จักรพงษ์ คงมาลัย ดิจิทัลแมน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/482654

จักรพงษ์ คงมาลัย ดิจิทัลแมน

โดย…พรเทพ เฮง

ในวงการดิจิทัลยุคใหม่ มีผู้เชี่ยวชาญด้านคอนเทนต์แห่งวงการดิจิทัลไม่กี่คน จักรพงษ์ คงมาลัย ก็เป็นหนึ่งในคนหนุ่มวัยต้น 40 ที่ไฟแรงและพร้อมที่เดินไปข้างหน้าเปลี่ยนโฉมหน้าเมืองไทยไปสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

ไฟฝันและพลังของเขามีอยู่เต็มเปี่ยม มาอ่านความคิดของเขากัน

ประสบการณ์อดีตจนถึงปัจจุบัน

“ผมเริ่มต้นการทำงานในฐานะนักข่าว เป็นทีมแรกๆ ที่ทำหนังสือพิมพ์ออนไลน์ตั้งแต่ปี 2000 เป็นช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งพอดี แต่ถ้ามองในแง่ดีช่วงนั้นมันก็มีเรื่องให้เราเขียนทุกวัน พอเขียนๆ ไปผมมาค้นพบว่าตัวเองชอบเดินไปแอบดูพี่ๆ นักข่าวโต๊ะการตลาดกับโต๊ะไอทีว่าเขาทำอะไรกัน เลยมารู้ตัวทีหลังว่าลึกๆ แล้วสนใจเรื่องการตลาด

“พอทำอยู่กลุ่มผู้จัดการได้ 3 ปี ผมก็เปลี่ยนสายมาทำงานการตลาดทำอยู่บริษัท เทเลอินโฟมีเดีย ทำ Product Marketing ให้กับ Local Search ของสมุดหน้าเหลือง YellowPages.co.th ทำไปทำมามีอยู่วันหนึ่งผมแวบเข้าไปในเว็บไซต์ Yahoo! แล้วดันทะลึ่งไปคลิกคำว่า Jobs ก็เลยสมัครไปเล่นๆ ไม่คิดไม่ฝันว่าเขาจะติดต่อกลับมา บอกให้ลองทำข้อสอบ 100 ข้อ วัดความรู้ความเข้าใจเรื่องอินเทอร์เน็ต ปรากฏว่าผมได้เข้ารอบสัมภาษณ์และไปทำงานกับบริษัทอินเทอร์เน็ตในฝัน Yahoo! ที่สิงคโปร์อีก 3 ปี

“กลับมาเมืองไทยมาทำการตลาดดิจิทัลที่ Thai Samsung Electronics ในตำแหน่ง Content Marketing Manager จากนั้นก็ย้ายไปบริษัท Sanook Online ดูแลฝั่งธุรกิจและการพัฒนา Content บนเว็บไซต์ Sanook.com ก่อนที่จะออกมาเปิดบริษัทด้าน Digital PR & Content ของตัวเองชื่อ Moonshot ครับ

“แต่ถ้าให้สรุปสั้นๆ คือในสายของการสื่อสารแบรนด์ ผมก็ผ่านงานทั้งฝั่ง Brand, Publisher และล่าสุด Agency เป็นคนที่เริ่มต้นจากคนทำ Content ก่อนแล้วค่อยบิดมาสู่โลก Marketing & PR ในตอนหลังครับ ทำมาร่วมๆ 17 ปีล่ะครับ”

ทำงานกับ Yahoo!

“เป็นประสบการณ์ที่ดี แต่ก็ต่างกันมากกับที่เมืองไทยครับ ตอนผมเริ่มงานที่ Yahoo! เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ตอนนั้นมันเหมือนได้ทำงานกับบริษัทในฝันยังไงยังงั้น มีโอกาสได้เจอคนทำงานสายเทคโนโลยีจากทั่วโลก เรียนรู้มาตรฐานการทำงานในบริษัทอินเตอร์ ได้เดินทางไปซิลิคอนวัลเล่ย์ อะไรก็สนุกไปหมด แต่สิ่งที่ผมได้เรียนรู้มากที่สุดกลับเป็นเรื่องง่ายๆ ที่หลายคนไม่ได้ฉุกคิด นั่นคือเรื่องความเข้าใจธรรมชาติของคนบนโลกออนไลน์ หรือจะเรียกว่า ‘Digital sense’ ก็ได้

“การเรียนรู้นี้เกิดจากตำแหน่งหน้าที่ของผมตอนนั้นมีชื่อว่า Community Manager หรือ ‘ผู้จัดการชุมชน’ ของผลิตภัณฑ์ที่ชื่อว่า Flickr (ชุมชนคนรักการถ่ายภาพอันดับต้นๆ ของโลกในยุคนั้น) และ Yahoo! Answers (Q&A Platform) หน้าที่การงานของผมคือ เป็นตัวกลางระหว่าง Yahoo! กับ user คอยพูดคุยดูแลชุมชนผู้ใช้งาน การทำงานจึงต้องใช้ทักษะในการพูดคุยสื่อสารกับผู้คนบนโลกออนไลน์ค่อนข้างเยอะ สื่อสารกันผ่าน Blog, Social Network, Networking Forum บวกกับข้างใน Yahoo! จะมีกระบวนการทำงานที่ละเอียดมากๆ เขาจะมีทีมวิจัยด้านธุรกิจโดยเฉพาะที่คอยอัพเดทให้คนทำงานเข้าใจความเคลื่อนไหวของธุรกิจออนไลน์ ซึ่งตรงจุดนี้ล่ะครับที่ผมว่าในเมืองไทยยังขาด บ้านเรามักจะเรียนรู้อะไรกันผ่านการเรียนรู้ด้วยการลองทำอย่างเดียว อย่าเข้าใจผิดนะครับ ผมจะบอกว่าการเรียนรู้ด้วยการลองทำนั้นดีเยี่ยมที่สุดแล้ว แต่บางครั้งการเรียนรู้ด้วยการพยายามสังเคราะห์ข้อมูลอย่างลึกซึ้ง อ่านและตีความ data ให้ออก”

จาก Thumbsup ถึงฝันก้าวต่อไป Moonshot

“การเกิดขึ้นของมูนช็อต (Moonshot) สำหรับผมคือการเติมเต็มช่องว่างในการสื่อสารแบรนด์ครับ วิธีคิดมันก็เรียบง่าย คือเรามองว่าแบรนด์ทุกแบรนด์ต้องสื่อสารแบรนด์ด้วยการทำ ‘โฆษณา’ และ ‘ประชาสัมพันธ์’ อยู่แล้ว ที่ผ่านมาหลายๆ แบรนด์ก็เริ่มดึงคนที่มีความรู้ความสามารถทางด้านดิจิทัลมาใช้ในงาน ‘โฆษณา’ แต่พอมามองในแง่มุมของ ‘ประชาสัมพันธ์’ ผมกับหุ้นส่วนที่ Rabbit Digital Group มองตรงกันว่าเราไม่ค่อยเห็นใครนำเอาความรู้ความสามารถด้านดิจิทัลมาใช้กับการทำ ‘ประชาสัมพันธ์’ มากนัก เราก็เลยวางจุดยืนว่า Moonshot คือ Digital PR & Content Agency ซึ่งหลายๆ แบรนด์ก็ให้การตอบรับค่อนข้างดี

“แต่หลายๆ คนยังไม่ค่อยแน่ใจว่า Digital PR คืออะไร เราก็บอกกับทุกคนว่าในความคิดเห็นของเรา Digital PR คือกระบวนการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ดิจิทัลที่สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่เป็นประโยชน์แก่องค์กร และสาธารณชนของแบรนด์ การทำงานของ Digital PR เล่นอยู่กับเรื่องของ ‘คน’ จึงต้องวางแผนอย่างมีกลยุทธ์ และสร้างความสัมพันธ์กับผู้เกี่ยวข้องในโลกดิจิทัล (Digital Stakeholders) เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ แบรนด์ที่ดีในใจผู้บริโภค ความพึงพอใจของลูกค้า การบอกต่อในแง่ดี การเพิ่ม Conversion Rates การเพิ่ม Return on Investment (ROI) มันจึงไม่ใช่เพียงการทำ Press Release การปั่นกระแส (Spinning Story) และเชิญนักข่าวมาอีเวนต์เท่านั้น เรื่องนี้เล่าแล้วยาวมากครับ”

“ส่วน thumbsup เป็นเว็บไซต์ที่ผมเปิดขึ้นมากับเพื่อนๆ เมื่อต้นปี 2011 เนื้อหาจะเน้นอยู่ 2 เรื่อง 1.การตลาดยุคใหม่ 2.Tech Startup แต่ตอนหลังเราเห็นว่าคนอ่าน 2 กลุ่มนี้มีความต้องการเนื้อหาที่แตกต่างกัน เราเลยแยกออกมาอีกเว็บไซต์หนึ่งชื่อว่า techsauce.co ซึ่งผมไม่ได้เกี่ยวข้องกับ techsauce แต่จะยังดูแล thumbsup ร่วมกับผู้ร่วมก่อตั้งทุกคนเช่นเดิมครับ โดยปีนี้ thumbsup ก็จะกลับมาอีกครั้งพร้อมกับ event ของนักการตลาดและนักประชาสัมพันธ์ Spark Conference ที่เราจัดต่อเนื่องมาแล้ว 3 ปี ปีนี้จะเป็นครั้งที่ 4 รวมถึง event ขนาดกลางอย่าง Digital Matters ที่ชวนนักการตลาดนักประชาสัมพันธ์มาพบปะพูดคุยกันแบบเสวนายามเย็นสบายๆ”

 

มองไทยแลนด์ 4.0

“ผมพยายามมองในแง่ดีว่ามันเป็นความตั้งใจดีของรัฐบาลนะครับ ผมชอบที่ ดร.พิเชษ ดุรงคเวโรจน์ (รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) ท่านออกมาพูดว่าพยายามที่ลดความเหลื่อมล้ำของสังคมไทย เริ่มต้นจากการเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตให้ได้ก่อน เพราะไม่ว่าเราจะมี 4จี, 5จี และเทคโนโลยีที่ทำให้เราสามารถสื่อสารได้รวดเร็วทันใจอีกมากแค่ไหน มันจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าเราไม่ได้ทำให้คนทั้งประเทศมีชีวิตที่ดีขึ้นได้

“เราจึงน่าจะเริ่มจากการทำให้คนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตกันให้ได้อย่างเท่าเทียมทั่วประเทศก่อน จากนั้นจึงค่อยๆ พัฒนาให้เทคโนโลยีนั้นเข้ามามีส่วนสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทยผ่านหลายๆ ส่วน นอกเหนือจากสื่อสารแบบปกติ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรรม การศึกษา การแพทย์ แต่สิ่งที่ผมอาจจะยังมีคำถามค้างคาใจคล้ายๆ กับทุกคน ก็คือ ท่ามกลางโครงสร้างทางการเมืองที่ยังไม่นิ่งแบบนี้ พวกเราประชาชนคนไทยกับรัฐบาลจะร่วมกันขับเคลื่อนวิสัยทัศน์นี้ให้ถึงจุดหมายได้ดีที่สุดในเวลาที่มีอย่างไร กลัวมันจะกลายเป็นการฉายหนังซ้ำเรื่องเดิมๆ ว่าเรามีวิสัยทัศน์ เราคิดได้ แต่เรายังไปไม่ถึงด้วยสาเหตุนั้นสาเหตุนี้”

เทคโนโลยีดิจิทัล

“คำว่าเทคโนโลยีดิจิทัลมันค่อนข้างกว้าง กว้างในมุมที่ว่ามันเป็นเทคโนโลยีที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างได้อย่างไร ถ้าเอาใกล้ตัวพวกเราในแง่มุมของสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ในเมืองไทยตอนนี้สื่อดิจิทัลกินส่วนแบ่งเกือบ 10% และน่าจะขึ้นไปเกิน 20% ได้ในอนาคต อันนี้คืออิงจากหลายๆ ประเทศที่สื่อดิจิทัลยังคงเติบโตต่อเนื่องนะครับ บางประเทศมากกว่า 20% ไปมากแล้ว

“ที่ถามว่าแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงจะเป็นอย่างไร โดยส่วนตัวผมคิดว่าผู้คนน่าจะหันมาสนใจว่าไอ้เจ้าเทคโนโลยีดิจิทัลมันทำให้ชีวิตเราดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง มันทำให้เราใช้ชีวิตง่ายขึ้นไหม ซื้อขายของผ่าน Mobile Commerce ง่ายไหม จอดรถด้วย IoT ง่ายขึ้นหรือเปล่า เรียกแท็กซี่ด้วยแอพง่ายไหม เวลาไม่สบาย คุยกับหมอง่ายขึ้นไหม สั่งอาหารได้ทันใจหรือเปล่า มันไม่ใช่แค่ว่ามีเน็ตแล้วดูคลิปและเล่นอินเทอร์เน็ตได้ไวขึ้นเฉยๆ”

ถอดบทเรียนสิงคโปร์

“ผมคิดว่ารัฐบาลสิงคโปร์เป็นรัฐบาลที่มองเรื่องดิจิทัลได้ทะลุกว่าใครในภูมิภาคนี้ ผมชอบที่เขาเริ่มเตรียมรากฐานที่สำคัญกับ ‘คน’ ก่อน เช่น เขาจัดให้นักเรียนมัธยมของเขาต้องเรียนวิชาเขียนโปรแกรม ในอนาคตประเทศเขาจะเต็มไปด้วยคนที่ช่วงใช้เทคโนโลยีเป็น ไม่ใช่แค่คนที่บริโภคเทคโนโลยี ซึ่งบ้านเราก็ควรที่จะจัดทำสิ่งเหล่านี้บ้าง ผมเองเป็นคณะกรรมการสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย ข้างในเราก็พยายามผลักดันเรื่องนี้เช่นกัน อีกเรื่องที่ผมชอบมาก คือ เขาจัดทำ Singapore Public Data ลองไปดูกันได้ที่ https://data.gov.sg/ นะครับ”

ธุรกิจยุคดิจิทัลโหดหิน

“การแข่งขันของธุรกิจในยุคดิจิทัลนั้นดุเดือดเลือดพล่านมาหลายปีละครับ ในความเห็นส่วนตัวผม ผมคิดว่าแทบทุกๆ อุตสาหกรรมเลยครับ เห็นได้ชัดในธุรกิจทางด้านโทรคมนาคม การสื่อสาร สื่อมวลชน การเงิน หรือสิ่งไหนก็ตามที่สามารถทำผ่านช่องทางออนไลน์ได้ ก็ต้องแข่งในการปรับตัวเพื่อให้แข่งขันได้ดีขึ้น เช่น ลูกค้าของคุณหลุดมาอยู่บนช่องทางออนไลน์มากขึ้น ก็ต้องตามมาร่วมบทสนทนาบนช่องทางออนไลน์ เสนอขายสินค้าออนไลน์ ปรับปรุงช่องทางการจ่ายเงิน ตลอดจนบริการหลังการขายออนไลน์ พูดง่ายๆ คือ ต้องดู Customer Journey ยุคใหม่ที่ย้ายมาอยู่บนโลกออนไลน์ให้ครบ แล้วปรับตัวเข้ากับวิถีการใช้ชีวิตยุคใหม่ของผู้บริโภค ท้ายสุดมันไม่ใช่แค่ออนไลน์นะครับ ออฟไลน์ก็จะต้องทำต่อด้วย มันเลยไม่ง่ายนัก”

