ถ่ายภาพสวยด้วยมุมมองใหม่ ฮอบบี้สุดฮิตของศิลปินยุคนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มีนาคม 2560 เวลา 10:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/486127

ถ่ายภาพสวยด้วยมุมมองใหม่ ฮอบบี้สุดฮิตของศิลปินยุคนี้

โดย…ภาดนุ

งานอดิเรกของคนเราเกิดจากความรักความชอบซะเป็นส่วนใหญ่ และมักจะเป็นสิ่งที่ทำแล้วรู้สึกดีมีความสุข แถมบางคนยังต่อยอดความคิดไปสู่เรื่องใหม่ๆ ได้อีก เหมือนอย่างนักร้อง-นักแสดงหลายคนในบ้านเรา ที่รักการถ่ายภาพสวยๆ ด้วยมุมมองใหม่ในสไตล์ของตัวเอง จนนำไปสู่ผลงานอื่นๆ ที่ช่วยสร้างความสุขให้กับบรรดาแฟนคลับของพวกเขาไปด้วย ดูอย่างศิลปินหนุ่ม 2 คนนี้สิ

รุจ-ศุภรุจ เตชะตานนท์ หรือ รุจ เดอะสตาร์ (วัย 33 ปี) แรกเริ่มเดิมทีที่เข้าวงการมาเป็นนักร้องใหม่ๆ รุจเล่าว่า เขาก็ยังไม่ค่อยสนใจเรื่องการถ่ายภาพมากนัก แต่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เมื่อมีโอกาสได้เดินทางไปท่องเที่ยวที่ญี่ปุ่นบ่อยๆ ได้เปิดหูเปิดตา ได้ไปเห็นภูมิประเทศที่สวยงาม เขาจึงคิดซื้อกล้องและเริ่มสนใจการถ่ายภาพนับแต่นั้น เพราะอยากนำภาพสวยๆ มาให้แฟนๆ ได้เห็นเยอะๆ

รุจ-ศุภรุจ เตชะตานนท์

“ด้วยความที่ยุคนี้มีสื่อโซเชียลเยอะ ทั้งเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม พอถ่ายภาพสวยๆ ตอนไปเที่ยวญี่ปุ่นมาได้ ผมก็จะนำมาลงในสื่อออนไลน์เหล่านี้ เพราะอยากแชร์ให้คนอื่นได้เห็นบ้าง ปรากฏว่าพอลงรูปไป ก็มีคนเข้ามาคอมเมนต์ชื่นชมว่าถ่ายรูปสวยกันเยอะมาก ไอจีผมมีคนมาฟอลโลว์ 1.5 แสนคนได้ ก็ถือว่าไม่เยอะนะ แต่มันก็ทำให้ผมรู้สึกภูมิใจและรักการถ่ายภาพมากขึ้น”

หลังจากฝึกฝีมือมาเรื่อยๆ ปัจจุบันรุจได้ชื่อว่าเป็นช่างภาพสมัครเล่นฝีมือดีที่ถ่ายรูปวิวทิวทัศน์ได้สวยงามคนหนึ่ง ล่าสุดเขาได้ต่อยอดผลงานการถ่ายภาพ โดยกำลังจะออกหนังสือเล่มที่ 3 สไตล์ไกด์บุ๊กที่ชื่อว่า “Japan Best of Reasons” ซึ่งรวบรวมสถานที่ท่องเที่ยว 4 ฤดูในญี่ปุ่นที่เขาได้ไปสัมผัสมาจำนวน 300 กว่าหน้า โดยมีกำหนดจะเปิดตัวหนังสือวันที่ 7 เม.ย.นี้ ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

สีสีนยามเช้าของภูเขาฟูจิที่ถ่ายจากภูเขาริวกาทาเกะ

“ก่อนหน้านี้ผมได้นำภาพวิวที่ผมถ่ายเองมาตีพิมพ์เป็นหนังสือไปแล้ว 2 เล่ม เล่มแรกคือ “Japan Best Destination” ซึ่งจะรวบรวมภาพสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆ ในญี่ปุ่นที่ผมไปมา ซึ่งจะคล้ายๆ กับโฟโต้บุ๊กเพราะจะเน้นภาพเป็นหลัก ส่วนเล่มที่สองชื่อว่า “ไม่มีการเดินทางครั้งใดที่สูญเปล่า” เล่มนี้จะรวบรวมแคปชั่นแนวคิดที่ผมเคยเขียนไว้ในอินสตาแกรมและเฟซบุ๊กของผมเอง ซึ่งผมจะเลือกแคปชั่นที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวและความรักมานำเสนอ พร้อมกับหารูปสวยๆ ที่เหมาะกับแต่ละแคปชั่นมาประกอบ

พอมาถึงเล่มที่สาม ตอนแรกก็คิดว่าจะไม่ทำออกมาแล้วนะ เนื่องจากยังเก็บภาพได้ไม่ครบ แถมยังใช้งบเยอะมากๆ เพราะผมจะจ่ายเงินเองหมดเลย ทั้งค่าเครื่องบิน ค่าเดินทาง และอื่นๆ โดยไม่มีสปอนเซอร์ เนื่องจากตั้งใจจะทำหนังสือในแบบที่ตัวเองต้องการจริงๆ ถ้าหากมีสปอนเซอร์เข้ามา ก็อาจจะทำให้เนื้อหามันเปลี่ยนไป

ทะเลหมอก

แต่ปัญหาคือผมดันไปวางคอนเซ็ปต์ว่าเป็นการท่องเที่ยว 4 ฤดูในญี่ปุ่น จึงทำให้ต้องเดินทางไป-กลับญี่ปุ่นในปีที่แล้วถึง 25 ครั้ง ไปครั้งนึงก็อยู่ได้แค่  8-10 วัน เพราะผมต้องรับงานอีเวนต์เพื่อหาเงินไว้ไปเที่ยวเพื่อถ่ายรูปต่อ เรียกว่าต้องบินไป-บินมาถี่มากๆ กว่าจะได้หนังสือเล่มที่สามนี้”

รุจเสริมว่า กล้องที่เขาใช้ประจำจะเป็นกล้องโปรของโซนี่ เรียกว่าใช้จนติดมือแล้วก็ว่าได้ อีกอย่างการได้เดินทางไปญี่ปุ่นบ่อยๆ นอกจากได้เปิดโลกทัศน์ให้รู้จักสถานที่ในญี่ปุ่นมากขึ้นแล้ว ยังได้รู้จักกับเพื่อนคนไทยที่อยู่ที่นั่น ซึ่งรักการถ่ายภาพเหมือนกัน จึงได้ทั้งมิตรภาพและได้เทคนิคการถ่ายภาพจากเพื่อนๆ มาใช้ รวมทั้งยังได้งานเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์โปรโมทสถานที่ท่องเที่ยวของญี่ปุ่นอีกด้วย

“สำหรับแฟนคลับที่กำลังรอฟังซิงเกิ้ลใหม่อยู่ ผมตั้งใจไว้ว่าจะปล่อยเพลงใหม่ให้แฟนๆ ได้ฟังกันในช่วงกลางปี ซึ่งตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการเตรียมงานอยู่ ถ้าไม่มีอะไรผิดคาด ก็น่าจะเป็นเพลงป๊อปเกี่ยวกับความรัก แต่อาจจะไม่ใช่เพลงช้าอย่างที่เคยฟังมา ยังไงก็ฝากติดตามด้วยครับ”

อ๊ะ! แฟนคลับที่รักรุจ อัพเดทได้ที่ IG : suparuj และ FB : Outside The Room

โอ๊ต-ปราโมทย์ ปาทาน

ด้าน โอ๊ต-ปราโมทย์ ปาทาน (วัย 32 ปี) นักร้องจากค่ายไวท์ มิวสิค เครือจีเอ็มเอ็ม ที่มาพร้อมซิงเกิ้ลเพลงรักชื่อว่า “เมื่อวาน” รวมทั้งเป็นดีเจ คลื่น 94 EFM พิธีกร รายการ The Boy บนยูทูบ และนักแสดงจากภาพยนตร์เรื่อง “โอเวอร์ไซส์ ทลายพุง” ที่กำลังเข้าฉายอยู่ ก็เป็นอีกหนึ่งหนุ่มที่มีงานอดิเรกสุดฮิตที่ชอบถ่ายภาพเจ๋งๆ แนวๆ

“ที่จริงผมก็สนิทกับพี่รุจนะ ก็เลยได้ซึมซับเทคนิคการถ่ายภาพมาจากเขาเหมือนกัน แต่เราจะชอบถ่ายภาพคนละสไตล์ พี่รุจจะสายแลนด์สเคป ส่วนผมจะสายพอร์เทรต การใช้ชีวิตของคน หรือภาพเบื้องหลังเวทีคอนเสิร์ตซะมากกว่า

ภาพที่ผมถ่ายไว้ ผมจะนำไปโพสต์ลงในแฟนเพจ FB : RookieSnap ที่เปิดมาได้ 5 เดือน มีคนฟอลโลว์อยู่ 3 หมื่นคนได้ ส่วนใหญ่ผมจะถ่ายภาพเพื่อนๆ ในงานปาร์ตี้ ถ่ายการแข่งฟุตบอล ถ่ายแฟชั่นเซตให้ พลอย หอวัง ถ่ายแบ็กสเตจตอนเพื่อนๆ เล่นดนตรี เป็นต้น คือผมจะนำกล้องติดตัวไปด้วยและมักจะถ่ายภาพเก็บไว้เสมอ เมื่อก่อนจะเลือกภาพเท่ๆ ลงวันละ 1 รูป แต่ช่วงนี้งานค่อนข้างยุ่งมาก จึงอาจจะห่างหายไปบ้าง”

ภาพแฟชั่นของ พลอย หอวัง ถ่ายโดย โอ็ต ปราโมทย์

โอ๊ตบอกว่า เขาถ่ายภาพเพราะชอบเป็นการส่วนตัวและถือเป็นงานอดิเรกอย่างแท้จริง ถึงแม้ฝีมือการถ่ายภาพของเขาอาจยังไม่โปรมากนัก เพราะไม่เคยเรียนถ่ายรูปมาก่อน อาศัยเรียนรู้เทคนิคมาจากยูทูบ แต่ก็รู้สึกดีใจทุกครั้งที่มีคนเข้ามาชมว่าถ่ายรูปได้สวย เท่ และแนวมากๆ

“กล้องที่ผมใช้จะเป็นกล้องไลก้า ซึ่งตอนนี้มีอยู่ด้วยกัน 5 รุ่น คือจะใช้เวียนกันไป พูดง่ายๆ ว่าตอนนี้ซื้อกล้องหมดเงินไปเป็นล้านเลยละ (หัวเราะ) พอถ่ายเสร็จก็จะลิงก์รูปลงไปในคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ จากนั้นจึงนำมาโพสต์ลงเพจให้คนอื่นได้เข้าไปดูด้วย

หลังๆ มานี้ผมยังบ้าถ่ายกล้องฟิล์มด้วยครับ ซื้อกล้องฟิล์มไลก้า เอฟ 6 มา พอถ่ายไปถ่ายมาก็ยิ่งชอบในความคิดของผมแล้ว การถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์มนั้นง่ายกว่าถ่ายด้วยกล้องดิจิทัล เพราะสำหรับคนที่ไม่เชี่ยวชาญเรื่องกล้อง การใช้กล้องดิจิทัลมันเป็นเรื่องยุ่งยากพอสมควร เพราะต้องปรับโหมดเยอะแยะไปหมด แต่กล้องฟิล์มมันไม่ต้องคิดมาก เราอยากได้ ISO หรือค่าความไวของแสงเท่าไหร่ สภาพสีแบบไหน ก็สามารถตั้งให้ตรงกับที่ต้องการและกดชัตเตอร์ได้เลย ไม่ต้องยุ่งยากอะไร ตอนนี้ผมก็กำลังทำห้องมืดสำหรับล้างฟิล์มที่บ้านด้วยนะ แต่ยังไงผมก็ยังคงใช้กล้องดิจิทัลอยู่แหละ”

ภาพเบื้องหลังบนเวทีคอนเสิร์ตของ นิว-เป๊ก

โอ๊ตทิ้งท้ายว่า ตอนนี้เพจเฟซบุ๊กของเขาเริ่มโตขึ้นและมีคนติดตามมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตเขาจึงคิดว่าอยากจะหาสปอนเซอร์เป็นแบรนด์กล้องต่างๆ เพื่อทำรายการในยูทูบ โดยไปชักชวนคนที่รักการถ่ายภาพมาเจอกัน นัดไปถ่ายรูปตามสถานที่ต่างๆ ด้วยกัน และเรียนรู้เทคนิคไปพร้อมกันเลย ซึ่งเขาอาจจะเชิญเพื่อนที่เชี่ยวชาญด้านการถ่ายภาพมาสอนเวิร์กช็อปให้กับผู้ที่มาร่วมรายการด้วย

แหม นับว่าเป็นการต่อยอดความคิดที่เท่ซะจริงๆ เชียว ใครที่เป็นแฟนคลับหนุ่มคนนี้ ติดตามได้ที่ IG : @oatpramote, FB : Pramote.Pathan และแฟนเพจ FB : เที่ยว อยู่ ได้

 

เป้าหมายทางการเงิน มีไว้ไปให้ถึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มีนาคม 2560 เวลา 10:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/486122

เป้าหมายทางการเงิน มีไว้ไปให้ถึง

โดย…สมแขก ภาพ รอยเตอร์ส

เผลอแวบเดียวมาใกล้จะปีใหม่ไทยกันอีกแล้ว หลายคนตั้งปณิธานไว้ตั้งแต่เริ่มต้นปี 2560 แล้วว่าจะเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ แต่จนแล้วจนรอดเวลาก็ล่วงเลย สำหรับคนที่ตั้งเป้าหมายทางการเงินไว้ ลองมา
เช็กลิสต์กันดูเสียหน่อยว่าที่ตั้งใจไว้ทำได้แค่ไหน แต่เรามีเป้าหมายที่น่าสนใจมาท้าทายกัน

ล้างหนี้!

