ทายาท ศรีปลั่ง ยึดกฎแห่งกรรม สู่หลักบริหารองค์กร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มีนาคม 2560 เวลา 11:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/484692

ทายาท ศรีปลั่ง ยึดกฎแห่งกรรม สู่หลักบริหารองค์กร

 โดย…จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

กฎแห่งกรรมมีจริง ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว สิ่งนี้หลายคนถูกพร่ำสอนมาตั้งแต่เด็ก แต่หลายคนเมื่อได้พบเห็นประสบการณ์ตรงหน้าไม่เป็นไปดังคำสอนที่เคยได้ยิน พานคิดไปว่าเหตุใดกฎแห่งกรรมไม่ทำงาน ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป

สำหรับ ทายาท ศรีปลั่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะไนล์ เขาใช้เวลาช่วงกลางชีวิตพิสูจน์ด้วยหลักวิทยาศาสตร์จนรู้แจ้งว่า “กฎแห่งกรรมมีจริง”

นอกจากยึดหลักนี้ใช้ดำรงชีวิตของตัวเอง ยังมีแนวคิดถ่ายทอดหลักคิดเรื่องกฎแห่งกรรมให้องค์กรใช้บริหารงานอีกด้วย

ทายาท เล่าว่า ตั้งแต่เด็ก ก็ไม่ใช่เด็กที่ครอบครัวพาเข้าวัด หรืออ่านหนังสือธรรมะ เพราะที่บ้านมองว่าเป็นเรื่องงมงาย ซึ่งเขาเองไม่ได้สนใจศึกษาธรรมะแต่อย่างใด

ยิ่งครอบครัวส่งไปศึกษาต่อต่างประเทศทั้งระดับปริญญาตรีและปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกา และยังได้ทำงานที่นั่นอีกระยะหนึ่ง ก็ยิ่งไม่มีความเชื่อหรือศรัทธาเรื่องเหล่านี้ กระทั่งชีวิตล่วงเลยเข้าสู่วัยเกือบ 50 ปี

จุดเริ่มต้นที่ทำให้ ทายาท เกิดความสงสัยและอยากลองค้นหาคำตอบว่า “กฎแห่งกรรมมีจริงหรือไม่?”

คือช่วงหนึ่งเขาป่วยเป็นไมเกรนหนักมาก ถึงขั้นถูกหามเข้าไปนอนในห้องไอซียูและต้องฉีดมอร์ฟีนระงับความเจ็บปวดนาน 10 วัน ระหว่างเป็นไมเกรนก็เห็นภาพสัตว์ที่เขาเคยตีศีรษะสมัยเด็กผุดขึ้นมา ทำให้เกิดคำถามในใจว่าเหตุใดต้องเห็นภาพเหล่านี้ พลันนึกตามไปว่าสัตว์เหล่านี้คงเจ็บมากเหมือนกันตอนที่ถูกทำร้าย

เมื่อหายจากอาการไมเกรน จึงเริ่มสนใจอยากศึกษาเรื่องกฎแห่งกรรม ประกอบกับมีเพื่อนชวนไปทำบุญ พร้อมชักชวนให้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยด้านพระพุทธศาสนา ด้วยเหตุผลว่าจะได้เชื่ออย่างมีหลักการและไม่งมงาย

ทายาท จึงตัดสินใจเรียนต่อด้านพุทธจิตวิทยา ศึกษาหาคำตอบที่อยากรู้ว่า ทำไมต้องเจ็บป่วย ทำไมบางคนรวย

ระหว่างเรียนก็ได้พบกับคนที่อยู่ในสภาพแวดล้อมแบบที่เขาไม่เคยเจอมาก่อน เช่น บางคนมีฐานะยากจน ทำให้สงสัยว่าทำไมบางคนต้องลำบากเช่นนั้น ขณะที่บางคนมีชีวิตที่ขึ้นๆ ลงๆ ซึ่งตัวเขาเองก็เช่นกัน ยิ่งทำให้อยากค้นพบความจริงว่า กฎแห่งกรรมมีจริงหรือไม่? หรือเป็นแค่ตำราอยู่ในพุทธคัมภีร์

ด้วยเหตุนี้เอง ทายาท จึงเลือกศึกษาลงลึกในคำสอนของพระพุทธเจ้า พร้อมสนใจทำวิจัยเรื่องกฎแห่งกรรม และด้วยความที่เคยไปเรียนและไปทำงานในต่างประเทศ จึงมีโอกาสเข้าถึงช่องทางค้นคว้าหาความรู้จากหลายแหล่ง เช่น ไปอ่านงานวิจัยหรือผลงานในต่างประเทศ ซึ่งก็พบบทวิจัยชิ้นหนึ่งที่ตอบคำถามเกี่ยวกับอดีตชาติว่ามีจริงหรือไม่?

โดยมีคนจากศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ เป็นตัวอย่างในงานวิจัยนั้น ปรากฏว่าคนเหล่านี้ต่างเห็นอดีตชาติของตัวเองเช่นกัน ดังนั้นแม้ ทายาท ไม่ได้สนใจ ไม่เชื่ออย่างเต็มที่ว่าอดีตชาติมีจริง แต่เขาก็เชื่อว่า เมื่อการวิจัยสะท้อนว่าอดีตชาติมีจริงได้ กฎแห่งกรรมก็น่าจะมีจริงเช่นกัน

 “สมัยเด็กเราเป็นโรคเยอะ เจ็บป่วยง่าย เป็นหอบหืดตลอด โตมาก็ไม่ค่อยได้อยู่กับพ่อแม่ จะเป็นคนกลัวความสูง กลัวพูดในที่สาธารณะ ซึ่งเราอยากแก้ปมเหล่านี้จึงไปหา นพ.ธวัชชัย กฤษณะประกรกิจ ผู้ที่ทำเรื่องจิตใต้สำนึกบำบัด ที่ศูนย์อนัมคารา เลยหายจากโรคกลัวความสูง เพราะได้ย้อนอดีตพบว่าชาติที่แล้วเราเป็นนักบินและตกเครื่องบินตายเลยกลัวความสูง ส่วนเรื่องประหม่าต่อหน้าผู้คนในที่สาธารณะ ก็ไปบำบัด พบว่าเป็นเรื่องของในอดีตเคยเกิดมาเป็นลูกที่อยู่แต่ในกรอบ พ่อแม่บังคับเล่นดนตรี ต้องเรียนเก่ง บังคับทุกอย่าง”

ทายาท อธิบายว่า เขาไม่ได้สนใจเรื่องอดีตชาติมาก แต่สนใจเรื่องกฎแห่งกรรม ทว่าอดีตชาตินำมาซึ่งการพิสูจน์กฎแห่งกรรมดังนั้นก็ยินดีศึกษา โดยส่วนตัวเขาไม่ได้เชื่อเรื่องอดีตชาติแบบ 100% แต่เชื่อ 50/50 จึงอยากหาเครื่องวัด อยากรู้ว่าสิ่งที่เห็นเกี่ยวกับอดีตชาติช่วงที่ไปบำบัดเป็นเรื่องที่คิดไปเองหรือไม่ เลยนำเข้าเครื่องไบโอฟีดแบ็ก เครื่องวัดหัวใจและภาวะสมองมาใช้ทำวิจัย การวัดจากเครื่องนี้ทำให้รู้ว่าสภาวะที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่คนพูดจากอดีตหรือพูดจากการปรับแต่งเรื่อง

ตัวอย่างงานวิจัยของทายาท คือพนักงานของเครือสหพัฒน์ ก่อนวิจัยได้วางหลักเกณฑ์ว่าผู้ที่เป็นตัวอย่างวิจัยต้องเป็นคนที่มีการศึกษา มีวุฒิภาวะ มีตำแหน่งหน้าที่การงาน เพราะคนกลุ่มนี้ไม่มีเวลาดูภาพยนตร์หรือเข้าเจ้าเข้าทรง เป็นคนที่อยู่ในโลกของความเป็นจริง โดยได้คัดเลือกจนเหลือกลุ่มตัวอย่างวิจัยกว่า 200 คน ที่เชื่อมั่นว่ามีคุณภาพ พบว่า มีคนที่ป่วยเพราะเหตุจากอดีต คนยากจนก็จากอดีต คนไร้คู่ครองไม่มีคนรักก็จากอดีตชาติ เมื่อรู้ถึงอดีตแล้ว สิ่งที่ทำเพิ่มคือนำคนเหล่านี้เข้าสู่แนวทางเจือจางกรรม

“คนไทยติดคำว่า แก้กรรม แต่ในพระไตรปิฏก ไม่มีการแก้กรรม โดยการแก้กรรมคือพิธีกรรม ทำให้เราสบายใจเท่านั้น แถมพิธีกรรมบางอย่างไปสร้างเวรกรรมเพิ่มอีก สิ่งที่พระพุทธองค์สอนคือให้ทำบุญ เพื่อเจือจางกรรมเก่า แต่ต้องเป็นบุญใหม่ที่สามารถไปจางกรรมเก่าได้ เช่น เคยฆ่าสัตว์ ทรมานสัตว์ ต้องทำบุญช่วยชีวิตคน ช่วยชีวิตสัตว์ ไม่ใช่การทำสังฆทาน โดยนำเงินไปหยอดตู้อย่างเดียว แต่อาจไปช่วยเพื่อนมนุษย์เพื่อให้เขาหายป่วยโดยที่ไม่ใช่การทำบุญหวังผลอย่างที่คนไทยทำ”

ทายาท มองว่า การย้อนอดีตเป็นการให้คนได้ปลดปล่อยอารมณ์ตกค้าง เมื่อทำร่วมกับการเจือจางกรรม ผลลัพธ์ที่เกิดคือ คนผู้นั้นจะมีหิริโอตตัปปะ ไม่กล้าทำบาป ไม่กล้าทำผิดอีก จากนั้นก็จะมีสุขภาพจิต สุขภาพกายดีขึ้น เมื่อมองไปในมุมของการทำงาน ก็จะเกิดความเป็นทีมงานดีขึ้น จึงอยากให้นำวิธีการนี้มาใช้กับสังคมไทย

“ที่ผ่านมา ประเทศไทยพัฒนาคนโดยใช้หลักตะวันตกมาโดยตลอดตั้งแต่อุตสาหกรรมเข้ามา แต่เรากลับได้ยินคำกล่าวว่า ทำไมสังคมไม่ค่อยมีความสุข แม้นำระบบของชาติตะวันตกมาใช้ เช่น ระบบสร้างความผูกพันในองค์กร แต่ก็ยังไม่มีความสุข คนก็ยังกลั่นแกล้งกัน ไม่อายต่อบาป แต่หากนำหลักเจือจางกรรม โดยนำเรื่องศีล 5 การเชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษเข้าไปประยุกต์ใช้ในองค์กร คนเราก็จะไม่กล้าทำเรื่องไม่ดีเลย เพราะละอายต่อบาป”

ทายาท ระบุว่า ในมุมของการบริหารองค์กร การประเมินผลงานไม่ตรงความจริง มาสาย ลักทรัพย์ พูดจาเอาตัวรอดไปวันๆ มุสาวาทา มีผลเป็นบาปทั้งนั้น การเจือจางกรรมเหล่านี้ไม่ง่าย ส่วนใหญ่ต้องได้รับผลกรรมก่อนจึงจะรู้สึกตัว เช่น หลายคนต้องเป็นมะเร็งก่อน ต้องได้รับความทรมานจากการทำบาป คนที่โกหกอยู่ดีๆ จะมีคนเกลียด หากมีการนำกรรมคัลเจอร์ คือมีวัฒนธรรมองค์กรที่นำเรื่องบาปบุญ เรื่องการประพฤติตามศีล 5 ไปใช้ จะช่วยยั้งไม่ให้เกิดการทำบาปเหล่านี้ได้

เมื่อพิจารณาพฤติกรรมศีล 5 ในองค์กรหรือในสังคมที่คนไทยทำผิดกันบ่อย ทายาท อธิบายว่า คงเป็นเรื่องโกหกเพื่อเอาตัวรอด

“บางคนบอกว่าทำไว้ก่อนทั้งที่ยังไม่ได้ทำ ส่วนสาเหตุที่ทำให้คนลาออก ส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมผิดศีล 5 เกิดการลวนลามทางเพศในองค์กร หลายคนที่ถูกกระทำไม่กล้าพูด แต่เมื่อเจอนักวิจัยที่น่าเชื่อถือพูดคุยด้วยแบบหนึ่งต่อหนึ่งจึงกล้าบอกออกมา นอกจากนั้นเรื่องการกลั่นแกล้งกันในที่ทำงานก็เป็นพฤติกรรมผิดศีลอีกข้อที่พบมาก”

ด้านพฤติกรรมในสังคม โดยเฉพาะการใช้โลกโซเชียลมีเดียนั้น เราจะพบว่าคนที่ทำผิดเพราะตามกระแสก็มีมากมาย หลายครั้งมีกระแสออกมาว่าคนนั้นผิด ซึ่งในข้อเท็จจริงผิดจริงหรือไม่ยังไม่ทราบ แต่คนก็ว่าและด่าไปแล้ว เรียกว่าเป็นการทำบาปแบบไม่ยั้งคิดก็ได้

“สังคมไทยควรมีสติ ละอายต่อบาป หลายครั้งเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดและถูกนำมาแชร์บนโลกโซเชียล เราสงสารผู้เสียหายหรือชอบซ้ำเติมคนในสังคมกันแน่ เราชื่นชมยินดีในความลำบากของคน ทำไมต้องไปชื่นชมพฤติกรรมที่คนคนหนึ่งโดนใส่ความมากเกินไปในสิ่งที่เขาทำ ถ้าเราเจอคนทำร้ายคนอีกคนให้ทุกข์ใจ…เราอยู่กับใครก่อน ใจเราไปอยู่กับคนทุกข์ใจก็ถือว่า โอเค ถ้าไปกระหน่ำซ้ำเติมคนทำร้าย ไปยินดี มีแวบหนึ่งไหมที่อยากช่วยคนตกทุกข์ได้ยาก สรุปคือสิ่งเหล่านี้มาจากการแยกแยะบาปบุญคุณโทษไม่เป็น ทำให้คนใช้โซเชียลทำบาปพอๆ กับได้ทำบุญ”

ทายาท ชี้ว่า ในประเทศไทยไม่มีบริษัทที่ให้คำปรึกษาองค์กรในแนวทางเรื่องบาปกรรม แนวทางนี้ต้องอาศัยงานวิจัยและอ้างอิงพระไตรปิฎกที่ตรงพระสูตร ส่วนเรื่องอดีตชาติบำบัดที่ทำกัน ส่วนใหญ่เปิดเป็นสำนักหรือศูนย์มากกว่า ขณะที่บริษัทนำทั้งเรื่องอดีตชาติบำบัดและแนวทางเรื่องบาปบุญมารวมกันเพื่อช่วยให้เกิดผลดี ช่วยให้บุคลากรในองค์กรย้อนความทรงจำ ระเบิดอารมณ์ตกค้างไป จากนั้นคิดสูตรเจือจางกรรม นำธรรมะ ศีล 5 มาประกอบเพื่อปรับปรุงให้ชีวิตดีขึ้น

“ปัจจุบันมีองค์กรทยอยนำวัฒนธรรมศีล 5 ไปใช้ในองค์กรแล้ว เช่น เครือสหพัฒน์ทำเรื่องนี้เป็นปีที่ 3 คุณบุญเกียรติ โชควัฒนา ซีอีโอเครือสหพัฒน์เน้นเรื่องการเป็นองค์กรปลอดบาป ซึ่งก็สร้างการยอมรับได้ง่าย ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าใช้ได้จริง ไม่ว่าจะเป็นคนศาสนาใด ผลที่ได้รับคือทุกคนสุขภาพดีขึ้น งานดีขึ้น ลูกน้องดีขึ้น”

ท้ายนี้ ทายาท ฝากไว้ว่าหากองค์กรใดก็ตาม ดำเนินการตามแนวทางหลักธรรมาภิบาล ทำกิจกรรมเพื่อสังคม (ซีเอสอาร์) ทำทุกอย่างที่ใครๆ ก็ว่าดีกับองค์กรแล้วแต่ก็ยังไม่เกิดผลดี จ้างนักกลยุทธ์มือหนึ่งของประเทศมาช่วยโฆษณาออนไลน์แล้ว แต่องค์กรก็ยังเติบโตได้ไม่ถึงไหน น่าจะลองเปลี่ยนมาใช้แนวทางบาปบุญและพฤติกรรมศีล 5 ในองค์กรดู เพราะความดีมีผลจริง การลงทุนจริงน้อยกว่าวิธีอื่นที่เคยทำมา