ช่องว่างของคนไทยกับเศรษฐกิจดิจิทัล

“สำหรับผมคำว่า ‘ช่องว่าง’ น่าจะหมายถึงอุปสรรคที่ทำให้เรายังไม่ประสบความสำเร็จในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งผมคิดว่าคนไทยมีช่องว่างอยู่หลายเรื่อง แต่ขอยกเฉพาะ 3 เรื่องพื้นฐานที่สำคัญในเชิงความคิด ความรู้ ความเข้าใจพลวัตที่เปลี่ยนไปของโลกยุคใหม่ ผมชอบที่ Thomas Friedman เคยเขียนเอาไว้ในหนังสือเล่มเก่าของเขา เรื่อง The World Is Flat เล่าแล้วยาวอยากให้ไปอ่านกัน แต่อ่านแล้วฟังหูไว้หูนะครับ ผมว่าบางอย่างก็มองในแง่ดีเกินไป

“ในเชิงภาษา ประเทศไทยเรามีขนาดค่อนข้างเล็ก จำนวนผู้ใช้ภาษาไทยก็น้อยกว่าภาษาอื่นๆ การรับรู้และเข้าใจโลกในปัจจุบันจะรออ่านจากภาษาของเราเองอย่างเดียวไม่ได้ ความรู้เรื่องภาษาที่สองอย่างภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่เราพูดกันมานานหลายสิบปี แต่ปัจจุบันผมก็ยังพบคนรุ่นใหม่ที่มาสมัครงานกับผมแล้วภาษาอังกฤษยังไม่ดีพอที่จะเรียนรู้โลกใบนี้ได้ดีพอ

“ในเชิงการเข้าถึงดิจิทัล มันเป็นเรื่องความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสารสนเทศต่างๆ คนในเมืองใหญ่กับคนในชนบทที่มีโอกาสต่างๆ ไม่เท่าเทียมกัน อันนี้เป็นเรื่องระยะยาวมากๆ ดีแล้วที่รัฐบาลคิดและทำเรื่องไทยแลนด์ 4.0 ผมว่าทุกคนคงอยากเห็นชีวิตโดยรวมของผู้คนดีขึ้น จากการที่ทุกภาคส่วนของสังคมเข้าใจและใช้งานดิจิทัลได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพอย่างเช่น

– นักการตลาดและนักประชาสัมพันธ์เข้าใจว่าจะเอาเทคโนโลยีมาสื่อแบรนด์ได้อย่างเหมาะสมถูกที่ ถูกคน ถูกเวลาอย่างไร ไม่ยึดติดการทำอะไรเดิมๆ ไม่ต้องตั้งแผนกดิจิทัลขึ้นมา แต่ทุกคนเข้าใจเรื่องดิจิทัลตั้งแต่แรก

– คนต่างจังหวัดสามารถสร้างรายได้มากขึ้นจากการขายสินค้าออนไลน์กับชาวต่างชาติ โดยไม่ถูกหลอก

– ประเทศไทยสามารถเพิ่มขีดศักยภาพการแข่งขันในยุคนี้ได้ด้วยการเปิด Public Data

– ตำรวจและเจ้าหน้าที่รู้เท่าทันความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยี ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ การพนันออนไลน์ ความเป็นส่วนตัวบนโลกออนไลน์

“ทั้งหมดนี้ผมว่ามันคงขึ้นอยู่กับว่าเราอยู่ในแวดวงไหนด้วย แต่สำหรับผม ผมฝันที่จะสร้างแบรนด์ที่คนรักได้จริงๆ เพราะเทคโนโลยีดิจิทัลมันขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ และความเป็นมนุษย์ไม่ใช่แค่สมการอัลกอริทึมหลังบ้าน”

เชื่อในพลังโซเชียลมีเดีย

“เรียนตรงๆ ว่าตอนหัดใช้ Facebook มาใหม่ๆ ราวปี 2008 ผมก็ไม่คิดว่า Facebook จะมาไกลขนาดมีคนใช้เป็นพันล้านคนแบบนี้นะครับ ตอนนั้นคนไทยยังใช้ Social Network อย่าง Hi5 และ MySpace กันอยู่เลย แต่สาเหตุที่ Facebook ชนะได้ในระดับโลก ในความคิดเห็นส่วนตัวของผม น่าจะเป็นเพราะการเอาจริงเอาจังกับการทำให้คนหันมาเปิดเผยตัวตนและใช้ชื่อจริงในแพลตฟอร์มตัวเอง ทำให้คนรู้สึกว่านี่คือชื่อเสียงของตัวเรา และต้องคอยอัพเดททุกสิ่งทุกอย่างในโปรไฟล์ของตัวเอง แต่ถึง Facebook จะดังขนาดไหน ผมว่ามันมีช่องว่างเสมอครับ ถ้าพูดถึงเรื่อง Social Network สำหรับคนทำงานและคนที่ต้องการติดต่อกับคนต่างชาติ LinkedIn ก็ดี ถ้าเราชอบติดตามข่าวสาร ผมว่า Twitter ก็ดี”

ชีวิตส่วนตัวและการทำงานหนัก

“ผมเคยมีปัญหาเรื่องนี้นะครับ จนไม่มีเวลาให้ครอบครัว จำได้ว่าโทรไปปรึกษากับป้อม ภาวุธ แห่ง TARAD.com เขาแนะนำได้แสบมาก เขาบอกว่าให้ลองเอาเรื่องงานมาปนกับเรื่องส่วนตัว ทุกวันนี้ผมเลยพาครอบครัวไปทำงานด้วย ส่วนใครที่ไม่อินเรื่องดิจิทัลผมก็จะหาทางเอาดิจิทัลไปคุยกับเขา ชวนคุยเรื่องมือถือ แท็บเล็ต เดี๋ยวก็สนุกเอง ส่วนถ้าเรารู้สึกว่าเวลามันน้อย เราก็ตื่นเช้าขึ้นอีกนิดหนึ่ง เช่น ช่วงนี้ผมจะตื่นตีห้าทุกวัน แล้วเราจะมีเวลาทำอะไรเพิ่มขึ้นอีกเยอะเลย นอกนั้นก็เหมือนทั่วๆ ไปครับ จัดลำดับความสำคัญอะไรก่อน อะไรหลัง

“เหนื่อยมี 2 แบบ คือ เหนื่อยกายกับเหนื่อยใจ เหนื่อยกายผมไม่ค่อยเหนื่อยครับ สนุก และมีพลังกับมันเสมอ ได้นอนพัก ตื่นมาเดี๋ยวก็หายเหนื่อย ส่วนเหนื่อยใจนี่ผมคิดว่ามันเป็นอารมณ์ของเราเอง เช่น ทำไมเราทำอย่างนั้นไม่ได้ ปัญหายุคดิจิทัลมันเยอะจัง ดราม่าดังทุกวันบนโลกออนไลน์ ทำไมคนอื่นไม่เข้าใจดิจิทัล จะแก้ไขอย่างไร ส่วนใหญ่ผมเชื่อว่ามันเริ่มได้ง่ายด้วยการจัดการที่ใจตัวเราเองก่อนครับ”

ความฝัน

“คนเรามีความฝันได้หลายความฝัน ปีนี้ฝันแบบนี้ ปีหน้าอาจจะฝันอีกแบบหนึ่งก็ได้ ความฝันส่วนตัวของผมตอนนี้เลยเป็นเรื่องงานมากๆ เลยครับ ผมฝันอยากเห็นวงการ PR ในประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เหมาะสมกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัลก่อนครับ คำว่าเทคโนโลยีดิจิทัลนั้นกว้าง ไม่ใช่เพียงแค่ Social technologies, Search technologies, Content Creation แต่ยังรวมไปถึงการทำความเข้าใจ Mobile Operating System, Data Analysis, Algorithm ของ Platform ต่างๆ, User Experience ของเว็บ, Smart Device ซึ่งความรู้ความเข้าใจเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมืออาชีพทางด้าน PR และ Marketing ยุคใหม่จะต้องมี Digital lifestyle หรือเป็นคนที่ชื่นชอบและสนุกกับการใช้เทคโนโลยีในการใช้ชีวิต ไม่เช่นนั้นต่อให้พยายามเรียนรู้แนวปฏิบัติยุคใหม่มากเพียงไร ก็จะไม่ ‘อิน’ กับเทคโนโลยีที่หลั่งไหลเข้ามาในชีวิตเราอยู่ดี”

 

พลัง ‘เป็ด’ เปลี่ยนโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/482076

พลัง ‘เป็ด’ เปลี่ยนโลก

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

“การสื่อสารที่ดีสร้างแรงกระตุ้นได้รุนแรงเหมือนกาแฟดำ และคงยากที่จะนอนหลับหลังจากนั้น” – แอนน์ มอร์โรว์ ลินด์เบิร์ก นักเขียนชาวอเมริกัน ผู้แสวงหาคุณค่าแท้จริงในชีวิตกล่าวไว้เช่นนั้น ซึ่งมันเกิดขึ้นกับตัวหลังได้ฟังเรื่องราวของ “เป็ด” ทั้ง 14 คนบนเวที “เป็ด เปลี่ยน โลก” ในงานออน สเตจ ทอล์กโชว์ เพื่อเฉลิมฉลองโอกาสครบ 51 ปีของคณะนิเทศศาสตร์ และครบรอบ 100 ปีของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

บนเวทีเล็กๆ เป็ดทุกคนต่างเป็นนักนิเทศศาสตร์ที่ทำหน้าที่สื่อสารอะไรบางอย่าง เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงบางสิ่งในสังคม โดยใช้ “พลังงานการสื่อสาร” มุ่งไปสู่กลุ่มเป้าหมายเพื่อหวังสร้างพลังการเปลี่ยนแปลงในระดับความคิด ทัศนคติ และพฤติกรรมของบุคคล กลุ่ม สังคม หรือทั้งโลก ยกตัวอย่าง 3 เป็ดที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ที่ล้วนใช้พลังของการสื่อสารเปลี่ยนแปลงสิ่งเล็กๆ บนโลก

พลังฮอร์โมน

ซีรี่ส์ที่เปลี่ยนความคิดวัยรุ่นไปตลอดกาลอย่าง ซีรี่ส์ ฮอร์โมนส์ วัยว้าวุ่น ทั้ง 3 ซีซั่น กลายเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมจากพลังของบทบาทตัวละครที่สะท้อนพฤติกรรมวัยรุ่นในด้านต่างๆ ปิง-เกรียงไกร วชิรธรรมพร ผู้กำกับซีรี่ส์ ฮอร์โมนส์ วัยว้าวุ่น ได้พูดถึง “บท” ที่ท้าทายสังคมไทยว่า

เกรียงไกร วชิรธรรมพร

“เรามีสิ่งที่ต้องการเล่าสู่วัยรุ่นและเราทำด้วยความเชื่ออย่างเดียวว่า เมื่อเราพูดเรื่องนี้แล้วเขาจะไม่ทำตาม พอซีซั่นหนึ่งออนแอร์ไป เราเห็นผลทันตาเลยว่า สื่อที่เราทำมีผลมาก พอเยาวชนดูแล้วเขาคิดตามเราได้ เขารู้ เขาได้ไอเดียอะไรบางอย่างจากการดู ไม่ใช่แค่ความบันเทิงเพียงอย่างเดียว มันทำให้ย้อนคิดถึงตัวเองว่าตอนเด็กๆ ที่เราดูหนัง อ่านการ์ตูน มันมีผลต่อทัศนคติเราหมดเลย มันเหมือนกับหนังเรื่องหนึ่งที่สามารถทำให้คนไม่ชอบการออกไปเจอโลกภายนอก เปลี่ยนเป็นกล้าที่จะก้าวออกไป เหมือนกับสิ่งเหล่านั้นมันเปลี่ยนเราเล็กๆ น้อยๆ อยู่เรื่อยๆ ซึ่งนี่แหละคือพลังของมันที่เราไม่เคยเห็น”

ประสบการณ์ 10 ปีในสายภาพยนตร์ การทำซีรี่ส์ฮอร์โมนส์นับเป็นครั้งที่ “พีก” ที่สุด ทั้งในฐานะผู้กำกับและทีมเขียนบท เพราะทุกวันเหมือนเป็นการเข้าโรงเรียนเพื่อเรียนรู้วิธีคุยกับคนดู แค่ไหนคือมากไป แค่ไหนคือน้อยไป แบบไหนยัดเยียด แบบไหนสั่งสอน หรือแบบไหนที่คนดูจะรับและเป็นธรรมชาติที่สุด

“ต้องยอมรับว่าสังคมไทยยังมีค่านิยมเซเลบริตี้มากกว่าแอ็กเตอร์ นิยมดูหน้าตาของตัวละครมากกว่าบทบาทของตัวละคร จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องคัดเลือกนักแสดงหน้าตาดี บุคลิกใช่ ซึ่งหลายคนในวงการตอนนี้กำลังจะเปลี่ยนสิ่งนี้ อย่างหนังอินดี้ที่ไม่แคร์ ซึ่งเราว่าเป็นเรื่องดีและน่าสนับสนุน แต่ในกระแสหลักเราจะทำยังไงดีที่จะทำให้สิ่งนี้เป็นเหมือนขนมหวานที่ทำให้คนกินง่ายมากขึ้น แต่จริงๆ แล้วมันมีประโยชน์ เราจะทำยังไงดีให้ของที่ดูเหมือนจะเป็นยาดูไม่น่ากิน แต่เราใช้รูปลักษณ์ดึงดูดให้เขามากิน ให้เขารับสารยากๆ จากเราไปผ่านนักแสดงที่น่ามองและมีเสน่ห์”

นอกจากนี้ ปิงยังได้แสดงทัศนะถึงเรื่องรางวัลว่า มันเป็นเพียงรสนิยมซึ่งเป็นเรื่องที่เถียงกันไม่รู้จบ “เพราะคนทุกคนต่างกันและไม่มีทางที่จะชอบอะไรเหมือนกัน รางวัลใหญ่ที่สุดของโลกอย่างออสการ์ สุดท้ายแล้วมันก็คือรสนิยมของกรรมการห้าพันคนที่ดันชอบหนังเรื่องนี้มากที่สุดในปีนี้เท่านั้นเอง แต่ว่าเราจะชอบหนังที่ต่างจากกรรมการห้าพันคนก็ได้ รางวัลมีขึ้นก็เพื่อจะเป็นเช็กลิสต์ให้กับคนที่จะย้อนกลับมาดูประวัติศาสตร์ของปีนั้นๆ ว่ามีหนังเรื่องไหนน่าดูบ้าง ดังนั้นแล้วรางวัลสำหรับเราคือคนดูมากกว่า การที่เขาเข้าใจในสิ่งที่เราบอก เราจะรู้สึกว่าอันนี้คือรางวัลใหญ่ที่สุดแล้ว” เขากล่าวทิ้งท้าย

สุพัฒนุช สอนดำริห์

 

พลังนักการตลาดเพื่อสังคม

งานเด่นของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ไม่ว่าจะเป็นแคมเปญงดเหล้าเข้าพรรษา ให้เหล้าเท่ากับแช่ง ดื่มแล้วขับถูกจับคุมประพฤติ คุณมาทำร้ายฉันทำไม (บุหรี่) กอดคอคุยกับลูก (เพศ) ลดพุงลดโรค รักจริงรอได้ เป็นต้น ซึ่งงานทั้งหมดเกิดขึ้นโดยมี ไอ๋-สุพัฒนุช สอนดำริห์ นักวางแผนผู้อยู่เบื้องหลังแผนงานสื่อสารอันสร้างสรรค์

