คนไทยช้อปนอกผ่านมือถือพุ่งอันดับ 2 เอเชียแปซิฟิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 14:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/481207

คนไทยช้อปนอกผ่านมือถือพุ่งอันดับ 2 เอเชียแปซิฟิก

คนไทยช้อปออนไลน์ข้ามประเทศเป็นอันดับ 2 รองจากจีน ฮิตซื้อเสื้อผ้า กระเป๋า มากสุด

นายสมหวัง เหลืองไพบูลย์ศรี ผู้จัดการ เพย์พัล ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า  ผลสำรวจผู้บริโภคคนไทยจากกลุ่มตัวอย่าง 800 คน เกี่ยวกับการใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์ ในปี 2560 คาดว่า จะมียอดการใช้จ่ายออนไลน์อยู่ที่ 3.76 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% เป็นการซื้อผ่านอุปกรณ์มือถือราว 1.73 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 50% ของการใช้จ่าย เติบโตต่อเนื่องจากปี 2559 ที่มียอดใช้จ่ายออนไลน์ 3.25 แสนล้านบาท ขยายตัว 19% เป็นการซื้อผ่านอุปกรณ์มือถือ 1.41 แสนล้านบาท เป็นอัตราเติบโตถึง 44%ช

ทั้งนี้ พฤติกรรมคนไทยมีแนวโน้มการซื้อขายออนไลน์ข้ามประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมาจากปัจจัยความสะดวกสบาย การประหยัดเงินมากกว่าการซื้อของเงินสด และมีสินค้าให้เลือกมากมาย ทำให้ คาดว่า การซื้อขายออนไลน์ข้ามประเทศจะเติบโตถึง 84% ในปีนี้จากยอดการซื้อสินค้าประมาณ 6 หมื่นล้านบาทในปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี จากความนิยมของคนไทยในการซื้อของข้ามประเทศ และการช้อปผ่านช่องทางอุปกรณ์มือถือ ทั้งสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต มากขึ้น ทำให้ปัจจุบัน ประเทศไทยเป็นประเทศที่ผู้บริโภคใช้สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตในการช้อปออนไลน์ข้ามประเทศ เป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ด้วยสัดส่วน 46% รองจากจีน ที่มีสัดส่วนการซื้อของข้ามประเทศผ่านอุปกรณ์มือถือ 47%

สำหรับ ในประเทศไทยช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา จากจำนวนผู้บริโภคที่ช้อปออนไลน์ข้ามประเทศ พบว่า 54% เลือกที่จะช้อปสินค้าหมวดหมู่ประเภทแฟชั่นมากที่สุด อาทิ เสื้อผ้า รองเท้า และ เครื่องประดับ  ตามมาด้วยสินค้าในหมวดหมู่การศึกษาและสื่อบันเทิง 40% และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ 39% ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังพบว่า เทรนด์สินค้าที่ผู้บริโภคจะซื้อผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซมากขึ้นในปี 2560 ได้แก่ ของใช้ในครัวเรือนเติบโต 24% สินค้าบริโภค เติบโต 20% และ สินค้าสำหรับเด็ก เติบโต 16%

อย่างไรก็ดี แม้การช้อปข้ามประเทศจะเป็นที่นิยมของผู้บริโภคชาวไทย แต่ยังมีข้อจำกัดบางอย่าง โดย 45% ของผู้สำรวจทั้งหมดระบุว่า ค่าขนส่ง เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักช้อปไม่สามารถซื้อของข้ามประเทศได้บ่อยครั้ง ปัจจัยรองลงมาคือ การจ่ายค่าภาษีศุลกากร 44%  และความชัดเจนของอัตราภาษีศุลกากร 42% ซึ่ง PayPal จะเข้าไปตอบโจทย์โดยมีผลิตภัณฑ์ที่สร้างความมั่นใจในการช้อปออนไลน์ ทั้งการคืนเงิน บริการคุ้มครองผู้ซื้อที่ครอบคลุมการซื้อในกลุ่มสินค้าที่จับต้องไม่ได้ อาทิ ตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ ไฟล์เพลงดิจิทัล อีบุ๊ก เกม และการดาวน์โหลดซอฟท์แวร์ และนโยบายคุ้มครองผู้ขายจากการถูกหลอกลวงด้านธุรกรรมออนไลน์อีกด้วย

 

จะยังโรแมนติกอยู่หรือไม่? ถ้าการ์ดของคุณถูกเขียนด้วยหุ่นยนต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 15:32 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/481031

จะยังโรแมนติกอยู่หรือไม่? ถ้าการ์ดของคุณถูกเขียนด้วยหุ่นยนต์

พบกับ Bond สตาร์ทอัพให้บริการเขียนการ์ดด้วยลายมือ เพียงส่งข้อความ และตัวอย่างลายมือของคุณเข้าระบบออนไลน์เท่านั้น

ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับวันแห่งความรัก อย่างวันวาเลนไทน์ หวังว่าคุณผู้อ่านคงมีความสุขกันถ้วนหน้าจากการให้ และรับของขวัญที่แสดงออกถึงความโรแมนติก เมื่อพูดถึงของขวัญสิ่งที่ติดสอยห้อยตามมาด้วยคงไม่พ้นการ์ด แน่นอนว่าคุณผู้อ่านคงจดจำลายมือของสมาชิกในครอบครัว เพื่อน หรือคนรักได้ และคงจะปลื้มน่าดูเชียว หากข้อความในการ์ดเหล่านั้นถูกเขียนด้วยลายมือของเขา และเธอที่คุณคุ้นตา

แต่ถ้าการ์ดเหล่านั้นไม่ได้ถูกเขียนด้วยมนุษย์ หากเขียนด้วยหุ่นยนต์แทนล่ะ คุณๆทั้งหลายคิดว่าความโรแมนติกจะยังอยู่หรือไม่? เพราะนี่คือไอเดียธุรกิจสตาร์ทอัพที่เกิดขึ้นจริงแล้ว และขอบอกว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

Bond คือชื่อของธุรกิจดังกล่าว ที่จะช่วยให้คุณส่งข้อความลายมือปากกาหมึกซึมได้จากการพิมพ์ข้อความเหล่านั้นลงบนสมาร์ทโฟนของคุณ

Sonny Caberwall ผู้ก่อตั้ง และซีอีโอของ Bond

“เป้าหมายของเราคือการช่วยให้ทุกๆอย่างง่ายขึ้นที่จะส่งต่อความสวยงามให้กับคนที่คุณห่วงใย” Sonny Caberwall ผู้ก่อตั้ง และซีอีโอของ Bond กล่าว “เราคิดว่า Bond เป็นขั้วตรงข้ามกับ Snapchat เมื่อคุณส่งข้อความ และผู้รับอ่านมันจะหายไป แต่หากคุณใช้ Bond มันจะคงอยู่ตลอดกาล”

