ร่างกายเป็นมากกว่าร่างกาย เมื่อสองแขนติดปีกโบยบิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มีนาคม 2560 เวลา 15:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/485109

ร่างกายเป็นมากกว่าร่างกาย เมื่อสองแขนติดปีกโบยบิน

โดย…ปอย

ทันทีที่ม่านเปิดการแสดงองก์แรก เสียงปรบมือก็ดังกราวใหญ่ให้แก่การแสดงกายกรรมน่าตื่นตาตื่นใจ ความตื่นเต้นถูกปลุกเร้าขึ้นทันใด กับการได้ชมโชว์เปิดโดยสามครูสาวสุดสตรองจากสตูดิโอออกกำลังกายแนวใหม่ “ห้อยโหนเซอร์คัส คอมมูนิตี้ ฟอร์ ไลฟ์-Hoy-Hon Circus Community 4 Life” ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ได้ครีเอทการแสดงโดยนำเทคนิคการเล่นกายกรรม ผสานกับการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพให้แข็งแกร่งจนดูเหนือมนุษย์

ครูโดนัท-ธิติกานต์ บวรศิวมนต์ ครูโอปอลล์-ศุธาภา อุตตะโมต และครูอดีตนักยิมนาสติกทีมชาติไทย ดีกรีเหรียญเงินซีเกมส์ ครูมะปราง-ปรางชริญา ศรีสามารถ พาคนดูโบยบินล่องลอยอยู่บนความสูงกว่า 8 เมตร กับอุปกรณ์การแสดง Aerial Hoop ห่วงวงกลมคล้องสอดรับกันกลายเป็นแชนเดอเลียร์ ร่างกายแขนและขากลายเป็นตัวแทนโคมไฟคริสตัลที่สร้างสรรค์ได้มากกว่าความระยิบระยับ เต็มไปด้วยความเปี่ยมพลังสว่างไสวส่งไปถึงหัวใจคนที่ได้ดูโชว์ ชื่อว่า “เซิร์ก เดอ เว : เดอะ ลาสต์ วินด์ ออฟ วินเทอร์-Cirque D’Hiver : The Last Wind of Winter” ดูโชว์คุณภาพสากลกันแล้ว ผู้ชมก็ได้ทำบุญจากการซื้อบัตรอีกด้วย สตูดิโอมีความตั้งใจจัดแสดงโชว์ปีละ 2 ครั้ง รวมถึงกิจกรรมเวิร์กช็อปเปิดโอกาสให้ผู้สนใจเข้ามาเรียนรู้และทดลองการออกกำลังกายแนวใหม่ในแต่ละคลาสโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย แต่ขอรับบริจาคตามกำลังศรัทธาเพื่อนำรายได้ไปมอบให้กับองค์กรการกุศลต่างๆ ต่อไป

การแสดงโชว์กายกรรมครีเอทโดยทีมนักแสดงไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ ครูกำปั้น-คริสเตียน น้อยนาเวศ กรรมการบริหาร มีดี ครีเอทีวิตี้ โชว์ ผู้บริหารสตูดิโอห้อยโหนเซอร์คัส คอมมูนิตี้ ฟอร์ ไลฟ์ ครูหนุ่มหน้าตาคมเข้มรับหน้าที่ Creator and Director บอกว่าการแสดงที่จุดไฟแห่งแรงบันดาลใจ คือ Le Reve – The Dream ซึ่งทีมครูสตูดิโอห้อยโหนได้ไปเรียนการแสดงกายกรรมรูปแบบนี้ถึงลาสเวกัส สหรัฐ

ก้าวข้ามขีดจำกัดร่างกาย

ความตระการตาของโลกแห่งกายกรรม โชว์ผ่านทักษะแห่งการเคลื่อนไหวร่างกายด้วยความแข็งแรง ผสานกับเทคนิคสุดอลังการ แสง สี เสียง และดนตรีเต็มรูปแบบ เครื่องแต่งกายงดงามระดับจัดเต็มอลังการ ทุกๆ รายละเอียด ครูกำปั้น คริสเตียน กล้ารับประกันว่าเทียบเท่ากับการแสดงกายกรรมระดับโลก โชว์ภายในเวลากว่า 2 ชั่วโมงเต็มประกอบด้วย 17 โชว์ย่อย นำเทคนิคการเล่นกายกรรมอย่าง Aerial Rope Aerial Silk Aerial Hoop Aerial Net Aerial Hammock Aerial Cube Straps Trapeze และการเต้นเพิ่มจังหวะความเร้าใจ ผสานกับการแสดงในรูปแบบ เซอร์คัส โชว์ ซึ่งไม่เคยมีใครทำมาก่อนในเมืองไทย

ครูกำปั้น ให้ความหมายเข้าใจโดยง่าย คำว่า Aerial ก็คือคำไทยที่ใช้คำว่า เหินเวหา และการโชว์ความผาดโผนถือเป็นครั้งที่สองของสตูดิโอ ครั้งแรกใช้ชื่อว่า Love Song in the Air ก็จัดการแสดงเพื่อการกุศลเช่นเดียวกัน

“โชว์ครั้งแรกนำบทเพลงรักในท่วงทำนองต่างๆ ของวงสุนทราภรณ์มาเป็นธีมหลักในการแสดงควบคู่กับกายกรรม เพื่อทำให้รู้สึกว่าเพลงไทยก็สามารถนำมาแสดงในโชว์แบบเซอร์คัสได้ นำทีมโดยครูทั้งหมดและนักเรียน 10 กว่าคนครับ รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดเรามอบให้กับมูลนิธิโรคเลือดออกง่ายฮีโมฟีเลีย (Blood Disease Patients) ส่วนครั้งนี้เรามีนักแสดงและทีมงานทั้งหมดเพิ่มขึ้นกว่า 60 คน ธีมการแสดงหวือหวาขึ้น เรียกว่าเป็นการร้อง เต้น เล่นกายกรรมที่ถือเป็นเซอร์คัสเต็มรูปแบบ มีเพลงสากลรวมถึงเพลงมิกซ์ขึ้นมาใหม่โดยเติมกลิ่นอายของเพลงสไตล์ EDM เพิ่มความสนุกของโชว์ให้มัน(ส์)สนุกขึ้น” ครูกำปั้น คริสเตียน เทรนเนอร์และผู้บริหารสตูดิโอ บอก

ในครั้งนี้ ห้อยโหนเซอร์คัส คอมมูนิตี้ ฟอร์ ไลฟ์ ขอเป็นส่วนหนึ่งในก้าวแรกสานต่อความฝันสู่โอลิมปิกของนักกีฬาคนพิการ โดยนำรายได้จากการแสดงหลังหักค่าใช้จ่ายมอบให้มูลนิธิคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทย เตรียมความพร้อมให้แก่ทัพนักกีฬาในพาราลิมปิกเกมส์ ณ กรุงโตเกียว ปี 2020

“คนส่วนใหญ่มักมองข้ามความสำเร็จ ก็อาจยังไม่รู้ว่าปี 2016 นักกีฬาคนพิการได้ไปคว้าเหรียญรางวัลจากพาราลิมปิกมาถึง 18 เหรียญ แบ่งเป็น 6 เหรียญทอง 6 เหรียญเงิน และ 6 เหรียญทองแดง มากกว่าความภาคภูมิใจก็คือการพิสูจน์ได้ชัดนะครับว่า มนุษย์เราสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดทางร่างกายได้อย่างแข็งแกร่ง ซึ่งตรงกับรูปแบบการแสดงโหนผ้า ก็มาจากความเชื่อมั่นและศรัทธาในศักยภาพในร่างกายมนุษย์ เราจึงอยากสนับสนุนคนกลุ่มนี้ให้สู้ไปได้ไกลสุดฝันด้วยกันครับ

การแสดงถือเป็นโชว์เคสของกลุ่มนักเรียนของสตูดิโอ รุ่นนี้มีอายุตั้งแต่ 8-55 ปี ได้รับการฝึกฝนด้านกายกรรมมาแล้ว พร้อมด้วยทีมงานรวมแล้วกว่า 60 ชีวิต เวทีล่าสุดคือเดอะสเตจ เอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟร้อนท์ บัตรราคา 500 1,000 1,500 และวีไอพี 2,000 บาท บัตรทั้งหมด 600 ที่ ขายหมดทุกที่นั่งครับ” ครูกำปั้น บอกด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจที่สุด

ครูคนเดิม เล่าย้อนไปที่จุดเริ่มต้นของ ห้อยโหนเซอร์คัส คอมมูนิตี้ ฟอร์ ไลฟ์ สตูดิโอออกกำลังกายแนวใหม่ ที่นำเทคนิคของการเล่นกายกรรมมาผสานกับการดูแลสุขภาพ เกิดจากกลุ่มเพื่อนๆ ที่มีใจรักการแสดงกายกรรมและการออกกำลังกาย

นอกจากครูกำปั้น คริสเตียน ก็มีครูอีก 6 คน คือ ครูอ๊าท-คมสันต์ ศรีปลื้ม ครูโดนัท-ธิติกานต์ บวรศิวมนต์ ครูโอปอลล์-ศุธาภา อุตตะโมต ครูมะปราง-ปรางชริญา ศรีสามารถ ครูพิช-ยศวัฒน์ องค์มีเกียรติ และครูกาว-กนกกาญจน์ โสดาราม แต่ละคนล้วนมีพื้นฐานของการเป็นแดนเซอร์คร่ำหวอดในแวดวงของการแสดงนับสิบปี ต่างกันที่สไตล์การเต้นและพื้นฐานการฝึกฝน เช่น บางคนเรียนสาย Contemporary Art, Jazz Dance, Ballet หรือ Street Dance มีความฝันร่วมกัน จึงรวมตัวกันเปิดสตูดิโอออกกำลังกาย โดยนำสิ่งที่รักและเชี่ยวชาญมาถ่ายทอดตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน ต่อยอดให้นักเรียนมีทักษะในการแสดงกายกรรม

“สะพานลอยสูง 5 เมตร เราลอยสูง 6 เมตรแต่ละคลาสที่เปิดสอนจึงจำกัดนักเรียนเพียงคลาสละไม่เกิน 8 คน เพื่อความทั่วถึงในการดูแล และยังตรงกับคอนเซ็ปต์ของสตูดิโอ ที่ต้องการให้ผู้เรียนรู้สึกอบอุ่น เหมือนได้อยู่กับกลุ่มเพื่อนและครอบครัวที่สนใจในสิ่งคล้ายๆ กัน ซึ่งนักเรียนอายุมากที่สุดคือ 55 ปี อาชีพแม่บ้านก็มากับหลาน มาส่งหลานเรียนนั่งดูแล้วอยากเรียนบ้าง

ผมย้ำเสมอครับว่า ไม่ว่าร่างกายหรือวัย ไม่ใช่ข้อจำกัดของมนุษย์ ร่างกายของเราสามารถทำอะไรได้มากกว่าที่เคยๆ ทำในชีวิตประจำวัน ถ้าเรารู้จักร่างกายตัวเองลึกซึ้งก็จะรู้ว่ามันคือความมหัศจรรย์ การก้าวข้ามผ่านขีดจำกัดของตัวเองนอกจากให้ความภาคภูมิใจในตัวเองแล้ว ก็จะได้รู้อีกครับว่าคนเราสามารถทำอะไรก็ได้ถ้าหัวใจเราแกร่ง ร่างกายก็แข็งแกร่งเช่นกัน

ผมย้ำว่า เราก็จะเป็นอะไรได้มากกว่าที่เราเคยเป็น จากนักเรียนวัย 55 ปี แม่บ้านๆ เรียบร้อยมาก เมื่อโหนผ้าอยู่กลางอากาศก็กลายเป็นผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ที่สมัยนี้ใช้คำว่า สวยสตรอง ทุกคนยอมรับเลยครับว่าบนเวทีโชว์เธอเซ็กซี่มาก ซึ่งเป็นความโดดเด่นของการออกกำลังกายที่ทำให้มีรูปร่างที่ดี เชื่อมั่นในตัวเอง”

จากสตูดิโอออกกำลังกาย เมื่อมีโอกาสดูโชว์ Aerial ของทีม Cirque du Soleil ลาสเวกัส ก็เกิดคำถามว่าทำไมจึงไม่มีการแสดงคุณภาพ สร้างสรรค์แรงบันดาลใจล้นทะลักรูปแบบนี้ให้คนไทยดูกันบ้าง?!!