“ไอ๋มีความฝันที่อยากทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม คิดว่าวิชาชีพนักโฆษณาของเราน่าจะเป็นประโยชน์ และรู้สึกว่าชอบบ่นเรื่องงานรัฐ เราเลยอยากพิสูจน์ตัวเองว่าถ้าตัวเองลองทำดูแล้วจะทำได้ไหม วันแรกที่มาทำงานยังไม่รู้เลยว่าได้เงินเดือนเท่าไหร่และอยู่ตำแหน่งอะไร พอทำงานไปก็เจออุปสรรคเยอะ แต่เราให้เวลาตัวเองสามปี มีเป้ากับตัวเองว่ายังไงก็จะไม่ท้อ เพราะตอนนั้นมีคนเสนองานให้เยอะเหมือนกัน ซึ่งทุกคนไม่เข้าใจว่าทำงานเอกชนอยู่ดีๆ ทำไมถึงออกมาทำภาครัฐ และตอนนั้นยังไม่มีใครรู้จัก สสส. เพราะองค์กรเพิ่งตั้ง แต่ยังไงเราก็จะพิสูจน์ว่าความตั้งใจของเราจะทำได้ไหม ถ้าไม่รอดก็จะกลับไปทำเอกชน”

ปัจจุบันเธอทำงานที่ สสส.มานาน 14 ปี อยู่เบื้องหลังงานมากกว่า 200 แคมเปญ กับตำแหน่งที่เธอนิยามเองว่าเป็นนักการตลาดเพื่อสังคม (Social Marketing) นักการตลาดที่ไม่ได้มีหน้าที่เพียงสร้างสรรค์งานเพื่อการตลาด แต่ยังหวังที่จะสร้างสรรค์สังคมให้ดีขึ้น

“การที่เราจะออกแบบสิ่งที่จะทำให้สังคมดีขึ้น จุดเริ่มต้นต้องหากลยุทธ์ให้เจอก่อน หาโปรดักต์ให้เจอว่าเราจะชวนเขาทำอะไร ซึ่งมันไม่มีแบบสำเร็จ แต่มันได้มาจากการรีเสิร์ชข้อมูล คุยกับผู้เชี่ยวชาญต่างๆ เพื่อหาให้เจอว่าอะไรเป็นตัวที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนั้น จากนั้นจึงออกแบบเครื่องมือที่จะนำไปสู่เป้าหมาย และเราพบว่าเครื่องมือนั้นไม่ได้มีแค่การสื่อสาร แต่ยังมีเครื่องมือในเชิงการขับเคลื่อนจริง”

ผ่านพ้น 3 ปีที่ตั้งไว้มานาน วันนี้ไอ๋มีเป้าหมายใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม คือ การสร้างวิชาชีพนักการตลาดเพื่อสังคมให้เกิดขึ้นในสังคมไทย โดยเฉพาะกับเด็กรุ่นใหม่ที่เห็นการทำงานของ สสส. แล้วเกิดแรงบันดาลใจอยากใช้เครื่องมือทางการตลาดและการสื่อสารเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น

“มันคงดีถ้าเราตื่นขึ้นมาทุกวันแล้วได้ทำเรื่องที่เป็นประโยชน์ แค่นั้นเอง แต่พอทำไปเรื่อยๆ มันค้นพบว่าเหนื่อยมากที่เราจะทำอยู่ไม่กี่คน และเราก็เห็นว่าในเมื่อมันพิสูจน์ตัวเองได้ มันมีพื้นที่และโอกาสให้ทำเยอะมาก เป้าหมายของไอ๋เริ่มเขยิบขึ้นมาที่จะอยากเห็นวิชาชีพนี้เกิดขึ้น อยากเห็นกระบวนการความรู้ อยากเห็นคนรุ่นใหม่รับไม้ต่อ ซึ่งดีใจที่ตอนนี้มีคนสนใจมากขึ้น มีคนเห็นว่าการทำงานรัฐก็เท่ได้ไม่แพ้เอเยนซีโฆษณา และหาเลี้ยงตัวเองได้ด้วยแม้ว่าเงินเดือนจะไม่เท่ากับเอกชน แต่มันก็สามารถตอบคำถามตัวเองได้ว่าเราทำไปเพื่ออะไร ความสุขของเราคืออะไร”

เธออยากเห็นประชาชนเข้าใจข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีได้ด้วยตัวเอง เพราะเมื่อทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดี สังคมก็จะดีตามไปด้วยตามกลไก ดังนั้นเป้าหมายปลายทางของไอ๋และขององค์กร คือ อยากกระตุ้นให้คนไทยมีความรู้ ความเข้าใจด้วยตัวเอง ในการปรับการใช้ชีวิตไปสู่เฮลตี้ไลฟ์สไตล์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย

“ระหว่างการทำงานจะมีปัญหาเข้ามาเสมอๆ และปัญหาในแต่ละครั้งมีจุดที่ยากและท้าทายตัวเอง แต่ความท้าทายนั้นไอ๋ได้ค้นพบว่าตัวเองจะเรียนรู้มันและมีวิธีคิดเชิงบวกกันมันได้ไหม แล้วเราจะปรับปรุงแก้ไขตัวเองให้ผ่านเรื่องนั้นไปได้หรือเปล่า มันเลยทำให้ในทุกๆ อุปสรรคหรือปัญหาเป็นจุดทบทวนชีวิตว่าเราจะเลือกไปทางไหน ท้อแล้วเลิก หรือจะเลือกเรียนรู้ ปรับปรุง แก้ไข พัฒนา ซึ่งบางทีเราก็ไม่แน่ใจว่าจะผ่านไปได้ไหมในจุดที่ยากมากๆ แต่ทุกครั้งไอ๋จะคิดถึงความสุขที่ได้เจอ”

เมื่อเป้าหมายใหญ่กว่าปัญหา เธอจึงเลือกที่จะแก้ปัญหาเพื่อก้าวไปสู่เป้าหมาย แม้ว่าจะเหนื่อยทุกครั้ง แต่นับเป็นความเหนื่อยที่มีความสุขและเธอยังอยากตื่นขึ้นมาเจอทุกวัน

ปรารถนา จริยวิลาศกุล

 

พลังของการสร้างแบรนด์

โปรเจกต์มากมายที่นักกิจการเพื่อสังคมรู้จักกันดีทั้งคอนเสิร์ต เลิฟ อีส เฮียร์ (Love is hear) ผูกปิ่นโตข้าว รันฮีโร่รัน (Run Hero Run) สานต่อที่พ่อทำ และร้อยกรองด้วยจงรัก ซึ่งเบื้องหลังสำคัญมาจากการสร้างแบรนด์ของบี๋-ปรารถนา จริยวิลาศกุล ที่คนอื่นนิยามเธอว่าเป็นนักสร้างแบรนด์เพื่อสังคม เพราะนอกจากเธอจะเป็นคนคิดไอเดียเจ๋งๆ แล้ว ยังเป็นพี่เลี้ยงให้กิจการเพื่อสังคมน้องใหม่ให้รู้จักการสร้างแบรนด์ด้วย

“คำว่าเพื่อสังคมเป็นปรัชญาในการทำงานตั้งแต่วันที่เราลาออกจากงานประจำ เราตั้งคำถามกับตัวเองว่าอยากทำอะไร หลังจากนั้นพอรับงานคอมเมอร์เชียลมาหนึ่งงาน เราจะไปทำงานเพื่อสังคมหนึ่งงาน ได้ไปเปิดเฮลป์ เดสก์ (Help Desk) ให้น้องๆ ที่ทำกิจการเพื่อสังคมเข้ามาปรึกษาเรื่องการทำแบรนด์ฟรี ซึ่งสุดท้ายแล้วเส้นที่แบ่งระหว่างเพื่อการค้ากับเพื่อสังคมจะหายไป เพราะลูกค้าจะรู้ว่าเราทำอะไร ลูกค้าที่เข้ามาก็จะมีความรับผิดชอบเพื่อสังคมด้วยเช่นเดียวกัน”

ในทัศนะของเธอ การสร้างแบรนด์มีเพียงศาสตร์เดียว คือ การนำความดีงามที่สุดขององค์กรนั้นออกมาให้เป็นที่ประจักษ์และเชื่อมโยงกับคนได้ ซึ่งนั่นคือ “อิคิไก” (IKIGAI Branding) เป็นภาษาญี่ปุ่นแปลว่า เหตุผลของการมีชีวิตอยู่หรือสิ่งที่ทำให้เราอยากตื่นขึ้นมาในทุกๆ เช้า

“อิคิไกเป็นสิ่งที่ทุกคนมีและเป็นสิ่งที่ทุกคนเกิดมาเพื่อแสวงหามัน ถ้าเจอเร็ว ชีวิตของคุณจะมีค่ามาก จะมีความสุขมาก เพราะคุณจะรู้ว่าจะอยู่ไปเพื่ออะไร ซึ่งสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่คุณรัก สิ่งที่คุณเก่ง สิ่งที่คุณน่าจะเลี้ยงชีพได้ และสิ่งที่โลกต้องการ ฉะนั้นมันไม่ใช่แค่แพสชั่น แพสชั่นไม่ได้ทำให้คุณไปไกล แต่มันต้องกลายเป็นอาชีพ”

อิคิไกของเธอคือ Branding for Better กล่าวคือ ศาสตร์ของแบรนด์สามารถทำให้ทุกอย่างดีขึ้นได้ “หลังจากทำคอนเสิร์ต เลิฟ อีส เฮียร์ สำเร็จ ชีวิตนี้สามารถ ตายได้แล้ว เพราะเราทำอิคิไกสำเร็จแล้ว งานหลังจากนั้นถือว่าเป็นโบนัสของชีวิต” เลิฟ อีส เฮียร์ คือคอนเสิร์ตคนหูหนวกที่เกิดขึ้นโดยไม่มีเงินสักบาท แต่สามารถสำเร็จได้จากน้ำพักน้ำแรงและน้ำใจ ซึ่งกลายเป็นเคสตัวอย่างของการทำอีเวนต์โดยไม่มีข้อแม้

บี๋แบ่งงานออกเป็น 4 อย่าง ได้แก่ มานะ คือ งานที่ใช้แรงโดยไม่ต้องคิดมาก มานี คือ งานที่ทำแล้วได้เงิน ปิติ คือ งานที่ทำเพื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และชูใจ คือ งานช่วยเหลือสังคม ซึ่งทั้งหมดเธอทำสำเร็จแล้ว และจะทำต่อไปไม่รู้จบ

เรื่องราวของเป็ดทั้ง 3 คนหวังว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนได้หันมาทำอะไรดีๆ เพื่อคนส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นตัวอย่างของวิชาชีพด้านนิเทศศาสตร์และสื่อสารมวลชนที่สามารถเป็นพลังขับเคลื่อนสังคม หรือแม้แต่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ทัศนคติของผู้คน และยิ่งใหญ่ถึงขนาดทำให้ประเทศไทยน่าอยู่ขึ้นได้จริง

 

บ้านรก! ทำเงินหาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/481917

บ้านรก! ทำเงินหาย

โดย…สมแขก ภาพ เอเอฟพี

รู้หรือไม่ว่านิสัยบ้าช็อปปิ้ง นอกจากจะพาเงินให้หมุนไปแล้ว บ่อยครั้งที่นำพาขยะหรือของไม่จำเป็นเข้าบ้านโดยไม่รู้ตัว เมื่อซื้อมาแล้วหากเก็บให้เข้าที่เข้าทางก็คงไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าซื้อแล้วซุก ยัด สอด เหน็บ ซ่อนของที่ซื้อไว้เป็นจำนวนมากมายมหาศาลในบ้าน นอกจากจะทำให้บ้านรกรุงรังแล้ว คุณรู้หรือไม่ว่าความรกของบ้านทำให้คุณเงินหายไปหลายจำนวนทีเดียว

เพราะการวางของนอกตู้ให้ไม่เป็นที่เป็นทางหรือกองไว้ตามพื้น บางบ้านหรือคอนโดของบางคน วางของกองไว้ จนเหลือทางเดินเท่าทางแมว นอกจากทำให้สูญเสียพื้นที่ใช้สอยที่สำคัญของบ้านแล้ว ข้อเสียคือคุณจะไม่รู้หมวดหมู่ของสิ่งของ เช่น ของใช้จำเป็น ของไม่ใช้แล้ว หรือของที่ต้องซื้อใหม่ เป็นปัจจัยทำให้เงินคุณหายในเวลาต่อมา เงินหายในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าการหาเงินไม่เจอ แต่มันคือการซื้อของโดยไม่จำเป็น ทำให้เงินที่ควรจะเป็นเงินเก็บหลุดลอยหายไป ดังนั้นถ้าคุณอยากมีเงินเก็บ สิ่งที่ต้องเริ่มทำคือสำรวจบ้าน และจัดการให้สะอาดเรียบร้อย เกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ที่นอกจากจะทำให้บ้านน่าอยู่แล้ว ยังทำให้คุณมีเงินเหลือเก็บไปเที่ยวสุดสัปดาห์ได้ด้วย

เริ่มเก็บบ้าน=เริ่มเก็บเงิน

บ้านไหนสะอาด ให้ความรู้สึกปลอดโปร่งโล่งเบา นอกจากจะทำให้สุขภาพกาย สุขภาพใจผู้อยู่อาศัยดีตาม คุณจะมีพลังงานไปทำอย่างอื่น (ไม่มัวแต่หาของ) ไม่ต้องหาหมอบ่อยๆ เพราะแพ้อากาศ (บ้านรกก็อมฝุ่น) อยู่แล้วรวย ห้อง-บ้าน ของเราที่ดูสะอาด เป็นระเบียบ ทำให้เรารู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน เห็นของที่จำเป็นต้องใช้ในบ้านจริงๆ และเห็นว่าอะไรไม่จำเป็นต้องซื้อ การเริ่มเก็บบ้านทำให้เราไม่ต้องซื้อของเพิ่ม เท่ากับประหยัดค่าใช้จ่าย นอกจากนี้การเก็บกวาดหรือโละของไม่จำเป็นมาขาย ก็ทำให้มีรายรับกลับเข้ามาหาเรา ขยะในบ้านก็ลดลง

เก็บบิล ใบเสร็จให้เป็นที่

การจัดเก็บบิลหรือใบเสร็จ บัตรกำนัลแลกซื้อต่างๆ ให้อยู่เป็นหมวดหมู่ จะช่วยลดความรกของบ้านได้มากพอดู เพราะเพียงกระดาษใบจิ๋ว แต่วางเกลื่อนอยู่ทุกพื้นที่ในบ้านก็ทำให้บ้านดูรกได้ ดังนั้นการจัดเก็บ เช่น บิลค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเทอร์เน็ต ของแต่ละเดือนควรแยกกล่องไว้เลยว่ากล่องนี้ใส่บิลรอจ่าย บิลไหนจ่ายแล้วก็เก็บเข้าอีกกล่องให้เรียบร้อย ข้อดีนอกจากเราจะหยิบจับ หาง่ายแล้ว ยังเป็นบันทึกช่วยจำของแต่ละบ้านได้ด้วยว่าเรามีรายจ่ายของบ้านในแต่ละเดือนเท่าไหร่บ้าง

