4 วิธี ดึงสมาธิกลับมาทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/482870

4 วิธี ดึงสมาธิกลับมาทำงาน

โดย…กั๊ตจัง ภาพ อีพีเอ เอเอฟพี เอพี

สมัยก่อนเวลาที่เราคิดงานทำงานเราสามารถนั่งทำต่อเนื่องได้เป็นชั่วโมง โดยไม่มีอาการวอกแวกหรือหัวตีบตันคิดงานสร้างสรรค์ไม่ออก แต่ทุกวันนี้เราอยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอยู่ตลอดเวลา คิดจะค้นหาข้อมูลเมื่อไหร่ก็ได้ แต่เรากลับไม่สามารถนั่งทำงานต่อเนื่องให้เสร็จได้ภายในวันเดียว หรือแม้กระทั่งคิดไอเดียใหม่ๆ ออกมาก็ไม่สามารถทำได้ นั่นเป็นเพราะอะไร

มีงานวิจัยหลายชิ้นจากต่างประเทศที่ระบุตรงกันว่า การทำงานโดยใช้อินเทอร์เน็ตนั้นส่งผลให้เรามีสมาธิสั้นลง และไม่สามารถมีสมาธิมากพอที่จะอ่านหนังสือได้นานอีกด้วย สิ่งเหล่านี้กำลังส่งผลกระทบต่อเด็กรุ่นใหม่ๆ ที่เสพติดการเล่นแท็บเล็ต และผู้ใหญ่ที่ติดการเล่นโซเชียลมีเดีย ในทุกเช้าตอนเริ่มงานสิ่งแรกที่หลายคนเป็นเหมือนกันก็คือ เปิดเฟซบุ๊ก ไม่ก็นั่งเช็กข้อความไลน์กลุ่มเมาท์กับเพื่อนๆ ก่อนเริ่มงาน และต่อไปนี้คือ 5 วิธีที่จะช่วยให้คุณดึงตัวเองออกจากการเสียเวลาทำงานไปกับโซเชียลมีเดียเหล่านี้

1.กลับสู่การทำงานแบบกระดาษ

หากงานของคุณคือการคีย์ข้อมูลในคอมพิวเตอร์และเวลาไม่ได้เร่งรัดมาก ลองปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน โดยเพิ่มขั้นตอนการเขียนก่อนลงมือทำในขั้นแรก คำถามที่ตามมาแน่นอนก็คือ ทำไมเราต้องเสียเวลาไปกับสิ่งที่ต้องนำมาพิมพ์ใส่อีกครั้งในคอมพิวเตอร์ ลองคิดถึงข้อดีของการลงมือเขียนดู

ข้อแรกคือการเขียนจะช่วยดึงคุณออกจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ ข้อดีต่อมาก็คือมือเป็นอวัยวะที่เชื่อมโยงกับระบบประสาทสมองมากที่สุด แต่ไหนแต่ไรมา ไม่ว่าจะเป็นผลงานศิลปะ และงานวรรณกรรมที่มีชื่อเสียงระดับตำนานของโลก ล้วนถูกถ่ายทอดผ่านมือทั้งสิ้น แม้กระทั่งศิลปินกราฟฟิก ยุคใหม่ล้วนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าพวกเขาชื่นชอบการวาดภาพลงสีบนกระดาษ ก่อนจะทำไปสแกนแล้วแต่งภาพในขั้นตอนสุดท้าย เพื่อให้ได้ภาพที่ได้อย่างที่ใจต้องการ

นั่นหมายความว่าไม่ว่าเราจะมีเทคโนโลยีล้ำยุคแค่ไหน มือของเราก็ยังคงเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการถ่ายทอดผลงานจากสมองของเราออกมา

2.นาฬิกาทรายดึงสมาธิ

หากคุณรู้สึกตัวว่าไม่มีสมาธิในการทำงานลองใช้นาฬิกาทรายเป็นตัวทำสมาธิทุกครั้งแทนการเข้าไปเปิดเฟซบุ๊ก หรือเปิดแอพไลน์เช็กข้อความ คุณอาจจะเลือกซื้อนาฬิกาทรายที่มีเวลาประมาณ 3 หรือ 5 นาที ตั้งกลับให้ทรายไหลลงและมองอยู่อย่างนั้นหรือใช้เวลาระหว่างรอนาฬิกาทรายเช็กลิสต์ลำดับงานที่กำลังทำอยู่ ทดแทนการเข้าอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะทำให้คุณเพลิดเพลินจนลืมเวลาทำงานนานนับชั่วโมง

ที่จริงแล้วเครื่องมือที่จะช่วยทำให้คุณมีสมาธิกับการทำงานนอกจากนาฬิกาทรายแล้วยังมีลูกตุ้มโมเมนตัม ซึ่งจะมีเสียงจังหวะและการเคลื่อนไหวแบบซ้ำที่ช่วยไม่ให้เราเสียสมาธิได้ง่าย เมื่อลูกตุ้มหยุดลงก็เท่ากับว่าเวลากลับไปทำงานต่อได้เริ่มต้นขึ้น แต่แนะนำว่าสำหรับลูกตุ้มโมเมนตัมนั้นควรประดับโต๊ะทำงานที่บ้านมากกว่าที่ทำงาน ซึ่งอาจจะส่งเสียงรบกวนการทำงานของเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ได้

3.ใส่หูฟังระหว่างทำงาน

ในที่ทำงานส่วนมากจะแออัดไปด้วยโต๊ะทำงานและอุปกรณ์สื่อสารจำนวนมาก สิ่งที่จะกระทบต่อการทำงานก็คือทำให้พนักงานนั้นไม่มีสมาธิที่จะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นเสียงโทรศัพท์ออฟฟิศ เสียงพูดคุยกันระหว่างเพื่อนร่วมงาน บางครั้งแค่คนเดินมาเอากระดาษที่เครื่องถ่ายเอกสารก็ทำให้คุณหลุดจากสมาธิในการทำงานได้เช่นกัน

ดังนั้น การใส่หูฟังโดยที่ไม่จำเป็นต้องเปิดเพลงก็จะช่วยทำให้คุณรู้สึกถึงความสงบในออฟฟิศได้บ้างอย่างน้อยๆ ก็จะไม่รู้สึกรำคาญ กับเสียงรบกวนเล็กๆ น้อยๆ โดยไม่จำเป็น แต่นั่นก็ต้องขึ้นด้วยว่างานที่คุณทำอยู่นั้นจำเป็นต้องฟังเสียงอื่นๆ ในการทำงานด้วยหรือไม่

4.หลบไปหลับกลับมาสดชื่น

จริงอยู่ว่าการแอบหลับในที่ทำงานคงเป็นเรื่องไม่ดี แต่มีงานวิจัยหลายชิ้นระบุออกมาตรงกันว่าหากเราได้งีบหลับประมาณ 10-15 นาที ระหว่างวันเป็นเหมือนการชาร์จไฟให้ร่างกายกลับมาทำงานอย่างสดชื่นและมีสมาธิมากขึ้นในช่วงบ่ายได้เป็นอย่างดี บางท่านอาจจะใช้วิธีการดื่มกาแฟช่วยให้รู้สึกตื่นตัว แต่คุณต้องแน่ใจว่าคุณจะไม่มีอาการแพ้สารกาเฟอีนโดยไม่รู้ตัว เช่น รู้สึกมวนท้อง หัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ หรือไม่มีสมาธิในการทำงานยาวๆ ได้อีกต่อไป ซึ่งกว่าร่างกายจะขับสารกาเฟอีนออกจากร่างกายได้หมดก็ใช้เวลาร่วม 2 ชั่วโมง ซึ่งคงไม่เป็นผลดีต่อการทำงานของคุณแน่นอน

 

ความงาม และประวัติศาสตร์ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/482799

ความงาม และประวัติศาสตร์ไทย

โดย…มัลลิกา

เขาใหญ่ ไม่ได้มีแค่ความงามของธรรมชาติ ที่ให้ผู้มาเยือนได้อิงแอบแต่ยังมีพิพิธภัณฑ์ศิลปะขนาดใหญ่ที่รวบรวมงานศิลป์ชิ้นเอกของศิลปินไทยระดับบรมครู ล่าสุดที่เติมสุนทรียภาพให้กับเมืองท่องเที่ยวแห่งนี้ คือ “พิพิธภัณฑ์ศิลปะ 129” ณ โครงการบ้านทิวเขา บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 3 ของถนนธนะรัชต์ ของ “เยาวณี นิรันดร” เจ้าของโรงเรียนนานาชาติ เซนต์ แอนดรูว์ส และผู้แทนบริษัท คริสตี้ส์ (ประเทศไทย)

เยาวณี เป็นนักธุรกิจที่คลุกคลีอยู่กับวงการประมูลผลงานศิลปะ จึงมีองค์ความรู้ในการเข้าใจผลงาน รวมถึงความชอบส่วนตัวตั้งแต่วัยเด็กที่คุณพ่อคุณแม่พาเดินทางไปต่างประเทศ เธอเลือกไปพิพิธภัณฑ์ศิลปะจนเกิดการตั้งปณิธานว่า ถ้ามีกำลังทรัพย์ของตัวเองจะซื้องานศิลปะมาครอบครอง จวบถึงวันนี้ก็ 30 ปีกว่าแล้วที่เธอสะสมผลงานศิลปะ เป็นที่ทราบกันว่าเยาวณีมีผลงานชิ้นเอกไว้ในครอบครอง แต่มาตาโตกันเมื่อเธอนำผลงานสะสม 300 ชิ้น (ยังมีครอบครองที่บ้านอีก) มาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ศิลปะ 129 ล้วนเป็นผลงานชิ้นสำคัญของศิลปินในประวัติศาสตร์ของศิลปะร่วมสมัยไทย

เยาวณี นิรันดร

 

ผลงานของศิลปินแห่งชาติ ทั้งที่ล่วงลับและยังมีชีวิตอยู่ เช่น เฟื้อ หริพิทักษ์ ถวัลย์ ดัชนี ชลูด นิ่มเสมอ ประเทือง เอมเจริญ จักรพันธุ์ โปษยกฤต ประหยัด พงษ์ดำ ช่วง มูลพินิจ เฉลิม นาคีรักษ์ จิตร บัวบุศย์ ประยูร อุลุชาฎะ ดำรง วงศ์อุปราช ชิต เหรียญประชา ชำเรือง วิเชียรเขตต์ ทวี นันทขว้าง ฯลฯ รวมถึงศิลปินท่านอื่น จำรัส เกียรติก้อง จ่างแซ่ตั้ง สมโภชน์ อุปอินทร์ เขียน ยิ้มศิริ จำรัส เกียรติก้อง ม.ล.ปุ่ม มาลากุล พระสรลักษณ์ลิขิต จิตรกรผู้วาดภาพสีน้ำมันท่านแรกของประเทศไทย ยังเป็นนักเรียนทุนด้านศิลปะคนแรกของไทย ได้รับทุนจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้มีโอกาสเขียนพระบรมสาทิสลักษณ์ของกษัตริย์ไทยถึง 2 พระองค์ จากพระองค์จริง ขณะมีพระชนม์ชีพอยู่ คือ รัชกาลที่ 5 และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ซึ่งผลงานประวัติศาสตร์นี้จัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะ 129

ส่วนผลงานที่จัดแสดงมากสุดจากปลายพู่กันของ “สุเชาว์ ศิษย์คเณศ” มี 30 ผลงาน เยาวณีชื่นชอบมาก เปรียบเป็น วินเซนต์ แวน โก๊ะ เมืองไทย สุเชาว์เป็นศิลปินแนวเอกซ์เพรสชั่นนิสม์ ทั้งตัวเขาและผลงานถูกครอบงำด้วยความมืด ความโดดเดี่ยวและอ้างว้าง ผลงานสีน้ำมันมีสีสันสดใส การปาดป้ายสีคมชัด มีผลกระทบทางอารมณ์ เช่นนี้เองเบื้องหลังของศิลปินที่มีพี่น้องสองคนฝันอยากมีบ้านอยากมีอาหารการกินที่สมบูรณ์ถึงสัมผัสใจของเยาวณี ยังมีผลงานของศิลปินรุ่นใหม่ อนุพงษ์ จันทร ถ้ายังจำผลงานที่เกิดกระแสวิพากษ์ในสังคมไทยในช่วงหนึ่งได้ กับผลงานชุดภิกษุสันดานกา เป็นศิลปินมือรางวัลที่นักสะสมมองการณ์ไกลว่า ผลงานของอนุพงษ์จะมีคุณค่าและมูลค่า แม้ว่างานของอนุพงษ์มักจะหยิบยกความเป็นไทยมาประยุกต์ใช้สอดคล้องกับวิถีชีวิต สังคมปัจจุบัน สะท้อนให้คนตระหนัก ฉุกคิดว่าเกิดอะไรขึ้นกับสังคม หากแต่เทคนิคการรังสรรค์งานนั้นก็เป็นสากล อีกหนึ่งศิลปินที่น่าจะจับตามองคือ “วิชญ มุกดามณี” ผู้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ลงในชิ้นงานอยู่เสมอ ในต่างประเทศผลงานของเขาเป็นที่หมายปอง เนื้อหาและแนวความคิดที่นำเสนอผ่านผลงานมักจะเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและสภาพแวดล้อมในเมือง วัตถุนิยมและความเชื่อสมัยใหม่ที่มีอิทธิพลต่อมนุษย์