 “โดยส่วนตัวเชื่อว่าถ้าบาปของคนในองค์กรจางลง องค์กรจะกลับสู่ปกติ เรื่องดีๆ จะเกิดได้มาก หัวหน้าดีขึ้น ลูกน้องจะพลอยดีขึ้นด้วย ลูกค้าก็เหมือนมีพลังงานบางอย่างดึงดูดให้เข้ามา” ถือเป็นแนวคิดที่น่าสนใจทีเดียวกับการนำเรื่องศีล 5 มาประยุกต์ใช้กับการทำงานในองค์กร

 

คู่หูคู่ธุรกิจ ณิยดา ลีฬหากาญจน์ – พญ.ทรรศชนก มโนรมณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มีนาคม 2560 เวลา 11:04 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/484690

คู่หูคู่ธุรกิจ ณิยดา ลีฬหากาญจน์ - พญ.ทรรศชนก มโนรมณ์

โดย…อณุสรา  ทองอุไร ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

 เขาว่าคนเป็นเพื่อนกันทำธุรกิจด้วยกัน มีทั้งข้อดีข้อเสีย ถ้าหากมีปัญหาเรื่องงาน ถ้าใจไม่หนักแน่นพอจะเกิดขัดใจกันได้ง่ายๆ ถ้าเสียธุรกิจแล้วจะเสียเพื่อนตามไปด้วย แต่ถ้าดีก็ดีมากๆ ไปเลย เพราะแค่มองหน้าก็รู้ใจ คุยกันได้ง่ายถูกคอ มีความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ทุกอย่างราบรื่นสดใสไปกันได้ดี

สองสาวสวย หมอนก-พญ.ทรรศชนก มโนรมณ์ และ ณิยดา ลีฬหากาญจน์  ทั้งสองเป็นหุ้นส่วนธุรกิจและเป็นเจ้าของแบรนด์ Medica VIVA (เมดิก้า วิว่า)

สองเพื่อนซี้วัยเด็กที่เรียนด้วยกันมา ตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาตอนต้น แล้วจึงแยกย้ายไปเรียนมัธยมฯ ปลาย และมหาวิทยาลัยต่างสถาบันกัน แต่สายสัมพันธ์ของความเป็นเพื่อนยังเหนียวแน่นไม่เสื่อมคลาย

โดย พญ.ทรรศชนก ไปต่อมัธยมฯ ปลาย ที่เตรียมอุดมศึกษาและเอนทรานซ์เข้าแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย ขอนแก่น จบมาทำงานเป็นแพทย์ผิวพรรณ และความงาม ผู้เชี่ยวชาญด้านปัญหาผิว และการปรับรูปหน้าประจำคลินิกความงามชื่อดังหลายแห่งกว่า 4 ปี จนได้รางวัลแพทย์ดีเด่น ประจำคลินิกดังแห่งหนึ่ง เพราะลูกค้าประทับใจมาใช้บริการคิวแน่นทุกวัน

การมีประสบการณ์ในวงการธุรกิจเครื่องสำอาง เนื่องจากคุณหมอพบคนไข้ผิวได้รับสารอันตรายจำนวนมากจากการใช้ครีมบำรุงทั่วไป ที่ได้ผลไม่คุ้มค่ากับราคาที่เสียไป ทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการศึกษาครีมบำรุงอย่างลึกซึ้งทั้งยังเรียนรู้เพิ่มเติมและคิดค้นหาสูตรที่ดีที่สุดให้เหมาะกับผิวหน้าร่วมกับทีมผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ

ทางด้านณิยดา ไปเรียนทางด้านสาขาเคมีอุตสาหกรรม ที่คณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และเริ่มทำงานเป็นนักวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางของบริษัทแห่งหนึ่งอยู่หลายปี แต่ด้วยส่วนตัวที่เป็นคนผิวแพ้ง่าย แต่ชอบทาครีมบำรุงจึงต้องพยายามสรรหาครีมเพื่อมาใช้ครีมดังๆ หลายยี่ห้อก็ลองใช้มาแต่ส่วนใหญ่ก็จะแพ้ตลอด จึงพยายามหาสูตรครีมมาใช้เองที่ต้องมั่นใจว่าจะไม่แพ้ จึงต้องทำการบ้านกับครีมเยอะมากสะสมข้อมูลเก็บไว้เรื่อยๆ

 

“วันหนึ่งหมอนกโทรมาปรึกษาว่า หมออยากทำครีมบำรุงผิวสำหรับคนแพ้ง่าย เพราะมีประสบการณ์ในการรักษาคนไข้มากว่า 4 ปี ก็เลยคุยเรื่องนี้กันอย่างจริงจังว่า งั้นลองผลิตครีมกันขึ้นเองไหม เริ่มจากเอาปัญหาที่เราทั้งคู่เจอ แล้วผลิตครีมเพื่อแก้ปัญหานั้นๆ เริ่มจากลองใช้เองก่อนจนมั่นใจ ก็เริ่มทำแบรนด์ของตนเองขึ้นมา แบรนด์แรกชื่อ ‘Charme’ โดยตอนแรกเราต่างคนก็ต่างมีงานประจำก็คิดแค่ว่าทำกัน เพื่อเป็นอาชีพเสริม เริ่มจากขายเพื่อนๆ คนใกล้ชิด ขายญาติๆ แล้วก็เริ่มขยายไปสู่ออนไลน์ พอมีคนใช้ดีก็บอกต่อกันไป ก็ขายดี แต่เราไม่ได้ตั้งใจจะทำเป็นเรื่องเป็นราวก็เลยไม่มีระบบอะไรรองรับไม่มีแผนงาน ไม่มีระบบบัญชีไม่ได้ทำต้นทุนกำไรไว้ขายไปเรื่อย ขายดีได้เดือนละ 3-4 แสนแต่เงินไม่เหลือ ได้แต่ประสบการณ์แต่แทบไม่เหลือเงินเลย ทำอยู่เกือบ 1 ปี ก็เลยเลิกทำ” ณิยดา เล่าให้ฟังอย่างขำๆ

หมอนก เล่าเสริมว่า ตอนนั้นยังเด็ก เริ่มธุรกิจกันตอนอายุยังน้อย อยากทำก็ทำเลย ไม่มีระเบียบแบบแผนใดๆ ก็แปลกใจว่าทำอยู่เกือบปี ขายดีแต่เงินไม่เหลือ เราก็เลยต้องมาทบทวนตนเองใหม่ว่าถ้าจะทำต้องเซ็นระบบใหม่ให้ชัดเจน เราก็เลยล้างไพ่เริ่มใหม่หมด

หลังจากนั้นไม่ถึงปี ทั้งสองจับมือกันเพื่อเริ่มต้นใหม่ภายใต้แบรนด์เมดิก้า วิว่า เมื่อกว่า 2 ปีที่ผ่านมา โดยทั้งคู่ลาออกจากงานประจำ คราวนี้ทำอย่างจริงจังมาทุ่มเทกับธุรกิจของตนเองเต็มที่

“ตอนเริ่มเมดิก้า วิว่า เราอายุ 27 ปี ลงทนก้อนแรกไปเกือบ 2 ล้านใช้เงินเก็บของพวกเรากับยืมที่บ้านมาบางส่วน ผ่านมาร่วม 3 ปี ก็ไปได้ดี มียอดขายปีละสิบกว่าล้าน และเราจะทำงานตรงนี้ให้เป็นเรื่องเป็นราวให้เติบโตอย่างมั่นคง ตอนนี้เราขายผ่านออนไลน์และตัวแทนจำหน่าย อนาคตจะขยายงานมากกว่านี้แน่นอน โดยปีนี้มีแผนจะเปิดช็อปนำร่อง 1 ช็อป” หมอนก อธิบาย

พญ.ทรรศชนก กล่าวถึงเพื่อน : เขาใส่ใจทุกรายละเอียด

หมอนกบอกว่า รู้จักกันมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะบ้านใกล้กัน มีอะไรก็คุยกันได้เปิดใจชัดเจน

“ในเนื้องานของเรา 2 คน ก็แบ่งหน้าที่กันชัด มีอะไรคุยกันตลอด มีปัญหาอะไรเคลียร์กันให้จบ ณ ตรงนั้น ไม่เก็บไว้ให้ค้างคาใจ เขาเป็นคนจริงจังตั้งใจทำงานมากและเป็นคนใส่ใจทุกรายละเอียด เขาดูเรื่องตัวแทน ดังนั้นจึงมีเรื่องจุกจิกเข้ามาทุกวัน มีเรื่องใหม่ๆ ให้คิดแก้ปัญหาเสมอ ก็ห่วงเพื่อนเกรงว่าเขาจะเครียด เพราะมีปัญหาเฉพาะหน้าบ่อยมากห่วงเขาให้กำลังใจพยายามปล่อยวางพยายามวางใจเป็นกลางแล้วก็อย่าอินกับปัญหาเสนอทางแก้ให้แล้วก็เอาตัวออกมาเลย” เธอกล่าวถึงด้วยความห่วงใย

 

ณิยดาเผยความในใจถึงเพื่อน : อยากให้เขาดูแลสุขภาพให้มากขึ้น 

ณิยดา กล่าวถึงเพื่อนสนิทและคู่หูทางธุรกิจของเธอว่า

“หมอทำงานหนักมาก บ่อยครั้งที่เขาเครียดจนนอนไม่หลับ แล้วเป็นคนคิดเร็วทำเร็ว เราต้องคอยพยายามดึงๆ ให้เขาช้าๆ ลงบ้าง เพราะเป็นคนแอ็กทีฟคิดใหญ่คิดเร็ว แต่เขาเป็นคนใจดี รับฟัง เขาเป็นคู่คิดที่ดีมากในการทำธุรกิจด้วยกัน โชคดีที่ได้เป็นหุ้นส่วนกันทำให้เราทำงานง่ายสบายใจไร้กังวล ความคิดความอ่านเราไปในทิศทางเดียวกันตลอด ขอบคุณที่รักกัน ที่เป็นเพื่อนกันมายาวนาน นึกภาพไม่ออกว่าไม่มีเขาแล้วเราจะเป็นอย่างไร? เพราะเขาเป็นหุ้นส่วนที่ลงตัวเหมาะเหม็งสำหรับเราจริงๆ” เธอกล่าวอย่างยิ้มแย้ม

 

พลังผู้หญิงไทย ‘ทูตสันถวไมตรีองค์กรนานาชาติ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มีนาคม 2560 เวลา 10:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/484123

พลังผู้หญิงไทย ‘ทูตสันถวไมตรีองค์กรนานาชาติ’

โดย…วราภรณ์ ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

8 มี.ค.ของทุกปี ถือเป็นวันสตรีสากล วันเรียกร้องสิทธิสตรีไปทั่วโลก สำหรับประเทศไทยในช่วงปีที่ผ่านมา ผู้หญิงไทยมีบทบาทระดับนานาชาติมากมาย โดยได้รับการยกย่องให้ทำหน้าที่ทูตสันถวไมตรีในองค์กรระดับนานาชาติ อาทิ “เจ้าหญิงนักกฎหมาย” แห่งสยาม พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ที่ทรงสนพระทัยในการให้ความช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในสังคม และกลุ่มผู้ด้อยโอกาสในกระบวนการยุติธรรม โดยทรงเน้นไปที่กลุ่มผู้ต้องขังหญิงและเด็กติดผู้ต้องขัง

ล่าสุด สำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ แต่งตั้งพระองค์ให้ทรงเป็น “ทูตสันถวไมตรี” ด้านหลักนิติธรรมของอาเซียน ซึ่งผู้อำนวยการส่วนภูมิภาคของ UNODC ระบุว่า พระองค์จะทรงช่วยส่งเสริมการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และทรงมีความสนพระทัยเป็นพิเศษในปัญหาเรือนจำ

ฟากนักแสดงสาวชาวไทย ปู-ไปรยา ลุนด์เบิร์ก สวนดอกไม้ ได้รับการแต่งตั้งเป็นทูตสันถวไมตรี UNHCR คนแรกในอาเซียน รวมถึงทูตกิจกรรมคนแรกในประเทศไทยของยูเอ็นดีพี เฟรนช์ฟราย-ธัญชนก มูลนิลตา มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2015 โดยเธอดำรงตำแหน่ง “เฟรนด์ ออฟ ยูเอ็นดีพี” เพื่อช่วยสนับสนุนยูเอ็นดีพีรณรงค์การพัฒนาอย่างยั่งยืนในประเทศไทย ผ่านโครงการการพัฒนาอย่างยั่งยืนของยูเอ็นดีพีทั่วประเทศ

นอกจากนี้ การประสบความสำเร็จของตัวแทนสาวไทยบนเวทีประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2016 โดย น้ำตาล-ชลิตา ส่วนเสน่ห์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2016 ที่ทำผลงานได้ดีติดท็อป 6 บนเวทีระดับโลกได้ ทำให้สำนักงานปลัดกระทรวงพัฒนามนุษย์ มอบรางวัลสตรีดีเด่นประจำปี 2560 เชิดชูเกียรติ (รางวัลพิเศษ) “สตรีตัวอย่างผู้สร้างแรงบันดาลใจ” ให้ด้วย

มาดูบทบาทที่สำคัญของสาวไทยในเวทีเพื่อสังคมระดับนานาชาติ

ไปรยา ลุนด์เบิร์ก สวนดอกไม้

ทูตสันถวไมตรี UNHCR คนแรกในอาเซียน

การได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งทูตสันถวไมตรีสำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ UNHCR คนแรกของประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังความปลาบปลื้มให้ ไปรยา ลุนด์เบิร์ก
สวนดอกไม้ เป็นอย่างมาก

เธอขึ้นกล่าวขณะรับตำแหน่งทูตสันถวไมตรีของ UNHCR คนแรกในอาเซียน มีใจความบางตอนว่า เธอจะอุทิศตนเพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้ และยังกล่าวอีกว่าที่ผ่านมาเธอมีโอกาสร่วมงานกับ UNHCR มา 3 ปีแล้ว ในการเป็นกระบอกเสียงและช่วยรณรงค์ให้กับผู้ลี้ภัย ซึ่งการทำงานตรงนี้ไม่เคยรู้สึกว่าเหนื่อยหรือหนัก ในฐานะที่เป็นมนุษย์ควรช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

สำหรับการทำงานของเธอ ถ้าเปรียบกับชีวิตของผู้ลี้ภัยไม่ได้หนักเลย การทำงานเพื่อมนุษยธรรมและสังคมเป็นสิ่งที่ดาราควรทำ “เพราะอาชีพดาราถูกสร้างขึ้นมาเพราะสังคม ถ้าไม่มีสังคมก็ไม่มีอาชีพดารา ซึ่งมีหลายเรื่องในสังคมที่เราลงมาช่วยกันได้” ตอนนี้เธอรู้สึกว่าปัญหาผู้ลี้ภัยอยู่ในช่วงวิกฤตของโลก มีคนกว่า 65 ล้านคนทั่วโลกต้องหนีออกจากบ้านตัวเอง ในฐานะที่เธอเป็นเพื่อนมนุษย์ก็ต้องร่วมมือกันช่วยเหลือ

ไปรยา ยังกล่าวอีกว่า เมื่อ 3 ปีที่แล้ว เธอได้ส่งอีเมลไปหา UNHCR เพราะอยากมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์อย่างจริงจัง ซึ่งช่วงนั้นเป็นจังหวะที่มีข่าวเรื่องชาวซีเรียและโรฮีนจา พอดี

“วันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นการทำงานกับ UNHCR อย่างเป็นทางการ ปูรู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูง ภารกิจของ UNHCR มีความซับซ้อนและมีขอบเขตที่กว้างใหญ่ ใช้เวลายาวนานนับ 10 ปีในการแก้ปัญหา ซึ่งปูขอยืนหยัดที่จะเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจครั้งนี้และขออุทิศชีวิตนี้ให้กับการทำงานด้านมนุษยธรรมให้กับเพื่อนมนุษย์”