เมื่อปีที่ผ่านมาบริการจาก Bond ได้ส่งโน๊ตข้อความให้แก่ผู้คนแล้วกว่าหลายล้านโน๊ต ส่วนในปีนี้ช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ที่ผ่านมา มีการ์ดแสดงความรักจาก Bond ถูกส่งกว่า 20,000 โน๊ตเช่นกัน

หน้าตาของหุ่นยนต์ที่ทำหน้าที่เขียนการ์ดด้วยลายมือ

สำหรับวิธีการก็ง่ายแสนง่าย เพียงแค่ผู้ใช้งานเข้าไปพิมพ์ข้อความที่ต้องการจะส่งลงในระบบออนไลน์ ระบุสถานที่ส่ง และกดปุ่มส่ง ระบบของ Bond จะรับออเดอร์ดังกล่าว ซึ่งหุ่นยนต์ของ Bond เองนั้นถูกตั้งโปรแกรมให้เขียนตามลายมือของมนุษย์ทุกประการ นอกจากนั้นยังมีบริการติดสแตมป์ หรือตราประทับเพิ่มเติมอีกด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้สนนราคาเพียง 5 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยเพียง 175 บาทเท่านั้น หรืออาจน้อยกว่า

ผู้ใช้งานสามารถเลือกรูปแบบลายมือที่ต้องการได้ ซึ่งหุ่นยนต์นั้นถูกตั้งโปรแกรมให้เคลื่อนไหวแขนของมันและลงน้ำหนักการเขียนเหมือนการเขียนของมนุษย์จริงๆ ฉะนั้นจึงไม่มีตัวอักษรใดที่มีลักษณะซ้ำกัน 100% เหมือนการพิมพ์แน่นอน และผู้ใช้ยังสามารถเลือกระยะห่างระหว่างตัวอักษร แต่ที่พิเศษก็คือทาง Bond ยินดีที่จะรับตัวอย่างลายมือของลูกค้า เพื่อให้หุ่นยนต์เลียนแบบการเขียนได้ ซึ่งความพิเศษตรงนี้ทางผู้ผลิตยืนยันว่าลายมือที่ออกมานั้นแทบมองไม่เห็นความแตกต่างเลยทีเดียว ระหว่างคุณผู้อ่านเขียน และหุ่นยนต์เขียน

เป็นการยากที่จะแยกความแตกต่างระหว่างลายมือที่ถูกเขียนโดยมนุษย์ กับลายมือโดยหุ่นยนต์

“ท่ามกลางเทคโนโลยีที่ช่วยเชื่อมต่อสังคม ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกลับเป็นเรื่องที่ยากมากขึ้น” David Ryan Polgar นักจริยธรรมเทคโนโลยีกล่าว โซเชียลมิเดียส่งผลให้เราต้องสนใจทุกๆอย่างรอบตัว ข่าวสาร ข้อความ วันเกิดเพื่อนในเฟซบุ๊ก ฉะนั้นแล้ว Bond เองก็เปรียบเสมือนเครื่องมือที่ช่วยให้ชีวิตของคนเราง่ายขึ้น อย่างน้อยก็ประหยัดเวลาไปได้โข

จินตนาการว่าคุณต้องเดินไปที่ร้านค้าเพื่อเลือกการ์ดสักใบ เขียน หาสแตมป์ และส่ง ถ้าเป็นเช่นนั้นสู้ใช้บริการจาก Bond ไม่ดีกว่าหริอ แม้ขั้นตอนระหว่างทางจะต่างกัน แต่สุดท้ายแล้วปลายทางก็ได้รับความอบอุ่นจากคุณไม่ต่างกัน

 

 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ https://bond.co/

 

“นกม่วง”ฮิตสนั่น เมื่อทั่วโลกโพสต์รัวๆตามไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 15:25 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/481028

"นกม่วง"ฮิตสนั่น เมื่อทั่วโลกโพสต์รัวๆตามไทย

“นกสีม่วงโยกหัว” กำลังเป็นสติ๊กเกอร์ยอดฮิตที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก หลังชาวโซเชียลเมืองไทยแห่กระหน่ำโพสต์

จากสติ๊กเกอร์นกสีม่วงยียวนกวนผู้ใช้งานในเฟซบุ๊ค สู่การเป็นไวรัลการใช้สติ๊กเกอร์แทนการเขียนคอมเม้นท์ หรือ ความคิดเห็นในโซเชียลมีเดียดังกล่าวของคนไทยในหลายๆ นัย ล่าสุดนกม่วงโยกหัวที่มาจากสติ๊กเกอร์ลายนกพิราบสีม่วง หรือ Trash Doves(แทรช โดฟส์) หรือนกพิราบขยะ กำลังเป็นกระแสดังไปไกลทั่วโลกแล้ว โดยเฉพาะในหมู่ชาวโซเชียลในสหรัฐและยุโรป ถึงขั้นผลักดันไอเดียผลิตสินค้าต่างๆ โดยมีนกม่วงตัวนี้เป็นเครื่องหมายการค้าตามมาแล้ว

เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดกระแสความนิยมใช้สติ๊กเกอร์รูปนกม่วงในกลุ่มผู้ใช้งานเฟซบุ๊คในประเทศไทย ซึ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเฟซบุ๊คเมื่อวันที่ 31 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยนักออกแบบกราฟฟิกและวาดภาพ Syd Weiler (ซิด ไวเลอร์) ในสหรัฐ

แต่ลายสติ๊กเกอร์ที่ได้ใจถูกใช้งานมากที่สุดคือ ลายนกเหวี่ยงโยกหัวขึ้นๆ ลงๆ หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า “นกม่วงโยกหัว” จากการอ้างอิงจาก Google Trends (กระแสทางกูเกิล) ซึ่งแสดงการสืบค้นข้อมูลทางเสิร์ชเอนจิ้นของ กูเกิล พบคนไทยเริ่มค้นหาคำว่า Trash Doves หรือนกม่วง ตั้งแต่วันที่ 6 ก.พ. และมีดัชนีความสนใจพุ่งสูงสุดในวันที่ 10 ก.พ.

