนื่องจากโครงสร้างตลาดมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมค่อนข้างมาก เพราะลูกค้ามีพฤติกรรมการดูที่เปลี่ยนไป คือ กระจายไปดูรายการของทีวีดิจิทัลช่องอื่นๆ ที่นอกเหนือจากช่องอะนาล็อกเดิมมากขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นส่งผลให้เม็ดเงินโฆษณามีการกระจายตัวมากขึ้น เนื่องจากทีวีดิจิทัลระดับท็อป 5-6 มีอำนาจในการต่อรองราคามากขึ้น

ทั้งนี้ แนวโน้มการแข่งขันที่เปลี่ยนไปทำให้ปี 2560 นี้เริ่มไม่มีโควตาการซื้อโฆษณาในช่วงไพรม์ไทม์ของช่อง 3 และช่อง 7 ซึ่งเดิมจะมีการผูกขาดการขายโฆษณา ทำให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลรายใหม่มีโอกาสในการขายโฆษณามากขึ้น ส่วนทีวีช่องไหนจะขายได้เพิ่มเท่าไหร่นั้นคงต้องขึ้นอยู่กับเรตติ้งของรายการนั้นๆ

“เมื่อก่อนเรตติ้งมักจะกระจุกตัวอยู่ที่ทีวี 2-3 ช่อง เนื่องจากมีผู้เล่นแค่ 4 ช่อง แต่ปัจจุบันเพิ่มเป็น 24 ช่อง  ทำให้การแข่งขันเปลี่ยนไป ซึ่งก็ถือว่าเป็นกลไกธรรมชาติ ซึ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เรตติ้งช่อง 3 กับช่อง 7 หายไปพอสมควร ขณะเดียวกันเอเยนซีก็เหนื่อยมากขึ้น เนื่องจากลูกค้ามีความต้องการที่หลากหลาย” นางพรพรรณ กล่าว

ด้าน นายไตรลุจน์ นวะมะรัตน นายกสมาคมมีเดียเอเยนซี่และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จำนวนช่องของทีวีดิจิทัลที่มากขึ้น ทำให้การแข่งขันมีความรุนแรงมากขึ้น จากเดิมการซื้อสื่อโฆษณาจะกระจุกตัวอยู่ที่ 2 ช่องหลัก คือ ช่อง 3 และช่อง 7 พอคู่แข่งน้อย เม็ดเงินโฆษณาก็จะไปกระจุกตัวอยู่ที่ 2 ช่องดังกล่าว และเอเยนซี ที่ได้เวลาโฆษณาไป โดยเฉพาะช่วงไพรม์ไทม์ก็จะเป็นเอเยนซีใหญ่เท่านั้น จึงทำให้ระบบการซื้อโฆษณาสมัยก่อนเหมือนเป็นระบบโควตา

อย่างไรก็ดี เมื่อการแข่งขันเปลี่ยนไปจำนวนผู้เล่นในฟรีทีวีมากขึ้นเม็ดเงินโฆษณาก็เริ่มกระจายตัว ช่องที่เคยขายโฆษณาได้เต็มเวลาก็เริ่มขายไม่เต็ม เนื่องจากลูกค้าแบ่งเม็ดเงินโฆษณาไปซื้อเวลาของช่องอื่นๆ มากขึ้น เมื่อช่องหลักขายโฆษณาไม่เต็มก็ถือเป็นโอกาสของ เอเยนซีรายกลางและรายเล็กที่จะเข้ามาซื้อโฆษณาของทีวีช่องหลักในช่วงเวลาที่เหลือ

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับช่อง 3 และช่อง 7 ทำให้ระบบการขายที่เป็นเหมือนระบบโควตา ซึ่งเอเยนซีรายใหญ่จะได้ไปเริ่มปรับเปลี่ยนไปจากเดิม เนื่องจากเม็ดเงินถูกแบ่งไปให้ทีวีดิจิทัลช่องอื่นๆ แต่ถ้าหากมองกันดีๆ ระบบนั้นยังอยู่ เพียงแต่เม็ดเงินที่เอเยนซีเคยใช้ในช่องหลักมีการปรับลดลง” นายไตรลุจน์ กล่าว

สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมโฆษณาในช่วงกว่า 1 เดือนที่ผ่าน ยังถือว่าอยู่ในภาวะทรงตัว เนื่องจากยังมีปัจจัยลบที่ยังส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมโฆษณา แต่อย่างไรก็ตามคาดว่าพอก้าวเข้าสู่ไตรมาส 2 ภาพรวมของอุตสาหกรรมโฆษณาน่าจะเริ่มปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น เพราะสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อจะเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เห็นสัญญาณได้จากผู้บริโภคเริ่มออกมาจับจ่ายซื้อสินค้ามากขึ้น

 

กูเกิลเตรียมปล่อยบอลลูนแจกอินเตอร์เน็ตในอนาคตอันใกล้นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 15:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/481789

กูเกิลเตรียมปล่อยบอลลูนแจกอินเตอร์เน็ตในอนาคตอันใกล้นี้

โครงการมอบอินเตอร์เน็ตให้แก่ผู้คนในพื้นที่ห่างไกลด้วยบอลลูนจากกูเกิล ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการทดลอง

ปฏิเสธไม่ได้จริงๆว่าในปัจจุบัน อินเตอร์เน็ตมีความสำคัญในชีวิตของเราไม่ต่างจากปัจจัย 4 อย่างอาหาร ที่พัก หรือเครื่องนุ่งห่ม แต่การติดตั้งโครงสร้างพื้นฐานของอินเตอร์เน็ตนั้นใช่ว่าจะสามารถทำได้ในทุกสถานที่ นั่นทำให้ทุกวันนี้ยังคงมีประชากรในบางพื้นที่ที่ยังคงไม่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้

พบกับโปรเจคจากกูเกิลที่จะไม่ยอมให้ใครต้องมีชีวิตอยู่ในโลกสมัยใหม่ โดยขาดแคลนอินเตอร์เน็ตเป็นอันขาด ด้วยอุปกรณ์ง่ายๆอย่างบอลลูน

หน้าตาของบอลลูนในโปรเจค Loon

Project Loon โดยกูเกิลเอ็กซ์ (หรือแค่ X ในปัจจุบัน) ถูกเปิดตัวเมื่อปี 2013 ด้วยไอเดียสุดเจ๋งที่จะมอบอินเตอร์เน็ตให้แก่ผู้คนในพื้นที่ยากเข้าถึงด้วยบอลลูน ที่ล่องลอยอยู่บนชั้นบรรยากาศความสูง 20 กิโลเมตร ตัวบอลลูนจะมีแผงโซลาเซลล์อยู่ที่ข้างท้าย เพื่อช่วยจ่ายกระแสไฟให้การกระจายสัญญาณอินเตอร์เน็ตทำได้ดีขึ้น โดยในการปล่อย 1 ครั้งบอลลูนสามารถลอยตัวอยู่ได้นาน 100 วัน และเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมานี้ทางกูเกิลเองก็เพิ่งจะประกาศความก้าวหน้าครั้งสำคัญ ครั้งใหม่ของโครงการ

Astro Teller กัปตันของโครงการได้พัฒนาโปรแกรมที่ช่วยให้บอลลูนสามารถล่องลอยไปยังทิศทางที่กำหนดได้ ด้วยการศึกษาทิศทางของลมมานานหลายปี พวกเขาพบว่ากระแสลมบนชั้นบรรยากาศสตาโทสเฟียร์มีกระแสลมหลายชั้น และแต่ละชั้นนั้นก็พาบอลลูนลอยล่องไปยังจุดหมายที่แตกต่างกัน

โดยในขั้นตอนแรกบอลลูนจะถูกปล่อยขึ้นไปสู่อากาศ โปรแกรมจะจับกระแสลมที่เหมาะสมที่จะช่วยนำพามันไปยังทิศทางที่ต้องการ เมื่อเส้นทางการบินถูกกำหนดอย่างแม่นยำแล้ว บอลลูนก็จะสามารถวนกลับมายังจุดเริ่มต้นได้ หากภารกิจของมันเสร็จลุล่วง

แต่เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาทีมงานของ Loon ได้สังเกตเห็นแนวโน้มแปลกๆที่เกิดขึ้นกับบอลลูนบางลูก พวกมันลอยอ้อยอิ่งอยู่ในบางพื้นที่ แทนที่จะถูกพัดไปตามสายลม ดังนั้นตลอดปี 2016 พวกเขาจึงทำการทดลองการลอยตัวของบอลลูน บนน่านฟ้าของเปรู และพบว่าบอลลูนบางลูกนั้นลอยอ้อยอื่งอยู่ในสถานที่เดิมนานถึง 3 เดือน