แก้นิสัยบ้าซื้อของเข้าบ้าน

หลังจากเก็บของในบ้านให้ทุกอย่างมีที่ทางที่ชัดเจน สิ่งต่อมาที่ต้องทำคือปรับนิสัยชอบซื้อเล็กซื้อน้อย โดยเฉพาะคุณแม่บ้าน ของใช้ในบ้านบางอย่างซื้อเท่าที่จำเป็น ไม่ต้องซื้อเผื่อเดือนหน้าหรือปีหน้า ซื้อเพียงเพราะกระหน่ำลดราคา เพราะถ้าคุณซื้อมาแล้วเก็บไว้เฉยๆ ไม่ได้ใช้หรือจนหมดอายุ ก็เท่ากับเปลืองเงินฟรี  แถมเปลืองพื้นที่เก็บ

จัดตู้เสื้อผ้า

ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าใหม่หรือเก่า ถ้าคุณเก็บเป็นที่เป็นทาง คุณจะจำเสื้อผ้าทุกตัวของคุณได้ ไม่จำเป็นต้องซื้อใหม่บ่อยๆ ส่วนเสื้อผ้าตัวเก่งที่ใส่ประจำ แม้คุณจะเหนื่อยแสนเหนื่อยก็จงอย่าถอดเสื้อผ้าแล้วกองพะเนินเป็นเวลานานๆ เด็ดขาด นอกจากจะทำให้สภาพบ้านไม่เป็นที่เจริญหูเจริญตาแล้ว ยังทำให้เราลืมไปว่าเคยมีเสื้อผ้าแบบนี้ในบ้าน (ข้ออ้างของการซื้อใหม่) ฉะนั้นต้องหมั่นซักผ้า จัดตู้เสื้อผ้าให้เป็นระเบียบ เราก็จะสนุกกับการมิกซ์แอนด์แมตช์เสื้อผ้าได้อีก

 

ดึงศักยภาพการประชุม ยุคใหม่ด้วย เลโก้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/481911

ดึงศักยภาพการประชุม ยุคใหม่ด้วย เลโก้

โดย…โยธิน อยู่จงดี

เลโก้ ตัวต่อชิ้นเล็กๆ หลากสีสัน ที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในของเล่นเสริมทักษะของเด็กๆ ตลอดกาล แต่วันนี้ตัวต่อชิ้นเล็กๆ ได้พัฒนารูปแบบจากของเล่นสู่หนึ่งในเครื่องมือเสริมการทำงานแบบใหม่ ในนามของ เลโก้ ซีเรียส เพลย์ (Lego Serious Play) หรือเรียกสั้นๆ ว่า แอลเอสพี (LSP) เราเริ่มพูดคุยพร้อมทำเวิร์กช็อปสั้นๆ กับ ณฤดี  คริสธานินทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูเรก้า อินเตอร์เนชั่นแนล และผู้ก่อตั้ง www.LSPThailand.com เพื่อทำความเข้าใจกับเลโก้ ซีเรียส เพลย์ ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าของเล่นชิ้นเล็กๆ นี้เปลี่ยนมาเป็นเครื่องมือพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานในองค์กรได้อย่างไร

ไม่มีอะไรอธิบายการทำงานของแอลเอสพีได้ดีเท่ากับการลงมือทดลองด้วยตัวเอง ณฤดี ส่งแอลเอสพีชุดเริ่มต้นให้กับเราได้ทดลองประสิทธิภาพไปพร้อมกับเล่าความเป็นมา “ใจความสำคัญของเลโก้ ซีเรียส เพลย์ คือ ไม่ใช่ของเล่น (Toy) แต่เป็นเครื่องมือ (Tool) ในการทำงาน ดังนั้นเราจะไม่นำเลโก้ชุดสตาร์วอร์ส หรืออะไรประมาณนี้มาใช้ เพราะเลโก้ทุกชิ้นที่นำมาอยู่ในชุดของเลโก้ ซีเรียส เพลย์ ได้ผ่านการค้นคว้า วิจัย และพัฒนามาแล้วว่าเหมาะสมกับการเสริมรูปแบบการทำงานของผู้ใหญ่

ในชุดแอลเอสพีจะมีหลายระดับ ตั้งแต่เริ่มต้นคนเดียวไปถึงการต่อเป็นทีม และตัวต่อก็จะมีการเลือกใช้สีและรูปแบบเฉพาะที่สามารถให้ความหมายได้หลายชั้น เช่น บันไดเป็นได้ทั้งการปีน ทางเดิน การเติบโต หรือชิ้นส่วนสีแดงอาจจะเป็นได้ทั้งโครงสร้าง หรือใช้สีแทนความรู้สึกอันตราย หรือจะเป็นสิ่งสำคัญก็ได้ นี่จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราคิดได้ลึกซึ้ง และเป็นกลุ่มก้อนได้มากขึ้น ทำให้ความคิดของทุกคนมีค่าและมีส่วนร่วม ยิ่งแตกต่างยิ่งดี เหมาะกับการร่วมกันคิดนวัตกรรม

จุดเริ่มต้นมาจากเมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้ว บริษัท เลโก้ ประสบปัญหาเด็กๆ เปลี่ยนวิธีการเล่น จากที่เคยเป็นของเล่นที่ได้รับความนิยม ก็เปลี่ยนมาเล่นเกมคอมพิวเตอร์ ทำให้เลโก้ต้องหากลยุทธ์ปรับตัวให้ทันต่อโลกที่เปลี่ยนไป มีการทำเวิร์กช็อป ระดมสมอง ทำการตลาดคิดหาวิธีการให้เด็กกลับมาเล่นมากมาย แต่ว่าซีอีโอกลับไม่พอใจจากผลที่ได้จากกระบวนการเวิร์กช็อปเหล่านั้น เพราะสิ่งที่ได้มาไม่ได้ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริง เลโก้แก้เกมดึงความสนใจของเด็กๆ ด้วยการปรับออกชุดเวอร์ชั่นต่างๆ ออกมาขาย ผลที่ได้ก็กระเตื้องยอดขายได้ในระดับหนึ่ง แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เลโก้ต้องการในโลกการแข่งขัน ที่เปลี่ยนรูปแบบการเล่นจากของเล่นชิ้นๆ ไปสู่เกมคอมพิวเตอร์

 

 

จนกระทั่งมีคนคิดว่าในเมื่อเลโก้เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการพัฒนาสมอง ทำไมเราไม่เอามาปรับปรุงพัฒนาให้เป็นเครื่องมือที่เข้ามาช่วยในการทำงานของผู้ใหญ่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นบ้างล่ะ จึงเกิดเป็นกระบวนการแอลเอสพีขึ้นมา เลโก้ตั้งบริษัทลูกขึ้นมาดูแลและพัฒนาแอลเอสพีขึ้นมาโดยเฉพาะ โดยมี เวิลด์ มาสเตอร์ เทรนเนอร์ 2 ท่าน คือ โรเบิร์ต ราสมุสเซน และ เพอร์ คริสเตียนเซน ผู้ก่อตั้ง Association of Master Trainers in the Lego Serious Play Method เป็นผู้ค้นคว้าวิจัยและพัฒนากระบวนการแอลเอสพีขึ้นมาโดยเฉพาะ”

โจทย์แรกของเราที่ได้รับจาก ณฤดี ก็คือให้ใช้เลโก้ที่มีอยู่ประมาณ 20 กว่าชิ้น สร้างตึกขึ้นมา โดยมีข้อแม้ว่าต้องมีคนยืนอยู่บนยอดตึก ให้เวลา 1 นาทีในการสร้าง ตัวต่อที่ดูเหมือนไม่น่าจะสร้างออกมาเป็นตึกได้ก็ออกมาเป็นรูปร่างแปลกตา ซึ่งแต่ละคนก็สร้างออกมาไม่เหมือนกัน แล้วให้แต่ละคนอธิบายว่าตึกนี้มีจุดเด่น แนวคิด และองค์ประกอบอะไรออกมาบ้าง ไม่น่าเชื่อว่าตึกที่สร้างโดยแทบจะไม่มีเวลาได้คิด จะสามารถบอกบุคลิกตัวตนลึกๆ ของแต่ละคนได้เป็นอย่างดี

ณฤดี อธิบายเพิ่มเติมในทันทีว่า สิ่งนี้เรียกว่าการใช้มือช่วยคิด เนื่องจากมือของคนเรามีระบบประสาทที่เชื่อมโยงพัฒนามาพร้อมๆ กับสมองตั้งแต่แรกเกิดถึง 80 เปอร์เซ็นต์ “การคิดผ่านมือของเราจึงเป็นการคิดในรูปแบบใหม่ๆ ที่ช่วยให้เราหลุดกรอบกระบวนการคิดแบบเดิมๆ นำเราไปสู่แนวทางใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการที่มากกว่า

ในเวิร์กช็อปจะได้โจทย์เดียวกัน ทรัพยากรที่มีอยู่ในมือมีเท่ากัน แต่ทุกคนจะต่อออกมาไม่เหมือนกัน และจะต้องอธิบายความคิดของตัวเองผ่านชิ้นส่วนเลโก้ที่สร้างมากับมือในระยะเวลาอันสั้น วิธีการนี้จะช่วยให้ทีมได้เห็นภาพความคิดของเพื่อนร่วมทีมในรูปแบบ 3 มิติ ซึ่งง่ายต่อการจดจำ เข้าใจ และยอมรับความคิดเห็นของอีกฝ่ายได้ดีกว่า

โดยทั่วไปแล้วเวลาที่เราประชุมงานหรือระดมไอเดีย เราจะเห็นภาพความคิดของคนอื่นในรูปแบบ 2 มิติ ผ่านตัวอักษรหรือการฟัง ซึ่งยากแก่การเข้าใจและตีความออกมา แต่พอได้เห็นงานเลโก้ของแต่ละคน เราจะข้ามเรื่องความรู้สึกเปรียบเทียบโดยใช้อีโก้เป็นตัวตัดสิน ไปสู่การเห็นภาพเดียวกันและให้การยอมรับความเห็นนั้น เพราะปัญหาของทุกองค์กรก็คือเวลาที่มีการประชุม ระดมสมองคิดหาไอเดียใหม่ๆ ออกมา แต่สิ่งที่ได้ออกมามีเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ แต่กระบวนการเลโก้ ซีเรียส เพลย์ จะเป็นกระบวนการที่มีการตั้งโจทย์ และทุกคนต้องสร้างคำตอบออกมา

การสร้างเลโก้ของผู้ใหญ่กับเด็กนั้นแตกต่างกัน เด็กจะสร้างโดยเน้นให้เหมือนหรือสร้างตามจินตนาการ แต่ผู้ใหญ่จะสร้างคำตอบเชิงสัญลักษณ์เปรียบเทียบ เพราะฉะนั้นคำตอบจะมาเองโดยให้มือของเราเป็นการสร้างคำตอบ และอธิบายว่าตรงโมเดลนี้หมายความว่าอะไร ทุกคนจะได้แสดงความเห็นลึกๆ ของตัวเองออกมาผ่านโมเดลที่สร้าง และคนฟังก็จะฟังเพื่อทำความเข้าใจมากกว่าจะไปตัดสินว่าความคิดของเขานั้นดีหรือไม่ดี มันเป็นอารมณ์ของการประชุมแบบหนึ่ง ที่ทุกคนรู้สึกเซฟที่จะพูด เพราะกลัวว่าพูดไปแล้วความเห็นของเราจะไม่ดี ดังนั้นในการประชุมจึงมีน้อยมากที่คนเราจะออกความเห็นและทำความเข้าใจร่วมกัน

ทุกคนล้วนมีไอเดีย แต่การใช้เลโก้สร้างโมเดลความคิด อธิบายเชิงสัญลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นเด็กฝึกงานที่เข้ามาได้เพียง 1 วัน ไปจนถึงเจ้าของบริษัททุกคนเท่ากันหมด สร้างออกมาแล้วยิ่งแตกต่างยิ่งดี เป็นกระบวนการที่เราปั้นความคิดของเราออกมา และเราเอาความคิดของทุกคนมารวมกันได้อีก และทุกคนจะเห็นภาพเดียวกันและสามารถนำมาโยงด้วยกันได้

ไม่ใช่เพียงการทำงานในระดับล่าง ในผู้บริหารระดับสูงมีเรื่องที่ต้องตัดสินใจหลายอย่าง และการตัดสินใจส่วนใหญ่จะมาจากสูตรสำเร็จในอดีต และมักจะหลอกตัวเองว่าเราจะต้องจะหลุดจากวิธีคิดแบบเดิมๆ เราจะเป็นเจ้านวัตกรรม บริษัทเราจะก้าวไปข้างหน้า แต่สุดท้ายเราก็คิดแบบเดิมโดยไม่รู้ตัว”

 

อภิรักษ์ อภิสารธนรักษ์ กรรมการสมาคม ยังเพรสซิเดนท์ ออร์แกไนเซชั่น หรือวายพีโอ (Young President Organization-YPO) หนึ่งในองค์กรที่ได้ทดลองใช้เลโก้ ซีเรียส เพลย์ บอกกับเราว่า สมาคมเป็นองค์กรที่รวมผู้บริหารเบอร์หนึ่งของทุกองค์กร ในทุกๆ ปีจะมีการรวมกลุ่มกันร่วมกันทำเวิร์กช็อป เพื่อพัฒนาองค์กรให้ดีขึ้น โดยสำหรับปีนี้ได้มองหลายๆ ออปชั่นว่า มีเทรนนิ่ง หรือเวิร์กช็อปอะไรบ้างที่น่าสนใจ ซึ่งเลโก้ ซีเรียส เพลย์ เป็นสิ่งที่สมาคมยังไม่เคยลองใช้

“ผมคิดว่ามันน่าสนใจ คือเรามีการจัดเวิร์กช็อปกันทุกเดือน เราจึงเห็นอะไรมามากและทุกคนก็เป็นระดับประธานบริษัท และผู้บริหารเบอร์หนึ่งของทุกองค์กร และทุกคนก็ผ่านการอบรมมาเยอะ แต่พอเราเข้ามาทำเวิร์กช็อปนี้ ทำให้เรารู้ว่าเลโก้นั้นไม่ใช่คำตอบ แต่เป็นเครื่องมือที่นำเราไปสู่คำตอบที่ต้องการ

โจทย์ของเราคือต้องการรู้ตัวตน ความคิด ความรู้สึกของสมาชิกแต่ละคนที่มีต่อองค์กร และนำไปสู่แผนการพัฒนาสมาคมต่อไป และเลโก้ ซีเรียส เพลย์ ก็เป็นตัวทำให้เราเปิดใจได้มากขึ้น บางทีเราก็ใช้คำพูด บางทีชิ้นส่วนของเลโก้ ซีเรียส เพลย์ ในการสื่อสารความคิดออกไปเพื่อสื่อให้ผู้อื่นเข้าใจ เพราะในการทำงานมีหลายสิ่งหลายอย่าง บางทีเราไม่สามารถพูดกันได้ เพราะเป็นความรู้สึกที่ยากแก่การอธิบาย แต่การใช้ตัวเลโก้และอธิบายออกมาในเชิงสัญลักษณ์จะช่วยทำให้เราสื่อความรู้สึกให้ผู้อื่นเข้าใจได้ดีขึ้น