กระแสความนิยมครั้งนี้รับรู้ไปถึงผู้ให้กำเนิด Trash Doves ซึ่งอยู่อีกซีกโลก ต้องออกมาขอบคุณชาวโซเชียลไทยโดยเฉพาะ ที่สนับสนุนผลงานของเธอจนเป็นที่โด่งดังและกลายเป็นกระแสอย่างไม่น่าเชื่อ และกลายเป็นข่าวเกี่ยวกับเทรนด์สังคมโลก ที่เว็บไซต์ข่าวต่างประเทศให้ความสนใจด้วย

กระทั่งล่าสุด เวลานี้มีรายงานจากหลายสำนักข่าว อาทิ เว็บไซต์ข่าว Konbini ว่านกม่วงโยกหัวย้อนกลับมาเป็นกระแสฮิตในหมู่ชาวโซเชียลมีเดียในสหรัฐ บ้านเกิดของมัน และในยุโรปด้วย ทั้งในเฟซบุ๊คและช่องทางโซเชียลมีเดียอื่นๆ เช่น ทวิตเตอร์ โดยกลายเป็นมีม หรือภาพล้อเลียนต่างๆ ที่มาจากการโยกหัวอย่างรุนแรงของนกม่วงตัวนี้ หรือตัดต่อมันไปอยู่ในภาพสถานการณ์สำคัญต่างๆ

อย่างไรก็ดี ความนิยมใช้สติ๊กเกอร์นกม่วงโยกหัวก็ได้สร้างความน่ารำคาญหรือรบกวนผู้ใช้งานโซเชียลมีเดีย ที่อาจถูกโจมตีด้วยสติ๊กเกอร์ลายนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยเฉพาะเพจต่างๆ เช่น เพจทีมกีฬา จนถึงขั้นที่มีการประกาศว่า หากพบคอมเม้นท์รูปนกโยกหัวจะบล็อกหรือแบนคอมเม้นท์ หรือบัญชีผู้ใช้งานนั้นๆ ทันที รวมถึงผู้ออกแบบก็แนะนำผู้ใช้งานให้เล่นสนุกกับสติ๊กเกอร์โดยไม่สร้างความรำคาญให้กับผู้อื่นด้วย

ที่มา www.m2fnews.com

 

ดีแทคชูธงบริการ’โก’สู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 05:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/480942

ดีแทคชูธงบริการ'โก'สู้

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

ปัจจุบันโลกของการสื่อสารและโทรคมนาคมเติบโตรวดเร็วทำให้ เกิดเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด จนผู้ใช้งานเกิดความกังวลเกี่ยวกับเทคโนโลยีและบริการใหม่ๆ ที่เข้ามาทั้งในเรื่องการให้บริการและค่าใช้จ่าย ดีแทคจึงได้ปรับเปลี่ยนจุดยืนของแบรนด์แพลตฟอร์มครั้งใหญ่ พร้อมกับชูธงรบกับการให้ความสำคัญสินค้าและบริการสร้างความต่างจากเอไอเอส ทรู ที่ลงสู้คอนเทนต์

ลาร์ส นอร์ลิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค เปิดเผยว่า บริษัทเปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่ภายใต้แนวคิด “FLIP IT-แค่พลิก ชีวิตก็ง่าย” เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ของดีแทคให้ดีขึ้น แต่ไม่ได้เป็นการ เปิดศึกสงครามราคาระลอกใหม่ โดยการสร้างสรรค์สินค้าและบริการให้ลูกค้าได้สัมผัสกับความง่าย และตรงไป ตรงมาในทุกการใช้งาน ด้วยแพ็กเกจ “Go โนลิมิต” และซิม “Go เพลิน” ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าทั้งแบบเติมเงินและรายเดือน

ทั้งนี้ เพื่อรองรับบริการทั้งโทร และเล่นอินเทอร์เน็ตแบบไม่อั้น โดยไม่ต้องกังวลกับเน็ตหมด หรือลดความเร็วการใช้งาน จากปัจจุบัน เมื่อเทียบกับคู่แข่งแล้วการใช้งานความเร็วอินเทอร์เน็ตตามโควตา แต่ ดีแทคนำเสนออินเทอร์เน็ตความเร็ว แบบไม่อั้น ให้ลูกค้าได้เลือกรูปแบบ แพ็กเกจได้ตามไลฟ์สไตล์แบบไม่มีจำกัด ทั้งฟังเพลง แชต ชมคลิปวิดีโอออนไลน์ และเล่นเกม และยังโทรฟรีทั้งเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมงไม่อั้น โดยไม่มีเงื่อนไขจากเดิมให้โทรฟรีตามโควตาในช่วงเวลาพิเศษ

สำหรับลูกค้าเติมเงิน (พรีเพด) แพ็กเกจเติมเงินที่ให้ลูกค้าหมดกังวลเรื่องเน็ตรั่วในราคาเริ่มต้น 15 บาท ด้วยเน็ตพื้นฐาน ส่วนลูกค้ารายเดือน (โพสต์เพด) ให้ลูกค้าสามารถใช้เน็ต ได้ไม่อั้นแบบไม่ลดสปีด ในแพ็กเกจ ราคาเริ่มต้น 499 บาท พร้อมนำเสนอบริการ ไว-ไฟ คอลลิ่ง (Wi-Fi Calling) ให้ลูกค้าดีแทคสามารถโทรกลับหรือ รับสายผ่านสัญญาณ Wi-Fi จาก ทั่วทุกมุมโลกเหมือนอยู่ในไทย ในอัตราค่าบริการตามแพ็กเกจเดิม ไม่ต้อง เสียค่าบริการเพิ่ม และฟังเพลงสตรีมมิ่งฟรีได้ 130 ล้านเพลง นั่นคือหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญ

“ดีแทคใช้เม็ดเงินลงทุนปี 2560-2561 ราว 1.7-2 หมื่นล้านบาท สำหรับการลงทุนโครงข่าย ได้พัฒนาซูเปอร์ 4จี ด้วยการขยายจำนวนสถานีฐาน ที่ปัจจุบันมี 1.7 หมื่นสถานีฐาน และโครงข่ายภายในอาคารเพิ่มขึ้นอย่าง ต่อเนื่องทุกอำเภอทั่วประเทศไทย เพื่อให้ลูกค้าได้ใช้เน็ตที่ลื่นที่สุดบนคลื่น 1800 MHz ที่กว้างที่สุดในประเทศไทยที่มีถึง 20 MHz” นอร์ลิ่ง กล่าว

การปรับตัวของดีแทคที่เน้นการ นำเสนอแพ็กเกจการโทรและอินเทอร์เน็๋ต มาจากพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ต คนไทย 44 ล้านคน ในช่วง 1 วัน ราว 6.4 ชม. คาดว่าปี 2564 จำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟนเพิ่มจาก 50 ล้านเครื่อง เป็น 80 ล้านเครื่อง ประการสำคัญมาจาก 5 เทรนด์ ได้แก่ 1.ปริมาณนักท่องเที่ยวทั่วโลกในปี 2559 เพิ่ม 1,235 ล้านคน กับแรงงานข้ามชาติทั่วโลก 244 ล้านคน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยในไทยมีนักท่องเที่ยวเข้าไทย 33 ล้านคน โต 70% คนไทยไปต่างประเทศ 7 ล้านคน ส่งผลให้การใช้งานเพิ่มขึ้น

ในส่วนเทรนด์ 2.ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซของกลุ่มค้าปลีกเติบโต 3.เกิดสังคม ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่ใหญ่และมีการ ใช้งานโทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้นจากในปี 2558 ผู้มีอายุมากกว่า 65 ปี มีราว 800 ล้านคนทั่วโลก อีก 35 ปีเพิ่มเป็น 1,800 ล้านคน 4.พฤติกรรมต้องการ มีส่วนร่วมกับสังคมและเรื่องราวดีๆ 5.เทรนด์การซื้อสินค้าออร์แกนิกเกิดขึ้นทั่วโลก