งานเซรามิกของ ปาโบล ปีกัสโซ

 

เยาวณี ตั้งใจเก็บรักษาผลงานเหล่านี้ไว้ในประเทศ หลายชิ้นที่เธอประมูลกลับมาจากต่างประเทศ (เช่น ผลงานของ ถวัลย์ ดัชนี ชุดที่ยังมีสีสัน เดิมคนครอบครองที่เนเธอร์แลนด์ ประมูลมาจากสิงคโปร์) เพื่อให้ศิลปะของศิลปินไทยได้อยู่บนผืนแผ่นดินไทย ให้เยาวชนรุ่นหลังได้เรียนรู้ ซึมซาบ และเป็นแรงผลักดันให้มีพลังในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ บางชิ้นให้หอศิลป์ในต่างแดนยืมไปแสดงก็ขอเรียกคืน นอกจากนี้ยังมีผลงานเซรามิกของปาโบล ปีกัสโซ ศิลปินระดับโลก มาจัดแสดงหวังให้เยาวนชนได้เรียนรู้ว่า หากใครไม่มีทักษะด้านการวาดรูปก็สามารถทำงานประติมากรรมได้ ยิ่งพื้นที่ จ.นครราชสีมา ขึ้นชื่อเรื่องเครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียนอยู่แล้ว ผลงานของศิลปินระดับโลกน่าจะช่วยต่อยอดความคิดของผู้มาชมงานได้

อย่าได้ตีมูลค่าของงานศิลปะในพิพิธภัณฑ์ศิลปะ 129 เพราะมูลค่าแม้จะมหาศาลหากเทียบกับความอิ่มเอมใจ องค์ความรู้ที่ผู้เข้าไปเสพงานศิลป์ได้รับกลับมานั้น ศิลปินไทย อาจารย์ในมหาวิทยาลัยหลายท่านยังเอ่ยปากว่า เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่คนเรียนและรักงานศิลปะหรือแม้กระทั่งคนไทยควรจะได้ชมผลงานอันล้ำค่าเหล่านี้ บางผลงานเคยได้เห็นในภาพถ่าย แต่นี้ของจริงทรงพลังมากนัก

ผลงานของ อิทธิพล ตั้งโฉลก

 

กวิน สุวรรณตระกูล เรื่องหุ้นไม่ยากอย่างที่คิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/482796

กวิน สุวรรณตระกูล เรื่องหุ้นไม่ยากอย่างที่คิด

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ ภัทรชัย  ปรีชาพานิช

โบราณว่าไว้เรื่องเงินเรื่องทองนั้นเป็นของบาดใจ เป็นของล่อตาล่อใจ โดยเฉพาะเรื่องการเก็บการออมนั้นถือว่าเป็นเรื่องยาก และถือเป็นยาขมหม้อใหญ่สำหรับใครๆ หลายคน เราจึงมักจะได้ยินหลายคนบ่นว่าลำพังแค่จะใช้เงินเดือนแต่ละเดือนให้ชนเดือนนั่นก็ยากแล้ว ส่วนเรื่องจะให้เหลือไปออมไปลงทุนนั้นฝันไปหรือเปล่า แม้แต่ตัวเรากันเองก็เถอะ จะใช้ให้รอดครบเดือนนี่ถือว่ายากลำบาก

ก็จริงอยู่ว่าการจะให้เหลือออมเหลือเก็บนั้นลำบากแสนเข็ญ แต่ก็ใช่ว่าถ้าตั้งใจจริงจังแล้วจะทำไม่ได้ ยิ่งยากยิ่งท้าทาย ถ้าได้รับคำแนะนำชี้แนะที่ดีจากผู้มีความรู้และมีประสบการณ์ตรงด้วยตัวเอง ทำให้เรื่องยากๆ กลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นมา ก็น่าสนใจใช่ไหมล่ะ แถมยังเขียนด้วยภาษาง่ายๆ ไม่เป็นทางการ ทั้งแซ่บทั้งซ่า ฮาๆ ได้บ้าง ก็จะทำให้เรื่องยากกลายเป็นเรื่องเบาๆ อ่านสนุกได้สาระก็จะดีไม่น้อย

วันนี้เรามีนักเขียนหนุ่มวัย 30 กว่าๆ ต้าร์-กวิน สุวรรณตระกูล ที่มีหนังสือพ็อกเกตบุ๊กเรื่องการเงินและหุ้นออกมาหลายเล่ม เช่น ออมหุ้นออมความสุข รวยด้วยหุ้นใครๆ ก็ทำได้ และอีกหลายเล่ม และเขายังเป็นนักเขียนแห่งออมมันนี่ดอทคอม เป็นนักบรรยายเรื่องหุ้น มีเพจให้ความรู้เรื่องการเงินและหุ้นอีกด้วย

ทางด้านการศึกษานั้น เขาจบปริญญาตรีจากคณะบริหารการตลาดจากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และปริญญาโททางด้านการบริหารจากประเทศอังกฤษ หลังจากนั้นกลับมาทำงานที่ธนาคารกสิกรไทยอยู่ 6-7 ปี เขาเล่าว่า แต่เดิมนั้นเขาไม่สนใจเรื่องการเงินเลย เพราะรู้สึกว่าเรื่องตัวเลขเป็นเรื่องน่าเบื่อ และที่ยอมมาทำงานธนาคารก็เพราะเป็นสาขาใกล้บ้าน ขี้เกียจเดินทาง เบื่อรถติด (หัวเราะ) ได้งานที่นี่ก็เลยมาทำ

แต่เมื่อได้มาทำงานแล้วได้คลุกคลีด้านการเงินมันก็เลยซึมซับเข้ามาโดยไม่รู้ตัว แล้วเขาทำงานในส่วนของการเปิดธุรกรรมใหม่ๆ ของธนาคาร ก็เลยมีข้อมูลใหม่ๆ เข้ามาเรื่อย ก็เลยเริ่มสนใจอย่างจริงจัง ซึ่งไม่ได้ทำแค่เรื่องฝากเรื่องถอน “พอมาทำเรื่องพัฒนาโปรดักต์ใหม่ของแบงก์ทำให้รู้จักลูกค้าเยอะขึ้น จนทำให้เราได้รู้ว่าคนรวยเขาหาเงินกันยังไง การลงทุนเรื่อง LTF RMF เรื่องประกัน ก็ทำให้เราสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าเรื่องช่องทางการออมนั้นมันมีมากมายหลายสิ่ง พี่ๆ ที่ทำงานด้วยกันก็แนะนำว่าทำไมไม่ออมหลายๆ แบบอายุน้อยๆ นี่เล่นหุ้นได้ เพราะยอมรับความเสี่ยงได้เยอะ เราก็ยุขึ้น ก็เริ่มเล่นหุ้นเลย ปรากฏว่าเจ๊งสนิท เพราะเราไม่ได้มีความรู้มากพอ เป็นแมลงเม่าบินเข้ากองไฟไปเลย หมดไปหลายแสน เพราะดูแต่ราคาหุ้น ไม่ดูพื้นฐาน ใครบอกอะไรดีก็ซื้อตาม ก็เลยต้องทำใจว่าเสียค่าครูไปซะก่อน ตอนนั้นตลาดหุ้นกำลังบูม ดัชนีแค่ 800-900 จุดเอง หลังจากนั้นจะไม่ยอมพลาดอีกเป็นอันขาด” เขากล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว

 

พอเริ่มศึกษาทำการบ้านอย่างจริงจัง ค่อยๆ เล่นอย่างใจเย็น ดูปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก เล่นแบบนักลงทุนจริงๆ ค่อยเก็บค่อยออมไป  ไปฟังสัมมนาบ่อยมาก ฝึกดูงบบัญชีขาดทุน ดูกราฟ ทั้งอ่านทั้งฟังให้มากๆ ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ หลังจากจ่ายค่าครูไปแล้ว บ่มเพาะประสบการณ์และความมั่นใจอยู่หลายปี มีทั้งประสบการณ์ดีและประสบการณ์ร้าย บ่มเพาะข้อมูลมาจนใช้ได้ก็เริ่มเขียนเพจ แล้วก็เอาข้อมูลจากเพจมารวมเป็นพ็อกเกตบุ๊ก จึงได้หนังสือ 3 เล่มออกมา และได้รับความสนใจจากผู้อ่านเป็นอย่างดีถึงขั้นพิมพ์ซ้ำ 3 รอบ

โดยเน้นสไตล์การเขียนแบบง่ายๆ สบายๆ เหมือนเล่าเรื่องของเราให้เพื่อนฟัง อารมณ์เมาท์ๆ มีขำมีฮา ไม่ใช้ภาษายากๆ หรือศัพท์แสงเทคนิคให้ปวดหัว สำหรับเนื้อหาในเล่มก็จะเป็นการให้ความรู้เรื่องการออมในด้านต่างๆ แบบว่ามนุษย์เงินเดือนธรรมดาๆ ไม่ต้องเป็นผู้บริหารก็สามารถแบ่งเงินมาออมได้แบบไม่ต้องเบียดเบียนตัวเองมากเกินไป ค่อยๆ เริ่มจากหลักร้อย หลักพัน ไปยันหลักหมื่น หลักแสน สร้างแรงบันดาลใจไปเรื่อยๆ ยิ่งเห็นตัวเลขผลตอบรับที่ดีก็จะยิ่งมีกำลังใจในการออมมากขึ้น

“การออมจากหุ้นถ้าเริ่มเข้าใจไม่ใช่เรื่องยาก แต่เราต้องมีสติ มีวินัย มีหลักการ เพราะการเล่นหุ้นราคาไม่ใช่สิ่งสำคัญ ราคาเป็นตัวแทนของอารมณ์และความคาดหวัง ส่วนพื้นฐานของหุ้นคือเหตุผลและความเป็นจริง ถ้าจะเล่นหุ้นต้องดูที่ปัจจัยพื้นฐานมากกว่าราคา” เขาให้ความรู้

เนื้อหาในเล่มที่เขียนเป็นข้อแนะนำสำหรับมือใหม่ที่สนใจการลงทุนในด้านต่างๆ แบบฉบับของมนุษย์เงินเดือนที่ค่อยออม ค่อยสะสมหุ้นไปเรื่อยๆ เพื่อไว้ใช้ยามเกษียณ ด้วยการเลือกซื้อหุ้นแบบออมระยะยาว แล้วเลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีงบการเงินที่ดี มีความสามารถในการแข่งขัน เลือกซื้อหุ้นแบบเฉลี่ย คือเลือกจากหลายกลุ่ม เช่น หุ้นการเงินสัก 1 ตัว หุ้นโรงพยาบาล 1 ตัว หุ้นพลังงาน 1 ตัว หุ้นโรงแรม 1 ตัว หุ้นอาหาร 1 ตัว กระจายในหุ้นกลุ่มต่างๆ สัก 6 ตัว ซื้อไปเรื่อยๆ ทีละน้อยเป็นการเฉลี่ยต้นทุนไปเรื่อย หุ้นออมคือหุ้นถือยาวเป็นปีๆ

 

อัตตพงษ์ อัตตกิจกุล นิ่ง เล็ง ปล่อย พุ่ง สู่เป้าหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/482791

อัตตพงษ์ อัตตกิจกุล นิ่ง เล็ง ปล่อย พุ่ง สู่เป้าหมาย

โดย…นกขุนทอง

ส่งแต่เสียงนุ่มๆ มาอัพเดทข่าวสารทักทายผู้ฟัง พร้อมเปิดเพลงสากลเพราะๆ ให้ได้ฟังกันทางคลื่น GET 102.5 วันนี้เปิดหน้าเปิดตากันหน่อยสำหรับ “ดีเจอ้น-อัตตพงษ์ อัตตกิจกุล” แถมยังเปิดกิจกรรมสุดโปรดที่น้อยคนจะรู้ว่าเขานั้น ยิงแม่นแค่ไหนนั้นก็คือ “กีฬายิงธนู”

“เมื่อ 3-4 ปีที่แล้วมีญาติมาชวนให้ไปยิงธนู ปกติผมชอบเล่นกีฬาอยู่แล้วก็เลยลองไป ผมอยากเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ พอลองเล่นครั้งแรกรู้สึกชอบมันดูเป็นตัวเราดี หลังจากนั้นเรียกว่าคลั่งเลยครับ เล่นทุกวัน จนรู้สึกว่ารัก”

ยิงธนู เป็นกีฬาที่ไม่ค่อยแพร่หลาย บางคนยังนึกถึงประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายไม่ออกด้วยซ้ำว่า แค่ดึง เล็ง ปล่อยนั้นจะได้ประโยชน์อะไร หากเพียงแต่ลองยกคันธนูขึ้นมาน้ำหนักที่คนไม่แข็งแรง ไม่เคยออกกำลังกายก็คงยกคันศรมาตั้งเล็งได้ไม่เที่ยงตรงเป็นแน่ “ยิงธนูผมว่าเหมาะกับทุกเพศทุกวัย ผมเคยเห็นน้องคนหนึ่งเล่นตั้งแต่เด็ก แล้วเขามีสมาธิมากเมื่อเทียบกับเด็กวัยเดียวกัน แล้วเป็นกีฬาที่ค่อนข้างเปิดโอกาสให้กับคนทั่วไปอายุเยอะก็สามารถเล่นได้เท่าที่เรามีแรงในการยิงเลยครับ”