ไปรยา ลุนด์เบิร์ก สวนดอกไม้

เฟรนด์ ออฟ ยูเอ็นดีพี คนแรกของไทย

เป็นเรื่องน่าภาคภูมิใจสำหรับ เฟรนช์ฟราย-ธัญชนก มูลนิลตา มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2015 ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเฟรนด์ ออฟ ยูเอ็นดีพี คนแรกของไทย จากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติหรือยูเอ็นดีพี เพื่อช่วยสนับสนุนยูเอ็นดีพี รณรงค์การพัฒนาอย่างยั่งยืนในประเทศไทย ผ่านโครงการพัฒนาอย่างยั่งยืนของยูเอ็นดีพีทั่วประเทศ

“ตำแหน่งเฟรนด์ ออฟ ยูเอ็นดีพี จะมีภารกิจ 1 ปี ภารกิจแรกที่ทำคือ การลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ เพื่อดูแลเรื่องระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม และจะลงพื้นที่รวม 6 ครั้ง ส่วนตัวสนใจที่จะไปติดตามโครงการเกษตรอินทรีย์ที่เคยทำไว้ตอนประกวดมิสไทยแลนด์เวิลด์ที่ อ.กัลยานิวัฒนา เชียงใหม่ต่อไป เพื่อให้ประสบความสำเร็จอย่างชัดเจนและยั่งยืน”

ในโอกาสวันสตรีสากลนี้ ในฐานะที่เธอเป็นผู้หญิงซึ่งทุกวันนี้โอกาสต่างๆ ก็อำนวยให้ผู้หญิงมากขึ้นแล้ว เธอให้ทัศนะว่าผู้หญิงกับผู้ชายก็มีความเก่งแตกต่างกัน ตัวเธอเองก็เป็นผู้หญิง แต่ก็มีความแกร่งและอดทนได้หมด

“เรื่องเด็กอยากให้เด็กอยู่ดีกินดี เพราะปัญหาโภชนาการเป็นปัญหาที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ เฟรนช์ฟรายอยากบอกผู้หญิงว่า เราชอบเอาตัวไปเปรียบเทียบกับคนอื่น จึงทำให้เราขาดความมั่นใจ อย่างเฟรนช์ฟรายครั้งแรกก็ไม่กล้ามาประกวด แต่ถ้าวันนั้นไม่กล้า เราก็ยังจะไม่กล้าต่อไป จริงๆ ชีวิตต้องกล้าเสี่ยง ต้องกล้าทำให้เหมาะสม ผู้หญิงทุกคนมีศักยภาพ ขอให้มั่นใจจะทำให้เรามีความสุขมากขึ้น แต่ความมั่นใจนั้นต้องไม่ทำร้ายคนอื่น”

เฟรนช์ฟราย-ธัญชนก มูลนิลตา

สตรีตัวอย่างผู้สร้างแรงบันดาลใจ

เมื่อ ชลิตา ส่วนเสน่ห์ ได้รับรางวัล “สตรีตัวอย่างผู้สร้างแรงบันดาลใจ” จากสำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทำให้เธอรู้สึกดีใจที่เธอสามารถเป็นตัวอย่างและเป็นแบบอย่างให้กับหลายๆ คน ทั้งการดำเนินชีวิตและสู้ชีวิต เธอจึงอยากเป็นตัวอย่างให้กับทุกคนในการเอาชนะความไม่สมบูรณ์แบบ เช่น ตัวเธอเองต้องทำงานตั้งแต่เด็ก ซึ่งย้อนกลับไปในวันนี้ก็รู้สึกเหนื่อยท้อเหมือนกัน แต่ก็ต้องให้กำลังใจตัวเองให้ต่อสู้ต่อไป

“ตาลน่าจะเป็นตัวอย่างได้ในเรื่องความอดทน ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค เห็นคุณค่าของตัวเอง ยกตัวอย่างตาลไม่มีอะไรเลย แต่ตาลก็ไม่เคยดูถูกตัวเองว่าต่ำต้อย ทำงานไม่ได้สูงส่ง แต่ตาลก็ไปทำงานทุกๆ งานแบบไม่เกี่ยงงาน เอาชนะความไม่สมบูรณ์ เพราะตาลคิดว่าเราได้รับหน้าที่อะไรเราก็ตั้งใจทำ และตั้งใจทำให้ดีที่สุด

อย่างตอนเด็กๆ เรามีหน้าที่เรียนก็เรียน ว่างก็มาช่วยแม่ทำงาน ตาลตั้งใจทำงานทุกอย่างด้วยความเต็มใจ จึงไม่รู้สึกเครียด อย่างตอนเด็กๆ ตาลอยากได้ของ เห็นเพื่อนๆ มีกระเป๋าสวยๆ ตาลอยากได้ ตาลก็ต้องหันกลับมาดูที่แม่ แม่ทำงานหนัก แม่มีภาระครอบครัวมีรายจ่าย ไหนจะค่าบ้านค่าเล่าเรียนน้องสาวอีก ตาลก็ต้องคิดว่า สิ่งที่เราจะซื้อมันจำเป็นไหม ถ้าไม่จำเป็นก็พักความสุขไว้ก่อน

ตอนเด็กๆ แม้ตาลอยากได้ แต่การที่ตาลได้คลุกกคลีกับแม่ตั้งแต่เด็ก เห็นแม่ทำงานหลายอย่าง ตาลได้เห็นความลำบากของแม่ว่า มันเหนื่อย ทำให้ตาลเห็นคุณค่าของเงิน ตอนเริ่มทำงานพิเศษช่วงปิดเทอมตาลมีเงินเก็บหลักหมื่นบาท โดยทำงานตั้งแต่มัธยมปลายเก็บเงินมาเรื่อยๆ พอเก็บเงินได้ก็ไม่อยากใช้ เพราะรู้สึกเสียดาย

การทำงานช่วยฝึกตาลให้ได้ปรับตัวเข้ากับผู้อื่นเพราะได้เจอคนหลายรูปแบบ ทำให้ตาลดูเหมือนโตกว่าอายุ การทำงานตั้งแต่เด็กสอนให้ตาลต้องปรับตัว เพราะได้เจอคนหลายวัย ตาลจะดูว่าคนนี้ชอบแบบนี้แล้วตาลจะปรับตัวให้เข้ากับเขา เพราะเราบอกเขาไม่ได้ว่า ให้ปรับตัวแบบนี้ สู้เราปรับตัวเองดีกว่าค่ะ”

สุดท้ายเนื่องในวันสตรีสากล ชลิตา อยากเรียกร้องความเห็นใจจากคนในสังคมต่อปัญหาเด็กกำพร้า รวมทั้งเด็กๆ ที่ป่วยเพราะติดเชื้อเอชไอวีที่ติดต่อทางพันธุกรรม เธออยากให้ทุกคนให้โอกาสกับเด็กๆ กลุ่มนี้

“ตาลอยากให้ทุกคนให้โอกาสกับเด็กกลุ่มนี้ บางคนคิดรังเกียจว่าเป็นโรคติดต่อ อยากเรียกร้องให้โอกาสกับเด็กกลุ่มนี้มากกว่า โรคมันไม่ได้ติดกันง่ายๆ ควรให้โอกาสพวกเขาได้มีที่ยืนในสังคมบ้าง”

ชลิตา ส่วนเสน่ห์

 

ประชุมให้ได้ประสิทธิภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มีนาคม 2560 เวลา 11:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/483815

ประชุมให้ได้ประสิทธิภาพ

โดย… กันย์ ภาพ  รอยเตอร์ส

ต้นปีเป็นช่วงที่หลายคนวุ่นวายกับการประชุมสรุปผลงาน หลายๆ คนแทบไม่มีเวลาทำงานประจำ เพราะต้องเข้าประชุม ทั้งเรื่องวางแผนและวางกลยุทธ์ประจำปี

การประชุมนั้นก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน เพราะเป็นช่วงเวลาที่เราจะได้แลกเปลี่ยนข้อมูล ความคิดเห็นดำเนินการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ร่วมกันเพื่อเป้าหมายสูงสุดตามที่องค์กรตั้งไว้ แต่เอาเข้าจริงๆ เราทุกคนต่างได้ยินเสียงบ่นอยู่เสมอๆ เมื่อต้องเข้าประชุม ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากประสบการณ์ในการเข้าประชุมที่ไม่มีประสิทธิผล ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในทุกองค์กร

การประชุมให้มีประสิทธิภาพได้มาซึ่งประสิทธิผล เกิดผลลัพธ์ที่เดินออกมาจากห้องประชุมแล้วทุกคนจะต่างรู้หน้าที่ของตัวเอง อริญญา เถลิงศรี Managing Director บริษัท SEAsia Center แนะนำว่า…

1.ตั้งต้นด้วยจุดประสงค์ ทุกครั้งที่จะเริ่มต้นการประชุม ต้องตั้งประเด็นกันก่อนว่าจะมาคุยกันเรื่องอะไร เพื่อช่วยให้คนในที่ประชุมต่างมีจุดมุ่งหมาย หรือเห็นภาพว่าเรากำลังจะพูดถึงเรื่องอะไร ซึ่งนอกจากจะเป็นการดึงดูดใจให้คนเข้าแล้ว ยังเป็นการแจ้งเพื่อให้การเตรียมความพร้อม ดังนั้นไม่ว่าเป็นจะจดหมายเชิญหรืออีเมล เราควรจะต้องกำหนดวัตถุประสงค์ลงไปด้วย

2.เชิญเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้อง ในที่ประชุมนั้นเราต้องเชิญเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนั้นจริงๆ เพราะมักจะพบว่ายิ่งมีคนในที่ประชุมมากเท่าไหร่ โอกาสที่ได้จะผลลัพธ์ยิ่งดูน้อยลง เพราะคนส่วนใหญ่มักจะเข้ามานั่งฟังเฉยๆ แทนที่จะมีส่วนร่วม

3.เอาเนื้อหาการประชุมเป็นตัวตั้ง การประชุมหลายๆ ครั้ง มักตั้งต้นที่เวลา บอกว่ามีเวลาในการประชุมเท่าไร ซึ่งการเอาเวลาเป็นตัวตั้งอาจไม่ทำให้เราได้ข้อสรุป มองมุมกลับกัน หากตั้งต้นกันที่เนื้อหาการประชุม เช่น การประชุมนี้ต้องใช้เวลาคุยกัน 2 ชั่วโมง ต่างคนก็ต้องต่างจัดสรรเวลา เพื่อให้สามารถเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ให้ได้

4.กำหนดบทบาทหน้าที่ ในการประชุมหากเรามีการกำหนดบทบาทหน้าที่มีคนขับเคลื่อนให้การประชุมเดินไปข้างหน้า มีคนดูแลให้เข้าที่เข้าทางเมื่อเริ่มมีการออกนอกประเด็น มีคนเก็บตก เก็บรายละเอียดสำคัญ และมาสรุปทำความเข้าใจให้คนในที่ประชุมเข้าใจอย่างตรงกันอีกครั้งหนึ่ง จะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการประชุมได้เป็นอย่างดี

5.สรุปให้จบด้วย Action โดยปกติเมื่อต่างคนต่างสัมผัสได้ว่า การประชุมใกล้จบแล้ว ทุกคนต่างรีบเก็บข้าวของ ซึ่งอาจทำให้การประชุมนั้นหมด ความหมายโดยทันที แต่หากในขั้นตอนสุดท้าย มีการสรุปตั้งเป้าหมายว่าหลังจากเดินออกจากการประชุมวันนี้ไป ต่างคนต่างจะไปทำอะไรเพื่อต่อยอดจากที่คุยกัน มันจะกลายเป็นเทคนิคหนึ่งที่ช่วยให้การประชุมมีความหมายขึ้นไม่มากก็น้อย

 

ไทยแกป ยกระดับ ‘ผักผลไม้ไทย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มีนาคม 2560 เวลา 10:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/483808

ไทยแกป ยกระดับ ‘ผักผลไม้ไทย’

โดย…พริบพันดา

การซื้อผักผลไม้สดมารับประทาน ปัจจุบันกว่า 70% ของที่วางจำหน่ายอยู่ตามแผงลอยในตลาดนัดและที่อื่นๆ ยังไม่สามารถรับรองได้ว่าเป็นผลิตผลที่ปลอดภัยจากสารพิษและสารเคมีได้ 100% และอีกเกือบ 30% ก็เป็นผลิตผลที่จำหน่ายในตลาดสดติดแอร์หรือซูเปอร์มาร์เก็ตในซูเปอร์สโตร์และห้างสรรพสินค้าที่มีใบรับรองเรื่องคุณภาพในการตรวจสอบ แต่ก็มีราคาที่สูงกว่าท้องตลาดไปอีกระดับหนึ่ง

ผู้บริโภคพืชผัก ผลไม้ และอาหารในปัจจุบันมีความระมัดระวังในการเลือกบริโภคสินค้าที่ปลอดภัยและมีคุณภาพมากขึ้น ดังนั้นกระบวนการผลิตที่มีมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ มีการตรวจสอบและรับรองโดยสถาบันที่น่าเชื่อถือ จึงเป็นสิ่งที่สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคและสร้างคุณค่าให้กับตัวสินค้ามากขึ้น

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) กำหนดจัดงานสัมมนา เรื่อง “โอกาสและความท้าทาย : ยกระดับผักและผลไม้ไทยเข้าสู่สากล ด้วยมาตรฐานไทยแกป (ThaiGAP)” เพื่อพัฒนาผู้ผลิตและผู้ประกอบการอุตสาหกรรมผักและผลไม้ในประเทศไทยให้ได้รับมาตรฐานไทยแกป และส่งเสริมความรู้ความเข้าใจถึงประโยชน์และความสำคัญของมาตรฐานดังกล่าวแก่ผู้ประกอบการ

ทำความรู้จัก “ThaiGAP”

โดยมาตรฐานไทยแกป (ThaiGAP) เป็นระบบมาตรฐานของคนไทยในการจัดการผักและผลไม้ให้มีคุณภาพและความปลอดภัยสูง เป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการมาตรฐานในการผลิต และตอบโจทย์ผู้บริโภคที่คำนึงถึงความปลอดภัย การรักษาสิ่งแวดล้อม และสวัสดิภาพของผู้ผลิต นอกจากนี้ ไทยแกปยังนับเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ทำให้เกิดเป็นมาตรฐานของภาคเอกชนในการขับเคลื่อนระบบการผลิตสินค้าเกษตรที่ปลอดภัยให้เป็นรูปธรรม มีการนำไปปฏิบัติใช้จริง และได้รับการยอมรับของผู้บริโภคทั้งในประเทศและในตลาดสากล

ดร.รุ่งนภา ก่อประดิษฐ์สกุล จากศูนย์วิจัยและพัฒนามาตรฐานสินค้าการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน กล่าวว่า เดิมได้ทำงานเรื่องการสลายสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในสิ่งแวดล้อม หลังจากนั้นจึงเห็นว่าควรทำงานในภาคการเกษตรทั้งหมด ตั้งแต่เรื่องดิน น้ำ การควบคุมการเกษตรอื่นๆ ให้ประชาชนในประเทศมีผักและผลไม้ที่ปลอดภัยบริโภค และมีมาตรฐานสากลส่งออกได้

“เมื่อ 2 ปีที่แล้วทาง สวทช. (สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ เป็นหน่วยงานในกำกับของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) ได้ชักชวนให้เข้าร่วมทำการจัดมาตรฐาน เป็นเรื่องของการบริหารจัดการ มาตรฐานทำเพื่อให้เกิดการพัฒนา โดยสิ่งสำคัญคือการมีเครือข่ายในส่วนภาควิชาการให้งานสามารถพัฒนาต่อไปได้เรื่อยๆ

“ความยากของตัวมาตรฐานไทยแกปเป็นความท้าทายของเกษตรกร ศึกษาความพร้อมของผู้ประกอบการ เป็นเรื่องระบบที่ต้องทำความเข้าใจ ในส่วนของคนรุ่นใหม่เป็นโอกาสอยู่แล้วในการใช้เครื่องมือต่างๆ ไทยแกปได้ลดระดับลงมาแล้ว โดยเฉพาะเกษตรกรที่ไม่ใช้สารเคมี ไทยแกปจึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการและผู้บริโภคที่จะได้ขายและบริโภคผักและผลไม้ตามมาตรฐาน ส่วนความท้าทายจากอุปสรรคที่เกิดขึ้น แต่เกษตรกรที่เข้าไปสัมผัสด้วยเขาก็พร้อมที่จะพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน”

