เที่ยวกินถึงถิ่น ‘ของดีเมืองจันท์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มีนาคม 2560 เวลา 16:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/485653

เที่ยวกินถึงถิ่น 'ของดีเมืองจันท์'

โดย…ปอย ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

พอเอ่ยคำว่า “ของดีเมืองจันท์” คนฟังร้อยทั้งร้อยก็นึกถึงผลไม้ทุเรียนมาก่อนเลย เงาะ มังคุด สุดยอดราชาและราชินีผลไม้มารวมตัวกันอยู่ที่นี่ แต่เพิ่งเข้าสู่ฤดูร้อนช่วงนี้ผลไม้ยังไม่ออกมาให้ใครกินง่ายๆ เจ้าภาพต้องมีทีเด็ดโชว์ของดี  การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ชวนไปร่วมทริป “กินอาหารถิ่น ตามหาวัตถุพื้นบ้านจันทบุรี” แคมเปญนี้จัดขึ้นเพื่อชวนไปเที่ยวเมืองคลาสสิกในภาคตะวันออกของไทย

ททท.พาไปหาของอร่อยๆ ของดีถิ่นแถวนี้กินกันแบบกระหน่ำสองวันจัดเต็ม ชูแนวคิดจันทบุรีเป็นแหล่งอาหารอุดมสมบูรณ์ ไม่แค่อุดมไปด้วยผลไม้ แต่สมบูรณ์ไปทั้งอาหารทะเล สมุนไพร-เครื่องเทศ หน้าตาแปลกๆ ชื่อแปลกๆ ก็มีเฉพาะที่ถิ่นนี้ ใครต้องการหลีกหนีจากความวุ่นวายในเมืองหลวง ท่องเที่ยวกับครอบครัวและเพื่อนฝูงขับรถก็ไม่ไกลนักขับชิลๆ ไม่เกิน 4 ชั่วโมง ตะลุยกินอาหารถิ่นของดีของเด็ดเมืองจันท์รับรองอร่อยต้องฝันถึง

ข้าวกับน้ำพริกกะเกลือ

“ชุมชนริมน้ำจันทบูร” เป็นจุดแรก ชิม และชมบ้านเรือนริมน้ำเก่าสมัยรัชกาลที่ 5 สถาปัตยกรรมโบราณ บ้านพัก ร้านค้าร้านอาหาร กลมกลืนไปกับบรรยากาศบ้านไม้เก่าๆ บ่งบอกได้ว่าคนในชุมชนรักษ์ภูมิใจบ้านเกิดของพวกเขามากมาย อาหารถิ่นสะท้อนชัดทั้งอัตลักษณ์ ความเป็นมา และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่ได้ดี

เมนูแรกก๋วยเตี๋ยวทะเล ข้าวคลุกพริกเกลือ เริ่มต้นที่ร้านก๋วยเตี๋ยวขลุกขลิก นั่งชิลริมแม่น้ำที่คนเมืองจันท์เรียกขานกันว่า “แม่น้ำจันทบูร” ก๋วยเตี๋ยวทะเลหลายๆ คนน่าจะคุ้นแล้วกับกั้งตัวโตๆ ที่ลอยคอเสนอตัวให้คนมากิน แต่กับอีกเมนูชื่อแปลกที่บรรดาเจ้าถิ่นภูมิใจนักหนา “ข้าวคลุกพริกเกลือ” หลายคนฟังแล้วงง แต่คนภาคตะวันออกไม่งง สี่รัก คุณประภากร นายกสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดจันทบุรี รับแขกพาตะลอมชิมบอกก็คือน้ำจิ้มซีฟู้ดนั่นแหละ แต่เรียกชื่อนี้เพราะคนภาคนี้จะตำเกลือทะเลกับพริกขี้หนูสดลงไปก่อน ตามด้วยน้ำปลาดี หิวๆ ขึ้นมาก็คลุกข้าวสวยร้อนๆ แค่ไข่ต้มยางมะตูมใบเดียว ข้าวอาจหมดหม้อไม่รู้ตัว

