“ขึ้นค่าขยะ” รัฐถังแตกหรือประชาชนไร้จิตสำนึก?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 15:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/481508

"ขึ้นค่าขยะ" รัฐถังแตกหรือประชาชนไร้จิตสำนึก?

โดย…อินทรชัย พาณิชกุล

ทุกเช้าตรู่ รถขนขยะคันสีเขียวเข้มคืบคลานจากซอยนั้นสู่ซอยนี้ เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่ม ชายฉกรรจ์ในเครื่องแบบสีกรมท่าเดินแยกย้ายกันเก็บถุงขยะตามบ้านโยนขึ้นท้ายรถ

ตกสาย เจ้าหน้าที่อีกชุดเดินถือบิลค่าขยะเสียบตามประตูและตู้จดหมาย โชคดีเจอเจ้าของบ้านก็เก็บเงินได้ โชคร้ายอาจมีปะทะคารม เนื่องจากบางคนยึกยักไม่ยอมจ่าย หรือเจอกับบ้านร้างไร้ผู้อยู่อาศัย จำใจต้องเดินคอตกจากมาอย่างเซ็งๆ

ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย…เมื่อบิลค่าขยะไม่ต่างจากเศษกระดาษไร้ค่า

ที่ผ่านมา การบริการจัดเก็บและกำจัดขยะมูลฝอยอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 มาตรา 20 ที่กำหนดให้ท้องถิ่นสามารถกำหนดและจัดเก็บค่าธรรมเนียมได้ โดยมีเงื่อนไขว่าสามารถจัดเก็บได้ไม่เกินอัตราที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยการจัดเก็บค่าธรรมเนียมขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล พ.ศ. 2545 ซึ่งกำหนดไว้ว่าขยะมูลฝอยวันละไม่เกิน 20 ลิตร หรือ 4 กิโลกรัม ให้จัดเก็บค่าธรรมเนียมไม่เกิน 40 บาท/เดือน

ต่อมา อภิรักษ์ โกษะโยธินผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในขณะนั้น เล็งเห็นสภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และปัจจัยอื่นๆ จึงให้เก็บค่าธรรมเนียมเพียงครัวเรือนละ 20 บาท/เดือนมาจนถึงปัจจุบัน… กระนั้นก็ยังไม่สามารถเก็บได้ตามเป้า

ข้อมูลจากสำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร (กทม.) ระบุว่า ปัจจุบัน กทม.มีบ้านเรือนอยู่ประมาณ 2.1 ล้านหลังคาเรือน แต่สามารถจัดเก็บค่าธรรมเนียมขยะได้เพียง 1.9 ล้านหลังคาเรือน ที่เหลือประสบปัญหาไม่สามารถเก็บได้ เนื่องจากสาเหตุหลัก 4 ข้อ คือ 1.ยากจน ตกงาน ไม่มีรายได้ 2.ไม่ยอมจ่าย อ้างว่าพักอาศัยอยู่บ้านเช่า 3.คนสูงอายุและคนพิการ 4.บ้านร้างไม่มีผู้อยู่อาศัย ประกอบกับบทลงโทษกรณีไม่จ่ายค่าขยะไม่เป็นคดีอาญาเหมือนหนีภาษี และไม่ถูกตัดน้ำตัดไฟเหมือนการไม่จ่ายค่าไฟฟ้าค่าน้ำประปา คนส่วนใหญ่จึงไม่เกรงกลัว

ผลที่ตามมาคือ ปี 2559 กทม.สามารถจัดเก็บค่าธรรมเนียมเก็บขยะได้เพียง 495,840,886 ล้านบาท ขณะที่ต้องใช้งบประมาณในการกำจัดขยะ 6,568 ล้านบาท นั่นหมายความว่า กทม.ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะสูงถึง 6,072 ล้านบาท/ปี

เมื่อความจำเป็นบีบบังคับให้รัฐต้องมัดมือชก

เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2560 ที่ผ่านมา ราชกิจจานุเบกษาได้ประกาศบังคับใช้พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560

ประเด็นสำคัญหนีไม่พ้นการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมเก็บขยะและกำจัดปฏิกูลมูลฝอยทั่วประเทศ จากครัวเรือนละ 20 บาท/เดือน เป็นครัวเรือนละ 350 บาท/เดือน กรณีมีขยะไม่เกิน 120 กิโลกรัม หรือ 600 ลิตร ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่า การขึ้นค่าเก็บขยะครั้งนี้เหมาะสมหรือไม่

 

“ที่ผ่านมา กทม.เก็บเดือนละ 20 บาท ถือว่าน้อยมาก มาจากแนวคิดว่าการเก็บขยะเป็นหน้าที่ของรัฐต้องให้บริการประชาชน แต่วันเวลาผ่านไปปริมาณขยะเพิ่มสูงขึ้น ก่อให้เกิดมลภาวะต่างๆ ขณะเดียวกันเรารณรงค์ปลุกจิตสำนึกประชาชนมาตลอด ทั้งเรื่องลดปริมาณขยะ คัดแยกขยะแต่คนส่วนใหญ่ยังละเลย มองว่าจะทิ้งขยะมากเท่าไหร่ก็เสียแค่ 20 บาทเท่านั้น จึงสร้างขยะมาก ดังนั้นการขึ้นค่าขยะจะทำให้คนตระหนักถึงความสำคัญตรงนี้มากขึ้น ถึงแม้กฎหมายใหม่จะระบุว่า ค่าธรรมเนียมเก็บขนมูลฝอยครัวเรือนละ 150 บาท/เดือนและค่ากำจัดมูลฝอยครัวเรือนละ 200 บาท/เดือน รวมทั้งสิ้น 350 บาท/เดือน แต่เราคงยังไม่เก็บเต็มเพดานสูงสุดในตอนนี้ เพราะกำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาความเหมาะสม”

จักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า ภาระค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะมูลฝอยของ กทม. แบ่งเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย 1.ค่าใช้จ่ายในการเก็บขยะ ประกอบด้วยค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร ค่ารถเก็บขยะ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าอุปกรณ์ในการเก็บขยะ ซึ่งค่าธรรมเนียมการเก็บขนขยะสำหรับบ้านเรือนที่สะท้อนต้นทุนแท้จริงคือ 128 บาท/เดือน

2.ค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะ ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่เลือกใช้ โดย กทม.ใช้วิธีการห่อพลาสติกแล้วนำไปฝังกลบ หมักทำปุ๋ยและเผา ซึ่งค่าธรรมเนียมการกำจัดขยะมูลฝอยที่สะท้อนต้นทุนเท่ากับ 95 บาท/เดือน

3.ค่าบำบัดน้ำเสียอันเกิดจากการกำจัดขยะ 3 บาท/เดือน ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่าค่าธรรมเนียมในการจัดการขยะมูลฝอยของกทม.ที่สะท้อนต้นทุนจึงเท่ากับ 226 บาท/เดือน แต่ กทม.จัดเก็บค่าเก็บขยะมูลฝอยเพียงแค่ 20 บาท/เดือน แสดงว่า กทม.รับภาระค่าธรรมเนียมส่วนเกินถึง 206 บาท/เดือน

“การจะให้เราไปชั่งขยะทุกวันว่าบ้านแต่ละหลังมีขยะกี่กิโล คงเป็นไปไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงได้มีการคิดมาตรฐานขึ้นมาว่า คนหนึ่งคนจะสร้างปริมาณขยะประมาณ 1 กิโลกรัม/วัน เฉลี่ยแล้วบ้านหลังหนึ่งมี 4 คนดังนั้นจะมีปริมาณขยะรวมทั้งสิ้นประมาณ 120 กิโลกรัม/เดือน ที่ผ่านมาไม่เคยมีบ้านหลังไหนเจอฟ้องข้อหาไม่จ่ายค่าขยะ ต่างจากการไม่จ่ายค่าไฟก็โดนจะตัดไฟ ไม่จ่ายค่าน้ำก็โดนตัดน้ำ แต่การไม่จ่ายค่าขยะไม่มีมาตรการลงโทษแบบนั้น มีแต่บทลงโทษตามกฎหมายทางคดีแพ่ง กว่าจะสู้คดี ศาลตัดสิน ใช้เวลานาน ยุ่งยากมากกทม.ก็ต้องไปหามาตรการลงโทษเพื่อให้คนเกรงกลัวกฎหมาย”

รองผู้ว่าฯ กทม. บอกอีกว่า ได้แต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาชุดหนึ่งชื่อ “คณะกรรมการพิจารณายกร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมการจัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอย ตามกฎหมายว่าด้วยการรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง และกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข” เพื่อคำนวณค่าเก็บขยะและค่ากำจัดมูลฝอยให้เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

“ขณะนี้ กทม.มีกฎหมาย 2ฉบับ ซึ่งกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมไว้แตกต่างกันจึงอยู่ระหว่างพิจารณาความถูกต้องในการแก้ไขร่างข้อบัญญัติการจัดเก็บค่าธรรมเนียมฯ ให้สอดคล้องกับกฎหมายทั้งสองฉบับ และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันมากที่สุด โดยกฎหมายฉบับแรกคือ กฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมการออกใบอนุญาตหนังสือรับรองการแจ้งและการให้บริการในการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอย พ.ศ. 2559 ซึ่งกำหนดให้จัดเก็บค่าธรรมเนียมเก็บขนมูลฝอยครัวเรือนละ 65 บาท/เดือน และจัดเก็บค่าธรรมเนียมกำจัดมูลฝอย 155 บาท/ครัวเรือน/เดือน อัตรารวมทั้งสิ้น 220 บาท/ครัวเรือน/เดือน สำหรับกฎหมายอีกฉบับ คือ พ.ร.บ.รักษาความสะอาดเรียบร้อยของบ้านเมือง ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2560 ซึ่งกำหนดค่าธรรมเนียมเก็บขนมูลฝอยครัวเรือนละ 150 บาท/เดือน และเก็บค่ากำจัดมูลฝอยครัวเรือนละ 200 บาท/เดือน อัตรารวมทั้งสิ้นครัวเรือนละ 350 บาท/เดือน

“ร่างข้อบัญญัติจะเสร็จภายในวันที่15 มี.ค.นี้ หลังจากนั้นจะเสนอต่อสภากรุงเทพมหานครเพื่อให้ความเห็นชอบ แล้วจึงประกาศบังคับใช้ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ขณะเดียวกันจะอบรมเจ้าหน้าที่เก็บค่าขยะ ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจแก่ประชาชน การจัดเก็บจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป เช่น ช่วงแรกอาจจะจัดเก็บแค่ 30% ของอัตราสูงสุด ค่อยขยับเป็น 60% จนถึง 100% ที่พูดกันว่าเก็บ 350 บาท/เดือนคงไม่ใช่ ขอยืนยันว่ายังไม่เก็บค่าขยะสูงสุดเต็มเพดานแน่นอน”

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการขึ้นค่าเก็บและค่ากำจัดขยะสูงหลายเท่าตัว รองผู้ว่าฯ กทม.ยอมรับว่าเงินค่าขยะที่เก็บได้เทียบกันไม่ได้เลยกับงบประมาณที่ใช้ในการกำจัดขยะ

“เงินค่าขยะถือเป็นหนึ่งในรายได้ของกทม. เงินส่วนนี้จะกระจายไปใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ ไม่ว่าจะสร้างโรงเผาขยะ-ฝังกลบขยะ ถนนหนทาง ไฟฟ้า ประปา อะไรต่อมิอะไรทั้งหลายแหล่ ไม่ได้นำเอาไปใช้ในการกำจัดขยะอย่างเดียว อนาคตหากเทคโนโลยีการกำจัดขยะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ประกอบกับประชาชนลดปริมาณการสร้างขยะ ก็อาจจะลดค่าเก็บขยะลงอีก เพราะเรามีหน้าที่บริการประชาชน ไม่ได้หวังสร้างกำไร”

เงินที่เก็บได้ต้องโปร่งใสและนำไปใช้อย่างถูกต้อง

ผศ.ดร.พิชญ รัชฎาวงศ์ หัวหน้าห้องปฏิบัติการขยะ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่าเห็นด้วยกับการขึ้นค่าขยะ แต่ต้องมีหลักเกณฑ์การคำนวณที่เหมาะสม ที่สำคัญเงินที่เก็บได้ต้องถูกนำไปใช้อย่างถูกต้อง ประชาชนตรวจสอบได้

 

“อย่าเก็บเต็มเพดาน มันโหดเกินไปสงสารชาวบ้าน แม้กฎหมายจะระบุอัตราสูงสุดไว้ชัดเจน แต่ไม่ใช่ว่าจะต้องเก็บเต็มเพดาน ถ้าไม่มีหลักคิดคำนวณค่าขยะที่สามารถไปอธิบายกับประชาชนได้ว่า ทำไมถึงเก็บเท่านั้นเท่านี้ เอาอะไรมาวัด แบบนี้มีปัญหาแน่ๆ อีกข้อที่เป็นห่วงคือ เรื่องการบริการจัดการเงินค่าขยะที่เก็บได้จะถูกเอาไปใช้อย่างถูกต้อง จะแน่ใจได้ยังไงว่าเงินก้อนนี้จะไม่ทุจริต เงินทุกบาททุกสตางค์จะถูกนำไปใช้เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมและจัดการขยะ

“ยกตัวอย่างเช่น รัฐบอกประชาชนว่าจะเอาเงินไปใช้จัดการขยะ แต่เราเห็นหรือเปล่าว่ามันจริงหรือไม่จริง เหมือนเวลาลูกมาขอเงิน ก็ต้องบอกว่าจะเอาเงินไปทำอะไร ไปเที่ยวห้าง ไปกินไอติม ต้องแจกแจงให้ละเอียด โปร่งใส เปิดเผยได้ แสดงตัวชี้วัดมาเลยว่า เดือนนี้เก็บได้เท่าไหร่ ปีนี้เก็บได้เท่าไหร่ เอาไปใช้ยังไง กทม.หรือเทศบาลต้องโชว์ให้เป็นรูปธรรมว่าเอาเงินที่เก็บเพิ่มได้ไปใช้ทำอะไร”

ผศ.ดร.พิชญ บอกต่อว่า การขึ้นค่าขยะจะช่วยทำให้ขยะลดลงหรือไม่ขึ้นอยู่กับการบริการจัดการเงินอย่างถูกต้องเหมาะสม