ส่วนเสน่ห์ของการยิงธนูที่ดีเจอ้นหลงใหลนั้นคือ การได้ต่อสู้ภายในจิตใจของตัวเอง และมีสมาธิ “เล่นกีฬาประเภทนี้ได้อะไรมากกว่ากีฬาที่ผมเคยเล่นๆ มา มันเป็นศาสตร์ที่ค่อนข้างลึก หลายคนมักจะคิดว่าการยิงธนูเป็นการแข่งกับคนอื่น ถ้าเรารู้สึกแบบนั้นเราจะยิ่งแพ้ คุณจะไม่มีสมาธิเพราะคิดถึงแต่เรื่องแพ้ชนะ แต่ถ้าคุณลองฝึกตัวเอง ชนะใจตัวเองได้เราจะนิ่งขึ้น แล้วผลงานจะออกมาดีเอง ผมโตมากับการเล่นกีฬาที่มีผู้เล่นหลายคน ตอนแรกก็ไม่ชิน พอหลังๆ เราเริ่มมีสติอยู่กับตัวเองค่อนข้างเยอะ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อก่อนผมเป็นคนใจร้อนมากพอได้มายิงธนูใจเย็นขึ้นครับ ระหว่างที่เราน้าวคันธนูเข้ามาอยู่ในระยะยิง หนึ่งเราต้องสู้กับแรงต้านของคันธนู สองการที่จะเล็งคันธนูให้มันนิ่งต้องอยู่ที่ใจของเราด้วย บางทีคนที่เล่นใหม่ๆ มีอาการตื่นตระหนก ยังไม่ทันจะเล็งก็ปล่อยแล้ว พอเป็นแบบนี้บ่อยๆ ทำให้ถอดใจแล้วเลิกเล่น ผมก็เคยเป็นแต่หายได้ด้วยการฝึกซ้อม ผมเคยได้ยินมาว่าพระของญี่ปุ่นก็ฝึกสมาธิด้วยการยิงธนูเช่นกัน”

เล่นเพื่อชนะตัวเอง ไม่คิดจะลงแข่งขันเอาชนะผู้ใด “ผมไม่มีเป้าหมายที่จะลงแข่งขัน ไม่อยากมานั่งตัดสินตัวเองว่าครั้งนี้แพ้ ครั้งหน้าต้องชนะนะ ผมไม่ชอบแข่งขันแต่เคยโดนยุอยู่ครั้งหนึ่งเลยลองแข่งดู น่าจะเป็นรายการที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย Thailand Princess Cup Archery ชิงถ้วยพระราชทานของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ถึงจะไม่ได้รางวัลกลับมาแต่ก็ภูมิใจ ถือเป็นครั้งหนึ่งในชีวิต ถามว่าอยากเป็นถึงขั้นนักกีฬาทีมชาติไหม อยากเป็นนะครับแต่ไม่กดดันตัวเองว่าจะเป็นตอนไหน ขอเรื่อยๆ ดีกว่า ถ้าถึงจุดที่เราพร้อมค่อยลงแข่ง กีฬาชนิดนี้ไม่มีรูปแบบที่แน่นอนตายตัวว่าต้องยิงแบบไหน ผมเคยได้ยินจากพี่ที่เป็นเซียนธนูคนหนึ่ง เขาบอกว่าธนูมันไม่มีแบบฟอร์มหรอก มันขึ้นอยู่กับว่าเรายิงแบบไหนแล้วผลออกมาดีก็พอ สถิติสูงสุดที่ผมทำได้คือแต้ม 250 จาก 300 แต้ม ถือว่าอยู่ในระดับสูงพอสมควร”

สำหรับคนที่สนใจอยากลองเล่นดีเจอ้นแนะนำว่า “การฝึกฝนอย่างต่ำก็เป็นปี ต้องฝึกให้ร่างกายเคยชิน ให้ร่างกายจำว่ากล้ามเนื้อส่วนไหนใช้ทำอะไร เน้นความสม่ำเสมอ ส่วนอุปกรณ์ในการเล่น การแต่งกายแค่คล่องตัวก็พอ รองเท้าผ้าใบก็ได้แล้ว แต่หลักๆ อุปกรณ์มี คันธนู Arm Guard ช่วยป้องกันมือจากสายธนู ถุงมือกันนิ้วเจ็บ และลูกธนู บางคนซื้อมาทำหัวลูกธนูเอง ผมก็ทำเองครับ ใครที่อยู่กรุงเทพฯ อยากหาสนามลองเล่น เท่าที่ผมทราบมีที่เหม่งจ๋าย ใครที่จริงจังมากหน่อยก็ไปเล่นที่สนามกีฬาแห่งชาติตรงรามคำแหงได้ ส่วนผมเล่นอยู่ใกล้ๆ บ้านที่พระราม 2 ชื่อสนาม Bullseye Archery Range ค่าสนามราคาไม่แพงอย่างที่คิด ชั่วโมงหนึ่งไม่ถึงร้อย จะแพงตรงคันธนู อย่างผมสั่งมาจากอเมริกา ราคาหลักหมื่น บางอันเป็นแสนก็มีครับ คนที่กำลังมองหากีฬาเล่นอยู่ ผมว่ากีฬายิงธนูเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี นอกจากร่างกายแข็งแรงแล้ว ทำให้คุณมีสมาธิแน่วแน่ได้ครับ”

 

‘ชีวิตที่เลือกได้’ นพเก้า เนตรบุตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/482789

‘ชีวิตที่เลือกได้’ นพเก้า เนตรบุตร

โดย…วราภรณ์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

บางคนแม้รู้สึกเบื่องาน แต่ยังหาทางออกให้กับชีวิตไม่ได้ และเริ่มหมดไฟในตัวลงไปอย่างช้าๆ ซึ่งไม่ใช่ชีวิตของนักปักผ้าชื่อดัง ครูอ๋าย-นพเก้า เนตรบุตร อดีตกราฟฟิกและโปรดิวเซอร์ให้บริษัทโฆษณาชื่อดังที่หาทางออกให้กับชีวิตได้ และตัดสินใจหันหลังให้กับเงินเดือนแพงๆ และหัวโขนที่สวมครอบไว้ กลับมาใช้ชีวิตแบบช้าๆ กินอยู่อย่างพอเพียง มีรายได้จากการเป็นครูสอนปักผ้าที่หากอนาคตผ่านการวางแผนที่ดีแล้ว บั้นปลายชีวิตจะพบแต่ความสุขและความสบายใจ หลีกหนีจากปัญหารถติดและผู้คนที่วุ่นวาย

เริ่มเบื่อ ไม่อยากไปทำงาน

ครูอ๋ายเริ่มเล่าเรื่องราวชีวิตที่ไม่ยึดติดว่า เมื่อ 2 ปีที่แล้ว เธอรู้สึกเบื่องานทั้งผู้ร่วมงานและสภาพการจราจรในเมืองที่ติดอย่างสาหัส วันหนึ่งตื่นขึ้นมาแล้วไม่อยากออกไปทำงานเลย เธอจึงเริ่มหันไปทำสิ่งอื่นนอกจากงานประจำ เข้าเวิร์กช็อปงานฝีมือหลากหลายแขนงเพื่อค้นหาตัวเอง จนมาหลงรักงานปักผ้าที่ช่วยเยียวยาความเครียดและความทุกข์ใจที่มีอยู่ จากงานอดิเรก กลายมาเป็นงานสอนปักผ้าแบบพาร์ตไทม์ จนสุดท้ายนพเก้าก็ตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาเป็นครูสอนปักผ้าเต็มตัว และมีอนาคตที่ดีเสียด้วยเพราะมีงานสอนปักผ้าเดือนละ 8-10 วันต่อเดือน ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอพอใจมาก เพราะเวลาที่เหลือครูอ๋ายสามารถมีชีวิตเพื่อตัวเอง เช่น ออกกำลังกาย ทำงานปักที่รัก ซึ่งหัวใจหลักอยู่ที่ความพอเพียงและปล่อยวาง

“จุดเริ่มต้นของการมีชีวิตสโลว์ไลฟ์ของครูเริ่มมาจากเมื่อ 4 ปีที่แล้ว แต่วันหนึ่งรู้สึกว่างานน่าเบื่อมาก แม้งานสนุกได้ออกไปประชุมพบปะลูกค้า ดูการถ่ายรูป เพราะเราคือพรินต์โปรดิวเซอร์ อ๋ายต้องควบคุมการถ่ายภาพนิ่งทั้งหมด แต่เรารู้สึกเบื่ออาจถึงจุดอิ่มตัวไม่อยากไปทำงานเลย ช่วงนั้นเริ่มหาวิธีผ่อนคลายไปเข้าเวิร์กช็อปต่างๆ ที่จอยรักคลับบ้าง แต่ในที่สุดก็ค้นพบว่าเราชอบงานปักผ้าที่สุด ตอนนั้นก็มองหาการทำงานแฮนด์เมดขาย แม้การปักผ้าเทคนิคจะยากแต่เราลองดู เพราะเราก็ชอบงานศิลปะ การปักผ้าก็เหมือนการวาดภาพ มีการระบายสี มันไม่ใช่งานแม่พลอยนะคะ แต่มีเสน่ห์ตรงเราชอบงานอาร์ต งานปักก็เป็นงานอาร์ตชนิดหนึ่ง เราเริ่มรู้สึกสนุก เราจึงเรียนจากครู 20% จากนั้นเริ่มศึกษาเอง คิดลายเอง ดูยูทูบบ้าง ซึ่งตอนนั้นเราทำงานประจำด้วยและปักผ้าไปด้วย”

สัญญาณที่บอกว่าหยุดกับงานประจำแค่นี้เถอะ คือครูอ๋ายรู้สึกมีความสุขกับการปักผ้าก่อนไปทำงาน เรียกว่าตื่นเช้ามานั่งปักผ้าเลย บางวันเธอเจออะไรแย่ๆ ก็ปักผ้าอีก เพื่อหาวิธีผ่อนคลายตัวเอง เรียกว่าการปักผ้าเป็นช่วงเวลาที่เธอมีความสุขที่สุด ให้ความรู้สึกสงบ ได้อยู่กับตัวเอง จนคิดว่าไม่อยากไปทำงาน อยากกลับบ้านเร็วๆ เพื่อไปปักผ้า จนเธอเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ถ้าเธออยู่บ้านทุกวันเธอจะยังมีความสุขกับการปักผ้าอยู่ไหม

เกิดอุบัติเหตุกับชีวิต

เรียกว่าโชคช่วยหรือไม่ก็ไม่รู้ที่ทำให้เธอได้มีเวลาทดสอบจิตใจตัวเอง วันหนึ่งก่อนนอนครูอ๋ายฝึกท่าโยคะบนเตียง แต่จังหวะที่ยกขาสูงขึ้น แต่เกิดพลาดตัวเธอล้มลงแล้วขาพาดไปกระแทกกับตู้เสื้อผ้าที่มีกระจกอยู่ด้านหน้า ปรากฏเส้นเอ็นที่ขาขาดไปข้างหนึ่ง ทำให้เธอเดินไม่ได้อยู่ถึง 2 เดือน ต้องพักฟื้นและนั่งทำงานอยู่ที่บ้าน โดยมีเพื่อนๆ ที่ออฟฟิศให้การช่วยเหลือ ช่วงเช้าถึงบ่ายสองโมงเธอนั่งทำงาน แต่ช่วงบ่ายแก่ๆ เธอเบรกด้วยการปักผ้า อยู่จนถึงก่อนนอน ทำให้เธอรู้ว่าเธอสามารถอยู่บ้านแล้วปักผ้าได้อย่างสบาย

ประกอบกับอดีตครูที่สอนปักผ้าของเธอที่จอยรักคลับเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง เธอจึงได้รับการเชื้อเชิญให้ทำหน้าที่ครูสอนปักผ้าต่อ

“ตอนนั้นอ๋ายทำงานโฆษณาเงินเดือนราว 5 หมื่นบาท ก็มานั่งคิดว่าถ้าเราจะออกจากงานแล้วมานั่งปักผ้าจะไหวไหมควบคู่กับการเป็นครูไปด้วย อ๋ายก็นั่งคิดคำนวณและวางแผนชีวิตเป็นอย่างดี งานปักผ้าชิ้นหนึ่งใช้เวลา 3 วัน ขายในราคา 300 บาท ถ้าได้เท่านั้นเราอยู่ได้เหรอ ตอนนั้นยังไม่กล้าตัดสินใจออกจากงาน เราก็แบ่งเวลาจันทร์-ศุกร์ทำงานประจำ ส่วนเสาร์-อาทิตย์มาสอนปักที่จอยรักคลับ ควบคู่กับการเคลียร์ตัวเอง เคลียร์บัตรเครดิต ขายรถเพื่อทำให้ตัวเองไม่เป็นหนี้”

 

วิธีเตรียมความพร้อมมาใช้ชีวิตแบบพอเพียง

เมื่อเคลียร์ตัวเองให้หลุดพ้นจากการเป็นหนี้แล้ว เธอตัดสินใจขายรถเพื่อการเตรียมความพร้อมด้านการเงิน