จากกลยุทธ์การสร้างความ พึงพอใจของผู้ใช้งาน และขจัดความกลัวเน็ตฟุบ การโทรฟรี ผลักดันให้ ดีแทคมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น 25 ล้านราย รวมถึงมีส่วนแบ่งเพิ่มขึ้น ผลักดัน รายได้และผลกำไรกลับมาเติบโต เหมือนเดิมอีกครั้ง

 

ตลาด “สมาร์ทวอตช์” น่าห่วง ดีมานด์ซบ-รายเล็กไม่รอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 08:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/480594

ตลาด "สมาร์ทวอตช์" น่าห่วง ดีมานด์ซบ-รายเล็กไม่รอด

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ความเคลื่อนไหวของตลาดสมาร์ทวอตช์ในช่วงไม่นานนี้ ดูเป็นไปในทิศทางที่น่าเป็นห่วง โดย สตราเตจี อนาไลติกส์ บริษัทวิจัยด้านธุรกิจและการตลาด เปิดเผยว่า ยอดขายสมาร์ทวอตช์ทั่วโลกนั้นปรับตัวขึ้นเพียง 1% ในไตรมาส 4 ปี 2016 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าอยู่ที่ 8.2 ล้านเครื่อง ขณะที่ตลอดทั้งปี 2016 ยอดขายสมาร์ทวอตช์ทั่วโลกทั้งหมดอยู่ที่ 21.1 ล้านเครื่อง

“ตลาดสมาร์ทวอตช์ขยายตัวขึ้นมาเล็กน้อย เนื่องจากบริษัทรายใหญ่อย่างแอปเปิ้ล เปิดตัวสินค้ารุ่นใหม่ และดีมานด์ สมาร์ทวอตช์ที่เพิ่มขึ้นในสหรัฐและอังกฤษ” นีล แมวสตัน ผู้อำนวยการบริหารของสตราเตจี อนาไลติกส์ กล่าว

รายงานยังระบุว่า สมาร์ทวอตช์ของแอปเปิ้ลครองส่วนแบ่งตลาดไปถึง 55% เมื่อปีที่ผ่านมา ตามด้วยซัมซุงที่ 11% ขณะที่สมาร์ทวอตช์รายอื่นๆ ที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ของกูเกิล มีส่วนแบ่งตลาดรวมกันที่ 34%

การที่ไม่สามารถแข่งขันกับบรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ได้นั้น ทำให้บริษัทสมาร์ทวอตช์รายเล็กกว่าค่อยๆ หายไปจากธุรกิจ เช่น โมโตโรล่า ที่ประกาศยุติการจำหน่ายสมาร์ทวอตช์ โมโต 360 ไปเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้บนร้านออนไลน์ของบริษัท

ด้าน ฟิตบิต บริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีอุปกรณ์สวมใส่ (Wearable Device) ได้หาทางเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้วยการซื้อ เพบเบิล สตาร์ทอัพสมาร์ทวอตช์ดาวรุ่งไปช่วงก่อนหน้านี้ เพื่อหวังแข่งขันกับสมาร์ทวอตช์ของแอปเปิ้ล แต่การดำเนินการดังกล่าวกลับไม่ช่วยฟิตบิตเท่าที่ควร โดยบริษัทเปิดเผยเมื่อปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมาว่ารายได้ไตรมาส 4 ปี 2016 คาดว่าจะอยู่ที่เพียง 572-580 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2 หมื่นล้านบาท) ต่ำกว่าเป้าหมายรายได้ที่ประกาศเมื่อไตรมาสก่อนหน้านั้นที่ 725-750 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.54-2.63 หมื่นล้านบาท) เนื่องจากดีมานด์สินค้าของบริษัทปรับตัวลดลง แนวโน้มรายได้ที่อ่อนแอยังทำให้ฟิตบิตประกาศลดพนักงานราว 6% หรือคิดเป็นประมาณ 110 ราย

สาเหตุหลักที่ส่งผลให้ดีมานด์สมาร์ทวอตช์ปรับตัวลง มาจากฟังก์ชั่นการใช้งานที่ยังไม่น่าตื่นตาตื่นใจมากพอ โดย แอนดรอยด์กายส์ เว็บไซต์ข่าวเทคโนโลยี ระบุว่า ก่อนหน้านี้สมาร์ทวอตช์คาดว่าจะเข้ามาพลิกโฉมการใช้ชีวิตประจำวันของผู้บริโภค อย่างไรก็ดีในปัจจุบันสมาร์ทวอตช์ที่วางจำหน่ายส่วนใหญ่แบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ สมาร์ทวอตช์ที่ใช้ติดตามข้อมูลสุขภาพและการออกกำลังกาย กับสมาร์ทวอตช์ที่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน เพื่อแสดงการแจ้งเตือนต่างๆ

ทั้งนี้ ฟังก์ชั่นการใช้งานที่ยังไม่หลากหลายพอ รวมถึงข้อจำกัดด้านแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้เพียงไม่กี่ชั่วโมง ส่งผลให้ผู้บริโภคที่ซื้อสมาร์ทวอตช์ไปไม่ค่อยนำออกมาใช้งานเท่าที่ควร โดย บริษัทวิจัยการ์ทเนอร์ เปิดเผย ผลการสำรวจผู้บริโภคล่าสุด จำนวน 9,592 คน ในสหรัฐ อังกฤษ และออสเตรเลีย พบว่าเจ้าของสมาร์ทวอตช์ประมาณ 29% เลิกใช้งานอุปกรณ์ดังกล่าวไปแล้ว

รับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่

เว็บแอนดรอยด์กายส์ ระบุว่า จุดแข็งของสมาร์ทวอตช์คือความสามารถในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ภายในบ้านได้ ซึ่งหากมีการพัฒนาให้สมาร์ทวอตช์ตอบสนองความต้องการใช้งานของผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น จะช่วยให้สมาร์ทวอตช์มีแนวโน้มเติบโตต่อไปได้อีกในอนาคต

ทั้งนี้ การประกาศเปิดตัวแอนดรอยด์แวร์ 2.0 ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการเวอร์ชั่นใหม่บนสมาร์ทวอตช์ของกูเกิล ได้สร้างความตื่นเต้นและความหวังใหม่สำหรับผู้ผลิตสมาร์ทวอตช์ เนื่องจากระบบดังกล่าวช่วยให้สมาร์ทวอตช์ทำงานได้อย่างอิสระยิ่งขึ้น ซึ่งสามารถใช้งานแอพพลิเคชั่นได้โดยไม่ต้องเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน ใช้งานคีย์บอร์ดได้ และยังรองรับการเชื่อมต่อไว-ไฟ ระบบจีพีเอส รวมถึงเอ็นเอฟซี ที่ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้งานแอนดรอยด์เพย์ แพลตฟอร์มชำระเงินออนไลน์ของกูเกิล อีกทั้งยังมีบริการกูเกิล แอสซิสแทนซ์ หรือผู้ช่วยเหลือดิจิทัลด้วยเช่นกัน