“เงินที่เก็บได้จากขยะก็ควรไปใช้ในการจัดการขยะ แต่นี่ยังไม่รู้ว่าเขาจะใช้เงินอย่างไร น่าเป็นห่วง ส่วนตัวผมมองว่า ไม่อยากให้เขาเก็บทั้งประเทศ แต่เลือกเป็นพื้นที่ใดพื้นที่นึงก่อน เช่น อำเภอ หรือเขต แสดงให้เห็นเลยว่า ทำได้ ทำดีแล้วค่อยขยายไปยังพื้นที่อื่นๆ เราชอบทำแบบปูพรมตูมเดียวทั้งประเทศ สุดท้ายก็ไม่เวิร์ก”

นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านขยะ มองว่าปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือคนไทยส่วนใหญ่ยังขาดจิตสำนึกเรื่องการจัดการขยะ ส่งผลให้ปริมาณขยะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

“ผมได้ยินมาจนเบื่อกับคำว่า ‘จะแยกขยะไปทำไม สุดท้ายก็เอามารวมกันอยู่ดี’ พูดแบบนี้ไม่ถูก การแยกขยะนอกจากจะนำขยะบางส่วนกลับมาใช้ประโยชน์ต่อได้ ช่วยรัฐประหยัดงบในการกำจัดขยะ ค่าขยะก็จะลดลง บ้านเมืองก็สะอาด ที่ผ่านมาน้ำท่วม กทม. ท่อระบายน้ำเต็มไปด้วยขยะอุดตัน ถุงพลาสติกมาจากไหน ก็มาจากความมักง่ายที่คุณทิ้งลงท่อนั่นแหละ อย่างถุงพลาสติกถ้าตากแดดทิ้งไว้ จะเห็นเลยว่ามันแตกละลายเป็นเม็ดเล็กๆ แล้วถ้าเรากินพลาสติกพวกนี้มันก็เข้าไปสะสมในร่างกาย เดี๋ยวนี้เจอคนเป็นโรคมะเร็งแปลกๆ เยอะ

“ผมเพิ่งไปเซอร์เวย์ตามโรงเรียนหลายแห่งใน กทม. พบว่า เด็กอนุบาลและเด็กประถมฯ มีพฤติกรรมที่ทิ้งขยะที่ดี แต่เด็กมัธยมฯ ไม่ใช่ มหาวิทยาลัยนี่ยิ่งแย่ ยิ่งโตเป็นผู้ใหญ่วัยทำงานนี่ไม่ต้องพูดถึง ขยะเป็นการสะท้อนสังคมอย่างหนึ่งของคนในชาติ ดังนั้นหน่วยข้าราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหลายต้องเข้ามาแล้ว โรงเรียนคือศูนย์การเรียนรู้ที่ดี บางโรงเรียนมีระบบการคัดแยกขยะ ธนาคารขยะ ทำน้ำหมักชีวภาพ รีไซเคิล เราใช้ประโยชน์จากโรงเรียนเหล่านี้น้อยจนแปลกใจมาก ควรทำเป็นหลักสูตรบังคับเลยด้วยซ้ำ การปลุกจิตสำนึกด้านขยะต้องปลุกตั้งแต่ยังเด็ก เมื่อเด็กเรียนรู้แล้วกลับไปทำที่บ้าน ผู้ใหญ่ก็จะทำตาม”

เสียงสะท้อนจากคนกรุง

ต่อไปนี้คือเสียงสะท้อนจากประชาชนคนกรุงที่กำลังจะได้รับผลกระทบจากการขึ้นค่าขยะ

นงนุช ไชยานุวัตร แม่บ้านวัย 60 ปีย่านบางบอน เห็นด้วยกับการขึ้นค่าขยะ แต่ต้องกำหนดราคาที่เหมาะสมและประชาชนยอมรับได้

 

“เก็บค่าขยะ 20 บาท/เดือนมันน้อยไป ก็เห็นใจ กทม.นะ เพราะคนส่วนใหญ่ก็ไม่แคร์ อยากจะทิ้งก็ทิ้ง ไม่สนใจคัดแยกขยะ หรือช่วยกันลดปริมาณขยะอะไรทั้งนั้น คิดว่าทิ้งเท่าไหร่ก็จ่ายแค่ 20 บาท ทำให้เกิดปัญหาขยะล้นเมือง มลพิษต่างๆ ก็เยอะ แต่การตั้งราคาค่าขยะใหม่ ถ้าเก็บเต็มที่ 350 บาท/เดือนก็มากไป คนไม่มีเงินจริงๆ จะแย่ จ่ายไม่ไหวหรอก แพงกว่าค่าน้ำอีก”

วิทวัส จำปา พนักงานธนาคารวัย 35 เสนอแนะวิธีแก้ปัญหาเก็บค่าขยะไม่ได้ว่า อยากให้รวมค่าขยะอยู่ในบิลเดียวกันกับค่าไฟฟ้า หรือค่าน้ำประปา เพราะเชื่อว่าดีกว่าการมาเดินไล่เก็บตามบ้าน ได้ก็ช่างไม่ได้ก็ช่าง

“ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่มาเก็บค่าขยะก็มักเสียบบิลตามรั้วบ้าน หรือตะโกนเรียก เจอคนก็ได้เงินไม่เจอก็กลับ แบบนี้ไม่ได้ผล แถมเงินที่เก็บได้มันถึงหลวงรึเปล่า หรือเข้ากระเป๋าใครก็ไม่รู้ ดังนั้นถ้าค่าขยะมันไปปรากฏอยู่ในบิลค่าน้ำค่าไฟ เวลาจ่ายก็จ่ายพร้อมกันทีเดียว ถ้าไม่จ่ายมันก็แจ้งว่าคุณค้างค่าขยะกี่เดือนแล้ว ซึ่งตรงนี้รัฐก็ต้องหามาตรการลงโทษให้เด็ดขาดต่อไป”

คงต้องจับตาดูกันว่า หลังกฎหมายฉบับใหม่นี้บังคับใช้อย่างเป็นทางการ กรุงเทพมหานคร (กทม.) หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศจะดำเนินการอย่างไรต่อไปที่จะไม่ให้เกิดปัญหากระทบกระทั่งกับชาวบ้าน เพราะขยะคือเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนล้วนได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

 

ทัศนคติบ่งบอกอายุขัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/481169

ทัศนคติบ่งบอกอายุขัย

โดย…ราตรีแต่ง

หลากหลายข้อมูลระบุตรงกันว่า ทัศนคติที่ดีกับสุขภาพที่ดีมีความเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น คนที่คิดบวกจะสามารถหลีกเลี่ยงความเครียดได้ดี มีความกระตือรือร้นมากกว่า และช่วยลดความเสี่ยงในการป่วยเรื้อรังได้ดีกว่าด้วย แต่อย่างไรก็ตามแพทย์ยังไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าคนที่มีทัศนคติที่ดีจะช่วยเพิ่มอายุขัย เพราะไม่มีผลวิจัยใดเก็บข้อมูลได้ยาวนานพอ

จนกระทั่งงานวิจัยของ แอนดรูว์ สเตปโท แห่งมหาวิทยาลัยยูนิเวอร์ซิตี้ คอลเลจ ลอนดอน ที่ได้ศึกษาและติดตามผู้ชายและผู้หญิงกว่า 1 หมื่นคน ระหว่างปี 2545-2556 พบว่า ผู้ที่ตอบคำถามเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในด้านดีมีอายุขัยยืนยาวกว่าคนที่ไม่มีความสุข และยังมีนัยถึงเรื่องสุขภาพที่ทัศนคติจะส่งผลดีต่อร่างกาย นอกจากนี้ยังพบว่าคนที่มีทัศนคติที่ดี คือ คนที่พึงพอใจในชีวิต รวมถึงการมีสุขภาพจิตที่ดีและมีสังคมที่ดี ดังนั้นการมีครอบครัวและเพื่อนที่ดีเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งโดยเฉพาะในวัยสูงอายุ

ผลการวิจัยจึงเป็นอีกข้อมูลที่ยืนยันได้ว่า ทัศนคติที่ดี คือ ยาที่ดีที่สุด เป็นอาหารที่มีประโยชน์ที่สุด และเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด ดังนั้นทุกคนควรคิดบวกเพื่อสร้างปัจจัยในการยืดอายุให้อยู่กับคนที่รักไปนานๆ

 

ตอบโจทย์อนาคต ด้วยคนรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/481154

ตอบโจทย์อนาคต ด้วยคนรุ่นใหม่

โดย…พริบพันดาว ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

โลกยุคใหม่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เร่งเร้าให้ผู้คนต้องปรับตัวเพื่อปรับเปลี่ยนได้ทันเวลา จึงเป็นความท้าทายที่คนทุกวัยในยุคนี้ต้องพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อพร้อมรับมือกับโจทย์ทางสังคมที่ซับซ้อนมากขึ้น

การเรียนรู้บนฐานของการคิดวิเคราะห์และเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ อย่างเป็นเหตุเป็นผล รู้จักนำองค์ความรู้ที่มีมาพัฒนาตัวเองได้อย่างสร้างสรรค์ จึงเป็นเรื่องที่ทุกคนควรตระหนักให้เห็นความสำคัญ ซึ่ง BBL (Brain-Based Learning) คือหลักของการเรียนรู้ที่จะเข้าใจพัฒนาการสมองของคนทุกวัย ที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ให้เกิดประสิทธิภาพและยั่งยืนมากขึ้นได้

งานสัมมนาวิชาการพัฒนาสมองเพื่อการเรียนรู้ โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและเชี่ยวชาญในแวดวงการศึกษา การเรียนรู้และพัฒนาสมองคนไทยทุกช่วงวัย OKMD BBL Symposium: Inspire You Brain, Inspire Your Future ที่มาพูดถึงการจัดการเรียนรู้ให้กับเด็กและเยาวชน ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบัน ที่มีผลต่อพฤติกรรมและแนวทางการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน

 

กระบวนทัศน์ใหม่ต้องเกิดขึ้น

องค์ความรู้และนวัตกรรมเป็นอาวุธสำคัญของโลกยุคใหม่ จุดประกายสมองสร้างคนตอบโจทย์โลกยุคใหม่ รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ชี้ว่า ประเด็นทิศทางการศึกษาของประเทศไทยที่สอดรับกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโลก เทคโนโลยีสารสนเทศสมัยใหม่กับการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน แนวคิดและกระบวนการเรียนรู้แบบใหม่ และแนวทางการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม

“โจทย์สำหรับเด็กทั้งพลโลกมีการเปลี่ยนแปลง ความคิดความอ่านของสังคมที่มีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ประเด็นแรกที่พลโลกกำลังถูกท้าทายจุดสำคัญที่สุดก็คือการเข้ามาสู่ความเป็นดิจิทัล ไลฟ์ ประเด็นที่ 2 ก็คือสังคมผู้สูงอายุ อัตราการเกิดค่อนข้างต่ำ ประเด็นที่ 3 ชีวิตเร่งเร็ว (Fast Life) ต้องสร้างนิว นอร์มอล (New Normal คือความปกติในรูปแบบใหม่) นิว มายด์เซต (Mindset คือกระบวนการทางความคิด การปรับทัศนคติ มองโลกในแง่มุมที่ควรจะเป็น การปรับความชอบหรือนิสัยหรือการจัดลำดับความคิดใหม่) และนิว เดเวลอปเมนต์ (New Development คือกระบวนการพัฒนาแบบใหม่)”

การพัฒนาศักยภาพของสมอง รศ.นพ.สุริยเดว บอกว่า มายด์เซตต้องเปิด โดยผ่านหลักบีบีแอล (การจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน Brain-Based Learning : BBL) กายพร้อม ใจเปิด สมองเกิดการเรียนรู้ คิดสร้างสรรค์ เผชิญสิ่งที่ท้าทาย แล้วทำให้เกิดทักษะ ตรงนี้เป็นเรื่อง
พื้นฐานที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ของสมอง

“ตอนนี้มายด์เซตของผู้ใหญ่ไทยคือการแข่งขัน ต้องปรับเปลี่ยนตรงนี้ให้ได้ ความเป็นจริงของประเทศไทย เมื่อลองหวนกลับมาดูว่า โภชนาการพร้อมหรือไม่พร้อม การนอนหลับอย่างเพียงพอ นี่คือกายพร้อม มาถึงใจเปิดที่ต้องเปิดกันด้วยความเป็นบวก สมองเกิดการเรียนรู้ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ให้เด็กเดินไปตามความชอบที่เขาถนัด จะทำให้เกิดแรงบันดาลใจและความกระหายอยาก เมื่อเกิดสิ่งนี้ตามความถนัดก็ใส่องค์ความรู้เข้าไป ทักษะความชำนาญ และพื้นที่ยืนให้กับเขา เผชิญความท้าทายซึ่งเด็กต้องสู้ชีวิตและก้าวข้ามปัญหาผ่านอุปสรรคตามพัฒนาการของเขา โดยผ่านวิชาชีวิตของความยากลำบากขั้นพื้นฐาน จะได้มีภูมิคุ้มกันชีวิตที่เข้มแข็ง และเมื่อประสบความสำเร็จพร้อมแบ่งปันให้กับผู้อื่น เกิดทักษะ ซึ่งเป็นสกิลล์ ฟอร์ ยัวร์ ไลฟ์ จำเป็นต้องให้ลูกหลานรู้เท่าทัน ทำให้เกิดความรู้สึกร่วมในการกระทำ”

 

การพัฒนาแบบยั่งยืนในมุมเศรษฐศาสตร์ 

การสร้างเยาวชนของชาติ เพื่อตอบโจทย์อนาคต กิริฎา เภาพิจิตร ผู้อำนวยด้านการวิจัยและคำปรึกษาระหว่างประเทศ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ย้ำว่า คนคือหัวใจของการพัฒนาประเทศ สิ่งที่จะทำให้แข่งขันและยืนหยัดในเศรษฐกิจสมัยนี้ ต้องมีคนที่เก่งแล้วเป็นคนที่มีจิตสาธารณะ มีความห่วงใยสิ่งแวดล้อม ห่วงใยเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ไม่เช่นนั้นการเติบโตทางเศรษฐกิจก็จะไม่ยั่งยืน