พระท่านว่าการเป็นหนี้เป็นทุกข์ในโลก ถ้าคุณไม่มีหนี้ก็สบายไป แต่ถ้าคุณมีหนี้ หนึ่งในเป้าหมายที่ควรมีคือเป้าหมายของการล้างหนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสดที่ดอกเบี้ยแพงแสนแพงนั้น สิ่งแรกที่คุณควรทำคือ เริ่มต้นทำ “บัญชีรายรับรายจ่าย” จดทุกอย่างที่เป็นรายรับ-รายจ่าย เพื่อที่เราจะได้เห็นว่าเราใช้อะไรกับสิ่งฟุ่มเฟือย และเราจะสามารถประหยัดเงินได้จากรายจ่ายไม่จำเป็นใดบ้าง เพราะทุกวันนี้ที่เงินไม่พอใช้ ปัญหาก็เริ่มจากรายจ่ายนี่แหละ

อย่างไรก็ตาม จะให้ประหยัดรายจ่ายจนสายตัวแทบขาดก็ไม่ไหว แนะนำให้ขายของที่ไม่จำเป็นออกไปบ้าง เพราะสินทรัพย์โดยทั่วไปที่ซื้อมา หากไม่ใช่เพื่อการลงทุนหรือเป็นของสะสมหายาก ความเป็นไปได้ที่จะก่อให้เกิดผลตอบแทนในรูปแบบกำไร เมื่อเปรียบเทียบกับดอกเบี้ยของหนี้บัตรต่างๆ ของเราที่ดอกสูงขึ้นทุกวันๆ เอาเป็นว่าไม่ขายวันนี้ก็ต้องขายวันหน้า รีบขายแล้วเอาเงินไปโปะหนี้ดีที่สุด

เริ่มต้นเก็บเงิน

ถ้ายังหาฤกษ์ดีๆ ไม่ได้ เริ่มต้นหลังสงกรานต์ก็ยังได้ ตั้งเป้าว่าเก็บเงินอย่างน้อย 10% ของรายได้ โดยรักษาระเบียบวินัยของการออม ด้วยการให้หักจากบัญชีอัตโนมัติ เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องไปยุ่งกับตัวเลข สิ่งสำคัญของการออมแบบนี้คือ อย่าใจร้อน อย่าคิดถึงผลลัพธ์ สิ่งสำคัญคือสร้างนิสัยการออม ถ้าไม่มีหนี้แล้ว เราจะสามารถออมเงินได้มากขึ้นตามลำดับ

ให้เงินทำงาน

การเริ่มต้นออมเป็นใบเบิกทางที่ดีสำหรับการ “ลงทุน” เมื่อไม่มีหนี้ จากลูกหนี้ก็จะกลายเป็นเจ้าหนี้ ที่ต้องเสียดอกเบี้ยก็จะได้ดอกเบี้ย ซึ่งการลงทุนมีหลายประเภทและความเสี่ยง สำหรับคนที่อยากเริ่มต้นลงทุน แนะนำให้เริ่มต้นที่ “กองทุนรวม” เนื่องจากมีมืออาชีพคอยบริหารจัดการกองทุนให้ อาจจะความเสี่ยงน้อยที่สุด แต่อย่างน้อยก็มีโอกาสขาดทุนน้อยกว่าเราเล่นเอง ซึ่งการเลือกลงทุนในกองทุนต่างๆ หรือลงทุนในหุ้น ควรศึกษาให้ละเอียดรอบคอบ

ลงทุนเพื่อสังคม

การลงทุนเพื่อสังคม คือการลงทุนแบบหนึ่ง ที่นอกเหนือจากผลตอบแทนทางการเงินแล้ว ผู้ลงทุนยังต้องการให้ธุรกิจสามารถสร้างหรือทำให้เกิดผลกระทบทางที่ดีขึ้นต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกับการดำเนินธุรกิจ ผลกระทบที่ว่านี้ควรเป็นผลกระทบที่ยั่งยืน รวมถึงสามารถขยายผลให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวไปพร้อมกับผลตอบแทนทางการเงิน รูปแบบหนึ่งของการลงทุนเพื่อสังคม คือ “กิจการเพื่อสังคม” ซึ่งมีวัตถุประสงค์และเป้าหมายทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้น แต่ใช้การดำเนินงานแบบธุรกิจที่มีความยั่งยืนทางการเงิน

 

ประสิทธิภาพ แห่ง ‘เวลาว่าง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มีนาคม 2560 เวลา 13:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/486048

ประสิทธิภาพ แห่ง ‘เวลาว่าง’

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ วัชรพล แดงสุภา

พระอาทิตย์ขึ้น แล้วพระอาทิตย์ก็ตก วันเวลาโกยอ้าวเหมือนติดปีก เมื่อปลายสัปดาห์ก่อน ได้รับมอบหมายให้ไปงานการประชุมวิชาการระดับชาติ เรื่อง “วิถีไทยกับการใช้เวลาว่าง” ของสถาบันไทยศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เลขผานาทีใกล้เข้ามา จึงรู้ว่าไม่มีเวลาว่าง หรือเอาเข้าจริงๆ ก็อาจจะไม่มีเวลาอยู่เลย!

การประชุมเชิงวิชาการเป็นการศึกษาวิจัยการใช้เวลาว่างคนไทยในลักษณะสหสาขา เริ่มจาก ศ.สุกัญญา สุจฉายา ผู้ทรงคุณวุฒิ สถาบันไทยศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าถึงการใช้เวลาว่างในวัฒนธรรมไท-ไทยในอดีตว่า เวลาว่างของคนในสังคมเกษตรกรรมเดิมขึ้นอยู่กับฤดูกาลหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต ส่วนใหญ่ตรงกับช่วงฤดูร้อน พักทั้งพื้นดินและพักทั้งคน รอฝนรอฤดูกาลผลิตรอบใหม่

ช่วงเวลาพักผ่อนอย่างแท้จริง คือ ตรุษสงกรานต์ นอกจากพิธีกรรมและความเชื่อแล้ว การหยุดพักผ่อนจากการทำงานหนักในไร่นา ยังอยู่ในรูปของการละเล่น การแสวงหาความบันเทิง สำหรับหนุ่มสาวเป็นเวลาของการแสวงหาคู่รัก สำหรับพ่อบ้านแม่บ้าน เป็นช่วงเวลาที่จะได้วางภารกิจของครอบครัว เด็กๆ เป็นช่วงเวลาของความสนุกสนาน

ชนชาติไททุกกลุ่มมีการละเล่นและการแสดงพื้นบ้านอยู่มากมาย ถือเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตไทย หากแตกต่างกันตามพื้นที่ วัย อาชีพ และชนชั้น เช่น เวลาว่างของชายกับหญิง เวลาว่างของชาวบ้านกับชนชั้นเจ้านาย ซึ่งแตกต่างกันมาก

สำหรับการใช้เวลาว่างของเจ้านายไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 ตีความจาก “โคลงเล่นซ่อนหา” เนื้อหาเกี่ยวกับการละเล่นซ่อนหาของสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระสหาย เมื่อครั้งเสด็จแปรพระราชฐานไปที่เกาะสีชัง ผู้เล่นจะต้องฟังโคลงแล้วทายว่ากวีกำลังประพันธ์ถึงสถานที่ใดในเขตพระราชฐาน เป็น “การเล่นปริศนาทายคำ” ที่มีคำตอบเป็นสถานที่ที่ตัวละครคือเจ้านายในอดีตเลือกใช้เป็นที่ซ่อน

“โคลงเล่นซ่อนหาสะท้อนให้เห็นถึงการใช้เวลาว่างของคนไทยในอดีตว่า มีการประกอบกิจกรรมหมู่คณะเพื่อความสนุกสนานพร้อมๆ กับการประเทืองปัญญา อันเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่เด่นชัดของสังคมไทย” ศ.สุกัญญา เล่า

พรรณราย ชาญหิรัญ อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เล่าถึงการใช้เวลาว่างของชนชั้นนำในสมัยรัชกาลที่ 5 และ 6 ว่า เป็นช่วงเวลาของการเปิดโลกทัศน์ของการใช้เวลาว่างแบบใหม่ โดยได้รับอิทธิพลจากตะวันตกที่เริ่มแผ่เข้ามา เช่น การไปตากอากาศ การเล่นกีฬากอล์ฟ ขี่ม้า รวมทั้งการเขียนหนังสือ

นพ.ดร.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการ สำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เล่าถึงการเล่นกับการส่งเสริมสุขภาวะของเยาวชนว่า ภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนของเด็กวัยเรียนไทย ปี 2556-2558 พบว่า เด็กอ้วนมากขึ้นเรื่อยๆ โดย 12.6% ของเด็กไทยอยู่ในภาวะอ้วนลงพุง และ 41% ของเด็กที่ไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกาย ใช้เวลาอยู่หน้าจอ 3-6 ชั่วโมงต่อวัน

“เราพบว่าการใช้เวลาต่อวันของเด็กโดยเฉลี่ย มีการนอนหลับ 8.26 ชั่วโมง มีกิจกรรมเคลื่อนไหวต่ำ 13.15 ชั่วโมง และมีกิจกรรมทางกายต่อวันเพียง 2.19 ชั่วโมง เปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของเด็กอายุ 10-11 ปีทั่วโลกแล้วมีตัวเลขใกล้เคียงกัน นั่นหมายความว่า เด็กทั่วโลกใช้เวลาเหมือนกัน ประสบปัญหาเดียวกัน”

พฤติกรรมเนือยนิ่งของเยาวชนที่กลายเป็นปัญหาระดับโลก จะมีทางออกอย่างไร นั่นคือการส่งเสริมกิจกรรมเคลื่อนไหว (Active Play) ลดพฤติกรรมเนือยนิ่งจากการนั่ง การอยู่หน้าจอและการเดินทาง เพิ่มพื้นที่สุขภาวะและกิจกรรมทางกาย วิธีนี้ช่วยเสริมพัฒนาการสติปัญญา พัฒนาการทางเจตคติ และพัฒนาการด้านทักษะร่างกาย โดยเด็กที่ใช้เวลากับกิจกรรมทางกายอย่างสม่ำเสมอ พบว่ามีผลการเรียนดีขึ้น มีสมาธิดีขึ้น น้ำหนักส่วนเกินลดลง

อานนท์ จันทวิช ผู้อำนวยการสำนักสถิติเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานสถิติแห่งชาติ เล่าว่า สำรวจการใช้เวลาของคนไทยทั้งประเทศทุก 5 ปี คิดเป็นค่าเฉลี่ยของกิจกรรมในชีวิตประจำวันในวันหนึ่งๆ ดังนี้ นอน 8.4 ชั่วโมง อาบน้ำ 1.1 ชั่วโมง รับประทานอาหาร 1.7 ชั่วโมง ทำงาน 8.6 ชั่วโมง ดูโทรทัศน์ 3 ชั่วโมง ท่องอินเทอร์เน็ตและใช้เวลากับโซเชียลเน็ตเวิร์ก 2.03 ชั่วโมง

จากท้องทะเลสู่วิถีเกษตรพอเพียง วัชรพล แดงสุภา ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านอาหารและเกษตรกรรมเชิงนิเวศ มูลนิธิกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เล่าว่า เมื่อพูดถึงเวลาว่าง เวลาว่างคือ “ว่าง” จุดเปลี่ยนในชีวิตเริ่มต้นเมื่อหนีความศิวิไลซ์ไปอยู่เกาะเต่า ดำน้ำ ทำสวน และใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ลมพัดมาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เมื่อว่างก็ว่ายน้ำ พายเรือ เดินป่า ทำงานศิลปะ
ถ่ายรูปในคืนไร้ดาว

ความว่างกับการใช้เวลาว่าง มีความหมายเหมือนจะคล้ายกันแต่ก็ไม่ใช่เสียทีเดียว งานจิตอาสาของหนุ่มนักอนุรักษ์ เริ่มต้นขึ้นแล้วไม่หยุดลงง่าย เริ่มจากโครงการนักอนุรักษ์บ้านเกาะเต่า ดูแลเต่าในพื้นที่
จากนั้นก็ค่อยๆ ศึกษาปัญหาและความต้องการของชุมชน พบว่าเด็กบนเกาะว่ายน้ำไม่เป็น (!?!) เนื่องจากส่วนใหญ่ติดตามพ่อแม่ซึ่งอพยพมาจากแหล่งอื่น พ่อแม่ว่ายน้ำไม่เป็นจึงไม่กล้าให้ลูกลงน้ำ

วัชรพล จึงริเริ่มโครงการยุวชนเกาะเต่า สอนเด็กว่ายและดำน้ำ ปลูกฝังความรักและความเชื่อมโยงระหว่างเด็กกับพื้นถิ่นท้องทะเล สิ่งแวดล้อมและสัตว์ โครงการได้รับรางวัลมากมายทั้งในระดับสากล
จากนั้นหยุดว่ายน้ำแล้วหันมาทำสวนเกษตรอินทรีย์ ก้าวข้ามอุปสรรคอย่างยากลำบาก เพื่อจะพบว่าทุกสิ่งที่เราทำ ย้อนกลับมาที่ตัวเราเอง ปัจจุบันทำงานที่กรีนพีซ “เวลาว่าง” น้อยลงไปเยอะ

ผู้เขียนเองล่ะ! การใช้เวลาของบ่ายวันหนึ่งเข้าร่วมฟังการประชุมเชิงวิชาการที่น่าทึ่ง คือการได้เห็นแง่มุมของเพื่อนร่วมสังคม นอกเหนือจากที่กล่าวมายังมีการใช้เวลาว่างของผู้สูงอายุ การใช้เวลาว่างของอาจารย์มหาวิทยาลัย การใช้เวลาว่างของแพทย์ ได้เห็นเพื่อนมนุษย์ในฐานะที่เป็นผู้กระทำการ สร้างสรรค์ คิดค้น เรียนรู้ หยิบยืม ผ่อนคลาย ร้อยเรียง ปรับตัว ต่อรอง ครอบงำฯลฯ สืบทอดความเป็นตัวตนให้เหมาะกับสถานการณ์ ความสุขความทุกข์ และความเป็นไปของโลก

ขณะเดียวกันก็สะท้อนตัวเราเองว่า เรากำลังใช้เวลาทำอะไร ถ้ามองให้ลึกลงไป การใช้เวลาก็คือการแสดงออกซึ่งตัวตนในรูปแบบหนึ่ง เหลี่ยมมุมและเนื้อหาที่แตกต่าง สะท้อนถึงรสนิยมและการหยั่งถึงซึ่งประสบการณ์ภายใน อันมีความสำคัญต่อการสร้างตัวตนของเราท่านทั้งหลายอย่างนึกไม่ถึง ย้อนถามไปยังผู้อ่านทุกคนว่า ในมิติของไทยวิถี สิ่งที่เราเคยทำ นำเรามาอย่างไร และสิ่งที่เรากำลังทำ จะนำเราคนไทยไปสู่ที่ใด

 

ก้าวต่อไปของ สกายเลน ‘มุ่งหน้าสู่สนามที่ดีกว่า..’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มีนาคม 2560 เวลา 14:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/485901

ก้าวต่อไปของ สกายเลน 'มุ่งหน้าสู่สนามที่ดีกว่า..'