ว่าไปแล้ว ไทยแกป คือมาตรฐานระบบการผลิตสำหรับภาคเกษตรของไทยที่กำหนดขึ้นโดยภาคเอกชน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับคู่ค้าและผู้บริโภคว่าสินค้าเกษตรที่ผลิตในประเทศไทยได้ถูกผลิตตามมาตรฐานและกระบวนการที่ปลอดภัย ถูกสุขอนามัย ปลอดภัยจากสารเคมีและเชื้อโรคที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ผลิต ผู้บริโภค รวมถึงสัตว์ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ชูศักดิ์ ชื่นประโยชน์ ประธานคณะกรรมการสถาบันส่งเสริมคุณภาพเกษตรกรไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และเป็นหนึ่งในคณะทำงานทีมเกษตรสมัยใหม่ โครงการประชารัฐ ขยายให้เห็นภาพการดำเนินงานจากภาคเอกชนที่เข้ามาร่วมมือว่า ไทยแกปทำทุกอย่างตามมาตรฐานต่างประเทศเพื่อส่งออก

“ส่งออกผักผลไม้มาตรฐานดีทุกอย่าง คนต่างประเทศกินของดีหมดเลย แต่ประเทศไทยคนในประเทศไม่มีคนดูแล ทำให้ผักและผลไม้ในประเทศไทยไม่ค่อยปลอดภัย เราก็จะมาเป็นตัวช่วยเสริมในคนที่อยากจะทำและสร้างโอกาสให้เข้าหาตลาด ทำมาตรฐานไทยเปิดโอกาสให้เกษตรกรและผู้ประกอบการทำได้ง่ายขึ้น อย่าให้สูงเกินไปเท่ามาตรฐานยุโรป ปรับให้เหมาะสมกับค่าครองชีพของคนไทย ถึงได้เป็นโครงการไทยแกป คือสามารถให้คนไทยยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรของตัวเองให้เท่ากับมาตรฐานของรัฐ

“เริ่มต้นจากเอาตัวจริงเสียงจริงที่ทำการค้ากับห้างมาทำ สร้างสินค้าให้ปลอดภัยให้คนไทยได้รับประทานสินค้าพืชผักผลไม้ที่ปลอดภัยได้มาตรฐานจีเอพี เอาความปลอดภัยเป็นตัวตั้ง พอเป็นระบบปั๊บต้นทุนลดลง ตอนนี้ซื้อผักผลไม้ในตลาดสดกับซื้อห้างนั้น สินค้าคนละมาตรฐาน 70% สินค้าประเภทนี้อยู่ในตลาดสด จะทำอย่างไรที่จะให้สินค้าปลอดภัย จีเอพีเป็นมาตรฐานสมัครใจทำ ไม่มีการบังคับ แต่ผู้ผลิตไม่ทำโอกาสก็จะน้อยกว่าในการขาย ซึ่งไทยแกปจะมี 3 ระดับ คือ ระดับต้น กลาง และสูง ที่สามารถส่งขายต่างประเทศได้เลย”

ประสบการณ์จากผู้เข้าร่วม “ไทยแกป”

การดำเนินโครงการไทยแกปคือ การจัดอบรม การให้คำปรึกษา แนะนำ โดยทีมผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน และการตรวจรับรองฟาร์มจากหน่วยตรวจรับรอง (CB) โดยในปี 2559 ที่ผ่านมา มีบริษัทที่ได้รับการรับรองมาตรฐานไทยแกปจำนวน 17 บริษัท ที่ผลิตทั้งผักและผลไม้สดและจัดจำหน่ายตามห้างค้าปลีกชั้นนำของประเทศ

สำหรับหน่วยตรวจรับรองที่ทำการตรวจรับรองให้กับมาตรฐานไทยแกปนั้น เป็นหน่วยตรวจรับรองที่ได้รับมาตรฐานสากล ISO/IEC GUIDE 65 ซึ่งทำให้มั่นใจได้ว่ามีการตรวจรับรองที่เข้มงวดและเคร่งครัด นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับมาตรฐานไทยแกปยังมีระบบตรวจสอบย้อนกลับ โดย QR Code ที่ได้รับความร่วมมือจากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ด้วยการสแกน QR Code ที่ติดบนผลิตผล สามารถสอบกลับไปถึงตำแหน่งที่ตั้งของฟาร์มผลิต รายละเอียดของเกษตรกรที่ขอการรับรองระบบการผลิตได้อย่างถูกต้อง ทั้งนี้ มาตรฐาน ThaiGAP เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ทำให้เกิดเป็นมาตรฐานของภาคเอกชนในการขับเคลื่อนระบบการผลิตสินค้าเกษตรที่ปลอดภัยให้เป็นรูปธรรม มีการนำไปปฏิบัติใช้จริง และได้รับการยอมรับของผู้บริโภคทั้งในประเทศและในตลาดสากล โดยตั้งเป้าภายในปี 2560 จะมีผู้ประกอบการ 50 ราย

สุธา เทศทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท นันธาวรรณฟูดส์ ซึ่งมีสวนส้มอยู่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ตัวเองอยู่ จ.ปทุมธานี และเป็นซัพพลายเออร์หาสินค้าผลไม้ โดยเฉพาะส้มให้กับแม็คโคร บอกว่า

“โครงการไทยแกปทำให้เราได้เรียนรู้ระบบของสวนมากขึ้น เริ่มจากการดูแลระบบปุ๋ย ยา และอื่นๆ ทุกอย่าง ที่สำคัญคือมีการตรวจสอบย้อนกลับได้ ทำให้จัดการได้ง่ายขึ้น ใช้ระบบดูแลตรวจสอบทำงานผ่านมือถือได้หมดเลย มีโอกาสขายมากขึ้น ยอดขายเติบโตขึ้นทุกปี”

สมยศ ช่างเกษตร จากโครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ ซึ่งเป็นตัวอย่างโครงการเกษตรและเพาะพันธุ์สัตว์เลี้ยงเป็นตัวอย่างให้เกษตรกร บอกถึงความสำคัญของไทยแกปว่า

“ตอนแรกพอเข้าไปทำก็วุ่นๆ เหมือนกันในเรื่องการเก็บข้อมูล ทำมาตรฐานของกรมวิชาการเกษตร พอมีไทยแกป เอกสารเยอะ เหนื่อยขึ้น รู้สึกมีความมั่นใจเยอะมากในเรื่องคุณภาพในการผลิต ไม่ได้ยากเพียงแค่ปรับเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้อง ดูเหมือนวุ่นวายแต่ไม่มีอะไรยาก ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจในผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะใบรับรองจากทางไทยแกป”

การขับเคลื่อนมาตรฐานไทยแกปสามารถพัฒนาเกษตรสมัยใหม่ ซึ่งต้องมีการเสริมสร้างเกษตรกรต้นน้ำให้มีความรู้ความเข้าใจในการบริหารจัดการ การผลักดันให้ใช้ตลาดเป็นตัวนำการผลิต โดยเฉพาะความรับผิดชอบและการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยสินค้าเกษตรของไทย ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการขยายตลาดและสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรของไทย ให้เป็นที่ยอมรับของตลาดในประเทศและต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

 

ราช รามัญ โค้ชวิถีพุทธ ปลดล็อกความคิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มีนาคม 2560 เวลา 12:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/483748

ราช รามัญ โค้ชวิถีพุทธ ปลดล็อกความคิด

โดย…วรธาร

นักเขียนสายธรรมะผสมแนวจิตวิทยา และ How to มีไม่มากนักในเมืองไทย ที่นำเรื่องยาก ภาษายาก มาย่อยให้เข้าใจง่าย อ่านง่าย และสามารถทำตามได้ ล่าสุด “ราช รามัญ” ได้นำความรู้ศาสตร์แห่งการโค้ชชิ่ง มาเขียนร่วมกับวิถีพุทธ เป็นผลงานหนังสือชื่อ “โค้ชวิถีพุทธ”

การโค้ช ในความหมายที่ทุกคนรู้จักเป็นไปในลักษณะของการเทรนเนอร์ แนะนำ แต่โค้ชในความหมายตรงนี้ไม่มีการสอน สั่ง บอก แนะนำ แต่เป็นการสนทนาแล้วทำให้ผู้ที่ได้รับการโค้ชนั้นได้รับคำตอบจากตัวเองเมื่อได้ยินคำถามจากโค้ช

ราช รามัญ อธิบายว่า ในศาสตร์การโค้ชมีอยู่ 2 ลักษณะ อย่างแรก คือ การโค้ชตัวเอง การโค้ชแบบนี้เป็นการพูดคุยกับตัวเองอย่างซื่อสัตย์ด้วยการตั้งคำถามแล้วตอบเอง เพราะเมื่อเราถึงหนทางแยกแล้ว เราไม่รู้ว่าจะเดินทางไหนต่อไป หรือเราติดล็อกทางความคิดอย่างใดอย่างหนึ่ง เราก็สามารถใช้ศาสตร์แห่งการโค้ชเพื่อปลดล็อกความคิดของตัวเองได้ โดยอาศัยวิธีการในการโค้ชตัวเอง

“หลักในเรื่องนี้ คือ คุยกับตัวเอง โดยเขียนคำถามลงในกระดาษแล้วหาคำตอบให้ตัวเองแล้วเขียนลงในกระดาษอีกเช่นเดียวกัน วิธีการคุยกับตัวเองแบบนี้ พระพุทธเจ้าเมื่อครั้นเป็นเจ้าชายสิทธัตถะก็ทรงใช้อยู่บ่อยๆ ตอนที่อดอาหาร เมื่อได้ยินเสียงพิณสามสายก็ทำให้คิดได้ว่า สายที่หย่อนก็ดีดไม่ได้ สายที่ตึงไปก็ดีดไม่ได้ จะต้องตั้งให้พอดีๆ ชีวิตคนเราก็เช่นกัน จึงเลิกอดอาหารมารับประทานอาหารตามเดิม

แม้แต่ตอนที่นั่งใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งยังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะอยู่นั้น พระองค์หวนคิดถึงวัง คิดถึงยโสธรา คิดถึงราหุล คิดถึงพ่อ รำพึงในใจว่า จากบ้านมาหลายปีไม่เห็นจะได้รู้ ได้อะไรเสียที แต่สักพักพระองค์ดำริแล้วตอบตัวเองได้ว่า เรามาไกลเกินกว่าจะถอยแล้ว ต้องไปต่อ แล้วนึกถึงสมัยนั่งอยู่ใต้ต้นหว้าในวันพิธีแรกนาขวัญ ว่านั่งสบายๆ ไม่เกร็งไม่เคร่งอะไรก็สามารถทำให้จิตโปร่งใสได้ แล้วก็ทรงอาศัยวิธีนั้นในการบำเพ็ญ

ประโยชน์จากการโค้ชตัวเองมีมากมาย บางครั้งเราอาจจะติดล็อกทางความคิด ในบางเรื่องที่ลึกและลับ จนไม่อาจบอกใครได้ การโค้ชตัวเองจะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จได้อย่างแท้จริงจากการปลดล็อกความคิดนั้นออกไป”

ส่วนการโค้ชอีกแบบ คือ โค้ชผู้อื่น ผู้ที่เข้ามารับการโค้ช เรียกว่า โค้ชชี่ ส่วนตัวของเรานั้นเป็นโค้ช โดยมีหน้าที่คอยฟังในเรื่องที่เขาติดล็อกทางความคิด แล้วก็คอยตั้งคำถามและชมเขาบ้าง ตลอดทั้งสะท้อนในสิ่งที่เขาพูดออกมาให้เขาได้รู้สึกและสัมผัสได้ แต่โค้ชจะไม่สั่งสอน ไม่แนะนำว่าต้องทำแบบนั้นแบบนี้ ฟังแล้วตั้งคำถามปลายเปิดเพื่อให้ผู้ที่ได้รับการโค้ชนั้นอธิบายออกมาว่าเขาติดอะไร อย่างไร ไม่ใช่ไปตั้งคำถามปลายปิดว่าใช่หรือไม่ใช่ เป็นต้น

“โค้ชวิถีพุทธ เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งที่จะทำให้คุณได้พบกับความจริงในเรื่องต่างๆ ของคุณเองที่ผ่านการกรองมาจากภาวะจิตใจมากกว่าการผ่านทางระบบความคิดเพียงอย่างเดียว อย่างที่กล่าวมาแล้วในเบื้องต้นว่าทุกสิ่งอย่างที่ได้นำมาเขียน ล้วนเป็นแนวทางที่ได้มาจากคำสอนของพระพุทธเจ้า เราถึงเรียกว่าโค้ชชิ่งในรูปแบบของวิถีพุทธ

ไม่ว่าใครที่ติดล็อกทางความคิด หนังสือโค้ชวิถีพุทธ สามารถทำให้คุณได้พบแนวทางปลดล็อกทางความคิดได้ด้วย เพราะทุกสิ่งอย่างบนโลกคำตอบที่ดีที่สุดต้องออกมาจากหัวใจของคุณ ไม่ใช่ให้ใครมาชี้ มาแนะนำ มาสอน มาบอก”

ราช รามัญ ย้ำว่า หนังสือเล่มนี้เหมาะกับทุกคน เพราะทุกคำตอบจะออกมาจากหัวใจของเราเอง เพื่อทำให้เรามีความสุขและประสบความสำเร็จ

 

ชลิดา เถาว์ชาลี ตันติพิภพ สโลว์ไลฟ์สไตล์ผู้บริหารหญิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มีนาคม 2560 เวลา 11:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/483738

ชลิดา เถาว์ชาลี ตันติพิภพ สโลว์ไลฟ์สไตล์ผู้บริหารหญิง

โดย…ปอย

มงกุฎนางสาวไทยทำให้โอกาสการทำงานเปลี่ยนแปลงไป การเริ่มต้นชีวิตงานผกผันจากอาชีพพยาบาลตามที่ร่ำเรียนมา ชลิดา เถาว์ชาลี ตันติพิภพ ปัจจุบันเป็นผู้ดำเนินรายการและดูแลการผลิต รายการ Health Society ทางช่อง 3 Family (ช่อง 13) ออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลา 10.00-10.30 น. จากความสนใจเรื่องสุขภาพแบบตัวจริงเสียงจริง จึงเลือกต่อยอดปริญญาตรีวิทยาศาสตร์การพยาบาลจากมหาวิทยาลัยออโรรา มลรัฐอิลลินอยส์ สหรัฐ เพิ่มดีกรีปริญญาโทวิทยาศาสตร์การชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และไม่รอช้าเมื่อได้เป็นมหาบัณฑิต เป้าหมายต่อไปมุ่งสู่ปริญญาดุษฎี
บัณฑิตโดยพลันทันใด ศึกษาต่อระดับปริญญาเอกด้านวิทยาศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

ไม่รวมการสอบผ่านมาตรฐานผู้มีวิชาชีพด้านสุขภาพวิทยาศาสตร์ชะลอวัย American Board Anti-Aging Health Practitioner สถาบัน A4M

การเรียนวิทยาศาสตร์การชะลอวัยและการฟื้นฟูสุขภาพ นก ชลิดา บอกว่าได้ค้นพบแหล่งความรู้ใหม่ ซึ่งกำลังเป็นกระแสโลกวันนี้ ศาสตร์นี้ทำให้คนอายุยืนยาวกว่า 120 ปี ด้วยการใช้ชีวิตในแบบสโลว์ไลฟ์ เลือกใช้ชีวิตช้าๆ ซึ่งในศาสตร์แอนไทเอจจิ้งก็มีเรื่องน่ารู้อีกมากมายไม่แค่เมกโอเวอร์ความสวยความงาม

แรงบันดาลใจชีวิตช้าๆ ในแบบโอกินาวา

แอนไทเอจจิ้ง หลายคนก็นึกถึงสูตรลับชะลอวัยเสริมความงาม ตั้งแต่อัพสารพัดวิตามินในชีวิตประจำวัน ไปจนฉีดโบทอกซ์ ฟิลเลอร์ กระตุ้นความงามอีกหลากหลายวิธีแปลงโฉมเฟซออฟให้กลายเป็นหนุ่มสาวตลอดกาล นก ชลิดา กล่าวในฐานะผู้คร่ำหวอดเป็นพิธีกรแวดวงสุขภาพและความงามมากว่าสิบปี และร่ำเรียนศาสตร์ด้านนี้จริงจัง ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจผิดอย่างมาก