“โจทย์หลักที่สำคัญของประเทศไทยใน 10-20 ปีข้างหน้า คือการเติบโตแบบกระจายตัว ซึ่งคำตอบอยู่ที่เรื่องการศึกษา เพราะว่าคนที่มีการศึกษาจะทำให้ประเทศพัฒนาได้ คนเราที่เก่งสามารถทำงานที่มีมูลค่าเพิ่มและดีขึ้นก็สามารถกระจายรายได้ไปสู่ทุุกๆ คนได้ โอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่เป็นโจทย์หลักในอนาคต การพัฒนาคนต้องเริ่มตั้งแต่อยู่ในท้องแม่

กิริฎา บอกว่า เทคโนโลยีที่เข้ามาได้เปลี่ยนทักษะความต้องการของคนยุคปัจจุบันต้องปรับเปลี่ยนทักษะการทำงานให้เพิ่มขึ้นทุก 5 ปี

โมเดลระบบการศึกษาจากฟินแลนด์

กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญการศึกษาจากฟินแลนด์ บอกว่า ตัวเธอเอง ถือว่าเป็นโปรดักต์หนึ่งจากการศึกษาของฟินแลนด์ ทำอย่างไรจึงจะทำให้เด็กอยากไปโรงเรียน ฟินแลนด์ทำให้เด็กไปโรงเรียนแล้วสนุก ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องของโรงเรียน เรื่องของรัฐเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของทุกคน

“กรอบทางวัฒนธรรมของไทยเป็นปัญหาหนึ่งในเรื่องระบบการศึกษาที่ต้องแก้ไข การเรียนรู้ในฟินแลนด์เป็นเรื่องของการมีส่วนร่วมของนักเรียนสูงมาก จะทำอย่างไรที่ให้นักเรียนรู้จักตัวเอง ทำอย่างไรให้นักเรียนกล้าจะบอกว่าตัวเองสนใจและชอบอะไร มีสองส่วนคือตัวเองรู้ว่าสนใจอะไรและกล้าที่จะบอก กรอบวัฒนธรรมของไทยยังไม่เปิดโอกาสให้นักเรียนกล้าที่จะคิดกล้าที่จะทำอย่างเพียงพอ ทำให้ห้องเรียนเป็นคอมฟอร์ต โซน ที่ให้นักเรียนได้คิดได้ทำอย่างสบายใจ เรื่องการศึกษาเป็นเรื่องของจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์สูงมาก เพราะเป็นการวางแผนให้มนุษย์คนหนึ่งเติบโต เป็นการวางแผนอนาคตให้เขา จำเป็นต้องใช้จินตนาการเยอะมาก จะทำอย่างไรให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้มากขึ้น และมีทั้งครู นักเรียน ผู้ปกครอง มีส่วนร่วมในกระบวนการนั้น”

ฟินแลนด์มองว่าการพัฒนามนุษย์เป็นเรื่องขององค์รวม และไม่มีการเรียนพิเศษ เพราะว่าการช่วยเหลือนักเรียนเป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาแกนกลางอยู่แล้ว กุลธิดาย้ำว่า ในโครงสร้างการศึกษามีการทำงานร่วมกันหมดที่มุ่งเน้นไปที่คุณภาพมากกว่าปริมาณ ฟินแลนด์ไม่เคยจัดการศึกษาเพื่อการสอบ แต่จัดให้นักเรียนมีคุณภาพ

กรอบวัฒนธรรม กรอบวิธีคิด เป็นมายด์เซตที่ต้องกลับไปมองระบบการศึกษาไทยกันใหม่ เป็นสิ่งที่กุลธิดามองว่าจะเป็นความก้าวหน้าในการจัดการปฏิรูปการศึกษาของเด็กไทย

 

สมดุลและพอเพียง

เพชร โอสถานุเคราะห์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพ หรือ Chairman of the Executive Committee and CEO มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มองว่า ประเด็นหลักๆ ของการศึกษาไทยคือเรื่องของจิตสำนึก ทำอย่างไรให้คนเรามีจิตสำนึกที่สัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ความรู้หรือคุณภาพของคนวัดไม่ได้ด้วยตัวเลข

“ชีวิตมนุษย์มีภายนอกกับภายใน โจทย์ของประเทศไทย คนไทย และเด็กไทย รวมไปถึงการศึกษา เป็นโจทย์ที่จะต้องหันมาให้ความสำคัญทั้งภายนอกและภายในให้มีสมดุล สอนให้คนมีสติ แต่ไม่ใช่การสวดมนต์หรือเข้าวัด เพื่อให้ตัดสินใจอะไรที่อยู่บนพื้นฐานของความจริงและถูกต้องเสมอ และเขาจะไม่เบียดเบียนเพื่อนมนุษย์ ถ้ามองในด้านเศรษฐกิจหรือตัวเลข ผมมองว่าโลกนี้กำลังถูกลากพาไปโดยกระแสของโลกาภิวัตน์ ผมค่อนข้างโอนเอียงมาในเกณฑ์ของพอเพียง ก็หมายความว่าเราไม่ควรยึดติดในเรื่องของตัวเลข เรื่องของวัตถุเป็นคนละเรื่องกับจิตใจ พอขาดความสมดุลตรงนี้แล้ว ชีวิตทั้งชีวิตก็ผิดหมดและหาตัวเองไม่เจอ”

เพชร บอกว่า เขาให้ความสำคัญกับอะแวร์เนส (Awareness การสร้างการรับรู้) อยู่ในปัจจุบัน จิตสำนึกก็จะตามมา ซึ่งตัวเลขก็จะตามมา ถ้าทำงานด้วยใจรัก วัดด้วยความสุขความสงบ คุณภาพชีวิตของคนไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข

 

ขยะ ไม่ควรมีในทะเล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/480971

ขยะ ไม่ควรมีในทะเล

โดย…นกขุนทอง ภาพ กรีนพีซ

“ประเทศไทยมีขยะในทะเลมากเป็นอันดับ 6 ของโลก โดยมีการปล่อยขยะลงสู่ท้องทะเลถึง 1 ล้านกว่าตัน/ปี” อัญชลี พิพัฒนวัฒนากุล ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านทะเลและมหาสมุทร กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดประเด็นสนทนาถึงที่มาของการจัดงาน “HEART for the Ocean : บอกรักทะเล บอกเลิกพลาสติก” ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

คอนเซ็ปต์หลักของงานมาจากความคิดที่ว่า “คนหนึ่งคนสามารถทำอะไรเพื่อช่วยท้องทะเลไทยได้บ้าง เพื่อสร้างความเข้าใจถึงปัญหาขยะพลาสติก” ผ่านกิจกรรมจาก 3 ธีมหลักคือ Learn it yourself พบกับ Inspirational Talk นิทรรศการเรื่องราวคนต้นแบบที่ใช้ชีวิตโดยไม่สร้างขยะ Do it yourself รังสรรค์เสื้อยืดธรรมดาๆ ให้เป็นถุงผ้าแสนเก๋ และ Feel it yourself พบแฟชั่นโชว์ชุดราตรีจากขยะรีไซเคิล Trash Talk แลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับศิลปะ ขยะและทะเล

“ขยะในทะเลส่วนมากเป็นพลาสติก ก็เกิดวิกฤตสัตว์น้ำกินขยะไปพันลำไส้ ตกค้าง เกิดอันตราย จริงๆ แผนระดับชาติของเรามีแก้ไขปัญหาขยะ แต่อ่านลึกในรายละเอียด ไม่มีการจำกัดขยะพลาสติกที่ชัดเจน ที่เป็นปัญหาเพราะพลาสติกมันซับซ้อนในการแก้ไข ระยะทางกว่าจะถึงการกำจัดที่ถูกต้อง

ดังนั้น ย้อนมาที่เราเอง เราจะทำยังไงให้เกิดการเปลี่ยนแปลงค่านิยมใช้พลาสติก เราเลยพยายามมีงานรณรงค์ว่า ปัจจุบันขยะมีปัญหา ตั้งแต่จิตสำนึก ระยะการใช้ เราจึงมีงาน HEART for the Ocean จัดให้คนเมืองดู เพราะเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่บริโภคสิ่งของมากมายที่ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก หาง่ายแล้วฟรี ศิลปะอาจเป็นเครื่องมือหนึ่งที่คนฉุกคิดขึ้นมาได้ ตัวศิลปินมีข้อมูลหลายอย่างที่มีประโยชน์ หนึ่งวันเราใช้อะไรบ้าง สิ่งของแต่ละอย่างอายุการใช้งานยังไง เช่น หลอดดูดใช้งาน 2-5 นาที แต่การย่อยสลายของมันนานประมาณ 200 ปี เราพยายามเอาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ให้คนเข้าชมงานนี้ทราบ

ทุกคนรู้ว่าพลาสติกไม่ดี เราก็พยายามย้ำมากขึ้นว่าไม่ดียังไง การรณรงค์ในเรื่องของขยะ ค่อนข้างที่จะเป็นไปได้ยากแต่เราพยายามด้วยวิธีการการเปลี่ยนความคิด ทำให้ผู้บริโภคเห็นถึงปัญหา เอารูปเอาข้อมูลให้เขาเข้าใจ นอกจากทำให้ตื่นรู้ หาช่องทางให้เปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ถือถุงผ้าอย่างเดียว เราหาคนต้นแบบด้านการลดใช้พลาสติกมาให้เห็นเป็นตัวอย่าง”

 

การรณรงค์ก็เหมือนไฟไหม้ฟาง แต่กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็ยังไม่หยุดที่จะเดินหน้าจนกว่าขยะจะลดน้อยลง

 

“ในอนาคตเราไม่ได้หยุด กิจกรรมอื่นๆ ยังมีตามมา 1.ทำให้คนเห็นปัญหา ในเชิงนโยบาย ทำยังไงให้เกิดทางเลือกผู้บริโภคมีเสียงกดดันไปทางผู้ผลิตให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ใช้แพ็กเกจจิ้งที่มาจากธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์ อันที่ 2 ระยะยาว เราจะมีการรณรงค์ร่วมกันทั่วโลก ให้เกิดนโยบายให้เกิดการเปลี่ยนแปลง กดดันภาครัฐให้มีกฎหมาย ทำไงให้เกิดการตื่นตัว การจำกัด การลดพลาสติก เรามองว่า การนำมาใช้ใหม่ไม่ได้นำมาสู่การลดการใช้จริงๆ การรีไซเคิลก็ดีแต่มันก็ใช้พลังงาน ระหว่างการหลอมใหม่ต่างๆ ก็ปล่อยสารพิษ คาร์บอนไดออกไซด์ก็เกิด เป็นต้น แต่ละวิธีการมีไซด์เอฟเฟกต์ต่างๆ กัน”

บอกรักทะเล บอกเลิกพลาสติก

นิทรรศการหลักชื่อเดียวกับงาน เป็นผลงานศิลปะที่สร้างสรรค์จากขยะในท้องทะเลไทย โดย ประสพสุข เลิศวิริยะปิติ ศิลปินที่เริ่มทำงานศิลปะเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ปี 2539 จนถึงปัจจุบัน ครั้งนี้ได้สร้างงานศิลปะจากขยะที่เก็บจากท้องทะเล ในคอนเซ็ปต์บอกรักทะเล บอกเลิกพลาสติก เป็นการสร้างแรงบันดาลใจเชิงอนุรักษ์ โดยใช้ศิลปะเป็นสื่อกลางให้ทุกคนตระหนักถึงปัญหาขยะในทะเล จุดมุ่งหมายของงานคือการได้ร่วมกันแก้ไข ยับยั้ง และยุติ การทำลายทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล ซึ่งเป็นหน้าที่ของคนทุกคนบนโลก ไม่ใช่เพียงหน้าที่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

ผลงานมี 3 ชิ้น — 1.สาส์นจากทะเล (Blue Ocean) เป็นงานศิลปะจัดวาง ตั้งอยู่ใจกลางของงาน ความสูงกว่า 3.5 เมตร นำเสนอในรูปแบบโลกจินตนาการใต้น้ำ แบ่งเนื้อเรื่องออกเป็น 3 ส่วน คือ พลาสติก 19 ปีที่มาจากหลุมฝังกลบ บางแสน ซากขยะทะเล เช่น เชือกทะเล อวน โฟม และขยะจากชุมชนเมือง 2.กำแพงขวด (Messages in the bottles) เป็นงานแบ็กดร็อป เกิดจากการนำขยะที่เก็บได้จากทะเล 5 แห่งทั่วประเทศ หาดไม้ขาว หาดกะรน เกาะสีชัง เกาะเสม็ด และหาดบางแสน มาบรรจุในขวดพลาสติกที่ได้จากการบริจาคตามโรงแรม ร้านค้า และบ้านพักต่างๆ บนเกาะที่กลุ่มเยาวชนกรีนพีซและศิลปินได้ร่วมทำกิจกรรมเก็บขยะที่ผ่านมา 3.Frame ผลงานศิลปะสื่อผสม โดยการนำขยะต่างๆ มารีไซเคิลมาออกแบบเฟรมสำหรับโซนนิทรรศการภาพถ่าย

 

สำหรับกระบวนการคิดงาน และกระบวนการสร้างสรรค์ ศิลปินให้อรรถาธิบายว่า ทุกหน้ามรสุม คือประมาณเดือน  พ.ค.-ต.ค. ทะเลจะซัดขยะขึ้นฝั่ง “เราจะเริ่มขี่มอเตอร์ไซค์ตระเวนไปตามชายหาดต่างๆ ทั่วเกาะภูเก็ต เพื่อเสาะหาและสะสมวัตถุดิบมาทำงานศิลปะ ในแต่ละครั้งที่เก็บวัตถุดิบมาแล้ว จะเริ่มลงมือทำความสะอาด นำไปตากแดดให้แห้งสนิท แล้วเก็บแยกวัตถุดิบ ประเภท สี ขนาด พร้อมใช้งาน จึงมาถึงขั้นตอนกระบวนการเรื่องความคิดและการสร้างสรรค์งาน