“นอกจากความแข็งแรงและสุขภาพที่ดีของผู้เรียนแล้ว ก้าวต่อมาก็คือทำโชว์ดีๆ ให้นักเรียนเรากลายเป็นทีมเพอร์ฟอร์มานซ์สุดยอดเยี่ยม คนไทยยังขาดแคลนโชว์ชั้นดีผมจึงอยากเติมเต็มตรงนี้ จากสตูดิโอกำลังพัฒนาให้เป็นเธียเตอร์พัฒนาไปอีกก้าวนะครับ” ครูกำปั้น คริสเตียน บอกอย่างมีฝันเปี่ยมพลัง

นักเรียนติดปีกฝัน

สาวน้อยชั้นมัธยมปีที่ 1 โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย ณาดา อิทธิกุล วัย 11 ขวบ Sprint บินขึ้นสูงกว่า 7 เมตร สูงกว่าการซ้อมที่อยู่ราว 5-6 เมตร เวทีนี้ส่งให้เธอไปไกลเกินฝัน

“ท่ายากที่สุด เล่นห่วงบนเกร็งตัวขึ้นไปขาเข้าด้านใน กว่าจะได้ท่านี้ก็ต้องซ้อมเป็นเดือนๆ เลยค่ะ เด็กมาแตร์ฯ มีกิจกรรมทำวันหยุดทุกคน ว่ายน้ำ เต้นรำ พอเพื่อนหันมาถาม ก็แปลกใจที่เราไม่มีอะไรทำสักอย่าง ก็เลยมาสมัครเรียนสตูดิโอห้อยโหนกับเพื่อน เริ่มเรียน Aerial Silk แต่ปีนยากเพราะต้องใช้แรงดึงตัว แล้วพลิกตัวขึ้นไปโดยสองขายึดผ้าไว้ แต่ฮูปขึ้นได้เลย ทันใจดี

เราบินได้สูงกว่าตอนซ้อม แล้วเหมือนมีแรงอะไรสักอย่างผลักให้เราสปรินต์ได้สูงขึ้นๆ ไปเรื่อยๆ จนครูชมว่าสปรินต์ได้สูงกว่าตอนซ้อมสิบๆ รอบอีก ไม่รู้ตัวเลยนะคะ

ยิ่งกว่าความภูมิใจคือเราชนะตัวเอง เราไม่เคยทำได้ดีขนาดนี้มาก่อนเลยค่ะ”

ลูกศิษย์ห้อยโหนสตูดิโอ ปานใจ พัฒนกุลชัย อายุ 55 ปี มากที่สุดในคลาส “คุณป้าป๋อม” คนนี้เองที่ตามมาเฝ้าหลาน นั่งรอเบื่อๆ ก็ลองโหนดูบ้าง“วีกแรกที่ซ้อมปีนผ้า Aerial Silk ก็ถามตัวเองนะคะว่า เรามาทำอะไร มาเรียนเพื่ออะไร เพราะต้องซ้อมไปที่รายละเอียดเล็กๆ ผูกปมผ้าก่อนค่ะ ซ้อมได้กว่า 2 ปี ก็ตัดสินใจขึ้นโชว์ครั้งนี้ ดิฉันแต่งงานก็เป็นแม่บ้านอย่างเดียวเลี้ยงลูกสองคนไม่เคยไปไหน ขี้อายมาก การแสดงบนเวทีต่อหน้าคนเป็นร้อยไม่เคยคิดว่าเราจะทำได้เลย แล้ววันแสดงโชว์สปรินท์ผ้าสูง 8 เมตร กลับไม่มีความรู้สึกกลัว กังวลเลยค่ะ มีแต่ความสนุก ท่าต่อไปที่ท้าทายมากๆ คือสปรินท์หมุนเป็นเกลียว กี่รอบตอบไม่ได้หรอกค่ะ (หัวเราะ) เพราะหมุนติ้วๆ เลย เป็นท่ายากของซิลก์ที่มุ่มั่นว่าต้องทำให้ได้ค่ะ”

 

เป็นดาวรุ่ง ในโลกทำงานได้ไม่ยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มีนาคม 2560 เวลา 16:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/484982

เป็นดาวรุ่ง ในโลกทำงานได้ไม่ยาก

โดย…ราตรีแต่ง

ในโลกของการทำงาน การสร้างตัวเองให้กลายเป็นดาวรุ่งในองค์กรนั้นเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยทักษะ ความพยายาม และระยะเวลา ซึ่งการเป็นดาวรุ่งในที่นี้หมายถึงความโดดเด่นเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงาน การวางตัวของแต่ละบุคคลที่ต้องมีเทคนิค หรือศิลปะในการผสมผสานจนทำให้บุคคลนั้นกลายเป็นดาวรุ่งที่น่าจับตามอง ทั้งสายตาผู้บริหาร หัวหน้างาน และเพื่อนร่วมงานในองค์กร แต่การจะเป็นดาวรุ่งในโลกการทำงานต้องมีเคล็ดลับ หรือประกอบไปด้วยคุณสมบัติอย่างไร

จ๊อบไทยดอทคอม ในฐานะผู้นำด้านเว็บไซต์หางาน สมัครงาน อันดับ 1 ของประเทศไทย ร่วมกับแคเรียร์วีซ่า ประเทศไทย ได้ทำการศึกษาและรวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาเผยแพร่ภายในงาน Career Ready Boot Camp : Shortcut to be a Rising Star เพื่อให้ทุกคนสามารถก้าวสู่การเป็นดาวรุ่งในโลกทำงานได้อย่างไม่ยาก โดยพบว่าเคล็ดลับสำคัญของการเป็นดาวรุ่งต้องประกอบไปด้วย 7 คุณสมบัติ ได้แก่

1.คิดก้าวหน้า (The Growth Mindset) ต้องมีความคิดที่ก้าวหน้า รู้จักคิดในแง่บวก พร้อมเปิดรับสิ่งใหม่ๆ โดยมองงานที่ยากเป็นความท้าทายถือเป็นโอกาสที่จะได้เรียนรู้และพิสูจน์ตัวเองได้เป็นอย่างดี

2.วิสัยทัศน์กว้างไกล (The Visionary Planner) หากได้รับโจทย์การทำงานมาจะมองไปยังอนาคต หรือปลายทางของความสำเร็จทันที พร้อมคิดหาวิธีเพื่อไปให้ถึงจุดนั้นและทำให้บรรลุเป้าหมายสูงสุด

3.เต็มที่กับงาน (The Totally Committed) แสดงถึงความพยายามที่จะทำงานออกมาให้ดีที่สุด มีความทุ่มเทเต็มที่กับสิ่งที่ทำ รวมถึงการพัฒนาตัวเองให้มีศักยภาพดียิ่งขึ้นอยู่เสมอ

4.มือประสานขั้นเทพ (The Connector) รู้ว่างานที่ดีไม่สามารถทำคนเดียวได้ จึงมีความฉลาดในการประสานงานและสามารถทำงานร่วมกับคนอื่นได้อย่างราบรื่น

5.พึ่งพาได้ (The Reliable Helper) ใช้ความสามารถที่ตัวเองมี เพื่อช่วยเหลือคนรอบข้าง รวมถึงการเป็นที่พึ่งของทุกคน พร้อมทั้งมองหาโอกาสที่จะช่วยเหลือคนอื่นให้พัฒนาไปด้วยกัน

6.ความซื่อสัตย์ (The Honest) เป็นคุณสมบัติพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันในสังคม ต้องมีความซื่อสัตย์ไม่ว่าจะต่อองค์กร ต่อคนอื่น และต่อตัวเอง ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรยึดถือไว้ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม

7.เกินความคาดหวัง (The Beyond) ทำผลงานทุกอย่างให้ออกมาโดดเด่น ทำให้ดีที่สุดให้เกินมาตรฐานอยู่เสมอ

ผลสำรวจจาก Center for Leadership Studies และ CEB Global ระบุอีกว่า ดาวรุ่งจะได้รับโอกาสและประโยชน์ที่มากกว่าพนักงานทั่วไปในหลายๆ ด้าน เช่น โอกาสเข้าถึงผู้บริหารได้มากกว่าคนอื่นถึง 23% มักจะได้รับงานโดดเด่นมากกว่าคนอื่น 21% มีโอกาสได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะในด้านต่างๆ มากกว่าคนอื่น 16% อีกทั้งยังได้รับมอบหมายให้ทำงานที่ยากและท้าทายความสามารถถึง 13% แต่ดาวรุ่งเหล่านี้จะมองงานที่ยากเป็นโอกาสในการได้ฝึกฝนและแสดงฝีมือ ซึ่งแน่นอนเมื่อทำงานที่ยากและท้าทายได้มากกว่าคนอื่น ดาวรุ่งย่อมได้รับค่าตอบแทนที่มากกว่าถึง 9% และสุดท้ายเมื่อดาวรุ่งได้รับความไว้วางใจจากหัวหน้างานพวกเขาย่อมได้รับอิสระในการทำงานมากกว่าคนอื่นถึง 6%

ดาวรุ่งที่ให้เกียรติมาบอกเล่าประสบการณ์แก่น้องๆ ภายในงานครั้งนี้ ไมเคิล จิตติวาณิชย์ เผยรู้ว่าชอบและมีความสนใจในเรื่องเทคโนโลยีมาตั้งแต่เด็ก จึงเลือกเรียนด้านวิศวกรรมศาสตร์ สาขาคอมพิวเตอร์ แต่พอได้ก้าวเข้าสู่การทำงาน กลับได้รับโอกาสทำงานด้านการตลาดเป็นส่วนใหญ่ จึงพยายามนำความรู้ที่เรียนจบมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสายงานที่ทำ และไม่หยุดที่จะขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา จึงเป็นส่วนสำคัญที่ผลักดันให้ก้าวสู่ตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายการตลาดของ Google ประเทศไทย ในวัยเพียง 35 ปีเท่านั้น

นอกจากคุณสมบัติทั้ง 7 ประการข้างต้นที่มีความสำคัญและเอื้อต่อการเป็นดาวรุ่งในโลกการทำงานแล้ว ยังพบอีกว่าทัศนคติ รวมถึงบุคลิกภาพที่แสดงออกจากทั้งภายในและภายนอก ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย การพูดคุย ฯลฯ ยังถือเป็นปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมการเป็นดาวรุ่งในโลกการทำงานให้ครบครันมากยิ่งขึ้น ฉะนั้นการเป็นดาวรุ่งในที่ทำงานแค่ทำงานเก่งอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ ต้องเป็นคนเก่งและคนดีทั้งสองส่วนรวมเข้าไว้ด้วยกัน

สุดท้ายอีกสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญมากที่จะทำให้ทุกคนสามารถทำงานบนโลกใบนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพก็คือ การค้นหาสิ่งที่ชอบหรือสิ่งที่เหมาะกับตัวเองให้เจอ เพราะเมื่อรู้ว่าตัวเองชอบสิ่งใด เราก็จะสามารถทำสิ่งนั้นได้เป็นอย่างดีและมีความพยายามที่จะไปให้ถึงเป้าหมายที่คาดหวัง

 

 

ปลูกป่าในใจคน เมล็ดความหวัง ณ เมืองน่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มีนาคม 2560 เวลา 16:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/484977

ปลูกป่าในใจคน เมล็ดความหวัง ณ เมืองน่าน

โดย…กองทรัพย์ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

จ.น่าน ปรากฏต่อพื้นที่ข่าวมากขึ้นในระยะหลัง ด้วยข่าวการบุกรุกและทำลายป่าต้นน้ำ การคุกคามพื้นที่ป่าสงวนด้วยไร่ข้าวโพด สถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงทำให้ถนนและพลังอนุรักษ์จากหลายภาคส่วนมุ่งสู่น่าน ด้วยปรารถนาจะให้หนึ่งในสี่แม่น้ำสำคัญ ปิง วัง ยม น่าน ที่รวมตัวกันเป็นแม่น้ำเจ้าพระยากำลังตกอยู่ในภาวะยากลำบาก ได้รับการเหลียวแล และหยุดยั้งการทำลายป่าด้วยไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

ในคราที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานและเปิดการสัมมนา “รักษ์ป่าน่าน” ครั้งที่ 3 ณ ศูนย์การเรียนรู้และบริการวิชาการ เครือข่ายแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต.ผาสิงห์ อ.เมือง จ.น่าน ทรงบรรยายเรื่อง “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระผู้ทรงอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ไทย” โดยมีความตอนหนึ่งว่า “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงให้ความสำคัญกับการปลูกป่าในใจคน คือควรจะปลูกต้นไม้ลงในใจคนเสียก่อน แล้วคนเหล่านั้นก็จะพากันปลูกต้นไม้ลงบนแผ่นดินและรักษาต้นไม้ด้วยตนเอง…”

ในวิกฤตป่าไม้น่าน บัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย บุรุษผู้หลงเสน่ห์ตรึงใจของนันทบุรี ได้กล่าวไว้ว่า เป็นเรื่องซับซ้อนตั้งแต่จุดเริ่มต้น คือการจัดสรรพื้นที่สำหรับให้ประชาชนทำกินไม่ถูกต้องมานานแล้ว และเมื่อระบบทุนนิยมเข้ามา เกษตรกรจึงถูกลากเข้ามา เริ่มทำไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เนื่องจากปลูกง่าย ขายสะดวก มีการรับซื้ออย่างเป็นระบบครบวงจร

“ข้าวโพดเป็นพืชที่ให้ผลตอบแทนต่ำ พอเริ่มทำแล้วไม่พอ ก็ขยายพื้นที่รุกป่าสงวน ซึ่งระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา พื้นที่ป่าสงวนของ จ.น่าน หายไปแล้ว 30% เฉลี่ยปีละ 2 แสนไร่ เพราะอะไรน่านถึงหนีจากข้าวโพดไม่ได้ ไม่ใช่เพราะปลูกพืชอื่นไม่ได้ แต่เพราะพืชอื่นไม่มีตลาดมารองรับ เมื่อคนไม่มีทางออก เขาเหล่านั้นก็เลือกที่จะปลูกข้าวโพดต่อไป”

กระนั้น ก็ใช่ว่าน่านจะไร้ความหวัง เพราะมีกลุ่มคนอนุรักษ์และร่วมถอดบทเรียนคนกับป่าอยู่ร่วมกัน เขาเหล่านี้เรียนรู้จากการสูญเสียจนเกิดต้นแบบชุมชนค้นหาชีวิตใหม่ ป่าชุมชนศิลาแลง สัมฤทธิ์ เนตรทิพย์ กำนัน ต.ศิลาแลง อ.ปัว จ.น่าน เล่าว่า ประมาณปี 2518 ศิลาแลงประสบปัญหาภัยพิบัติในแต่ละปี เกิดน้ำไหลหลากอย่างแรง พัดเอาต้นไม้ ขอนไม้ หรือเศษไม้ที่ชาวบ้านตัดและถางป่าสำหรับการทำไร่ทำสวน ทำให้น้ำเปลี่ยนสาย ไร่นาเสียหายทุกปี ฤดูแล้งก็แล้งหนัก

“สถานการณ์นี้เป็นมิติที่คนในชุมชนไม่เคยรู้มาก่อน ถ้าไม่แก้ คนอยู่ไม่ได้ โจรขโมย เดือดร้อน เพราะฐานการดำรงชีวิตถูกทำลาย ชาวบ้านเริ่มคิดถึงการจัดการป่า นำปรัชญาของในหลวง ร.9 มาปรับใช้-สร้างป่าในใจคน ทำให้ทุกคนมีจิตสำนึก เพราะป่าคือชีวิต ก็มีการคิดในการปรับพฤติกรรมในชุมชน ระยะแรกทำยาก เพราะเขาอยู่มานาน แต่ด้วยจิตสำนึกในสมัยนั้น ก็มาคิดว่า ผู้ใช้น้ำ แก่เหมือง-แก่ฝาย เดือดร้อน เลยนำเอาเรื่องมาหารือ