การทำเวิร์กช็อปที่ผ่านมา ผมคิดว่ามันช่วยได้เยอะ เราแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ช่วยกันโมเดลเลโก้ออกมาไม่เหมือนกัน แต่สิ่งที่ถูกพูดสิ่งที่ถูกสื่อสารกลับออกมาในสิ่งเดียวกัน ทำให้เรารู้ว่าสมาชิกทุกคนมีความเข้าใจเดียวกัน มีความรู้สึกเดียวกัน ได้รู้ความต้องการลึกๆ ของทุกคนในองค์กร เพื่อนำมาพัฒนาองค์กรด้วยกัน

 

ผมคิดว่าเลโก้เป็นเครื่องมือที่มหัศจรรย์ แต่ขาดอย่างเดียวคือคนที่จะนำมาใช้ ส่วนตัวผมงานโฆษณาผมทำเรื่องแบรนดิ้งเยอะมาก ผมคิดว่าเลโก้ ซีเรียส เพลย์ ทำให้คนเข้าใจเรื่องแบรนดิ้งมากขึ้น หลายๆ องค์กรต้องการความคิดสร้างสรรค์ และผมคิดว่าเลโก้ช่วยให้คนถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ผ่านเลโก้ออกมาได้อย่างดีเยี่ยม ถ้าให้ผมเปรียบเทียบ มันคือระบบๆ หนึ่ง เช่น แอนดรอยด์ ที่สามารถทำให้คนสร้างและถ่ายทอดอะไรออกมาก็ได้ เลโก้เป็นแพลตฟอร์มเดียวกันที่สามารถปรับเปลี่ยนและสร้างอะไรออกมาก็ได้ ขาดแค่คนที่จะนำไปพัฒนาต่อเท่านั้นเอง ซึ่งผมว่าเครื่องมือนี้จะพัฒนาได้อีกเยอะมาก”

ณฤดี ทิ้งท้ายไว้ว่า หากให้พูดถึงความสำเร็จในการนำแอลเอสพีมาใช้ในการทำงาน ก็สามารถมองได้หลายมุมในการทำงานระดับองค์กร มีหลายองค์ประกอบที่ทำให้งานนั้นประสบความสำเร็จ กระบวนการของแอลเอสพีเป็นเวิร์กช็อปอย่างหนึ่ง ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการวางแผนที่ให้พนักงานร่วมกันใช้ศักยภาพของสมองแสดงความเห็นผ่านชิ้นส่วนเลโก้อย่างเต็มที่ เมื่อทำออกมาแล้วได้ผลสรุปออกมาเป็นภาพเดียวกัน นั่นก็คือความสำเร็จอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการคิดนวัตกรรม การวางแผนการตลาด การมีส่วนร่วมในการสร้างองค์กร หรือแม้กระทั่งการปรับใช้ในการค้นหาความคิดในจิตใต้สำนึกของลูกค้า แล้วแต่ว่าเราจะดีไซน์เวิร์กช็อปให้เป็นไปในรูปแบบไหน

เคล็ดลับในการใช้แอลเอสพีก็คือการตั้งโจทย์ขึ้นมาแล้วต่อแบบไม่ต้องคิดอะไรมาก ให้มือช่วยคิดช่วยดึงศักยภาพของสมองที่เหลือออกมาใช้ หยิบชิ้นส่วนขึ้นมาแล้วต่อทันที เมื่อเสร็จแล้วเราก็จะเห็นคำตอบใหม่ๆ ที่มีต่อโจทย์ ผ่านชิ้นส่วนที่สามารถใช้แทนสัญลักษณ์ความคิดนั้นนั่นเอง

 

ลงทุนซื้อเครือข่ายอาจได้แค่ตาข่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/481759

ลงทุนซื้อเครือข่ายอาจได้แค่ตาข่าย

โดย…วรธาร

สมัยนี้มีคนรุ่นใหม่และรุ่นเก่าหลายคนลงทุนลงแรงไปเรียนโน่นนี่นั่นเพื่อหาเครือข่าย แต่เสียดายที่หลายคนได้แค่ตาข่าย เป็นเพียงการรู้จักกันแค่ภายนอก แต่ไม่รู้จิตใจภายในของแต่ละคน เนื่องจากแต่ละคนก็มาหาผลประโยชน์บนเครือข่ายทางสังคมเหล่านั้น ที่สำคัญหลังจากจบคอร์ส จบโปรแกรม จบการสัมมนาดูงานแล้ว เมื่อเวลาผ่านไปไม่นานความสัมพันธ์ก็เริ่มเสื่อมไปตามกาลเวลา เครือข่ายก็ค่อยๆ หายไปพร้อมกับเงินก้อนใหญ่ที่สะสมมาทั้งชีวิต

ณรงค์วิทย์ แสนทอง วิทยากร นักเขียนและโค้ชผู้ให้คำปรึกษาด้านการพัฒนาตนเอง กล่าวว่า ถ้าใครที่มีเงินอยู่ก้อนหนึ่งแล้วต้องการไปเข้าสัมมนาหรือกิจกรรมอะไรๆ แล้วต้องการเครือข่าย ให้ลองถามตัวเองดูใหม่ว่า ทำอย่างไรจึงจะสร้างเครือข่ายได้โดยไม่ต้องใช้เงินก้อนนี้ หรือจะทำอย่างไรให้เงินก้อนนี้สร้างเครือข่ายที่เป็นเครือข่ายจริงๆ ไม่ใช่แค่โครงข่ายแบบไม่มีสัญญาณหรือเป็นแค่ตาข่าย

ณรงค์วิทย์ กล่าวว่า อยากจะบอกว่าหลายคนแย่กว่าคนซื้อหวยอีก เพราะคนซื้อหวยยังมีความเป็นไปได้บ้างแม้จะหนึ่งในร้อย หนึ่งในพัน แต่การลงทุนเสี่ยงเพื่อสร้างหรือซื้อเครือข่ายของคนบางคนแทบจะมองไม่เห็นโอกาสถูกเลยก็มี ได้แต่เพื่อน ได้แต่คนรู้จัก ถ้าถามว่าเพื่อนคนนั้นตอบโจทย์ชีวิตของเราไหม คำตอบของหลายคนคือไม่ใช่ ก็เป็นแค่รู้จักคนเยอะขึ้นเท่านั้น

“ผมอยากฝากถึงคนที่คิดจะลงทุนกับการสร้างเครือข่ายทั้งหลายว่า ถ้าเงินเยอะทำไปเถอะ แต่ถ้าเงินก้อนสุดท้ายและเงินก้อนนั้นเก็บมาทั้งชีวิต จงเก็บเงินไว้ดีกว่า ด้วยความปรารถนาดีจากคนธรรมดาที่อยากเห็นคนธรรมดาไม่ทุกข์เพราะโลภมากแล้วเสียโอกาส”

 

ทำ 3 ข้อ ก็ประสบความสำเร็จได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/481758

ทำ 3 ข้อ ก็ประสบความสำเร็จได้

โดย…วรธาร

คนเราจะประสบความสำเร็จในชีวิต บางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องใช้แนวทางปฏิบัติมากมายหลายข้อ บางคนเห็นแล้วไม่อยากทำตาม บางทีก็มากจนไม่รู้ว่าจะเน้นข้อไหนมากข้อไหนน้อย เพราะบางทีแนวทางปฏิบัติทั้งหมดนั้น บางข้ออาจไม่ได้หนีห่างกันมาก ถ้าปฏิบัติบางข้อได้ดีแล้วบางทีข้ออื่นบางข้ออาจไม่จำเป็นก็ได้

ทองพันชั่ง พงษ์วารินทร์ วิทยากรด้านการบริหารการผลิตและการจัดการให้กับสถาบันฝึกอบรมชั้นนำ และกรรมการผู้จัดการ บริษัท บีที คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า จากการศึกษาค้นคว้าหนังสือแนวพัฒนาตนเองและเรื่องเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจมาหลายเล่ม ทำให้รู้แนวคิด หลักการ และวิธีการปฏิบัติมากมายและนำมาปฏิบัติกับตัวเอง แต่สรุปแนวคิดในการใช้ชีวิตให้ประสบความสำเร็จสูงสุดด้วยแนวทางปฏิบัติสั้นๆ 3 ข้อ

1.การตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน เป้าหมายเดียวอย่าไขว้เขว เช่น เป้าหมายในการทำงาน เป้าหมายในการเรียน ครอบครัว สุขภาพ การเงิน ธุรกิจ หรือเรื่องอื่นๆ ที่เราสนใจให้ชัดเจน และให้แบ่งเป้าหมายออกเป็นระยะๆ เพื่อให้ง่ายต่อการติดตามและประเมินผล ส่วนเป้าหมายตามระยะเวลา ได้แก่ เป้าหมายประจำปี ประจำเดือน ประจำสัปดาห์ และประจำวัน ค่อยๆ ทำแผนออกมาคร่าวๆ ให้เหมาะสมกับช่วงเวลาต่างๆ ถ้าทำแบบนี้ได้จะยิ่งดีมาก เช่น สิ้นปีจะมีเงินเก็บ 1 แสนบาท ก็ต้องวางแผนเอาไว้ว่าแต่ละเดือน แต่ละสัปดาห์จะใช้เงินเท่าใด และเก็บเท่าไหร่ ปีนี้ต้องเรียนจบปริญญาให้ได้ ปีนี้ต้องเลื่อนขั้นให้ได้ ปีนี้จะต้องอ่านหนังสือเดือนละ 1 เล่มให้ได้ หรือจะทำธุรกิจส่วนตัว เป็นต้น

2.รู้และทำในสิ่งต้องทำอย่างไม่ลดละ กัดไม่ปล่อย ทำแบบสุนัขจนตรอกคือ สู้ยิบตา ไม่สำเร็จไม่เลิกรา เช่น เราทุกคนรู้ดีว่าการอ่านหนังสือและการทำสมาธิดีต่อการทำงาน การรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ทำให้ร่างกายเราแข็งแรง การนอนเร็วตื่นแต่เช้า ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ดีต่อสุขภาพ เราก็ทำ หรือในเนื้องานของเราก็ต้องทำงานที่เป็นหัวใจ ส่วนงานปลีกย่อยก็แจกจ่ายให้ลูกน้องทำ

สมมติเป็นผู้จัดการหรือหัวหน้างาน งานที่เราต้องทำ เช่น การตัดสินใจ การแก้ไขปัญหา การสร้างมาตรฐาน การปรับปรุงงาน การวางแผนงาน การพัฒนาทีม สิ่งเหล่านี้คือหัวใจของงาน ก็ต้องทำ ส่วนงานที่ไม่ค่อยสำคัญ งานหยุมหยิมเล็กๆ น้อยๆ หรืองานที่ไม่สมควรทำ เช่น งานเอกสารที่ไม่สำคัญ งานพิมพ์รายงาน ถ้าไม่ใช่หน้าที่ของเราก็ฝึกมอบหมายงานให้ลูกน้องไปทำบ้าง อย่าเก็บเอาไว้คนเดียว นอกจากนี้ยังไม่ควรเสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระ เช่น เล่นโทรศัพท์ สังสรรค์กับเพื่อนบ่อยเกินไป เป็นต้น

3.ชนะใจตัวเอง พูดง่าย ทำง่าย หรือใครๆ ก็ทำได้ เพียงแค่เรามีจิตใจที่เข้มแข็ง มุ่งมั่น เอาจริงเอาจัง และมีวินัยในตัวเองเท่านั้น

กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีที คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า แนวคิดนี้มหาเศรษฐี คนที่รวยติดอันดับโลก ผู้ที่ประสบความสำเร็จได้รับรางวัลโนเบลทุกคนต่างปฏิบัติทั้ง 3 ข้อนี้ ถ้าใครทำได้ครบถ้วนกล้ารับรองได้เลยว่าต้องเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่งแน่นอน ลงมือทำเลย

 

มนัส จรรยงค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/481678

มนัส จรรยงค์

ปี 2550 หรือเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เป็นปีครบรอบชาตกาล 100 ปี มนัส จรรยงค์ นักเขียนแม่แบบผู้ทรหดบนเส้นทางวรรณกรรมไทย

โดย…พริบพันดาว

เพราะฉะนั้น ในปี 2560 นี้ จึงเป็นปีครบรอบชาตกาล 110 ปี ของ มนัส จรรยงค์

ประภัสสร เสวิกุล นักเขียนนิยายนามระบือและศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ และเป็นอดีตนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ผู้เพิ่งล่วงลับไปเมื่อปีสองปีที่ผ่านมา ได้เขียนในบทความชื่อ “เทพบุตรแห่งสวนอักษร” กล่าวถึง มนัส จรรยงค์ อย่างยกย่องเชิดชูด้วยความชื่นชมว่า

“หากเอ่ยฉายา เทพบุตรแห่งสวนอักษร นักอ่านส่วนใหญ่คงจะทราบได้โดยทันทีว่า นั้นหมายถึงราชาเรื่องสั้นไทยที่ชื่อ มนัส จรรยงค์ แม้มนัสจะเสียชีวิตไปเป็นเวลานานถึง 46 ปีแล้ว แต่ชื่อเสียงและผลงานของเขาก็ยังคงเป็นที่กล่าวถึงเสมอ และเป็นเรื่องบังเอิญที่ผมเพิ่งจะรื้อตู้หนังสือและเจอพ๊อคเก็ตบุ๊ครวมเรื่องสั้นชุด จับตาย ของ มนัส จรรยงค์ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 เมื่อปี 2527 โดยสำนักพิมพ์วลี ราคา 20 บาท เปิดอ่านทวนความจำ…

 

“…ผลงานด้านเรื่องสั้นของ มนัส จรรยงค์ ทั้งในชื่อจริง และนามปากกา ‘อ.มนัสวีร์’ ‘รุ่ง น้ำเพชร’ ‘ฤดี จรรยงค์’ ฯ น่าจะมีมากกว่า 1,000 เรื่อง นอกจากนี้ ยังมีสารคดีและเรื่องยาวอีกจำนวนหนึ่ง เรื่องสั้นของ มนัส จรรยงค์ ได้รับการยกย่องว่ามีความโดดเด่นในเนื้อหา ความงดงามของภาษา ความคมคายในความคิด นอกเหนือจากความสนุกสนานเร้าใจ และสะท้อนภาพของชาวบ้านและผู้คนในท้องถิ่นได้อย่างมีเลือดเนื้อและจิตวิญญาณ เสน่ห์ประการสำคัญของมนัสเป็นดังที่ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ บันทึกไว้ว่า ‘เราจะไม่เคยได้ยินเสียงร้องอุทธรณ์ ถึงความยากไร้ดังออกมาจากเรื่องสั้นของเขา แต่เราจะมองเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของคนที่เข้าใจในโลกและชีวิต และไม่ยอมพ่ายแพ้’”

ในตำแหน่งที่คนรุ่นหลังและนักเขียนด้วยกันสถาปนาให้เป็น “ราชาเรื่องสั้นของเมืองไทย” คงไม่เกินจริง มาลัย ชูพินิจ นักเขียนนามอุโฆษของไทยที่อยู่เหนือกาลเวลาอีกคนหนึ่ง ให้ฉายา มนัส จรรยงค์ ว่าคือ “แจ๊ค ลอนดอนเมืองไทย”