“สมมติถ้าเราออกจากงานแล้วไม่มีรายได้เลย 6 เดือนเราอยู่ได้ไหม คำตอบก็คือเราต้องอยู่ให้ได้นะ พอเคลียร์หนี้หมด อ๋ายเริ่มเก็บเงินก้อนและใช้เงินอย่างประหยัด เพื่อเอาไว้เป็นทุนสำรองยามริเริ่มปักผ้า ก่อนออกจากงานเราต้องวางแผนชีวิตให้ดีก่อน สำหรับอ๋ายใช้เวลาเตรียมตัวนานถึง 2 ปี เพื่อเราจะได้ไม่เครียดเมื่อยามที่ไม่ได้ทำงานประจำ ซึ่งตอนนั้นตัดสินใจไม่ยาก เพราะเราเตรียมตัวมาดี แม้คนรอบข้างไม่เห็นด้วย แต่เรารู้สึกพอแล้ว ไม่มีใครหรอกที่ไม่อยากใช้ชีวิตที่ไม่มีความสุข เคยถามตัวเองว่าทำไมชีวิตเราเราเลือกไม่ได้ แต่เราให้คำตอบกับตัวเองว่าเราต้องเลือกได้สิ ครูเลยวางแผนให้ปลอดภัยที่สุด ระยะแรกหลังออกจากงานก็สอนปักผ้าไปด้วยก่อน 1 ปีเต็ม แล้วจึงเลือกวิธีลาออกจากงานประจำ”

พบความเปลี่ยนแปลงในชีวิต

หลังจากวันที่เธอตัดสินใจหันหลังให้งานประจำ เธอค้นพบความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในชีวิตอย่างเหลือเชื่อ

“วันแรกที่อ๋ายได้ใช้ชีวิตเอง ตื่นมาโลกสว่างมาก ตอนเช้าออกไปวิ่งข้างๆ บ่อน้ำ วิ่งเสร็จมานั่งดูแม่น้ำ เล่นกับแมว ถ่ายรูปลงเฟซบุ๊กกว่าจะเริ่มทำงานจริงสิบโมงเช้า นี่คือชีวิตที่เราต้องการ เรากำหนดเองได้ และทำงานเดือนละ 8 วันที่มีสอน ในขณะที่รายได้เท่ากับงานประจำที่เราเคยทำ ชีวิตมันดีมากๆ ตอนนี้เราทำได้หมดในสิ่งที่อยากทำ เช่น ดูหนัง เขียนหนังสือ วาดรูป นอนเฉยๆ เราทำได้หมดเลย รายได้เท่าเดิม แถมเงินเหลือเก็บ ซึ่งแตกต่างจากตอนทำงานเสียเงินเยอะมาก แต่พอเราอยู่บ้านแค่ 100 บาท เราก็อยู่ได้”

การปรับตัวคือ เธออยู่บ้านโดยไม่ต้องใช้รถ และไม่ต้องเผชิญกับปัญหารถติดย่านราชประสงค์อีกแล้ว

“ออฟฟิศเคยอยู่เซ็นทรัลเวิลด์ เย็นหลังเลิกงานกลับบ้านไม่ได้เลย วันไหนฝนตกอ๋ายเบื่อมาก ชีวิตมีรถลำบากมาก อ๋ายมีความสุขกับการขึ้นรถไฟฟ้า อ๋ายพยายามหนีทุกจุด อ๋ายอยากเลือกกับสิ่งที่เราชอบ เมื่อก่อนทำงานก็รู้สึกอยากดื่มกาแฟทำงานในห้าง มีของให้ช็อปปิ้งมากมาย เงินไม่เคยเหลือเก็บ แต่พอใช้ชีวิตอยู่บ้าน ชีวิตเหมือนได้เกิดใหม่ ซึ่งชอบมากๆ นึกย้อนไปเราเหมือนคนโง่ เราไปใช้ชีวิตแบบนั้นอยู่ตั้งนาน ยิ่งเราสูงวัยทำให้สนใจธรรมะ ซึ่งการใช้ชีวิตแบบใหม่สอดคล้องกับธรรมะที่สอนให้เราปล่อยวาง ไม่ยึดติด เราไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตหรูๆ หรือใช้ของแพงๆ เราใช้ชีวิตนิ่งๆ ได้แบบไม่ต้องเหงาหรือสุข มันเป็นความสุขที่แท้จริงๆ อยู่ได้ด้วยตัวเอง สุขกับทุกข์แบกหนักพอกันจริงๆ”

ตอนทำงานโฆษณา ครูอ๋ายบอกว่า เครียดมาก อยากให้โลกแตกดังคำทำนายจริงๆ เพราะหนึ่ง เธอต้องเจอกับเพื่อนร่วมงานไม่ดี แต่ต้องฝืนใจทำงานร่วมกัน ทำให้เธอรู้สึกเป็นทุกข์มาก ประชุมแล้วประชุมอีก ไม่สรุปสักที ทำงานซ้ำซากอยู่อย่างนั้น พอเธอมีเวลาว่างมาก ทำให้เธอได้ใช้ชีวิตของเธอได้เต็มที่ ไปไหนก็ได้

“ตอนลาออกจากงานตัดสินใจอะไรก็ง่าย ตอนที่ตัดสินใจออกจากงานอดีตแฟนไม่เห็นด้วย แต่อ๋ายก็คิดว่านี่คือชีวิตฉัน ทำไมฉันเลือกไม่ได้ ปัจจุบันเราก็สุขอย่างโสดๆ”

หากรู้จักวางแผนชีวิตนอกจากความสุขที่เพิ่มมากขึ้นแล้ว เงินทองยังมีเก็บสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะค่าใช้จ่ายจะน้อยลง เงินส่วนใหญ่ใช้จ่ายไปกับการซื้อหนังสือ

“อย่างที่บอกวันละ 100 บาท เราก็อยู่ได้ กินข้าวแกง 40 บาท ก็พอแล้ว ไม่ต้องแต่งตัวมากเพราะทำงานอยู่บ้าน ค่าใช้จ่ายหายไปเยอะมากๆ พอเราปล่อยวาง เราไม่อยากหาความสุขจากข้างนอก ความสุขทางกายเราคือเปลือก เมื่อก่อนต้องไปช็อปปิ้งดูหนังในโรงภาพยนตร์ แต่ตอนนี้เราไม่ต้องการความสุขแบบนั้นแล้ว เราก็มีความสุข แค่ได้เดินในสวน อ่านหนังสือในสวนสาธารณะใกล้ๆ บ้าน ชีวิตเราก็สุขแล้ว”

ชีวิตอยากเลือกได้ต้องผ่านการวางแผน

อยากมีชีวิตที่เลือกได้ ครูอ๋ายบอกว่า จะต้องประกอบไปด้วยองค์ประกอบ คือการวางแผน เบื่องานแล้วอย่าออกเลย พังแน่ๆ หากวางแผนดีแล้วจะไม่เครียด เพราะหากเครียดมากๆ จะทำให้ทำอะไรก็ไม่ได้ เพราะมัวแต่เครียด แต่พอเราสบายใจ ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีรายได้ พอไม่เครียด แค่คิดบวก ก็จะมีเรื่องดีๆ เข้ามา

“อย่าหยุดที่จะพัฒนาตัวเอง อ๋ายสอนปักผ้ามา 3 ปีแล้วยังมีคนมาเรียนอยู่เรื่อยๆ เพราะเราต้องมีสไตล์ไม่เหมือนใคร อีกทั้งเราต้องรู้จักใช้งานโฆษณาเพื่อโปรโมทตัวเองบ้าง สร้างคาแรกเตอร์ให้ตัวเอง อย่างอ๋ายก็มาดเซอร์ๆ ถ้าถามว่ายากไหมกับการตัดสินใจทิ้งงานที่เก๋และมีความมั่นคงมาปักผ้า จริงๆ ตัดสินใจไม่ยากเพราะเราอยากออกจากจุดนั้นนานมาก แต่ก็ต้องใช้ความกล้ามากๆ เราต้องกล้าที่จะเสี่ยงอย่างปลอดภัย ต้องวางแผนชีวิตดีๆ ต้องกล้าเริ่ม อย่างอ๋ายแต่ก่อนอยากเป็นศิลปินกับอยากเป็นนักวาดภาพประกอบทั้งๆ ที่เราก็วาดภาพไม่เป็น อ๋ายชอบอ่านลลนา ชอบดูภาพประกอบ พออ๋ายออกจากงานก็หัดวาดรูปแล้วลงในเฟซบุ๊กไปได้สักพักหนึ่งมีคนเห็น เจ้าของสำนักพิมพ์เห็นภาพของเรา อ๋ายก็เลยได้วาดภาพประกอบอีกงานหนึ่ง หัวใจสำคัญคือ เราต้องลงมือทำไปก่อน เตรียมพร้อม บอกตัวเองว่าเราทำได้ รู้ศักยภาพของตัวเอง”

สุดท้ายแล้วเราจะค้นพบว่า ชีวิตเรียบง่ายสบายที่สุด อย่าพยายามตัดสินใจจากการแค่เห็นเพียงภายนอก ใช้ชีวิตให้ง่าย นอนง่าย กินง่าย ไม่มีรถยนต์ส่วนตัวก็อยู่ได้

 

พุทธิ เตียสุวรรณ์ ไตรกีฬาเฉียดตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/482787

พุทธิ เตียสุวรรณ์ ไตรกีฬาเฉียดตาย

โดย…อณุสรา  ทองอุไร ภาพ   ทวีชัย  ธวัชปกรณ์

กีฬา กีฬาเป็นยาวิเศษ ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ล้วนเป็นคำกล่าวที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องของกีฬาแทบทั้งสิ้น แต่จะอย่างไรก็ตาม ในโลกนี้ไม่ว่าอะไรก็ตามทุกอย่างล้วนมี 2 ด้านเสมอ อยู่ที่ว่าเราจะเจอด้านไหนก่อน แล้วด้านไหนดีมาก ด้านไหนดีน้อยกว่า ก็ขึ้นอยู่กับความระมัดระวังของแต่ละคนอีกด้วย เช่น กับเรื่องของชายหนุ่มผู้นี้ พุทธิ เตียสุวรรณ์ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ เฮิร์บ พลัส ผู้ผลิตอาหารเสริมและร้านอาหารแนวสุขภาพกรีนลีฟ เขาจบปริญญาตรีที่คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยมหิดลอินเตอร์ และปริญญาโททางด้านบริหารจากสหรัฐอเมริกา จบมาก็มาช่วยธุรกิจของที่บ้าน

แม้จะเป็นผู้บริหารที่งานยุ่งหลายสิ่งอย่าง แต่เขาก็ยังแบ่งเวลาไว้สำหรับเพื่อการออกกำลังกายอย่างมีวินัยด้วยการเล่นไตรกีฬามาเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา เขาเล่าว่าแรงบันดาลใจมาจากคุณพ่อของเขาที่ท่านชอบออกกำลังกายด้วยการวิ่งมาก่อน ตั้งแต่เขายังเป็นวัยรุ่นก็วิ่งกับคุณพ่อบ้าง แต่ก็ยังไม่ได้จริงจังมากนักในตอนนั้น เพราะตอนที่เป็นเด็กจนถึงวัยรุ่นเขาค่อนข้างเจ้าเนื้อ น้ำหนักขึ้นไปมากถึง 100 กิโลกรัม แล้วจึงเริ่มออกกำลังกายด้วยการวิ่งจนน้ำหนักลดไป 30 กว่ากิโลกรัม หลังจากนั้นน้ำหนักก็อยู่ตัว น้ำหนักคงที่แล้วไม่ขึ้นอีกเลย

 

หลังจากนั้นเขาก็เริ่มติดใจจากวิ่งอย่างเดียว เขาก็พัฒนาความท้าทายของตัวเองไปสู่การเล่นไตรกีฬาเมื่อ 2 ปีกว่าๆ มานี้ และเริ่มเล่นอย่างจริงจัง เขาลงเกือบทุกสนามใหญ่ๆ ที่มีการจัดแข่งในประเทศไทย ทุกภาคของประเทศ ที่จัดบ่อยๆ ก็จะมีที่พัทยา ชลบุรี หัวหิน สัตหีบ ชะอำ ซึ่งการลงแข่งทุกครั้งถือเป็นความท้าทาย เริ่มจากว่าย วิ่ง ปั่น

แต่ละสนามก็มักจะมีเรื่องตื่นเต้นเร้าใจ ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ ไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆ ให้ได้ลุ้นกันอยู่เสมอ เริ่มจากเรื่องเบาๆ แต่ถึงกับเลือดตกยางออก ในทริปการแข่งขันที่ชะอำ วันนั้นเป็นการแข่งสนามใหญ่มีคนเข้าร่วมแข่งเป็นจำนวนมากหลายพันคน ซึ่งก่อนหน้านั้นเขาก็เคยไปซ้อมวิ่งที่ชะอำมาก่อนก็ไม่มีปัญหาอะไร

 

จนกระทั่งก่อนวันแข่งขัน 1 วัน ก็มีการเตือนกันว่ามีแมงกะพรุนเข้ามาที่ชายทะเลเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งมีคนกว้านซื้อน้ำส้มสายชูจากตลาดแถวนั้นจนหมดเกลี้ยง (เวลาเจอแมงกะพรุนให้รีบราดด้วยน้ำส้มสายชูอาการเจ็บแสบจะทุเลาลงได้) แต่ตัวเขาเองก็ไม่ได้ซื้อ เพราะไม่คิดว่าจะซีเรียสขนาดนั้น