สำหรับพื้นที่ป่าของ ต.ศิลาแลง มีการแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ ป่าอนุรักษ์ เป็นป่าต้นน้ำ ไม่สามารถตัดไม้มาใช้สอยได้ ป่าใช้สอย เป็นป่าที่หมู่บ้านสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ และป่าหัวไร่ปลายนา คือ ป่าที่ชาวบ้านปลูกต้นไม้ไว้ สามารถตัดมาใช้ประโยชน์ในครัวเรือนได้ไม่ผิดกติกาชุมชน เริ่มสร้างสำนึกในชุมชน เริ่มวางแผนปิดป่า-สอนให้พึ่งตัวเอง เริ่มจากปลูกป่าหัวไร่ปลายนาก่อน”

เมื่อป่าเริ่มฟื้นก็มีความสมบูรณ์จากการไม่ได้เข้าไปทำไร่ของชาวบ้าน สิ่งที่ชาวบ้านคิดต่อก็คือ ต้องหาอาชีพเสริมตามวิถีชีวิตที่คนอยู่กับป่าได้

“ที่ ต.ศิลาแลง ยังมีการปลูกข้าวโพดอยู่ แต่เป็นพืชหลังนา เป็นข้าวโพดข้าวเหนียว พื้นที่ทำกินใช้ประโยชน์ให้ครบ ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก ซึ่งข้อดีของการมีป่าเพิ่มในตอนนี้คือ เรามีอาหารเกิดขึ้นในป่าทุกฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็น เห็ด หน่อไม้ สมุนไพร และพืชผักต่างๆ

ไม่มีพืชเศรษฐกิจที่จะมีพ่อค้าคนกลาง หรือรถบรรทุกเข้ามา มีอาชีพเสริม เช่น ทอผ้า จักสาน ใช้สีของไม้ในป่ามาทำสีย้อมฝ้าย ทำไม้กวาด ถ้าพ่อบ้าน ก็เป็นช่างไม้ ช่างปูน ตีเหล็ก”

ผลที่เกิดจากการอนุรักษ์พื้นที่ป่ามีหลายมิติมาก ทั้งสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ รวมทั้งการมีส่วนร่วมของชุมชน การเริ่มต้นเชื่อว่า ป่าคือชีวิต และจัดการป่าโดยน้อมนำคำสอนของในหลวง ร.9 มาใช้ นอกจากยั่งยืนแล้ว ยังทำให้ชุมชนของเราได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียวพร้อมกับกองทุนรักษาป่า และได้รับ “ธงพิทักษ์ป่า” จากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถแก่น ในปิง อดีตผู้ใหญ่บ้านบ้านน้ำมีด ต.เปือ อ.เชียงกลาง บอกถึงแนวทางของการจัดการต้นน้ำมีดว่า อย่างแรกต้องศึกษาพื้นที่ว่ามีทรัพยากรเหลืออยู่เท่าใด เก็บน้ำให้อยู่กับดินด้วยการสร้างฝาย เก็บดินให้อยู่กับที่ด้วยการปลูกหญ้าแฝก ปลูกป่าต้นน้ำ และสิ่งสำคัญคือกระบวนการเปลี่ยนผู้บุกรุกให้เป็นผู้พิทักษ์

“ต้องปลูกป่าในใจเยาวชน ตัวแปรคือพระสงฆ์เป็นองค์สำคัญ พูดแล้วชาวบ้านและเด็กศรัทธามาก เสาร์อาทิตย์ก็พาเด็กขึ้นดอยไปด้วย ไปเล่าเรื่องราว และสอนการดูแลป่าให้ฟัง ทำในที่ของเรา เพื่อในหลวง
ร.9 และเป็นแรงบันดาลใจช่วยพ่อแม่เขาให้อยู่รอดและถ่ายทอดคนรุ่นต่อไป ถ่ายทอดด้วยหลักสูตรลงไปในโรงเรียนชุมชนเพื่อปลูกฝังเด็กตั้งแต่วัยเรียน เช่น ในรอบเดือน ครูก็จะได้มาเรียนรู้เรื่องการจัดการป่า พาเด็กๆ ลงพื้นที่จริงว่าการดูแลจัดการป่าให้ประโยชน์อะไรบ้าง ให้เขาเห็นค่าด้วยตัวเอง”

 

ชาร์ลี พาร์เกอร์ ‘เดอะ เบิร์ด’ เจ้าตำรับ ‘บีบ๊อป’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2560 เวลา 10:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/484818

ชาร์ลี พาร์เกอร์ ‘เดอะ เบิร์ด’ เจ้าตำรับ ‘บีบ๊อป’

โดย…ปณิฏา

ไมล์ เดวิส เคยบอกว่า เราสามารถบอกเล่าประวัติศาสตร์ดนตรีแจ๊ซได้ด้วยคำเพียง 4 คำ คือ “หลุยส์ อาร์มสตรอง ชาร์ลี พาร์เกอร์”

ขณะที่ 2 คำแรก “หลุยส์ อาร์มสตรอง” เป็นตำนานแห่งแจ๊ซในฐานะผู้บุกเบิกการแสดงเดี่ยว โดดเด่นออกมาจากยุคของบิ๊กแบนด์และสวิง ทางด้าน 2 คำหลัง “ชาร์ลี พาร์เกอร์” เจ้าของสมญานาม “เบิร์ด” นั้น มีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์ดนตรีแจ๊ซสไตล์บีบ๊อป (Bebop)

ชาร์ลี “เบิร์ด” พาร์เกอร์ ลูกชายคนเดียวของ ชาร์ลส์ และแอดดี พาร์เกอร์ นักดนตรีแจ๊ซคนสำคัญ และเป็นแรงบันดาลใจมากที่สุดคนหนึ่งให้กับนักแซ็กโซโฟน และนักดนตรีสายแจ๊ซคนอื่นๆ

ขณะที่ชาร์ลียังเด็ก ครอบครัวของเขาย้ายไปยังมิสซูรี ซึ่งอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของดนตรีแจ๊ซ บลูส์ และกอสเพล

ก่อนจะฝึกหัดแซ็กโซโฟนเสียงอัลโต เขาเล่นให้วงดนตรีท้องถิ่น จนกระทั่งปี 1935 จึงออกจากโรงเรียนไปเล่นดนตรีอย่างเดียว เริ่มจากแคนซัสซิตี้ ก่อนจะมีโอกาสเข้าสู่สนามใหญ่แห่งแจ๊ซและบลูส์ อย่างกรุงนิวยอร์ก ในปี 1939

บรรยากาศที่นิวยอร์กแสนจะเป็นใจในการสร้างสรรค์ดนตรี ทั้งยังทำให้เขาได้มีโอกาสพบกับนักดนตรีสายแจ๊ซและบลูส์มากฝีมือมากมาย ทั้งนักกีตาร์และนักเปียโน และอื่นๆ ซึ่งทำงานร่วมกับชาร์ลี ทั้งที่นิวยอร์ก และชิคาโก ก่อนจะออกอัลบั้มแรกกับวงแม็คชานน์ ออร์เคสตรา ที่แคนซัส ในปีเดียวกัน

4 ปีถัดมา เขาออกอัลบั้มโซโลแซ็กโซโฟน Confessing the Blues อันกลายเป็นอัลบั้มยอดฮิต และเริ่มทัวร์การแสดงไปยังที่ต่างๆ กับ แม็คชานน์ ออร์เคสตรา ก่อนจะไปร่วมงานกับ ดิซซี่ จิลเลสพี จนกลายเป็นคู่หูที่นิวยอร์ก แล้วข้ามไปยังฝั่งฮอลลีวู้ด

สำหรับดนตรีแจ๊ซสายบีบ๊อปนั้น เป็นจังหวะเพลงเร็ว ที่แสดงให้เห็นถึงเทคนิคความเชี่ยวชาญของนักดนตรี โดยเฉพาะความสามารถในการสอดประสานให้ดูกลมกลืนขณะที่เปลี่ยนคอร์ด เปลี่ยนคีย์ไปอย่างรวดเร็ว แม้กระนั้น บทเพลงในสไตล์ของชาร์ลี พาร์เกอร์นั้น ออกมาในโทนเศร้าสร้อยและหวานๆ มากกว่ากระโชกโฮกฮาก แม้ว่าจะมีจุดเด่นที่จังหวะซึ่งแตกต่าง และมีการพัฒนาทางตัวโน้ตดนตรีไปอย่างรวดเร็วก็ตาม

แม้จะจับแซ็กโซโฟนเล่นมาตั้งแต่อายุ 11 ชาร์ลีก็ยังต้องขยันฝึกฝนฝีมือในการเล่นอย่างหนัก เพื่อให้เทคนิคในการเล่นเป๊ะพอ โดยเฉพาะการเล่นแบบด้นสด หรือ Improvisation ให้อยู่ในระดับชั้นครู เขาเคยให้สัมภาษณ์พอล เดสมอนด์ นักดนตรีแจ๊ซรุ่นน้องว่า เขาฝึกฝนแซ็กโซโฟนวันละ 15 ชั่วโมง ต่อเนื่องกันเป็นเวลา 3-4 ปี กว่าจะเซียนได้อย่างที่เห็นในช่วงท็อปฟอร์ม

ระหว่างปี 1942–1943 เกิดการสไตรค์ของสหภาพนักดนตรีในสหรัฐ ทำให้มีการอัดเสียงลงแผ่นน้อยลง บรรดานักดนตรีหันไปเน้นการแสดงสด ชาร์ลี พาร์เกอร์ รวมกลุ่มนักดนตรีหนุ่มๆ ด้วยกันเล่นดนตรีกะดึกที่คลับในย่านฮาร์เล็ม กรุงนิวยอร์ก ในจำนวนนี้มี ดิซซี่ จิลเลสพี (เล่นทรัมเป็ต) และตีลอเนียส มังก์ (เปียโน) ชาร์ลี คริสเตียน (กีตาร์) และเคนนี คลาร์ก (มือกลอง) พวกเขาประทับใจประโยคเด็ดของแมรี ลู วิลเลียมส์ บอกกับตีลอเนียส– “เราต้องการดนตรีแบบที่พวกเขาไม่มีทางเล่นได้”

“พวกเขา” หมายถึงชาวอเมริกันผิวขาว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหัวหน้าควบคุมวงบิ๊กแบนด์ สวิงต่างๆ ตามคลับในนิวยอร์กสมัยนั้น

ในบทสัมภาษณ์ราวทศวรรษที่ 1950 ชาร์ลี เล่าว่า คำคืนหนึ่งพวกเขากำลังเล่นเพลง Cherokee ในแบบแจมเซสชัน กับมือกีตาร์ วิลเลียม “บิดดี” ฟลีต พอมาถึงท่อนโซโลแซ็กโซโฟนของชาร์ลี มันได้ยกระดับดนตรีไปอีกขั้น เขาบอกว่า ได้ลองเล่นแบบเซมิโทนไปถึง 12 ตัวโน้ต ซึ่งพบว่า มันช่วยปลดปล่อยข้อจำกัดของเมโลดี และนำไปสู่การโซโลแบบด้นสดได้ดีเยี่ยม

นั่นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของดนตรีบีบ๊อป ซึ่งในเบื้องแรกนั้นยังไม่แพร่หลายมากเท่าไรนัก เนื่องจากไม่มีการบันทึกเสียงเผยแพร่ การแสดงสดออกรายการวิทยุเองก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ต้องรอจนหลังจากปี 1945 ที่เริ่มมีการบันทึกเสียงกันอีกครั้ง โดยได้มีการบันทึกการแสดงสดๆ ของชาร์ลี พาร์เกอร์, ดิซซี่ จิลเลสพี, แมกซ์ โรช, บัด พาเวลล์ ฯลฯ ในคอนเสิร์ตที่ศาลาว่าการกรุงนิวยอร์ก จึงทำให้เพลงแนวบีบ๊อปกระจายออกสู่วงกว้าง

วันที่ 26 พ.ย. 1945 ชาร์ลี บันทึกเสียงกับซาวอย เลเบล โดยโฆษณาว่า เป็นการแสดงดนตรีแจ๊ซที่ดีที่สุด เขาแสดงร่วมกับดิซซี่เจ้าเก่า และได้ ไมล์ เดวิส มาเล่นทรัมเป็ต เคอร์ลี รัสเซล เล่นเบส และแมกซ์ โรช เล่นกลอง ครั้งนั้นพวกเขาเล่นเพลง Ko-Ko, Billie’s Bounce และ Now’s the Time

อีกอัลบั้มที่คอแจ๊ซต้องไม่พลาดคือ Charlie Parker with Strings ซึ่งเป็นความต้องการของเขามานานแล้วที่จะแจมกับดนตรีเครื่องสายต่างๆ ในวงออร์เคสตรา ซึ่งนอร์แมน แกรนซ์ เป็นผู้จัดการบันทึกเสียงให้ในวันที่ 30 พ.ย. 1949 โดยวงแจ๊ซ 6 คน บรรเลงแบบด้นสดกับเครื่องสายคลาสสิก ในเพลง Just Friends, Everything Happens to Me, April in Paris, Summertime, I Didn’t Know What Time It Was แล้วก็ If I Should Lose You

Jazz at Massey Hall ซึ่งชาร์ลี พาร์เกอร์ ไปแสดงที่แมสซีย์ ฮอลล์ เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา ในปี 1953 กับกลุ่มคนเคยคุ้น ดิซซี่, บัด, แมกซ์ และชาร์ลส์ มิงกัส เคราะห์ร้ายการแสดงเป็นช่วงเวลาเดียวกับการแข่งขันมวยนัดสำคัญ ทำให้คนส่วนใหญ่อยู่บ้านดูมวย ไม่มาดูคอนเสิร์ต แต่ก็ยังดีที่มีการบันทึกเสียงเอาไว้