ครั้งนี้โจทย์คือ เลิกใช้พลาสติกครั้งเดียวทิ้ง สิ่งแรกที่คิดคือ จะเอาพลาสติกมานำเสนอยังไงให้มันมีชีวิต มีเรื่องราว เพื่อให้คนตระหนักถึงปัญหาที่คนเรากระทำต่อทะเล ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ สิ่งต่อมาคือนึกถึงประเภทขยะที่มีอยู่ สีสัน ขนาด พื้นผิว และจำนวน หลังจากนั้นถึงเริ่มออกแบบโลกที่เราต้องการนำเสนอออกมา ซึ่งในครั้งนี้เป็นโลกใต้ทะเล เมื่อเรานึกถึงทะเล เราก็จะนึกถึงสีฟ้าที่กว้างใหญ่ไม่รู้จบ มีสัตว์น้ำมากมายอาศัยอยู่ในนั้น มีแมงกะพรุนที่สามารถขยับไปมาได้ เมื่อผู้คนผ่านมาดู มีเต่า มีปลาหลากหลายชนิด เราต้องการให้ชิ้นงานมีชีวิต คนที่ผ่านมาดูสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับผลงานได้ เช่น ดีไซน์ของปลาที่โปร่งใสเห็นข้างใน คนมองเห็นได้ชัดเจนว่าข้างในตัวปลานั้นมีอะไรบ้าง ซึ่งเมื่อดูแล้ว เขาสามารถรู้สึกว่าเขาเองก็มีส่วนร่วมในผลงานชิ้นนั้นๆ ได้ คือมีขยะประเภทเดียวกับที่เขาเคยบริโภคอย่างพลาสติกยี่ห้อขนมและน้ำ”

นอกจากศิลปินจะสร้างงาน ให้ขยะกลับมาเล่าเรื่องกับผู้คน โดยชี้ให้เห็นว่า ขยะทุกชิ้นบนโลกล้วนเคยมีค่า แต่ถูกละทิ้งอย่างไม่มีค่า “ที่ต้องการคือทำให้สิ่งเหล่านั้นกลับมามีค่าอีกครั้ง” ขณะที่อีกนัยสำคัญที่ศิลปินต้องการจะสื่อสารกับผู้ชม คือ การสะท้อนให้ผู้คนได้ตระหนักถึงการนำทรัพยากรธรรมชาติในโลกมาใช้

“การที่เราสร้างสิ่งๆ หนึ่งขึ้นมาบนโลก เราก็ต้องหยิบบางสิ่งจากธรรมชาติไป การที่เรานำสิ่งเหล่านั้นมาใช้แล้วไม่เห็นค่าของมัน สักวันเราก็จะไม่เหลืออะไร งานแสดงในครั้งนี้ สัตว์น้ำทั้งหมดแม้จะมีสีสันสดใส น่าดึงดูดให้คนมาดูแค่ไหน แต่ก็เป็นของที่เคยโดนทิ้งอย่างไม่มีค่า เราอยากให้ทุกคนใส่ใจในสิ่งของเหล่านั้น และร่วมกันใช้ ร่วมกันดูแล ขยะไม่ใช่ปัญหาของหน่วยงานเดียว หรือคนบางกลุ่ม แต่เป็นปัญหาของทุกคนบนโลกใบนี้ เป็นสิ่งที่เราต้องรับผิดชอบร่วมกัน ซึ่งเป็นการส่งต่อความคิดสู่เยาวชนรุ่นใหม่”

แฟชั่นจากขยะ-จิตวิญญาณของสัตว์ทะเล

ในงานนี้ยังมีโชว์ของ ม๊าเดี่ยว-อภิเชษฐ์ เอติรัตนะ ผู้สร้างสรรค์ชุดจากวัสดุใกล้ตัวในชีวิตประจำวัน เนรมิตออกมาสวยเก๋แล้วยังใช้งานได้จริง จนได้รับความชื่นชมและยกย่องให้เป็นดีไซเนอร์ระดับอินเตอร์ งานนี้ม๊าเดี่ยวนำผลงานมาโชว์ 5 ชุดด้วยกัน โจทย์คือนำขยะในทะเลมาสร้างสรรค์งาน ผุดคอนเซ็ปต์ “Ocean Haute Couture”

“เมื่อไปทะเล สิ่งที่เราเห็นมาตลอด ก็คือ ขยะ เมื่อต้องมาทำชุดเกี่ยวกับทะเล เราจึงอยากเอาขยะทำเป็นชุด ซึ่งการที่ขยะอยู่ในน้ำไม่ใช่ใครทำเลยถ้าไม่ใช่เรา เราอยากสื่อชุดให้เห็นว่า จะไม่มีใครทิ้งขยะลงในนั้นอีก คอนเซ็ปต์ Ocean Haute Couture คือเอาจิตวิญญาณของสัตว์เข้ามาในแต่ละชุด เป็นบุคลิกของสัตว์ในทะเล สะท้อนให้เห็นว่า ทะเลเป็นสิ่งสวยงาม ไม่ควรมีขยะอยู่ในนั้น แต่ขอไม่บอกรายละเอียดนะคะ อยากให้ไปดูกันในงานดีกว่า รับรองว่าอลังการ แปลกใหม่ แหวกแนวแน่นอน”

วัสดุที่ม๊าเดี่ยวเลือกมาทำ นอกจากชุดพลาสติก หลอด ขวด แล้วยังมีเข่งปลาทู กับอวนจับปลาด้วย “วัสดุเด่น หลักๆ คือพลาสติกค่ะ เป็นสิ่งที่เราพบเห็นในทะเลบ่อยๆ ขยะในทะเลมีทุกอย่างจริงๆ สิ่งที่เราจะสื่อคือ สิ่งเหล่านี้ไม่ควรอยู่ในทะเลค่ะ เก็บมันออกมา

สำหรับมนุษย์เราแยกออกว่าชิ้นนี้เป็นขยะหรือสัตว์ แต่สัตว์ไม่สามารถแยกได้ เมื่อกินแล้วตายก็จะเสียสมดุลของสิ่งแวดล้อม ปะการังตาย ถูกปกคลุมด้วยพลาสติก สิ่งแวดล้อมก็จะเสียหาย ยิ่งเราทิ้งขยะลงทะเลเยอะๆ ก็จะกระทบการท่องเที่ยวด้วย อย่างอวน ตาข่ายจับปลา เราคิดว่าวัสดุเหล่านี้ใช้ในการจับปลา พิถีพิถันในการทำเพื่อจับปลา แต่พอมันพัง และไม่มีประโยชน์ก็กลับทิ้งลงทะเล กลายเป็นว่าเราจับปลา แล้วเราก็ยังทำลายสิ่งแวดล้อมอีก เลยอยากเอาอวนมาสื่อสารเรื่องนี้ หรือเข่งปลาทู เป็นสัญลักษณ์ของปลาที่จับมาจากทะเล เอามากิน มาขาย อยากจะลองทำดูบ้าง ให้คนตระหนักว่า ถ้าไม่มีปลาให้เรากิน เราก็จะไม่มีกิน เราทำลายสิ่งแวดล้อมทั้งหมด เราก็จะไม่ได้กินปลาทู”

 

เวลาน้าน…นาน ‘ความรัก’ ไม่เก่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/480780

เวลาน้าน...นาน ‘ความรัก’ ไม่เก่า

โดย…ภาดนุ-พุสดี

14 กุมภาฯ วันวาเลนไทน์ หรือ “วันแห่งความรัก” เวียนมาอีกครา ใครที่กำลังดูใจกันอยู่ก็ขอให้ความรักเติบโตก้าวไกล ใครที่กำลังจะลั่นระฆังวิวาห์ก็ขอแสดงความยินดีด้วย ส่วนใครที่ยังโสดสนิท ไม่ได้รับกุหลาบแดงในปีนี้ก็อย่าเพิ่งท้อแท้ใจ ดูอย่างคู่รักหนุ่มสาว 2 คู่นี้สิ กว่าจะลงเอยกันได้ พวกเขาก็ยังต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ “ความรัก” ที่มีต่อกันตั้งน้าน…นาน

รักแท้ 13 ปีที่รอคอย

ถือฤกษ์ดีปีไก่ลั่นระฆังวิวาห์ไปเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา สำหรับ มุ่ย-สลิลาพร กองทองมณีโรจน์ ซีอีโอหญิงแห่ง มี อินฟินิตี้ (ประเทศไทย) ทายาทสุดรักสุดหวงของคุณพ่อ ศรเทพศรทอง กองทองมณีโรจน์ ราชาเพลงลูกทุ่งชื่อดัง กับ เอก-ณฐภัทร สุวรรณโน เรื่องราวความรักของทั้งคู่ก่อนจะถึงวันวิวาห์ ต้องผ่านบททดสอบมากมาย ตั้งแต่วันแรกที่ตัดสินใจขยับฐานะจากเพื่อนมาเป็นแฟนเลยละ

“มุ่ยรู้จักกับพี่เอกผ่านเพื่อนรุ่นพี่อีกที ตอนนั้นมุ่ยไปเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ส่วนพี่เอกเพิ่งกลับมาจากออสเตรเลีย เลยมาเที่ยวกับเพื่อนๆ เราเลยมีโอกาสได้ทำความรู้จักกัน พอดีตอนนั้นมุ่ยมีแผนจะไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย เลยขอเบอร์ติดต่อพี่เอกไว้เพื่อขอคำแนะนำ สมัยนั้นยังไม่มีไลน์ จะคุยทีก็ต้องใช้โทรศัพท์หรือนัดเจอ ปรากฏว่าคุยไปคุยมา จากเรื่องเรียนต่อ ก็เริ่มคุยกันเยอะขึ้น คุยกันทุกวัน ความสัมพันธ์ของเราก็เริ่มพัฒนา”

 

ผ่านไป 6 เดือน ทั้งคู่ตัดสินใจขยับสถานะจากเพื่อนเป็นแฟน โดยฝ่ายหญิงทำใจดีสู้เสือพาฝ่ายชายเข้าไปแนะนำให้คุณพ่อรู้จัก ปรากฏว่าคุณพ่อไม่ปลื้ม เพราะไม่อยากให้ลูกสาวรีบออกเรือน งานนี้เล่นเอาฝ่ายหญิงที่ตั้งแต่เล็กจนโตอยู่ในโอวาทคุณพ่อมาตลอด แทบไปไม่เป็น เธออาศัยความรักและความเข้าใจที่มีให้แก่กันประคับประคองความสัมพันธ์ จนกลายเป็นทางออกที่ดีต่อใจทุกฝ่าย

“เราตัดสินใจแอบคบกันแบบเงียบๆ มาร่วม 10 ปี จนมาถึงจุดที่มุ่ยมองว่า เราก็อายุเยอะแล้ว น่า จะมองถึงอนาคต มุ่ยเลยตัดสินใจเข้ามาเปิดใจกับคุณพ่อว่า มุ่ยยังคบหากับพี่เอกอยู่ ตอนนั้นก็ยังกลัวๆ นะว่าท่านจะว่ายังไง ปรากฏว่าท่านรับฟังและบอกให้ไปตามพี่เอกมาพบ ตอนนั้นมุ่ยแอบหวั่นๆ เหมือนกันว่าคุณพ่อจะเรียกพี่เอกมาต่อว่า ปรากฏว่าผิดคาด ท่านแค่ตักเตือนและยังไฟเขียวให้พี่เอกมาสู่ขอให้ถูกต้องตามประเพณี

มุ่ยคิดว่า สิ่งสำคัญที่ทำให้คุณพ่อเห็นใจในความรักของทั้งคู่ก็คือ หัวใจมุ่งมั่นที่จะพิสูจน์รักแท้ เราบ่มเพาะความรักกันมานานถึง 13 ปี ตลอดเวลาที่คบหาดูใจกัน มุ่ยประทับใจในความเสมอต้นเสมอปลายของฝ่ายชายเป็นที่สุด รองลงมาคือนิสัยไม่เจ้าชู้ ที่สำคัญยังอยู่เคียงข้างกันเสมอ โดยเฉพาะช่วงที่มุ่ยต้องฉีดฮอร์โมนเพื่อรักษาเนื้องอกที่มดลูก 3 ปี ทำให้ฮอร์โมนในร่างกายแปรปรวน กลายเป็นคนหงุดหงิดง่ายแบบไม่มีสาเหตุ แต่ฝ่ายชายก็ยังอยู่เคียงข้างอย่างเข้าใจ”

 

อย่างไรก็ตาม หลังจากแต่งงานมา 1 เดือน ด้วยงานที่รัดตัวทำให้ทั้งคู่ยังไม่มีโอกาสได้ไปฮันนีมูน ทั้งที่ปักหมุดในใจแล้วว่า อยากไปเที่ยวแถบสแกนดิเนเวีย

“สำหรับฮันนีมูนยังรอได้ค่ะ แต่แผนปั๊มเจ้าตัวน้อยต้องรีบเดินหน้าทันที เพราะอายุเราก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้ว (หัวเราะ) ขืนไม่รีบมี คงมียากค่ะ” บอสสาวกล่าวทิ้งท้าย

รักแบบติสต์ๆ ของคู่รักช่างภาพ

คู่รักหนุ่มหล่อสาวสวย จอน-อิทธิพล พนาสุภน ช่างภาพฟรีแลนซ์โฆษณา และเจ้าของ เมลโลว์ พิลโลว์ ฮิลล์ สตูดิโอ (Mellow Pillow Hill Studio) ที่เขาหมอน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี กับ พีช-กาซาลอง คำจริง ช่างภาพสาวจากนิตยสาร FHM และวิทยากรสอนถ่ายภาพจาก บิ๊ก คาเมร่า เป็นอีกหนึ่งคู่รักที่น่าอิจฉา แต่กว่าจะมาลงเอยกันได้ มีที่มาอย่างไร พีชจะเล่าให้ฟัง

“ที่พีชกับจอนได้มาเจอกัน จะบอกว่าเป็นพรหมลิขิตก็ว่าได้ค่ะ ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีก่อน ตอนนั้นพีชจัดงานวันเกิด ก็จะมีแต่เพื่อนสนิทที่มากัน คือช่วงนั้นเราก็โสดอยู่เกือบปี อาจเป็นความบังเอิญที่วันนั้นจอนตามเพื่อนรุ่นน้องของพีชมาด้วย เลยได้รู้จักกัน แรกๆ ก็ไม่ได้คิดอะไร แค่รู้สึกประทับใจว่าเขายิ้มสวย วันนั้นขณะที่เล่นกีตาร์ร้องเพลงก็รู้สึกได้ว่าจอนจ้องมองเราอยู่ (ยิ้ม) พอจบปาร์ตี้ก็แยกย้ายกันกลับบ้านไป”

หลังจากนั้น 2 สัปดาห์ จอนก็ขอเบอร์พีชจากเพื่อน แล้วก็โทรมาขอนัดคุยปรึกษาเรื่องถ่ายรูป ด้วยความใสซื่อ ฝ่ายหญิงจึงตกลงรับนัด ทั้งๆ ที่จำหน้าเขาได้แบบเลือนราง

 