ก่อนหน้านี้ กูเกิลตั้งใจปล่อยระบบปฏิบัติการดังกล่าวเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา แต่ได้เลื่อนออกไปเนื่องจากต้องการปรับปรุงระบบให้ดียิ่งขึ้น โดย เบน วู้ด นักวิเคราะห์จากบริษัทวิจัยเทคโนโลยี ซีซีเอส อินไซต์ กล่าวว่า กูเกิลเลื่อนเวลาออกไป เนื่องจากต้องการยกเครื่องระบบปฏิบัติการ เพื่อสร้างฟังก์ชั่นการใช้งานที่น่าตื่นตาตื่นใจยิ่งขึ้น

ด้าน วอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีนักลงทุนชื่อดัง มองเห็นอนาคตของอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะนี้เช่นกัน โดยบริษัทเครื่องประดับ ริชไลน์ กรุ๊ป ในเครือของเบิร์กไชร์ แฮธาเวย์ ที่บัฟเฟตต์เป็นเจ้าของ จะเปิดตัว เอลา (Elegant Lifestyle Accessories) ในช่วงฤดูใบไม้ผลิปีนี้ ซึ่งเป็นเครื่องประดับอัจฉริยะที่สามารถตั้งค่าสีสันและการแจ้งเตือน เมื่อมีผู้โทรศัพท์หรือส่งข้อความเข้ามา

บัฟเฟตต์ให้สัมภาษณ์กับซีเอ็นบีซีว่า เอลาเป็นการต่อยอดธุรกิจเครื่องประดับ ซึ่งนับว่าเป็นสินค้าที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดมากนักในหลายปีที่ผ่านมา ด้วยการเพิ่มเทคโนโลยีเข้าไป เพื่อดึงดูดความสนใจจากผู้บริโภคมากขึ้น และปรับให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ยิ่งกว่าเดิม

ภาพ…เอเอฟพี

 

ผู้ใช้ “PayPal” กำลังตกอยู่ในอันตรายด้วยกลโกงของแฮกเกอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 17:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/480575

ผู้ใช้ "PayPal" กำลังตกอยู่ในอันตรายด้วยกลโกงของแฮกเกอร์

โดย…welivesecurity

Phishing หรือการหลอกข้อมูลบนโลกออนไลน์เป็นหนึ่งในภัยคุกคามที่ยากที่จะแก้ไข ด้วยหน้าตาของเว็บไซต์ และรูปแบบอีเมล์ที่ตั้งใจสร้างขึ้นมาหลอกให้ผู้ใช้กรอกข้อมูลที่เหมือนกับต้นฉบับ ทำให้ผู้ใช้อาจตกเป็นเหยื่อของกระบวนการนี้ได้ไม่ยากและอาจนำไปสู่การสูญเสียทรัพย์สิน

PayPal หนึ่งในช่องทางการชำระเงินยอดนิยมตกเป็นเครื่องมือที่ให้แฮกเกอร์ทำมาหากิน ด้วยหน้าตาของอีเมล์และโลโก้ PayPal ที่แปะอยู่บนอีเมล์ทำให้อีเมล์ที่เห็นอยู่นี้มีความน่าเชื่อถือไม่ใช่น้อย

อาจมีผู้ใช้หลายคนที่ไม่ทันระวังตัวและคลิกปุ่ม “Log in” ซึ่งปุ่มนี้ไม่ได้นำไปสู่หน้าเว็บไซต์ของ PayPal แต่พาไปยังเว็บไซต์แบบนี้

ซึ่งเว็บไซต์ที่นำผู้ใช้ก็ทำการลอกเลียนแบบเว็บไซต์ของ PayPal ไป แม้กระทั่งใช้การเข้ารหัสข้อมูล แต่ด้วยลิงก์เว็บไซต์ที่แปลกตาและไม่น่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับ PayPal ก็เป็นจุดสังเกตที่ใช้หลีกเลี่ยงกระบวนการนี้ได้

นี่เป็นหน้าตาของเว็บไซต์(ปลอม)ที่ให้ข้อมูลสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ ก่อนที่จะนำผู้ใช้ไปยังส่วนถัดไป

ต่อไปนี้จะเป็นส่วนสำคัญที่แฮกเกอร์ต้องการ หน้าเว็บไซต์นี้จะเป็นการกรอกข้อมูลทั้งหมด ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกส่งตรงไปยังฐานข้อมูลของแฮกเกอร์ และจะถูกนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

กลโกงนี้ค่อนข้างใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าหากผู้ใช้มีความระมัดระวังในการใช้งาน ก็จะสามารถเห็นความผิดปกติของกลโกงเหล่านี้ได้ไม่ยาก

วิธีปกป้องตัวเอง

1. ไม่คลิกโดยตรงจากอีเมล์ ไม่ว่าอีเมล์นั้นจะถูกส่งมาจากไหน และถ้าต้องการตรวจสอบเราขอให้ล็อคอินบนหน้าเว็บไซต์จริงๆดีกว่า

2. ถ้าหากคุณได้รับการแจ้งเตือนเข้ามา ให้สังเกตช่อง Address Bar ของคุณว่ามาจากเว็บไซต์จริงๆหรือไม่ ยกตัวอย่าง PayPal เว็บไซต์จริงๆจะต้องมี Address ประมาณนี้ http://www.paypal.com หรือ https://paypal.com แต่ถ้าหากไม่แน่ใจก็เข้าเว็บไซต์ PayPal โดยตรงเลยจะปลอดภัยกว่า

3. หากคุณจำไม่ได้ว่าเคยกรอกข้อมูลพวกนี้ลงบนเว็บไซต์ปลอมหรือไม่ และแฮกเกอร์จะได้ข้อมูลของคุณไปหรือเปล่า เราแนะนำให้เปิดฟังก์ชันที่เรียกว่า two-factor authertication (2FA) ที่ทำให้ผู้ใช้ต้องยืนยันรหัสอีกชุดผ่านโทรศัพท์มือถือ ในกรณีนี้ถึงแม้คนอื่นจะมีรหัสผ่านของเราก็ไม่สามารถล็อคอินใช้บัญชีของเราได้

*********************

ที่มา http://www.welivesecurity.com/2017/01/27/paypal-users-targeted-sophisticated-new-phishing-campaign/

อ่านบทความน่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ https://blog.eset.co.th/

 

บ้านผู้ลี้ภัยโดยอิเกีย ที่ใช้เวลาสร้างเพียง 4 ชั่วโมงเท่านั้น!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 14:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/480556

บ้านผู้ลี้ภัยโดยอิเกีย ที่ใช้เวลาสร้างเพียง 4 ชั่วโมงเท่านั้น!