งานนี้ ชาร์ลี พาร์เกอร์ ทดลองเล่นแซ็กโซโฟนพลาสติกยี่ห้อกราฟตัน ทำให้ได้เสียงใหม่ๆ และเป็นที่รู้กันว่า เขามักจะทดลองเล่นอุปกรณ์แปลกใหม่เสมอ เห็นได้จากรายการ “เบิร์ดแลนด์” ของเขา ที่โชว์การเล่นแซ็กโซโฟนรุ่นแปลกใหม่ และยี่ห้อที่หลากหลาย ไม่ต่างจากการรีวิวแกดเจ็ตของคนยุคนี้ ในช่วงนั้น ไม่ว่าใครก็ต้องการสร้างสรรค์แซ็กโซโฟนมาให้ชาร์ลีทดลอง และเลือกใช้แบบถาวรกันทั้งนั้น

สไตล์ดนตรีของชาร์ลี พาร์เกอร์ ได้การยอมรับว่าเป็นตัวโน้ตแตกแถว แบบที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ ให้หลุดออกมาจากแวดวงสแตนดาร์ดแจ๊ซ

น่าเสียดายที่การติดมอร์ฟีนจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ในวัยรุ่น พัฒนาไปเป็นการติดเฮโรอีน และติดเหล้า ทำให้ยาเสพติดพรากชีวิตเขาไปด้วยวัยเพียง 35 เท่านั้น

เขาเสียชีวิตด้วยอาการแทรกซ้อนหลายๆ อย่างในวันที่ 12 มี.ค. 1955

 

สุพจน์ โล่ห์คุณสมบัติ ‘Neuf-เนิฟ เก้าเรื่องเมืองสวิส’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2560 เวลา 10:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/484815

สุพจน์ โล่ห์คุณสมบัติ ‘Neuf-เนิฟ เก้าเรื่องเมืองสวิส’

โดย…พริบพันดาว

มีหนังสือท่องเที่ยวที่น่าสนใจและฉีกแหวกไปอย่างมีสาระ “Neuf-เนิฟ เก้าเรื่องเมืองสวิส” ของ สุพจน์ โล่ห์คุณสมบัติ นักเขียนอิสระ และได้เปิดตัวไปในงาน LA FOIRE SUISSE Experiencing Swiss Education and Culture จัดโดยสมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์ ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

สุพจน์ เล่าว่า แต่เดิมเขามีโครงการทำหนังสือกับการท่องเที่ยวสวิสอยู่แล้ว จนกลางๆ เดือน ต.ค. 2559 ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ที่สะเทือนใจชาวไทยทั้งประเทศ เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคต

“ผมจึงอยากทำอะไรถวายพระองค์ท่านบ้าง เลยได้นำเรื่อง 9 เมืองของประเทศสวิตเซอร์แลนด์มารวมเป็นเล่ม โดยตั้งใจจะนำรายได้จากการขายหนังสือเล่มนี้ถวายเป็นพระราชกุศลในงานพระบรมศพของพระองค์ท่าน

“ผมตั้งชื่อหนังสือเล่มนี้ตามคอนเซ็ปต์ว่า เนิฟ (Neuf) ที่แปลว่า 9 ตามรัชกาลที่ 9 มีเนื้อหาบันทึกเรื่องเล่าระหว่างทางใน 9 เมือง คือ ซูริค เจนีวา มองเทรอซ์ แอพเพนเซล โรซินิแยร์ เวเวย์ ลูเซิร์น ลา โชซ์ เดอ ฟงด์ และโลซานน์ โดยใช้ชื่อเป็นภาษาฝรั่งเศสสื่อว่า เป็นภาษาต่างประเทศที่พระองค์ท่าน รวมถึงครอบครัวราชสกุลมหิดลใช้สนทนากัน เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ที่ประทับอยู่ที่เมืองโลซานน์ ซึ่งเป็น 1 ใน 9 เมืองที่ผมนำมาเล่าด้วย”

นอกจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จะเป็นเมืองในฝันด้านการท่องเที่ยวของใครหลายคนแล้ว สุพจน์ ยังถือว่าประเทศนี้เป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่สำคัญหน้าหนึ่งของประเทศไทย

“ที่นี่มีเรื่องราวและร่องรอยแห่งความทรงจำของในหลวงรัชกาลที่ 9 มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นสถานที่ที่พระองค์ท่านทรงเคยประทับอยู่กับทุกพระองค์ที่ทรงรักอย่างพร้อมหน้า ทั้งสมเด็จพระบรมราชชนนีฯ สมเด็จพระเชษฐาธิราช รัชกาลที่ 8 และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ จนอาจจะเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งใน ‘บ้าน’ แห่งความสุขของพระองค์ท่านก็ไม่ผิดนัก”

เขาเท้าความหลังถึงแรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือเล่มนี้ว่า ตั้งแต่เมื่อครั้งที่เรียนหนังสือ แล้วจบมาทำงานกับสายการบินแห่งชาติสวิสกว่า 14 ปี และทำงานเป็นประชาสัมพันธ์ให้กับสมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์ ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จนทุกวันนี้ ได้เดินทางมาที่สวิสอยู่เนืองๆ ก็มักจะได้พบกับคนเฒ่าคนแก่ชาวสวิสทางแถบฝรั่งเศส ที่ครั้งหนึ่งเคยพบหรือรู้จักกับครอบครัวราชสกุลมหิดล บางคนเล่าถึงความประทับใจในครั้งนั้นให้ผมฟัง ซึ่งก็ได้นำบางส่วนมาเล่าให้ฟังในหนังสือเล่มนี้

“เช่น มาดามโรส-มารี แบร์เชร์ (Rose-Marie Berger) คุณยายวัย 90 ปี ที่พักอาศัยอยู่ในแฟลตเลขที่ 16 ถนนติโซต์ มาตลอดชีวิต แฟลตแห่งนี้คือสถานที่ที่หม่อมสังวาลย์ มหิดล (พระยศในขณะนั้น) ได้มาเช่าอยู่เป็นครั้งแรกที่เมืองโลซานน์ เราได้เจอมาดามแบร์เชร์ในร้านถ่ายภาพ เดอ จง (De Jongh) ร้านถ่ายภาพที่ฉายพระรูปให้กับครอบครัวราชสกุลมหิดลในอดีต ได้คุยกับมาดามแบร์เชร์ถึงเรื่องเก่าๆ เกี่ยวกับครอบครัวราชสกุลจากประเทศไทยที่มาพักอยู่ชั้นล่างของแฟลตเดียวกับแก”

8 ใน 9 เรื่องของหนังสือเล่มนี้ เป็นเรื่องที่เคยลงเป็นตอนๆ ในนิตยสารเพื่อนเดินทางรายเดือนมาแล้ว มีเพียงเมืองโลซานน์ที่มาเขียนเพิ่มเติมเรื่องตามรอยพระบาทในหลวงรัชกาลที่ 9 ภายหลังวันเสด็จสวรรคต

“ซึ่งต้องบอกว่าเขียนด้วยหม่นหมองมาก แต่ก่อนที่ผมได้ผ่านหรือไปเยี่ยมชมสถานที่พระองค์เคยประทับในสวิตเซอร์แลนด์ เราก็รู้สึกเปรมปรีดิ์ อิ่มเต็มในความรู้สึก แต่ตอนนี้ความรู้สึกมันบอกว่าไม่มีท่านแล้ว น้ำตามันก็ไหลออกมาเอง แม้ตอนเขียนเรื่องโลซานน์นี้

“จำได้แม่นว่า เมื่อปี 2535 ผมเรียนหนังสืออยู่ที่เมืองมองเทรอซ์ ซึ่งตั้งห่างจากโลซานน์สักครึ่งชั่วโมงโดยทางรถไฟ ปีนั้นเกิดเหตุการณ์พฤษาทมิฬ ผมติดตามข่าวทางทีวีตลอดเวลา เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองคลี่คลายด้วยพระเมตตาของในหลวงรัชกาลที่ 9 หนังสือพิมพ์สวิสฉบับหนึ่งพาดหัวหน้าหนึ่งว่า …Dieu Vivant en Thailande – พระเจ้ามีชีวิตจริงที่ประเทศไทย… ตอนนั้นผมยังรู้สึกว่าประเทศไทยจะอยู่อย่างไร หากไม่มีพระองค์ท่าน”

ท้ายสุด สุพจน์หวังเพียงว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นสิ่งเล็กๆ ที่จะบอกเล่าเรื่องราวบางส่วนของพระองค์ท่าน และในฐานะประชาชนไทยคนหนึ่งที่จะกราบพระบาททูลเกล้าฯ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ท่านได้

หากต้องการร่วมทูลเกล้าฯ ถวายเป็นพระราชกุศลกับหนังสือเนิฟ สามารถสั่งซื้อหนังสือ Neuf-เนิฟ เก้าเรื่องเมืองสวิส ได้จากเพจ Facebook : MON POTE – มองพจน์

 

คงพันธุ์ ปราโมช ณ อยุธยา นักหลงใหลไตรกีฬา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2560 เวลา 10:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/484807

คงพันธุ์ ปราโมช ณ อยุธยา นักหลงใหลไตรกีฬา

โดย…สมแขก ภาพ : คงพันธุ์ ปราโมช ณ อยุธยา

เรานัดพูดคุยกับเจ้าของร้าน Bike Zone สุขุมวิทซอย 26 ที่อุ่นหนาฝาคั่งด้วยจักรยานหลากรุ่น ได้ยินเสียงหมุนเฟืองและล้อจักรยานเป็นระยะๆ เรียกได้ว่าร้านนี้เกิดมาจากความหลงใหลและความรักในกีฬาของ ไตร-คงพันธุ์ ปราโมช ณ อยุธยา จากร้านจักรยานในโซนเล็กๆ Outdoor Unlimited ของอมรินทร์พลาซ่า ด้วยเทรนด์บวกความรักทำให้ปัจจุบันที่นี่เป็นร้านจักรยานและเป็นคอมมูนิตี้ที่ยืนหยัดและมีชื่อเสียงในวงการไตรกีฬาในเมืองไทยมาไม่น้อยกว่า 8 ปีแล้ว

“ผมชอบเล่นกีฬาตั้งแต่เด็ก พอเข้ามหาวิทยาลัยที่อังกฤษก็ทำให้เริ่มชอบปั่นจักยาน เรารู้สึกว่าได้ฟีลของอิสระเหมือนเราได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง สนุกมาก การปั่นจักรยานได้ความเร็ว รู้สึกอิสระ และท้าทายไปในตัว ยิ่งเส้นทางที่แปลกใหม่ก็ทำให้สนุกมากขึ้น ส่วนกีฬาอื่นๆ ก็เล่นมาตลอด ทั้งกอล์ฟ เทนนิส แบดมินตัน เซิร์ฟ เรือใบ รักบี้ กลับมาเมืองไทยก็แข่งเรือใบ”

เมื่อประมาณ 4-5 ปีที่ผ่านมา เมื่อเทรนด์สุขภาพเริ่มเข้ามาในเมืองไทย กลุ่มคนทำงานเริ่มให้ความสำคัญกับการออกกำลังกาย และเพิ่มให้เป็นส่วนหนึ่งในไลฟ์สไตล์ ซึ่งการปั่นจักรยานก็เป็นหนึ่งในเทรนด์ คงพันธุ์เริ่มคิดว่าจะมาดูแลร้านจักรยานเต็มตัว เพราะก่อนหน้านี้ก็เป็นผู้บริหารของเกษรกรุ๊ปอยู่

“ตอนที่เริ่มทำธุรกิจใหม่ๆ ก็ยังเล่นกีฬาอื่นอยู่ ตีกอล์ฟ เทนนิส แต่พอออกมาทำเต็มตัวแล้วก็ไม่ได้ทำอย่างอื่นเลย คือลงแข่งขันไตรกีฬา และแข่ง Adventure Racing (การแข่งขัน Multi Sports ประกอบด้วยกิจกรรมการปั่นจักรยาน พายเรือคายัก ปีนหน้าผา ฯลฯ ตามสภาพพื้นที่) ก็เลยลองเล่นและฟอร์มทีมกับเพื่อน พอซ้อมก็ไปแข่งที่ฮ่องกงก่อน เพราะสมัยนั้นเมืองไทยยังจัดไม่เยอะ จากนั้นก็ติดใจ ตอนนั้นเมืองไทยมีปีละหน พอแข่งที่ฮ่องกงกลับมาก็ร่วมมือกับเพื่อนชาวต่างชาติทำบริษัท เอ เอ็ม เอ ซึ่งจัด Adventure Race ในเมืองไทย ทั้งไตรกีฬาและแอดเวนเจอร์ มีคนจัดและสนใจกีฬาพวกนี้มากขึ้น

“ปี 2559 เป็นปีทองของไตรกีฬาสำหรับผม เพราะตลาดไตรกีฬาโตเร็วและมีการจัดแข่งขันบ่อยมาก ซึ่งโดยส่วนตัวสำหรับผม ถ้ามีการจัดงานในเมืองไทยผมลงแข่งทุกรายการที่สามารถไปได้ เราลงรายการไหนได้ก็ลง เพราะเราลงเพื่อความสนุก ไม่ได้ลงแข่งเพื่อล่ารางวัล แต่ละงานถือว่าเป็นการซ้อมไปในตัว ซึ่งเป้าหมายแต่ละปีของผมจะไปงานใหญ่ๆ ระดับโลกปีละ 1 ครั้ง ถ้าไม่มีเวลาก็แข่ง Half Iron Man ปีละ 2-3 หน