“วิทยาศาสตร์การชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ คือการเรียนให้รู้ถึงหัวใจสำคัญของการเลือกชีวิตยืนยาวไปจนอายุ 120 ปี เราจะอยู่อย่างไรโดยไม่ต้องนั่งรถเข็น ซึ่งเรื่องเกี่ยวกับความงาม Esthetic ก็คืออีก 1 ใน 6 หมวดของศาสตร์การชะลอวัย และอีก 5 หมวดก็คือ  Nutrition-โภชนาการ เรียนรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับอาหาร ซึ่งมีผลต่อสุขภาพและการเกิดโรค Hormone ที่เกี่ยวข้องไปตั้งแต่ร่างกายภายนอกตลอดไปจนนิสัยของเรา เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง เราจะเป็นอย่างไรก็เกี่ยวกับเรื่องฮอร์โมนด้วยค่ะ และมีวินัย Exercise การออกกำลังกายให้เหมาะสม รวมทั้งการรับมือกับความเครียดและการพักผ่อนนอนหลับให้ได้สนิทเต็มที่

มีการศึกษาว่ามนุษย์อายุ 100 ปีอัพ อาศัยอยู่ในส่วนไหนของโลกบ้าง ก็พบว่ามีหลายกลุ่มเลยค่ะ กลุ่มเมดิเตอร์เรเนียนที่นอกจากกินไดเอทก็ช่วยลดโรคภัยไข้เจ็บได้โดยตรง เมืองโลมาลินดา รัฐแคลิฟอร์เนีย ที่มีโบสถ์คริสต์เซเว่น-เดย์ แอดเวนติสต์ หรือใกล้บ้านเราในเอเชียก็คือที่เกาะโอกินาวา ญี่ปุ่น มีการศึกษาว่าคนกลุ่มนี้ใช้ชีวิตกันอย่างไร คำตอบคือมุมมองโลกในแง่บวก ไม่เคยคิดว่าตัวเองคือคนชรา ทำให้คนสูงวัยในเมืองเหล่านี้ก็ยังแอ็กทีฟแข็งแรง และอีกคำตอบสำคัญก็คือการใช้ชีวิตในแบบสโลว์ไลฟ์ ชีวิตประจำวันไม่มีความเร่งรีบมากดดันให้เครียด ใช้ชีวิตในวิถีแบบเซน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

สโลว์ไลฟ์สไตล์โอกินาวา รวมไปถึงการกินที่แทบไม่กินเนื้อสัตว์เลย แม้กระทั่งปลาก็เป็นสิ่งที่ชาวญี่ปุ่นกินน้อยมากค่ะ อาหารหลักส่วนใหญ่มาจากพืช เช่น เต้าหู้ ถั่วหมัก นัตโตะ สาหร่าย การเก็บสถิติกลุ่มหญิงวัยทองแทบไม่พบอาการเจ็บป่วยหรือถดถอยที่คนในวันนี้เป็นกันเลยนะคะ ฮอร์โมนพีกสดใสมาก วิถีการกินมีส่วนสำคัญอย่างมาก และในโลกยุคนี้เราแวดล้อมไปด้วยมลภาวะ

ถามว่าการใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ในกรุงเทพฯ เป็นไปได้ไหม ใช้ชีวิตให้ช้าๆ ลง ไม่เร่งรีบ ตื่นเช้าเพื่อไปจ๊อกกิ้งก่อนไปทำงานจะดีต่อสุขภาพไหม

ไม่ดีแน่ๆ นะคะ (บอกพลางหัวเราะเบาๆ) เราคงไม่ได้สูดแค่อากาศสดชื่นเพียงอย่างเดียวแน่ๆ แต่ต้องสูดสารพิษตะกั่วจากควันรถไปด้วย หรืออยากได้โอเมก้าก็ทุ่มกินแซลมอน ก็ไปเจอปลาเลี้ยงในฟาร์มที่แหล่งอาหารไม่สะอาด หรือละเลียดจิบชาแบรนด์เก่าแก่ก็ไปเจอสารหนูปนเปื้อนเข้าไปอีก ชีวิตสโลว์ไลฟ์ที่มีคุณภาพก็อาจกลายเป็นเพียงภาพฝันลวงตาไปอีก หรือสาวๆ บางคนอยากไดเอทอุตส่าห์เลือกกินมื้อกลางวันเป็นเกาเหลา ก็ไปเจอร้านก๋วยเตี๋ยวที่ใส่ช้อนสังกะสีลงไปในหม้อลวกเพื่อเร่งความร้อนให้น้ำเดือดเร็วๆ ความสวยอย่างมีคุณภาพ ก็ดูๆ แล้วไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่

การเรียนจนจบปริญญาโท ดิฉันเลือกการกินวิตามินก็เข้ามาทดแทนในเรื่องการกินตรงนี้ค่ะ การใช้ชีวิตเร็วๆ ต้องรีบๆ กินข้าวเที่ยงเพื่อกลับไปทำงาน ไปประชุม เคี้ยวก็ไม่ค่อยละเอียด ลำไส้พัง ไม่ต้องพูดถึงสารอาหารที่ได้รับ เราก็ต้องกินวิตามินพวกนี้ช่วยเสริมอาหาร แต่ถ้าเราอยากใช้ชีวิตให้เรียบง่ายแบบไทยแท้ก็ทำได้ค่ะ ดิฉันแนะนำการชะลอวัยด้วย Nutrition-โภชนาการ กินไข่นี่ละค่ะวันละ 1 ฟอง เป็นของดีราคาถูก คุณค่ามหาศาล เลซิตินสูงมากค่ะ ผักใบเขียวกับน้ำพริกจิ้มก็ราคาไม่แพง ใครก็กินได้ ดิฉันไม่เคยเสี่ยงเข้าร้านสะดวกซื้อเพื่อหาของกินมื้อเที่ยง ดิฉันต้องเตรียมกล่องข้าวไปทำงานทุกวันสำหรับอาหารกลางวัน

กล้วยน้ำว้าควรกินทุกวัน ยิ่งใครนอนไม่หลับดิฉันแนะนำให้กินก่อนนอนเลยค่ะ ไม่จำเป็นต้องไปซื้อวิตามินทริปโตแฟนเป็นเม็ด กล้วยมีทริปโตแฟน (Tryptophan) ช่วยให้เราหลับง่ายขึ้น การเดินหรือแกว่งแขนวันละ 1 ชั่วโมง ไม่ต้องใช้เงินในการออกกำลังกายอะไรเลยนะคะ เพียงแต่ต้องทำเป็นกิจวัตรโดยตั้งกฎไว้ว่าเราจะไม่เช็กอีเมลจนกว่าจะเดินได้ 1 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย

ชาวโอกินาวาไม่ได้ใช้เงินมากมายในการดูแลตัวเอง แต่ความสดใสไม่ดูชราไปตามวัย เขาไม่ได้ใช้เงินมากมายเทกฮอร์โมนนะคะ แต่ด้วยการใช้ชีวิตไม่เครียด ใช้ชีวิตผ่อนคลาย สโลว์ไลฟ์เรียบง่าย ก็ทำให้ชีวิตแข็งแรงและยืนยาว”

ใช้ชีวิตให้ช้า สร้างสมาธิเพื่อก้าวต่อไป

สาวงามมงกุฎมาครอบครองนานหลายปี แต่ก็คงความสวยไม่สร่างไปตามวัย ชลิดา เถาว์ชาลี ตันติพิภพ นางสาวไทยปี 2541 ในวงสังคมเป็นที่ชื่นชมในฐานะภรรยาคนสวยของ เกรียงศักดิ์ ตันติพิภพ ผู้บริหารห้างยักษ์ใหญ่ ส่วนในด้านการงานก็จัดเป็นผู้บริหารเวิร์กกิ้งวูเมนที่ทำงานหนัก ฐานะกรรมการผู้จัดการ บริษัท Ultimate Health รับหน้าที่พิธีกรและดูแลการผลิตรายการ Health Society ทางช่อง 3 Family (ช่อง 13) รวมทั้งเป็นแอดมินตอบคำถามเฟซบุ๊กของตัวเองที่มีแฟนๆ ส่งปัญหาเรื่องสุขภาพมาให้ตอบมากมาย การทำงานมากกว่า 8 ชั่วโมงแน่นอน

แต่การเลือกชีวิตให้ช้า สงบ มีเวลาดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไปในการใช้ชีวิตให้สโลว์ไลฟ์ตามแรงบันดาลใจที่ได้ศึกษาร่ำเรียนมาอย่างรู้จริง

“คนสมัยนี้เราบ้างานโดยไม่รู้ตัวนะคะ เพราะสภาพเศรษฐกิจต้องทำยอดงานให้ได้ตามเป้า การเดินทางในกรุงเทพฯ ก็เจอรถติดเครียดโดยไม่รู้ตัวอีกต่างหาก ทุกๆ อย่างกดจมอยู่ภายในใจ สะสมความกังวลต่างๆ นานาโดยไม่รู้ตัว พลังงานมากมายฝังอยู่ในตัวรอวันระเบิด ซึ่งอาจแสดงทางสุขภาพทรุดโทรม จะต้องมีการระบายออก โดยให้เวลาตัวเองค่ะ ไม่ทำไม่ได้เลยนะคะ วันอังคารและวันพฤหัสบดีคือวันที่ดิฉันไม่รับงานเลย เลือกหยุดงานเพื่อให้เวลาสำหรับการออกกำลังกาย ส่วนวันอาทิตย์ดิฉันไปโบสถ์ ไปร้องเพลงสวดมนต์ ถือเป็นการเทอราพีอีกอย่างหนึ่ง การช็อปปิ้ง หรือการทำอาหารก็ช่วยผู้หญิงเราคลายเครียดได้ดีนะคะ

ทุกสัปดาห์ต้องมีสองวันอย่างที่บอกค่ะ ไม่รับงาน ถ้าไปไหนต้องถึงบ้าน 5 โมงเย็น เพราะนัดเทรนเนอร์ไว้เพื่อออกกำลังกาย มีวันสำหรับโยคะที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับทุกๆ เรื่องเพื่อทำสมาธิ ทุกวันนี้ทั้งการงานในตำแหน่งเอ็มดี ทั้งการเรียนปริญญาเอก ชีวิตก็ยุ่งเหยิงมาก ถ้าเราไม่มีสมาธิเราจะผ่านเรื่องวุ่นวายในชีวิตไปได้ยากนะคะ อายุสมองของวัยเลขสี่ การเมโมรีความจำต่างๆ ทำได้น้อยลง แต่การเรียนทำให้เราพัฒนาตัวเอง ดิฉันคิดว่าการเรียนรู้เรื่องยากเพื่อถ่ายทอดในรายการให้ฟังดูเป็นเรื่องง่ายๆ ก็ถือเป็นความท้าทาย แล้วถ้าทำได้ก็ถือเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่งในการทำงานของเรา

ทุกปีดิฉันจะกลับบ้านที่สหรัฐ ฟลอริดา ใช้ชีวิตช้าสุดๆ 1 เดือนกว่า อยู่บ้านเลี้ยงหลาน ทำอาหารอร่อยให้คุณพ่อกิน ตื่นสายๆ ก็ไปเดินเที่ยวสวนสาธารณะ แต่ก็ใช่ว่าการใช้ชีวิตรูทีนในกรุงเทพฯ ดิฉันไม่เคยบ่นชีวิตในเมืองใหญ่เลยนะคะ เราควรยอมรับโลกทุกๆ วันที่เปลี่ยนไปไวมาก แล้วนี่คือวิถีชีวิตที่เราเลือกแล้ว มีการงานที่ดีทำ มีเสื้อผ้าสวยๆ ใส่ ชีวิตก็น่าจะมีความสุขมากๆ แล้ว

คนเรียนแอนไทเอจจิ้งทุกคนก็ต้องหวังอายุยืนยาว 120 ปี อย่างแข็งแรง ไม่ทุพพลภาพช่วยเหลือตัวเองได้ สมองไม่เออเรอร์เป็นคนแก่จดจำอะไรไม่ได้ ถ้าเราตั้งเป้าชีวิตอายุ 120 ปี แล้วจากไปในอายุ 80 ปี ดิฉันถือว่าพระเจ้าอวยพรให้แด่ชีวิตเราแล้วค่ะ” ชลิดา บอกทิ้งท้ายคุณภาพชีวิตสร้างได้ด้วยตัวเอง ใครเลือกรูปแบบไหน พอใจชีวิตช้าๆ ก็ลองเลือกดู ไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากมายในความเรียบ ความง่ายในการใช้ชีวิตประจำวัน

 

ใลลา สุเทพากุล ต้องหาความรู้กับโรคที่เป็นไว้ด้วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มีนาคม 2560 เวลา 11:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/483735

ใลลา สุเทพากุล ต้องหาความรู้กับโรคที่เป็นไว้ด้วย

โดย…อณุสรา  ทองอุไร

ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ แต่คนหนุ่มสาวส่วนใหญ่อาจจะไม่เข้าใจลึกซึ้งนัก เพราะวัยหนุ่มสาวนั้นมักจะห่างไกลกับคำว่าเจ็บป่วย แต่ก็ไม่ใช่ว่าเสมอไปนะ ปัจจุบันนี้คนหนุ่มคนสาววัย 30 ต้นๆ มองดูผิวเผินก็คิดว่าแข็งแรงดี บางคนก็มาแบบฉับพลันไม่ทันตั้งตัว

เช่นเดียวกับสาวสวยคนนี้ ใลลา สุเทพากุล ที่แต่งงานได้เพียงแค่ 2 วัน ก็ต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อผ่าตัดตับอ่อน ซึ่งเป็นการผ่าตัดครั้งใหญ่ครั้งแรกในชีวิตของเธอ เธอเคยเป็นประชาสัมพันธ์ให้กับบริษัทผู้ผลิตรายการเด็กชื่อดังอยู่เป็นเวลากว่า 5-6 ปี ก่อนจะลาออกไปท่องเที่ยวและทำงานเพื่อหาประสบการณ์เพิ่มที่ประเทศออสเตรเลียเป็นเวลา 1 ปี หลังจากนั้นไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษ เธอจึงต้องไปตรวจร่างกายเพื่อไปขอวีซ่าเข้าประเทศ และจากการไปตรวจสุขภาพทำให้เธอพบว่าอวัยวะภายในของเธอกลับด้านเหมือนส่องกระจกแล้วกลับด้านกันแบบนั้นเลย หรือที่เรียกว่ามิเรอร์อิมเมจ แต่โชคดีว่าหัวใจไม่สลับด้านกันไปด้วย แต่ก็ไม่ได้เป็นอันตรายอะไร ซึ่งแพทย์ก็ออกจดหมายเป็นคู่มือไว้ให้พกไปอังกฤษด้วยหากเกิดกรณีฉุกเฉินจะได้ให้แพทย์ที่นั่นรับทราบ

ตลอดระยะเวลาที่ใช้ชีวิตที่ประเทศอังกฤษเป็นเวลาเกือบ 4 ปี เธอส่งตัวเองเรียนจนจบปริญญาโท คว้าเกียรตินิยมอันดับสองด้านบริหาร หลังจากนั้นเธอก็กลับมาทำงานกับบริษัทประกันภัยที่ประเทศไทยกว่า 2 ปีที่ผ่านมา เธอเล่าว่าตลอดเวลาที่อยู่ประเทศไทยเธอตรวจสุขภาพทุกปี ซึ่งร่างกายก็ปกติดี มีเว้นช่วง 4 ปีที่ไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษเท่านั้นที่ไม่ได้ตรวจสุขภาพเลย จนระยะหลังๆ เธอมักมีอาการตาลาย มองแล้วตาพร่ามัวไม่โฟกัส ซึ่งอาการนี้มักจะเกิดขึ้นตอนช่วงเช้าก่อนไปทำงาน แต่ก็เป็นอยู่สัก 10-15 นาทีก็จะหายไป แต่ก็เคยมีเกือบจะวูบบนรถไฟฟ้าอยู่ครั้งหนึ่ง เธอคิดว่าอาจจะไม่มีอะไรซีเรียสคงนอนดึกพักผ่อนน้อยหรือตื่นเช้าเกินไป และพยายามพักผ่อนให้มากขึ้นเดี๋ยวก็คงจะหายไปเอง และคิดว่าเป็นอาการเรื้อรังจากสมัยที่เรียนอยู่อังกฤษ เพราะเรียนไปทำงานไปคงพักผ่อนไม่เพียงพอจนส่งผลมาถึงตอนนี้