จากการทดลองพวกเขาได้ไอเดียใหม่ว่าแทนที่จะปล่อยให้บอลลูนทั้งหมดนั้นล่องลอยไปตามกระแสลมที่พวกเขากำหนดให้มันไปในที่ต่างๆ ทางทีมงานตัดสินใจพัฒนาให้ Loon ลอยไปอ้อยอิ่งรวมกลุ่มกันในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ต้องการใช้อินเตอร์เน็ตมากกว่า นอกจากนั้นระยะทางของบอลลูนที่เดินทางสั้นลงยังช่วยลดค่าใช้จ่ายได้อีกด้วย

แทนที่จะปล่อยบอลลูนให้ลอยไปตามจุดมุ่งหมาย กูเกิลเปลี่ยนไอเดียให้พวกมันลอยรวมกลุ่มกันเพื่อประสิทธิภาพที่ดีกว่า

หลังการทดลองในเปรู ทางกูเกิลตั้งเป้าหมายว่าพวกเขาจะทดลอง Loon กับพื้นที่ที่ผู้คนขาดแคลนอินเตอร์เน็ตจริงๆในเร็วๆนี้ เพื่อพวกความฝันที่พวกเขาจะมีอินเตอร์เน็ตใช้จะได้เกิดขึ้นในเร็วๆนี้

สำหรับบริษัทยักษ์ใหญ่ทางเทคโนโลยีแล้ว โครงการนี้ไม่ใช่เพียงแค่โปรเจคใจดีที่มอบความช่วยเหลือเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของแผนธุรกิจที่ชาญฉลาดอีกด้วย แน่นอนว่ายิ่งผู้คนสามารถเข้าถึงระบบอินเตอร์เน็ตได้มากขึ้นเท่าไหร่ พวกเขาก็จะยิ่งเข้าถึงการบริการมากขึ้นเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการค้นหา, แผนที่, ยูทูป ไปจนถึงเฟซบุ๊ก และอินสตาแกรมเป็นต้น

การทดลองโปรเจค Loon ครั้งแรกที่นิวซีแลนด์ในปี 2013

 

ขอบคุณวิดีโอจาก Project Loon

 

ปั่นให้ชัวร์ ต้องสวมหมวกติดไฟเลี้ยว!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 14:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/481695

ปั่นให้ชัวร์ ต้องสวมหมวกติดไฟเลี้ยว!

หมวกนิรภัย Lumos ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้แก่นักปั่นจักรยานมากขึ้นด้วยไฟสัญญาณบ่งบอก เมื่อต้องการเลี้ยว หรือหยุดรถ

รถยนต์ยังมีไฟเลี้ยว ถ้าเช่นนั้นแล้วทำไมจักรยานจะมีไฟเลี้ยวบ้างไม่ได้ ยิ่งโดยเฉพาะกับการขับขี่จักรยานบนถนนที่ไม่มีเลนจักรยานเอื้อให้แก่บรรดานักปั่นอย่างเมืองไทย และในหลายประเทศแล้ว อุปกรณ์ต่อไปนี้จำเป็นอย่างที่สุด!

หมวกนิรภัย Lumos หมวกป้องกันศีรษะสำหรับการปั่นจักรยานที่ถูกออกแบบมาเพื่อความปลอดภัยให้แก่คุณผู้อ่าน และบรรดาเพื่อนร่วมเดินทาง ตัวหมวกมีไฟสีแดงขนาดใหญ่ที่จะสว่างขึ้นเมื่อเบรก และไฟสีเหลืองด้านซ้ายและขวา เพื่อบ่งบอกสัญญาณยามเมื่อคุณผู้อ่านต้องการที่จะเลี้ยว ไม่ต่างจากรถยนต์เลยทีเดียว

หมวกนิรภัย Lumos ที่เปิดปิดไฟเลี้ยวได้ไม่ต่างจากรถยนต์

อุปกรณ์ไอเดียเจ๋งนี้ถูกออกแบบโดย Jeff Chen และ Ding Eu-wen อดีตนักศึกษาวิศวกรรมจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยแต่เดิมไอเดียนี้เป็นเพียงแคมเปญใน Kicistarter เท่านั้น เมื่อเดือนกรกฎาคม เมื่อปีที่ผ่านมา ด้วยทุนสนับสนุนบนโลกออนไลน์จำนวน 800,000 ดอลล่าร์สหรัฐ