ผลิตภัณฑ์ชนะรางวัลการออกแบบของ Beazley Design ประจำปี 2017 ที่พักสำหรับผู้ลี้ภัยที่ประกอบง่าย และใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์

เป็นที่รู้กันดีว่าอิเกียนั้นโดดเด่นในด้านเฟอร์นิเจอร์ที่ขนย้ายง่าย ประกอบง่าย และประหยัดพื้นที่ใช้สอย ดังที่คุณผู้อ่านได้เคยเห็นสินค้าจากอิเกียมาแล้ว หลายต่อหลายชิ้น แต่ทราบหรือไม่ว่าอิเกียยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบ และผลิตบ้านให้แก่บรรดาผู้อพยพ ที่ตัวโครงสร้างนั้นถูกแพครวมมาในกล่อง 2 กล่อง และใช้เวลาในการประกอบบ้านเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น

ที่พักเพื่อผู้ลี้ภัยเหล่านี้มีชื่อว่า Better Shelter โดยอิเกียร่วมกับ UNHCR ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวนี้เพิ่งจะชนะรางวัลสถาปัตยกรรม และการออกแบบแห่งปี 2017 จาก Beazley Design ซึ่งระบุว่าเป็นรางวัลที่ควรคู่ให้กับ “ผลิตภัณฑ์การออกแบบที่สร้างความเปลี่ยนแปลง มีประโยชน์เข้าถึงได้ง่าย และถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งปี”

ที่พักเพื่อผู้ลี้ภัยทั้งหลัง ถูกบรรจุมาในกล่องเพียง 2 กล่องเท่านั้น

“หากเปรียบเทียบการใช้ชีวิตในเต็นท์ กับในเชลเตอร์ หรือบ้านของเรา มันสะดวกสบายกว่ากันเยอะหลายพันเท่า” Saffa Hameed หนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบ กล่าวแก่ UNHCR “เต็นท์มันเหมือนกับเศษผ้าที่นำมาประกอบกัน และแน่นอนมันสั่นไหวตลอดเวลา รวมทั้งไม่มีความเป็นส่วนตัวอีกด้วย”

บรรดาครอบครัวผู้อพยพจำต้องย้ายจากเต็นท์หนึ่งไปยังอีกเต็นท์หนึ่งเสมอ เมื่ออากาศร้อนเกินไปในฤดูร้อน หรือเกิดน้ำท่วมในฤดูฝน ที่อาจสูงถึงหนึ่งฟุตเลยทีเดียว ฉะนั้นแล้วการมีบ้านพักจากไอเกียจึงเป็นเหมือนสวรรค์เลยทีเดียว ด้วยโครงสร้างแข็งแรงที่ช่วยปกป้องผู้อยู่อาศัย นอกจากนั้นยังมีประตูที่สามารถล็อคได้เพื่อความปลอดภัย

Better Shelter ถูกออกแบบมาเพื่อให้อยู่อาศัยได้อย่างสบายๆ พื้นที่กว้างขนาด 17.5 ตารางเมตรสำหรับจำนวนสมาชิกครอบครัวสูงสุด 5 คน โครงสร้างทั้งหมด 68 ชิ้นถูกออกแบบมาให้ประกอบอย่างง่ายดาย เพียง 4 ชั่วโมงเท่านั้น บ้านพักของผู้อพยพ 1 หลังก็จะถูกประกอบร่างเสร็จสมบูรณ์ ภายนอกมีฉนวนกันความร้อน และภายในก็มีไฟฟ้าให้ใช้จากโซลาเซลล์ พร้อมรางปลั๊กที่สามารถใช้ชาร์จโทรศัพท์ และ USB ได้

บรรยากาศภายใน Better Shelter ที่สมาชิกครอบครัวสามารถอยู่อาศัยได้อย่างสบาย

สนนราคาที่พักจากอิเกียนี้ หลังหนึ่งอยู่ที่ 1,250 ดอลล่าร์สหรัฐ แน่นอนว่าราคาขนาดนี้แพงเป็น 2 เท่าของเต็นท์ปกติ แต่ความปลอดภัย และความสะดวกสบายในการอยู่อาศัยนั้นแตกต่างกันมาก Better Shelter มีอายุการใช้งานนาน 3 ปี กว่าแผ่นพลาสติกที่ทำหน้าที่เป็นหนัง และหลังคาจะเสื่อมสภาพไป ซึ่งก็สามารถเปลี่ยนใหม่ได้

นับตั้งแต่ผลิตภัณฑ์เริ่มดำเนินการผลิตขึ้นในปี 2015 ปัจจุบัน Better Shelter จากอิเกียนี้เดินทางไปทำหน้าที่เป็นที่อยู่อาศัยให้แก่บรรดาผู้ลี้ภัยแล้ว มากกว่า 16,000 หลัง ในหลายค่ายผู้อพบพทั่วโลกเช่น อิรัก, จิบูตี, กรีซ และไนเจอร์เป็นต้น

ปัจจุบัน Better Shelter กว่า 16,000 หลัง ได้กลายเป็นบ้านให้แก่ผู้ลี้ภัยหลายแห่งทั่วโลก

 

 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ http://www.bettershelter.org/

 

นักช็อปออนไลน์ไทย ชอบความเร็ว-บริการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 08:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/480357

นักช็อปออนไลน์ไทย ชอบความเร็ว-บริการ

โดย…ปากกาด้ามเดียว

แมนฮัตตัน แอสโซซิเอทส์ และโลจิเซียล รายงานผลวิจัยว่า ความสำเร็จของการค้าออนไลน์ในประเทศไทย ขึ้นอยู่กับการปิดช่องว่างระหว่างความคาดหวังของผู้บริโภค และความสามารถของผู้ขายโดยให้ลูกค้าได้รับสินค้ารวดเร็ว ถูกต้องตรงตามที่สั่งซื้อ และสามารถคืนสินค้าได้อย่างง่ายดาย

จากผลวิจัยแสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคออนไลน์ในประเทศไทยจะผิดหวังมากที่สุดกับการส่งมอบสินค้าที่ไม่ถูกต้อง และไม่ได้รับสินค้าอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่พวกเขาต้องการ โดย 55% ชี้ให้เห็นว่า “ไม่ได้รับสิ่งที่พวกเขาคาดหวัง” ขณะที่ 48% จะผิดหวังกับการส่งมอบสินค้าล่าช้า ความผิดหวังของนักช็อปออนไลน์อันดับที่ 3 คือ ไม่สามารถคืนสินค้าได้โดยง่าย