จนกระทั่งเตรียมตัวจะแต่งงาน เลยต้องไปตรวจสุขภาพล่วงหน้าที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง พอไปตรวจก็พบว่าค่าน้ำตาลในเลือดต่ำมากจนผิดปกติ คือเหลือแค่ 40 ซึ่งคนปกติจะมีค่าอยู่ที่ 70-100 แต่ที่แพทย์แปลกใจยิ่งกว่าก็คือถ้าค่าน้ำตาลต่ำขนาดนี้น่าจะมีอาการผิดปกติ เช่น เป็นลมหน้ามืดวิงเวียนศีรษะตลอดเวลา แต่เธอไม่มีอาการดังกล่าวเลย เธอจึงถูกส่งตัวไปพบแพทย์เฉพาะทางด้านต่อมไร้ท่อ เพื่อหาสาเหตุที่ทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำ แพทย์ส่งเธอไปสแกนแบบซีทีด้วยการฉีดสีที่ตับอ่อนพร้อมกับตรวจดูที่ช่องท้องช่วงล่างด้วย เพื่อที่จะดูการทำงานของตับอ่อนที่ทำหน้าที่ผลิตอินซูลิน ปรากฏว่าผลที่ออกมาคือเจอเนื้องอกที่ตับอ่อน โดยแพทย์บอกกับเธอว่าเนื้องอกตัวนี้ไปทำให้ตับอ่อนผลิตอินซูลินออกมามากผิดปกติ

อินซูลินซึ่งทำหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกาย ในกรณีที่ผลิตออกมามากไป จะยิ่งไปลดระดับน้ำตาลในร่างกาย โดยโรคนี้เรียกว่าอินซูลินโนมา “เราก็งง เพราะคิดว่าเราก็แข็งแรงดีนะ วิ่งทุกวันเสาร์-อาทิตย์ วันละ 4-5 กิโล พอเริ่มหาข้อมูล สิ่งที่ค้นเจอคือมีแต่เรื่องมะเร็งตับอ่อน เริ่มกังวลทั้งโรค ทั้งค่ารักษา แถมตอนนั้นมีแพลนจะแต่งงานด้วย แผนทั้งหมดถูกพับเก็บไปโดยปริยาย และคิดว่าตอนนี้สิ่งที่ต้องทำก่อนคือรักษาโรค”

เนื่องจากโรคนี้พบเพียงแค่ 1 ในล้านเท่านั้น ซ้ำแพทย์ยังพบว่าอวัยวะภายในของเธอกลับด้านอีกด้วย ทำให้แพทย์ต้องการเคสของเธอเป็นกรณีศึกษา เธอจึงขอย้ายตามแพทย์ไปผ่าที่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง “เพื่อแก้ปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายซึ่งหมอเองก็ยินดี แต่ต้องรอคิวผ่าหน่อย ค่อยๆ อดทนทำตามขั้นตอนไปเดี๋ยวก็ได้รักษาแล้ว และด้วยเป็นโรคที่ไม่มีอาการออก คุณหมอบอกว่ามันอันตรายกว่าพวกที่มีอาการเสียอีก เพราะเราอาจจะหมดสติหรือช็อกไปเมื่อไหร่ก็ได้ สุดท้ายก็ได้คิวผ่าในกลางเดือน ม.ค. 2560 ซึ่งก็รอคิวประมาณ 1 เดือน”

การรักษาครั้งนี้จะมีแพทย์ 2 ท่านที่ต้องเข้ามาดูแลคือ แพทย์เฉพาะทางด้านต่อมไร้ท่อ กับแพทย์ผู้ทำการผ่าตัด ซึ่งแพทย์ผ่าตัดอธิบายให้เธอฟังว่าเนื้องอกของเธอมีขนาดประมาณเกือบ 1 เซนติเมตร และเนื้องอกมันอยู่ตรงกลางของตับอ่อน ไม่ได้อยู่ที่ผิว ดังนั้นหากเซาะออกจะลำบากมาก จึงต้องผ่าตัดแบบเปิดท้องแล้วตัดเนื้อตับอ่อนออกไปถึง70 เปอร์เซ็นต์ คือตัดเนื้อดีทิ้งไปด้วย ซึ่งวิธีนี้มีความซับซ้อนน้อยและโอกาสที่จะกลับมาเป็นอีกก็น้อยเช่นกัน แต่เธอจะเหลือตับอ่อนแค่ 30 เปอร์เซ็นต์

โดยแพทย์แจ้งว่าแค่ 30 เปอร์เซ็นต์ ก็เพียงพอต่อการผลิตอินซูลินแล้ว แต่ในกรณีที่ตับอ่อนกลับมาทำงานไม่ปกติเหมือนคนทั่วไป เธอก็อาจจะเป็นเบาหวานได้ง่ายขึ้นในอนาคต นอกจากนี้แพทย์ผ่าตัดยังอธิบายเพิ่มเติมว่าอวัยวะอย่างม้ามก็มีเกณฑ์อาจต้องตัดออกไปด้วยเช่นกัน ในกรณีที่เปิดหน้างานมาดูแล้วพบว่าอยู่ใกล้กับเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงม้าม แล้วการเอาเนื้องอกออกไปเกิดส่งผลกระทบในส่วนนั้นขึ้นมา เธอเริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมาทันทีว่าต้องตัดม้ามเพิ่มด้วยเหรอ

ระหว่างรอคิวผ่าตัด เธอก็พยายามหาข้อมูลเพิ่มเติมทางอินเทอร์เน็ต แล้วก็คิดว่าต้องไปหาความเห็นที่ 2 ก็เลยไปหาแพทย์ที่โรงพยาบาลรัฐแห่งที่ 2 โดยได้หอบเอาผลการตรวจ ผลเอกซเรย์ต่างๆ ไปด้วย “เลยลองไปหาหมอที่โรงพยาบาลรัฐแห่งที่ 2 ดู ซึ่งครั้งแรกที่ไป ได้ไปพบกับหมอผ่าตัดก่อน โดยสำหรับวิธีการผ่า หมอก็บอกว่าเนื้องอกมันอยู่ตรงกลาง ต้องตัดตับอ่อนตรงกลางออกแล้วเอาหัวกับหางไปต่อกับลำไส้ เพื่อให้ท่อน้ำดีในตับอ่อนไหลลงลำไส้แทน ซึ่งอาการแทรกซ้อนที่อาจจะมีตามมาก็คือการรั่วได้ แต่หมอที่นี่ไม่ได้พูดว่ามีเกณฑ์การเอาม้ามออกแต่อย่างใด เพียงแต่ให้ไปทำเอ็มอาร์ไอสแกนเพิ่ม เพื่อดูให้ละเอียดว่าการผ่าตัดแบบไหนเป็นไปได้มากสุด เพราะอวัยวะภายในของเราก็ไม่เหมือนชาวบ้านเค้าอีก”

เนื่องจากโรคที่เธอเป็นจริงๆ คือ น้ำตาลต่ำ แต่การตรวจหาสาเหตุของน้ำตาลต่ำก็ทำให้เธอได้พบว่าตัวเองมีเนื้องอกในตับอ่อน อย่างไรก็ตามการมีเนื้องอกในตับอ่อนต้องเอาออกอยู่แล้ว แต่จะรักษาอาการน้ำตาลต่ำของเธอด้วยหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่าก้อนเนื้องอกกับการผลิตน้ำตาลมีความสัมพันธ์กันหรือไม่ ดังนั้นเธอจึงต้องไปพบทั้งแพทย์ผ่าตัด และแพทย์เฉพาะทางด้านต่อมไร้ท่อควบคู่กันไป ไม่ว่าเธอจะไปผ่าตัดที่โรงพยาบาลใดก็ตาม

“เพลียใจมาก ช่วงนั้นเดินสายเข้าออกโรงพยาบาล อาทิตย์ละ 3 วัน สลับกันไป 3 โรงพยาบาลเริ่มเครียด มีวันหนึ่งไปตามนัดหมอต่อมฯ ที่โรงพยาบาลรัฐแห่งแรก แต่รอคิวนานมากหมอที่นัดไว้ยังไม่มา บังเอิญมีหมอจากประเทศเกาหลีเหนือมาแลกเปลี่ยนดูงาน เห็นเราพูดภาษาอังกฤษได้ก็เลยให้มาคุย โดยหมอเกาหลี 3 คน ก็ถามว่าเป็นอะไรมา เราก็เล่าให้ฟังและเขาก็ขอดูเอกสารที่เป็นพวกค่าเลือด ค่าอินซูลิน น้ำตาลต่างๆ ไปดู แล้วก็บอกว่าทำไมค่าอินซูลินกับค่าน้ำตาลมันดูขัดแย้งกัน คือค่าอินซูลินอยู่ที่ 3.4 หากน้ำตาลต่ำขนาดนี้และเป็นโรคนี้จริงๆ ค่าอินซูลินมันน่าจะสูงกว่านี้ ในขณะค่าที่แสดงมานี้มันก้ำกึ่งมาก คือไม่สูงเสียทีเดียว เราก็เอ๊ะยังไง ตอนนั้นหมอผ่าตัดที่โรงพยาบาลรัฐแห่งที่ 2 ก็สงสัยกับค่าตรงนี้เช่นกัน พอหมอเกาหลีมาเอ๊ะแบบนี้อีก เราก็เอาละ ชักจะยังไงละเนี่ย สุดท้ายหมอต่อมฯ ที่จะต้องมาตรวจเราเข้ามา แล้วก็มาอธิบายเพิ่มเติมว่าเป็น “อินซูลินโนมา” นี่ล่ะ ถึงแม้ค่าจะก้ำกึ่ง แต่ก็บอกว่ายังไงมันก็เกินขึ้นมานิดหน่อย (เกิน 3) แต่หมอเกาหลีก็ให้ไปเจาะเลือด ตรวจซีเปปไทด์ เพิ่มเติมเพื่อดูค่าอื่นๆ ให้แน่ใจอีกครั้ง ซึ่งหมอต่อมฯ ของที่นี่ก็ตกลง เราก็ไปเลยเจาะเลือดเพิ่มแล้วก็รอรับผลไป แต่กว่าจะได้กลับมาฟังผลการแปลค่าของเลือดที่นี่ก็อีกเป็นสัปดาห์ ระหว่างนั้นเรามีนัดกับหมอต่อมฯ ที่โรงพยาบาลรัฐแห่งที่ 2 ก่อน เลยเอาผลไปให้หมอต่อมฯ ที่นั่นดูด้วย โดยอยากรู้ว่าทั้ง 2 โรงพยาบาลเห็นตรงกันหรือในทิศทางการรักษา เพื่อความแน่ใจสบายใจของตัวเราเอง”

เมื่อเจาะเลือดเพิ่ม เอาผลไปให้หมอที่โรงพยาบาลรัฐแห่งที่ 2 ดู แต่ปรากฏว่าหมอไม่คอนเฟิร์มโรค เพราะคิดว่าค่าก้ำกึ่งเกินไป และให้กลับไปฟังจากหมอต่อมฯ ที่โรงพยาบาลแรก ซึ่งเธอเองก็กลับไปที่โรงพยาบาลรัฐแห่งแรกอีกครั้ง วันที่ 4 ม.ค. 2560 ซึ่ง ณ ตอนนั้นเหลือเวลาอีกเกือบ 2 สัปดาห์ที่จะถึงคิวผ่าตัดแล้ว การไปครั้งนี้ก็เพื่อไปฉีดวัคซีนป้องกันหากเธอต้องผ่าตัดม้ามออกไป ซึ่งร่างกายจะไม่มีภูมิคุ้มกันแบคทีเรีย 13 ชนิด ดังนั้นจึงต้องฉีดวัคซีนป้องกันไว้ก่อน โดยสำหรับคนวัยหนุ่มสาวไม่มีม้ามได้ร่างกายพอรับไหว ภายหลังจากได้รับวัคซีนและคิดว่ายังไงก็คงต้องผ่ากับแพทย์ที่โรงพยาบาลแรกแน่ๆ แต่เธอเองยังคงไม่แน่ใจกับวิธีการรักษาและการวิเคราะห์โรคของโรงพยาบาลทั้ง 2 แห่ง ที่ดูจะไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ในเย็นวันนั้นหลังจากได้รับวัคซีนแล้ว เธอจึงตัดสินใจไปพบแพทย์ผ่าตัดอีกที่เพื่อฟังความคิดเห็นที่ 3 เพิ่ม

“เราเริ่มเครียดแล้ว เอายังไงดีต้องตัดทั้งม้าม ทั้งตับอ่อนอีก 70 เปอร์เซ็นต์ หาข้อมูลทางเน็ตก็ไม่ค่อยมีคนที่เป็นโรคนี้กันมากนัก บังเอิญมีเพื่อนเป็นพยาบาลอยู่ที่ศิริราช เขาบอกว่าอย่าเพิ่งถอดใจ ลองมาหาหมอที่ศิริราชดูก่อน เขาจะนัดให้ เพื่อมาฟังความเห็นที่ 3 ว่าแผนการรักษาจะเหมือนกันไหม”

ได้ทำการนัดกับแพทย์ผ่าตัดที่โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ และเธอได้เอาเอกสารการตรวจทั้งหมดไปให้แพทย์ผ่าตัดดู ซึ่งมีทั้งเอ็มอาร์ไอสแกน ซีทีสแกน ค่าน้ำตาลที่เจาะมาแล้วหลายครั้ง เมื่อแพทย์ได้ดูอย่างละเอียดแล้วก็แนะนำการผ่าตัดโดยมี 2 ทางที่เป็นไปได้ 1.ไม่ต้องผ่าตัดตับอ่อนออกไป แต่ใช้วิธีควักเอาเนื้องอกออกเหมือนแคะขนมครก ไม่เสียเนื้อดีของตับอ่อนออกไป 2.คือแบบหมอที่โรงพยาบาลรัฐแห่งที่ 2 คือตัดตรงกลางทิ้งเอาหัวกับหางมาต่อกับลำไส้ ให้ท่อน้ำดีไหลลงลำไส้ โดยทั้งสองวิธีเป็นการผ่าแบบเปิดท้อง เพราะอวัยวะของเธอกลับด้าน ทำให้มีความซับซ้อนในการผ่าตัดมากกว่าคนทั่วๆ ไป ซึ่งแพทย์เล่าถึงแผนการรักษาแบบสบายๆ ไม่ซีเรียสอะไร จนเธอแปลกใจ

“เราก็เลยถามว่า อ้าวแล้วม้ามล่ะคะ ต้องตัดออกไหมคะ หมอก็ทำหน้างงว่า ตัดทำไม ไม่ต้องตัด และคุณหมอยังย้ำอีกว่า อายุยังน้อย มันค่อนข้างเสี่ยงที่จะตัดตับอ่อนทิ้งออกไปเยอะ ซึ่งอาจทำให้เราเป็นเบาหวานได้ในอนาคต ณ ตอนนั้นเรารู้สึกสบายใจมากขึ้น ถึงแม้จะยังไม่รู้ว่าก้อนเนื้อนี้เป็นอะไร แต่ดูจะเสียเลือด เสียเนื้อน้อยที่สุด ซึ่งจากทั้ง 3 โรงพยาบาลที่ไปปรึกษานั้น หมอที่ศิริราชอาวุโสสูงสุด แล้วมีแผนการรักษาและการพูดคุยที่ทำให้เราสบายใจที่สุด กำลังใจเริ่มมาละ หมอดูใจดีและมีอารมณ์ดี แถมมีเวลาให้นานด้วย จนกล้าปรึกษาหมอถึงเรื่องส่วนตัว ว่าคุณหมอคะ หนูกำลังจะแต่งงานตอนกุมภาฯ แต่ต้องเลื่อนเพราะรอคิวผ่าตัดค่ะ จะทำอย่างไรดี คุณหมอก็ยินดีกับเรา และบอกให้ไปแต่งงานตามฤกษ์ที่ได้มาก่อน เสร็จงานแล้วค่อยมาผ่า และด้วยความที่หมอเห็นว่าเราไปมาแล้วหลายโรงพยาบาล เลยถามว่าตกลงจะมาผ่ากับหมอไหม ถ้าโอเคก็ให้เลิกเดินสายช็อปปิ้งได้แล้ว (หมอแซว) ซึ่ง ณ เวลานั้นเราได้สอบถามถึงคิวหมอคร่าวๆ ซึ่งก็ยังพอได้อยู่ เลยตอบตกลงกับหมอ และเริ่มขั้นตอนใหม่อีกรอบที่โรงพยาบาลศิริราช เพราะหมอประจำอยู่ที่นั่นด้วย และค่าใช้จ่ายน่าจะไม่สูงเท่าเอกชน”