แล้ว แจ๊ค ลอนดอน เหมือน มนัส จรรยงค์ อย่างไร? เขาเป็นนักเขียนอเมริกัน มีชีวิตอยู่คร่อมระหว่างศตวรรษที่ 19 และ 20 ใช้ชีวิตเป็นคนทำงาน คนเร่ร่อน เคยหยุดเรียนหนังสือเพื่อออกมาหางาน-เงิน เพื่อเลี้ยงชีพ ใช้ชีวิตคลุกคลีกับชนชั้นกรรมาชีพมาโดยตลอด เช่นเดียวกับมนัส ที่เขียนเรื่องเกี่ยวกับชาวบ้านและชนชั้นทำงานโดยทั่วไปอย่างกำซาบได้ถึงเลือดเนื้อชีวิตและวิญญาณ

เช่นกัน ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ ได้ตั้งฉายาให้ มนัส จรรยงค์ ด้วยความรักและนับถือว่า “คอลด์เวลล์แห่งลุ่มแม่น้ำเพชร” ใช่แล้วในความหมายที่เชิดชูเทียบกันกับ เออร์สกิน เพรสตัน คอลด์เวลล์ นักเขียนอเมริกัน ที่เขียนถึงชีวิตของผู้คนยากจนที่มีทั้งชาวผิวขาวและผิวดำในชนบททางภาคใต้ของสหรัฐ อันเป็นถิ่นกำเนิดของเขา ด้วยท่วงทำนองหม่นเศร้าและเป็นจริง หนังสือของคอลด์เวลล์ในแบบปกอ่อนขายได้กว่า 80 ล้านเล่ม และถูกแปลเป็นภาษาต่างๆ มากกว่า 40 ภาษา เขาจึงเป็นหนึ่งในนักเขียนนิยายยุคคริสต์ศตวรรษที่ 20 ที่มีผู้อ่านมากที่สุดคนหนึ่ง

หากย้อนเวลากลับไปในปี 2473 ที่ มนัส จรรยงค์ มีงานเขียนเรื่องแรกไปตีพิมพ์ จนถึงบั้นปลายชีวิตในปี 2508 จากอายุขัยเพียง 58 ปี ที่จากไป ด้วยปริมาณที่มากมายแต่เปี่ยมด้วยคุณภาพ

 

อาจินต์ ปัญจพรรค์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ เคยกล่าวว่า

“มนัส จรรยงค์ เป็นยักษ์ใหญ่ของวงวรรณกรรมไทย ผลงานของเขาเรื่องแล้วเรื่องเล่าที่หลั่งไหลขึ้นมาโดยไม่หยุดยั้งได้ตอกย้ำลงไปในความรู้สึกของนักอ่านว่า นี่คือวรรณกรรมที่แปลกประหลาดมหัศจรรย์ที่สามารถสร้างขึ้นได้จากชีวิตไทยทั่วๆ ไป ทำให้มหึมาขึ้นด้วยความสามารถพิเศษส่วนตัวของเขา มีวิธีการเลือกจับจุดเด่นของชีวิตอันหลากหลายพลิกขึ้นมาให้ต้องแสงเดือนแห่งธาตุแท้ของมนุษย์ ขัดให้สุกปลั่งด้วยวิธีการเสนอที่เชี่ยวชาญ แล้วเป่า…เพี้ยงกำกับลงด้วยอาคมเฉพาะตัวคือ ความทรหด ความเรียบง่าย ความสุข ความเศร้า ความเป็น ความตาย ทางออกแบบลิขิตแทนพรหม และอาวุธที่ชโลมมากับอารมณ์ขัน”

เรื่องสั้นเรื่อง “จับตาย” ได้รับการคัดเลือกจากสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย แปลเป็นภาษาอังกฤษในชื่อว่า “Shoot To Kill” โดยพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตร และตีพิมพ์ในนิตยสาร SPAN : An Adventure in Asian and Australian Writing ของสมาคมนักเขียนแห่งออสเตรเลีย (The Followship of Australian Writers) เมื่อปี 2501 และในปี 2525 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ได้ยกย่องให้ มนัส จรรยงค์ เป็นหนึ่งใน 15 นักเขียนเรื่องสั้นไทยดีเด่นในรอบ 100 ปี และเป็นปีเดียวกันที่เรื่องสั้น “จับตาย” ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์และออกฉายในปีเดียวกัน

เรื่องสั้นของ มนัส จรรยงค์ มีแก่นเรื่องชัดเจน ลงลึกไปในจิตใจของตัวละคร สะท้อนถึงประสบการณ์และความจัดเจนในชีวิต แสดงให้เห็นถึงโลกทัศน์หรือมุมมองชีวิตที่มีต่อโลก มีความเป็นมนุษยนิยมอย่างถ่องแท้ ซึ่งสมควรที่จะไปหามาอ่านกันเพราะอยู่เหนือยุคสมัยและมีสารัตถะของชีวิตอยู่ครบครัน

 

ชกมวย-ครอสฟิต ให้หุ่นเฟิร์ม เวฬุรีย์ ดิษยบุตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/481669

ชกมวย-ครอสฟิต ให้หุ่นเฟิร์ม เวฬุรีย์ ดิษยบุตร

โดย…ภาดนุ

สาวสวยวัย 25 ปี ฝ้าย-เวฬุรีย์ ดิษยบุตร อดีตมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ปี 2014 จบปริญญาตรี ภาควิชาภาษาอังกฤษ จากคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ล่าสุดเธอกำลังมีผลงานละครไทยย้อนยุคเรื่อง “เฉลยศึก” ทางช่อง 8 ที่ออกอากาศทุกวันพุธ-พฤหัสบดี ช่วงเวลา 09.00 น. และ 20.00 น. เป็นอีกหนึ่งสาวที่หันมาออกกำลังกายเพื่อสร้างความฟิตแอนด์เฟิร์มให้กับร่างกายด้วยการ “ชกมวย” และ “ครอสฟิต” จนเจ้าตัวบอกว่าเริ่มหลงรักกีฬา 2 ชนิดนี้เข้าอย่างจังซะแล้ว

“การที่ฝ้ายหันมาเล่นกีฬาชกมวย (Boxing) ซึ่งก็เป็นกีฬายอดฮิตในหมู่สาวๆ ช่วงที่ผ่านมา เพราะมีคนแนะนำว่าการออกกำลังกายด้วยการชกมวยในแต่ละครั้งจะช่วยลดน้ำหนักได้ดี เพราะสามารถเผาผลาญแคลอรีได้ถึง 600-800 แคลอรี/ครั้งที่ได้ชก และพอได้ไปลองจริงๆ มันเหนื่อยมากค่ะ (หัวเราะ) ช่วงแรกๆ ฝ้ายก็ไปชกมวยหลายที่เลย กระทั่งล่าสุดได้ไปชกที่ Heat Fitness ซึ่งอยู่แถวรัตนาธิเบศร์ โดยมีเทรนเนอร์ส่วนตัวเป็นผู้ฝึกสอน รวมทั้งเป็นคู่ซ้อมหรือคนล่อเป้าให้เราชกไปด้วยในตัว

ซึ่งเทรนเนอร์ก็จะวางโปรแกรมการชกมวยให้ โดยเริ่มจากการวอร์มอัพร่างกายให้กล้ามเนื้อรู้ตัวก่อน ตามด้วยเต้นฟุตเวิร์กออกกำลังขา แล้วก็สอนการชก การใช้หมัดอัพเปอร์คัต การเตะ รวมทั้งวิธีบิดสะโพกเนื่องจากผู้หญิงส่วนใหญ่จะไม่ค่อยบิดสะโพกเวลาเตะ เป็นต้น หลังจากเทรนได้ 3-4 ครั้ง ก็เริ่มเป็นแล้วค่ะ ช่วงแรกๆ ที่ฝึกนี่รู้สึกว่าโหดมาก คือต้องใช้แรงเยอะ เลยรู้สึกเหมือนหายใจไม่ทัน แต่พอผ่านมาได้ก็รู้สึกว่าตัวเองแข็งแรงขึ้น เพราะการชกมวยได้ทั้งกล้ามเนื้อและการคาร์ดิโอหัวใจเลยค่ะ”

 

ฝ้ายบอกว่า ตั้งแต่เริ่มชกมวยมาจนถึงตอนนี้ก็เกือบ 1 ปีแล้ว เธอพบว่าหลังจากเล่นเสร็จจะรู้สึกแฮปปี้มาก เพราะได้เหงื่อเยอะ รูปร่างเฟิร์มขึ้น แถมเมื่อต่อยมวยเสร็จแล้ว เทรนเนอร์ก็จะให้ซิตอัพและเล่นหน้าท้องต่อเลย เพราะการต่อยมวยจะต้องใช้กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวเยอะมาก ดังนั้นร่างกายจึงต้องแข็งแรงและพร้อมอยู่เสมอ

“ตั้งแต่ชกมวยน้ำหนักฝ้ายลดลงไปพอสมควร (สูง 172 ซม. หนัก 56 กก.) แต่ที่เห็นได้ชัดเจนสุด ก็คือ กล้ามเนื้อตามร่างกายกระชับขึ้น หลังชกมวยเสร็จจะรู้สึกสดชื่นมาก ก็คิดว่าตัวเองคงจะชกมวยต่อไปเรื่อยๆ ค่ะ สำหรับผู้ที่คิดจะเริ่มชกมวยบ้าง สิ่งแรกคือให้เตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อม (หัวเราะ) แต่ไม่ต้องกลัวนะ ผู้หญิงสามารถชกมวยได้สบายมาก ซึ่งมันจะช่วยฝึกความแข็งแรงให้ทั้งตัวเลยล่ะ แถมเบิร์นไขมันได้ดี แล้วหัวใจเรายังทำงานดีขึ้นด้วย เรียกว่าดีทุกอย่าง แต่ต้องมีความตั้งใจนะ อย่าเพิ่งท้อไปก่อน เพราะเทรนเนอร์จะถามตั้งแต่แรกเลยว่า เรามีจุดประสงค์อะไร เพื่อลดน้ำหนัก หรือเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้ร่างกาย ฉะนั้นถ้าสาวๆ สนใจก็มาเล่นได้เลยค่ะ

นอกจากชกมวยแล้ว ฝ้ายยังออกกำลังกายด้วย ‘ครอสฟิต’ (Crossfit) ซึ่งเป็นเวทเทรนนิ่งประเภทจับเวลาเป็นเซตๆ อีกด้วย ซึ่งกีฬาชนิดนี้ฮอตฮิตมากในต่างประเทศ ครอสฟิตจะมีการใช้ทั้งอุปกรณ์ยกน้ำหนัก เช่น ดัมบ์เบล บาร์เบล เชือก และอื่นๆ รวมทั้งใช้พลังของร่างกายของผู้เล่น เช่น การวิ่งเป็นหลัก ซึ่งฝ้ายก็เล่นกีฬานี้มาได้สักพักแล้วเหมือนกัน”

ฝ้ายเสริมว่า ครอสฟิตสามารถช่วยลดน้ำหนักและช่วยให้กล้ามเนื้อเฟิร์มขึ้นเช่นกัน พูดง่ายๆ ว่าในหนึ่งสัปดาห์เธอจะชกมวยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง (ครั้งละ 1 ชั่วโมง) สลับกับการเล่นครอสฟิตสัปดาห์ละ 2 ครั้ง (ครั้งละ 1 ชั่วโมง) ซึ่งการออกกำลังกายทั้งสองชนิดนี้ เธอชอบมากจนถึงขั้นที่เรียกว่าติดเลยก็ว่าได้

 

“ฝ้ายก็มีคำแนะนำสำหรับสาวๆ ที่ชอบกีฬาทั้งสองชนิดนี้ด้วยเหมือนกันค่ะ โดยเฉพาะการชกมวย บางครั้งขาของคุณอาจจะเกิดการเขียวช้ำเพราะการซ้อมเตะได้ ดังนั้นเวลาชกมวยแนะนำว่าควรใส่สนับแข้งหรือพันผ้าด้วยทุกครั้งก็จะช่วยป้องกันการเกิดรอยช้ำได้ สิ่งสำคัญอีกอย่างคืออย่าหักโหมเกินไป ควรรู้ลิมิตหรือความสามารถของตัวเองว่าทำได้แค่ไหน เพราะหากฝืนมากไปก็อาจเกิดการบาดเจ็บขึ้นได้

ส่วนในเรื่องของอุปกรณ์ เช่น ผ้าพันมือ นวม และสนับแข้ง สาวๆ ที่ชอบความเป็นส่วนตัวก็อาจจะลงทุนซื้อมาเป็นของตัวเองเลยก็ดีค่ะ เพราะทั้งสะดวกและสามารถทำความสะอาดด้วยตัวเองได้ ส่วนเสื้อผ้าควรเป็นเสื้อยืดหรือเสื้อกล้ามและกางเกงเลกกิ้งที่ใส่แล้วทะมัดทะแมง ถ้าเนื้อผ้าทำจากคอตตอนหรือใยสังเคราะห์ชนิดพิเศษที่สามารถซับเหงื่อและช่วยระบายความร้อนได้ก็จะดีมากๆ เลยค่ะ” ฝ้ายกล่าวทิ้งท้าย

เอาล่ะ ใครที่เป็นแฟนคลับของสาวสวยคนนี้ ติดตามผลงานละครและไลฟ์สไตล์ของเธอได้ที่ IG : faiweluree เลยจ้า

 

ชลดา เวยื่อ ความสุขของคนรักบ้านดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/481664

ชลดา เวยื่อ ความสุขของคนรักบ้านดิน

โดย…วรธาร

เอ่ยชื่อ ครูจุ้ย-ชลดา เวยื่อ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนเทศบาล 2 (แม่ต๋ำดรุณเวทย์) สังกัดเทศบาลเมืองพะเยา น้อยคนใน จ.พะเยา จะไม่รู้จัก เพราะเปิดสอนการสร้างบ้านดินให้กับคนที่สนใจต้องการนำองค์ความรู้ที่ได้ไปถ่ายให้คนอื่นๆ รวมถึงคนที่อยากจะมีบ้านดินของตัวเอง โดยที่ไม่ต้องไปจ้างช่างอันเป็นการสิ้นเปลืองงบสร้างบ้าน โดยไม่จำเป็นมาร่วมเกือบ 10 ปี โดยใช้เวลาในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์

ยิ่งพอตั้งเพจบ้านดินคำปู้จู้ live & learn mud house ขึ้นมา จึงมิใช่เฉพาะคนพะเยาเท่านั้นที่รู้จักครูจุ้ย แต่ทุกภาคทั่วประเทศเดินทางมาเรียนและหาความรู้เรื่องบ้านดินกับเธอไม่ขาดสาย โดยเปิดสอนทำบ้านดินหลายคอร์สให้เลือกเรียนตามความต้องการและความสะดวกของแต่ละคน ส่วนราคาแต่ละคอร์สก็แตกต่างกันไป

ทว่า ใช่จะมีแต่คอร์สที่ต้องจ่ายค่าเรียนเท่านั้น ครูจุ้ยยังให้ทุนเรียนฟรีอีกด้วยคือ “ทุนเพื่อคนรักบ้านดินจริงจังหวังสร้าง” ซึ่งจะเปิดให้สมัครเป็นระยะๆ รับครั้งละ 4 คน คนที่สมัครต้องมีคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ 1.เป็นครูอายุระหว่าง 25-40 ปี ที่อยากเอาความรู้ไปบูรณาการกับการเรียนการสอนและครูที่ไม่อยากเป็นหนี้มหาศาลเพราะบ้าน 2.คนที่ทำบ้านดินแล้วประสบปัญหาในการสร้างบ้านดิน 3.ผู้ที่คิดว่าบ้านดินคือความหวังที่จะเติมเต็มชีวิต 4.ผู้มีใจอยากเรียนรู้และฝึกฝนตนเอง และ 5.เป็นคนตั้งใจมาเรียน กินง่าย อยู่ง่าย ไม่เป็นภาระ ส่วนวิธีการสมัครและการเปิดรับสมัครขอทุนจะเป็นช่วงไหนนั้นครูจะแจ้งไว้ในเพจบ้านดินคำปู้จู้