“เรานัดกันที่ร้านกาแฟแถวเอกมัย พอเจอกันก็คุยเรื่องจิปาถะแทบไม่ได้คุยเรื่องถ่ายภาพเลยละ วันนั้นพีชรู้สึกว่า จอนก็น่ารักดีนะ ยิ้มเก่ง ทั้งที่สเปกผู้ชายของเราคือ ตี๋ ขาว สูง แต่จอนจะออกแนวคมเข้ม ก่อนกลับเขาก็บอกว่า เย็นนี้เขาจะบินไปเชียงใหม่แล้วนะ พีชก็งงว่า เอ๊ะ แล้วมานัดเจอเราทำไม พอไปถึงเชียงใหม่เขาก็รายงานตัวอีก ถ่ายรูปมาให้ดู พีชก็เลยถามว่า เธอคิดอะไรกับเรารึเปล่า เขาก็ตอบว่า นี่เธออายุเท่าไหร่แล้ว เรื่องแบบนี้อย่าแอ๊บแบ๊วน่ะ เธอคิดยังไง เราก็คิดแบบนั้นแหละ (หัวเราะ) เรียกว่าไม่มีการจีบกันหวานๆ เลย”

พีชบอกว่า เธอเริ่มประทับใจจอนมากขึ้น เมื่อเขานำของขวัญวันเกิด (ย้อนหลัง) ใส่กล่องมาให้ พอเปิดดูก็เห็นเป็นรูปปั้นผู้หญิง อีกวันก็เอารูปปั้นผู้ชายมาให้ สุดท้ายเป็นรูปปั้นเด็ก ซึ่งสื่อความหมายว่า เธอเป็นคนสำคัญที่เขาอยากสร้างครอบครัวด้วย ตั้งแต่วันนั้นเธอก็เริ่มมีใจให้เขามากขึ้น

“ระหว่างคบหาดูใจกัน จอนก็พาพีชไปรู้จักกับครอบครัว ทำให้รู้ว่าเขาเติบโตมาในครอบครัวที่ดี เป็นคนดี ทำอะไรจริงจัง เราเรียนรู้กันมาเรื่อยๆ ก็มีทะเลาะกันบ้าง ด้วยความที่เราเป็นช่างภาพทั้งคู่ จึงมีความติสต์ในตัวสูง นอกเหนือจากเวลาที่ต้องมาเจอหรือใช้เวลาด้วยกันแล้ว เราจะเว้นช่องว่างความเป็นส่วนตัวให้กันด้วย

พอคบกันได้ 3 ปี วันหนึ่งขณะที่พีชนั่งเล่นเกมอยู่ จอนก็เรียกให้มานั่งใกล้ๆ แล้วหยิบมือเราไปสวมแหวนให้ พร้อมแตะมือเบาๆ แต่ไม่มีการคุกเข่าขอแต่งงานนะ ช่างไม่โรแมนติกเอาซะเลย (หัวเราะ) จอนพูดว่าจะให้แม่เขาไปคุยกับพ่อเรานะ แล้วพิธีแต่งงานเล็กๆ ของเราซึ่งเป็นพิธีแบบไทยๆ ก็ถูกจัดขึ้นที่บ้าน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช วันนั้นเพื่อนๆ ที่เรารักมากันครบเลย เป็นวันที่พีชรู้สึกดีใจมากๆ”

พีชทิ้งท้ายว่า ในอนาคตเมื่อย้ายออกมาอยู่ด้วยกันสองคน เธอตั้งใจไว้ว่าจะทำอาหารเช้าให้จอนกินทุกวัน ทั้งคู่คิดไว้ว่าจะมีลูกด้วยกันเลย แถมมีความฝันว่าจะพาลูกไปเที่ยวสถานที่สวยๆ ในยุโรป แล้วถ่ายภาพที่พ่อ แม่ และลูก ต่างก็สะพายกล้องเพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำที่ดีตลอดไป

 

ธรรมะของคนยุค 4.0 ทำไมต้องอินเทรนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 15:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/480706

ธรรมะของคนยุค 4.0 ทำไมต้องอินเทรนด์

โดย…วรธาร

ไม่รู้ว่ายุค 4.0 คนไม่ใช้ธรรมะ หรือธรรมะไปไม่เข้าถึงใจคน หรือพระถ่ายทอดน่าเบื่อกันแน่คนจึงไม่ค่อยใช้ธรรมะ เห็นได้จากข่าวสารทุกวันนี้ตามสื่อต่างๆ ทั้งโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ สื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียมีแต่เรื่องและคลิปของคนที่ประหัตประหารทำร้ายกันอยู่ทุกวันส่วนใหญ่ขาดสติกัน

เมื่อพิจารณาสังคมที่วิวัฒนาการจากยุคไดอะล็อกมาสู่ยุคดิจิทัลหลายๆ อย่างก็เปลี่ยนไปเร็วตามสภาพเศรษฐกิจและสังคม ทำให้วิถีชีวิตและไลฟ์สไตล์ของคนสมัยนี้พลอยเปลี่ยนไปด้วย จากสังคมที่ไม่ต้องเร่งรีบ ไม่ต้องแข่งขัน ก็เปลี่ยนมาเป็นใครไวก่อนได้ก่อน อันไหนที่สะดวกสบายก็ฉวยไว้ ถ้ายากหรือใช้เวลามากก็พยายามเลี่ยง เช่น อาหารการกินก็จะไม่มีเวลาทำกินเองส่วนใหญ่ไปซื้อกินข้างหน้า

อาหารทางใจหรือธรรมะก็เช่นกัน ถ้ายากๆ ยาวๆ หรือผู้ถ่ายทอดได้น่าเบื่อและไม่มีอะไรโดดเด่นน่าสนใจคนฟังก็ไม่อยากฟัง หรือพอได้ฟังก็อยากหลับแข่ง ครั้นจะไปว่าคนฟังอย่างเดียวก็คงไม่ได้ ต้องโทษคนที่ให้ธรรมด้วยที่ไม่สามารถสะกดอารมณ์คนฟังให้อยู่หมัดเอง

 

นอกจากรู้ธรรมแล้วต้องแอพพลายเก่ง

ราช รามัญ นักเขียนเบสต์เซลเลอร์ เจ้าของผลงาน “โค้ชวิถีพุทธ” ที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้และมีความเชี่ยวชาญในการถ่ายทอดธรรมค่อนข้างลึกซึ้ง ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า หากพระสงฆ์ยังถ่ายทอดธรรมด้วยรูปแบบเดิมๆ ยิ่งจะผลักคนออกจากวัดเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นพระต้องปรับวิธีการนำเสนอแบบใหม่ ถ้าเป็นการเทศน์สิ่งที่เป็นขนบธรรมเนียมก็ควรรักษาไว้ แต่วิธีการเล่าเรื่องจะต้องเปลี่ยนไม่อย่างนั้นไม่มีใครฟังแน่

ราช รามัญ ชี้ให้เห็นว่า ทำไมพระสงฆ์ฝ่ายมหายาน เช่น ติช นัท ฮันห์ หรือองค์ดาไลลามะ ถึงได้รับการยอมรับจากฝรั่งและคนทั่วโลก เพราะว่าการถ่ายทอดธรรมะของพระสงฆ์ฝ่ายมหายานนั้นมีความร่วมสมัย โดยที่ยังรักษาธรรมเนียมไว้แต่ไม่ยึดติดธรรมเนียม แต่เมื่อหันมามองพระสงฆ์ไทยเกือบทั้งนั้นทั้งรักษาและยึดมั่นเลยไปไกลไม่ได้ ไม่สามารถที่จะยืนอยู่บนเวทีระดับโลกเหมือนพระฝ่ายมหายานที่กล่าวมา

“พระสงฆ์เราความรู้เก่งทั้งนั้น แต่ทำไมไม่มีโอกาสไปยืนอยู่ตรงนั้นก็เพราะวิธีสื่อธรรมะออกไปคนไม่เข้าใจและไม่น่าสนใจ ผมอยากเห็นพระรุ่นใหม่เอาแบบอย่างท่าน ว.วชิรเมธี (พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี) ท่านเป็นพระร่วมสมัยไม่ยึดติดคัมภีร์ สิ่งที่ท่านพูดเอามาใช้ได้จริง ความชำนาญการอย่างหนึ่งของท่านคือสามารถเอาภาษาธรรมมาย่อยให้เป็นภาษาโลกได้ค่อนข้างเข้าใจง่าย คนที่ฟังจะเข้าใจทันที

 

ถ้าพระไม่เปลี่ยนภาษาธรรมเป็นภาษาโลก คนที่ไม่เข้าใจก็จะงงและสับสนได้ อย่างคำว่าสังขารภาษาธรรมหมายถึงการปรุงแต่งแต่ทางโลกแปลว่าร่างกาย หรือคำว่ากรุณาทางโลกใช้ในลักษณะขอร้อง เช่น กรุณาอย่าบีบแตร แต่ทางธรรมแปลว่าความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ท่าน ว.เก่งตรงนี้ สามารถเอาภาษาโลกภาษาธรรมมาแอพพลายแล้วสอนให้คนได้เข้าใจง่าย นี่คือธรรมะที่คนจะยอมรับ”

ราช รามัญ กล่าวต่อว่า ถ้าพระสงฆ์ทำได้อย่างนี้ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีคนฟัง แล้วธรรมะของพระพุทธเจ้าก็จะไม่อยู่ในตู้พระไตรปิฎกที่วัดอีกต่อไป แต่ถ้าตราบใดพระยังติดพระบาลีแบบเดิมๆ และไม่รู้จักวิธีสร้างสตอรี่ให้น่าสนใจบอกได้เลยคนฟังถ้าหัวพิงเสาเมื่อไรเป็นหลับหมด

ธรรมะสมัยนี้ต้องแบบฟาสต์ฟู้ด

ด้าน พระมหาบุญส่วน ปุญญสิริ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฎ์ กล่าวว่า ความที่คนสมัยนี้มีภาระมากมายจนไม่มีเวลาที่จะไปสนใจกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งนานๆ เพราะฉะนั้นอะไรที่สั้นๆ ง่ายๆ กะทัดรัด เข้าใจง่าย เช่น หนังสือเล่มหนาๆ เนื้อหายาวๆ ไม่ว่าจะหนังสือธรรมะหรืออะไรก็ตามน้อยคนจะหยิบมาอ่าน คนส่วนใหญ่ต้องการที่คนอื่นย่อยให้แล้วทั้งนั้น

 

“คนสมัยนี้เหมือนต้องการจะเป็นเด็กตลอดเวลาคือคอยกินอาหารที่ผู้ใหญ่ย่อยให้แล้วไม่อยากจะย่อยเอง เนื่องจากด้วยภาระหน้าที่การงานความเร่งด่วน ดังนั้นจึงชอบกินอาหารแบบประเภทฟาสต์ฟู้ด ธรรมะก็จะเป็นประเภทนี้เหมือนกันคือธรรมะต้องง่ายๆ สั้นๆ กะทัดรัด และเสิร์ฟได้ทันที

อาตมาขอให้ธรรมะสั้นๆ ว่าจงทำใจให้เป็น ถ้าเป็นธรรมะของมหายานจะบอกว่า หิว กิน ง่วง นอนเหนื่อย พัก คือการปฏิบัติธรรม ซึ่งอธิบายง่ายๆ ว่าการปฏิบัติธรรมก็คือเข้าใจชีวิตและดำเนินชีวิตของตนอย่าให้ขัดแย้งกับธรรมชาติแล้วมันจะทำให้เราอยู่กันโดยที่ธรรมชาติไม่ขัดแย้งต่อชีวิต ก็จะทำให้เรามีความสุขได้”

สอนง่ายๆ โดยใช้บุคลาธิษฐานตอบโจทย์

พระครูปลัดสุวัฒนวชิรคุณ (พระมหาวีรพล วีรญาโณ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดยานนาวา และผู้ก่อตั้งเครือข่ายธรรมะอารมณ์ดี กล่าวว่า การถ่ายทอดธรรมะที่น่าจะตอบโจทย์คนในยุค 4.0 ถ้าใช้บุคลาธิษฐานหรือการเอาเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาเป็นเคสเพื่อมุ่งไปหาธรรมะก็จะทำให้คนเข้าถึงธรรมง่ายขึ้น

 

“ในห้วงที่ผ่านมาการเทศน์หรือบรรยายธรรมโดยพื้นฐานก็จะมีหลักที่ครูบาอาจารย์ได้วางไว้ก็คือการใช้ธรรมาธิษฐานเป็นหลักอธิบายด้วยหลักธรรมกันเลยก็จะได้ผลในระดับหนึ่ง แต่ด้วยพื้นฐานความสุขและการฟังธรรมของคนไม่เหมือนกัน ปัจจุบันถึงหนังสือธรรมะที่ดี สื่อสิ่งพิมพ์ที่ดีก็จะไม่สู้บุคลาธิษฐานที่ยกเอาเหตุการณ์ขึ้นมาแล้วสรุปด้วยธรรมสั้นๆ แต่เข้าใจง่าย

ธรรมะทุกวันนี้ต้องเป็นเหมือนอาหารพร้อมเสิร์ฟ โดยไม่ต้องบอกว่าอาหารจานนี้ผสมด้วยพริก แกง ขิง ข่า ตะไคร้เหมือนธรรมาธิษฐาน แต่ต้องเป็นบุคลาธิษฐานที่คนได้ชิมแล้วรู้ว่าในอาหารจานนี้มีอะไรบ้าง มีรสชาติ เผ็ด เปรี้ยว มีความสุขความสบายใจ เช่น กรณีกราบรถกู คนก็จะมองเห็นธรรมะหลายเรื่องหลายมุมทั้งในมุมของคนทำ คนถูกกระทำ หรือแม้แต่คนที่ไม่เกี่ยวข้อง เพียงแต่การยกเคสต่างๆ ขึ้นมาให้เห็นนั้นแค่ต้องการให้ย้อนกลับไปหาหลักธรรมให้คนได้รู้จะได้สะท้อนถึงธรรม”

สำหรับธรรมะที่ใช้ในการถ่ายทอดธรรมะให้บุคคลทั่วไปและคนทำงานได้เข้าใจง่ายและไม่รู้สึกเบื่อนั้น พระครูปลัดสุวัฒนวชิรคุณ กล่าวว่า กลุ่มธรรมะอารมณ์ดีใช้หลักธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสอน คือ อริยสัจสี่ (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) ในการจัดการความทุกข์ของคน