พอถึงวันแข่งขันจริง ปรากฏว่ามันมาเยอะเกินกว่าที่คาดคิด คนที่ลงไปก่อนหน้านั้นว่ายก่อนก็มีเสียงร้องกัน ผู้หญิงก็มีเสียงกรี๊ดกร๊าด ตอนแรกเราคิดว่าไม่ซีเรียส คิดว่าพวกสาวๆ เขาอาจจะโอเวอร์แอ็กชั่นกันเกินไป สักพักผู้ชายก็ร้องโอ๊ะโอ้ยกันหลายคน บางคนไม่แข่งต่อ เรียกเจ้าหน้าที่ที่ลอยเรือรักษาความปลอดภัยให้พาขึ้นฝั่งไปเลย เราก็เริ่มคิด อ้าวเว้ยงั้นซีเรียสแล้วเนี่ย แต่เมื่อไปแล้วก็ต้องลุยก็ลง ปรากฏว่าว่ายไปสักพักโดนเลยครับ เป็นแมงกะพรุนไฟ พอโดนตัวเรานี่เหมือนมีดโกนบาดที่แขน แต่เราก็ฝืนว่ายต่อไป คิดว่าว่ายไปก่อน ก็โดนทั้งแขนขวาแขนซ้าย 90 เปอร์เซ็นต์ของคนที่ลงไปว่ายโดนกันทุกคน บางคนแพ้มากหน้าบวมปากเจ่อเพราะโดนที่หน้า ตอนแรกว่าจะฝืนว่ายต่อ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าตนเองจะแพ้มากหรือน้อยเพียงใด เลยไม่เสี่ยงว่ายต่อจนจบ เลยกลับเข้าฝั่งดีกว่า

 

เนื่องจากพิษของมันจะทำให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อน คัน มีอาการไหม้คล้ายแผลถูกน้ำร้อนลวก อาจพบผื่นมีลักษณะเป็นเส้นๆ เป็นแนวยาว เมื่อได้รับการรักษาจะดีขึ้น บางรายเกิดผื่นสีดำคล้ำ และค่อยๆ จางลง แต่บางรายเกิดอาการคันอย่างมาก ผู้ป่วยบางรายเกาจนเป็นแผลนูน บางรายผื่นโตมากจนมีลักษณะคล้ายคีลอยด์ (Keloid) นอกจากนั้นในรายที่แมงกะพรุนไฟได้ปล่อยพิษออกมา อาจจะปวดมากจนหมดสติถึงขั้นจมน้ำตายได้ พบว่านอกจากอาการปวดบริเวณที่สัมผัสกับแมงกะพรุนแล้ว บางครั้งยังเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดหัว กล้ามเนื้อแข็งเกร็งด้วย จริงๆ แล้วแมงกะพรุนไฟพบได้ทั้งฤดูร้อนและฤดูฝน โดยเฉพาะฤดูฝนมักพบหลังฝนตกใหม่ๆ

เมื่อถูกแมงกะพรุนไฟแล้วต้องรีบรักษา โดยใช้น้ำส้มสายชูเทราดตรงบริเวณที่ถูกแมงกะพรุนไฟเพื่อทำลายพิษ อาจใช้ผักบุ้งทะเล หรือใช้น้ำทะเลล้างทำลายพิษ โปรดอย่าใช้น้ำจืดหรือแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้กระเปาะพิษแตก ตามหลักการของออสโมซิส ควรรีบพาไปพบแพทย์ เพื่อจะได้ทำการรักษาโดยฉีดยาแก้แพ้ ยาแก้คัน ยาฉีดกันบาดทะยัก บางรายอาจต้องให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ถ้าเริ่มมีแผลเป็นนูนหนาอาจต้องฉีดสเตียรอยด์เข้าบริเวณใต้ผื่น

 

จนในที่สุดหลายคนว่ายกลับเข้าฝั่งไม่ไปต่อ เขาเองก็เลยวกกลับ พอขึ้นมาก็เป็นแผลเป็นแดงเป็นปื้น มีแผลปูดขึ้นมา เริ่มแสบเนื้อเริ่มตาย สักพักเนื้อด้านบนของแผลหายไปเลย เขาต้องใช้เวลารักษาแผลโดนแมงกะพรุนไฟอยู่ 4 เดือนจนแผลแห้ง แต่ร่องรอยของแผลเป็นยังไม่จางหาย กลายเป็นแผลเป็นที่เห็นชัดเจนมาก ซึ่งตอนนั้นเป็นการลงแข่งไตรกีฬาครั้งที่ 5 ในปีที่ 2 ของเขาที่เริ่มเล่นไตรกีฬา ก็แขยงๆ ไปเลย แต่ก็ไม่เลิก เขาคงเล่นต่อไป แม้รักษาแผลจนหายดี แต่ร่องรอยของแผลยังคงอยู่จนบัดนี้

ทำให้เขาได้บทเรียนเลยว่าควรต้องระมัดระวังตัวเองด้วยการใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาวสำหรับว่ายน้ำโดยเฉพาะเพื่อเป็นการเซฟตี้ตัวเองเบื้องต้น เพราะคำว่าอุบัติเหตุมันเกิดขึ้นได้เสมอ มีหลายเหตุที่อยู่นอกเหนือการคาดการณ์และป้องกันได้ 100 เปอร์เซ็นต์

 

ส่วนเหตุการณ์ระทึกใจไม่มีวันลืมครั้งที่สองจากการแข่งไตรกีฬาของเขาก็คือ การไปแข่งที่จังหวัดหนึ่ง เป็นการแข่งในบ่อน้ำขนาดใหญ่ในรีสอร์ทแห่งหนึ่ง ซึ่งระบบการจัดการไม่ค่อยดีเท่าที่ควร เพราะมีนักกีฬาเข้าแข่งจำนวนมาก แล้วสระน้ำไม่ได้ใหญ่เหมือนแม่น้ำจริงๆ เขาปล่อยตัวเป็นกลุ่มๆ (จากปกติทั่วไปเขาจะปล่อยทีละ 3-4 คน)

พุทธิ เล่าว่า พอสระไม่ใหญ่โตมากนัก แล้วคนแน่น เขาปล่อยเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ปรากฏว่าคนก็เลยเบียดเสียดกัน คนว่ายอยู่ข้างหน้าถ้าว่ายช้าคนข้างหลังก็ว่ายตามมาทันแล้วก็เบียดซ้อนกันเหยียบกันจนเป็นสาเหตุให้มีคนเสียชีวิต “ก็มีคนบ่นว่ามันเบียดดันมากเกินไป แต่ก็ยังไม่รู้ว่ามีอะไรผิดปกติ จนกระทั่งการแข่งใกล้จบ มีจักรยานเหลืออยู่ ไม่มีคนไปรับจักรยานหลังจากว่ายน้ำเสร็จ ต้องไปปั่นต่อ อ้าว!! จักรยานทำไมเหลือ เลยไล่เช็กชื่อว่ามีใครไม่มารับ ปรากฏว่ามีผู้ชายวัย 40 กว่าปีหายไปหนึ่งคน พอเขารู้ว่ามีคนหายก็รีบหากันก็พบช่วยไม่ทัน เดากันว่าคงเป็นตะคริวแล้วจมไปเลย ไม่มีใครทันเห็น ก็รู้สึกแย่กันไปทุกคน เพราะไม่มีใครอยากจะให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมา”

 

จากเหตุการณ์ครั้งนี้ถือว่าเป็นอุทาหรณ์เลยว่า การไปแข่งขันกีฬาใดๆ ก็ตาม ควรจะมีเพื่อนไปด้วย  เนื่องจากหากเราหายไปเพื่อนก็จะรู้แบบมีคู่หูประกบกันไป เกิดอะไรขึ้นจะรู้ตัวและช่วยกันทัน ถ้าวันนั้นชายคนนั้นเขามีเพื่อนไปด้วยถ้าว่ายประกบคู่กันไปใกล้ๆ กันจะเห็นถึงความผิดสังเกตว่า เอ๊ะ ทำไมเพื่อนเรายังไม่ตามมา ไม่ใช่จนกระทั่งการแข่งขันใกล้จะจบแล้วถึงได้รู้ว่าจักรยานทำไมเหลือ

“หลังจากนั้นผมไม่เคยไปแข่งคนเดียว จะมีเพื่อนไปเป็นกลุ่ม หรือบางครั้งคุณพ่อก็ไปเป็นเพื่อน เราก็ต้องดูแลตัวเองให้มากที่สุด เพราะเจ้าหน้าที่ไม่ได้มากพอที่จะมาดูแลหรืออำนวยความสะดวกเราได้ทันท่วงที ป้องกันดีกว่าแก้ไข เพราะไม่ว่าจะระมัดระวังอย่างไร มันก็ไม่มีอะไร 100 เปอร์เซ็นต์ อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสมอ” เขาให้ข้อคิด

 

แต่ไม่ว่าจะเจอเหตุการณ์หวาดเสียวมากน้อยจนลืมไม่ลงอย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่เคยคิดจะเลิกล้มหรือกลัวจนไม่อยากเล่น จากเรื่องลืมไม่ลงที่ผ่านมา ทำให้เขามีความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น เซฟตัวเองให้มากขึ้น จัดเตรียมอุปกรณ์ให้มีความพร้อมที่สุด เตรียมตัวฝึกซ้อมให้มาก ให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ก่อนลงแข่งขันทุกครั้งจะซ้อมให้แรงกำลังอยู่ตัว

“การฝึกซ้อมนี่ต้องมีตลอด ผมต้องออกกำลังกายอย่างน้อย 3 วัน/สัปดาห์ วิ่งบ้าง ว่ายน้ำบ้าง ปั่นจักรยานบ้าง เข้าฟิตเนสบ้าง ถ้าใกล้ๆ ลงแข่งนี่ต้องสัปดาห์ละ 4-5 วันกันเลย ต้องทำตัวเองให้พร้อมที่สุด เพราะถ้ายิ่งมีความพร้อมมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งลดปัญหาอุปสรรคต่างๆ มากยิ่งขึ้น ก่อนแข่ง 2-3 วันต้องพัก กินให้อิ่ม นอนให้หลับ” เขาให้ข้อคิด

สำหรับปีนี้เขามีโครงการลงแข่งอีก 3 ครั้ง โดยสนามใหญ่สุดเขาจะไปแข่งวิ่งไตรกีฬาที่ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นสนามใหญ่ที่มีความท้าทายสูงมาก ต้องจองผ่านเอเยนซีเพราะรับจำนวนน้อย มีคนจากทั่วโลกต้องการเข้าสมัครมาก มีการแข่งในทั้งทางเรียบและทางขรุขระหลากหลายมาก

 

 

 

 

 

 

อรรถสิทธิ์ เหมือนมาตย์ ‘เซเรนา วิลเลียมส์’ คือ นักสู้หญิงตัวจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/482673

อรรถสิทธิ์ เหมือนมาตย์ ‘เซเรนา วิลเลียมส์’ คือ นักสู้หญิงตัวจริง

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ : อีพีเอ, เอพี

การเป็นแฟนคลับนักกีฬาคนหนึ่ง ความรู้สึกก็ไม่ต่างจากการตกหลุมรัก เราย่อมอยากทำความรู้จัก และสัมผัสกับโลกที่เขาอยู่ให้มากที่สุด ด้วยเหตุผลนี้เอง ทำให้ แอมป์-อรรถสิทธิ์ เหมือนมาตย์ บรรณาธิการอำนวยการนิตยสารซอกแซก เริ่มสนใจกีฬาเทนนิส เขาจึงพาตัวเองดำดิ่งเข้าไปในโลกของเทนนิสแบบถอนตัวไม่ขึ้น จากผู้ชมหน้าจอสู่ผู้ชมขอบสนาม กระทั่งก้าวสู่การเป็นผู้เล่นในสนามที่ไม่ใช่เพียงมือสมัครเล่น เพราะหากมีโอกาสเขาก็อยากลองลงแข่งขันในรายการเล็กๆ สักรายการ

ด้วยผลงานของแทมมี่-แทมมารีน ธนสุกาญจน์ และภราดร ศรีชาพันธุ์ นักเทนนิสชาวไทยที่ไปดังไกลถึงต่างแดน คือประตูสำคัญที่พาแอมป์ก้าวเข้าสู่โลกของเทนนิสอย่างจริงจัง ทำให้เขาเริ่มติดตามการแข่งขันในแมตช์ต่างๆ พร้อมทั้งเริ่มศึกษาลงลึกไปถึงกติกาการเล่น วิธีการเล่นอย่างจริงจัง และกลายเป็นแฟนกีฬาตัวยง

“พอยิ่งดูก็ยิ่งอิน มีครั้งหนึ่งไปดูร่วมงานไทยแลนด์ โอเพ่น พอดูจบเห็นบูธขายอุปกรณ์เทนนิสหน้างาน ก็ซื้อเลย แล้วก็ไปหาคอร์ต หาก๊วนเล่น เล่นได้  2 ปีก็เลิกไป เพราะก๊วนเพื่อนเริ่มนัดยาก เลยห่างๆ ไป แต่ก็ยังไม่ได้หยุดนะ ยังติดตามชมการแข่งขันอยู่เรื่อยๆ แต่ไม่จริงจัง จนเมื่อเร็วๆ นี้ เห็นมีคอร์ตเทนนิสมาเปิดใหม่แถวบ้าน ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่เรากำลังเบื่อกับการออกกำลังกายในยิม เลยเหมือนเป็นจุดที่ลงตัว ทำให้คิดว่าน่าจะกลับมาเล่นเทนนิสที่เราเคยชอบอีกครั้ง”