สิ่งสำคัญคือ นักช็อปชาวไทยจัดอันดับให้ “ความรวดเร็ว/ความสะดวกสบายในการสั่งซื้อ” และ ”โปรโมชั่นที่บ่อยครั้ง” คือปัจจัยที่สำคัญที่จะโน้มน้าวให้พวกเขาซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น ผู้ค้าปลีกที่ไม่สามารถให้บริการได้รวดเร็วเพียงพอหรือผู้ที่ไม่สามารถเสนอโปรโมชั่นได้บ่อยครั้งอาจต้องพ่ายแพ้แก่ผู้ที่สามารถให้บริการได้รวดเร็ว และความน่าเชื่อถือในการจัดส่งสินค้าจะทำให้ผู้บริโภคมีความจงรักภักดีในแบรนด์

ดังนั้น ความสามารถในการจัดส่งสินค้าตามกำหนด และความสามารถในการทำเช่นนี้จะสามารถทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง จึงถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับความสำเร็จในธุรกิจค้าออนไลน์ระยะยาว

ริชาร์ด ไรท์ กรรมการผู้จัดการ แมนฮัตตัน แอสโซซิเอทส์ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า ความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มสูงขึ้น และตัวเลือกในการบรรลุความคาดหวังที่รวดเร็วขึ้น จะเพิ่มความตึงเครียดให้กับระดับสินค้าคงคลัง และผลประกอบการของบริษัท ร้านค้าปลีกจำนวนมากที่มีข้อมูลไม่ถูกต้องเพียงพอ และขาดการเข้าถึงข้อมูลสินค้าคงคลังแบบเรียลไทม์ ซึ่งจะนำไปสู่การจัดส่งสินค้าที่ผิดพลาด การให้บริการที่ไม่มีคุณภาพ และไม่ก่อให้เกิดผลกำไร รวมถึงลูกค้าที่ไม่พึงพอใจ ซึ่งจะทำให้ลูกค้าหันไปซื้อสินค้าที่อื่นแทน

ขณะที่เป้าหมายใน 1-2 ปีข้างหน้า ร้านค้าปลีกตระหนักว่า จะต้องพัฒนาระบบและกระบวนการคำสั่งซื้ออย่างมีประสิทธิภาพ ต้องบริหารจัดการเครือข่ายสินค้าคงคลัง แบบดึงจากจุดเดียวเพื่อให้เขาสามารถปรับความสามารถในการดำเนินการให้สามารถเข้าถึงสินค้าคงคลังได้จากทุกๆ ที่ และประเมินศักยภาพและการทำกำไรของการใช้ขั้นตอนเหล่านี้เพื่อตอบสนองคำสั่งซื้อที่เฉพาะเจาะจงได้

วิธีแก้ไขปัญหานี้คือความสามารถในการบริหารการกระจายสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ และใช้กระบวนการและเทคโนโลยีสำคัญที่มีความยืดหยุ่นและปรับขนาดได้ รวมถึงสามารถจัดการปัญหาเฉพาะสำหรับการจัดการคำสั่งซื้อของช่องทางออนไลน์และแบบออมนิ แชนแนลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ส่องโมบาย เอ็กซ์โป กระตุ้นอารมณ์ซื้อต้นปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 06:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/480205

ส่องโมบาย เอ็กซ์โป กระตุ้นอารมณ์ซื้อต้นปี

โดย…จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

ในยุค 4จี แบบนี้หลายคนที่โทรศัพท์ยังไม่รองรับ 4จี หรือรู้สึกว่าโทรศัพท์ตกรุ่นแล้วต้องการเสาะหารุ่นใหม่ จึงทำให้ค่ายมือถือและแบรนด์สมาร์ทโฟนต่างๆ แข่งขันทำโปรโมชั่นดุเดือดทั้งลดราคาและขนของแถมมานำเสนอเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจของลูกค้า

โอภาส เฉิดพันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ็ม วิชั่น เปิดเผยว่า ได้จัดงานไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซ์โป 2017 ครั้งที่ 26 วันที่ 9-12 ก.พ.นี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ คาดว่ามีผู้เข้าชมงานกว่า 7 แสนคน เงินสะพัด 1,750 ล้านบาท เชื่อว่ายังมี ผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อตั้งใจจะซื้อสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงปีก่อน แต่ชะลอการซื้อมาเป็นปีนี้เพื่อรอโปรโมชั่นใหม่ๆ ซึ่งโปรโมชั่นจะเป็นปัจจัยสำคัญทำให้คนตัดสินใจซื้อ โดยหัวเว่ยและซัมซุงน่าจะเป็นแบรนด์หลักขับเคลื่อนให้ยอดขายในงานโต

ฐิติพงศ์ เขียวไพศาล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส สายงาน การตลาดและงานขายกลุ่มลูกค้าทั่วไป บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) กล่าวว่า การทำโปรโมชั่น ขายเครื่องสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์ต่างๆ ในงานไม่ได้มีเป้าหมายหลักที่ยอดขายสมาร์ทโฟน แต่มีเป้าหมายหลักเพื่อขายลูกค้าปัจจุบันและขยายฐานลูกค้าใหม่ โดยตั้งเป้าลูกค้าเปิดเบอร์ใหม่ในงานครั้งนี้กว่า 4,000 หมายเลข

ทั้งนี้ ปัจจุบันเอไอเอสมีเครือข่ายครอบคลุม 98% ของพื้นที่ประชากร มีฟิกซ์ บรอดแบนด์ เทคโนโลยีไฟเบอร์ 100% ครอบคลุม 5 ล้านครัวเรือน มีฐานลูกค้าทั้งระบบรายเดือนและเติมเงินรวมกัน 41 ล้านคน ส่วนการแข่งขันกับเครือข่ายอื่นๆ หลังจากนี้จะไม่ใช่แค่เรื่องมีเครือข่ายดีอย่างเดียว แต่จะนำเนื้อหาที่น่าสนใจมาเสนอเพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง

อรรคพงศ์ ลินพิศาล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานบริหารอุปกรณ์สื่อสาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค กล่าวว่า โปรโมชั่นหลักในงานนี้จะเป็นการลดราคา ไม่ใช่โปรโมชั่นที่แรงลักษณะซื้อ 1 แถม 1 แต่จำกัดระยะเวลาที่เคยทำ เพราะประเมินแล้วว่าลูกค้าไม่พึงพอใจ โดยครั้งนี้บางรุ่นลดสูงถึง 50% บางรุ่นร่วมมือกับแบรนด์มือถือทำโปรโมชั่นเฉพาะเมื่อซื้อกับดีแทค ตั้งเป้าหมายจะทำยอดลูกค้าเปิดเบอร์ใหม่ในงานได้ 1,000 หมายเลข

สำหรับสมาร์ทโฟนที่นำมาจัดโปรโมชั่น คาดว่าหัวเว่ยจะทำยอดขายได้ดีกว่าปีก่อน เพราะจากการสำรวจช่วงก่อนงานพบว่าเป็นมือถือที่ขายดีจนของขาดหลายรุ่น สะท้อนความต้องการ ผู้บริโภคมีมากกว่าที่ประเมิน