“อาตมาจะไม่บอกว่าโยมจะพ้นทุกข์ด้วยอริยสัจสี่นะ แต่เริ่มจากการชวนทุกคนคุยก่อนว่าที่ผ่านมาแต่ละคนทุกข์ไหนมากกว่ากันระหว่างทุกข์กาย ทุกข์ใจ บางคนก็บอกทุกข์ทั้งสองพอๆ กัน จากนั้นพูดถึงความทุกข์ของคนทำงานที่ต้องมีแน่ๆ คือปัญหาเรื่องเงิน ครอบครัว หรือความรัก ปัญหาที่ทำงานเพื่อนพ้องใส่ร้ายป้ายสีเอาเปรียบ และทุกข์เพราะปัญหาสุขภาพ คนฟังก็จะเห็นภาพแล้วอธิบายทุกข์แต่ละเรื่องตามหลักอริยสัจสี่โดยใช้หลักบุคลาธิษฐานหรือยกตัวอย่างให้ทุกคนเห็นภาพ

ยกตัวอย่างทุกข์เรื่องเงิน ก็ต้องถามก่อนว่าวันนี้จนเพราะไม่มีหรือจนเพราะไม่พอ ไม่มีจะกินหรือกินจนไม่มี ก็จะพยายามให้คนฟังเห็นว่าที่พยายามทำให้เกิดทุกข์นั้นเพราะไม่พอหรือไม่มี นี่คือสมุทัย เมื่อรู้สมุทัยเหตุให้เกิดทุกข์แล้วจะพ้นทุกข์เรื่องเงินนี้ได้อย่างไรก็จะชวนมองไปถึงเศรษฐกิจพอเพียง มิใช่มิติเฉพาะปลูกผัก ทำไร่นาสวนผสมหรือเลี้ยงไก่เลี้ยงปลา แต่มิติของคนในชุมชนเมืองเศรษฐกิจพอเพียงในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานไว้แล้วที่หลังธนบัตรแบงก์ 1,000 บาท เศรษฐกิจพอเพียงคืออุ้มชูตัวเองได้ นี่คือมรรค อุ้มชูตัวเองได้ ไม่เดือดร้อน อาตมาก็จะสอนแบบนี้แล้วคนฟังก็เข้าใจ

ถ้าเกี่ยวกับเรื่องเก็บออมเงินเราก็ยกตัวอย่างหนุ่มบุรีรัมย์ที่ทุบกระปุกออมสินเอาเงินให้แม่ 3-4 แสนบาท แล้วค่อยๆ ใช้ธรรมะของพระพุทธเจ้าที่ทรงสอนแทรกเข้าไปก็คือ ขยันหา รักษาดี มีกัลยาณมิตร ใช้ชีวิตพอเพียง การจะไปบอกโยมแต่ต้นว่าอยากรวยต้องขยันหา รักษาดี เขาไม่เห็นภาพเราก็ต้องยกบุคลาธิษฐานหรือตัวอย่างให้เห็น และต้องค่อยๆ ขยี้ไปและจะพูดฝ่ายเดียวไม่ได้ต้องวันเวย์ทูเวย์เพื่อให้เห็นว่า สิ่งที่เราพูดนั้นไม่ได้ไกลตัว”

ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดยานนาวา กล่าวว่า การใช้ธรรมะ คำคมของครูบาอาจารย์มาใช้ก็เป็นวิธีการหนึ่งที่จะทำให้เข้าใจและสนใจในการฟังธรรมมากขึ้น เช่น การสร้างพรแก่ชีวิต คำของหลวงพ่อพุทธทาส หรือหลวงพ่อปัญญานันทะที่เป็นอมตะและร่วมสมัย เช่น ทำดีดีกว่าฟ้าประทานพร เทพไม่อุ้มสม พระพรหมไม่บันดาล

“คำเหล่านี้คนไทยคุ้นอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องหาคำใหม่ หรือคำจากพุทธศาสนสุภาษิตที่คนไม่ค่อยคุ้นหู ซึ่งพอไม่คุ้นคนก็ฟังผ่านๆ แต่ถ้าคุ้นหูเขาก็จะคิดตามได้ อย่างคำของหลวงพ่อพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ขยันให้เหงื่อออกตามขุมขนดีกว่าขี้เกียจแล้วยากจนทะล้นออกทางตา คนฟังได้ยินก็ยิ้มแล้วเพราะนึกภาพเห็นเลย

นี่คือตัวอย่างธรรมะร่วมสมัย เหมาะกับคนยุค 4.0 แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขึ้นเทคนิค รูปแบบการนำเสนอ และวิธีการของพระสงฆ์ที่ต้องถ่ายทอดออกมาให้น่าสนใจและชวนติดตาม ไม่อย่างนั้นก็จะไม่ตอบโจทย์คนฟังที่ต้องการอะไรสั้นๆ ไม่เยิ่นเย้อและเข้าใจงาย” ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดยานนาวา ทิ้งท้าย

 

อูแชน อัตเชต์ ภาพถ่ายกรุงปารีส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/480538

อูแชน อัตเชต์ ภาพถ่ายกรุงปารีส

โดย…ปณิฏา

กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ถ่ายทอดผ่านเลนส์ของ อูแชน อัตเชต์ ช่างภาพแห่งศตวรรษที่ 19 ผู้บุกเบิกภาพถ่ายเชิงสารคดีของโลก แต่ละภาพนั้นถ่ายทอดให้เห็นอาคารบ้านเรือนและท้องถนน ในช่วงเวลาก่อนเปลี่ยนผ่านสู่ยุคโมเดิร์นนิสม์ (ราวทศวรรษที่ 1920)

อูแชน อัตเชต์ หรือชื่อเต็มๆ ว่า ชอง-อูแชน-โอกุสต์ อัตเชต์ ไม่ได้มีชีวิตอยู่เห็นความสำเร็จของตัวเอง ภาพถ่ายส่วนใหญ่ของเขา ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรก โดย เบอเรอนีซ แอบบอตต์ ช่างภาพแนวสารคดีชาวอเมริกัน หลังจากที่ตัวเขาเองได้เสียชีวิตไปแล้วภาพเหล่านี้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินเซอร์เรียลิสม์ทั้งหลาย รวมทั้งจิตรกรแขนงอื่นๆหลังจากนั้น

เขาเกิดเมื่อ 12 ก.พ. 1857 ที่เมืองลิบวร์นทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ชอง-อูแชน อัตเชต์ บิดาของเขาเป็นช่างสร้างรถม้า เสียชีวิตลงในปี 1862 ขณะที่มารดา กลารา-อเดอลีน(อูร์กลิเยร์) อัตเชต์ เสียชีวิตหลังจากนั้นไม่นานเด็กชายกำพร้าพ่อแม่ต้องย้ายมาอยู่ในความปกครองของตายายในเมืองบอร์กโดซ์

หลังจากที่จบการศึกษาชั้นมัธยมต้น อูแชนอัตเชต์ ก็เข้าไปทำงานกับพาณิชย์นาวี ปี 1878 เขาย้ายเข้ามายังกรุงปารีส มาสอบเข้าโรงเรียนการแสดง แต่เนื่องจากอูแชนยังคงรับราชการทหาร ทำให้ไม่อาจเข้าเรียนตรงเวลาได้ในที่สุดก็ถูกเชิญออก

กระนั้นเขายังคงปักหลักอยู่ในกรุงปารีส และเข้าร่วมกลุ่มกับนักแสดงละครเร่ ออกเดินทางไปเปิดการแสดงทั่วกรุงปารีสและเมืองใกล้เคียง จนพบรักกับนักแสดงสาว วาลองทีนเดอลาฟอสส์ กอมปานญง และกลายเป็นคู่ชีวิตกันจนวาระสุดท้าย

ในปี 1887 อูแชนต้องยุติชีวิตนักแสดงหลังจากติดเชื้อในกล่องเสียง เขาพยายามเบนเข็มไปวาดภาพ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ก่อนจะหันมาจับกล้องถ่ายภาพในปี 1888 โดยเริ่มถ่ายเมืองอามียองส์และโบเวส์ ทางตอนเหนือของฝรั่งเศสเป็นแห่งแรกๆ กระทั่งปี 1890 เขาย้ายกลับมายังกรุงปารีส ในฐานะช่างภาพมืออาชีพอย่างเต็มตัว ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการถ่ายภาพสารคดี เริ่มด้วยงานเก็บภาพเบื้องหลังการทำงานของจิตรกร สถาปนิก และนักออกแบบฉากละคร

อูแชน อัตเชต์ รับงานถ่ายภาพสารคดีให้พิพิธภัณฑ์การ์นาวาเลต์ และหอจดหมายเหตุแห่งกรุงปารีส ในปี 1898 ที่นอกจากรับซื้อภาพถ่ายก่อนหน้านี้ของเขาเอาไว้แล้ว ยังมอบหมายให้เขาถ่ายภาพอาคารบ้านเรือนโบราณและถนนหนทางในกรุงปารีส เพื่อเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์อีกด้วย

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 อูแชน อัตเชต์เก็บผลงานของเขาเอาไว้อย่างดีที่ห้องใต้ดินในบ้านของตัวเอง นอกจากความสูญเสียเรื่อง เลออง ลูกชายของแฟนสาว วาลองทีน ที่เสียชีวิตจากการไปสู้รบที่แนวหน้าแล้ว ผลงานของเขาไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามเลย ยังคงอยู่ครบเซตแห่งบันทึกประวัติศาสตร์ โดยในปี 1920-1921 เขาขายฟิล์มทั้งหมดให้พิพิธภัณฑ์การ์นาวาเลต์ และหอจดหมายเหตุแห่งกรุงปารีสก่อนจะนำเงินทุนที่ได้รับ ไปถ่ายภาพสวนสวยของพระราชวังแวร์ซายล์ส เมืองแซงต์-คลูด์ และโซซ์ ชานกรุงปารีส รวมทั้งถ่ายภาพสารคดีชุดโสเภณีแห่งกรุงปารีส

เบอเรอนีซ แอบบอตต์ ช่างภาพสาวชาวอเมริกันที่ตอนนั้นทำงานให้กับจิตรกรเซอร์เรียลิสม์ชาติเดียวกัน แมน เรย์ ได้เจอกับอูแชน ในปี 1925 ซึ่งเป็น 2 ปี ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต เธอชื่นชอบผลงานของเขา นอกจากซื้อไปเป็นสมบัติส่วนตัวหลายภาพแล้ว ยังพยายามชักชวนให้คนอื่นเห็นดีเห็นงามด้วย โดยเฉพาะความพยายามเขียนถึง ช่วยจัดนิทรรศการ รวมทั้งนำไปรวมเล่มลงในหนังสือ ฯลฯ

ในช่วงเวลาที่อูแชนตัดสินใจยึดอาชีพช่างภาพเมื่อทศวรรษที่ 1880 นั้น ยังไม่เคยมีอาชีพนี้มาก่อน จะมีก็แต่ช่างภาพมือสมัครเล่นเท่านั้น โดยเฉพาะการถ่ายภาพทิวทัศน์ ดอกไม้รวมทั้งการร่วมงานกับศิลปินแขนงต่างๆ เรียกว่าเขาเป็นผู้บุกเบิกอย่างแท้จริง โดยเฉพาะคอลเลกชั่นกรุงปารีสเก่าของเขา

ภาพถ่ายกรุงปารีสยุคนู้น ถ่ายระหว่างปี 1897-1927 จากหลากหลายมุมมอง ทั้งถนนสายเล็กแคบ ตึกรามบ้านเรือนเก่าๆ ศูนย์กลางของเมือง ริมแม่น้ำแซน การตกแต่งภายในของอาคารต่างๆ ไปจนกระทั่งสวนหลังบ้านเล็กๆ ผ่านกล้องที่ทำด้วยกล่องไม้ขนาดใหญ่ โดยอาศัยเลนส์ชนิดที่เป็นเส้นตรง (Rapid Rectilinear Lens) ให้แสงผ่านเข้าไปยังกระจกขนาด 18×24 เซนติเมตรอย่างรวดเร็ว

บรรยากาศบ้านเมืองกรุงปารีสก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือก่อนที่ยุคโมเดิร์นนิสม์จะทำให้อาคารโบราณหลายแห่งหายไปจากเมืองแสนโรแมนติก โชคดีที่อูแชนชื่นชอบรายละเอียดของการออกแบบอาคารบ้านเรือนโบราณเป็นการส่วนตัวทำให้ไม่ลืมจะเก็บภาพช่องหน้าต่าง ราวบันได รวมทั้งรายละเอียดในการตกแต่งภายในอื่นๆ ผ่านแผ่นฟิล์ม (กระจก) เอาไว้แทบจะทุกซอกทุกมุม กลายเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์อันล้ำค่า

อูแชน ยังมีสไตล์ในการถ่ายภาพที่เป็นเอกลักษณ์ นั่นคือ การถ่ายภาพในที่แสงน้อยด้วยการเปิดหน้ากล้องไว้นานๆ รวมทั้งการทิ้งพื้นที่กว้างๆ ในภาพให้เห็นบรรยากาศของบ้านเมืองแบบเต็มๆ มากกว่าจะจดจ่อถ่ายสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ภาพของเขาส่วนใหญ่จะเป็นสถานที่เวิ้งว้างร้างไร้ผู้คน นั่นคือสิ่งที่เขาตั้งใจ โดยเขามักจะแบกกล้องคู่ใจออกไปตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงผู้คนและรถรา แม้จะแสงน้อยก็ไม่เป็นไร เพราะอาศัยการเปิดหน้ากล้องนานๆ ได้

“เป็นความตั้งใจของผม ที่จะเก็บบันทึกเมืองอันแสนยิ่งใหญ่นี้เอาไว้แบบที่มันเป็น” ภาพของเขากลายเป็นที่สนใจจากศิลปินยุคนั้นอย่าง อองเดร เดอแร็ง อองรี มาติสส์ และ ปาโบล ปิกัสโซ และเมื่อ แมน เรย์ ขอตีพิมพ์ภาพของเขาใน La Revolution Surrealiste นิตยสารทางศิลปะ อูแชนก็บอกว่า ไม่ต้องใส่เครดิตชื่อของเขาลงไปหรอก “นี่เป็นแค่ภาพสารคดีบันทึกกรุงปารีสเท่านั้นเอง ไม่ใช่งานศิลปะอะไร”