การทำงานของหมวกนั้นถูกบังคับโดย อุปกรณ์ขนาดเล็กที่จะทำหน้าที่เหมือนรีโมท ซึ่งสามารถติดตั้งไว้ที่แฮนด์จักรยานของคุณได้ หลักการใช้ก็ไม่ต่างจากเมื่อคุณผู้อ่านขับรถยนต์ เพียงแค่กดปุ่ม L หรือ R ไฟบนหมวกก็จะสว่างขึ้น เพื่อบอกทางให้แก่ผู้ร่วมใช้ถนนคนอื่นๆ ส่วนไฟสีแดงสำหรับเบรกนั้น เจ้ารีโมทจะสั่งให้ไฟสีแดงสว่างวาบขึ้นหากรับรู้การชะลอตัวของความเร็วที่ลดลงในทันที ด้วยสัญญาณ Wireless

ไฟสัญญาณบนหมวก เป็นตำแหน่งที่ผู้ขับขี่รถยนต์คันอื่นๆมองเห็นได้ง่าย

 นอกจากนั้นทางบริษัทผู้ผลิตยังระบุว่า ตัวอุปกรณ์สามารถติดตั้งลงในระบบ iOS ของสมาร์ทโฟน เพื่อเช็คระดับของแบตเตอรี่ และทางระบบเองจะแจ้งเตือนไปยังผู้ใช้งานอัตโนมัติด้วย เมื่อถึงเวลาที่พวกเขาจำเป็นต้องชาร์ตไฟให้พวกมัน ก่อนที่จะออกเดินทาง ซึ่งในการชาร์ตแต่ละครั้งนั้น อุปกรณ์สามารถใช้งานได้รวม 2 ชั่วโมง ทั้งหมดนี้สนนราคาอยู่ที่ 169 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยราว 6,000 บาท

อย่างไรก็ดีขณะนี้แคมเปญดังกล่าวยังคงไม่ได้ถูกผลิตออกมาจริง เช่นเดียวกับหลายแคมเปญที่ประสบความสำเร็จในการระดมทุนบน Kickstarter ซึ่งทาง Ding อธิบายว่าทางบริษัทของพวกเขานั้นยังไม่ได้มีสินค้าเตรียมพร้อมเอาไว้ และขณะนี้สินค้ากำลังอยู่ในช่วงพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่นความไวของเซนเซอร์เมื่อรถเบรก เป็นต้น

ตรวจเช็คข้อมูลของแบตเตอรี่ หรือปรับความสว่างของสัญญาณไฟได้จากสมาร์ทโฟน

และในอนาคตทาง Lumos เองวางแผนไว้ว่า พวกเขาจะสร้างอุปกรณ์บันทึก และติดตามข้อมูลการปั่นจักรยาน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ และช่วยในการวางแผนเส้นทางการปั่นที่ดีขึ้น แก่บรรดานักปั่นทั้งหลาย

 

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ https://lumoshelmet.co/

 

กสทช.เชิญทรูวิชั่นส์เจรจาแผนเยียวยาปมเลิกช่องHBOจันทร์นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/481665

กสทช.เชิญทรูวิชั่นส์เจรจาแผนเยียวยาปมเลิกช่องHBOจันทร์นี้

กสทช.เรียกทรูวิชั่นส์เจรจาแผนเยียวยาในที่ประชุมบอร์ดจันทร์นี้  จ่อสรุปบทลงโทษฐานเอาเปรียบผู้บริโภคยกเลิกช่องไม่แจ้ง

น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า หลังจากที่ กสท. เมื่อวันที่ 7 ก.พ. 2560 มีมติให้สำนักงาน กสทช. เชิญผู้แทน บริษัท ทรู วิชั่นส์ กรุ๊ป จำกัด มาชี้แจงข้อเท็จจริงต่อที่ประชุม กสท. ครั้งที่ 6/60 วันจันทร์ที่ 20 ก.พ. นี้ เรื่องแผนการชดเชยเยียวยาผู้ใช้บริการ กรณีขอยกเลิก HBO  6 ช่องรายการ ซึ่งจะพิจารณาข้อเท็จจริงว่าได้แจ้งให้ผู้บริการทราบเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน ก่อนมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ หากแจ้งน้อยกว่า 30 วัน จะพิจารณาให้มีคำสั่งทางปกครองเนื่องจาก ถือเป็นการกระทำผิดตามประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรฐานของสัญญาการให้บริการโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก พ.ศ.2556 และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในการให้บริการที่บริษัทฯ ได้ตกลงไว้กับผู้ใช้บริการโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร ซึ่งถือเป็นการกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคฯ โดยอาศัยการใช้เครือข่ายหรือการโฆษณาอันมีลักษณะเป็นการค้ากำไรเกินควรหรือก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ ตามข้อ 5 (7) ของประกาศ กสทช. เรื่อง การกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ พ.ศ. 2555 ทั้งในฐานะที่บริษัททรูฯ เป็นผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการช่องรายการ และโครงข่ายที่ให้บริการ