โดย…Withaya Heng

เส้นทางจักรยานรอบสนามบินสุวรรณภูมินั้น ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2557 มูลเหตุดั้งเดิมคือก่อนหน้านี้มีกลุ่มนักปั่นได้ใช้ถนนท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 3 ซึ่งเป็นทางเข้า-ออกด้านตะวันออกเชื่อมต่อกับถนนบางนา-ตราด เป็นที่ปั่นประลองกำลังกันยามค่ำคืน เริ่มกันตั้งแต่ลานจอดรถระยะยาวไปถึงสุดขอบสนามบินแล้วกลับรถใต้สะพานลอยข้ามคูน้ำ ก็จะได้เส้นปั่นต่อเนื่องเป็นระยะทางร่วม 10 กม./รอบ

นานวันเข้าก็มีนักปั่นมาชุมนุมกันมากขึ้นเรื่อยๆ จากหลักสิบเป็นหลักร้อย จนกลายเป็น 300-500 คน/คืน ผู้บริหารของบริษัท ท่าอากาศยานไทย ในยุคนั้นจึงมีคำสั่งให้ปรับปรุงถนนเลียบคูน้ำล้อมรอบสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งเดิมเป็นถนนดินอัดแน่นใช้สำหรับตรวจการณ์รักษาความปลอดภัยและการซ่อมบำรุงระบบต่างๆ เท่านั้น ปรับปรุงให้เป็นทางจักรยานขนาด 2 เลน ระยะทาง 23.5 กม./รอบ โดยใช้ยางพาราผสมสีเขียวราดทับถนนดินนั้น เป็นการปรับปรุงที่ทำได้รวดเร็วและใช้งบประมาณต่ำ แต่ผลที่ได้คือถนนไม่ได้ราบเรียบจริงๆ จะเป็นลอนเล็กๆ พอให้รู้สึกได้

หลังจากที่เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อเดือน เม.ย. 2557 เส้นทางจักรยานรอบคูน้ำท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หรือที่เรียกกันในสมัยนั้นว่า “สนามเขียว” ได้มีการปรับปรุงย่อยๆ อีกหลายครั้งเพื่อรองรับจำนวนนักปั่นที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งปรับปรุงผิวทางให้เรียบยิ่งขึ้น การจัดการจราจรภายใน จัดทางเข้า-ออก และที่สำคัญคือที่จอดรถ แต่ดูเหมือนการปรับปรุงจะไล่ตามหลังจำนวนนักปั่นเสมอ คือทำยังไงก็ไม่พอสักที

เหตุผลหลักที่สนามเขียวได้รับความนิยมอย่างสูงนั้น เพราะเป็นเส้นปั่นจักรยานเส้นเดียวที่มีความยาวถึง 23.5 กม./รอบ และปลอดจากรถยนต์มาวิ่งกวนใจ จึงเป็นที่ชื่นชอบของนักปั่นทุกระดับฝีมือ ซึ่งในเวลานั้นจะมีนักปั่นร่วม 3,000 คน/วัน ในวันเสาร์-อาทิตย์ ในที่สุด ทอท.จึงได้จับมือกับธนาคารไทยพาณิชย์ ทำข้อตกลงร่วมกันพัฒนา “โครงการลู่ปั่นจักรยานรอบท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ” หรือ Sky Lane Thailand เมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2558 และมีการปิดปรับปรุงใหญ่ครั้งแรกเป็นเวลานานกว่า 6 เดือน ถือเป็นการก้าวเข้าสู่ยุคที่สองของเส้นทางจักรยานที่ได้รับความนิยมสูงสุด

เมื่อสนามเขียวเปิดให้บริการอีกครั้งในเดือน ธ.ค. 2558 แต่คราวนี้เปลี่ยนโฉมเป็นทางจักรยานสีฟ้าสด พร้อมกับชื่อใหม่ Sky Lane ก็ยิ่งได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยเลนจักรยานที่กว้างกว่าเก่า การผ่านเข้าออกสะดวกสบายด้วย Snap สายรัดข้อมือที่ใช้เทคโนโลยี RFID มีห้องน้ำให้บริการทั้งจุดพักภายในเลนจักรยานและจุดจอดรถ สนามเล็กสำหรับเด็กและมือใหม่ รวมทั้งลานจอดรถที่รองรับได้กว่า 1,500 คัน

แต่ชั่วเวลาที่กลับมาให้บริการเพียง 1 ปี 3 เดือน ปริมาณนักปั่นได้เพิ่มขึ้นถึงระดับ 2,000-3,000 คนในวันธรรมดา และในวันหยุดสุดสัปดาห์เพิ่มสูงถึง 5,000-1 หมื่นคน ซึ่งจะหนาแน่นมากในช่วงเช้าและช่วงเย็น จนใกล้จะเกินขีดความสามารถในการรองรับจำนวนนักปั่นที่มีมากขึ้นทุกวัน เกิดความแออัดทั้งในเลนปั่นและในส่วนของลานจอดรถ จึงเป็นที่มาของการปิดปรับปรุงใหญ่อีกครั้งในวันที่ 11 เม.ย.ที่จะถึงนี้ และกำหนดเปิดให้บริการอีกครั้งกลางเดือน พ.ย. 2560

ระยะเวลา 7 เดือนที่ปิดให้บริการ จะเป็นการก่อสร้างสิ่งใหม่ๆ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่น่าสนใจคือการสร้างเลนจักรยานเพิ่มเติมสำหรับขาแรง โดยเฉพาะ เป็น “เลนม่วง” แยกต่างหากคู่ขนานไปกับเลนสีฟ้าดั้งเดิม เป็นการแยกนักปั่นที่มีทักษะประสบการณ์สูง และนิยมปั่นกันด้วยความเร็ว ออกจากนักปั่นระดับธรรมดา ซึ่งจะช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุในสนามได้

ในส่วนของลานจอดรถจะปรับปรุงลานจอดรถระยะยาว ซึ่งมีพื้นที่จอดรถมากถึง 3,500 คัน และสร้างสะพานจักรยานลอยฟ้า เชื่อมต่อเข้าสู่โครงการ เรียกว่าเป็น Sky Lane อย่างแท้จริง ส่วนสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้น อาทิ เพิ่มจุดปฐมพยาบาลที่จุดพักที่ 2 สร้างจุดนั่งพักที่มีหลังคาใกล้สนามเล็ก ปรับปรุงผิวลู่วิ่งจ๊อกกิ้งที่ขนานไปกับเลนปั่นในสนามเล็กให้เป็นพื้นยางมาตรฐาน

และสุดท้ายศูนย์บริการนักปั่น (Bike Center) ที่เสร็จสมบูรณ์ซึ่งจะประกอบด้วย ฟู้ดคอร์ต ร้านอาหาร-เครื่องดื่ม ร้านอุปกรณ์จักรยาน ร้านรับฝากและซ่อมจักรยาน และที่สำคัญที่สุดคือ Sky Lane จะให้บริการฟรีเช่นเคย ไม่มีนโยบายเก็บค่าเข้าโดยเด็ดขาด

และในวันที่ 8-9 เม.ย.นี้ จะมีกิจกรรมปั่นส่งท้าย ให้ทุกท่านได้มาพบปะเพื่อนนักปั่นพร้อมรับของที่ระลึกไว้ให้คลายความคิดถึง อดใจรอกันสักนิด เพื่อพบกับยุคที่ 3 ของ Sky Lane สนามปั่นที่ดีกว่าเดิม และน่าจะเป็น Bike Park ทางเรียบแห่งแรกและแห่งเดียวของโลก

แต่ถ้าจะให้สมบูรณ์แบบจริงๆ ขอเพิ่มทางจักรยาน MTB ให้มีเนินไต่-ไหลลงเล่น รอบละสัก 5 กม. จักเป็นพระคุณอย่างสูงเลยครับ

 

จีรนันท์ เขตพงศ์ ความรัก ความผิดหวัง กับประสบการณ์ที่ประทับใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มีนาคม 2560 เวลา 14:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/485898

จีรนันท์ เขตพงศ์ ความรัก ความผิดหวัง กับประสบการณ์ที่ประทับใจ

โดย…วรธาร ภาพ : ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

จอย-จีรนันท์ เขตพงศ์ ผู้ประกาศข่าวช่อง 7 สี ซึ่งมากด้วยความสามารถและมีประสบการณ์ในการทำงานด้านสื่อมวลชนมาโชกโชน ทั้งจัดรายการวิทยุ เป็นผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์ และพิธีกร

เริ่มฉายแววนักข่าวตั้งแต่เรียน ม.5-6 โดยได้รับโอกาสจากสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จ.สุราษฎร์ธานี (สวท.สุราษฎร์ธานี) ให้จัดรายการวิทยุ ขณะที่ตอนเรียนนิเทศศาสตร์อยู่ปี 2 ก็สอบได้ใบประกาศของกรมประชาสัมพันธ์ จากนั้นก็ได้อ่านข่าวที่ช่อง 11 สุราษฎร์ธานี ทำมาเรื่อยๆ จนกระทั่งจบปริญญาไปเป็นลูกจ้างชั่วคราวที่ สวท.ชุมพร พักหนึ่งก่อนจะกลับมาที่ สวท.สุราษฎร์ธานี อีกครั้ง ก่อนหน้าที่จะได้ร่วมงานกับช่อง 7 เมื่อ 7 ปีที่แล้วชื่อเสียงเธอก็เริ่มเป็นที่รู้จักแล้ว

ถึงวันนี้เธออยู่กับช่องมาได้ 7 ปี เข้าสู่ปีที่ 8 ปัจจุบันเป็นผู้ประกาศข่าว รายการข่าวเช้า 7 สี ทุกเช้าวันจันทร์-ศุกร์ เวลาตี 5-6 โมง อีกรายการคือ 7 สีช่วยชาวบ้าน ดำเนินรายการร่วมกับพิธีกรอีกคน ทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 15.45-16.00 น.

ภาพลักษณ์เป็นผู้ประกาศข่าวที่เก่งและมีมนุษยสัมพันธ์น่ารักคนหนึ่ง ประกอบกับชีวิตเวลานี้ก็มีความสุขมาก ทั้งชีวิตครอบครัวและชีวิตการทำงาน

หากจะย้อนเรื่องราวของจีรนันท์ก่อนที่จะมาถึงวันนี้ เธอยอมรับว่าเคยผ่านทั้งเหตุการณ์เลวร้ายชนิดสาหัสสากรรจ์ในชีวิตมาแล้ว รวมทั้งประสบการณ์ในการทำงานที่ไม่อาจลืมได้ โดยเฉพาะประสบการณ์จากการทำงานเป็นผู้สื่อข่าวที่พอหวนนึกทีไรก็รู้สึกมีความสุขทุกครั้ง มาดูว่าเธอไปประสบเหตุการณ์อะไรบ้างและผ่านตรงนั้นมาได้อย่างไร?

‘ผิดหวังในรัก’ ถึงขั้นคิดฆ่าตัวตาย

พูดถึงจิตใจของผู้ประกาศสาวทุกวันนี้ต้องบอกว่าแข็งแกร่งมาก เพราะความผิดหวังเรื่องความรักและธรรมะช่วยสอนและบ่มเพาะให้แกร่งขึ้น แต่ถ้าย้อนไปในสมัยเรียนจนเรียนจบและทำงานใหม่ๆ ถือเป็นช่วงที่จิตใจอ่อนแอมาก บทพิสูจน์ใจของเธอก็คือเรื่องความรัก

จอยคบกับผู้ชายคนหนึ่งเป็นรุ่นพี่อายุห่างกัน 7 ปี มาตั้งแต่ยังเรียนมหาวิทยาลัยจนกระทั่งเรียนจบมีงานทำ นับเวลาที่คบกันนาน 7 ปี ถึงขั้นตกลงปลงใจวางแผนจะแต่งงานกัน แต่แล้วความรักต้องมาสะดุด และจบลงเพราะมือที่สามแทรกแซง

รอยร้าวที่กลายมาเป็นจุดแตกหักเกิดขึ้น เมื่อวันหนึ่งเธอจับได้ว่าฝ่ายชายแอบไปมีหญิงอื่น จากนั้นก็นำมาซึ่งการทะเลาะกันรุนแรง ความรู้สึกที่เสียใจมากในเวลานั้น ผสมกับอารมณ์ที่คุโชนเต็มที่ ทำให้ความคิดตอนนั้นมืดมนอนธการไปหมด ทางออกทางเดียวที่เธอคิดตอนนั้นคือไม่ขอมีชีวิตอยู่ในโลกนี้อีกแล้ว เพราะสภาวะอารมณ์ตอนนั้นเกินที่จะรับไหว

เธอจึงตัดสินใจวิ่งขึ้นจากชั้น 4 ของอพาร์ตเมนต์ที่พักไปชั้นดาดฟ้า (ชั้น 5) เพื่อทิ้งร่างให้หล่นร่วงลงไปยังพื้นข้างล่าง โดยมีฝ่ายชายวิ่งตามขึ้นไปพูดขอร้องไม่ให้ทำ

“ยอมรับว่าช่วงวัยนั้นจอยอารมณ์ร้อน พอเจอเรื่องผิดหวังแรงๆ จิตเลยเตลิดคุมไม่อยู่ พอทะเลาะรุนแรงก็วิ่งขึ้นไปดาดฟ้ายืนอยู่ขอบตึก ในใจคิดไม่ขออยู่บนโลกนี้แล้ว ขณะนั้นเวลาประมาณ 1 ทุ่ม ผู้ชายก็มาตามบอกให้ลงๆ แต่จอยไม่ลง จนผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมงก็ราวๆ ทุ่มครึ่ง เขาบอกว่าถ้าไม่ลงจะโทรบอกพ่อแม่จอยแล้วเขาก็โทรไป

“ตอนนั้นพ่อแม่อยู่ อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ปกติถ้าท่านขับรถมาเยี่ยมจะใช้เวลาเกือบๆ 3 ชั่วโมง แต่วันนั้นรู้สึกว่าท่านมาถึงในชั่วเวลาแวบเดียวจริงๆ พอถึงท่านมองจอยทั้งน้ำตาไหลออกมา ปากก็พร่ำบอกให้เราลงมาๆ อย่าทำแบบนี้ลูก พอจอยเห็นน้ำตา ได้ยินน้ำเสียงพ่อแม่สักครู่ก็ได้สติลงมา พอไปดูนาฬิกายังไม่ 3 ทุ่ม ในใจคิดเลยพ่อคงต้องเหยียบสุดๆ