หลังจากนั้นเธอใช้เวลาเกือบ 3 สัปดาห์ เดินสายไปพบแพทย์เฉพาะทางด้านต่อมไร้ท่อของที่นี่ เพื่อให้ยืนยันโรค โดยมีการทำเทสต์เลือดดูค่าน้ำตาล และฮอร์โมนต่างๆ ของเธออยู่หลายครั้ง เจาะเลือดไปหลายสิบหลอด จนแพทย์ยืนยันว่าโรคของเธอคือ “อินซูลินโนมา” โดย ณ วันผ่าตัดคณะแพทย์ต่อมไร้ท่อก็ได้เข้าไปในห้องผ่าตัด เพื่อวัดค่าน้ำตาลทันทีเมื่อนำชิ้นเนื้อออกไป ว่าจะกลับมาปกติทันทีไหม หากใช่ นั่นแสดงว่าก้อนเนื้องอกตัวนี้คือสาเหตุของน้ำตาลต่ำอย่างแท้จริง “ตอนนั้นยุ่งมากจนไม่มีเวลาให้เครียด เป็น 3 สัปดาห์ที่ท้าทายสุดๆ เพราะต้องเตรียมงานแต่งงาน ไปพบแพทย์ รวมถึงเคลียร์งานประจำก่อนที่จะต้องลาหยุดยาว และที่สำคัญยังต้องไปออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายพร้อมก่อนผ่าตัด ก็ค่อยๆ คิด วางแผนและจัดการกับทุกอย่างภายในเวลาที่จำกัด และด้วยความที่หมอกลัวเราจะฟุบก่อนเข้าผ่าตัด เลยสั่งให้ทานของหวานๆ ตอนเตรียมตัวจะเป็นเจ้าสาวนี่ล่ะค่ะ”

สรุปเธอได้แต่งงานเมื่อวันที่ 6 ก.พ. เข้าโรงพยาบาลในวันที่ 8 ก.พ. และผ่าตัดในวันที่ 9 ก.พ. โดยอยู่โรงพยาบาล 8 วัน เธอก็กลับบ้านได้เป็นปกติ “ถ้าไม่มาหาหมอที่ศิริราช การผ่าตัดคงจะยุ่งยากมากกว่านี้ แล้วอาจต้องตัดม้ามออกไปฟรีๆ แถมหมอที่นี่ยังให้ไปผ่าที่แผนกปกติ ไม่ใช่คลินิกพิเศษ ซึ่งลดค่าใช้จ่ายไปได้เยอะ และที่สำคัญ เป็นการผ่าแบบส่องกล้องไม่ต้องเปิดหน้าท้อง ทำให้แผลเล็กมากและกลับมาฟื้นตัวได้เร็ว สุดท้ายตับอ่อนเรายังอยู่ครบ มีเพียงเนื้องอกเท่านั้นที่ถูกตัดออกไป โดยหลังจากเอาชิ้นเนื้อออกไป ผลตรวจของก้อนเนื้อคือเป็นก้อนที่ผลิตฮอร์โมน ไม่ใช่ก้อนเนื้อร้ายอย่างที่กังวล ผลน้ำตาลเป็นปกติแล้ว ซึ่งเราประทับใจกับทีมแพทย์ที่ศิริราชมาก ใช้เวลาหาหมอที่ศิริราช 3 สัปดาห์กว่าๆ จึงได้ผ่า นี่ถ้ามาหาหมอที่ศิริราชแต่แรกคงได้ผ่าไปตัดแต่ปีที่แล้ว ไม่ต้องรอนานเกือบ 3 เดือนเช่นนี้” เธอกล่าวอย่างมีกำลังใจ

เวลาที่มีความเจ็บป่วยแล้วต้องมีการผ่าตัดใหญ่ ควรไปพบแพทย์ 2 โรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์วินิจฉัยตรงกัน อย่าฟังเพียงหมอแห่งเดียวแล้วตัดสินใจเชื่อทันที แต่นี่เธอไปพบแพทย์ถึง 3 โรงพยาบาล และถ้าเธอไม่ขวนขวายหาข้อมูลเพิ่ม หาแพทย์เพิ่ม คงต้องเสียอวัยวะ เสียใจ เสียเวลา และเจ็บตัวไปโดยเกินความจำเป็น

หมอที่ผ่าตัดให้เธอนั้นเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องตับแถวหน้าของประเทศ และยังเป็นแพทย์ไทยคนแรกที่สามารถผ่าตัดเปลี่ยนตับได้อีกด้วย คือ รศ.นพ.ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะผู้บริหารของโรงพยาบาลศิริราชอีกด้วย “เราโชคดีที่ได้มาเจอคุณหมอทันเวลาก่อนที่จะสายเกินไป” เธอกล่าวอย่างมีความสุข

หลังจากผ่าตัดได้ 1 เดือน ค่าน้ำตาลในเลือดเธอขึ้นมาที่ระดับปกติคือ 85-90 เช่นคนทั่วไป หมอยังคงนัดตามผลอีก 2 ครั้ง ซึ่งเธอจะปรึกษาว่าเธอสามารถมีลูกได้ตามปกติเลยหรือไม่ เพราะเธอก็พร้อมแล้วสำหรับอนาคตที่สดใสและเริ่มต้นใช้ชีวิตครอบครัวต่อไป

 

 

‘จักรยานคือวัตถุที่งอกได้’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มีนาคม 2560 เวลา 16:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/483636

‘จักรยานคือวัตถุที่งอกได้’

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

กระแสรักสุขภาพนับเป็นเทรนด์ใหม่ของคนเมือง ไม่ว่าจะเป็นเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ หรือหัวเมืองตามแต่ละภูมิภาค ดังจะเห็นได้จากการจัดกิจกรรมเพื่อสร้างเสริมสุขภาพผุดขึ้นอย่างมหาศาล เช่น งานวิ่งมาราธอนที่เป็นสนามประลองกำลังขาและกำลังใจของทั้งสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี

หนึ่งในเทรนด์ของคนรักสุขภาพคงหนีไม่พ้น “การปั่นจักรยาน” เพราะเป็นกิจกรรมที่คนไทยให้ความสนใจกันทั่วทุกหัวระแหง ซึ่งจากการปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพนานไปก็กลายเป็นการสะสมจักรยานควบคู่ไปกับการออกกำลังกายและท่องเที่ยว

“บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์” ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม เป็นหนึ่งคนที่มีจักรยานไว้เพื่อตอบโจทย์ตัวเอง ทั้งเรื่องสุขภาพ ท่องเที่ยว และการสะสม

“จริงๆ เข้ามาโลกของจักรยานเพราะอาจารย์ธงชัย พรรณสวัสดิ์ ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพ ผมทำงานกับอาจารย์มาสักระยะหนึ่ง เมื่อปี 2554 อาจารย์ชวนไปปั่นจักรยานแถวบ้านที่ปทุมธานี”

“ตอนนั้นเพิ่งทำงานเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมในมาบตาพุด พอทำงานเสร็จก็ไปเที่ยวกัน ปั่นจักรยานครั้งนั้นประมาณ 20 กว่ากิโลเมตร จากนั้นมาช่วยให้เรากระตุ้นความทรงจำในวัยเด็ก วันนั้นอาจารย์พาไปวัดที่สมถะ ชาวบ้านที่ทำปลาทูใส่เข่งริมคลองรังสิต เราก็รู้สึกว่าขี่จักรยานมันได้บรรยากาศ รู้จักชีวิตคน และได้ในสิ่งที่ไม่เคยได้เมื่อเราขับรถยนต์”

 

อ.บัณฑูร เล่าถึงโมเมนต์ในการไปซื้อจักรยานช่วงแรกๆ ว่า “หลังจากนั้นปีสองปีเริ่มมีประเด็นเกี่ยวกับปัญหาโลกร้อน เลยมาคิดว่าเราต้องเปลี่ยนตัวเองก่อน ก่อนที่จะไปเรียกร้องให้คนอื่นเปลี่ยน เราเลยเอาจักรยานมาใช้เพื่อการเดินทางไปประชุมจากราชเทวีไปเทเวศร์”

“จักรยานคันแรกตอนนั้นราคา 8,000 บาท ยี่ห้อเปอโยต์ ไปซื้อที่ร้านแถวเชียงกงหลังจุฬาฯ จักรยานคันนั้นเป็นแนวทัวริ่งใส่ของใส่อุปกรณ์ไปทำงานทั้งที่ สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) และ สกว. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย)”

“นานๆ ไปเริ่มสนุก และมารณรงค์กิจกรรม Bike Co2 Offset ได้รับการสนับสนุนจาก สสส. ทำซอฟต์แวร์สำหรับเก็บข้อมูลว่าเดิมคุณขับรถยนต์ใช้น้ำมันอะไร พอมาปั่นจักรยานก็ใส่ข้อมูลเข้าไป โปรแกรมจะคำนวณว่าการที่คุณปั่นจักรยานสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้เท่าไหร่”

จากนั้นนักวิชาการผู้หลงใหลกีฬาสองล้อ เริ่มเล่าถึงจักรยานที่ชื่นชอบว่า “ตอนนี้ทั้งของผมและภรรยาน่าจะมีจักรยานรวมกันประมาณ 20 คัน ส่วนใหญ่ผมชอบจักรยานที่มีที่มาที่ไป หรือมีเรื่องราวของมันเอง”

“เช่น ผมจะมีจักรยานสมัยสงครามโลกยี่ห้อเปอโยต์เหมือนกัน คันนั้นจักรยานจะมีอานที่โค้งเพื่อให้ทหารที่กระโดดร่มลงสามารถแบกจักรยานมาด้วยได้ หรือจักรยานยี่ห้อคาดิลแลค (Cadillac) ผมมีอยู่สองคัน คันหนึ่งไปตามหาที่ จ.ตาก และจักรยานยี่ห้อซาบ (SAAB) ซึ่งเป็นยี่ห้อรถยนต์เหมือนกัน จักรยานซาบที่มีจะเป็นจักรยานใหญ่เรียกว่า ‘ตัวพ่อ’ กับจักรยานเล็ก ‘ตัวลูก’ ผมก็ไปเสาะหามาเพื่อให้ได้มาคู่กัน”

 

“เคยได้ยินยี่ห้อจักรยานราเล่ย์ (Raleigh) ไหม เป็นของอังกฤษ เข้าเมืองไทยสมัยที่ประเทศไทยให้สัมปทานป่าไม้แถวภาคเหนือ จักรยานยี่ห้อนี้ผมได้ยินมานานแล้ว เป็นจักรยานทรงแม่บ้านที่แข็งแรงมาก คนไทยตอนนั้นเอาไปขนท่อนไม้ ผมอยากได้มากและก็ต้องไปหาจนได้มา 4 คัน ทุกวันนี้ถึงจะมีขายอยู่แต่ก็ไม่ได้เป็นรุ่นโบราณแล้ว มีแต่รุ่นใหม่”

“สำหรับคนปั่นจักรยานจะมีสุภาษิตว่า ‘จักรยานคือวัตถุที่งอกได้’ ของผมก็งอกประมาณ 20 คันได้ แต่ผมก็ขายให้เพื่อนด้วยนะ เพื่อส่งเสริมให้คนใช้จักรยานและขายให้ ผมจะขายให้กับคนที่รู้จักกันเท่านั้น ไม่ได้ขายทั่วไป”

“ภรรยาก็เป็นนักปั่นจักรยานด้วย ทำให้เวลาเราซื้อจักรยานมาไม่สามารถปิดบังเขาได้ เพราะเขาจะรู้ (หัวเราะ) ส่วนลูกช่วงแรกๆ ก็มาร่วมด้วย แต่พอมาตอนนี้เริ่มเป็นสาวเต็มที่ก็เริ่มห่วงเรื่องความสวยความงาม เลยไม่ได้ไปด้วยเท่าไหร่”

อ.บัณฑูร ยกทริปปั่นจักรยานที่ประทับใจที่สุด คือ จ.อ่างทอง และโปแลนด์

“ประทับใจที่สุดเห็นจะเป็นทริปที่ จ.อ่างทอง เป็นการปั่นเลียบแม่น้ำน้อย วิวสวยมาก ดูทุ่งนา แวะไหว้พระนอน ไปถึงสิงห์บุรี ปั่นไปเรื่อยๆ กินข้าวตามร้านของชาวบ้าน ประมาณ 100 กว่ากิโลเมตรเห็นจะได้ หรืออีกทริปที่โปแลนด์ที่ได้ไปดูประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสงครามโลก ได้เห็นบาดแผลของสงครามและค่ายกักกัน”

“ปีนี้อาจารย์ธงชัยชวนไปเนเธอร์แลนด์เพื่อร่วมประชุมวิชาการเกี่ยวกับจักรยาน ซึ่งครอบคลุมถึงการออกแบบผังเมือง การออกใบขับขี่ ไปดูว่าประเทศอื่นพัฒนาให้จักรยานเป็นระบบขนส่งหลักได้อย่างไร และเมื่อจบการประชุมก็จะออกทริปขี่จักรยานที่เนเธอร์แลนด์ 5 วัน วันละ 80 กิโลเมตร”

 

อ.บัณฑูร อธิบายว่า “จักรยานมีเสน่ห์ตรงที่มันเป็นตัวเชื่อมผู้คนหลายวงการ ตอนเราปั่นแรกๆ ก็ไปออกทริปกับชาวบ้าน หรือกลุ่มซิตี้ 99 ทุกวันอาทิตย์ต้นเดือนจะนัดไปเจอกันที่สวนรถไฟ และพากันไปเส้นทางใน กทม. ซึ่งเราไม่เคยรู้ว่ากรุงเทพฯ มีอุโมงค์ต้นไม้ และมีถนนเลียบคลองที่สวยมาก มันก็ทำให้เห็นสังคมที่แตกต่างออกไป จักรยานจึงเป็นตัวสร้างสัมพันธ์ที่ดี”

แล้วจะเสาะหาจักรยานอีกหรือไม่ อ.บัณฑูร ตอบว่า “ถึงตอนนี้เราใช้หลักความเพียงพอ เพราะเริ่มจะไม่มีที่เก็บแล้ว”

“จักรยานคลาสสิกกับโมเดิร์นให้คุณค่าต่างกัน ถ้ารุ่นคลาสสิกจะเป็นลักษณะของสะสม เพราะการใช้งานคงสู้เทคโนโลยีสมัยใหม่ไม่ได้อยู่แล้ว ก็เหมือนผู้ชายสะสมนาฬิกา ผู้หญิงสะสมกระเป๋าหรือรองเท้า มันก็จะมีความชอบแตกต่างกัน ชอบเพราะโหยหาอดีต และเริ่มมาสู่ความสนใจใหม่อย่างการเป็นของสะสม”

“จักรยานที่ซื้อมาผมได้ปั่นทุกคันนะ แต่มากบ้างน้อยบ้าง แต่หลักจะมี 4 คันสำหรับตอบโจทย์ของเราแต่ละด้าน เช่น ทัวริ่งทางไกลยี่ห้อราเล่ย์ เสือหมอบจะเป็นยี่ห้อแคนนอนเดล (Cannondale) ทางขรุขระจะใช้เสือภูเขาก็จะมีแคนนอนเดลอีกคัน ถ้าเป็นการปั่นในเมืองก็จะเป็นจักรยานอีกคัน อย่างน้อยก็มี 4 คันที่ตอบโจทย์เราได้ 4 แบบ”

ช่วงท้ายการสนทนาไปถึงเรื่องความเป็นไปได้หรือไม่ที่กรุงเทพฯ จะเป็นเมืองหนึ่งที่จักรยานจะกลายมาเป็นหนึ่งในพาหนะหลักในการเดินทาง

“เมืองที่เปลี่ยนมาเป็นเมืองจักรยานก็เริ่มจากคำถามนี้เหมือนกัน เช่น เมืองโบโกตา ประเทศโคลอมเบีย พอร์ตแลนด์ สหรัฐอเมริกา แต่เริ่มขึ้นได้เพราะจากบนสู่ล่าง คือเป็นเมืองที่มีผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ที่ดีที่รู้สึกว่ายิ่งสร้างถนนยิ่งทำให้รถมีมากขึ้น จนต้องลุกขึ้นมาทำเมืองจักรยาน หรือ จากล่างสู่บน คือเมื่อมีคนใช้จักรยานมากขึ้นจนเมืองต้องมาทำอะไรเพื่อให้เมืองอยู่กับจักรยาน”