“งานแข่งที่ตั้งใจซ้อมคืองาน Iron Man ที่เกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซีย 2556 ซึ่งต้องซ้อม เพราะต้องว่ายน้ำ 3.8 กม. ปั่น 180 กม. วิ่ง 42 กม. เพราะฉะนั้นต้องซ้อม ถ้าไม่ซ้อมตายแน่ ก็เป็นงานใหญ่ที่ตั้งใจซ้อม การเดินทางไปแข่งตามรายการใหญ่ๆ สำหรับผมถือเป็นการทำงานด้วย ไปเจอเจ้าของแบรนด์จักรยานที่เรานำเข้า ไปกระชับความสัมพันธ์ทางธุรกิจ เป็นการไปเจอเพื่อนใหม่ในสังคมคนชื่นชอบไตรกีฬา”

เจ้าของร้าน Bike Zone บอกถึงเสน่ห์ของไตรกีฬา คือเป็นกีฬาที่เราไม่ได้ไปแข่งขันกับคนอื่น มองจากภายนอกอาจจะเห็นการแข่งขันที่ดุเดือด แต่ต่อให้ภาพกำลังสื่อว่าคุณกำลังแข่งขันกับคนอื่นอยู่ แต่บรรยากาศจริงๆ ในสนามเต็มไปด้วยพลังงานด้านบวก เห็นและได้ยินเสียงของการเอาใจช่วยซึ่งกันและกัน การช่วยผลักดันกันของผู้เข้าแข่งขัน

 “เพราะเราอยากให้ทุกคนในสนามเข้าเส้นชัยเหมือนกันทุกคน เราวิ่งอยู่ในสนาม เราไม่รู้หรอกว่าคนนี้กับเราแข่งกันหรือเปล่า เราแข่งอยู่กับตัวเอง ทำเวลาให้ดีที่สุดของตัวเอง พอแข่งจบแล้วค่อยมาดูว่าเราอยู่ตรงไหนของการแข่งขัน สิ่งสำคัญของไตรกีฬาคือเราต้องรู้ตัวเรา และเราตั้งเป้าหมายที่เราไปถึงได้ ไม่เครียดเกินไป

“ถ้าย้อนกลับไป ช่วงที่ผมซ้อมเพื่อไปแข่ง Iron Man ผมตั้งเป้าไว้ 13 ชั่วโมง ก็ซ้อมเพื่อให้ได้ตามเป้าหมาย ไม่ตั้งเป้าเพื่อกดดันตัวเอง เราจะเครียด เราจะต้องสร้างสมดุล เราทำได้โดยที่ไม่หนักเกินไป พอแข่งจริงก็ได้ตามเป้า ก็คือเอาความสนุกเป็นตัวตั้ง ระหว่างอาทิตย์จะซ้อมช่วงเย็น วิ่งสวน ว่ายน้ำ จักรยานขึ้นเทรนเนอร์ เสาร์อาทิตย์จะใช้ทำอะไรยาวๆ เช่น ปั่นยาว วิ่งยาว เรามีเวลา อาหารการกินปกติ กินเหมือนเดิม ส่วนตัวแล้วผมคิดว่าเราไม่ต้องผอมขนาดนั้น เราไม่ได้แข่งระดับโปร แต่รักษาระดับน้ำหนักให้คงที่ ถ้าเราเบาไปพลังเราก็จะไม่มี ที่มาที่ไปของการเล่นกีฬาเพราะชอบกิน ก็ต้องเอาออก ถ้าไม่เล่นกีฬาน้ำหนักคงเป็นร้อยกิโลแล้วตอนนี้” คงพันธุ์ พูดอย่างอารมณ์ดี

ฝากถึงมือใหม่หัดไตรฯ หนุ่มผู้รักไตรกีฬาคนนี้บอกว่า

“คนที่เริ่มเล่นใหม่ๆ ที่เล่นได้พักเดียวก็เลิก เพราะเขาเริ่มต้นด้วยการกดดันตัวเอง ลงแข่งเพื่ออยากได้สถิติดีๆ ก็ซ้อมหนัก จนเขาไม่มีเวลาทำอย่างอื่น ไม่สมดุลชีวิตด้านอื่นให้พอดี แน่นอนว่าถ้าเขาซ้อมหนักเขาอาจจะได้สถิติที่ดี แต่เล่นไม่นานเขาก็เบื่อ บางคนแค่ 2 ปีก็เลิก กลายเป็นว่าสองปีนี้เขาเครียดจนเขาไม่มีชีวิตอื่นเลย ผมว่าจะต้องหาสมดุลที่ถูกต้องให้ชีวิต หาอะไรที่กลางๆ ดีที่สุด หากใครอยากเริ่มต้นไตรกีฬา แต่ไม่รู้จะไปทางไหน ที่ Bike Zone ยินดีให้คำแนะนำ”

 

ธีรศักดิ์ อุดมพร ชีวิตเนิบช้าสดชื่นท่ามกลางธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2560 เวลา 10:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/484805

ธีรศักดิ์ อุดมพร ชีวิตเนิบช้าสดชื่นท่ามกลางธรรมชาติ

โดย… อณุสรา ทองอุไร ภาพ : กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

คนส่วนใหญ่มักจะบ่นว่าชีวิตทุกวันนี้เร่งรีบ เคร่งเครียด แข่งขันกันอย่างรุนแรง และจะวาดฝันกันไว้ว่าถ้าเลือกได้ชีวิตหลังเกษียณจะไม่อยู่ในกรุงเทพฯ เนื่องจากกรุงเทพฯ อยู่ยากขึ้นทุกวัน แออัด เบียดเสียด ข้าวของก็แพง ค่าครองชีพสูงลิบ ผู้คนก็ดูจะแห้งแล้งน้ำใจยิ่งขึ้น

ดังนั้น หลายคนจึงวาดฝันไว้ว่าจะมีบ้านชานเมืองสักหลังปลูกต้นไม้ ใช้ชีวิตช้า อยู่กับธรรมชาติอากาศดีๆ อ่านหนังสือจิบกาแฟ ชงชา แบบสโลว์ไลฟ์จริงๆ แต่จะมีใครสักกี่คนที่ทำได้แบบนั้นถ้าพื้นเพไม่ได้เป็นคนท้องถิ่นต่างจังหวัด การจะหาที่หาทางเอาไว้อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ถ้าไม่มีการวางแผนเตรียมการที่ดี

ธีรศักดิ์ อุดมพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ณัฐกานต์ เขาเป็นวิศวกรที่ทำธุรกิจทางด้านพลังงานและโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก แม้จะเป็นคนกรุงเทพฯ และใช้ชีวิตในเมืองหลวงมาตลอดชีวิต แต่เขาก็มีความฝันว่าอยากมีบ้านต่างจังหวัดที่มีบริเวณ ได้ปลูกต้นไม้ เป็นบ้านใต้ถุนสูง แค่เปิดประตูหน้าต่างก็มีลมเข้าอากาศดีได้โดยไม่ต้องเปิดแอร์

 “ผมมองภาพตัวเองไว้เลยว่า ชีวิตหลังวัย 50 ผมจะไม่อยู่กรุงเทพฯ อย่างแน่นอน เห็นภาพตัวเองนั่งทำงาน อ่านหนังสือท่ามกลางบ้านในสวนที่มีต้นไม้โอบล้อม บ้านโล่งสบายๆ เดินชมนกชมไม้ใช้ชีวิตช้าๆ ไม่รีบเร่ง” เขาเล่าถึงความฝันให้ฟังด้วยรอยยิ้ม

วางแผนปลูกบ้านทำสวนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว

ดังนั้น เขาจึงวางแผนชีวิตไว้เลย ด้วยการเริ่มเก็บเงินก้อนใหญ่เพื่อซื้อที่แปลงใหญ่กว่า 7 ไร่ เพื่อทำสวนและปลูกบ้านเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา ธีรศักดิ์เริ่มเก็บเงินตอนอายุ 40 ปลายๆ เพื่อเตรียมซื้อที่และปลูกบ้าน โดยบ้านไม่จำเป็นต้องหลังใหญ่ตัวบ้านกินพื้นที่ไม่เกิน 100 ตารางวา ที่เหลือเป็นพื้นที่สวนทั้งหมด ซึ่งเขาจะไปบ้านที่เขาใหญ่ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ เขาจะช่วยกับคนเฝ้าบ้านปลูกต้นไม้เอง

บนพื้นที่กว่า 7 ไร่นั้นปลูกต้นไม้กว่า 20 ชนิด ทั้งมะม่วงหลากหลายพันธุ์ มะละกอ กล้วย มะปราง เงาะ มะเฟือง เชอร์รี่ไทย เมลอน มีครบทั้งไม้ดอกไม้ใบไม้ประดับ ไม้กิน พืชผักสวนครัว และเขาปลูกแบบปลอดสารพิษใช้ปุ๋ยคอกตามธรรมชาติ

ปลูกต้นไม้ตามใจชอบ

เขากล่าวว่าคือชอบอะไรอยากกินอะไรก็ปลูกตามใจชอบเลย กินอะไรปลูกอันนั้น กินเองก่อน เหลือก็แจกเพื่อนฝูงญาติพี่น้อง ถ้ายังเหลืออีกค่อยขาย ทำตามแนวทางคำสอนของในหลวง ร.9 เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแท้จริง

“ผมลองปลูกเมลอน ทำโรงเรือนเล็กๆ ขึ้นมาแค่โรงเดียวปลูกไว้ 300 กว่าต้นปรากฏว่าติดลูกประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น กินเอง แจกเพื่อนฝูง แล้วยังมีเหลือไปขายได้เงินมาเกือบหมื่นบาท โอ้! (หัวเราะ) ดีกว่าที่คิดราคาดีมากของไม่พอขาย วิถีเกษตรถ้าตั้งใจทำจริงจัง แบบมีระบบระเบียบก็พอจะอยู่ได้ไม่ลำบาก พอเพียง พอใช้ ไม่อดอยาก รายได้จากการขายผลไม้ในสวนก็พอที่จะจ่ายค่าแรงครอบครัวคนสวนและใช้จ่ายในสวนทั้งหมดได้ อาชีพเกษตรกรถ้าตั้งใจทำก็เลี้ยงชีพได้ชีวิตหลังเกษียณของผมหลังจากนี้ก็สบายใจได้” เขากล่าวอย่างอารมณ์ดี

ปลูกบ้านประหยัดพลังงาน

นอกจากจะจริงจังกับวิถีเกษตรแล้ว เขายังปลูกบ้านให้สอดคล้องกับวิถีธรรมชาติ โดยเขาปลูกบ้านชั้นเดียวใต้ถุนสูง รับลมและแสงจากธรรมชาติ และทั้งบ้านสร้างโซลาร์เซลล์ใช้เอง เนื่องจากเขาใหญ่อากาศจะเย็นสบายถึงปีละ 8 เดือน ดังนั้นเขาจึงปลูกบ้านใต้ถุนสูง เพดานสูง บ้านมีหน้าต่างรอบบ้าน และประตูขนาดใหญ่

 “แม้กระทั่งหน้าร้อนอย่างเดือน เม.ย. ที่บ้านนี้ก็ไม่ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศเลย เปิดหน้าต่าง มีลมเข้ามาตลอด ถ้าร้อนหน่อยก็เปิดพัดลมเบอร์ 1 ก็เย็นสบายแล้ว แล้วบ้านตั้งอยู่กลางสวนไม่มีตึกสูงหรือต้นไม้ใหญ่บัง ดังนั้นได้รับลมเต็มๆ แสงก็ส่องเข้ามาเต็มที่ไม่ต้องเปิดไฟตอนกลางวันเลย เป็นชีวิตที่ดีมาก แล้วผมก็สร้างพลังงานแสงอาทิตย์เป็นโซลาร์เซลล์ขึ้นใช้เอง ผมไม่ได้ทำใหญ่โตมากแค่ไม่ 10 ตารางเมตร แต่สามารถใช้ในบ้านของผมและบ้านคนสวนได้เลย ถ้าเดือนไหนพลังงานแสงอาทิตย์ไม่พอก็ใช้ไฟจากการไฟฟ้า เสียค่าไฟแค่เดือนละ 40-50 บาทเท่านั้น เป็นชีวิตที่ดีมาก” เขาเล่าอย่างมีความสุข

ธีรศักดิ์ เล่าต่อไปว่า เขากลับมาที่บ้านสวนเขาใหญ่ทุกวันหยุดและวันนักขัตฤกษ์ มาใช้ชีวิตแบบเนิบช้าง่ายๆ สบาย จะเดินชมสวนตัดแต่งกิ่งไม้ หรือบางทีก็ขี่ม้าดูรอบสวนเพื่อเป็นการออกกำลังกายไปด้วยจูงบ้างขี่บ้าง เป็นชีวิตที่หาไม่ได้ถ้าอยู่กรุงเทพฯ ชีวิตช้าๆ เนิบๆ แบบนี้ ออกแบบได้ถ้ามีการเตรียมความพร้อมไว้แต่เนิ่นๆ

“อยู่บ้านสวนแต่งตัวสบายๆ แทบไม่ต้องใช้เงินเลย ขี่ม้า ใช้รถไฟฟ้าคันเก่า ขับไปรอบสวน ใส่เสื้อยืดกางเกงขาสั้น ไม่ต้องคอยดูเวลา ไม่ต้องกลัวรถติด วิถีสโลว์ไลฟ์อย่างแท้จริง ชีวิตที่เลือกแล้ว”

รู้จักจังหวะเวลา

เขาบอกว่าการใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ก็ไม่ได้บอกให้ช้ากับทุกสิ่ง แต่เป็นการสร้างสมดุลแห่งช่วงเวลาในชีวิตอย่างเหมาะสม อาจมีบ้างที่ชีวิตต้องการความเร่งด่วน แต่ถึงอย่างไรความเร่งด่วนคงไม่ได้จำเป็นกับชีวิตเสมอไปหรอกใช่ไหม ฉะนั้นสิ่งไหนควรรีบให้รีบ สิ่งไหนช้าได้ก็อย่าเร่งตัวเองเท่านั้นพอ