“จอยคิดว่าถ้าพ่อแม่เป็นอะไรจากการเดินทางมาห้ามไม่ให้เราทำแบบนั้นคงเป็นตราบาปติดตัวจอยไปตลอด วันนั้นคำพูดหนึ่งของแม่ทำให้เราเห็นว่าพ่อแม่คือคนสำคัญที่สุดในชีวิต แม่บอกว่าทำไมทำแบบนี้ ทำไมต้องคิดสั้น ถ้าพ่อแม่มาไม่ทัน สิ่งที่พ่อกับแม่จะได้รับคือศพลูกใช่ไหม ไม่ใช่ลูกที่มีลมหายใจอยู่แบบนี้ ตอนนั้นก็ได้พูดกับแม่ว่าผู้ชายจะทิ้งหนูอย่างเดียว

“แม่ให้สติอีกว่าตอนนี้ลูกอายุ 24-25 แล้ว คบกับผู้ชายคนนี้มาแค่ 7 ปี กล้าทำให้เขาขนาดนี้ แล้วแม่ที่ให้หนูเกิดและเลี้ยงมาตลอด 20 กว่าปี ไม่รักแม่แล้วเหรอ แม่พูดอย่างนี้เราได้แต่ตำหนิตัวเองในใจ ‘ทำไมลืมพ่อแม่นะ’ คำพูดสุดท้ายของแม่บอกว่า ที่ร้องไห้ให้เขาแม่ไม่ว่าหรอก แต่เก็บน้ำตาเอาไว้ให้พ่อแม่ตอนตายดีกว่าไหมลูก คำนี้ทำให้จอยวนกลับมาคิดเรื่องที่พ่อแม่ขับรถมา ถ้าท่านทั้งสองเป็นอะไรไปในระหว่างเดินทาง เราคือต้นเหตุที่ทำให้เป็น และตราบาปก็จะติดตัวจอยไปจนวันตาย” ผู้ประกาศสาวเล่าเรื่องราวความรักที่ผิดหวัง

ทว่าหลังเหตุการณ์วันนั้นผ่านไป เธอกับพ่อแม่ได้ไปอยู่ด้วยกันที่บ้านของน้าใน จ.สุราษฎร์ธานี ระหว่างนี้พ่อแม่คอยให้กำลังใจเสมอ ไม่เคยด่าและไม่เคยโทษอะไรเธอเลย ขณะที่ญาติๆ ก็เข้าใจหมด ไม่มีใครตำหนิ มีแต่ให้กำลังใจเสมอมา ระยะเวลา 3 เดือน สภาพจิตใจดีจนรู้สึกเป็นปกติ จอยยอมรับว่าถ้าพ่อแม่ไม่มาในวันนั้น เธออาจเป็นคนที่ทำให้พ่อแม่ต้องเสียใจที่สุดในชีวิตและเป็นบาปติดตัวไปตลอด

 “จอยกลับมาได้เพราะคำพูดของพ่อแม่ที่ให้กำลังใจทุกวัน ไม่เป็นไรลูก เริ่มต้นใหม่ได้ ไม่กี่วันก็ทำให้ความคิดในเรื่องความรักเราเปลี่ยนไปในทางที่ถูกที่ควร ต่อไปนี้เราต้องรักตัวเองมากขึ้นก่อนที่จะไปรักคนอื่น ที่สำคัญต้องรักพ่อแม่ด้วย และคนที่จะเข้ามาในชีวิตเราต้องรักพ่อรักแม่เราด้วยเช่นกัน นี่คือประสบการณ์หนึ่งของจอยที่ลืมไม่ลงค่ะ” จอย จีรนันท์ ทิ้งท้าย

ทำข่าวสึนามิปี’47 ช่วยคนได้เจอญาติ

เหตุการณ์สึนามิในวันที่ 26 ธ.ค. 2547 เป็นช่วงเวลาที่เธอกำลังทำงานอยู่ที่สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 จ.สุราษฎร์ธานี เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นการออกโอบีครั้งแรกของเธอ ส่วนสถานที่จุดได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่รายงานข่าวก็คือบ้านน้ำเค็ม ต.บางม่วง อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา

“จอยเดินทางไปวันที่ 28 ธ.ค. เตรียมเสื้อผ้าไปอย่างน้อย 1 เดือน เพราะไม่รู้ว่าจะได้กลับวันไหน วันนั้นรถโอบีเราวิ่งตามรถบรรทุก 10 ล้อ บรรทุกโลงไปประมาณ 7-8 คัน พอถึงสถานที่จริงจอยไม่นึกว่าในชีวิตนี้จะต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ เห็นศพอยู่เกลื่อนกลาด ผู้คนร้องไห้ระงม เป็นภาพที่หดหู่และสะเทือนอารมณ์มาก”

เธอเล่าว่า หลายคนอาจคิดว่าการทำงานสื่อมวลชน โดยเฉพาะการเป็นผู้ประกาศที่แต่งหน้าแต่งตาสวยงามอยู่หน้าจออย่างเดียวเท่านั้น แต่พอไปเจอเหตุการณ์วันนั้นและเป็นการออกโอบีครั้งแรกในชีวิต มันไม่ใช่ ต้องนอนใต้โต๊ะทำงาน เอาหัวมุดเข้าไปยื่นขาออกมา อาบน้ำในห้องส้วม กินอะไรก็ได้ที่มี ปลากระป๋องถ้ามีคือดีที่สุด

“วันหนึ่งมีคนเอาข้าวกล่องมาบริจาคเป็นร้อยกล่อง เพราะจุดที่จอยอยู่เป็นจุดรับบริจาคด้วย ถามว่าตอนนั้นอยากกินไหม อยากเพราะหลายวันที่ผ่านมาไม่ได้กินอะไรแบบนี้ แต่จอยไม่ได้หยิบเลย มีแต่ขนเอาไปให้ชาวบ้านที่อยู่ในโรงพยาบาล ซึ่งล้วนแต่บ้านพังเสียหายไม่มีที่อยู่ทั้งนั้น ในใจคิดว่าถ้าหยิบมากล่องหนึ่งคนหนึ่งอาจไม่ได้กิน อีกอย่างคนเหล่านี้กินแล้วบางคนต้องเดินตามหาญาติที่สูญหายด้วย”

ทว่าเหตุการณ์หนึ่งที่ไม่อาจลืมได้เลย เธอบอกว่า เป็นช่วงเวลาที่จะต้องรายงานข่าวและจุดรายงานนั้น ด้านหลังเป็นขุมเหมืองที่มีลักษณะเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งมีคนบอกว่ามีรถตกลงไปหลายคัน

“ระหว่างกำลังรอรายงานจะมีการเช็กกล้อง เช็กโฟกัส ช่างภาพบอกให้จอยมายืนใกล้ๆ ขุมเหมือง พอไปยืนตรงนั้นช่างภาพร้องขึ้นว่าเหมือนเห็นมือคนโผล่ขึ้นมานะ บอกให้จอยถอยออกแล้วเขาซูมกล้องเข้าไป ในใจเราก็ภาวนาอย่าเป็นศพนะ พอซูมเข้าไปเขาก็ร้องขึ้นว่าศพคน ตอนนั้นทำอะไรไม่ถูก ก็วิ่งไปตามถนนเพื่อหารถมูลนิธิกู้ภัยมาช่วย โชคดีวันนั้นเจอพี่บิณฑ์กับพี่ไทด์-เอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์ พี่เขาขับรถเข้ามาที่ขุมเหมือง ให้ลูกน้องเอาแกลลอนผูกแล้วกระโดดลงไปแล้วดึงศพขึ้นมา

หลังจากดึงศพขึ้นมาจอยขอให้พี่เขาค้นดูในกระเป๋าเผื่อเจอบัตรประชาชน เพราะตอนนั้นเราเตรียมรายงานข่าวแล้ว ถ้าเจอบัตรก็จะได้แจ้งให้ญาติเขาทราบ ปรากฏว่ามีบัตรประชาชน พอก่อนจะรายงานข่าวเราก็แจ้งว่ามีศพของผู้ชายคนหนึ่งลอยขึ้นมาชื่อนี้ๆ ถ้าหากญาติกำลังตามหาให้ไปติดต่อขอรับศพได้ที่วัดบางม่วง (มี พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ประจำการอยู่) ทีมกู้ภัยจะนำศพไปเก็บไว้ที่นั่น”

จีรนันท์ เล่าต่อว่า หลังรายงานข่าวเสร็จเรียบร้อยก็ขับรถไปที่พักคือที่สถานีวิทยุที่ตะกั่วป่า อาบน้ำกินข้าวสักพักก็มีรถกระบะคันหนึ่งคนนั่งมา 6-7 คน ลงจากรถมาถามหาเธอ พอออกไปเจอพวกเขาร้องไห้เข้ามากอดและกล่าวขอบคุณที่ทำให้เขาได้เจอญาติ ซึ่งพวกเขาได้ช่วยกันออกตามหามาตั้งแต่หลังเกิดเหตุ

“พวกเขาบอกว่าตามหาญาติคนนี้นานแล้วแต่หาเท่าไรก็ไม่เจอ จนกระทั่งญาติดูข่าวทางช่อง 11 โทรมาบอกให้ไปที่วัดบางม่วง พวกเขาไปดูศพมาแล้ว แต่ที่มาหาเพราะต้องการขอบคุณที่ทำให้ได้เจอ จอยก็บอกเขาไปว่าหนูเสียใจด้วยนะคะ เขาบอกไม่เป็นไร คนตายแล้วเราก็แค่อยากได้ศพไปบำเพ็ญกุศล ตอนนั้นจอยรู้สึกเหมือนตัวเองได้ช่วยพาศพกลับบ้าน”

จีรนันท์ ทิ้งท้ายว่า ประสบการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน ถือเป็นประสบการณ์ที่ดี และเหตุการณ์ครั้งนี้ก็สอนเธออย่างหนึ่งว่า การทำหน้าที่ของผู้สื่อข่าวนั้นไม่ใช่แต่เสนอข่าวให้จบๆ ไป แต่ว่าทุกคนสามารถใช้ประโยชน์จากช่องทางการสื่อสารที่ตัวเองทำงานอยู่ในการช่วยเหลือคนอื่นได้ด้วยถ้ามีโอกาส

 

งานชีวิต : ปั้นดิน ให้เป็นพระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มีนาคม 2560 เวลา 12:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/485879

งานชีวิต : ปั้นดิน ให้เป็นพระ

โดย…ชัยยศ จิรพฤกษ์ภิญโญ เครือข่ายพุทธิกา Budnet.org

ในเรื่องการให้ การบริจาคเพื่อการกุศล การทำบุญ สาธารณประโยชน์แล้ว สังคมไทยมีความโดดเด่นในเรื่องนี้อย่างมาก อย่างไรก็ดี กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการรับหรือขอความช่วยเหลือ เช่น ผู้ต้องโทษ หรือผู้ติดยาเสพติด ดูจะถูกมองข้ามและหมางเมินมากที่สุด

ขณะเดียวกัน สถิติของผู้ต้องโทษทั้งผู้ใหญ่ในเรือนจำ เด็ก เยาวชนในสถานพินิจเยาวชนก็มีแนวโน้มสูงมากขึ้นเรื่อยๆ มีการกระทำผิดซ้ำและเข้าออกบ่อยๆ สิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญคือ อคติทางสังคมที่ตีตราพวกเขาว่าเป็นผู้กระทำผิด เป็นบุคคลชั่วร้ายที่พึงหลีกเลี่ยง ด้วยอคติสังคมนี้เองที่ผลักดันให้ผู้ต้องโทษที่แม้ได้รับโทษแล้ว แต่ยังต้องโทษทางอคติสังคม จึงต้องกลับเข้าสู่วงจรเดิม คือ การกระทำผิดซ้ำจากการถูกกีดกัน ไม่ยอมรับของสังคม การไร้ที่พึ่ง ถูกรังเกียจ ถูกปฏิเสธ รวมถึงการต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิมๆ ที่จูงใจให้กระทำผิดซ้ำ และรวมถึงการขาดโอกาสเรียนรู้เพื่อปรับตัวสู่สภาพปัจจุบันให้ดีได้ ประมาณการว่าเยาวชนที่กระทำผิดซ้ำมีสูงถึงร้อยละ 15 ในช่วงปี 2552-2556 สะท้อนว่าสถานพินิจและองค์ประกอบรองรับยังมีช่วงโหว่ของการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ

กลุ่มผู้ต้องโทษ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี และผู้ติดยาเสพติดเป็นกลุ่มที่ได้รับอคติทางสังคม ความผิดพลาดในการกระทำผิด หรือการมีอคติสังคมกลายเป็นตราบาปที่ปิดกั้นโอกาสในชีวิต อคตินี้เองทำให้เกิดวงจรสร้างผู้กระทำผิดซ้ำในสังคม กลายเป็นภาระสังคมที่กระทบสังคมโดยรวม ทั้งที่กลุ่มคนเหล่านี้ยังมีศักยภาพ ความสามารถที่จะเป็นกำลังสำคัญของสังคม ชุมชน ครอบครัว และต่อคุณค่าของตนเอง แต่ด้วยภาวะยากจนข้นแค้น ภาวะยากไร้ในการเรียนรู้ต่อคุณค่าชีวิต คุณค่าการเรียนรู้ตนเอง เพื่อพัฒนากาย จิตใจ สัมพันธภาพ และจิตวิญญาณจึงยากไร้ตามไปด้วย ความยากไร้นี้กระตุ้นให้เกิดการกระทำผิดซ้ำ การประกอบอาชญากรรมต่อไป หากเรามองพวกเขาในฐานะเพื่อนมนุษย์ แท้จริงพวกเขาก็คือกลุ่มผู้อ่อนไหวเปราะบางทางสังคม

ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการบ้านกาญจนาภิเษก เป็นตัวอย่างบุคคลที่ทำงานเพื่อฟื้นฟูคุณภาพชีวิตภายในของกลุ่มเยาวชนที่กระทำผิด และต้องอยู่ในสถานพินิจฯ ทิชาเลือกที่จะทำงานกับเยาวชนโดยมุ่งฟื้นฟู เติมเต็มทุนชีวิตด้านกระบวนการคิดนึก การมีวิจารณญาณผ่านกระบวนการเรียนรู้วิชาชีวิต เยาวชนในบ้านกาญจนาฯ เรียนรู้ที่จะตั้งคำถามเพื่อการเรียนรู้ การค้นหาคำตอบผ่านเรื่องราวข่าวสารในชีวิตประจำวัน สื่อภาพยนตร์ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เหตุปัจจัย ทางเลือกในการแก้ไขปัญหา กระบวนการเปลี่ยนแปลงมีหัวใจสำคัญ คือ การมีทัศนคติที่มองเห็นคุณค่ามนุษย์ ภายใต้การกระทำผิดนั้นมีสาเหตุ และความเป็นมาอันเนื่องจากการมีทุนชีวิตที่น้อย สภาพครอบครัวที่แตกร้าว ภาวะยากจนข้นแค้น ความเครียดที่กดดัน สถานพินิจในรูปแบบบ้านกาญจนาฯ จึงมุ่งหมายการฟื้นฟูคุณค่า การเติมเต็มวิชาชีวิต การดึงบทบาทการมีส่วนร่วม รับผิดชอบของครอบครัวเพื่อให้เยาวชนได้เป็นคนใหม่ที่มีคุณภาพคืนสู่สังคม

โครงการปั้นดินให้เป็นพระ คืออีกตัวอย่างโครงการที่ทำงานเชิงกระบวนการเพื่อฟื้นฟูศักยภาพ ความมีคุณภาพ คุณค่าของผู้ต้องขังในเรือนจำโดยมุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงภายใน กระบวนการสำคัญ คือ การใช้งานปั้นโดยให้ผู้ต้องขังสร้างงานพุทธศิลป์ ใช้วัสดุที่ดูไร้ค่า คือ ดินน้ำมันมาปั้นเป็นแม่พิมพ์พระพุทธรูป โดยผู้ต้องขังที่ผ่านการคัดเลือกจะได้เรียนรู้การทำงานนี้ตั้งแต่ขั้นตอนการปั้น การขึ้นรูป หล่อปูน ทำแม่พิมพ์ แกะแบบ ทำการหล่อ ตกแต่งขั้นสุดท้ายเพื่อให้เป็นพระพุทธรูปที่มีความงดงาม ภายใต้การอบรมโดยผู้เชี่ยวชาญและการสนับสนุนจากหลายภาคส่วนสังคม

ในช่วงกระบวนการสร้างงานพุทธศิลป์นี้ ผู้ต้องขังได้เรียนรู้ที่จะสังเกตจิตใจ ได้เรียนรู้ฝึกฝนการภาวนาจากการมีสมาธิในการทำงาน การได้มีโอกาสทำบุญผ่านแรงกาย แรงใจ ทักษะฝีมือ เพื่อสร้างสรรค์พระพุทธรูป สิ่งรำลึกถึงพระพุทธเจ้า สิ่งสำคัญผู้ต้องขังเหล่านี้ได้เรียนรู้ สัมผัสมิติชีวิตในเรื่องจิตวิญญาณ อันการได้เข้าถึงแก่นแท้ สิ่งมีคุณค่า สิ่งสูงสุด มีความหมายต่อชีวิต เป็นอุดมคติ โดยผ่านกระบวนการทำงานที่เชื่อมโยงจิตวิญญาณ งานพุทธศิลป์ที่มีความงดงาม จึงสะท้อนคุณภาพความงดงามในจิตใจของผู้ปั้น ความงดงามอันเนื่องมาจากความสะอาด สว่าง สงบในจิตใจ สิ่งที่มีคุณค่า น่าชื่นชมคือ ช่างปั้น
เหล่านี้คือเหล่าผู้ต้องโทษ ผู้ต้องขังในเรือนจำ ซึ่งถือเป็นชายขอบสังคม ถูกปฏิเสธ ถูกมองข้าม แต่ด้วยโครงการนี้ทำให้พบว่าแท้จริงความดีงามต่างล้วนมีอยู่ในจิตใจของมนุษย์ทุกคน หรือตัวอย่างกระบวนการทำงานในบ้านกาญจนาฯ ก็เป็นสิ่งพิสูจน์ว่าเพียงการเติมเต็มทุนชีวิตให้กับเยาวชนที่เดินทางผิดพลาด การเรียนรู้ การเปลี่ยนแปลงในทางสร้างสรรค์ก็เกิดขึ้นได้

โดยกระบวนการเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงภายใน ผู้ต้องขังเหล่านี้ได้มีโอกาสสัมผัสความสุขภายใน ได้รับการมองเห็นในความมีคุณค่า การยอมรับของสังคม การได้มีโอกาสทำคุณความดีผ่านแรงกาย แรงใจสร้างงานพุทธศิลป์ และได้นำพระพุทธรูปถวายแด่วัดวาอารามเพื่อการเคารพสักการะของเหล่าพุทธศาสนิกชน หัวใจสำคัญคือ การทำงานเชิงกระบวนการเพื่อมุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงภายใน สิ่งนี้เป็นเรื่องสำคัญในทุกสังคม ในทุกระดับความสัมพันธ์ สิ่งที่ยากลำบากคือ คนส่วนใหญ่มุ่งใส่ใจกับเป้าหมายกับผลลัพธ์ โดยละเลยกระบวนการ ทำให้การเรียนรู้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ การสร้างการเปลี่ยนแปลงในหมู่ผู้กระทำผิด ผู้ต้องโทษจึงต้องการกระบวนการเรียนรู้เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงภายใน

เหล่าทุกคนต่างมีความเป็นดิน ซึ่งเปรียบได้กับความไม่รู้ ความมืดบอดบางอย่าง และเหล่าทุกคนก็ต้องการกระบวนการที่จะแปรเปลี่ยนความเป็นดินให้กลายเป็นพระพุทธรูป ซึ่งเปรียบได้กับการเป็นผู้ที่มีความดี ความงาม และความจริงในตนเอง และการแปรเปลี่ยนนี้ต้องการการเรียนรู้ การได้รับโอกาส ความเมตตากรุณา ซึ่งเหล่าทุกคนพึงมอบและเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน

 

นาถ ลิ่วเจริญ เทคโนโลยีช่วยขับเคลื่อนชีวิต เศรษฐกิจ และสังคมไปข้างหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มีนาคม 2560 เวลา 15:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/485809

นาถ ลิ่วเจริญ เทคโนโลยีช่วยขับเคลื่อนชีวิต เศรษฐกิจ และสังคมไปข้างหน้า

โดย…อณุสรา  ทองอุไร ภาพ : วิศิษฐ์  แถมเงิน

เนื่องจากวัยไม่ใช่ข้อจำกัดในความคิดและการทำงาน ยิ่งโตยิ่งเก๋านั้นมีถมไป ฝรั่งถึงได้มีคำกล่าวที่ว่า Young at Heart จะดูว่าใครอ่อนใครเก๋า ต้องวัดกันที่หัวใจ ใจยังเปรี้ยวยังแซ่บไลฟ์สไตล์ไม่เคยเปลี่ยนไป โดยเฉพาะผู้ที่ทำธุรกิจในแวดวงเทคโนโลยี รับรองชีวิตไม่มีตกเทรนด์ ล้ำทันสมัยด้วยอุปกรณ์ไฮเทคครบครัน โดยเฉพาะการรับมือกับการเข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0 สังคมไทยเข้าสู่ยุคดิจิทัลแบบเต็มตัว

นาถ ลิ่วเจริญ ประธานกรรมการบริหารของ CDG Group และ G-ABLE Group ซึ่งมี 2 บริษัทภายใต้การดูแล และอีกนับสิบบริษัทในเครือข่าย เขาถือเป็นรุ่นที่ 2 ของธุรกิจนี้ ที่มีผลประกอบการปีละหลายพันล้านบาท ด้วยประสบการณ์กว่า 40 ปี ในการให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศแบบครบวงจรให้แก่ภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชนในประเทศไทย

เมื่อปลายปี 2558 ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่การเป็นสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ที่มีเป้าหมายในการส่งเสริมสันติภาพ เสรีภาพ ความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาค และความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เขาจึงได้กำหนดวิสัยทัศน์เพื่อให้สอดคล้อง สนับสนุนการเข้าเป็นสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนของประเทศไทย เขาบอกว่า

“กลุ่มบริษัทซีดีจีจะเป็นองค์กรชั้นนำที่เป็นที่รู้จักระดับสากล (1 ใน 10 ของอาเซียน) ที่สร้างสรรค์นวัตกรรม และบูรณาการระบบสารสนเทศในทุกภาคส่วนให้เกิดความมั่งคั่ง ความเจริญรุ่งเรืองต่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน”

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการสนับสนุนการ Transform โครงสร้างระบบไอทีของประเทศให้ก้าวสู่ยุค Digital Thailand เขามีความพร้อมที่จะร่วมสร้าง Digital Ecology เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศไทยในการแข่งขันกับตลาดอาเซียนและตลาดโลก ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการดำเนินธุรกิจของเขา

The Power of Wisdom

นาถ บอกว่า เขาพยายามที่จะให้องค์กรนี้ เป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยพลังแห่งภูมิปัญญาและองค์ความรู้ (The Power of Wisdom) ด้วยความมุ่งมั่น ทุ่มเท พลัง และศรัทธาอันมั่นคงของบุคลากรของบริษัท ในการให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศแบบครบวงจร จะทำให้ลูกค้าของเขาทุกภาคส่วนมีความเจริญก้าวหน้า และประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ และการแข่งขันในระดับสากล

“เน้นให้คุณค่าองค์กร เป็นสิ่งที่ผู้บริหารและพนักงานทุกคนของกลุ่มบริษัทซีดีจียึดถือเป็นหลักปฏิบัติร่วมกัน ปลูกฝังพนักงานให้มีค่านิยมเดียวกันกับองค์กร และได้สะท้อนออกมาเป็นแนวทางการทำงาน สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้พนักงานและองค์กรสามารถบรรลุเป้าหมายและวิสัยทัศน์ไปด้วยกัน”

สำหรับเป้าหมายหลัก นาถ ขยายให้เห็นถึงคีย์เวิร์ดที่สำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรคือ

Innovation – สร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง

Care – ดูแล ใส่ใจเพื่อนร่วมงาน ลูกค้า และสังคม

Trust – น่าเชื่อถือ เป็นที่ไว้วางใจ และพึ่งพาได้

Dynamic – รวดเร็ว ว่องไว พัฒนาอย่างต่อเนื่อง

Determination – มุ่งมั่น ทุ่มเท ใส่ใจ เพื่อความเป็นเลิศ

นอกจากนี้ เขายังต่อยอดขยายงานไปสู่บริษัทให้บริการในส่วนของ GIS โดยหลักการพื้นฐานแล้ว GIS ถือเป็นระบบสารสนเทศประเภทหนึ่ง ซึ่งนำข้อมูลต่างๆ มาวิเคราะห์เชิงพื้นที่ และแสดงในรูปแบบของชั้นข้อมูลที่ระบุตำแหน่งและพื้นที่ นำเสนอเป็นข้อมูลเชิงภูมิศาสตร์

“แต่เดิมภาครัฐนำระบบ GIS ไปใช้ในระบบการวางผังเมือง การจัดการสาธารณูปโภค และการจัดการสิ่งแวดล้อม ซึ่งนำ GIS มาช่วยวิเคราะห์การจัดการพื้นที่ เปรียบเทียบข้อมูลระหว่างอดีตและปัจจุบัน รวมทั้งคาดคะเนเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต”

ปัจจุบันท่ามกลางการแข่งขันทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้น นาถ บอกว่า ความต้องการข้อมูลที่มีความถูกต้องและแม่นยำในการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจมีความสำคัญเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ GIS เริ่มเข้ามามีบทบาทในการวิเคราะห์ข้อมูลในด้านต่างๆ ของภาคเอกชนมากขึ้น โดยสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย เช่น วิเคราะห์ที่ตั้งของสาขาร่วมกับตำแหน่งของลูกค้า แหล่งวัตถุดิบ เส้นทางขนส่ง เพื่อให้การดำเนินธุรกิจมีประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยลดค่าใช้จ่ายหรือกระบวนการที่ซ้ำซ้อน และมองเห็นโอกาสธุรกิจใหม่ๆ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน โดยมี Software ArcGIS ของ ESRI Thailand ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบริษัทซีดีจี

โครงการ Code Their Dreams

เนื่องด้วยปัจจุบันโลกของเรากำลังก้าวสู่ยุคแห่งดิจิทัล นาถ กล่าวว่า โค้ดหรือภาษาคอมพิวเตอร์จะกลายเป็นหนึ่งในภาษาสากลภาษาใหม่ของโลก

เขาย้ำว่า บุคลากรด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับการเขียนโปรแกรมโดยตรงจะกลายเป็นผู้ที่มีบทบาทอย่างมากในการกำหนดทิศทางของสังคม ผ่านการสร้างสรรค์เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะกำหนดลักษณะการดำเนินธุรกิจและการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งมีแนวโน้มที่จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจทั่วโลกให้เติบโตได้อย่างก้าวกระโดด ทำให้บุคลากรด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์เป็นที่ต้องการในตลาดแรงงานอย่างมหาศาลในอนาคต

“ตอนนี้ก็ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องตื่นตัวและก้าวให้ทันโลกปัจจุบัน ด้วยการกระตุ้นให้เยาวชนไทย ผู้ปกครอง และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาหันมาเห็นความสำคัญของโค้ด และทำให้การเรียนเขียนโปรแกรมหรือการโค้ดดิ้งเกิดขึ้นจริงในประเทศไทย”

นาถ ชี้ว่า กลุ่มบริษัทซีดีจีของเขาเล็งเห็นถึงความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องกระตุ้นให้เยาวชนได้เรียนรู้ด้านการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ จึงริเริ่มโครงการ Code Their Dreams ขึ้น เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทยได้เรียนรู้เรื่องนี้ และเกิดความสนใจที่จะฝึกฝน เพิ่มเติมทักษะ และความรู้ในระบบดิจิทัล ผ่านรูปแบบการจัดกิจกรรมเวิร์กช็อป ให้ความรู้ด้านการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์แก่นักเรียน โดยเริ่มจากนักเรียนชั้นประถมศึกษาในโรงเรียนที่อยู่บริเวณใกล้เคียงซีดีจีสำนักงานใหญ่ โดยเขาตั้งใจจะเข้าไปสอนให้ครบ 50 โรงเรียนภายในปีหน้านี้