นอกจากนี้ กสท. จะพิจารณาว่าแผนเยียวยาที่ทรูส่งมาให้มีความเป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรือไม่  โดยก่อนหน้านี้คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเคยเสนอความเห็นต่อ กสท.ว่าแผนเยียวยาดังกล่าวยังไม่ครอบคลุมและเป็นธรรมต่อผู้บริโภค

น.ส.สุภิญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า กสท.ได้เชิญตัวแทนบริษัทมาเจรจาแผนเยียวยาผู้ใช้บริการในบอร์ดวันจันทร์นี้ ส่วนตัวหวังว่าอย่างน้อยบอร์ดต้องมีมาตรการลงโทษที่แจ้งสมาชิกน้อยกว่า 30 วัน และยื่นข้อเสนอกับทรูวิชั่นส์เรื่องแผนเยียวยา 3 แนวทาง ดังนี้ แนวทางที่ 1 หากนำช่องรายการมาทดแทนช่องที่ถูกยกเลิกไปจะต้องมีคุณภาพไม่น้อยไปกว่าช่องเดิม แต่หากมีจำนวนช่องและคุณภาพที่น้อยกว่าจะต้องลดค่าแพ็คเกจ หรือต้องหาวิธีการชดเชยเยียวยาอื่น เช่น ปรับระดับแพ็คเกจหรือโปรโมชั่นเสริมอื่นๆ เป็นต้น แนวทางที่ 2 หากไม่นำช่องรายการมาทดแทนควรจะต้องลดค่าแพ็คเกจและหาวิธีการอื่น หรือโปรโมชั่นเสริมชดเชย โดยให้คำนวณมูลค่าเต็มจากช่องรายการไม่หักสัดส่วนเนื่องจากไม่มีช่องมาทดแทน และแนวทางที่ 3 ลดค่าแพ็คเกจตามสัดส่วนหรือชดเชยด้วยวิธีการอย่างอื่นหรือเสริมโปรโมชั่นตลอดอายุสัญญาของผู้ใช้บริการ ซึ่งเป็นการชดเชยเพิ่มเติมจากมูลค่าที่เสียไป เป็นต้น

 

อุ๊คบีมอลล์โบกมือลาไทย สะท้อนจุดเดือดอี-คอมเมิร์ซ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 16:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/481516

อุ๊คบีมอลล์โบกมือลาไทย สะท้อนจุดเดือดอี-คอมเมิร์ซ

โดย…ทีมข่าวไอทีโพสต์ทูเดย์

มูลค่าตลาดอี-คอมเมิร์ซที่สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA(เอ็ตด้า) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม คาดการณ์ของปี 2559 ไว้ว่าจะมีการเติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 12.42% หรือมูลค่ารวมกว่า 2.52 ล้านล้านบาท

แพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซที่กวาดส่วนแบ่งตลาดไปได้มากที่สุด คงหนีไม่พ้นรายใหญ่จากต่างประเทศและการขายผ่านโซเชียลมีเดียที่ไม่สามารถเก็บตัวเลขชัดเจนได้ การแข่งขันอย่างดุเดือดนี้ทำให้เว็บไซต์ขายสินค้าจากประเทศญี่ปุ่น อย่างอุ๊คบี มอลล์ (Ookbee Mall) ตัดสินใจปิดตัวลง เพื่อลดภาระต้นทุนและการแข่งขันที่ต้องเผาเงินแข่งกันอย่างมหาศาล

ณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อุ๊คบี เปิดเผยถึงการประกาศปิดให้บริการเว็บไซต์อุ๊คบี มอลล์ ว่า บริษัทปิดแค่หน้าเว็บไซต์ที่ให้บริการสั่งซื้อสินค้าทั่วไป แต่ยังมีช่องทางการซื้อขายสินค้าแบบอี-คอมเมิร์ซอยู่