การหวนคืนวงการอีกครั้งของแอมป์ในครั้งนี้ เขาไม่ได้มาเล่นๆ เพราะนอกจาก 3 วันต่อสัปดาห์ที่ต้องลุกขึ้นมาฝึกซ้อมแล้ว ความรู้สึกหลงรักกีฬาเทนนิสที่ถูกเก็บไว้ก็เหมือนถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง ถึงขั้นว่า ทุกคืนก่อนนอนต้องขอย้อนดูคลิปการแข่งขันเทนนิสแมตช์ต่างๆ โดยเฉพาะคลิปของนักเทนนิสคนโปรดอย่าง เซเรนา วิลเลียมส์  ซึ่งเขากล้าการันตีว่าดูทุกคลิปการแข่งขันของเซเรนาเท่าที่จะหาได้บนโลกออนไลน์หมดแล้ว

“นักเทนนิสที่ชอบมากๆ จริงๆ มี 4 คน คือ เซเรนา-วีนัส วิลเลียมส์ ราฟาเอล นาดาล โนวัค ยอโควิช แต่ที่ชอบที่สุดคือ เซเรนา ความชอบของเราเริ่มต้นจากความสงสัยว่า ทำไมบางคนถึงไม่ชอบพี่น้องวิลเลียมส์ เลยเริ่มศึกษาเรื่องราวของเขา จนพบว่าเขาเป็นพี่น้องที่น่าทึ่งมาก อย่างที่รู้เขาเป็นผิวสี เกิดในครอบครัวที่ไม่ได้ร่ำรวย ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้เลยกับความหวังที่จะได้โลดแล่นในวงการเทนนิส ซึ่งเป็นกีฬาของคนมีฐานะ แต่เพราะพ่อเขามีความเชื่อ และลูกทั้งสองก็พร้อมจะก้าวผ่านคำว่าเป็นไปได้ จนวันนี้เซเรนาได้เป็นนักเทนนิสมืออันดับท็อปของโลก”

 

แอมป์ สารภาพว่า เวลาที่ติดตามชมการแข่งขันของเซเรนา เธอไม่เพียงเติมเต็มความชอบด้านกีฬาให้เท่านั้น แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจหลายอย่างในชีวิตเขา

“ประโยคที่เซเรนาเคยพูดไว้และเราประทับใจมาก คือ “I’ve always been a fighter and I’ve always fought through things my whole life.” มันแสดงให้เห็นถึงความเป็นนักสู้ในตัวเขาอย่างเต็มเปี่ยม เป็นคนที่ไม่เคยยอมแพ้ต่ออุปสรรคต่างๆ ยกตัวอย่าง มีอยู่ครั้งหนึ่งเราดูเซเรนาแข่ง แมตช์นั้นเราเห็นผลงานที่ออกมาแล้วยังถอดใจ คิดว่าแพ้แน่ๆ ดูไปก็หงุดหงิดถึงขั้นปิดหน้าจอแล้วมาลุ้นผลแบบอัพเดทสกอร์เอา ปรากฏว่าสุดท้ายแมทช์นั้นเซเรนาพลิกกลับมาเอาชนะได้ ซึ่งมันสะท้อนให้เห็นว่า ในขณะที่คนนอกอย่างเราถอดใจ แต่นักกีฬาในสนามยังสู้ขาดใจ”

แอมป์ บอกว่า ทุกวันนี้เพื่อนๆ ในกลุ่มจะรู้กันว่า ถ้าช่วงไหนเป็นฤดูกาลเทนนิส ตารางชีวิตของเขาจะแปรปรวนเล็กน้อย เพราะเวลาว่างของเขาจะผันแปรตามตารางการแข่งขัน แม้จะเน้นติดตามเฉพาะรายการเทนนิสใหญ่ๆ ซึ่งใน 1 ปีมีประมาณ 4 รายการ นอกนั้นเขาจะอัพเดททุกความเคลื่อนไหวของโลกเทนนิสผ่านแอพพลิเคชั่น ATP/WTA Live ซึ่งจะรวบรวมทุกข่าวสารที่เกิดขึ้นแทน

“จนวันนี้ ยังเสียดายที่ไม่เคยมีโอกาสดูเซเรนาแข่งแบบติดขอบสนาม เพราะตอนที่เซเรนามาเมืองไทย เราก็ยังไม่อินกับเซเรนาเลยไม่ได้ไป ที่ผ่านมาเคยเจอแต่วีนัสตอนที่มาแข่งรายการ World Tennis Thailand Championship 2016 ที่หัวหิน ขนาดเจอวีนัสยังตื่นเต้น คิดว่าถ้าได้เจอเซเรนาคงทำตัวไม่ถูก ได้แต่ชื่นชมอยู่ใกล้ๆ” แอมป์บอกเล่าอย่างอารมณ์ดี พร้อมเผยถึงเป้าหมายในชีวิตที่ตั้งใจทำให้สำเร็จในปีหน้าคือ การเดินทางไปทัวร์ชมการแข่งขันของนักเทนนิสคนโปรดแบบติดขอบสนาม

“ที่ต้องรีบจัดทริปปีหน้า เพราะนักกีฬาที่เราชอบส่วนใหญ่ก็อายุ 30+ หมดแล้ว ถ้าขืนรอต่อไป เขาอาจจะปลดระวางกันไปก่อน (หัวเราะ) อย่างเซเรนา กันยานี้ก็จะ 36 แล้ว ถามว่าวันหนึ่งถ้าเขาปลดระวางเราจะชอบคนอื่นแทนมั้ย ก็คงมี แต่สุดท้ายแล้ว เซเรนาจะยังเป็นนักกีฬาเทนนิสในดวงใจที่ไม่มีใครมาแทนที่”

 

เป้าปลดระวางชีวิต สมคิด ลวางกูร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/482664

เป้าปลดระวางชีวิต สมคิด ลวางกูร

โดย…ปิยนุช ผิวเหลือง

จากเด็กวัดสู่นักสร้างแบรนด์ระดับโลก สมคิด ลวางกูร ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานบริหาร เพย์ออล กรุ๊ป ด้วยประสบการณ์การทำงานที่ยาวนาน หลากหลาย นำไปสู่การสร้างความสำเร็จให้องค์กรหลายแห่งอย่างยั่งยืน

สมคิด ลวางกูร ประธานบริหาร เพย์ออล กรุ๊ป หรือนักสร้างแบรนด์มืออาชีพ เล่าว่า ในช่วงวัยเด็กครอบครัวค่อนข้างลำบาก เติบโตในรั้ววัด แต่ด้วยเป็นคนมุ่งมั่นต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต จึงดิ้นรนจนสามารถทำงานในสายการบินไทยประมาณ 2 ปี ในขณะนั้นสแกนดิเนเวียเป็นพี่เลี้ยงด้านการบริหารงานให้แก่การบินไทยกว่า 20 ปี ถือว่าเป็นบริษัทที่บริหารสายการบินและโรงแรมที่เก่งที่สุดในโลก มีระบบที่ดีที่สุดในโลกขณะนั้น และสามารถทำให้การบินไทยติด 1 ใน 3 ของโลก ในด้านการบริหารจัดการสนามบิน

“ผมต้องการได้รับประสบการณ์การบริหารงานอย่างมืออาชีพ จึงตัดสินใจลาออกจากการบินไทยไปอยู่กับแซด (SAS) โดยได้ประจำอยู่ต่างประเทศถึง 6 ปี เรียนรู้ในการบริหารจัดการ การวางแผนสนามบินขนาดใหญ่ ซึ่งเคยได้ดำเนินการบริหารสนามบินใหม่ใหญ่ที่สุดในโลก เช่น สนามบินเมืองริยาด ประเทศซาอุดิอาระเบีย”

จากนั้นในปี 2526 จึงตัดสินใจเดินทางกลับบ้าน ด้วยอาชีพใหม่ รับจ้างบริหารงานให้แก่องค์กรต่างๆ

“ผมรับจ้างบริหารองค์กรที่มีปัญหา กำลังจะเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ เข้าไปแก้ไขระบบ เป็นสัญญาระยะสั้นในแต่ละแห่ง”

หลังจากนั้นจึงผันตัวเป็นนักสร้างแบรนด์มืออาชีพ จากประสบการณ์ที่คร่ำหวอดในแวดวงธุรกิจมายาวนาน จนปัจจุบันได้เข้ามาสร้างแบรนด์ให้กับเพย์ออล์

เขาเชื่อว่าการสร้างแบรนด์สำคัญที่สุด ต้องทำให้ผู้บริโภคจดจำได้ แล้วจึงเกิดการผลิตเสมือนสร้างความต้องการก่อนแล้วผลิตออกสู่ตลาด ซึ่งต่างกับการทำการตลาดในแง่ที่การตลาดจะคิดว่าทำอย่างไรให้สินค้าขายได้เมื่อผลิตออกมาแล้ว การสร้างแบรนด์ต้องเกิดก่อนการทำการตลาด

สมคิด มองว่าความเป็นมืออาชีพมีผลในการเติบโตของธุรกิจ ที่ธุรกิจยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะยังไม่ครบวงจร เมื่อสร้างความสะดวกให้แก่ลูกค้าได้มากที่สุด การตอบรับสินค้าของเราจะดีขึ้น อีกทั้งปัญหาของคนไทยในการทำธุรกิจประการหนึ่ง คือมักแก้ไขแค่ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งไม่คิดค้นวิธีการที่จะป้องกันการเกิดปัญหาไว้ก่อน

ดังนั้น การมีวิสัยทัศน์จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ กล่าวคือ การประเมินเหตุการณ์จากในอดีตเชื่อมโยงกับองค์ประกอบปัจจุบันนำไปสู่การทำนายอนาคต ถอดเป็นสมการได้ดังนี้ (อดีต+องค์ประกอบปัจจุบัน+การเปลี่ยนแปลงของโลกในแต่ละปี = วิสัยทัศน์)

ที่สำคัญที่สุดอย่าลืมว่า “ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จและยั่งยืนต้องมีความเป็นธรรมชาติ” รวมทั้งต้องไม่ฝืนความต้องการของตลาด ผลิตสินค้าที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคน และเป็นที่ต้องการในตลาดจริงๆ ยิ่งหากเป็นสินค้าหรือบริการใหม่ที่มีนวัตกรรม การเติบโตยิ่งมั่นคงมากขึ้นเท่านั้น

สำหรับ สมคิด ในวัย 60 ปี ยังสนุกกับการทำงาน มองว่าการทำงานคือการพักผ่อนอย่างหนึ่ง เพราะได้ทำในสิ่งที่รัก ในชีวิตประจำวัน มี 3 สิ่งหลักที่ทำเป็นประจำ คือการออกกำลังกาย การทำงาน และการอ่านหนังสือ

ในทุกวัน วันละ 1-2 ชั่วโมงใช้ไปกับการออกกำลังกาย นอกจากทำให้สุขภาพดี ยังช่วยให้นอนหลับสนิท ซึ่งผู้สูงวัยส่วนมากจะมีปัญหาเรื่องการนอนหลับ และใช้เวลาไปกับการอ่านหนังสืออีก 2-3ชั่วโมง ซึ่งเป็นคนรักการอ่านตั้งแต่เด็ก ชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับการพัฒนาตนเอง และความรู้ใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยรู้ และสามารถนำมาปรับใช้กับงานที่กำลังทำอยู่ โดยปัจจุบันได้ดูแล ด้านการบริหาร และการตลาดของบริษัท เพย์ออล โดยในอนาคต วางเป้าหมายรับงานใหญ่อีก 1 โครงการ และจะวางมือรับงานเล็ก ๆ น้อย ๆ และวางแผนอ่านหนังสือมากขึ้น และท่องเที่ยวในสถานที่ธรรมชาติ

 

นงผณี-วัลยา มหาดไทย สัมผัสสำเนียงเหน่อได้ถึงใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/482656

นงผณี-วัลยา มหาดไทย สัมผัสสำเนียงเหน่อได้ถึงใจ

โดย…ปอย ภาพ : ภัทรชัย ปรีชาพานิช

สองพี่น้องจาก จ.อ่างทอง สำเนียงเหน่อสนิทตลอดการสนทนา บ่งบอกความจริงใจ นงผณี มหาดไทย พูดชื่อนี้อาจไม่คุ้นเคยแต่ถ้าเรียกชื่อ “จ๊ะ อาร์สยาม” หลายคนก็อ๋อ วันนี้เมื่อชวนพูดถึงความผูกพันขอเลือกมากับพี่สาว “เป๊ก” วัลยา มหาดไทย แนะนำอายุห่างกัน 8 ปี พี่สาวจึงมีหน้าที่เลี้ยงน้องตั้งแต่ตัวเล็กๆ กันทั้งคู่ งานเลี้ยงดูน้องสาวพี่สาวมีหน้าที่อุ้มพาไปเล่น ก็อุ้มหล่นๆ น้องหัวร้างข้างแตกร้องไห้กันกระจองอแง แต่พอเล่าวันนี้ก็บอกพร้อมเสียงหัวเราะกันเฮฮา