“เพื่อให้เด็กๆ ได้ใช้เทคโนโลยีอย่างถูกต้อง รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งในการให้เด็กๆ ได้ค้นพบพรสวรรค์ของตัวเอง หากเขารู้ว่าเขาชอบอะไรและพัฒนาความชอบนั้นไปในทางที่สร้างสรรค์ และเกิดความสนใจที่จะฝึกฝน เพิ่มเติมทักษะและความรู้ในระบบดิจิทัล

“เราทุกคนเชื่อว่าเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) อยู่ใกล้ชิดในทุกลมหายใจของการดำเนินชีวิต (Essentiality) การใช้งานจึงต้องไม่เป็นสิ่งที่ซับซ้อน ต้องไม่เป็นภาระยุ่งยาก ต้องง่าย สะดวก และมีประสิทธิภาพที่สุดในการใช้งาน (Practicality) ด้วยความคิดสร้างสรรค์และการพัฒนาเทคโนโลยีที่ต่อยอดจินตนาการในการสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับชีวิต (Creativity)”

องค์กรลดอ้วน

นาถ มีความเชื่อมั่นว่าร่างกายที่แข็งแรงคือต้นทุนที่ดีในการทำงานและใช้ชีวิต ดังนั้นเขาจึงสนับสนุนให้พนักงานออกกำลังกาย โดยจัดแข่งขัน Determination Run เป็นกิจกรรมวิ่งมินิมาราธอนระยะทาง 10 กิโลเมตร ของผู้บริหารและพนักงานบริษัท CDG Group และ G-ABLE Group ที่เริ่มต้นขึ้นครั้งแรกในปี 2015 และจัดต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเป็นปีที่ 3

“เพื่อให้พนักงานเข้าใจความหมายของ CDG และ G-ABLE Core values คำว่า Determination และ Active ซึ่งกิจกรรมทั้ง 3 ปีที่ผ่านมา พิสูจน์ให้พนักงานที่เข้าร่วมกิจกรรมได้เห็นว่า สิ่งที่หลายคนเคยคิดว่าทำไม่ได้ เช่น การวิ่ง 10 กม. แต่ท้ายที่สุดหากพวกเขามี Determination ทั้งความมุ่งมั่น ทุ่มเท ใส่ใจ ผลที่ได้รับย่อมเหนือความคาดหมาย และยังมีเจตนารมณ์ในการจัดกิจกรรมนี้อย่างต่อเนื่องต่อไปในอนาคต”

ด้วยความที่ชื่นชอบการออกกำลังกาย ทั้งจักรยาน วิ่ง และเกือบจะไตรกีฬา เขาจึงต่อยอดธุรกิจ หลักด้านไอที เอนเตอร์ไพรส์ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับระบบข้อมูลแผนที่ GIS มาสู่การจับธุรกิจด้านแกดเจ็ตต่างๆ โดยมีแบรนด์นาฬิกาดังอย่าง Garmin ซึ่งเป็นนาฬิกาสำหรับใส่วิ่งที่คนทั่วไปในแง่คอนซูเมอร์รู้จักและคุ้นเคยอย่างดี

นอกจากนี้ นาถ ยังชอบเล่นสกี โดยทุกปีเขาจะเดินทางไปเล่นสกีที่ประเทศญี่ปุ่นกับลูกชายวัยรุ่นของเขาทุกปี

“คือเด็กน้อย 2 คนกำลังเป็นหนุ่ม เขาชอบออกกำลังกาย ชอบเล่นสกี เราก็จะไปเล่นสกีกันทั้งครอบครัว เป็นกิจกรรมของครอบครัวที่ขาดไม่ได้ บางครั้งก็ปีละ 2 ครั้ง การเดินทางถือว่าเป็นกิจกรรมที่เราจะได้อยู่กันพร้อมหน้า ไปเล่นสกี อยู่กับธรรมชาติ ตะลอนกิน เราจองร้านอาหารดังๆ ที่อาหารอร่อยก่อนที่จะจองโรงแรม (หัวเราะ) ต้องได้ร้านอาหารก่อน โรงแรมค่อยว่ากัน โรงแรมไม่สำคัญเท่ากับร้านอาหาร เรามีความสุขกับการได้รับประทานอาหารอร่อย

“ผมยังมีงานอดิเรกเป็นการทำอาหาร รวมทั้งสะสมภาพวาดจากศิลปินไทยและในอาเซียน ทั้งจากอินโดนีเซีย  เวียดนาม”

 

งานช่างสิบหมู่ วิจิตรบรรจงสร้างพระเมรุมาศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มีนาคม 2560 เวลา 14:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/485798

งานช่างสิบหมู่ วิจิตรบรรจงสร้างพระเมรุมาศ

โดย…ดวงใจ จิตต์มงคล

การจัดสร้างพระเมรุมาศและสิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศและบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ขณะนี้การก่อสร้างพระเมรุมาศมีความคืบหน้าไปร้อยละ 27 ซึ่งจากแผนที่วางไว้จะต้องคืบหน้าร้อยละ 20 ดังนั้นจึงถือว่าคืบหน้าเกินกว่าแผนที่วางไว้ รวมทั้งมีความแข็งแรงคงทน

โดยล่าสุดได้ตั้งเสาบุษบกประธาน วางฐานรากสําเร็จรูปส่วนบันไดและฐานชาลาเสร็จแล้ว ส่วนเสาของบุษบกซ่างและบุษบกหอเปลื้อง ขณะนี้ประกอบเสร็จในโรงงาน พร้อมนำเข้าพื้นที่ ส่วนการก่อสร้างพระที่นั่งทรงธรรมได้ตั้งโครงเสาเสร็จเรียบร้อย อยู่ในระหว่างวางแผ่นพื้นและเตรียมยกโครงจั่วหลังคา

ด้านงานประติมากรรม ขณะนี้จัดทำต้นแบบเสร็จแล้วร้อยละ 40 และเริ่มงานถอดพิมพ์โดยอยู่ระหว่างปั้นแต่งเทวดายืนรอบพระเมรุมาศ จำนวน 12 องค์ และพิมพ์ซิลิโคนเทวดานั่งรอบพระเมรุมาศ 46 องค์ ส่วนสัตว์มงคลประจำทิศ ประกอบด้วย ช้าง ม้า โค และสิงห์ ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว 2 คู่ คือม้า 1 คู่ และโค 1 คู่ อยู่ในระหว่างการลงสี ด้านครุฑที่ยืนรอบพระเมรุมาศ

 

ทางด้านปีกโครงสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว อยู่ในระหว่างการปั้นตกแต่งและเก็บรายละเอียด ด้านงานจิตรกรรมฉากบังเพลิง ขณะนี้ได้มีการร่างแบบเสร็จเรียบร้อย และอยู่ในระหว่างจัดเก็บรายละเอียด จัดเตรียมวัสดุต่างๆ

สำหรับความคืบหน้าของการปฏิสังขรณ์พระมหาพิชัยราชรถได้ดำเนินการกะเทาะกระจกบริเวณหลังคาและยอดบุษบก เริ่มประดับกระจกลวดลายกระหนกชั้นเกรินด้านหน้าและท้ายเกริน ส่วนเวชยันตราชรถอยู่ระหว่างทำความสะอาดโดยกลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ พระที่นั่งราเชนทรยาน อยู่ระหว่างถอดชิ้นส่วนและลอกผิวทองเพื่อตกแต่งลวดลายให้สวยงาม

ทั้งนี้ การก่อสร้างทุกส่วนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย การจัดสร้างพระเมรุมาศและสิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศและบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศมีความคืบหน้ากว่าแผนที่วางไว้ ทั้งนี้การก่อสร้างที่เร็วกว่าแผนที่กำหนดทำให้มีเวลาในการประดิดประดอยเก็บรายละเอียดต่างๆ มีความงดงามสมพระเกียรติยิ่งขึ้น

กองงานหนึ่งที่สำคัญ ซึ่งทำงานอย่างขันแข็งสำหรับการก่อสร้างในครั้งนี้ก็คือ สำนักช่างสิบหมู่ มาดูการทุ่มเทพลังกายพลังใจ พลังความคิดสร้างสรรค์อย่างใจภักดิ์ เพื่อให้งานทั้งหมดสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของพวกเขา

 

สำนักช่างสิบหมู่กับพระเมรุมาศครั้งประวัติศาสตร์

หลังจากกรมศิลปากรและกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ใช้พื้นที่ท้องสนามหลวงเพิ่มในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา พร้อมเริ่มก่อสร้างพระเมรุมาศในพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วยขนาดใหญ่กว่าพระเมรุมาศที่เคยทำมาถึง 2 เท่า

หนึ่งในส่วนประกอบสำคัญงานก่อสร้างพระเมรุมาศอย่าง “งานช่างสิบหมู่” ที่รวบรวมเครื่องประดับพระเมรุมาศ ซึ่งมีความวิจิตรบรรจงจากงานช่างฝีมือศิลปะไทยหลากหลายด้านเข้าไว้ด้วยกัน โดยอยู่ภายใต้กระบวนการทำงานประณีตไทยของเหล่าศิลปินและช่างประจำสำนักสิบหมู่ กรมศิลปากร ซึ่งขณะนี้เหล่าช่างต่างทุ่มเทกายและใจถวายงานครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตนี้

การทำงานด้วยหัวใจภักดิ์ครั้งนี้ มี สมควร อุ่มตระกูล ผู้อำนวยการสำนักช่างสิบหมู่ เป็นผู้รับผิดชอบดูแลการผลิตเครื่องประกอบพระเมรุมาศ เขาเล่าว่า ในปีนี้ตนเองจะเกษียณอายุราชการในเดือน ต.ค.นี้เช่นกัน จากเมื่อเริ่มรับราชการครั้งแรกในตำแหน่งประติมากร 3 ประจำกองหัตถศิลป์ กรมศิลปากร เมื่อวันที่ 4 ม.ค. 2526

 

“ถึงวันนี้รู้สึกถึงความภาคภูมิใจอย่างหาที่สุดมิได้อีกแล้วในชีวิต ที่ได้มีโอกาสถวายงานอันเป็นเกียรติประวัติสูงสุด ทั้งในฐานะช่างศิลป์และข้าราชการในงานพระราชพิธีก่อสร้างและงานเครื่องประดับพระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ตามที่รัฐบาลเตรียมประกาศจัดพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในปลายเดือน ต.ค.นี้”

ผอ.สำนักช่างสิบหมู่ เล่าต่อถึงชีวิตการทำงานในฐานะข้าราชการ ประจำสำนักช่างสิบหมู่ หรือในอดีต ชื่อกองหัตถศิลป์ ซึ่งก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงสังกัดไปตามยุคสมัย อย่างเมื่อก่อนเรียกว่ากองหัตถศิลป์ สังกัดกรมศิลปากร จากเดิมสังกัดกองสถาปัตยกรรม แล้วก็ได้เปลี่ยนแปลงอีกหลายครั้ง กระทั่งได้แยกออกมาจากสำนักสถาปัตยกรรม มาเป็นสำนักช่างสิบหมู่ ในปัจจุบัน ตั้งอยู่ที่ถนนพุทธมณฑล สาย 5 จ.นครปฐม มีอายุร่วมกว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งตัวเองได้เข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการคนที่ 3 ในสังกัดสำนักช่างสิบหมู่

“ตอนที่ผมเข้ามาเริ่มงานราชการครั้งแรก ตั้งแต่งานพระเมรุมาศ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ราวปี 2528 ได้รับมอบหมายให้ปั้นยอดพระพรหมเพื่อประดับพระเมรุมาศร่วมกับอาจารย์ท่านอื่นๆ อย่างอาจารย์ขวัญเมือง ยงประยูร อาจารย์กองเกต ชนะพันธุ์ ซึ่งรูปแบบงานพระเมรุมาศในแต่ละช่วงไม่ได้มีความแตกต่าง ส่วนใหญ่จะเป็นทรงยอด มีมุขยื่นออกมา

 

“ในตรงนี้ขออธิบายอย่างนี้ว่า ในช่วงงานสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีนั้น ตัวงานพระเมรุเริ่มมาจากกองสถาปัตย์ก่อน โดยท่านอาจารย์ประเวศ ลิมปรังษี ที่อยู่ประจำกองการหัตถศิลป์ ซึ่งเป็นสถาปนิกด้วย ท่านเลยเป็นผู้ออกแบบ ส่วนพระเมรุมาศต่อๆ มา เป็นอาจารย์ (พลอากาศตรี) อาวุธ เงินชูกลิ่น (ศิลปินแห่งชาติ) ได้เป็นผู้ออกแบบทั้ง 3 พระเมรุมาศ ตามลำดับ โดยงานพระเมรุมาศสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เป็นงานสุดท้าย ส่วนพระเมรุมาศในหลวงรัชกาลที่ 9 คือ ก่อเกียรติ ทองผุด เป็นผู้ออกแบบ”

สำหรับพระเมรุมาศในหลวงรัชกาลที่ 9 สมควร ซึ่งเป็นแม่งานของสำนักช่างสิบหมู่ในงานเครื่องประดับพระเมรุมาศ ขยายความว่า หลังจากวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 9  เสด็จสวรรคต วันที่ 14 ต.ค. 2559 ได้มีการระดมสถาปนิกมาออกแบบ และได้เรียกก่อเกียรติ  มาร่วมออกแบบ

“คือต้องแบ่งงานในส่วนของงานสำนักสถาปัตย์เป็นงานโครงสร้างพระเมรุมาศ ส่วนสำนักช่างสิบหมู่ ดูแลในส่วนของงานเครื่องประดับพระเมรุมาศ เช่น สัตว์หิมพานต์ เทวดา ท้าวจตุโลกบาล ทั้ง 4 สัตว์ประจำทิศ หรืออะไรที่เป็นส่วนประดับพระเมรุมาศ โดยช่างสิบหมู่เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ รวมถึงงานที่ประดับพระเมรุมาศ เช่น ฉากบังเพลิง ประติมากรรมประดับพระเมรุมาศ พระโกศจันทน์ พระโกศทองคำ บรรจุพระอัฐิ การซ่อมราชรถ พระราชยาน ที่เป็นในส่วนของศิลปกรรมถือเป็นงานหลักของช่างสิบหมู่ ส่วนงานราชรถในส่วนของกรมสรรพาวุธ ทำในเรื่องเครื่องประกอบ ล้อ ช่วงล่าง”