 

บ้านดินบ้านในสไตล์ตัวเอง

ครูจุ้ยที่เป็นครูมา 15 ปี เล่าถึงที่มาของการหลงรักรักบ้านดินให้ฟังว่า เริ่มจากตอนที่ไม่มีบ้านก็คิดอยากจะมีบ้านเหมือนคนอื่นๆ ที่ยังไม่มี แต่บ้านต้องตรงกับไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิตที่เป็นตัวเองมากที่สุด ซึ่งเธอเป็นคนชอบวิถีธรรมชาติ เพราะฉะนั้นบ้านที่สร้างตามโครงการต่างๆ ที่แม้จะดูสวยงามแต่ก็ไม่ใช่บ้านในฝันหรือในสไตล์ของตัวเอง จึงพยายามเสาะแสวงหาไปในที่ต่างๆ จนในที่สุดก็รู้ว่าบ้านดินคือคำตอบ สามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการได้

“แรกๆ จุ้ยชอบบ้านแบบปูนเปลือย ดูธรรมดา เรียบง่าย ไม่ยุ่งยาก สวยงามแบบมีสไตล์ดีเหมือนกัน แต่ช่วงหลังมีโอกาสไปเห็นบ้านดินแล้วมีเหตุผลหลายอย่างที่ทำให้ตกหลุมรักบ้านดิน เช่น หน้าร้อนอากาศข้างในเย็นพอดีไม่ร้อน ส่วนหน้าหนาวก็อุ่น ที่สำคัญการสร้างบ้านดินเป็นวิถีของการพึ่งตนเองอย่างแท้จริงสร้างเองได้ด้วยมือเรา ราคาไม่แพง ประหยัดงบมากกว่าสร้างบ้านทั่วไปเพราะไม่ต้องจ้างช่าง

ในปี 2551 จึงเริ่มศึกษาหาข้อมูลเรื่องบ้านดิน ทว่าในช่วงนั้นความรู้เกี่ยวกับการสร้างบ้านดินหาได้ยากมาก เพราะอินเทอร์เน็ตไม่ได้เข้าถึงทุกคน ทำให้ต้องเดินทางไปทั่วภาคเหนือทุกที่ที่มีการทำบ้านดิน เช่น ที่พันพรรณของพี่โจน จันได ตอนนั้นพี่โจนยังไม่ได้เขียนตำราแต่มีซีดีทำบ้านดินออกมาก็ซื้อซีดีมาดูตอนหลังมีหนังสือออกมา รวมทั้งศึกษาตำราบ้านดินของกลุ่มอาศรมวงศ์สนิท เก็บข้อมูลมาเรื่อยๆ ทำให้เข้าใจบ้านดินมากขึ้น

 

ต่อมาในปี 2553 ได้ทำวิจัยเรื่องการก่อสร้างเรือนดินดิบแบบยกพื้นใต้ถุนสูงสำหรับชาวชนบทไทย กรณีตัวอย่างเรือนดินดิบสำหรับชาวชนบท 8 จังหวัดภาคเหนือ ของจุ้ยจะทำของ จ.พะเยา เป็นการทำร่วมกันกับผู้วิจัยหลักคืออาจารย์สถาปัตย์ จากมหาวิทยาลัยสวนสุนันทา ยิ่งทำให้มั่นใจว่าบ้านดินคือบ้านในสไตล์ตัวเอง จากนั้นก็หาพื้นที่สร้างบ้านและตัดสินใจทำด้วยตัวเอง” ครูจุ้ยเล่าความสนใจในบ้านดิน

สร้างบ้านดินที่สวยงามน่าอยู่

ในปี 2555 ครูจุ้ยพร้อมสามีจึงเริ่มถมที่ จากนั้นเริ่มสร้างบ้านด้วยตัวเอง โดยใช้วิชาความรู้จากตำราต่างๆ ที่สะสมมา และดูจากซีดีของโจน จันได ทุกวันหลังจากกลับจากสอนหนังสือที่โรงเรียนและในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ทั้งคู่มาทำอิฐ ค่อยๆ สร้างมาเรื่อยในที่สุดบ้านก็เสร็จโดยใช้เวลาสร้าง 2 ปีเท่านั้น

“บ้านดินของเรา 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 1 ห้องโถงใหญ่ พื้นที่รวม 150 ตร.ม. จากราคาบ้านทั่วไป 3 ล้านกว่าบาท แต่เราทำอยู่ที่ 1.2 ล้านบาท และถ้าหากทำอีกครั้งตามความรู้ ณ ปัจจุบันบอกเลยว่าหลังขนาดนี้ แน่นๆ แบบนี้ ไม่เกิน 4 แสนบาทค่ะ นี่คือบ้านดินทำเอง

 

เราสร้างบ้านหลังนี้ด้วยตัวเอง เหยียบ อัด ก่อ ฉาบ ทำสี ทุกอย่างหรืออะไรที่เป็นงานดินเราทำเองทั้งหมด จะมีก็แค่โครงสร้างเท่านั้นที่ให้ช่างทั่วไปมาขึ้นโครงให้ตามที่เราออกแบบไว้ อยากได้บ้านดินร่วมสมัย สวยงาม อยู่ง่าย ทำได้เองแบบหลังนี้ประหยัดค่าสถาปัตย์ไปเยอะมาก

ขณะที่สตูดิโอหลังเล็กของเราใช้งบประมาณ 3 หมื่นบาท ทำเองตั้งแต่ฐานรากยันหลังคาพื้นที่ 16 ตร.ม. ใช้อิฐดินไป 1,100 ก้อน ก่อและทำเฟอร์นิเจอร์ เชื่อไหมประหยัดเงินและเวลาได้มากกว่านี้ เพียงแค่มีความรู้ในงานดินและงานช่างก็ทำได้แล้ว”

การที่ครูจุ้ยสร้างบ้านดินของตัวเองออกมาแข็งแรง สวยงาม ดูดีมีสไตล์ และน่าอยู่นั้นถือเป็นการฉีกภาพของบ้านดินแบบเดิมๆ ที่คนทั่วไปมักจะมองว่าเป็นบ้านซอมซ่อ ดูเหมือนกระต๊อบเก่าๆ ไปอย่างสิ้นเชิง ครูจุ้ย กล่าวว่า ทุกคนสามารถสร้างบ้านดินให้สวยงาม ดูดี น่าอยู่และมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันที่เราต้องการได้ ขึ้นอยู่กับการออกแบบ แต่ถ้าคิดว่าพออยู่อาศัยก็จะได้บ้านดินอีกแบบ

“ทุกวันนี้จุ้ยและครอบครัวมีความสุขมากกับบ้านหลังนี้ เพราะเป็นความภาคภูมิใจเนื่องจากเราสร้างเองด้วยมือของเรา และด้วยความภูมิใจนี้ก็อยากแบ่งปันความรู้และความสุขที่ได้รับให้กับคนอื่นที่อยากจะมีบ้านแนวนี้ของตัวเอง จึงได้สร้างเพจบ้านดินคำปู้จู้ live & learn mud house ขึ้นมาเพื่อเป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสารและแบ่งปันความรู้ด้วยการเปิดสอนให้กับคนทั่วไปที่สนใจในบ้านดิน”

 

ครูจุ้ยเชื่อว่าบ้านดินทุกคนสามารถสร้างได้ด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นต้องไปจ้างช่างและแรงงานให้เสียงบประมาณ เพียงแต่ต้องศึกษาเรียนรู้ให้เกิดความรู้ความเข้าใจในทุกขั้นตอนต่อไปก็จะเกิดความชำนาญเอง

“เรื่องบ้านดินครูก็เริ่มจากไม่รู้อะไรมาก่อน แต่เพราะอยากมีบ้านของตัวเองและบ้านเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นครูจึงต้องเสาะแสวงหาความรู้ทุกอย่างด้วยตัวเองจากการศึกษาจากตำราต่างๆ โดยที่ไม่ได้ผ่านการฝึกอบรมที่ไหนเลย แล้วระยะเวลาเมื่อมีความรู้ก็ลงมือสร้างเองแล้วครูก็ทำได้และทำสำเร็จอย่างดี ครูจึงเชื่อว่าทุกคนทำได้”

ใครที่อยากจะมีบ้านดินลองไปเรียนกับครูจุ้ยดู เชื่อว่าประสบการณ์เกือบ 10 ปี ของครูสามารถที่จะย่นย่อทุกเนื้อหาความรู้ให้กับทุกคนโดยไม่ต้องลองผิดถูก อยู่ที่กล้าแลกไหมเรียนหลักพัน สร้างบ้านหลักล้าน อย่างคุ้มค่า

 

โรซี่-ชีรา ชูวิเชียร นางแบบอินเตอร์ บนแคตวอล์กที่มีขวากหนาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/481662

โรซี่-ชีรา ชูวิเชียร นางแบบอินเตอร์ บนแคตวอล์กที่มีขวากหนาม

โดย…มัลลิกา ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

“ต้องพักรวมอยู่กับเพื่อนนางแบบที่โมเดล อพาร์ตเมนต์ ไม่มีพื้นที่ส่วนตัวเลย เปรียบห้องเล็กเท่ารูหนูและสกปรกมาก ผู้หญิง 6 คนต่อห้องน้ำ 1 ห้อง บางทีก็เจอสิ่งที่ไม่คาดคิดในห้องน้ำ นางแบบบางคนดื่มเหล้าเล่นยา มีพาผู้ชายมานอน ของกินในตู้เย็นก็ยังหาย เงินนี่ต้องพกติดตัวตลอด รู้สึกไม่ปลอดภัย มีความเครียดตลอดเวลา แถมยังบอกพ่อแม่ไม่ได้อีก”

นี่คือคำบอกเล่าจากภาพในความทรงจำเมื่อครั้งเธอไปเริ่มต้นเป็นนางแบบอาชีพที่นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา

หลายคนคงเคยเจอสภาพเยี่ยงนี้ แต่สำหรับผู้หญิงชื่อ “โรซี่-ชีรา ชูวิเชียร” เป็นการอยู่การกินการใช้ชีวิตที่พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะอยู่เมืองไทยฐานะจากครอบครัว (เป็นบุตรของ พล.ท.นพ.ธนู ชูวิเชียร ศัลยแพทย์ผ่าตัดไตและระบบทางเดินปัสสาวะ กับ พล.อ.พญ.พรรณบุปผา ชูวิเชียร อายุรแพทย์ และเป็นแพทย์หลวงจิตรลดา) และการศึกษา เธอก็สามารถประกอบสัมมาอาชีพเลี้ยงตัวเองให้สุขสบายได้ ทว่าเธอเลือกที่จะเป็น “นางแบบ” และเป็น “นางแบบอินเตอร์” ซึ่งบนแคตวอล์กนั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่สาวๆ ฝันถึง กว่าจะได้เดินออกมาสวยงามดั่งนางพญานั้น ต้องผ่านขวากหนามทิ่มแทงเกิดริ้วรอยในจิตใจ หากเยียวยาไม่ได้ ก็ต้องบาดเจ็บ พาร่างกายและจิตใจกลับมาตุภูมิ แต่สำหรับเธอทั้งเดิน ทั้งล้ม จนสามารถมาถึงเป้าหมายนางแบบอินเตอร์ จนมีชื่อชั้นที่ชาวต่างชาติรู้จักคือ “ชีรา ชู” (Cheera Choo) เป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับ O-1 Visa หรือวีซ่าประเภทดารา นางแบบ จากประเทศสหรัฐอเมริกา

 

นี่คือชีวิตโมเดลจริงๆ

โรซี่ เป็นอดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ เอกการละคอน ที่จบการศึกษามาเป็น “นางแบบ” นับจากการแข่งขันประกวดเปรียวซูเปอร์โมเดล 2004 แม้จะไม่ได้เป็นที่หนึ่ง หากโรซี่ก็หลงเสน่ห์ของการเป็นนางแบบเข้าเต็มเปา เลือกจะทำงานสายนี้อย่างจริงจังแต่ก็ไม่รุ่ง ด้วยเทรนด์ยุคนั้นนิยมชมชอบผู้หญิงผิวขาว สไตล์ลูกครึ่งมากกว่า สาวไทยแท้หน้าคมเข้ม มีโหนกแก้มเด่นชัดเช่นเธอ บวกกับวงการนางแบบกำลังเปลี่ยนไป บนแคตวอล์กไม่ได้มีแค่นางแบบอาชีพ แต่นักแสดงกำลังเข้ามายึดพื้นที่ เพราะเป็นข่าวประชาสัมพันธ์งานได้ดีกว่า

“ตอนนั้นอายุ 18 เอง รู้ตัวเองว่าชอบศิลปะทุกแขนง รู้สึกว่าโลกนี้จะอยู่ได้และน่าอยู่ต้องมีสีสันต้องมีศิลปะ แต่ตอนนั้นไม่รู้ชอบอะไรมากที่สุด จนได้เดินแบบก็ชอบมาก นั่งรถจากรังสิตมาแคสงานในเมือง คุณพ่อคุณแม่ไม่รู้ด้วย ทำเพราะใจรักมากๆ เพื่อจะพิสูจน์ว่ามันเป็นอาชีพเลี้ยงเราได้ด้วย แต่ตอนนั้นหน้าโหนกๆ แบบนี้ไม่นิยมเท่าไร ทำงานที่ไทย 2 ปีไม่ก้าวหน้า ยิ่งทำเงินยิ่งน้อยลง เมื่อก่อนเดินหนึ่งจ๊อบได้เป็นหมื่น เดินไปเดินมาถูกต่อเหลือห้าพัน ก่อนไปต่างประเทศมีบางงานสามพัน เจ้าของงานบอกช่วยกันหน่อย ซึ่งเราก็ทำเพื่อคอนเนกชั่น ซึ่งจริงๆ เรารู้จักคนเยอะ รู้ว่าคนอื่นได้เท่าไร แต่เราพูดไม่ได้ แล้วก็เกิดความอึดอัดในใจ นางแบบคนหนึ่งจะได้งานต้องเข้าหาผู้ใหญ่ หรือต้องเดตกับดาราหรือวงการไฮโซ คือไม่ได้งานมาจากความสามารถนางแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ที่ต่างประเทศนางแบบคืออาชีพ แต่ที่ไทยนางแบบคือดาราและเซเลบริตี้ นี่เป็นจุดหักเหให้สนใจไปลองเป็นนางแบบที่ต่างประเทศดู”

 

จุดเริ่มต้นของการเป็นนางแบบอินเตอร์ของโรซี่ คือ โต-วิทยา มารยาท แห่ง WM Model Management ส่งไปทำงานโมเดลลิ่งที่สิงคโปร์กับเอเยนซีชื่อ Upfront Models ได้เข้าร่วมแข่งขันรายการโมเดลเรียลิตี้โชว์ของสิงคโปร์ Supermodel Me แล้วมาทำงานที่นิวยอร์ก ปี 2011 กับ Wilhelmina Model NY เอเยนซีติดท็อปห้าระดับโลก แต่หารู้ไม่ว่าเบื้องหลังของรายได้ก้อนโต และความสวยงามที่เห็นเบื้องหน้านั้น ต้องผ่านอะไรมาบ้าง