 ไม่เพียงแต่ชะลอจังหวะชีวิตของตัวเองให้ช้าลง แต่ควรต้องมีสติกับสิ่งที่กำลังเป็นอยู่ให้มากที่สุด สิ่งที่เกิดไปแล้วปล่อยผ่าน สิ่งที่ยังไม่เกิดช่างมัน สนใจแค่นาทีที่กำลังเป็นไป สิ่งแวดล้อมที่กำลังนั่งหายใจอยู่ และคนที่มาร่วมหายใจอยู่ข้างๆ กันเท่านั้นพอ

เพียงแค่เราใส่ใจธรรมชาติมากขึ้น เราก็สามารถสัมผัสธรรมชาติได้แทบทุกวินาที โดยที่ไม่จำเป็นต้องเก็บเสื้อผ้าแล้วออกเดินทางไปหาธรรมชาติจากที่ไกลๆ ให้เหนื่อยเลย ไม่เชื่อลองเงยหน้าจากหนังสือ มือถือ แท็บเล็ต แล้วหันออกไปมองนอกหน้าต่าง เปิดโอกาสให้ตัวเองเดินย่ำเท้าบนพื้นหญ้า ให้สายลมพัดพาผมให้ปลิว ให้ผิวได้รับวิตามินดีจากแสงแดด ออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งแทนการนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ สัมผัสทุกสิ่งที่เรียกว่าธรรมชาติมากขึ้นอีกนิด แล้วคุณจะรู้สึกโชคดีกับการมีชีวิตอยู่มากขึ้นทุกวัน

“อย่าลืมว่าเรามีแค่ 1 สมอง กับ 2 มือเท่านั้น ดังนั้นอย่าบังคับตัวเองให้ทำอะไรพร้อมกันหลายๆ อย่าง เพราะนั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของความวุ่นวายในชีวิตได้ จับของสิ่งเดียวด้วยสองมือยังไงก็ชัวร์กว่าแยกอีกมือไปจับ

ของอื่นๆ ในเวลาเดียวกันใช่ไหม

“เห็นได้ชัดว่า การใช้ชีวิตในทุกวันนี้ไม่ได้หมุนวนไปพร้อมกับปัจจัยทั้ง 4 เพียงอย่างเดียว ทว่าเราทุกคนต่างหยิบเอากระแสใหม่ๆ ในสังคมติดไม้ติดมือไปคนละอย่างสองอย่าง แต่ไม่ว่าจะมีเทรนด์อะไรเข้ามา ขอแค่ให้เรามีสติกับการใช้ชีวิตตลอดเวลา เพียงเท่านี้ก็มีชีวิตที่สมดุลได้แล้ว” เขากล่าวทิ้งท้าย

 

 

ชีวิตที่เต็มไปด้วยบาดแผล อานนท์ วัชรีวงศ์ ณ อยุธยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2560 เวลา 09:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/484803

ชีวิตที่เต็มไปด้วยบาดแผล อานนท์ วัชรีวงศ์ ณ อยุธยา

โดย…วราภรณ์ ภาพ : กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

หากฟังเรื่องราวชีวิตของ แต็ก-อานนท์ วัชรีวงศ์ ณ อยุธยา แม้ผ่านมาเพียง 38 ฝน แต่ก็เต็มไปด้วยบาดแผลในการใช้ชีวิตในวัยเด็กที่ผ่านการผจญภัยมากมาย เช่น การติดคุกนานถึง 12 ปี แต่สามารถกลับตัวกลับใจมาเป็นคนดีได้ อาจเป็นเพราะเขาโชคดีที่ได้รับโอกาสและกำลังใจที่ดีของผู้เข้าประกวดรายการเดอะวอยซ์ซีซั่นที่ 5 ทีมโค้ชก้อง-สหรัถ สังคปรีชา ที่ผ่านเข้ารอบ 4 คนสุดท้าย

อานนท์ เชื่อว่าเรื่องราวที่หลงผิดของเขาอาจเป็นตัวอย่างและบทเรียนให้คนอื่นๆ อย่าทำตามเด็ดขาด

ปัจจุบันเขามีจุดยืนในชีวิต มีความชัดเจนว่าเขาจะตั้งใจเป็นคนดี มีความหวังในชีวิต แล้วชีวิตนี้พอแล้วกับเรื่องที่ไม่ดี

วัยเด็ก ครอบครัวเป็นรากฐานที่สำคัญ

นามสกุล “วัชรีวงศ์ ณ อยุธยา” ของอานนท์ สืบเชื้อสายมาตั้งแต่รัชกาลที่ 2 พอพ่อกับแม่ของเขาหย่ากัน ค่าที่เป็นลูกชายคนโต แม่ของเขาจึงอยากให้ใช้นามสกุลของแม่ อานนท์ เล่าว่า ชีวิตของเขาเริ่มเปลี่ยนตอนอายุ 14 ปี ที่กลายเป็นหัวโจกในโรงเรียน การต้องการได้รับการยอมรับในโรงเรียน

“จุดเปลี่ยนของผม จากที่พ่อสอบเข้าทำงานที่การท่าเรือได้ ครอบครัวเราต้องย้ายมาอยู่ที่คลองเตย ผมอยู่ที่นั่นนาน 8 ปี พอผมสอบเข้ามัธยม 1 ได้ ตอนนั้นอายุ 12 ต้องย้ายโรงเรียนไปอยู่บ้านย่า ความยากลำบากของผมคือการต้องปรับตัว ผมเริ่มโดนเพื่อนใหม่แกล้ง ไม่ได้รับการยอมรับจากเพื่อน ผมต้องอยู่ห่างจากแม่ แม่ซึ่งต้องทำงานหนักคนเดียวเพื่อเลี้ยงลูก 3 ผมรู้สึกขาดความอบอุ่นหนักกว่าเดิม มีปัญหาไม่กล้าพูด ไม่กล้าบอกใคร เก็บไว้คนเดียว จนหาทางออกให้ตัวเอง คือ ก็เลวเหมือนเพื่อน กลายเป็นหัวโจก มีเรื่องชกต่อย จนไปเกี่ยวข้องกับสารระเหย ตอนไปออกค่ายลูกเสือผมไปดมจนเมา จากที่เคยโดนลงทัณฑ์บนจากการสูบบุหรี่ก็โดนให้ออกจากโรงเรียนตอนอยู่แค่มัธยม 2 เท่านั้น”

ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเริ่มยุ่งเกี่ยวยาเสพติด

พอโดนให้ออกจากโรงเรียนชีวิต เขาเริ่มเคว้ง จากหัวโจกในโรงเรียนกลายเป็นหัวโจกภายในหมู่บ้าน เมื่อลูกน้องมีเรื่องชกต่อยกับเพื่อนต่างหมู่บ้าน เขาก็ต้องไปช่วยเคลียร์ปัญหา แล้วก็เกิดอุบัติเหตุทำร้ายร่างกาย มีดด้ามยาวที่เหน็บอยู่ข้างหลังอานนท์ที่ชักออกมาเพื่อป้องกันตัวเอง กลายเป็นอาวุธกรีดแขนเพื่อนต่างหมู่บ้าน เขาถูกตำรวจตามตัวต้องหนีหัวซุกหัวซุนมาอยู่กับแม่ที่ย่านคลองเตย ตอนนั้นเขาอายุเพียง 14 ปี

“เมื่อผมก็ต้องหนีไปอยู่กับแม่ที่คลองเตย ครอบครัวพ่อก็เริ่มย้อนกลับมามอง จะแก้ไขปัญหาอย่างไร พ่อก็พาผมไปสมัครเรียนที่อำนวยศิลป์แต่ก็เข้าไม่ได้ ผมก็เลยคว้าง ตอนอยู่บ้านยาย ผมแค่เกเรตีกับเพื่อนกลุ่มอื่น แต่พอมาอยู่คลองเตย ผมเริ่มปรับตัวกับเพื่อนที่คลองเตย เริ่มติดสารระเหย จนถูกจับได้ไปโรงพักก็ถูกประกันตัวและปล่อยออกมา”

ชีวิตของอานนท์เริ่มตกอยู่ในวังวนของสารระเหยอยู่อีก 5 เดือน สถานที่ปลอดภัยในการทำสิ่งผิดคือบ้านเพื่อน แม่ห้ามแม่เตือนก็เลิกไม่ได้

จากนั้นชีวิตดิ่งลงลึกที่กัญชา ชีวิตของเด็กที่ปราศจากนายท้ายเรือนำพาชีวิต ชีวิตเขาเลวร้ายหนักอย่างที่ไม่มีใครอยากให้เกิดกับลูกหลานก็คือ เขาเริ่มรู้จักเฮโรอีน เพราะทำตามเพื่อน แค่เพื่อนให้ลองครั้งแรกก็ลองทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าคืออะไร แล้วก็ติดยาเสพติดที่น่ากลัวที่สุดหลังจากเสพได้เพียง 6 เดือน เขาเริ่มติดหนักขึ้นเพราะเป็นช่วงเวลาที่สารเสพติดส่งผลร้ายแรงต่อร่างกาย

“พอผมเริ่มติดมันจะเกิดอาการที่เลวร้ายคือ ผมตื่นมาวันหนึ่งรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว อาการนี้บ่งบอกว่าผมตกเป็นทาสมันแล้ว แต่ผมจะมีความทรงจำบางอย่างกับเฮโรอีนคือจะแค่สูบ แต่ไม่ฉีดเพราะผมเคยเห็นคนตายในโอ่งน้ำที่แฟลตเพราะฉีดเฮโรอีน”

 อานนท์ บอกว่า ช่วงอายุ 14-18 ปี เป็นช่วงเวลาที่เขาพลาดเอง เพราะผลจากสารเสพติดตัวร้ายคือมันยิ่งกว่าถูกกลืนกินชีวิต มันไม่สนุกอีกต่อไป เพราะเวลาที่เขาเสี้ยนยา มันจะเกิดอาการนอกจากครั่นเนื้อครั่นตัวแล้ว จะมีอาการน้ำมูกไหล หาวทั้งวัน กินอะไรไม่ได้ ยิ่งร่างกายโหยยามากเท่าไหร่ อาการจะยิ่งหนักขึ้น มันทรมานมาก จนหนักสุดเขาอาเจียนเป็นน้ำสีเหลืองๆ ขย้อนออกจากกระเพราะและกินอะไรไม่ได้เลย ระบบภายในร่างกายรวนทั้งหมด

อานนท์ หาคำตอบในชีวิตได้ว่า เขาต้องเลิกมันให้ได้ เพราะหากตกเป็นทาสยาเสพติดมีเงินเท่าไหร่ก็ไม่พอซื้อยาเสพ และมักถูกโกงอยู่เสมอ เพื่อนที่ทำงานขายคอมพิวเตอร์รู้ว่าอานนท์ติดยาก็พยายามรวบรวมเงินให้ไปซื้อยามาประทังชีวิต แล้วก็ถูกโกงโดนเชิดเงินไปราว 1.8 หมื่นบาท

“ขณะนั้นผมได้งานเป็นพนักงานในร้านคอมพิวเตอร์ ขณะทำงานพอร่างกายของผมต้องการมันมากๆ แล้วไม่ได้ ผมทำงานไม่ได้ต้องกลับบ้าน ผมหมดแรงอยู่ในซอยบ้าน มีเด็กๆ เล่นชิงช้าอยู่ข้างๆ ขณะที่ผมอาเจียนอยู่นั้น มันน่าเวทนามากๆ นึกถึงตัวเองว่าทำไมเราถึงได้เป็นแบบนี้ เสียงหัวเราะของเด็กๆ ทำให้ผมย้อนกลับไปชีวิตในวัยเด็กของผมก็เคยมีเสียงหัวเราะแบบนี้ แล้วทำไมชีวิตผมจึงกลายเป็นแบบนี้ ทำไมต้องเป็นทาสยาเสพติด ตอนนั้นผมอายุแค่ 17 ปี ผมมีแรงสู้ รวบรวมเรี่ยวแรงเดินกลับห้อง และผมก็รวบรวมความกล้าบอกพ่อว่า พ่อผมติดแป๊ะ (เฮโรอีน) ผมต้องการความช่วยเหลือจากพ่อ เพราะผมรู้ว่ามีศูนย์เลิกยาเสพติดอยู่แถวๆ บ้าน พ่อก็พาผมไปสมัครเพราะผมยังไม่ 20 ต้องมีผู้ปกครองพาไป แต่การรักษาคือผมไม่ได้ฉีดเข้าเส้น จึงไม่ได้กินยาเมทาโดน โดยพ่อลางาน 30 วันเพื่อพาผมไปศูนย์บำบัดยาที่บ่อนไก่

“ตอนผมบอกพ่อว่าผมติดยา พ่ออึ้งแล้วก็เงียบ แต่ก็พาผมไปบำบัด ตอนที่ผมบำบัดที่ศูนย์เจ้าหน้าที่ให้กินยานาน 30 วัน ช่วงเวลานั้นผมได้ใกล้ชิดพ่อมาก มันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากมาก หากเกิดอาการเสี้ยนยาเหมือนตอนที่เป็นไข้หวัดใหญ่แล้วลุกไม่ขึ้นแต่มันจะคูณสอง ทั้งอาเจียนทั้งไส้บิด มันทรมานมาก ผมใช้แบบสูบก็ต้องบำบัดด้วยการกินยาล้างพิษ กินยาทุกเช้า กินยาไป 3 วันแรกทุกข์มากๆ ผมถูกมัดติดทั้งแขนและขาติดกับขาเตียง นอนกลิ้งกับพื้น แม่ต้องเอายาเย็นๆ มาทาตามตัวเพื่อช่วยบรรเทาอาการ เพราะผมรู้สึกข้างในผมหนาวมาก ผมนอนกระตุกทั้งคืน แม่ต้องใจแข็ง ผมร้องให้แม่ปล่อยผมเหอะ แม่ก็ใจแข็งมัดไว้ไม่ให้ไปไหน หลังผ่านไป 15 วัน ถึงเริ่มกินอะไรได้ ณ ตอนนั้นให้ผมกลับไปเป็นแบบนั้นอีก ผมไม่เอาแล้ว”