แล้วเมื่อวันเวลาบ่มเพาะน้องสาวเจริญเติบโตโด่งดังในวงการบันเทิง พี่เป๊ก ของน้องจ๊ะ ก็ต้องกลับมาดูแลน้องสาวคนนี้อย่างจริงๆ จังๆ อีกครั้ง ในฐานะผู้จัดการส่วนตัว ซึ่งเป็นความรับผิดชอบที่ไม่มีใครทำได้ดีเท่ากับคนในครอบครัว ให้กันได้อย่างเต็มร้อยทั้งความจริงใจและความผูกพัน

พี่สาวไม่เคยห่วงนะ “จ๊ะ”

จากเพลง “คันหู” มาถึงเพลงล่าสุด “จีบหน่อยอร่อยแน่” เพลงลูกทุ่งทำนองสนุกๆ เต้นโจ๊ะๆ ค่ายอาร์สยามปล่อยออกมาให้ฟังกันแล้ว ลูกทุ่งเซ็กซี่คือภาพลักษณ์สุดชัดเจนของน้องสาว แต่ตัวตนจริงของน้องสาว เป๊ก-วัลยา บอกว่าไม่เคยห่วงเลยว่าลุคนี้ทำให้น้องดูโลว์ เพราะนี่คือการแสดงโดยแท้จริง และล่าสุด จ๊ะ อาร์สยาม ได้เป็นบัณฑิตคณะบริหารธุรกิจ สาขาการจัดการ  มหาวิทยาลัยราชมงคลสุวรรณภูมิ วิทยาเขตสุพรรณบุรี

ความสำเร็จในครั้งนี้เป็นสิ่งพิสูจน์ที่เปลี่ยนภาพลักษณ์ให้น้องสาวเป็นอย่างมาก ว่าเป็นลูกทุ่งสุดเซ็กซี่มีกึ๋นมีสมองไม่แพ้ใคร

“นิสัยโหดทั้งบ้านนะ เรื่องผู้ชายเข้ามาแทะโลมหน้าเวทีนี่ พี่เป๊กไม่เคยห่วงน้องสาวเลย บางคนก็ไม่รู้มองว่านักร้องเซ็กซี่เข้ามาจับไม้จับมือ เมาแล้วก็ลามปาม ไม่ต้องห่วงนางค่ะ นางดูแลตัวเองได้ดี ถ้ามากไปก็เอาไมค์โขกหัวเลย (หัวเราะ) เกินป้องกันตัวเองไม่ไหวก็เรียกการ์ดไปแค่นั้น แต่จ๊ะไม่แค่เซ็กซี่นะ มันบ้าบอ บางครั้งเอนเตอร์เทนคนดูจนเกินไป เต้นฟัดลำโพงประหนึ่งลำโพงเป็นสามี ไม่มีสคริปต์เป็นธรรมชาติที่มันแก่น (หัวเราะ) น้องสาวจอมแก่น แต่พี่สาวไม่เคยห่วง คนก็ชอบมาดูความบ้าบอของมันด้วยค่ะ นักร้องลูกทุ่งเวทีอื่นๆ ก็มีกางเกงขาสั้นเสมอ… แบบนี้ทุกเวทีนะคะ ตามสังคมเวทีลูกทุ่งต่างจังหวัดถือเป็นเรื่องธรรมดาๆ เลย แต่ไม่มีใครแสดงเอาลำโพงเป็นสามีแบบนี้แน่นอน (หัวเราะ)

“แล้วที่ว่าโหดทั้งบ้าน ผู้ชายก็น่าจะกลัวบ้านเรานะ เด็กๆ เกเรจนพ่อฟาดด้วยหวายเลือดซิบๆ เลย เพราะบ้านที่อ่างทองไม่แค่มีคณะลิเก พ่อทำจักสานขายด้วยค่ะ ลูกสาวไม่เชื่อฟังก็ฟาดด้วยหวายมีห้อเลือด”

 

“เป๊ก” วัลยา เริ่มต้นสนทนาด้วยสำเนียงสาวเหน่อจากที่ราบลุ่มน้ำภาคกลางแท้ๆ และในฐานะผู้จัดการส่วนตัวรับงานแสดงพร้อมวงดนตรีลูกทุ่งทีมใหญ่ รับแสดงทั่วประเทศ เรื่องปัญหาสารพัดความยากมีมาท้าทายเสมอ แต่ก็ไม่เคยหนักใจ เพราะนิสัยน้องสาวใจกว้างแถมพูดคำไหนคำนั้น แล้วความที่มีไหวพริบปฏิภาณดีมาก เรียกว่าส่งน้องขึ้นเวทีแล้วไว้ใจได้ สบายมาก

“รับงานลูกทุ่งก็ต้องชิงไหวพริบให้ทันเจ้าภาพ บางคนก็ต่อรองราคาทุกๆ เม็ดแถมมีจุ๊กๆ จิ๊กๆ ขอแถมโน่นนี้ให้ตัวเองได้เยอะที่สุด เจ้าภาพบางคนส่งคิวให้แล้วก็บอกว่าขึ้นเวทีร้องไปก่อน แล้วค่อยโอนเงินตามไป วัลยาต่อรองไม่ได้ๆ ค่ะ บางคนก็พูดแรงๆ พอไม่ได้อย่างใจ ทำงานนี้แรกๆ เราร้องไห้ทุกวัน รายไหนถ้าวัลยารับมือไม่ไหวก็ส่งให้นงผณีจัดการเลย นางจัดการได้ทุกรายไม่มีใครหืออือ คือขึ้นรถกลับเลยทันทีไม่มีการขึ้นเวที (หัวเราะ) บางรายบอกก็แค่ขอต่อรองนิดหน่อยๆ จ๊ะบอกเงินไม่ใช่พระเจ้า อย่าคิดว่าเงินคืออำนาจเหนือทุกอย่าง ไม่ใช่ จ๊ะ อาร์สยาม ต้องบอกวงเราร้องราคานี้ไม่ได้จริงๆ ไม่รับเลย ระบบเสียหมดทั้งวงการ กลับเป็นกลับเท่านั้นแหละวิ่งตามมาจ่ายเงินได้ทันที (หัวเราะ) เรื่องความเด็ดขาดของนางทำให้พี่เป๊กทำงานสบายขึ้นมากเลยค่ะ

“เรามาจากครอบครัวเดียวกัน รู้ลึกถึงความลำบากเรียนจบ ม.6 มาน้องต้องหยุดเรียนหนังสือไป 1 ปีเต็มเพราะครอบครัวไม่มีเงิน ทั้งที่เรียนวิทย์-คณิตผลการเรียนดีเกรด 3 กว่าก็ต้องพักเรียน ตอนนั้นจ๊ะรับจ้างร้องเพลงคืนละ 500 บาท หลายคนมองว่าดาราไม่ต้องเรียนหนังสือก็ได้ ทำงานปั๊มเงินไปก่อน แต่พี่เป๊กชื่นชมเขานะใจสู้มากอยากเรียนให้จบปริญญาตรีให้ได้ ร้องเพลงเลิกตี 1 ตี 2 นอนไม่กี่ชั่วโมงตื่นเช้าไปเรียนหนังสือต่อ”

สิ่งที่เป็นเป๊กห่วงน้องสาวมากๆ คือสุขภาพ เมื่อเร็วๆ นี้ก็เป็นภูมิแพ้รุนแรงจนเลือดออกปากจมูก ต้องแอดมิท

“ออกจากโรงพยาบาล ก็ลองไปเล่นโยคะเพื่อสุขภาพช่วยระบบเลือดหมุนเวียน เป๊กรู้เลยไม่รอดพ้นหนึ่งสัปดาห์แน่นอน จ๊ะสมาธิสั้นมาก ไม่ชอบนั่งเฉยๆ แล้วก็ไม่ไหวจริงๆ ให้ทำท่าช้าๆ นิ่งๆ ใครคิดว่าจ๊ะ อาร์สยาม ทำได้บ้าง (หัวเราะ) อย่างไปร้องเพลงไปถึงก่อนเวลาแทนที่จะนอนพักในรถ ก็นอนไม่ได้ต้องออกเดินไปเดินมาทั่วพอคนเห็นก็วิ่งมาขอเซลฟี่ ก็กลายเป็นว่าเพิ่มความวุ่นวายกันไปใหญ่อีก

“เราภูมิใจในตัวเขาค่ะ วันนี้เขาได้เป็นพรีเซนเตอร์ขนมเอลเซ่ ครีมทาผิวซิตร้า ก็อยากให้เขาเล่นละคร (บอกพร้อมรอยยิ้ม) อยากให้เขาได้ทำอะไรใหม่ๆ เป็นประสบการณ์ของชีวิต” เป๊ก บอกพร้อมรอยยิ้มที่มีประพิมพ์ประพายน้องสาวแบบไม่ผิดบ้าน

 

น้องสาวอยากบอกว่า “ขอบคุณมากพี่เป๊ก”

ชีวิตนักร้องรับงานทั่วประเทศชีวิตอยู่ในรถตู้เกือบ 24 ชั่วโมง สายๆ เริ่มออกเดินทาง จนมืดค่ำก็ขึ้นเวทีแสดงเสร็จก็นอนหลับพักผ่อนกันในรถ ถ้าไปไกลขึ้นเหนือล่องใต้กว่าจะถึงบ้านก็บ่ายๆ แล้วก็เริ่มออกเดินทางอยู่ในรถตู้อีก แล้วคนที่อยู่ข้างๆ ตลอดเวลาก็คือพี่สาวคนนี้

“พี่เป๊กก็อยากเรียนปริญญาตรีมาก เขาเพิ่งได้เรียนคณะการตลาดที่เทคนิคอ่างทอง เขาชอบเรียนวิชาทางด้านนี้มาก แต่ก็ไม่มีเวลาไปเรียนเพราะต้องดูแลน้อง อยู่กับน้องตลอดเวลาก็ต้องดร็อปเรียนไว้ก่อน แล้วตอนที่หนูเรียนปริญญาตรีก็ได้เขานี่แหละ บางวันแวะปั๊มล้างหน้าแล้วเข้ามหา’ลัย ไปเรียนต่อเลย ก็อยากให้เขาสมหวังนะ แต่ชีวิตมันมาได้กันแค่นี้ ไม่มีเวลาจริงๆ ค่ะ ก็เลยทดแทนให้พี่สาวและพี่เขย ‘พี่แชมป์’ เป็นนักดนตรีในวงด้วย จ๊ะทดแทนด้วยของขวัญที่เขาชอบ ซื้อทองคำให้พี่สาวสะสม ก็ซื้อให้พี่เขยด้วยเท่าๆ กัน ถ้าซื้อ 1 บาทก็ได้คนละเส้น เราสามคนสนิทกันแบบสามคนพี่น้อง จ๊ะมีพี่สาวคนเดียวคือพี่เป๊ก พอเขาแต่งงานแล้วทำงานด้วยกัน ไปไหนมาไหนก็ไปด้วยกัน จ๊ะซื้อกระเป๋าหลุยส์วิตตองให้เขา รู้ว่าชอบอะไรก็ซื้อให้ แต่ของแบรนด์เนมซื้อให้ไม่ใช้ค่ะ นางเก็บค่ะไม่กล้าใช้ สิ่งที่ซื้อให้แล้วใช้คุ้มค่าที่สุดคือโทรศัพท์ไอโฟน 6 พลัส เพราะต้องใช้ติดต่อเรื่องงาน เก็บไม่ได้” (หัวเราะ)

“หลายคนบอกเราหน้าตาคล้ายกัน แต่เราทำคนละหมอนะคะ (บอกตรงพร้อมเสียงหัวเราะชอบใจ) เสียงก็เหน่อคล้ายกันด้วย เรียกว่าถ้าคุยโทรศัพท์ไม่มีใครแทบแยกกันออก”

เรื่องที่จ๊ะเป็นห่วง คือนางเบลอเพราะพักผ่อนน้อย นอนน้อย เกิดสถานการณ์แล้วตื่นตูมตลอดเวลา

“อย่างเช่นแดนเซอร์ลาออก พี่เป๊กก็กระวนกระวาย จ๊ะต้องคอยปลอบ เอ้า…เฉยๆ นะตัวเต้นหลักคือจ๊ะ คนอื่นก็หมุนเวียนกันไปแล้วเราก็ต้องยอมรับธรรมชาติของคนอาชีพนี้ด้วย วงเราก็เต้นแรงแสดงจัดเต็ม เต้นกันใส่เซ็กซี่สุดๆ แบบนี้ เอ้า…แฟนหึง ตบตีกัน ลาออก ก็ต้องปล่อยเขาไป เราเป็นคนสบายๆ รับได้กับทุกสถานการณ์ นิสัยนี้จ๊ะแตกต่างกับพี่สาว

“พี่เป๊กก็ซื้อของให้จ๊ะ เป็นหมวกกันน็อกเพราะเราสก๊อยเกิร์ลชอบขับมอเตอร์ไซค์ แล้วพี่แชมป์ก็ชอบแต่งรถก็แต่งรถให้อีกขี่วนรอบๆ หมู่บ้าน”  นงผณี-จ๊ะ บอกพลางหัวเราะ

สิ่งแตกต่างกันอีกอย่างที่เห็นได้ชัดคือนิสัยจ๊ะขี้เล่นสุดๆ แต่พี่สาวก็ดุสุดๆ เหมาะกับอาชีพผู้จัดการศิลปินที่ต้องคอยประสานงานรอบทิศ