 

ผอ.ช่างสิบหมู่ เล่าต่อถึงความพิเศษของพระเมรุมาศของในหลวงรัชกาลที่ 9 คือ จะมีกลุ่มงานประติมากรรมสุนัขทรงเลี้ยง “คุณทองแดง” 1 ชิ้น ที่ตั้งอยู่หน้าพระจิตกาธาน ในงานถวายพระเพลิงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่มอบหมายให้อาจารย์ชิน ประสงค์ เป็นผู้ปั้นคุณทองแดง

“เป็นศิลปินที่เคยถวายงานปั้นครอบครัวคุณทองแดง ในหลวงรัชกาลที่ 9 มาก่อน ซึ่งอันที่จริงในงานสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พระองค์ท่านก็มีงานปั้นสุนัขทรงเลี้ยงเหมือนกัน สำหรับขั้นตอนต่างๆ ก่อนจะออกมาเป็นแบบให้เหล่าช่าง ศิลปินขึ้นแบบปั้นนั้น ก็จะมี ศิลปิน ช่างเขียน ประติมากร นักออกแบบ เป็นผู้วาดแบบเสร็จ ซึ่งอันนี้จะเป็นการพิจารณาตามลำดับชั้น สุดท้ายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นผู้ทอดพระเนตรแบบ”

 ผอ.สมควร กล่าวถึงความรู้สึกว่า ในฐานะข้าราชการและศิลปิน ซึ่งถือเป็นช่วงจังหวะของคนที่กำลังจะเกษียณอายุราชการ ที่ได้มีโอกาสเป็นข้าราชการรับใช้ในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งเชื่อว่าทุกคนมีความภาคภูมิใจและถือเป็นเกียรติยศที่ได้ถวายงานรับใช้พระองค์ท่าน โดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เป็นแม่งาน ซึ่งทุกคนต่างทำอย่างเต็มที่สุดความสามารถ ด้วยถือว่าเป็นเกียรติสูงสุด

 

“เราได้รับความร่วมมือดีมากจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ท่านต่างๆ ที่มีความเชี่ยวชาญ เช่น อาจารย์สุดสาคร ชายเสม จากวิทยาลัยเพาะช่าง อาจารย์สมชาย สุรอำไพพร และอาจารย์อีกหลายท่าน ซึ่งเป็นนิมิตหมายที่ดี ซึ่งได้สุดยอดช่างศิลป์ฝีมือระดับชาติหลายแขนงมาสร้างสรรค์งานให้งดงาม เป็นเรื่องพิเศษสำหรับผม ที่ได้ช่างศิลป์ไทยที่มีฝีมือมาให้คำปรึกษา 4-5 ท่าน มีข้าราชการสำนักช่างสิบหมู่กว่า 180 คน และก็มีอาสาสมัครมากกว่า 100 ท่าน ที่ต่างมาด้วยใจโดยไม่คิดอะไร”

ปัจจุบันช่างศิลป์และศิลปินอาสาสมัครส่วนใหญ่อยู่ที่สนามหลวง ซึ่งเริ่มงานมาตั้งแต่เดือน ม.ค. ไล่มาถึง ก.พ. ซึ่งจะเห็นเนื้อหาที่ชัดเจนราวเดือน เม.ย.นี้ ต้องมีความคืบหน้าแล้วเกินกว่า 50% จากตามหมายกำหนดการถวายพระเพลิงพระบรมศพ ซึ่งานควรต้องเสร็จแล้วในเดือน ส.ค.-ก.ย. ด้วยจะต้องมีการซ้อมพระราชพิธีก่อน สำหรับงานพระเมรุมาศครั้งนี้ ผอ.สมควร เน้นว่ามีความพิเศษกว่าครั้งอื่นๆ

“ซึ่งต้องพูดถึงในส่วนของสำนักสถาปัตย์ฯ ก่อน ด้วยเป็นงานพระเมรุมาศ 9 ยอด ที่เพิ่งได้เห็นครั้งแรกในชีวิต แต่หากเป็นงานศิลปกรรมจะมีความพิเศษกว่าที่เคยทำมาในช่วงชีวิตของการเป็นช่างศิลป์ ที่พิเศษกว่าครั้งใดคือพระเมรุมาศมีขนาดใหญ่กว่าที่เคยทำมา ดังนั้นกลุ่มของเครื่องประดับต่างๆ ก็จะมีขนาดใหญ่ตามไปด้วยให้สมกับขนาดพระเมรุมาศ รวมถึงจำนวนชิ้นงานประติมากรรมที่มากกว่า 100 ชิ้น

 

“ในฐานะที่เป็นผู้ควบคุมดูแลงาน ภารกิจสำคัญคือต้องรู้จักนำช่างมาปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องกับความสามารถ คนไหนมีความสามารถที่ดีก็นำมาใช้ให้ถูกต้องมีความเหมาะสมกับงาน ตรงกับความถนัด จากที่ได้รับราชการมาก็จะรู้ว่าคนนี้มีความสามารถด้านนี้ เด่นเรื่องนั้น ส่วนใหญ่ทุกคนเต็มใจทำงานตรงนี้ รวมทั้งข้าราชการทุกท่านที่ทุ่มเทงานเต็มที่”

เมื่อย้อนรำลึกกลับไปยังช่วงงานพระเมรุมาศสมัยพระนางเจ้ารำไพพรรณี ซึ่ง ผอ.สมควร ได้มีโอกาสถวายงานปั้นยอดพระพรหม ที่ปัจจุบันชิ้นงานได้ถูกเก็บรักษาอยู่ที่โรงราชรถ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ส่วนงานพระเมรุมาศสมเด็จย่าไม่ได้มีโอกาสร่วมถวายงาน

“ส่วนช่วงพระพี่นางฯ ได้ถวายงานในฐานะหัวหน้าช่างปั้น ดูแลสัตว์หิมพานต์ หงส์ เทวดา และในงานพระเมรุมาศสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เป็นช่วงจังหวะน้ำท่วมในปี 2554 ซึ่งช่างต่างติดเกาะอยู่ที่นี่ (พุทธมณฑล สาย 5) เครื่องมือต่างๆ จมน้ำ แต่ก็ยังต้องปฏิบัติงานโดยทำทั้งที่พุทธมณฑลและที่ท้องสนามหลวง ซึ่งในช่วงนั้นดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้ากลุ่มประติมากรรม ส่วนตัวผู้อำนวยการสำนักช่างสิบหมู่ (นิรมล เรืองสม) ไปบัญชาการที่สนามหลวง”

 

จนกระทั่งมาถึงงานพระเมรุมาศในหลวงรัชกาลที่ 9 ผอ.สำนักช่างสิบหมู่ ยอมรับจากหัวใจว่า เป็นเกียรติยศและความภาคภูมิใจสูงสุดที่จะได้ปฏิบัติทิ้งท้ายก่อนช่วงเกษียณอายุราชการ

“งานมีความแตกต่างไปจากการทำงานช่างและข้าราชการในชีวิตปกติ ด้วยไม่มีใครคาดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น เมื่อทราบข่าวข้าราชการต่างร้องไห้ ท่านอธิบดีกรมศิลปากรได้สั่งการให้เรียกประชุมสำนักช่างสิบหมู่เป็นการด่วน ให้เตรียมความพร้อม เพื่อให้ทุกคนได้ทราบแล้วว่าต้องทำหน้าที่ใดบ้าง”

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ทุกคนต่างถวายงานอย่างเต็มที่ ซึ่งตัว ผอ.สมควร ได้รับมอบหมายจากท่านอธิบดีกรมศิลปากรให้มาควบคุมดูแลแทน ซึ่งอธิบดีที่ได้สั่งการด้านต่างๆ มาด้วย คืองานต้องเดินไปตามขั้นตอน คือช่างแต่ละช่างต่างเคยปฏิบัติงานพระเมรุมาศต่างๆ มา ก็ได้มีโอกาสฝึกฝนบุคลากรรุ่นใหม่เพื่อทดแทนคนที่เกษียณออกไป

“งานพระเมรุมาศครั้งนี้ยังเป็นช่วงสืบทอด เป็นการเรียนรู้งานเต็มขบวนที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตเท่าที่เคยมี และเมื่อก้าวย่างสู่เดือน เม.ย.แล้ว ก็จะต้องเริ่มทยอยไปยังพื้นที่ท้องสนามหลวงแล้ว ด้วยการปั้นเครื่องประดับพระเมรุมาศอย่างสัตว์หิมพานต์จะต้องไปหล่อเป็นไฟเบอร์กลาสที่สนามหลวงและลงสี ขณะที่สำนักช่างสิบหมู่จะเป็นแหล่งขึ้นแบบก่อนส่งไปผลิตชิ้นงานที่สนามหลวง”

 

ผอ.สมควร สำทับทิ้งท้ายว่า งานพระเมรุมาศครั้งนี้ยิ่งใหญ่มากกว่าครั้งก่อนๆ ด้วยยังเป็นการสืบทอดงานช่างศิลป์ไทยที่สำคัญมาก เพราะจะมีแบบแผนต่างๆ อย่างการทำพระโกศทองคำอย่างไร? พระโกศจันทน์อย่างไร? ตลอดจนองค์ความรู้งานประติมากรรม สัตว์หิมพานต์ ฉากบังเพลิง ที่ช่างศิลป์ไทยรุ่นน้องจะได้เรียนรู้สืบทอดต่อไป

ช่างศิลป์อาสาสมัครงานพระเมรุมาศ

วัฒน ทิพย์วีรนันท์ ศิลปินแก้วของไทยและเจ้าของธุรกิจแกรนิตแก้ว โรงงานแก้วสิงห์ อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา เล่าว่า ได้รับการทาบทามจากผู้อำนวยการสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร สมควร อุ่มตระกูล ที่ให้เกียรติอันสูงสุดบรรจุชื่อของวัฒน ในฐานะศิลปินอาสาสมัครให้มีโอกาสเข้าร่วมถวายงานฝีมือช่างศิลป์ไทย ด้านกลุ่มงานประติมากรรมไทย รับผิดชอบงานเป่าแก้วโคมไฟส่องสว่างภายในอาคารและหัวเสา เพื่อนำไปใช้ในการประดับตกแต่งงานก่อสร้างพระเมรุมาศในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ปัจจุบันมีกลุ่มนายช่างประจำสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ร่วมปฏิบัติงานเป็นหลักอยู่แล้ว

 

สำหรับงานช่างสิบหมู่ที่ร่วมทำงานในส่วนการประดับตกแต่งงานพระเมรุมาศ ประกอบด้วยกลุ่มงานวิจิตรศิลป์มากมายหลากหลายแขนง ทั้งงานประติมากรรม งานไม้ งานฉลุ งานหล่อ ฯลฯ  ที่ต่างเข้ามาแสดงฝีมืองานประณีตศิลป์ชิ้นต่างๆ ที่ได้รับมอบหมาย

กลุ่มงานประติมากรรรมไทยที่วัฒนมีส่วนร่วมด้วยนั้น ประกอบด้วยทีมช่างศิลป์ประจำสำนักช่างสิบหมู่รวมแล้วประมาณ 10 คน ที่ดูแลรับผิดชอบในส่วนของกลุ่มงานดังกล่าว โดยขณะนี้กลุ่มช่างปั้นอยู่ระหว่างทำงานต้นแบบประติมากรรมกลุ่มสัตว์ในป่าหิมพานต์ประเภทต่างๆ รวมถึงกลุ่มงานปั้นคุณทองแดง ที่รวมกันแล้วมีจำนวนไม่ต่ำกว่า 100 ชิ้นงาน ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่การสเกตช์ภาพชิ้นงานก่อน จากนั้นจึงนำแบบมาขึ้นโครงร่างในงานดินเพื่อทำเป็นแม่พิมพ์ ก่อนหล่อเป็นงานจริงเพื่อนำไปตกแต่งในพระเมรุมาศเป็นลำดับถัดไป

 

วัฒนเผยถึงความรู้สึกว่าการเข้าร่วมถวายงานในครั้งนี้ ไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้ ด้วยถือว่าเป็นที่สุดของชีวิตในช่วงที่ยังมีลมหายใจอยู่ ต่อการได้รับโอกาสจากกรมศิลปากรที่เสนอชื่อของตนเองให้มีส่วนร่วมถวายงานที่ยิ่งใหญ่อันหาที่สุดมิได้อีกแล้ว

“วันที่ผมทราบว่าได้รับการเสนอชื่อเข้าร่วมงานในกลุ่มช่างสิบหมู่นั้นดีใจมาก เป็นความรู้สึกที่ไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ เพราะเป็นโอกาสที่เราจะได้ถวายงานในฐานะฝีมือครั้งสุดท้าย โดยได้รับมอบหมายหน้าที่ในงานเป่าโคมแก้ว ซึ่งเชื่อว่าช่างวิจิตรศิลป์ไทยทุกคนต่างพร้อมทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจทั้งหมดที่มีเพื่องานครั้งนี้ หรือแม้แต่เพียงแค่ผมได้มีโอกาสเข้าไปร่วมงานตอกตะปูอย่างเดียวก็ซาบซึ้งเป็นที่สุดแล้ว” วัฒน เล่าถึงความรู้สึก

สำหรับสถานที่ทำงานกลุ่มประติมากรรมเพื่อใช้ในการประกอบพระเมรุมาศ คือสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร อยู่ที่พุทธมณฑลสาย 5 จ.นครปฐม ซึ่งในช่วงก่อนหน้านี้กรมศิลปากรได้มีการเผยแพร่ตัวแบบพระเมรุมาศออกมาแล้ว โดยในส่วนของงานรายละเอียดปลีกย่อยเพื่อการประดับตกแต่ง อย่างกลุ่มสัตว์ป่าหิมพานต์ สระอโนดาต เทวดาอารักษ์หลากหลายอิริยาบถ รวมถึงกลุ่มคุณทองแดงนั้นก็จะต้องปั้นตามรูปแบบที่ได้รับการอนุมัติแล้ว

โดยทั้งหมดจะดำเนินการตามขั้นตอนพัฒนางานที่ได้อนุมัติต้นแบบอย่างเป็นทางการจากกรมศิลปากรอีกครั้ง ก่อนนำไปขึ้นเป็นแม่แบบจริง จากนั้นจึงพร้อมเปิดเผยต้นแบบชิ้นงานตกแต่งพระเมรุมาศในหลวงรัชกาล 9 จากกลุ่มช่างสิบหมู่ไทยผู้เนรมิตชิ้นงานอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