แผ่นฟิล์มของอูแชนที่ยังคงหลงเหลือกระจัดกระจายไป 2 ชุด 2,000 แผ่น อยู่ที่หอจดหมายเหตุ กรุงปารีส ขณะที่อีกส่วน เบอเรอนีซ แอบบอตต์ เป็นผู้ซื้อไป ทั้งสองผู้ครอบครองมีการนำภาพออกมาจัดแสดงเป็นวาระๆ ครั้งแรกในปี 1929 ที่มีการจัดแสดงภาพของเขาที่งานนิทรรศการ Film und Foto Werkbund ในเมืองสตุตการ์ต เยอรมนี Stuttgart ส่วนพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย กรุงนิวยอร์ก ก็จัดแสดงรูปภาพกรุงปารีสเก่า ของอูแชน ปี 1968 หลังได้รับมาจาก เบอเรอนีซ แอบบอตต์

 

คันฉัตร รังษีกาญจน์ส่อง มนุษย์คนเดียวไม่ได้อยู่เพียงคนเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/480534

คันฉัตร รังษีกาญจน์ส่อง มนุษย์คนเดียวไม่ได้อยู่เพียงคนเดียว

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

เปิดโลกการอยู่คนเดียวและหนังสือที่เดี่ยวที่สุด ของ ต่อ-คันฉัตร รังษีกาญจน์ส่อง นักเขียนแห่งสำนักพิมพ์แซลมอนที่หลายคนรู้จักในชื่อ เมอร์ หรือ merveillesxx นักวิจารณ์หนังและเจ้าของผลงานเขียนภาษายียวนกวนใจหลายเล่ม อย่าง SORRY, SORRY ขอโทษครับ…ผมเป็นติ่ง หนังสือบันทึกประสบการณ์การเดินทางไปเกาหลีเพื่อดูคอนเสิร์ตวงเคป๊อป ที่ได้เปิดตัวคันฉัตรในนามนักเขียนพ็อกเกตบุ๊กเป็นครั้งแรก หรือเรื่อง เพียงชายคนนี้เป็นอาจารย์พิเศษ บันทึกประสบการณ์การเป็นอาจารย์พิเศษด้านภาพยนตร์ในรั้วมหาวิทยาลัย ที่ทำให้เขาดังเปรี้ยงปร้างกลายเป็นขวัญใจวัยรุ่น และเรื่องล่าสุด ONE LIFE STAND เดี่ยวดี เดี่ยวร้าย หนังสือรวบรวมเรื่องราวชีวิตในแบบฉบับของผู้ชายฉายเดี่ยวที่นิยมทำอะไรคนเดียว ไม่ว่าจะเป็นการกินข้าว ดูหนัง ดูคอนเสิร์ต เล่นสวนสนุก หรือแม้กระทั่งเปิดห้องคาราโอเกะเพื่อร้องเพลงคนเดียวแบบไม่เหงาและไม่โดดเดี่ยวอย่างที่คนอื่นมอง

นับๆ แล้ว ต่อเป็นนักเขียนมา 5 ปี มีหนังสือของตัวเอง 8 เล่ม โดยเรื่อง ONE LIFE STAND เดี่ยวดี เดี่ยวร้าย เป็นโปรเจกต์ที่คิดไว้มานานหลายปี แต่เพิ่งคลอดให้อ่านกันเมื่อปลายปีที่ผ่านมา (2559) ซึ่งค่อนข้างเป็นเรื่องของตัวเอง

“เพราะส่วนตัวก็เป็นคนแบบนั้น คนรู้จักหรือใครที่ตามอ่านเล่มก่อนๆ จะรู้ว่าผมชอบเที่ยวคนเดียวหรือดูคอนเสิร์ตคนเดียวซึ่งจริงๆ ผมว่ามันก็ไม่แปลกอะไร แต่ในสังคมไทยมันอาจจะดูแปลก เลยนำจุดนี้มาเขียนเป็นหนังสือ แต่ว่าตอนที่เขียนก็ต้องปรับไม่ให้เล่าเรื่องตัวเองอย่างเดียว ต้องเขียนเป็นสากล ยกเรื่องชีวิตคนอื่น หรือยกอะไรที่เป็นทั่วไปด้วย ถ้าแบบนั้นมันจะดูหมกมุ่นกับตัวเองมากเกินไป บวกกับทางสำนักพิมพ์อยากให้เขียนเรื่องคนอื่นหรือมนุษย์คนอื่นที่เป็นหมู่คณะบ้าง เพื่อทำให้หนังสือมันมีมิติมากขึ้น หนังสือเล่มนี้เลยดูเหมือนไม่มีอะไร แต่มันก็มีอะไรให้ได้ฉุกคิด”

ทุกบทใน 208 หน้าได้แบ่งวิถีการอยู่คนเดียวเป็นเรื่องๆ ตั้งแต่เรื่องง่ายๆ อย่างกินข้าวคนเดียวดูหนังคนเดียว เที่ยวคนเดียว ซึ่งเป็นพฤติกรรมการทำอะไรคนเดียวที่เบสิกสำหรับการเป็นลูกคนเดียวและมี “ไลฟ์สไตล์” ชอบทำอะไรคนเดียว ทว่าคำถาม “ทำไมถึง (ทำอะไรก็แล้วแต่) คนเดียว” กลายเป็นคำถามที่เขาต้องตอบมาตลอด ต่อจึงตั้งคำถามกลับว่า “ทำไมถึงมองว่าแปลก”

“เมสเซจสำคัญที่ วัน ไลฟ์ สแตนด์ จะบอกก็คือ การทำอะไรคนเดียวไม่ใช่ความโดดเดี่ยวดาย ไม่มีใครคบ ผมอยากตั้งคำถามกับความคุ้นชินว่า การอยู่คนเดียว เป็นไลฟ์สไตล์อย่างหนึ่งหรือเปล่า และบทหลังๆ ผมได้พูดในภาพที่ใหญ่ขึ้น เช่น การเป็นโสด ที่ไม่ได้พูดว่าเป็นโสดแล้วจะเหงา แต่ยังพูดถึงบั้นปลายชีวิตที่อยู่คนเดียว ป่วยคนเดียว ตายคนเดียว ทำให้ผมได้ย้อนกลับมาดูตัวเอง ดูชีวิตคนอื่น และสังคมของเราด้วย หนังสือจึงต้องการนำเสนอว่า การอยู่คนเดียว เป็นตัวเลือกหรือไลฟ์สไตล์อย่างหนึ่งเท่านั้นเอง” เขากล่าวเพิ่มเติม

 

อย่างไรก็ตาม การอยู่คนเดียวย่อมมีคนอื่นมาเกี่ยวข้องเสมอ เช่น การเป็นมนุษย์คนเดียวเพราะเจอประสบการณ์จากคนอื่นมา หรือการเป็นมนุษย์คนเดียวดังนั้นแล้วการเป็นมนุษย์ไม่ได้อยู่คนเดียว

ต่อเขียนหนังสือ 2 ประเภท คือ หนังสือท่องเที่ยวที่ไม่ใช่รีวิวเส้นทางท่องเที่ยว ได้แก่ ญี่ปุ่น ไต้หวัน และออสเตรีย และหนังสือที่ไม่ใช่ท่องเที่ยวโดยใช้เรื่องราวรอบตัวมาเป็นแรงบันดาลใจสลับกันไป โดยเฉลี่ยปีละ 2 เล่มในช่วงงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ

“ผมไม่ได้เป็นนักเขียนที่มีประสบการณ์ชีวิตกว้างไกลหรือใช้ชีวิตสุดโต่งอะไรแบบนั้น ผลเลยเลือกที่จะเขียนเกี่ยวกับเรื่องใกล้ตัว เพียงแต่ว่าเราจะนำเรื่องตัวเองมาเขียนให้มีความเป็นสากลได้ยังไง หรือเข้าถึงคนหมู่มากได้ยังไง อย่างหนังสือท่องเที่ยวผมก็เขียนในเชิงวัฒนธรรมที่น่าสนใจ คือเราจะไม่เวิ่นเว้อกับตัวเอง แต่ต้องกล่าวถึงสังคมด้วย”

งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติปีนี้ต่อคงมีเล่มใหม่ให้ติดตาม แว่วมาว่าเป็นหนังสือท่องเที่ยวกรุงปารีสที่จะสะท้อนภาพของสังคมและวัฒนธรรมออกมาอีกเช่นเดิม สามารถติดตามหนังสือเล่มอื่นๆ ของนักเขียนฝีปากจัดคนนี้ได้ที่ สำนักพิมพ์แซลมอน (salmonbooks.net/author/18) ติดตามบทวิจารณ์ภาพยนตร์โดย merveillesxx ในนิตยสารไบโอสโคป รวมถึงเรื่องราวไปวันๆ บนเพจเฟซบุ๊ก merveillesxx และอินสตาแกรม krmermarvelous

 

ศรีสกุล ใจชุ่ม ใช้กีฬาพัฒนาตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/480529

ศรีสกุล ใจชุ่ม ใช้กีฬาพัฒนาตัวเอง

โดย…สมแขก ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

เรานัดเจอสาวนักวิ่งหน้าใส ตัวเล็ก ฉายาขาแรงแห่งวงการ “จุ๊บแจง-ศรีสกุล ใจชุ่ม” ครั้งแรกที่เจอเธอยิ้มให้และทำความรู้จักกันหลังจากนั้น จึงทราบว่าประวัติสาวคนนี้ไม่ธรรมดา เธอจบปริญญาตรี คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล และกำลังศึกษาปริญญาโท ที่สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ สาขา Applied Biological Sciences และทำวิจัยในสังกัดสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ห้องทดลอง Translational Research Unit.

จุ๊บแจง เริ่มต้นเล่าว่า เธอลงสนามวิ่งเป็นจริงเป็นจังแค่ 2 ปีเท่านั้น แต่ไม่น่าเชื่อว่าชื่อของสาวคนนี้ติดท็อป 10 แทบจะทุกรายการที่ลงวิ่ง “จริงๆ เริ่มวิ่งงานแรกที่งาน Music Run 2014 by AIA 5K แล้วก็วิ่งๆ หยุดๆ ไม่ค่อยจริงจัง เพราะเราเน้นวิ่งเล่นรอบสถาบันวิจัยมากกว่า เมื่อก่อนจะเป็นคนตื่นเช้ายากมาก ก็เลยวิ่งเล่นหลังเลิกเรียน วิ่งตอนเย็น ก็เลยวิ่งงานแรกได้เพราะงานแรก คือ วิ่งกันตอนกลางคืน (ยิ้ม) เราเป็นคนค่อนข้างทำอะไรตามใจตัวเอง อยากวิ่งก็ออกมาวิ่ง วิ่งคนเดียวก็วิ่ง พอวิ่งแล้วสนุกก็ติดใจ ถึงแม้ช่วงไหนเรียนหนัก มีสอบ หรือทำแล็บเลิกดึก ก็จะพยายามหาเวลาช่วงพักไปวิ่ง พอวิ่งไปเรื่อยๆ ระยะทางจาก 5 กม. ก็ขยับเป็นวิ่งครั้งละ 7-8 กม.ต่อครั้ง จากนั้นก็เพิ่มเป็น 10, 12, 15 กม.เรื่อยๆ ตามความขยันและความเหนื่อยของแต่ละวัน”

สาวร่างบางคนนี้ บอกเราว่า การวิ่งเปลี่ยนเธอ จากคนขี้เกียจตื่น ก็ตื่นเช้าขึ้น เพื่อซ้อม เพื่อแข่ง แม้ว่าระยะแรกจะฝืนตัวเอง แต่เธอยินดีทำ “เรามองว่าการวิ่งเป็นการคลายเครียดอย่างหนึ่ง งานของแจงเป็นงานในห้องแล็บ ไม่ค่อยได้เจอใคร การออกมาวิ่งทำให้ได้เจอสังคมใหม่ๆ เป็นการพัฒนาตัวเองในอีกรูปแบบหนึ่ง ก็เลยทำให้วิ่งได้เรื่อยๆ เครียดก็วิ่ง แฮปปี้ก็วิ่ง เศร้าก็วิ่ง อกหักก็วิ่ง หลายคนเลยมองว่าเรามีดูวินัยในการซ้อมมาก (หัวเราะ)”

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เธอจบมาราธอนไปหมาดๆ แต่จุ๊บแจงเล่าย้อนถึงวันที่เธอรู้ตัวว่าตัวเองวิ่งได้ดีให้ฟัง “วันนั้นวิ่ง 21 กม.รายการแรก เราเห็นพี่ผู้ชายคนหนึ่งวิ่งเร็วมาก ก็เลยอยากวิ่งตาม วิ่งตามพี่เขาไปเรื่อยๆ รู้สึกว่าเป็นจังหวะการวิ่งที่เราสนุกที่ได้ตาม แรกๆ ก็มีเพื่อนๆ นักวิ่งด้วยกัน หลังๆ รู้สึกจะมีเรากับพี่เขาสองคน รู้ตัวอีกทีเข้าเส้นชัย มีคนเอาป้ายมาห้อยคอให้ เป็นงานวิ่งที่ได้ถ้วย! ดีใจมาก (ลากเสียง) แต่หลังจากงานนั้นก็ทำให้รู้ว่ารองเท้าวิ่งสำคัญมากสำหรับนักวิ่ง ซึ่งต้องขอบคุณพี่ๆ ในทีม Ari Running Club ที่ชักชวนให้เข้าทีม และแนะนำเคล็ดลับการเลือกรองเท้าที่เหมาะสมกับเท้าให้”

“จากนั้นก็ศึกษาระบบการซ้อมที่จริงจังขึ้น เรียนรู้และพัฒนารูปแบบการวิ่ง เช่น Tempo (การวิ่งด้วยความเร็วเฉลี่ยสม่ำเสมอ) Interval (วิ่งเร็วสลับช้า) Long Run (การวิ่งระยะไกล) นำมาปรับใช้กับตัวเอง เพราะก่อนหน้านี้อยากวิ่งยังไงก็วิ่ง ตอนนี้เราคิดว่าถ้าจะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น ในหนึ่งอาทิตย์จะพยายามวิ่งให้ครบทุกแบบ”

 