“สำหรับกรุงเทพฯ แล้ว การเลือกตั้งผู้ว่าฯ ทุกสมัยทุกคนต้องเอาจักรยานมาเป็นนโยบายหาเสียง เพราะเห็นว่าคนกรุงเทพฯ สร้างดีมานด์จนผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ต้องมาตอบว่าถ้าเขาได้เป็นผู้ว่าฯ เขาต้องทำอะไร แต่สำหรับผมแล้วกรุงเทพฯ จะเป็นเมืองจักรยานได้ไหม ก็ยังเชื่อว่าเป็นไปได้ เพียงแต่ต้องมีปัจจัยหลายอย่างที่เอื้อกัน คือ ความสะดวก ความปลอดภัย และการเชื่อมต่อ” อ.บัณฑูร ทิ้งท้าย

 

มนุษย์สายพันธุ์ใหม่ Active Citizen

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/482995

มนุษย์สายพันธุ์ใหม่ Active Citizen

โดย…มัลลิกา

Active Citizen ไม่ใช่นิยามศัพท์ใหม่ แต่ในแถบประเทศทางยุโรป อเมริกา ได้ผลักดันให้พลเมืองของเขาเติบโตมาด้วยแนวคิดและการกระทำคือ มีความรับผิดชอบต่อตัวเองไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน มีความรับผิดชอบต่อสังคม มีจิตอาสา ช่วยเหลือหรือพึงกระทำสิ่งต่างๆ โดยไม่มุ่งหวังผลตอบแทน มีจิตเห็นแก่ประโยชน์ของสังคมเป็นหลัก รักธรรมชาติ และมีจิตหวงแหนรักษา ซึ่งในประเทศไทยได้มีการนำประเด็นนี้ขึ้นมาถกกันอยู่เนืองๆ แต่ยังไม่เป็นรูปร่างหรือถูกร่างเป็นวาระของชาติแต่อย่างใด มีเพียงหย่อมๆ ที่ต้องการหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งการเติบโตขึ้นมาอย่างมีจิตสาธารณะ

สร้าง Active Citizen

ในโอกาสครบรอบ 25 ปี นานมีบุ๊คส์ ที่ผ่านมาได้ส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อสร้าง Active Citizen เชื่อมั่นว่าเป็นหนึ่งในกลไกที่จะพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยให้เป็นคนเก่ง คนดี ไม่เพียงรับผิดชอบต่อตัวเอง แต่ยังรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญนำไปสู่การพัฒนาประเทศไทย จึงได้จัดเสวนาเผยแพร่แนวคิดในหัวข้อ “ทำไมประเทศไทยต้องมี Active Citizen คนเก่ง คนดี รับผิดชอบต่อตัวเอง ต่อสังคม?”

คิม จงสถิตย์วัฒนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท นานมีบุ๊คส์ กล่าวว่า ต้องการส่งเสริมเรื่องการสร้าง Active Citizen ที่จำเป็นต้องมีทักษะที่สำคัญ 7 คุณสมบัติ คือ 1.เป็นพลเมืองที่ยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคลได้ 2.รู้จักคิดวิเคราะห์ คิดเป็นทำเป็น แก้ปัญหาได้ 3.สามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4.มีภาวะผู้นำ มีอุดมการณ์ 5.รักธรรมชาติรักแผ่นดิน 6.มีทักษะวิชาชีพ และ 7.มีความคิดสร้างสรรค์ต่อยอดคิดนอกกรอบ

“บริษัทเราเกิดขึ้นเพราะคุณแม่ (สุวดี จงสถิตย์วัฒนา) เชื่อว่าการศึกษาพัฒนาสังคมได้และเราจะเป็นกลไกหนึ่งในการขับเคลื่อน ปัจจุบันมีหลายคนถามว่าสำนักพิมพ์ปิดตัวเยอะเราอยู่ลำบากไหม ตอบว่า เราจะไม่เป็นสำนักพิมพ์แต่เราต้องเป็นเลิร์นนิ่ง เซอร์วิส โพรไวเดอร์ เราทำค่ายอบรม หลักสูตรการเรียนรู้ เพราะเราเข้าใจว่าทุกคนไม่เหมือนกัน ถูกปลุกเร้าไม่เหมือนกัน

เชื่อว่าหากได้เรียนรู้ในแบบแอ็กทีฟเลิร์นนิ่ง เชื่อมโยงกับความหมายชีวิตที่สนใจก็สามารถเป็นเครื่องมือช่วยสร้าง Active Citizen มองว่าหากประเทศของเรามี Active Citizen จะสามารถทำให้สังคมมีความหมายและน่าอยู่มากขึ้นค่ะ สิ่งที่จะพาไปสู่จุดนั้นได้ ถ้าจะทำให้สำเร็จต้องจับมือกับเครือข่ายครอบครัวและเครือข่ายโรงเรียน เพราะมีอิทธิพลในการสร้างคน”

คิม จงสถิตย์วัฒนา

รากฐานสำคัญแต่ใครคือผู้สร้าง

อังกฤษเป็นประเทศผู้นำในเรื่องแนวคิด Active Citizen รัฐบาลบังคับให้การศึกษาเรื่อง Citizenship แก่เด็กทุกคนจนถึงอายุ 14 ปี ปัจจุบันขยายถึงระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานจนถึงมหาวิทยาลัย และได้แพร่กระจายไปทั่วโลก โดยเฉพาะหลายมหาวิทยาลัยในสหรัฐ อย่าง จีน ก็ฉีกกฎการสอนภาษาจีนสร้างแรงบันดาลใจ ให้ครูผู้สอนภาษาพาไปนอกห้องเรียนเพื่อสัมผัสวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่ลึกซึ้ง สวยงาม ที่ญี่ปุ่น หลายโรงเรียนไม่มีภารโรง แต่ให้นักเรียนทุกคนช่วยกันดูแลรักษาความสะอาด

จะเห็นว่านอกจากจุดเริ่มต้นหน่วยเล็ก ครอบครัว เมื่อเด็กเข้าสู่อ้อมกอดของโรงเรียน ครูคือผู้สานต่อ หากแต่แรงสนับสนุนที่ไม่ควรจะขาดไปคือภาครัฐที่ต้องหันมามอง

“จะดีเพียงใด ถ้าทุกคนไม่ต้องรอเวลาที่จะเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้น” — (แอนน์ แฟรงส์)

ยูวาล วัคส์ รองหัวหน้าคณะผู้แทนทางการทูต ฝ่ายการเมืองและวัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล ประจำประเทศไทย ได้นำคำเขียนของ “แอนน์ แฟรงส์” มาเปิดประเด็นในการสร้าง Active Citizen ในประเทศอิสราเอล มี 4 องค์ประกอบ คือ 1.ระบบการศึกษา 2.กิจกรรมของเยาวชน 3.การเข้าเป็นทหาร 4.ครอบครัว

“อิสราเอลมีนักเรียน 2.5 ล้านคน ใช้งบประมาณสนับสนุนการศึกษา 14.5% มีโรงเรียนประชาธิปไตยใช้เวลาเรียนตามหลักสูตร 75% อีก 25% เรียนอิสระตามความชอบของตัวเอง มีกลไกมากำกับแต่ให้นักเรียนคิดตัดสินใจ รับผิดชอบต่อตัวเอง

เมื่ออายุ 18 ปี ทั้งชายหญิงต้องไปเป็นทหารทุกคน หลังจาก 2 ปีนั้น พวกเขาจะโตเป็นผู้ใหญ่ ต้องเผชิญโลก ตัดสินใจในเรื่องสำคัญด้วยตัวเอง พวกเขาจะมีวิธีคิดที่ลุ่มลึกขึ้น ส่วนกระบวนการคนหนุ่มสาว เริ่มตั้งแต่ประถม 6-มัธยม 6 มีหลายกลุ่มมาก เด็กๆ จะมาร่วมตัวกันนอกห้องเรียนจะมีพี่เลี้ยง เช่น มาคุยกันถึงหนังสือที่อ่าน คุยกันถึงปัญหาสังคม ทำให้เขาซึมซับเข้าไปในชีวิตประจำวัน

มีปรากฎกาณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอิสราเอล คนเรียนคณิตศาสตร์น้อยลงทุกที ประเทศเราต้องแย่แน่ ถ้าคนสนใจวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์น้อยลง รัฐบาลได้เข้าไปคุยกับมหาวิทยาลัย ทำยังไงให้นักเรียนสนใจเข้าเรียนสายนี้ มีทุนการศึกษาให้นักศึกษา มีงบให้มหาวิทยาลัย มีให้รัฐมนตรีเดินทางไปโรงเรียนต่างๆ สอนเลขให้กับเด็กๆ ด้วย”

ด้าน มาเร็น นีไมเออร์ ผู้อำนวยการสถาบันเกอเธ่ ประเทศไทย เผยแพร่แนวคิดและวิธีการสร้าง Active Citizen ในประเทศเยอรมนี พร้อมแนะแนวทางสำหรับประเทศไทยไว้อย่างน่าสนใจ

สำหรับประเทศเยอรมนีมีโรงเรียนที่ดีในการสร้าง Active Citizen โดยทางรัฐบาลจะมอบรางวัลโรงเรียนดีเด่น (German School Prize) ทั้งในมุมมองของแนวคิดบริหารจัดการโรงเรียน ครู การจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนเป็นรายบุคคล โดดเด่นเรื่องการจัด STEM Education (คือการสอนแบบบูรณาการข้ามกลุ่มสาระวิชา)

“คิดว่าการจะเกิด Active Citizen ได้ สังคมมีส่วนร่วมด้วยความเต็มใจ อาสาสมัครไม่มีผลตอบแทนเป็นสิ่งที่สำคัญมาก แนวคิดนี้ต้องมาจากภายใน ไม่ได้ถูกบังคับจากรัฐ โรงเรียน แต่เกิดจากความคิดได้เองอยากให้ตัวเองมีประโยชน์ต่อเพื่อนบ้าน สังคม เขาได้เห็นตัวอย่างที่ดี ทำแล้วสนุก เวลาจะทำอะไรมองเห็นโอกาสที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลง คนเยอรมันสามารถใช้โอกาสนี้พัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นด้วย

มีหลายเวทีที่เป็น Active Citizen ไปช่วยสอนหนังสือเด็ก อ่านหนังสือให้ผู้สูงอายุฟัง มีสถิติว่าทำงานอาสาสมัคร 30% ของประชากร ความจริงโรงเรียนมีส่วนสำคัญมาก มีหลายโรงเรียนพักเที่ยงไปดูค่ายผู้ลี้ภัย ไปช่วยเสิร์ฟอาหาร พูดคุยกับเด็กในค่าย ให้นักเรียนมีประสบการณ์ได้เรียนรู้โดยตรง ที่เยอรมนีมีห้องสมุดเยอะมาก การที่เด็กเข้าถึงหนังสือช่วยเพิ่มกระบวนการความคิด โรงเรียนปลูกฝังตั้งแต่การรับรับผิดชอบตัวเองและผู้อื่น จะมีหัวหน้าเด็กเวียนกันเป็นหัวหน้า สร้างบรรยากาศชของการเป็นทีมเวิร์กได้ด้วย”

ครูก้า-กรองทอง บุญประคอง

คนดี คนเก่ง

ครูก้า-กรองทอง บุญประคอง ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการของเด็ก เจ้าของโรงเรียนจิตเมตต์ ให้ข้อแนะนำสำหรับพ่อแม่ และครู กับบทบาทในการสร้าง Active Citizen

“ในทุกประเทศเราพูดถึงการสร้าง Active Citizen ที่ตรงกันคือในระบบครอบครัว ซึ่งสำคัญมาก การที่เด็กคนหนึ่งเขาจะเป็น Active Citizen หรือไม่ เป็นคนที่มีคุณค่าต่อตัวเองและผู้อื่น ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม พอเข้าโรงเรียนพ่อแม่จะโยนให้เป็นหน้าที่ของโรงเรียนอย่างเดียวไม่ได้

พ่อแม่อยากเห็นลูกเป็นคนอย่างไร แทบทั้งนั้นอยากเห็นลูกเป็นคนดี ไม่เป็นภาระต่อสังคม ช่วยเหลือสังคมได้ แต่ถึงเวลาที่เลี้ยงลูกจริงๆ ช่วงเวลาที่หล่อหลอมเขาให้เป็นคนอย่างไร เราหลงทิศหลงทางกันไปพอสมควร มีเป้าหมายระยะสั้นมากวักมือเรียก คนดีไว้ก่อนนะลูก ขอติวก่อน เดี๋ยวทำข้อสอบเข้าโรงเรียนนี้ไม่ได้ เข้าประถมหนึ่งหนึ่งว่าจบแล้ว ยังมีมัธยม มหาวิทยาลัย

เราตั้งความหมายระยะสั้นให้ลูกตลอดเวลา จนลืมระยะยาวที่ลูกมีค่าต่อสังคม ต่อตัวเอง เป็นคนดี เราลืม เราคิดแต่เก่งก่อนนะลูก มีอะไรการันตีตัวเลขในเกรดเรียน ตัวเลขเงินในบัชญีธนาคารจะรับประกันว่าลูกเราจะเป็นคนดีมีความสุข

พ่อแม่หวังดีกับลูก แต่เราต้องปักธงให้ชัด แล้วกลับมาดูเราว่าเรามีบทบาทยังไง ทบทวนให้ดี พ่อแม่คือนักจัดการเวลาแห่งการเติบโตของลูก เด็กตั้งแต่เกิดถึง 7 ขวบ เขาคุ้นชินอะไรเขาก็จะเป็นแบบนั้น พ่อแม่มีมุมมองต่อปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นยังไง เราอยากเห็นเขาเอื้อเฟื้อต่อคนอื่น แต่เราชวนลูกมาสอบแข่งขัน ลูกเราคงไม่มีโอกาสหล่อหลอมตัวเองช่วยเหลือคนอื่น เราเอาการเรียนให้เก่งไว้ก่อน เก่งคนเดียว เก่งนึกว่าจะเอาตัวรอด

เชื่อว่าในสังคมไทยพิสูจน์มาแล้ว วิธีคิดการเลี้ยงลูกแบบนี้ การศึกษาอย่างเดียวไม่ได้นำพาให้เขามีคุณค่าต่อตัวเองและคุณค่าต่อคนอื่นได้ แล้วเราจะทำยังไง เราผู้ใหญ่ที่แวดล้อมเด็ก เด็กจะเป็นอย่างไร ไม่ได้อยู่ที่เราบอกให้เขาเป็น แต่เราต้องกลับมาดูตัวเองว่าเรากำลังเป็นโมเดลอะไรให้กับเขา ทุกคนมีบทบาทเป็นนักจัดการเวลาแห่งการเติบโต เราจะใช้มันสอดคล้องกับธงที่เราปักไหม ถ้าไม่สอดคล้อง อย่าหวังว่าจะไปถึงธง อาจจะได้แค่คนเก่ง เก่งสอบ แต่ไม่สามารถเป็นคนเก่งที่จะนำพาสังคมสร้างสรรค์”

โลกปัจจุบันซับซ้อนมากขึ้นทุกที วิถีการใช้ชีวิตเปลี่ยนไป ต้องพัฒนาทักษะที่จำเป็นในการมีชีวิตที่มีความหมาย เพื่อเป็นคนเก่ง คนดีต่อสังคม ไม่เพียงรับผิดชอบตัวเองได้อย่างเดียว แต่มีหน้าที่ทำให้สังคมดีขึ้นด้วย Active Citizen ไม่ได้เกิดจากพ่อแม่ คุณครู เพียงเท่านั้นแต่เกิดจากการบ่มเพาะของทุกๆ คน ที่จะเป็นตัวอย่างให้กับเด็กๆ ให้เขาเติบโตมามีความรับผิดชอบเป็นสิ่งซึ่งฝังอยู่ในตัวเขามาตั้งแต่เด็ก

หากจะดียิ่งขึ้นถ้าทุกคนมีจิตสาธารณะของการเป็น Active Citizen ในทุกที่ ทุกวัย เพื่อย่นเวลาให้แก่เด็กๆ เติบโตมาพร้อมต้นแบบและมีจิตที่ดีงาม