“เรื่องการติดต่องานกับเจ้าภาพก็ชอบแอบบอกพี่สาวว่า ขอราคานี้นะสนิทกับจ๊ะ เพราะเราชอบพูดคุยเฮฮาเอนเตอร์เทนคนไปทั่ว พี่เป๊กบอกหน้าเข้มๆ นางไม่ค่อยยิ้มแย้มเฮฮาแบบจ๊ะนะคะ ก็บอกจ๊ะมันก็สนิทไปทั่ว (หัวเราะ) การต่อรองราคาถ้าพี่เป๊กรับมือไม่ได้ ส่งมาให้เราจัดการก็ต้องบอกว่าถ้าราคานี้จ๊ะลดราคาทำให้ไม่ได้ เพราะเรามีบริษัทจะทำให้ระบบการเงินรวนวุ่นวายไปหมด ร้องให้ฟรีเลยนะถ้างานกุศลงานบุญก็ทำมาเยอะแล้ว นิสัยนี้ที่เราต่างกันโดยสิ้นเชิง” นักร้องคนดังบอกเสียงดังเฮฮาดูจริงใจ สไตล์นักเลงลูกทุ่งตัวจริง

 

กิตติพล ปราโมช ณ อยุธยา แข่งรถ-วิ่งมาราธอน กีฬาสร้างสมาธิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/482655

กิตติพล ปราโมช ณ อยุธยา แข่งรถ-วิ่งมาราธอน กีฬาสร้างสมาธิ

โดย…โชคชัย สีนิลแท้

รักกีฬาแข่งรถร่างกายมันต้องฟิต เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ กิตติพล ปราโมช ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท สัมมากร ให้ความสำคัญกับการวิ่งควบคู่กับการแข่งรถ เพราะการแข่งขันต้องใช้สมาธิเยอะมาก เฉือนกันชนะเพียงเสี้ยววินาที ฉะนั้นร่างกายจะต้องได้ สำคัญที่สมองต้องได้ การสัมผัสต่างๆ และจะต้องไม่เหนื่อย

“รถแข่งนั้นเป็นรถที่ไม่มีแอร์ และเวลาขับต้องใส่ชุดกันไฟ ชุดแข่งก็หนา หมวก ถุงมือ ทุกอย่างมันร้อนมาก ตอนแข่งขันก็อยู่ช่วงเวลาบ่ายโมง บ่ายสองและเป็นช่วงเวลาที่พีกสุดๆ แถมรถร้อนด้วยเพราะไอของเครื่องยนต์ ซึ่งต้องติดกระจกเพื่อไม่ให้มันตีกับลมมากจนเกินไป เหมือนกับการแข่งขันนั่งอยู่ในเตาอบ เพราะหากร่างกายไม่ไหวแข่งไป 10 กว่ารอบ หรือครึ่งนึง เสียเหงื่อปริมาณเยอะมาก จะต้องฟิตเป็นอย่างมากโดยเฉพาะการแข่งรถเอฟวัน” กิตติพล ย้ำ

 

สำหรับแรงบันดาลใจที่เริ่มทำให้มาสนใจกีฬาแข่งรถนั้นเป็นคนที่ชอบรถมาตั้งแต่เด็ก สะสมรถ พอไปเริ่มขับโกคาร์ตและเพื่อนสมัยเด็กๆ ไปแข่งรถก่อนผมแล้วก็ขายรถเก่าให้ก็ได้เข้าไป ซึ่งเพอร์ฟอร์มานซ์ในการแข่งดีก็เลยแข่งต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งเริ่มแข่งรถมาตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้ก็อยากจะแข่งแต่แข่งไม่ไหวเพราะไม่มีเงิน เนื่องจากเป็นรถที่ต้องใช้เงินค่อนข้างมาก ค่ายางในการแข่งขันสนามหนึ่งใช้ไปไม่ต่ำกว่า 6 หมื่นบาท ยังมีค่าช่างต่อเสาร์-อาทิตย์ คือค่าใช้จิปาถะเยอะมาก

“เมื่อก่อนไม่มีสตางค์จ่ายพอทำงานก็เลยตัดสินใจว่ามาเริ่มที่กีฬาแข่งรถอย่างจริงจัง จ่ายมาจนถึงขั้นนึงที่จะเลิกแล้ว เพราะว่ามันไม่ไหวเผอิญเพื่อนผม วรวุฒิ ภิรมย์ภักดี มีรถอยู่แล้วต้องการคนขับก็เลยไปขับให้ เวลานี้เลยขับให้แบบไม่ต้องจ่ายเงินแล้วเพราะมีสิงห์เป็นสปอนเซอร์ให้อย่างจริงจังเมื่อ 2 ปีก่อน อย่างการแข่งรถรุ่นซูเปอร์ 2,000 ที่ผมแข่งนั้นรถห้ามเกิน 2,000 ซีซี ทุกอย่างโมดิฟายได้หมดแต่ในนั้นจะแบ่งเป็นนักแข่งเกรดเอ คือพวกมืออาชีพ เกรดบี และเกรดซีหรือพวกน้องใหม่ แข่งด้วยกันแต่เวลาให้ถ้วยนั้นจะให้แยก ไม่มีแยกอายุ แต่จะพิจารณาจากฝีมือถ้ามองว่าฝีมือคุณได้ก็สามารถขึ้นโปร ถ้าน้องใหม่มาก็อยู่น้องใหม่หรืออยู่ซี

 

กิตติพล เล่าว่า เพิ่งมาขึ้นเกรดเอหรือโปรเมื่อปี 2559 ซึ่งหลักการต้องแข่งในรุ่นบีแล้วชนะรุ่นบีก่อนจึงจะสามารถขึ้นรุ่นเอได้ แต่ผมไม่เคยชนะบีเพราะว่าติดภาระเรื่องงานแต่เขาพิจารณาว่าฝีมือใช้ได้คือข้อดีของบี เวลาแข่งเขาจะมีถ้วยโอเวอร์ออล ซึ่งถ้วยรวมใครเข้า 1 ใน 5 ก็จะได้ถ้วยนึง แต่ถ้าอยู่บี ได้ที่หนึ่งในบีก็จะได้อีกถ้วยหนึ่ง ซึ่งแข่งครั้งนึงอาจจะได้กลับมาสองใบ ซึ่งการแข่งขันไม่ได้เงินแต่ได้ถ้วยกลับมาเราจะภูมิใจ

จนถึง ณ วันนี้แข่งจนแทบจะไม่มีที่วางถ้วยรางวัลที่บ้านแล้ว จนเมื่อคะแนนมากขึ้นก็ถูกสนับสนุนให้มาขับเกรดเอ แล้วก็สามารถทำแชมป์ได้ ซึ่งการแข่งขันนั้นจะจัดขึ้น 4 สัปดาห์/ปีเท่านั้น โดยจะไปแข่งสนามบุรีรัมย์เป็นหลัก สนามพีระฯ และปิดถนนบางแสนเป็นการแข่งขันที่สนุกมากสำหรับคนที่ชื่นชอบการแข่งรถเป็นการปิดเมืองแข่ง แข่งขึ้นเขาสามมุข กลางคืนก็จะมีปาร์ตี้ ระยะทางอย่างที่บางแสนจะอยู่ที่ 3.5 กม.ต่อรอบ บุรีรัมย์ 4.5 กม.ต่อรอบ พีระฯ แค่ 2 กม.ต่อรอบ แต่แข่งจริงบางแสนวิ่งประมาณ 12 รอบ อย่างบางแสนช่วงพีกจริงมีผู้เข้าแข่งขันประมาณ 30 คัน แม้ว่าการแข่งขันก็ย่อมมีอุบัติเหตุบ้างแต่ว่าโชคดีที่ไม่เยอะ แต่ระบบเซฟตี้ในรถนั้นมันดีไม่ค่อยมีอุบัติเหตุรุนแรง

 

จะเห็นได้ว่าการแข่งรถแข่งนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานที่ทำทางด้านอสังหาริมทรัพย์สักเท่าไหร่ แต่จะได้ความเป็นทีมเวิร์ก ทำควบคู่ไปกับกีฬาวิ่งมาราธอนเริ่มมาเมื่อสองปีก่อน โดยเริ่มวิ่งจังเมื่อต้นปี 2558 ซึ่งเริ่มต้นฟูลมาราธอนเลย 42 กม. จากการแข่งขันกรุงเทพมาราธอน เนื่องจากในช่วงแรกของการวิ่งจะลงฮาล์ฟ มาราธอน แต่เพื่อนก็แนะนำว่าไหนๆ จะลงแล้วฟูลไปเลย ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่ามันจะยากแต่ก็วิ่งไปได้ 4 ชั่วโมง 46 นาที แต่ก็ตั้งเป้าว่าต่ำกว่า 5 ชม.ก็สามารถทำได้ ซึ่งก่อนวิ่งก็มีการซ้อมและผมก็มาฝาแฝดทีเป็นนักวิ่งแบบไอรอนแมน เขาขี่จักรยาน ว่ายน้ำและวิ่ง ซึ่งผมวิ่งเพื่อความฟิตของร่างกาย ที่เขานิยมวิ่งคือที่จอมบึงกับขอนแก่นที่สามารถทำสถิติ ผมก็วิ่งที่ขอนแก่นและเป็นความท้าทาย ซึ่งตอนนี้ผมตั้งเป้าวิ่งให้ต่ำกว่า 4 ชม. 15 นาที แต่ทำได้ 4 ชม. 13 นาที ตอนนี้ตั้งเป้าทำเวลาให้ได้ต่ำกว่า 4 ชม. ต้องหายไปอีก 13 นาที เพราะอากาศดีจะทำสถิติการวิ่งได้ดี ฉะนั้นคนจะชอบวิ่งจอมบึงกับขอนแก่น เป้าหมายคือวิ่งให้ได้ 10 กม.ภายในเวลา 1 ชม.

การวิ่งแล้วมาแข่งรถสิ่งสำคัญคือได้เรื่องจิตวิทยา การแข่งรถบางที่ฝีมือใกล้เคียงกัน รถใกล้เคียงกันแต่มันอยู่ที่ใจ ซึ่งคู่แข่งส่วนใหญ่จะรู้จักกันหมด งั้นการที่เราเหนือกว่าเขาทางด้านจิตวิทยานั้นจะช่วยได้เยอะมาก ซึ่งในใจเวลาไปวิ่งผมจะโพสต์ในเฟซบุ๊ก เพราะผมมีเพื่อนที่เป็นนักแข่งรถเยอะพวกนี้เขาจะรู้ว่าเราฟิต ซึ่งความที่ฟิตคือการที่เรามีสมาธิ คือไม่พลาดโอกาสที่แซงน้อยมากก็จะไม่มาบี้ในการแข่งขัน หรือคนที่ไม่ฟิต เรารอสักพักเดี๋ยวเขาก็พลาดในการแข่งขัน เช่น เบรกเร็ว หรือล้อล็อก ซึ่งจะต้องมีสติต้องคิดตลอด ความฟิตนั้นจะผสานไปกับการเข้าคันเร่ง

 

“ก่อนมาแข่งก็ไม่เห็นมีใครทำอย่างผม โดยจะอ้างว่ารถไม่เร็วก็ไปโทษช่าง โมดิฟายโน่น เปลี่ยนลูกสูบ เขาจะบอกว่าเครื่องไม่ดี ซึ่งในสนามจะต้องใช้อุปกรณ์เยอะมาก เช่น จะเปลี่ยนโช้กชุดใหม่ใช้เงิน 4 แสนบาท เมื่อก่อนเข้าทำอย่างนี้แต่ผมไม่ได้ทำแบบนี้ แต่จะของแค่เครื่องทนๆ ล่าสุดผมได้แชมป์ซีรี่ส์ 2000 ถือว่าเป็นรุ่นท็อปสุดของเมืองไทย เพราะถ้าเกินจากนี้ไปจะเป็นรถซูเปอร์คาร์ เป็นรถนำเข้า รายการสุดท้ายจะแข่งสัปดาห์ 26 ก.พ.นี้ เนื่องจากมีการเลื่อนการแข่งขันมาจากเดือน พ.ย. แต่คะแนนสะสมผมได้เกินแล้วถ้าไม่ได้แข่งก็ยังเป็นแชมป์เพราะว่าทำคะแนนได้ดีมาตลอด ครองแชมป์ของปี 2559” กิตติพล กล่าว

การแข่งรถไม่ใช่สักแต่จะแข่งแต่เราต้องฟิตด้วย แข่งก็แข่งได้แต่จะไม่ได้คะแนนหรือตำแหน่งที่ดี อย่างสิงห์เขาให้เราเป็นสปอนเซอร์ก็ต้องทำให้ดีที่สุด ซึ่งก็จะสนับสนุนให้ขับซูเปอร์คาร์ด้วย โดยจะให้ไปขับรุ่นเฟอร์รารีที่เป็นรุ่นสมัครเล่น เวลานี้ถือว่าเวลานี้ถือว่าเป้าหมายในการแข่งขันรถนั้นไปถึงจุดหมายที่วางไว้แล้ว เนื่องจากเข้ามองว่าหากออกไปแข่งรถระดับซูเปอร์คาร์นั้นการแข่งขันมันจะไม่ค่อยสูสีแล้ว เพราะการแข่งขันนั้นจะขึ้นอยู่กับรถมากกว่าฝีมือที่แท้จริง