เลิกยาได้แล้วต้องเปลี่ยนสังคม

สิ่งที่ต้องทำหลังเลิกงานได้ คือ ต้องเปลี่ยนสังคม เพราะหากคบเพื่อนกลุ่มเดิมต้องกลับมาเป็นทาสยาเสพติดอีกแน่ อานนท์เริ่มเอาตัวออกไปจากที่นั่น โชคดีที่เจอพี่ที่เล่นดนตรีทำให้เขาได้วิชาร้องเพลงมา และได้เจอแฟนคนแรก สัญญากับตัวเองว่าจะไม่กลับไปเป็นทาสยาเสพติดอีก แม้มีเพื่อนๆ ใกล้ตัวเสพ เขาก็ไม่ไปยุ่งกับมันอีก เพราะประสบการณ์ช่วยสอนใจ สำหรับวันนั้นกำลังใจกับเป้าหมายชีวิตของเขาสำคัญที่สุด เขาพยายามหาคุณค่าชีวิตของเขาเอง ชีวิตช่วงหลังเลิกยาเสพติดมันเต็มมาก ทำให้เขาหายใจต่อไปได้

หลงผิดเป็นทาสยาบ้า

แล้วอานนท์ก็พ่ายแพ้ให้กับชีวิตอีกครั้ง เมื่อจิตใจไม่เข้มแข็งมากพอที่จะปฏิเสธกับยาเสพติดอีก เพราะฉะนั้นการคบเพื่อนที่ดีเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ

“ผมเล่นดนตรีได้ปีเศษ มีเพื่อนติดยาก้าวเข้ามาในชีวิต เพื่อนแค่เอ่ยพากันเข้าไปในชุมชน ใช้ยาได้แค่ 2 เดือนผมเริ่มติดอีกแล้ว อาการเดิมๆ กลับมา และเปลี่ยนจากเฮโรอีนเป็นยาบ้าที่กระตุ้นประสาท ตอนนั้นผมเริ่มกลับไปเรียนศิลปะที่พระนคร เรียนศิลป์ประยุกต์ ตอนนั้นอายุ 18 ปี ด้วยเป็นยากดประสาททำให้ผมมีอาการก้าวร้าว และเข้าใจผิดคิดว่ายาบ้าช่วยทำให้เขาสร้างสรรค์งานศิลปะที่ดี ซึ่งเป็นสิ่งผิด”

ในที่สุดเขาติดยาบ้าหนักมาก กลายเป็นเด็กก้าวร้าว ไม่ได้นอนหลับพักผ่อน กินไม่ได้ เริ่มมีโลกส่วนตัว จับจดทำอะไรซ้ำๆ แล้วก็โดนจับครั้งแรกในข้อหาครอบครองยาบ้า พ่อไปประกันตัวออกมาแล้วศาลตัดสินรอลงอาญาต้องไปรายงานตัว แต่ก็ไม่ช่วยทำให้เขาเข็ดขยาด สุดท้ายผ่านไปเพียง 9 เดือน เขาก็โดนจับกุมครั้งแรกเข้าเรือนจำโทษฐานครอบครองยาบ้า ต้องจำคุก 1 ปี 6 เดือน

ถูกจำกัดอิสรภาพ

เข้าคุกวันแรกอานนท์บอกว่าเขารู้สึกกลัวไปหมด ต้องทำตามผู้คุมบอกให้แก้ผ้าดูว่าพกสิ่งต้องห้ามเข้ามาหรือไม่ สั่งให้อาบน้ำเพื่อชำระร่างกายเพียง 1 วินาที ก็ต้องทำให้เสร็จ ตอนนั้นเขาเกิดจินตนาการว่าการติดคุกจะโดนปฏิบัติเหมือนในภาพยนตร์ที่เขาดูผ่านตามาหรือไม่ ทำให้เขาเกิดความกลัวมากๆ

“อาหารมื้อแรกในคุกใส่จานอะลูมิเนียมบุบๆ มา มีข้าวแล้วก็มีเหมือนแกงส้มผักเหมือน

เน่าๆ โปะลงมา ผมก็ต้องกิน วันแรกจำได้นอนร้องไห้อย่างเดียว กลัวไปหมด พอขึ้นไปนอนในห้องขังที่จุคนราว 50 คน มีทั้งคนเก่าคนใหม่คละกัน พอเข้าไปคนถามกันเจี๊ยวจ๊าวว่าผมมาจากไหน พอบอกคลองเตย ผมก็ถูกดึงไปกลุ่มที่มาจากคลองเตย แม้ผมรู้สึกอุ่นใจแต่จริงๆ เราเหมือนไปเป็นเหยื่อเขาที่จะถูกดึงของเยี่ยมจากญาติ ของฝากมาถึงผมน้อยมาก แล้วผมก็ถูกจำแนกแดน”

รวมเบ็ดเสร็จอานนท์ถูกจำกัดอิสรภาพนานถึง 12 ปี เข้าๆ ออกๆ คุกทั้งหมด 5 ครั้ง เพราะเหตุผลเดียวคือการไม่รักตัวเอง เพราะหลังจากออกจากคุกครั้งแรกหลังจากติด 1 ปี 6 เดือน เขาเจอสภาพกดดันจากแฟนคนแรกที่มาขอเลิก แม้คุกจะพัฒนาทักษะ วุฒิภาวะ ผ่านการบำบัดทำให้เขาโตขึ้น มีความรับผิดชอบมากขึ้น แม่ก็พบว่าอานนท์เริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น

แต่ในวัย 20 ต้นๆ เมื่อแฟนมาขอเลิก ประกอบกับเขาต้องมีภาระหาเงินมาส่งเสียให้น้องเรียน อานนท์จึงหลงผิดกลับไปค้ายาและเสพยาจนต้องติดอยู่ในวังวนแบบเดิมๆ ซึ่งอานนท์วิเคราะห์ว่ามันมาจากปัญหาจากใจของเขาเองที่ไม่เข้มแข็งพอ คิดว่ายาเสพติดจะช่วยให้เขาแก้ปัญหาได้ แต่จริงๆ แล้วกลับสร้างปัญหาใหม่ๆ แล้วก็กลับเข้าคุกอีก

เริ่มหลงระเริง

“รอบสองผมโดนจับครอบครอง 5 เม็ด รอบสามโดนอีก 30 เม็ด รอบสี่โดนข้อหาจำหน่าย แล้วก็มีรอบที่ห้าซึ่งการกลับมาครั้งนี้หัวหน้าของเรือนจำไม่ให้ผมจับเครื่องดนตรีอีก ผมรู้สึกแย่มากๆ เพราะย้อนไปตอนติดคุกรอบที่สี่นาน 3 ปี ผมได้เจอกับครูโฉมฉาย อรุณฉาน ครูไปสอนร้องเพลงในเรือนจำลาดยาว ทัณฑสถานพิเศษกลาง ผมก็ได้รับความเมตตาจากอาจารย์ ผมเหมือนเป็นเพชรในรุ่น ฉายแววส่องประกาย

“มีอยู่วันหนึ่งผมเรียนจบหลักสูตรต้องใส่สูทเข้ารับประกาศนียบัตร ครูบอกกับผมว่าเมื่อไหร่พ้นโทษไปหาครูนะ พอผมถูกปล่อยตัว ผมก็ไปหาครู แล้วกรมประชาสัมพันธ์ก็ส่งผมไปร่วมงานคอนเสิร์ต ครูให้โอกาสผมมากๆ ผู้คนก็ฮือฮาที่ผมเป็นนักโทษ คนชื่นชมมาก เติมเต็มผมจนล้น แล้วผมก็หลงระเริง คนนู้นคนนี้หยิบยื่นโอกาส แต่ผมก็ใจอ่อนแค่เพื่อนบอกว่าเอาหรือเปล่า ผมก็หันไปติดยาเสพติดอีก แล้วก็ขาดความรับผิดชอบ

“สุดท้ายสิ่งที่ดีๆ ที่เข้ามาก็ออกไปพร้อมกันหมด แล้วผมก็เคว้งอีกครั้ง แล้วก็ไปคว้าฟางเส้นสุดท้ายค้ายาเหมือนเดิม พอกลับเข้าคุกไปครั้งสุดท้ายผมเหมือนหมาเลย เข้าไปไม่มีใครยอมรับ คนรักก็ไม่ต้อนรับ ไม่ให้ผมจับเครื่องดนตรีแล้ว เพราะผมอายุมากแล้ว แต่รองหัวหน้าก็ยังเมตตาผม ยังรับผมเข้าแดนเดิม จริงๆ แล้วคนที่ผิดสิ่งเดียวที่เขาต้องการคือโอกาส ซึ่งถือเป็นโอกาสครั้งที่สำคัญกับผมมากที่สุด ถ้าต่างคนต่างคิดว่าคนนี้ไม่ไหวแล้วถูกดันออกไป เขาจะกลับมาเป็นคนดีได้อย่างไร ต้องขอบคุณหัวหน้าและรองที่ยอมรับผม แล้วจุดเปลี่ยนความคิดผมก็คือหัวหน้าบอกว่า อย่าให้กูเห็นมึงจับเครื่องดนตรีนะ ทำให้ผมเกิดเข็ดหลาบในใจ ผมไม่ได้จับเครื่องดนตรีนานถึง 2 ปี จากที่ผมโดนตัดสินจำคุก 6 ปี 7 เดือน”

แล้วเขาก็ได้เจอพี่ตูน บอดี้สแลม หรือ อาทิวราห์ คงมาลัย ซึ่งถือเป็นผู้จุดประกายครั้งสำคัญในชีวิตของอานนท์

เหมือนเจอแสงไฟที่ปลายอุโมงค์

ผ่านไป 2 ปี อานนท์เริ่มได้จับเครื่องดนตรี เพราะมีรายการเจาะใจมาถ่ายทำรายการในเรือนจำ มีตูน บอดี้สแลม และป๋าเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม เข้ามาจัดคอนเสิร์ต เป็นช่วงเวลาที่นักร้องคนเก่าถูกปล่อยตัวไป เรือนจำต้องหานักร้องมาโชว์แทน แล้วผู้ใหญ่ก็เห็นศักยภาพของเขา อานนท์จึงได้กลับมาจับไมค์อีกครั้ง และก็ได้ร้องเพลงร่วมกับไอดอลในดวงใจ ตูน บอดี้สแลม บนเวที

“บนเวทีผมได้ร้องเพลง ‘แสงสุดท้าย’ ซึ่งเป็นเพลงของพี่ตูน เราได้ร้องเพลงบนเวทีเดียวกัน พี่ตูนชมผมว่าผมร้องเพราะกว่าพี่เขาอีก พี่น่ารักมาก พี่ตูนให้กำลังใจผมว่าทำต่อไป ทำให้สุด มีความสุขกับสิ่งที่ทำ มันช่วยเติมพลัง พี่ตูนบอกว่าผมมีดี หากขาดอะไรบอกเขา ผมบอกพี่ตูนว่า ผมอยากได้กีตาร์โปร่ง แล้วพี่ตูนก็ยกกีตาร์ของพี่ตูนราคา 3 หมื่นบาทให้ การเจอพี่ตูนผมเหมือนได้รับพลังอะไรบางอย่าง แล้วพี่
ตูนก็ได้เขียนให้กำลังใจใส่กระดาษให้ผมว่า แต็กร้องเพลงเพราะมากครับ หวังว่าจะได้ร้องเพลงร่วมกันอีก แล้วเซ็นชื่อพี่ตูนลงไป ผมยังเก็บกระดาษแผ่นนั้นไว้ดูทุกคืน”

หลังจากนั้นเขาต้องถูกจำกัดอิสรภาพต่ออีก 4 ปี เป็นช่วงเวลาที่เดอะวอยซ์ เวทีเติมความฝันซีซั่น 1 เกิดพอดีในเมืองไทย มันเป็นพลังส่งต่อให้อานนท์ตั้งใจทำวันที่เหลือให้ดีที่สุด เขาจึงตัดสินใจเลิกบุหรี่ เขากล้าที่จะท้าทายตัวเองและทำให้สำเร็จ และสามารถเอาชนะหัวใจดวงเดียวกันได้สักที หลังจากที่เขาแพ้มาโดยตลอด

“ทุกวันนี้ผมกล้าที่จะปฏิเสธสิ่งที่ไม่ดีออกไปจากชีวิต ผมเริ่มหันมาออกกำลังกาย เริ่มฝึกฝนตัวเอง เตรียมความพร้อมทั้งหมดเพื่อตัวผมเอง บนเวทีเดอะวอยซ์ซีซั่น 5 ผมพยายามทำให้ดีที่สุด เวลา 4 ปีในคุก ผมมีเป้าหมายที่ชัดเจน ผมจะไปเดอะวอยซ์ แล้วผมก็ทำได้สำเร็จ”

โอกาสหลังออกจากคุก

ปัจจุบันอานนท์ได้เซ็นสัญญากับค่ายทรูมิวสิค และร้องเพลงประจำอยู่ที่ร้านน็อกเอาท์ 28 ย่านห้วยขวาง วันพฤหัสฯ พุธ กับเสาร์ และที่ร้าน goo เกษตรนวมินทร์ นอกนั้นยังออกงานอีเวนต์อยู่อย่างสม่ำเสมอ

อย่างไรก็ดี บทเรียนที่เขาได้จากการจำกัดอิสรภาพคือ อานนท์บอกว่าเขารู้สึกรังเกียจตัวเองทุกครั้งที่ได้ยินคำว่าไอ้ขี้คุก บางคนที่ดูถูกตัวเองอยู่แล้ว จะยิ่งไม่มีแรงก้าวต่อไป ดังนั้นการให้โอกาสเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ตราบใดที่สังคมผลักคนที่เคยพลาดแล้วออกไป