ตัวอย่างเช่น ถ้าจะสั่งซื้อหนังสือ ก็ยังสามารถสั่งผ่านอุ๊คบีได้ หรือถ้าต้องการซื้อเครื่องสำอางก็สั่งจาก C Channel ได้ เพียงแต่ไม่ได้มีแคมเปญหรือโปรโมชั่นแจ้งไปยังอีเมลของลูกค้า หรือโฆษณาผ่านช่องทางต่างๆ ในชื่อของอุ๊คบี มอลล์ แล้วเท่านั้น

ทั้งนี้ ณัฐวุฒิ ยังกล่าวอีกว่า การเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพจะปิดยูนิตการขายใดในระบบแบบเงียบๆ ก็ได้ แต่ด้วยความที่เราต้องการความชัดเจนในการทำธุรกิจแบบเอสเอ็มอีที่มีการเติบโตจึงอยากจะซื่อสัตย์กับลูกค้าไม่ใช่หายไปเฉยๆ เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจในธุรกิจอื่นๆ ของบริษัทเราด้วยว่าจะไม่หนีหายไป

สำหรับการประกาศครั้งนี้เป็นการแจ้งลูกค้าล่วงหน้า 3 เดือน และแจ้งทีมพนักงานกว่า 90 คน ก่อนล่วงหน้า โดยคนที่สมัครใจทำงานในตำแหน่งอื่นๆ ของบริษัทก็ยังคงร่วมงานกันต่อ แต่ถ้าสมัครใจลาออก ทางเราก็จ่ายเงินชดเชยอย่างเหมาะสม

“การประกาศปิดเว็บไซต์อุ๊คบี มอลล์นั้น ไม่ใช่เพราะเราขาดทุนหรือไม่มีเงินทำธุรกิจต่อ แต่มองว่า ถ้าใช้เงินทุนในจำนวนที่เท่ากันสานต่อธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในยุคที่การแข่งขันสูงและมีรายใหญ่เข้ามาในตลาด อาจจะไม่คุ้มเท่ากับการใช้เงินทุนที่เท่ากันเดินหน้าธุรกิจดิจิทัลที่มีการเติบโตที่ดีกว่า” ณัฐวุฒิ กล่าว

นอกจากนี้ ไม่อยากให้มองว่าการปิดเว็บไซต์อุ๊คบี มอลล์ เป็นสัญญาณบอกว่าอี-คอมเมิร์ซกำลังถึงทางตันเพราะอุ๊คบี มอลล์ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของธุรกิจในเครืออุ๊คบี ที่ต้องการจับตลาดเฉพาะกลุ่ม อีกทั้งไม่ต้องการที่จะไปแข่งขันกับรายใหญ่ในตลาดที่เป็นแพลต ฟอร์มขายสินค้าแบบเดียวกัน

ตลาดอี-คอมเมิร์ซของไทยมีการเติบโตมาก อีกทั้งการแข่งขันก็ยังถือว่ารุนแรงจากการเข้ามาของรายใหญ่ทั้งอาลีบาบา อเมซอน หรือราคูเท็น ซึ่งทุกประเทศมีทั้งสำเร็จและล้มเหลวเป็นเรื่องธรรมดา เพราะต่างก็ต้องใช้เม็ดเงินมหาศาลในการทำตลาดของแต่ละประเทศเช่นกัน

ดังนั้น จะใช้กรณีอุ๊คบี มอลล์ มาตัดสินว่าภาพรวมอี-คอมเมิร์ซกำลังไปไม่รอดก็คงไม่ได้ เพราะภาพใหญ่ของตลาดอี-คอมเมิร์ซยังมีตัวเลขการเติบโตทุกปี

ขณะที่การทำธุรกิจแบบนี้ต้องมีเงินทุนในการอุดหนุน (Subsidise) สินค้าที่จะนำมาขายในเว็บ เพราะคนที่เข้ามาซื้อสินค้าออนไลน์ย่อมคาดหวังว่าต้องได้สินค้าราคาถูกกว่าหน้าร้าน ถ้าแพงกว่าหรือเท่ากันลูกค้าจะเลือกไปซื้อที่ห้างสรรพสินค้าดีกว่า เพราะได้ของทันที ทั้งยังได้เห็นและจับสินค้าจริงก่อนใช้งาน หากการขายออนไลน์ไม่มีโปรโมชั่นหรือส่วนลดที่ดึงดูดใจก็ยากที่จะขายสินค้าได้