ปริศนา รัตนสุวรรณศรี
ผู้อำนวยการอาวุโสสายงานธุรกิจโพสต์เพด ดีแทค กล่าวว่า ได้นำเบอร์คู่แท้ เป็นเบอร์คู่ที่มีเลขเหมือนกัน 7 หลัก และลูกค้าเบอร์คู่โทรหากันได้ฟรี 24 ชั่วโมง มาเปิดขายครั้งแรกในงานครั้งนี้และหลังงานจะขายผ่านช็อปเพื่อให้เข้ากับเทศกาลวาเลนไทน์ คาดว่าจะมียอดขาย เบอร์คู่จากในงาน 300 คู่ ส่วนจำนวนเบอร์คู่ทั้งหมดที่เตรียมไว้จำหน่ายมี 3,000 คู่

ด้าน วิชัย พรพระตั้ง รองประธานองค์กร ธุรกิจโทรคมนาคมและไอที บริษัท ไทยซัมซุงอิเลคโทรนิคส์ กล่าวว่า ซัมซุงประเดิมตลาดปีนี้ด้วยการ เปิดตัว กาแล็คซี่ เอ 2017 ที่เพิ่ม ฟังก์ชั่นรองรับยุคดิจิทัล อาทิ ซีเคียวโฟลเดอร์ สำหรับเก็บข้อมูลสำคัญ ในสมาร์ทโฟนให้ได้รับความปลอดภัยสูงสุด และจากนี้จะมีรุ่นแฟล็กชิปออกมาทำตลาดเพิ่ม

 

อี-คอมเมิร์ซใช้ประจำวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 06:35 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/480202

อี-คอมเมิร์ซใช้ประจำวัน

โดย…จะเรียม สำรวจ

จากแนวโน้มการถือครองสมาร์ทโฟนของผู้บริโภคชาวไทยที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับปัจจุบันการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตทำได้ง่ายขึ้น เนื่องจากค่าบริการเริ่มมีราคาถูกลง ส่งผลให้การเข้าถึงโลกออนไลน์ทำได้ง่ายขึ้น ซึ่งจากปัจจัยดังกล่าวทำให้การขายสินค้าผ่านอี-คอมเมิร์ซเริ่มได้รับความสนใจจากผู้บริโภคมากขึ้น

สินค้าอุปโภคบริโภคหมุนเวียนเร็ว หรือเอฟเอ็มซีจี ถือเป็นอีกหนึ่งกลุ่มสินค้าที่เริ่มมียอดขายผ่านช่องทางอี-คอมเมิร์ซเพิ่มขึ้น แม้ว่าจะเป็นตัวเลขที่ไม่สูงมากเมื่อเทียบกับกลุ่มสินค้าแฟชั่นหรืออิเล็กทรอนิกส์ แต่ก็ถือว่าเป็นแนวโน้มที่ดีสำหรับกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคของไทย

อิษณาติ วุฒิธนากุล ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท กันตาร์ เวิร์ลด พาแนล (ไทยแลนด์) กล่าวว่า จากการศึกษาพฤติกรรมการซื้อสินค้าของครัวเรือนไทยผ่านช่องทางอี-คอมเมิร์ซตั้งแต่ปี 2555 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันพบว่ามีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากปี 2555 ที่ผ่านมา การซื้อสินค้าผ่านช่องทางอี-คอม เมิร์ซมีสัดส่วนเพียง 0.4% และมีมูลค่าการซื้อขายอยู่ที่เพียง 67 ล้านบาทเท่านั้น แต่ปัจจุบันมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นมาสูงถึง 7.3% หรือมีมูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 2,474 ล้านบาท ซึ่งจากแนวโน้มที่ดีดังกล่าวคาดการณ์ว่าปี 2560 นี้ ครัวเรือนไทยจะมีสัดส่วนการซื้อสินค้าผ่านช่องทางอี-คอมเมิร์ซเพิ่มขึ้นเป็น 10% อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ดี การขยายตัวของการซื้อขายผ่านช่องทางอี-คอมเมิร์ซจะเติบโตมากหรือน้อยยังคงต้องขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยหลัก คือ การถือครองสมาร์ทโฟนของประชากรไทย ซึ่งปัจจุบันยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศเกาหลีที่มีประชากรของประเทศมีการถือครองสมาร์ทโฟนเกือบ 100% นอกจากนี้การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของประเทศเกาหลียังมีความครอบคลุมประชากรของประเทศมากกว่าประเทศไทย ส่งผลให้การซื้อขายผ่านช่องทางอี-คอมเมิร์ซของประเทศเกาหลีมีมูลค่ามหาศาล เนื่องจากมีมูลค่าทางเศรษฐกิจคิดอัตราส่วน 1 ใน 4 ของเศรษฐกิจประเทศ

ทั้งนี้ แม้ว่าการขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์จะขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้บริโภคชาวไทยส่วนใหญ่ยังคงให้ความสำคัญกับการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออฟไลน์ เห็นได้จากการจับจ่ายซื้อสินค้าผ่านช่องทางค้าปลีกต่างๆ ที่ยังคงมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่องทางค้าปลีกที่มีการขยายตัวมากที่สุดในปีที่ผ่านมา คือ ไฮเปอร์มาร์เก็ต โดยเฉพาะห้างเทสโก้ โลตัส

อิษณาติ กล่าวว่า ปัจจัยที่ห้างค้าปลีกของห้างเทสโก้ โลตัส มียอดขายเติบโตดีกว่าห้างบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ส่วนหนึ่งอาจมาจากการที่ห้างเทสโก้ โลตัส มีการทำกิจกรรมส่งเสริมการขายที่หลากหลายผ่านแคมเปญการตลาดในรูปแบบต่างๆ ขณะเดียวกันห้างเทสโก้ โลตัส ยังมีจำนวนสาขาที่หลากหลายรูปแบบ จึงทำให้การเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้ดีกว่า

สำหรับสินค้าที่มียอดขายเติบโตอย่างเห็นได้ชัดในปีที่ผ่านมาในช่องค้าปลีกต่างๆ คือ น้ำกะทิสำเร็จรูป นมถั่วเหลือง น้ำดื่มบรรจุขวด เบียร์ อุปกรณ์ประกอบอาหาร ข้าว น้ำยาทำความสะอาดพื้น และผลไม้กระป๋อง ส่วนสินค้าที่น่าจับตามองในปีนี้ คือ เบียร์และกระดาษชำระ ทั้งนี้สินค้าไหนจะเข้ามาตีตื้นสินค้า 2 ตัวนี้คงต้องจับตามองพฤติกรรมและการใช้จ่ายของผู้บริโภคว่าหลังจากผ่านไตรมาสแรกไปจะซื้อสินค้ากลุ่มไหนเพิ่มขึ้น