“คนที่เขาทำผิด เขาจะถูกทิ้งเคว้งคว้าง แล้วเมื่อไหร่เขาจะได้กลับมาเป็นคนเต็มคนเหมือนเรา ที่สำคัญพวกเขาต้องการความรักจากคนในครอบครัว อย่าพูดถึงอดีตของเขา อยากให้ผู้ว่าจ้างเห็นใจ เราควรใช้ชีวิตกับปัจจุบันมากกว่าติดอยู่กับอดีตซึ่งเป็นสิ่งที่ผ่านไปแล้ว และย้อนกลับไปแก้ไขไม่ได้อีก การที่มีชีวิตจริงๆ ไม่ใช่เรื่องเงิน เงินเป็นแค่ปัจจัยหนึ่งเท่านั้น”

สำหรับน้องๆ พี่แต็กอยากบอกน้องๆ ว่า ปัจจุบันเด็กเริ่มติดยาอายุน้อยลงเรื่อยๆ ก่อให้เกิดคดีอาชญากรรมมากมาย

“ยาเสพติดเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้คนไม่เป็นคน ทำให้คนไม่มีสติในการตัดสินใจ อยากฝากน้องๆ ว่า เชื่อในความสุขและความรักที่ได้รับจากคนในครอบครัว คนที่หลงผิดกับยาเสพติดมันเป็นความสุขที่ไม่จีรังและไม่มีอยู่จริง ขอให้น้องๆ รักพ่อแม่มากๆ และทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี เด็กมีหน้าที่เรียนก็จงเรียนเพื่อตัวเอง อยากฝากให้คิดและตระหนัก

“แม้ว่าวันนี้ใครก็ตามหลงเข้าไปแล้วก็ขอให้หยุด และหลุดออกมาให้ได้ และให้โฟกัสเรียนให้มากๆ เพราะการเรียนมันเป็นตัวบอกว่าเรายังมีอนาคตเหลืออยู่ ถ้าเราไม่ได้เรียนยิ่งไปกันใหญ่ ผมไม่อยากเห็นแต็กคนที่ 2 เวลา 12 ปีในคุก ผมรู้สึกเสียดายเวลามากๆ  ถ้าผมจะมีลูก ผมอยากให้เขาเรียนรู้ทุกอย่าง แล้วเมื่อเขาโตขึ้นแล้วค่อยให้เขาเลือก ผมจะเลี้ยงลูกแบบไม่บังคับ ผมจะรักเขาให้มากๆ ผมจะเป็นเพื่อนเขา อยากให้เขารู้สึกว่าอยู่กับพ่อจะปลอดภัย มีอะไรเขาจะพูดกับผม เพราะผมรู้สึกผมห่างกับพ่อแม่ อยากให้ทุกคนกล้าที่จะพูดกับลูก การพูดกันสำคัญมากนะครับ” อานนท์ ผู้เคยมีอดีตที่พลาดพลั้งฝากทิ้งท้าย

 

มนัสนันท์ ตันติประสงค์ชัย อยากได้ต้องลงมือทำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มีนาคม 2560 เวลา 11:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/484701

มนัสนันท์ ตันติประสงค์ชัย อยากได้ต้องลงมือทำ

โดย…เบ็ญจวรรณ

“ในความทรงจำวัยเด็กตั้งแต่เริ่มจำความได้ เป๋าไม่เคยสร้างความฝันเลยว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร แต่บอกและตอกย้ำกับตัวเองไว้ตั้งแต่อายุ 12 ปี ว่าโตขึ้นมาจะช่วยที่บ้านทำงาน เราจะเป็นและประกอบอาชีพนั้น ไม่ใช่ไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง แต่เพราะได้เห็นและสัมผัสกับความยากลำบากและจุดที่พีกที่สุดในการทำงานหาเงินของครอบครัวมาตั้งแต่เด็ก ทั้งๆ ที่ที่บ้านไม่เคยขอเลยว่าโตขึ้นแล้วต้องมาช่วยงานที่บ้าน”

มนัสนันท์ ตันติประสงค์ชัย หรือเป่าเป๋า กรรมการผู้จัดการสถาบัน การบิน ฟลาย แอนด์ เซนส์ สถาบันน้องใหม่วงการการบิน ที่เตรียมเปิดตัวในเดือน มี.ค.นี้ เล่าว่า ตัวเองเป็นลูกสาวคนโตจากพี่น้องทั้งหมด 3 คน ในวัยเด็กเป็นคนเดียวที่เห็นถึงความเหนื่อยยากของครอบครัว ในช่วงที่คุณพ่อบุกเบิกเส้นทางการบินในประเทศกัมพูชา ต้องเดินทางไปมาระหว่างประเทศ การทำงานอย่างไม่มีวันหยุด จึงเกิดการเรียนรู้และซึมซับสิ่งเหล่านั้น จนรู้สึกถึงความรับผิดชอบขึ้นมาเราเป็นพี่สาวคนโตของบ้าน ต้องเป็นหัวแรงหลักให้กับครอบครัวในอนาคต

“การเริ่มทำงานตั้งแต่วัยเด็ก ความรับผิดชอบกับการบริหารงานที่มากกว่าเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน การต้องคิดแผนธุรกิจด้วยตัวเอง ทำให้บุคลิกเรานิ่งๆ และดูเป็นผู้ใหญ่ ตอนที่บริหารจัดการคุณอุดมได้ปล่อยอิสระเต็มที่ในด้านการคิด การอ่านสถานการณ์ทำงาน จนบางครั้งกระทบกระทั่งกับพนักงาน แต่ก็ไม่ได้ใช้อัตตาการเป็นเจ้าของบริษัทมาตัดสินปัญหา ส่วนหนึ่งมาจากการสอนของคุณพ่อคุณแม่ที่ไม่ให้ท้ายลูกสาวตัวเองเลย” มนัสนันท์ กล่าว

การไม่มีอภิสิทธิ์เหนือใครได้ สร้างระเบียบวินัยการใช้ชีวิตได้เป็นอย่างดี ทำให้บุคลากรกล้าที่จะเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเรา ครั้งหนึ่งถือเป็นประสบการณ์ที่สามารถปรับมาใช้ในชีวิตการทำงานจนถึงปัจจุบัน เมื่อครั้งถูกกัปตันต่างชาติด่า เรื่องผิดกฎการบิน จำเป็นต้องแก้สถานการณ์ด้วยตัวเอง ในช่วงแรกที่เกิดปัญหายอมรับว่ามีร้องไห้ แต่การบริหารจัดการต้องดำเนินต่อไป เมื่อถูกด่าครั้งที่สองมีเพียงโมโห เมื่อเกิดครั้งต่อไป ประสบการณ์ต่างๆ ยิ่งเพิ่มพูนและมีแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

มนัสนันท์ บอกว่า ชีวิตช่วงที่ผ่านมาได้หยุดการทำงานกว่า 4 ปี เพื่อไปทำหน้าที่แม่ดูแลลูกอย่างเต็มที่ เมื่อส่งเขาเข้าโรงเรียน ได้มองถึงศักยภาพและประสบการณ์ ที่เรามีในวงการการบิน ประกอบกับคอนเนกชั่นที่มีในช่วงเป็นอาจารย์สอนพิเศษกับมหาวิทยาลัยกรุงเทพ จึงมีแนวคิดในการเปิดสถาบัน เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์และปั้นบุคลากรทางการบินของไทยให้มีประสิทธิภาพทัดเทียมประเทศอื่น

การกลับมาเป็นผู้บริหารอย่างเต็มตัว และเป็นธุรกิจของตัวเองในครั้งนี้ ได้ปรับรูปแบบการทำงาน จากเดิมที่เราเองเป็นเจ้าของบริษัทมีบุคลากรที่เป็นลูกจ้าง แต่ปัจจุบันการติดต่อประสานงานต้องพลิกบทบาทพูดคุยกับอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญที่เป็นผู้ใหญ่กว่า ในส่วนนี้จำเป็นต้องเรียนรู้อย่างมาก

สิ่งหนึ่งในการใช้ชีวิต และเป็นหลักแนวคิดของการบริหารจัดการที่นำมาปฏิบัติอยู่เสมอ และมองว่าแนวทางนี้สามารถใช้ได้กับคนทุกวัย คือ การเป็นคนมีความรับผิดชอบ อ่อนน้อมถ่อมตน และการตรงต่อเวลา ถือเป็นแรงส่งที่จะผลักดันให้ การดำเนินชีวิตประสบความสำเร็จในทุกๆ ด้าน

มนัสนันท์ บอกว่า สิ่งหนึ่งที่ครอบครัวสอนเสมอมาว่า อยากได้อยากเป็นอะไรต้องทำด้วยตัวเอง อย่าหวังแต่จะใช้มรดกจากพ่อแม่เท่านั้น เช่นเดียวกับการตั้งสถาบันครั้งนี้ ได้เลือกตึกบริเวณถนนวิภาวดีรังสิต ซึ่งเป็นพื้นที่เช่าจากคุณอุดม พร้อมเล่าติดตลกว่า ต้องจ่ายค่าเช่าพื้นที่เองตามปกติไม่มีอภิสิทธิ์ว่าเป็นลูกสาวแต่อย่างใด

ถือเป็นตัวอย่างของนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ก่อร่างธุรกิจที่เกิดจากความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมากับธุรกิจครอบครัว จนเป็นธุรกิจของตัวเองในที่สุด

 

ณธนพร เอื้อวันทนาคูณ เลี้ยงลูกสนุกๆ บน ‘บ้าน’ ชั้นที่ 20!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มีนาคม 2560 เวลา 11:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/484700

ณธนพร เอื้อวันทนาคูณ เลี้ยงลูกสนุกๆ บน ‘บ้าน’ ชั้นที่ 20!

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

 เจ้าแม่พายหมูแดง ณธนพร เอื้อวันทนาคูณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอพริล เบเกอรี่ เจ้าของพายหมูแดงสูตรดัง “เอพริล” เล่าให้ฟังถึงชีวิตสนุกและการเลี้ยงลูกบนตึกสูง

ณธนพร หรือ อร เล่าว่า บ้านที่อยู่อาศัยในปัจจุบันเป็นบ้านของคุณพ่อสามี ตั้งอยู่ที่ถนนสาธุประดิษฐ์ สูง 27 ชั้น โดยชั้นที่ 1-19 เป็นอพาร์ตเมนต์หรู ชั้นที่ 22-27 เป็นออฟฟิศของคุณพ่อสามี ส่วนชั้นที่ 20-21 เป็นบ้านที่เธอใช้เลี้ยงลูก

อรเล่าว่า เธอเองเติบโตในบ้านที่นครสวรรค์ ถามว่าต้องปรับตัวหรือไม่เมื่อมาอยู่ตึกสูง คำตอบคือ “ไม่” เพราะก่อนหน้าที่จะแต่งงานก็อยู่คอนโดมิเนียมมาตลอด

สำหรับลูกๆ ทั้ง 3 คน เกิดในบ้านหลังนี้ แม้จะกังวลบ้างเรื่องระเบียงหรือบันไดสูงที่เด็กๆ อาจจะปีนป่าย แต่ก็ใช้ความระมัดระวัง

“วัยเด็กของอรคือบ้านและพื้นที่กว้างๆ สำหรับวิ่งเล่น ตอนเด็กๆ จะมีชะลอมใหญ่มากเท่าตัวคนอยู่หน้าบ้าน อรชอบขึ้นไปกระโดดบนนั้น สำหรับลูกๆ อยู่บนตึกสูง แม้จะไม่มีพื้นที่ให้วิ่งเล่นขนาดนั้น แต่ก็พอมีพื้นที่ให้ลูกๆ ได้เล่นได้ใช้พื้นที่เพื่อความซุกซน” อรเล่า

ความกังวลเรื่องความปลอดภัยของลูก แก้ไขด้วยมาตรการความปลอดภัยสูงสุดสำหรับเด็ก เด็กเล็กปีนได้ทุกอย่าง กะพริบตาทีเดียวไปอยู่หน้าบันไดแล้ว ทุกคนในบ้านจึงต้องช่วยกันกำกับ ต้องช่วยกันดูแล

 หน้าต่างทุกบานของบ้านชั้นที่ 20 และ 21 ต้องปิดล็อกและมีเหล็กดัด เด็กเล็กต้องอยู่ในสายตาพี่เลี้ยงหรือผู้ใหญ่ตลอดเวลา ปัจจุบันคนโต-น้องต้นไผ่ อายุ 2 ขวบครึ่ง แฝด-น้องต้นกล้าและน้องต้นหลิว อายุ 6 เดือนเศษ

“ตัวเราเองต้องถี่ถ้วน ตามเช็กทุกจุดในบ้านค่ะ อรเช็กอย่างสม่ำเสมอ หน้าต่างล็อกหรือยัง ประตูล็อกหรือยัง เช็กตลอดเวลา เมื่อทุกคนเห็นเราเคร่งครัดในเรื่องความปลอดภัย ทุกคนก็จะเข้มงวดกับตัวเองไปด้วย”

เลี้ยงลูกบนตึกสูง มีข้อดีและมีข้อเสีย หนึ่งในข้อดีคือลูกไม่มีตุ่มยุงกัด (ฮา) เนื่องจากอยู่บนตึกสูง ยุงบินขึ้นไม่ถึงนั่นเอง บ้านของอรมีพื้นที่ค่อนข้างกว้าง เพราะฉะนั้นก็มีพื้นที่สำหรับเด็กเล่นจะได้วิ่งเล่นเต็มที่ แม้จะไม่ถึงกับสามารถขี่หรือขับรถของเล่นได้ แต่ก็ไม่ถือว่าแคบคับ

น้องต้นไผ่ชอบที่สุดคือมุมระเบียงกว้างขวาง น้องชอบเล่นน้ำบนระเบียงแล้วมองออกไปที่ฟ้ากรุงเทพฯ

“ต้นไผ่ชอบเล่นน้ำมากๆ แต่เราก็ต้องคอยดู เพราะจะหนาว เนื่องจากบนตึกสูงลมพัดแรงมาก เด็กเป็นหวัดง่าย ห่วงความหนาวแต่ไม่ห่วงเรื่องความสูง เพราะใช้วิธีบล็อกทุกจุด ระเบียงของเรามีความสูงเท่าตัวคน แม้จะบังวิว แต่สบายใจว่า ลูกปลอดภัยแน่”