ดังนั้น แม้ว่าตลาดอี-คอมเมิร์ซยังมีโอกาสมากก็จริง แต่ถ้าทำเป็นแพลตฟอร์มกลางแบบรายใหญ่ ก็ใช่ว่าจะมีโอกาสเติบโตเหมือนกันทั้งหมด หากมีรายใดเติบโตก็เท่ากับว่ารายอื่นต้องมีส่วนแบ่งตลาดลดลง ดังนั้นถ้ารายใดมีเงินทุนน้อยกว่าไปต่อไม่ได้ก็อาจต้องปิดตัวลง

ในขณะที่รายย่อยที่เป็นเจ้าของสินค้าเองและขายในโซเชียลมีเดียอย่างอินสตาแกรมหรือเฟซบุ๊กนั้น ยังคงอยู่ได้อย่างแน่นอน ยิ่งถ้าเป็นเจ้าของกิจการระดับเอสเอ็มอีมาทำเองเพราะต้นทุนไม่สูง ไม่ต้องแบ่งรายได้ให้แก่ใคร รวมทั้งไม่ต้องลงทุนเรื่องเทคโนโลยีมหาศาลเท่ากับเจ้าของแพลตฟอร์ม

ทั้งนี้ ถ้าอยากอยู่รอดสำหรับรายใหม่ที่จะเข้ามาในตลาด หรือรายที่มีอยู่เดิม อาจต้องปรับตัวหาจุดแข็งให้ชัดเจนต่างจากรายใหญ่ ต้องจับตลาดเฉพาะกลุ่มให้ตรงจุดเพื่อให้ลูกค้าที่ต้องการซื้อของนึกถึงร้านค้าเราก่อนแพลตฟอร์มอื่นๆ

อุ๊คบี มอลล์

ด้าน ธนาวัฒน์ มาลาบุปผา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ไพรซ์ซ่า กล่าวว่า การปิดกิจการอุ๊คบี มอลล์ เพราะเป็นธุรกิจที่ไม่มีความแข็งแกร่ง ต้องยอมรับว่าอุ๊คบีมีความแข็งแกร่งที่คอนเทนต์ หรือว่าตัวเองเป็นร้านหนังสือออนไลน์ บริการผ่านทางแอพพลิเคชั่นให้ลูกค้าดาวน์โหลดเพื่ออ่านคอนเทนต์ที่ต้องการ

ขณะที่สินค้าที่อุ๊คบี มอลล์ จำหน่ายจากกลุ่มทุนญี่ปุ่น เชื่อว่าไม่ตรงกับความต้องการของตลาดในไทย การตอบรับหรือรายได้จึงน้อย

ประเด็นที่ต้องจับตามองนับจากนี้ไป คือ ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซมูลค่า 2.4 แสนล้านบาท เป็นตลาดที่แข่งขันรุนแรง จากผู้เล่นรายใหญ่ที่ต่างปักธงเข้ามาทำตลาด ไม่ว่าจะเป็นอาลีบาบาเข้ามาซื้อกิจการลาซาด้า กลุ่มเซ็นทรัลซื้อกิจการเว็บไซต์สินค้าแฟชั่นซาโลร่า

นอกจากนี้ ยังมีค่ายเกาหลีภายใต้ชื่อ อีเลฟเว่นสตรีท แพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซที่ได้รับความนิยมสูงสุดในเกาหลี เข้ามาร่วมวงแข่งขัน ทำให้รายเล็กหรือกลุ่มสตาร์ทอัพที่ไม่มีความแข็งแกร่งต้องปิดกิจการ และปีนี้คาดว่าจะมีหลายรายเริ่มได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน

ท้ายที่สุดแล้ว จากแนวโน้มการพัฒนาของเทคโนโลยี การใช้มือถือที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคครอบคลุมในชีวิตประจำวัน ย่อมส่งอานิสงส์ให้ภาพรวมตลาดอี-คอมเมิร์ซยังเติบโตต่อเนื่องต่อไป ในขณะที่การแข่งขันก็จะรุนแรงดุเดือดตามไปด้วย ดังนั้นสิ่งสำคัญคือกลยุทธ์และโมเดลธุรกิจที่จะทำให้อยู่รอดและแข่งขันได้นั่นเอง