“2009 ไปสิงคโปร์ก่อน ฟีดแบ็กดีมีงานทุกวัน วันหนึ่งแคสติ้งหลายงานมาก ได้เจอเพื่อนต่างชาติ รู้สึกเปิดโลก นี่คือชีวิตโมเดลจริงๆ สนุกมาก 2 เดือนกลับมาเมืองไทยจะต้องรุ่งแน่เลย แต่กลับมาก็เงียบแย่กว่าเดิม จนอยากเลิกทำอาชีพนี้ เคยวิเคราะห์ทำไมเราถึงไม่รุ่งมานั่งลิสต์ เราไม่ออกงาน ไม่ประจบผู้ใหญ่ เราทนค่าตัวไม่ได้ เราหน้าเหวี่ยงไป เขาชอบลูกครึ่ง มันเกิดจากระบบหมดเลย เราเลยต้องเอาตัวเราไปอยู่ที่อื่น เพราะเราแก้ไขระบบไม่ได้ อยู่เมืองไทยเราไม่ก้าวหน้าแน่ พี่โตส่งไปนิวยอร์ก แต่เราต้องออกเงินเอง ตอนนั้นคุณแม่ออกให้ไปก่อนค่าหลายๆ อย่างก็เป็นล้านได้ เวลาไปเที่ยวนั่งเฟิสต์คลาส ไปทำงานนั่งอีโคโนมี ประหยัดทุกอย่าง ไปถึงเราก็เป็นหนี้เอเยนซีทันทีค่าโมเดล อพาร์ตเมนต์ 1,600 เหรียญฯ ค่ากิน ค่าโทรศัพท์ ค่าซับเวย์ ทุกอย่างเกิดค่าใช้จ่ายหมด”

 

แม้จะมีเอเยนซีคอยขายงานให้ แต่ตัวนางแบบต้องรู้จักจุดขายของตัวเอง ซึ่งกว่าจะได้งานก็เกือบท้อกลับเมืองไทย “ตอนนั้นหนัก 49 สูง 174 เอว 23 ครึ่ง สะโพก 33 จัดว่าผอมโทรมเพราะเราอดอาหารผิดวิธี กินแต่แอปเปิ้ลเขียว บางวันก็กินแต่ไข่ต้ม ผอมแต่มีเซลลูไลต์ ดูไม่สดใสร่างกายขาดน้ำตาล แล้ววันหนึ่งต้องแคสติ้ง 7-9 ที่ แต่ไม่ได้งานเลย เราก็ไม่รู้ว่าเราไม่สวยหรือพอร์ตโฟลิโอไม่ดี ดูจากรูปทุกคนก็ชอบมากนะ แต่พอเขาเห็นตัวจริงก็ไม่เอา ตอนนั้นไม่รู้คิดถึงบ้านเครียดด้วย เอเยนซีก็ไม่ได้บอกเราว่าทำไมเราไม่ได้งาน แค่พยายาม 2 เดือนแรกดันๆ ให้เราเจอลูกค้าทุกคนที่เขามีคอนเนกชั่น เราเครียดเรื่องเงินด้วย ต้องเป็นหนี้ จ่ายให้เอเยนซีเป็นค่าโมเดล ค่าพรีเซนต์ ค่าวีซ่าที่เขาออกให้เรา ค่าอื่นๆ อีก พอเข้าเดือนที่สองได้งานโฆษณา 2 ตัว เงินคัฟเวอร์หนี้ รู้สึกยกภูเขาออกจากอก อยู่ไปเรื่อยๆ เริ่มเครียดน้อยลง รู้วิธีควบคุมอาหาร ออกกำลังกายเข้ายิม อ้วนขึ้นแต่ไม่มีเซลลูไลต์ ผิวพรรณเปล่งปลั่งขึ้น เริ่มรู้สึกเราสวย ส่วนการได้งานใช้เวลาถึง 7-8 เดือน เราถึงเรียนรู้ว่าเราต้องคุยกับลูกค้ายังไง มันเป็นแอดติจูดทำไงให้เขาสนุกเวลาเจอเรา ให้เขาเห็นพลังในตัวเรา เมื่อก่อนเราไม่มีพลังบวกเลย ช่วงปีแรกเครียดมาก ร้องไห้ทุกวัน กินข้าวไม่ลง ผอมมากสุขภาพไม่ดี  คิดถึงบ้าน ลูกค้าเห็นเราก็มีแต่พลังลบ ซึ่งเรื่องแบบนี้สอนกันไม่ได้ ต้องใช้ประสบการณ์ ไม่มีคนมาไกด์ไลน์ เราต้องคิดเอง เมื่อก่อนเรามีอะไรไม่กล้าพูด มีแต่ค่ะๆ แต่ดีลงานกับฝรั่งชอบไม่ชอบก็บอกไปเลย ลูกค้าเราก็ต้องคุย เราต้องทำการบ้านว่าเขาชอบแบบไหน แบรนด์นี้ไม่ใช้คนเอเชียหมดหวัง แต่เราแต่งหน้าให้ลุคเป็นฮาวายได้ และการดีลกับเอเยนซีส่วนมากชาวสีม่วงเราต้องรู้ความสมดุลที่จะสื่อสารกับเขา ถ้าเราพูดมากเขาก็รำคาญ แต่ถ้าเราไม่ถามก็จะหาว่าเรามิสคอมมูนิเคต ซึ่งตรงนี้ใช้ชั่วโมงบินจริงๆ”

(กว่าจะเป็น) นางแบบอินเตอร์

โรซี่ใช้เวลาถึง 2 ปี กว่าจะมีงานอย่างสม่ำเสมอ เป็นที่รู้จักของลูกค้า เธอต้องใช้ความอดทนอย่างสูงเพื่อผ่านช่วงปีแรกมาให้ได้ นอกจากต้องต่อสู้กับจิตใจของตัวเองแล้วที่ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมใหม่ เพื่อนใหม่ ยังต้องอดทนหาทางเพื่อที่จะได้งาน เพราะ 7 เดือนแรกนั้นต้องบอกว่าชีวิตนางแบบในต่างแดนไม่ได้สวยหรูเลยสักนิด

 

“มาปลดล็อกตรงนี้ได้ตอนกลับมาเมืองไทย หลังจากอยู่ 7 เดือน ได้คุยกับหลวงพ่อหลวงพี่ที่เราเคยมาปฏิบัติธรรม ใช้ธรรมะบำบัดตัวเอง เมื่อก่อนเรายึดมั่นว่าเราทำอะไรต้องถูกต้องห้ามถูกใจ ซึ่งเราพยายามทำทุกอย่างให้ถูกต้องมีระเบียบ เพราะพ่อแม่อุตส่าห์ไว้ใจให้มาทำงาน เราจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง ไม่ไปนั่งดริงก์กับเพื่อนกลัวเพื่อนชวนไปเล่นยา ไม่ดื่มเหล้ากลัวบาป อยู่คนเดียวแล้วก็โฮมซิก เครียด สุขภาพจิตเสีย ร่างกายก็เสียด้วย จนเราผ่อนคลายขึ้นไปร้องคาราโอเกะมันง่ายๆ เอง เครียดก็หาทางผ่อนคลาย ไปกินข้าวตอนกลางคืนไม่ได้ไปทำอะไรไม่เหมาะสมนี่ ชีวิตก็สมดุลขึ้น และเราก็ค่อยๆ เรียนรู้อะไรมากขึ้น เมื่อก่อนโดนนางแบบด้วยกันแกล้งก็มี เราไม่รู้ทางก็บอกทางผิด บอกชั้นผิด โดนบ่อย มีแซงคิวแคสติ้ง เมื่อก่อนยอม แต่หลายๆ ทีก็ไม่ยอมแล้ว”

นับได้เวลา 6 ปี ที่โรซี่ไปเป็นนางแบบที่นิวยอร์ก และเธอก็พิสูจน์แล้วว่าผู้หญิงผิวสีเข้ม หน้ามีโหนกสูง ตาคมดุ ก็เป็นที่ต้องการของวงการแฟชั่น “ทำงานเข้าปีที่ 2 ก็ไม่มีหนี้แล้ว ก็รู้วิธีการทำงานมากขึ้น ก็เปลี่ยนเอเยนซีมา Bella New York และ APM Model New York ขนาดเอเยนซีเล็กลง แต่ดูแลโมเดลได้ทั่วถึง ความอลังการของงานสู้เอเยนซีใหญ่ไม่ได้ แต่เราได้งานเยอะและเงินเยอะกว่า แอดทีหนึ่งห้าพันเหรียญ เอเยนซีเล็กเงินน้อยกว่า แต่มีงานทำทุกวันทำให้เราไม่ฟุ้งซ่าน ไปแคสติ้งความเป็นไปได้ในการได้งานก็เพิ่มขึ้น พอเราเข้ารอบ 5 คนสุดท้ายก็มีกำลังใจ พอเข้ารอบบ่อยๆ ต้องมีที่ได้บ้างล่ะ อย่างปี 2014 ก็ได้พรินต์แอดของไอโฟน 6 หน้าหนูอยู่ในช็อปทั่วโลกตั้งแต่เดือน มิ.ย.-ต.ค.”

 

เมื่อปลายปีที่ผ่านมา โรซี่เพิ่งเซ็นสัญญากับเอเยนซี Next Model Management Los angeles-Miami และ Major Model New York ซึ่งเป็นเอเยนซีใหญ่ นั่นหมายถึงโอกาสที่จะได้งานจำนวนมากและเป็นงานใหญ่มีสูง รวมถึงมีงานต่างรัฐมากขึ้นด้วย “ตอนนี้ด้วยอายุของเราและเพิ่งแต่งงานก็เลิกเดินแฟชั่นแล้ว คือมันเครียดแล้วได้เงินน้อย ต้องแคสติ้งวันหนึ่ง 11-15 งานต่อวัน แล้วนางแบบมีเป็นหมื่นคน นางแบบบางคนยอมเดินเพื่อได้โปรไฟล์ไม่ได้เงิน บางคนเลือกความเก๋ แต่เราเลือกเป็นอาชีพที่มีเงินยังชีพได้ การเป็นนางแบบฟิตติ้ง พรีโปรดักต์ เดินแบบงานหนึ่งได้พันเหรียญ ถ่ายแอดได้สองพันเหรียญ เราไม่แคร์เรื่องชื่อเสียง เราไม่มีหนี้เอเยนซีคือความสุขแล้ว บางเดือนได้สองหมื่นเหรียญ บางเดือนได้แปดพันก็มี เราต้องบริหารการใช้จ่ายด้วย เกือบ 6 ปีที่อยู่ชีวิตดีขึ้นมาก ดีขึ้นในปีที่ 3 ไม่คิดจะกลับไปเป็นนางแบบที่ไทยแล้ว คุณพ่อคุณแม่ก็แฮปปี้กับชีวิตนางแบบของเราแล้ว ยิ่งตอนนี้อยู่กับ Next Model Management มีความเป็นไปได้ที่จะมีงานเยอะขึ้น เรามีผู้จัดการจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น ถึงเราจะอายุ 30 แต่เราดูแลตัวเอง แล้วด้วยคนเอเชียหน้าเด็กได้เปรียบเวลาไปแคสติ้ง เวลาแคสติ้งเราก็ทำตัวให้ดูสดใส ใส่เสื้อยืดสีขาวกางเกงยีนส์ให้ดูเรียบที่สุด เขาจะไปใส่ของเขาเอง”

การเป็นนางแบบอินเตอร์ทำให้เข้าใจระบบของการทำงานวงการนางแบบมากขึ้น ซึ่งสาวไทยหลายคนก็มีความฝันอยากจะมาสัมผัสประสบการณ์นี้สักครั้ง ซึ่งหลายรายก็มาโฉบเฉี่ยวได้เพียง 2-3 เดือน เพราะทนกับการแข่งขันและระบบไม่ไหว ซึ่งโรซี่ก็ได้ฝากประสบการณ์ของเธอไว้ว่า

 

“การทำงานที่นี่เป็นระบบมาก ไม่ใช่แค่สวยๆ เดินๆ แล้วรับเงินกลับบ้าน คนที่เป็นนางแบบอยู่แล้วที่เมืองไทยหากต้องการไปต้องลบทัศนคติหรือนิสัยความเคยชินที่ทำงานที่เมืองไทยออกให้หมดจนเหลือศูนย์ ถ้ายังเอานิสัยจากการทำงานที่เมืองไทยไปใช้ที่นิวยอร์ก หนูบอกได้เลยค่ะว่าอยู่ไม่ถึง 2 อาทิตย์ก็เก็บของบินกลับไทยแล้ว ถ้าจะไปทำงานที่นิวยอร์กต้องมีชั้นเชิงในการทำงานหรือสื่อสารกับคนในเอเยนซีมากขนาดไหน ซึ่งจุดนี้หนูใช้เวลาเป็นปีกว่าจะเข้าใจ นางแบบต่างประเทศเข้าหาเอเยนซีเหมือนเราเป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัท ให้เอเยนซีวางแผนเรา ถ้าเราขายไม่ออกหรือเงินเราน้อยลง ต้องคุยว่าเกิดอะไร เราอ้วน เราโทรม หรือลูกค้าไม่ชอบหรือเราต้องทำอะไรให้ดีขึ้น แต่ปัจจุบันนางแบบก็มาไวไปไว ไม่มีคำว่าคลาสสิกแล้ว สมัยนี้เขาเลือกจากการคลิกรูปหน้า โทรมไม่สวยก็บ๊ายบาย ไม่เหมือนสมัยก่อนที่ถ้าเขาชอบให้ไปเทกคอร์สมา 3 เดือน ลูกค้าก็ยังรอ ดังนั้นเขาไม่รอนางแบบกันแล้ว เราต้องทำตัวเองพร้อมรอโอกาสเสมอ เมื่อก่อนตอนไปแรกๆ ยังใช้เวลาอย่างน้อย 2-5 วัน เอาโปรไฟล์ไปให้ดู ดูรูปตอบอีเมล แต่ตอนนี้กดดูอินสตาแกรมเห็นหน้านางแบบแล้ว คือก่อนที่จะลงภาพในอินสตาแกรมนางแบบต้องคิดแล้วคิดอีก มันคือแบรนดิ้ง วันหนึ่งต้องโพสต์รูปอย่างน้อย 3 รูป ติดแฮชแท็กอะไรบ้าง ต้องลิงค์ให้ใครดูบ้าง”

ทุกคนมีความฝัน มีเป้าหมายที่อยากไปถึง แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำสำเร็จได้ ทว่าทุกคนมีสิทธิที่จะได้ลองทำ บทเรียนของใครคนหนึ่งอาจจะเป็นตัวช่วยให้เรามีทางลัดไปถึงหมุดหมายได้ง่ายขึ้น แต่เหนือสิ่งอื่นใด หากเราไม่มีใจรัก มุ่งมั่นที่จะทำจริงๆ ต่อให้สิ่งที่ต้องการอยู่แค่เอื้อมเราก็ไปคว้ามันมาไม่ได้ ถ้าไม่ก้าวออกจากจุดเดิม