 

วัฒน บอกด้วยความภาคภูมิใจในโอกาสอันเป็นเกียรติภูมิอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้ว่า

“ช่างทุกคนล้วนต่างใช้หัวใจพร้อมถวายความจงรักภักดีอย่างหาที่สุดมิได้อีกแล้วในชีวิตนี้ เพื่อแสดงออกถึงความสามารถสุดฝีมือลงไปในทุกสัมผัสชิ้นงานประติมากรรมไทยที่สวยงามและวิจิตรบรรจง อันเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะไทยที่เชื่อว่าจะหาที่ไหนเหมือนไม่ได้อีกแล้ว”

‘ช่างสิบหมู่’

ช่างสิบหมู่ คือช่างงานศิลปะที่มีการรวบรวมคนที่มีความสามารถมีฝีมือจากพื้นถิ่นพื้นบ้านเอามาเป็นช่างหลวงรวมไว้ในหมู่ เป็นวัฒนธรรมทางด้านศิลปะแขนงหนึ่งในกระบวนช่างไทย ซึ่งได้จำแนกแยกแยะงานช่างไว้มากมาย อาทิ ช่างเขียน ช่างแกะ ช่างสลัก ช่างกลึง ช่างหล่อ ช่างปั้น ช่างหุ่น ช่างรัก ช่างบุและช่างปูน เป็นต้น

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ ทรงอธิบายประทานแก่พระยาอนุมานราชธน ในหนังสือบันทึกความรู้เรื่องต่างๆ ดังนี้ว่า

“ตามปกติการปกครองเมืองสมัยโบราณจัดเป็นจตุสดมภ์ คือเป็นกระทรวงเวียง วัง คลัง นา กระทรวงใดมีกิจจะต้องทำสิ่งซึ่งต้องอาศัยฝีมือช่าง ก็ต้องหาช่างชนิดที่ต้องการใช้มารวบรวมตั้งไว้ในกระทรวงนั้นเพื่อใช้ จึงได้มีการช่างมากมายกระจัดกระจายอยู่ในที่ต่างๆ หลายกระทรวงด้วยกัน ตามที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตรัสไว้ ดังจะยกตัวอย่างให้เห็น เช่น กระทรวงวัง มีกรมทหารในกรมรักษาพระองค์ แต่มีกรมช่างทหารในขึ้นอยู่ในกรมทหารในนั้นอีกชั้นหนึ่ง เจ้ากรมคือหลวงประดิษฐ์นิเวศน์ เห็นได้ตามชื่อว่ามีหน้าที่ปลูกสร้างเรือนหลวงในพระราชนิเวศน์ คงมีขึ้นด้วยเหตุที่เจ้ากรมหรือปลัดกรมคนใดคนหนึ่งในกรมทหารในเป็นผู้เข้าใจการปลูกสร้างจึงตรัสใช้ ผู้รับสั่งนั้นก็ต้องเสาะหาช่างมาเป็นลูกมือ งานมากขึ้น ช่างมากขึ้น ก็ต้องตั้งขึ้นเป็นกรมทหารใน แม้แต่กรมมหาดเล็กก็ยังมีกรมช่างมหาดเล็ก เป็นอีกกรมหนึ่งเหมือนกัน มีช่างเขียน ช่างปั้น และอื่นๆ ช่างสิบหมู่จึงเป็นชื่อกรมที่รวบรวมช่างไว้มีสิบหมู่ด้วยกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าในบ้านเมืองมีช่างแค่สิบอย่างเท่านั้น ที่กล่าวมาเป็นเพียงตัวอย่างที่ยกมารวมไว้เรียกว่า ช่างสิบหมู่”

 

แท้จริงช่างไทยมีอยู่มากกว่า 10 หมู่ แต่ที่เรียกว่า ช่างสิบหมู่ ก็เพื่อต้องการจะรวบรวมช่างที่เป็นส่วนสำคัญไว้ก่อนเพียง 10 หมู่ ต่อมาภายหลังจึงได้เพิ่มเติม หรือแยกแขนงออกไปอีกตามลักษณะของงานนั่นเอง ตามบัญชีชื่อช่างที่ขึ้นทำเนียบเป็นช่างหลวงมีดังต่อไปนี้ ช่างเลื่อย ช่างก่อ ช่างดอกไม้เพลิง ช่างไม้สำเภา ช่างปืน ช่างสนะ (จีน) ช่างสนะ (ไทย) ช่างขุนพราหมณ์เทศ ช่างรัก ช่างมุก ช่างปากไม้ ช่างเรือ ช่างทำรุ ช่างเขียน ช่างแกะ ช่างสลัก ช่างกลึง ช่างหล่อ ช่างปั้น ช่างหุ่น ช่างบุ ช่างปูน ช่างหุงกระจก ช่างประดับกระจก ช่างหยก ช่างชาดสีสุก ช่างดีบุก ช่างต่อกำปั่น ช่างทอง

ช่างสิบหมู่นี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นจำนวนสิบ แต่สิบตัวนี้เป็นภาษาบาลี ความเดิมเขียนว่า สิปปะ และหดไปเหลือ ป. ตัวเดียว แล้วลดมาเป็น บ. เป็นสิบ จะให้เข้าใจง่ายว่าช่างสิบประเภทก็เลยไม่มีใครเข้าใจภาษาดั้งเดิม ช่างสิปปะตรงกับในสันสกฤตแปลว่า “ศิลปะ” เพราะในภาษาสันสกฤตใช้ตัว ศ. ศิลปะกับสิปปะในบาลีจึงมีความหมายตรงกัน

ช่างสิบหมู่คือช่างงานศิลปะ โดยในราชการของหลวงก็ต้องทำของใช้ในส่วนของราชการส่วนพระ ส่วนราชสกุล และบริการแก่ศาสนา บริการแก่ประชาชน จึงต้องมีช่างไว้มากมายหลายประเภทช่างสิบหมู่เดิมก็ถูกรวมเข้าไว้ในกรมศิลปากรในชื่อ กองหัตถศิลป์

ปัจจุบัน สำนักช่างสิบหมู่ เป็นหน่วยงานในสังกัดกรมศิลปากร มีหน้าที่ธำรง รักษา และสืบทอดงานศิลปกรรมของไทย ที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติ ทั้งแบบประเพณีร่วมสมัยและศิลปะแบบประยุกต์ ได้ปฏิบัติงานด้านการออกแบบสร้างสรรค์งานศิลปกรรมไทย และจัดสร้างชิ้นงานที่มีความประณีต เพื่อนำทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ ในงานราชพิธีต่างๆ และในโอกาสสำคัญตลอดมา

โดยหน้าที่ความรับผิดชอบของสำนักช่างสิบหมู่ มีการแบ่งเป็น กลุ่มประณีตศิลป์ กลุ่มประติมากรรม กลุ่มจิตรกรรม กลุ่มศิลปประยุกต์และเครื่องเคลือบดินเผา และศูนย์ศิลปะและการช่างไทย

 

4 ข้อปฏิบัติเพื่อความมั่งคั่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มีนาคม 2560 เวลา 15:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/485119

4 ข้อปฏิบัติเพื่อความมั่งคั่ง

โดย…โยโมทาโร่

เมื่อไหร่จะรวย คือคำถามที่เราส่วนใหญ่มักจะถามกันในใจเสมอ แต่มีน้อยคนนักที่จะถามว่าต้องทำตัวอย่างไรถึงจะรวยนี่ละคือคำถามที่จะนำไปสู่เส้นทางของการได้เงินจริงๆ ลอง 5 วิธีปฏิบัติตัวเหล่านี้ดู อาจจะช่วยทำให้คุณเพิ่มสถานะการเงินที่มั่งคั่งมั่นคงให้กับคุณได้

1.เป็นเจ้าของกิจการ

เส้นทางรวยที่ชัดเจนที่สุด คือการเป็นเจ้าของกิจการ ในกลุ่มคนที่มีฐานะการเงินดีกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นเจ้าของกิจการส่วนตัว อีก 20 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือมักจะทำงานอิสระ หรือเป็นพนักงานที่ทำงานหารายได้เสริมอื่นๆ ควบคู่กันไปด้วย ดังนั้นอย่ามัวแต่ลังเลตั้งเป้ารอเก็บเงินให้ถึงหลักแสนแล้วจะออกไปเปิดธุรกิจของตัวเอง ปัจจุบันไม่ได้เป็นเหมือนเมื่อก่อนที่จะทำธุรกิจก็ต้องมีเงินลงทุนก้อนใหญ่ เดี๋ยวนี้หลักหมื่นก็สามารถทำให้คุณเป็นเจ้าของกิจการได้แล้ว

2.รู้จักเลือกซื้อสิ่งจำเป็น

สิ่งของเป็นของแสดงฐานะทางการเงิน และค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ของเราก็มักจะเป็นสิ่งของเหล่านี้เสียด้วย เราแนะนำว่าการซื้อของที่ดีเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าแต่ควรทำอย่างพอดี สิ่งของบางอย่างเอาแค่พอใช้งานได้ดีไม่เสียง่าย คุ้มค่าแก่การลงทุนระยะยาว ก็นับว่าดีแล้ว การใช้เงินซื้อของแพงๆ มาใช้ทำให้เราดูเป็นคนมีเงิน มีหน้าตาในสังคม แต่ไม่ได้ทำให้เราเป็นเศรษฐีตัวจริง เพราะคนรวยจะระมัดระวังในการใช้จ่ายเงินทุกบาททุกสตางค์

ดังนั้น ทักษะสำคัญในข้อนี้คือความสามารถในการแยกแยะสิ่งของจำเป็นกับความต้องการ หากทำได้ก็จะช่วยให้คุณมีเงินเหลือไปลงทุนอย่างอื่นได้อีกเยอะ

3.เก็บเงินให้อยู่

การเก็บเงินเป็นเรื่องจำเป็นเสมอสำหรับทุกคน ไม่ว่าคุณจะใช้สูตรใช้ 3 ส่วน ออม 1 ส่วน หรือจะใช้สูตรเก็บเงินแบบกลับกันก็แล้วแต่ พื้นฐานคือต้องเก็บเงินให้ได้ตามสูตรเฉพาะของตัวเองไม่ว่าคุณจะหาเงินมาได้มากแค่ไหนก็ตาม รวมทั้งจัดสรรงบประมาณ ต่อวัน ต่อสัปดาห์ และต่อเดือนให้ชัดเจน และพยายามเก็บบันทึกบัญชีการใช้จ่ายเอาไว้ เพื่อที่จะได้ดูอัตราการเติบโตทางด้านการเงินในบัญชีของเรา

4.ลงทุนให้เป็น

บรรดาเศรษฐีจะรู้จักช่องทางการลงทุนที่เหมาะสม และกล้าพอที่จะตัดธุรกิจหรือสินค้าที่ไม่ทำกำไรออกไปจากชีวิต คุณเองก็ควรรู้จักการลงทุนให้เป็น แต่แน่นอนว่าไม่มีใครที่ลงทุนเป็นแต่กำเนิด การฝึกการลงทุนที่ดีคือความกล้าที่จะลงทุน และเรียนรู้ลองผิดถูกไปกับมัน อย่ากลัวความผิดพลาด เพราะความผิดพลาดจะเป็นแรงกระตุ้นให้คุณหาความรู้เพิ่มเติมและพัฒนาไปสู่จุดที่ดีกว่า

หากมีธุรกิจใดหรือการลงทุนใดไม่ประสบความสำเร็จ แม้จะพยายามทำให้ดีขึ้นแล้วก็ควรขายทิ้งเสีย อีกสิ่งที่คุณควรรู้ก็คือไม่มีธุรกิจไหนในโลกที่ยั่งยืน ดังนั้นคุณจึงควรกระจายการลงทุนและมีมากกว่า 1 ธุรกิจเสมอเลือก

 

เลือกกระเป๋าสตางค์ ให้เก็บเงินอยู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มีนาคม 2560 เวลา 15:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/485118

เลือกกระเป๋าสตางค์ ให้เก็บเงินอยู่

โดย…โยโมทาโร่

หลายคนคิดว่า กระเป๋าสตางค์ ก็เป็นเพียงแค่ที่เก็บเงิน เก็บบัตรเอทีเอ็ม บัตรเครดิต และบัตรส่วนบุคคลอื่นๆ ใช้แบบไหนก็เหมือนๆ กัน แต่อันที่จริงแล้วการเลือกกระเป๋าสตางค์ที่ดี นอกจากจะช่วยเพิ่มความสะดวกแล้วยังช่วยไม่ให้เงินของคุณหายไปอีกด้วย

1.เลือกแบบที่มีช่องใส่มากกว่า 2 ช่อง

กระเป๋าสตางค์แบบนี้จะค่อนข้างหนา แต่เชื่อเถอะว่าช่วยให้คุณเก็บเงินและบัตรได้สะดวกมากขึ้น อย่างน้อยควรมีช่องใส่ธนบัตรตั้งแต่ 2 ช่องขึ้นไป ถามว่าทำไมต้องมี 2 ช่องขึ้นไปก็เพราะคุณจะได้แยกมูลค่าธนบัตรได้ชัดเจน หยิบสะดวก ลดความผิดพลาดเวลาเร่งรีบนั่นเอง

2.ช่องใส่บัตรเครดิตควรมีลิ้นปิด

กระเป๋าสตางค์เมื่อใช้ไปนานๆ ช่องใส่บัตรจะเริ่มหลวมทำให้บัตรเครดิต และบัตรสำคัญของคุณร่วงหล่นโดยไม่รู้ตัว ควรเลือกแบบที่มีลิ้นปิดขนาดเล็ก หรือหากไม่มีลิ้นปิด อาจเลือกเก็บบัตรเครดิต บัตรประชาชน และใบขับขี่ ไว้ในช่องใส่แนวนอนก็จะช่วยป้องกันเหตุไม่คาดคิดนี้ได้

3.เลือกกระเป๋าหนังคุณภาพดี

กระเป๋าสตางค์เป็นสิ่งสำคัญ คุณจึงควรเลือกกระเป๋าสตางค์ที่มีคุณภาพ ไม่ควรเลือกกระเป๋าสตางค์หนังเทียมราคาถูก เพราะใช้ไปไม่นานเท่าไหร่ก็จะเกิดการหลุดลอกไม่สวยงาม ตะเข็บเย็บมีรอยปริเพราะใช้ด้ายและเครื่องจักรเย็บไร้คุณภาพ เงินของคุณอาจจะหายไปกับช่องที่ปริขาดเหล่านั้น