เราถามถึงเป้าหมายและความสนุกในการวิ่งของสาวคนนี้ เธอบอกว่า การสร้างมาตรฐานที่ดีขึ้นๆ ในทุกๆ ครั้งที่วิ่ง คือ ความสนุกของเธอ การได้สถิติใหม่ คือ ความท้าทาย และเป็นบทพิสูจน์ว่าการพัฒนาตัวเองของเธอได้ผลดี…เป็นการคิดในแบบนักวิจัย จุ๊บแจงยิ้ม ก่อนจะบอกว่า “จริงๆ แล้วแค่เราออกมาวิ่ง เริ่มต้นวิ่ง เราก็พัฒนาตัวเองได้แล้วนะคะ แจงไม่ได้วิ่งเร็วได้ในครั้งแรก เราเน้นวิ่งให้สม่ำเสมอ ความเร็วและความอึดมันจะมาเอง แต่ก่อนก็ซ้อมวิ่งความเร็วเฉลี่ย (Pace) 7-8 นาที/กม. แต่เดี๋ยวนี้จะเฉลี่ยประมาณ 5-6 นาที/กม. ส่วนใหญ่จะวิ่งช่วงเย็น สวนลุมฯ บ้าง สวนเบญจกิติบ้าง แล้ววันหยุดก็วิ่ง City Run วิ่งไปหลายๆ สวน วิ่งไปฝั่งธนฯ บ้าง ถ้าฝึก Interval ก็ไปฝึกที่สนามเทพหัสดิน เกาะพี่ๆ กลุ่ม Crazy Running บ้างค่ะ”

เห็นภาพสาวสวยในวงการวิ่งหลายคน ไม่เคยหยุดสวยเลย จุ๊บแจงเองก็จัดอยู่ในกลุ่ม #นักวิ่งน่ารัก (แต่ขาแรง) เธอดูแลตัวเองอย่างไร “แจงเป็นคนไม่ชอบทากันแดดค่ะ ตัวก็เลยคล้ำ เพราะหนึ่ง ชอบใส่กางเกงขาสั้นวิ่ง สอง เหงื่อเยอะ ยิ่งทากันแดดยิ่งเยิ้มละลาย ก็เลยตัดปัญหาว่าไม่ทาดีกว่า (ดีมั้ย ฮ่าๆๆ) แต่ระยะหลังก็ทาที่หน้าบ้างนะคะ แล้วก็นิยมหน้าสดตอนวิ่ง แต่ถึงเราจะคล้ำกว่าเมื่อก่อน แต่เป็นเรื่องที่รับได้นะคะ เพราะแจงคิดว่าจริงๆ ผู้หญิงเราเวลาที่เหงื่อออกหลังออกกำลังกายก็ดูสวยเซ็กซี่แบบธรรมชาติดี ไม่ต้องเติมอะไรมากก็มีความสวยในแบบของเราอยู่แล้วล่ะ

“จะบอกอย่างไรดีกับคนที่ไม่เคยวิ่ง จะบอกว่าจริงๆ คุณไม่ต้องออกมาวิ่งก็ได้ แต่ถ้าคุณอยากมีชีวิตที่ดี การให้เวลากับการทำงานหนักเพื่อให้ได้เงินอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องรู้จักรักษาสมดุลของชีวิตทุกด้านให้พอดีค่ะ สำหรับจุ๊บแจงก็เป็นแค่คนหนึ่งที่หลงรักการวิ่งและคิดว่าตอนนี้การวิ่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว เราอยากมีไลฟ์สไตล์แบบไหน ก็จัดตารางการออกกำลังกายของคุณเข้าไปในตารางชีวิตคุณซะ ไม่จำเป็นต้องวิ่งอย่างเดียว อาจจะออกกำลังกายอย่างอื่นก็ได้ รับรองว่าสุขภาพดีทำได้ไม่ยากแน่นอนค่ะ Let’s go! keep going!”

ใครจะรู้ว่าเป้าหมายของสาวตัวเล็กคนนี้ นอกจากเวลาดีๆ ของมาราธอนแล้ว หลังจากจบปริญญาโทเธออยากทำงานวิจัยให้ออกตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศ เพื่อเป็นใบเบิกทางในการเรียนต่อระดับปริญญาเอกในสถาบันที่ใฝ่ฝัน

 

ศิวพร เอี่ยมจิตกุศล หนีภูมิแพ้กรุงเทพฯไปเป็นชาวสวน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/480527

ศิวพร เอี่ยมจิตกุศล หนีภูมิแพ้กรุงเทพฯไปเป็นชาวสวน

โดย…สมแขก ภาพ : Fb:Sivaporn Bess Iamjitkusol

ถ้ามองภาพป้าเบส-ศิวพร เอี่ยมจิตกุศล เจ้าของสวนกานต์ธิดา จ.จันทบุรี และผู้ก่อตั้งโครงการปลูกเปลี่ยนโลก (โรก) ในปัจจุบัน หลายคนอาจจะไม่ได้นึกถึงภาพในอดีตของเธอที่พื้นเพสาวคนกรุงเทพฯ ก่อนจะเป็นชาวสวนเต็มคราบ เดิมเคยใช้ชีวิตแบบคนเมือง ไล่ตามสเต็ปหญิงสาวที่บ้านเดิมอยู่ตลาดพลู เรียนโรงเรียนราชินี สอบเข้าและเรียนต่อที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่แล้ววิถีชีวิตที่สุดโต่ง ก็ทำให้เธอประสบกับปัญหาสุขภาพ เป็นภูมิแพ้อย่างหนัก ซึ่งนี่เองเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เธอเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองครั้งใหญ่

“สังคมกำหนดให้เราเป็นคนเก่ง อยากทำทุกอย่างให้สำเร็จ ตอนนั้นป่วยเป็นทั้งโรคภูมิแพ้ เสียค่ารักษาพยาบาลเดือนละ 5,000-6,000 บาท หนำซ้ำเวลากินผักที่มีสารเคมีมากๆ อย่างคะน้า จะอาเจียนทุกครั้ง ตอนแรกคิดว่าเป็นเพราะโรคกระเพาะอาหาร แต่พอตรวจพบก้อนเนื้อบริเวณหน้าอก

“ในช่วงปี 2540 เราได้ยินพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อยู่บ่อยครั้ง พอไม่สบายก็เริ่มคิด ตั้งคำถาม และเริ่มเบื่อกับอารมณ์ที่เราใช้เงินเป็นตัวตั้ง พอใคร่ครวญดีแล้วก็เลยตัดสินใจลาออกจากงาน และเลือกมาใช้ชีวิตที่ชนบทอย่างจริงจัง เลือกเมืองจันทบุรี ใช้เงินเก็บซื้อที่ดิน 30 ไร่ ใน อ.เขาคิชฌกูฏ ใช้พื้นที่ปลูกบ้านหลังกะทัดรัด โดยพื้นที่ส่วนอื่นๆ เป็นสวนทุเรียน เงาะ ลองกอง ปลูกข้าว และปลูกผักแบบอินทรีย์ ปีแรกที่มาอยู่ ก็อยู่คนเดียว คิดตลอดว่า เราจะอยู่คนเดียวรอดไหม แต่หนึ่งปีหลังจากนั้นก็พิสูจน์ว่าเราอยู่ได้ เรานิ่งขึ้น ก็เลยชวนคุณแม่มาอยู่ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะเราได้เห็นท่านอยู่กับเราตลอด 24 ชั่วโมง”

แต่เพราะสาวเมืองแท้ๆ ไม่มีความรู้หรือพื้นฐานด้านการเกษตรเลย เธอต้องใช้ความพยายามอย่างหนักในการเรียนรู้เรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ เธอพยายามปรับปรุงดินให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งหลังจากที่ดินถูกทำร้ายเพราะสารเคมีมาร่วม 10 ปี

“เดิมเรามีต้นทุเรียนอยู่เดิมประมาณ 200 ต้น มาปลูกเงาะ มังคุด ลองกองเพิ่มเติมให้เต็มพื้นที่ ซึ่งระยะแรกใช้สารเคมีเพราะไม่มีความรู้ด้านเกษตร ได้ผลผลิตดีสามารถสร้างรายได้ดีอย่างต่อเนื่อง แต่พบว่าต้นทุเรียนกลับทรุดโทรมลงเรื่อยๆ จึงอยากหาวิธีอื่นที่ไม่ใช้สารเคมี โดยค้นคว้าหาข้อมูลจากหนังสือเกี่ยวกับเกษตรกรรมยั่งยืน และตั้งปณิธานว่าจะผลิตอาหารที่ดีมีความปลอดภัยซึ่งเกษตรอินทรีย์คือคำตอบ เรามาปรับปรุงดินตั้งแต่ปี 2543 ไปขอรับคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่พัฒนาที่ดินจันทรบุรี ก็ได้ทั้งความรู้ ได้ฝึกอบรม ทำมาเรื่อยๆ ตั้งแต่การปรับปรุงบำรุงดินให้ฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ การทำปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง จนกระทั่งได้รับรองการผลิตพืชอินทรีย์เมื่อปี 2550”

เนื่องจากเคยเป็นผู้บริโภคที่ประสบกับปัญหาสุขภาพจากการกินอาหารที่มีสารพิษตกค้างโดยเฉพาะประเภทผักผลไม้ ป้าเบสจึงคิดว่าจะต้องหาทางกระจายพืชผักที่ปลอดภัยของเธอไปสู่ตลาดให้ได้ “คำถามที่ป้าเบสมักได้รับเสมอเวลาไปถ่ายทอดเรื่องเกษตรอินทรีย์เมื่อหลายปีก่อนคือ ทำได้แน่เหรอและทำแล้วจะขายให้ใคร ซึ่งเรื่องทำได้นั้นก็พิสูจน์แล้วว่าเกษตรอินทรีย์สามารถทำได้จริงที่สวนแห่งนี้ เรามีทั้งผลไม้อินทรีย์ ข้าวอินทรีย์ ผักอินทรีย์ มีสัตว์เลี้ยงทั้งวัว เป็ด ห่าน และไส้เดือนที่กระจายตัวเต็มไร่ (ยิ้ม) แต่เรื่องทำแล้วขายใคร ตลาดอยู่ที่ไหนเป็นเรื่องที่ทำให้ต้องกลับมาหวนคิด และเกิดเป็นแรงผลักดันให้ตนต้องทำตลาดให้เกษตรกรรายอื่นเห็นว่าทำแล้วขายได้

“เริ่มจากไปติดต่อนำผลผลิตไปวางจำหน่ายในโรงเรียนทางเลือก คือ โรงเรียนรุ่งอรุณ และโรงเรียนปัญโญทัย รวมถึงโรงพยาบาลพระปกเกล้า ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เรามองในฐานะคนกิน ถ้าเราเป็นแม่และอยากให้ลูกและสามีได้กินผักผลไม้ปลอดภัยและมาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ก็เลยพาตัวเองมาเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์เพื่อบริโภคก่อน เราป้อนสู่ตลาด เริ่มจากใกล้บ้าน คือโรงพยาบาล และโรงเรียนซึ่งเป็นแหล่งที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ

เมื่อคนเห็นว่าป้าทำสำเร็จเกษตรกรคนอื่นๆ ก็ไม่มีข้อสงสัยที่จะทำเกษตรแบบอินทรีย์ ทำให้ดูเป็นตัวอย่างอยู่หลายปี ถึงมีเกษตรกรสนใจเข้ามาเป็นเครือข่ายผลิตเกษตรอินทรีย์มากขึ้น ส่วนตัวเองก็ได้ขยายจากตลาดในชุมชน ในจังหวัด ก็เพิ่มเป็นส่งจำหน่ายให้กับห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ทำให้มีแหล่งรับซื้อผลผลิตที่แน่นอน สามารถเป็นตัวอย่างให้กับเกษตรกรรายอื่นได้ดีกว่าเดิม”

จากเดิมที่เคยคิดว่าจะมาอยู่คนเดียวได้ไหมจะเหงาหรือเปล่า แต่ปัจจุบันคำถามนี้ไม่มีอยู่ในหัวของป้าเบสของต่อไป เพราะในวัย 63 ปี เธอมีลูกหลานแวะเวียนไปเยี่ยมที่สวนกานต์ธิดาไม่ขาดสายทีเดียว “ก่อนหน้านี้เมื่อถึงหน้าร้อน จะมีเด็กๆ มาอยู่กับเรา ซึ่งป้าดีใจที่มีคนตระหนักเรื่องนี้มากขึ้น พ่อแม่หลายคนเข้าใจและสนุกที่จะพาลูกมาเรียนรู้ เป็นโอกาสดีที่เด็กๆ จะได้อยู่กับอากาศดีๆ พื้นที่สีเขียว เป็นบรรยากาศที่ไม่กดดัน” ป้าเบส เล่าถึงวันที่คนคุ้นเคยแวะเวียนมาหาที่เมืองจันท์

จากคนที่หนีโรคภูมิแพ้จากกรุงเทพฯ มาพักกายพักใจที่จันทบุรี วันนี้ป้าเบสกลายเป็นเกษตรกรเต็มตัว ได้รับคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรดีเด่น สาขาการผลิตพืชในระบบเกษตรอินทรีย์ เป็นเกษตรกรต้นแบบที่ได้รับมอบหมายให้เป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้เรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ให้กับเกษตรกรรายอื่นที่สนใจ รวมถึงสวนกานต์ธิดาก็ได้รับการคัดเลือกให้เป็นแปลงต้นแบบเป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้ ตลอดจนเป็นแปลงทดลอง

ป้าเบส บอกว่า แม้ว่าเส้นทางการเดินทางของเธอจะมีปัญหา หรือมีสิ่งใดให้ใคร่ครวญมากมาย แต่ทุกอย่างหากมองให้เป็นสีสันของชีวิต ความสนุกก็จะเกิดขึ้นในทุกขั้นตอน “การตัดสินใจออกมาใช้ชีวิตเป็นเกษตรกรของป้า นอกจากจะทำให้สุขภาพและโรคภัยต่างๆ ที่เคยเผชิญดีขึ้นแล้ว โครงการปลูกเปลี่ยนโลก (โรค) ที่เราทำยังช่วยทำให้ผู้ป่วยและผู้บริโภคคนอื่นๆ มีสุขภาพที่ดีขึ้น ซึ่งป้ามองว่านี่คือกุศลที่ยิ่งใหญ่”

สำหรับเกษตรกรที่สนใจ อยากนำแนวทางการปรับเปลี่ยนระบบเกษตรที่ลดการพึ่งพาสารเคมี แต่ใช้ระบบการพึ่งพาตัวเองเป็นหลัก สามารถสอบถามขอเข้าเยี่ยมชมสวนกานต์ธิดา หรือเฟซบุ๊กค้นหา ผักสวนป้าเบส จะชุ่มชื่นตาด้วยผักสีเขียวสด และบรรยากาศสวน ไร่ นา มาครบเลยทีเดียว หรือโทร.08-5278-0529 ได้ตลอดเวลา