แต่ยี่ห้อเศรษฐีเมืองจันท์ก็ต้องประโคมกั้งต้ม กุ้ง ปู ปลาหมึกลงไปให้ครบครัน ความจริงใจสไตล์อาหารบ้านๆ ก็ไม่ต้องจัดจานอะไรให้สวยงาม มีอะไรก็ใส่ๆ ลงไป แถมหูหมูต้มแนมเข้าไปอีก โอ๊ย…จะสมบูรณ์พูนสุขอะไรเช่นนั้น

ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา สี่รัก นายกสมาคมฯ ให้ข้อมูลการท่องเที่ยวของ จ.จันทบุรี เติบโตขึ้นกว่า 60% มีรายได้ภาคการท่องเที่ยว 5,000-6,000 ล้านบาท/ปี สถิตินักท่องเที่ยวของจันทบุรีราวปีละ 1.8 ล้านคน ส่วนใหญ่ชอบเดินทางท่องเที่ยวช่วงฤดูผลไม้ แต่ในช่วงนี้เงาะ ทุเรียน ยังออกมาไม่เยอะ อาหารท้องถิ่นก็น่าจะเป็นอีกตัวเลือก

เป้าหมายต่อไปพาไปเดินตลาดสด ตามหาวัตถุดิบผักและสมุนไพรของดีที่นี่มีอะไรให้ดูเพียบ “ตลาดเจริญสุข” เน้นสินค้าเกษตรอินทรีย์และผักพื้นบ้าน เช่น หน่อกระวาน ถ้าใครเคยกินต้มไก่ใส่หน่อกระวาน คงติดใจความหอมสดชื่นที่ต้มข่าไก่ไม่มี คนภาคตะวันออกต้มใส่กะทิเหมือนกันแต่ไม่ใส่น้ำมะนาว หั่นระกำเปรี้ยวใส่ลงไปแทนสร้างเอกลักษณ์อาหารไม่ซ้ำที่ไหน อาหารอีกอย่างที่คนเขียนก็เป็นสาวภาคตะวันออกเห็นแล้วไหลทั้งน้ำตาด้วยความคิดถึง ทั้งน้ำลายไหลอยากกินที่สุด “ก๋วยเตี๋ยวผัดปู” เส้นจันท์ผัดซอสมะขามสีแดงๆ ได้กินในงานทำบุญทำเลี้ยงแขกมาร่วมงานเยอะๆ แต่ก็ไม่เคยเหลือติดก้นหม้อแม่ค้าตักขายถุงละ 20 บาทอิ่มอร่อยหายคิดถึง

แกงหมูชะมวง อาหารขึ้นชื่อหลายคนคงรอว่าทำไมไม่พูดถึงสักที มาถึงถิ่นได้กินแน่ๆ อยู่แล้ว แต่คราวนี้เจ้าถิ่นจัดมาเก๋ไก๋กว่าเดิม โรงแรมสุดฮิปแห่งใหม่ใน อ.เมือง จ.จันทบุรี โรงแรมบลูแรพบิท จัดมุมเบเกอรี่ใช้อาหารท้องถิ่นที่ใครก็ติดใจหม้อนี้ ทำ “ชะมวงโทสต์” และอีกชิ้นควรสั่ง “เค้กทุเรียนคอตตอนชีสเค้ก” ครีมเค้กนิ่มนวลแทบไม่ได้กลิ่นทุเรียนเลยสักนิด กินกับน้ำผลไม้จะธรรมดาได้ที่ไหน “น้ำส้มจี๊ด” คนจันท์คนระยองเรียกส้มลูกจิ๋วชนิดนี้ว่า “ส้มกะปรี๊ด” เพราะมันเปรี้ยวปรี๊ดสุดๆ เมื่อนำมาผสมน้ำผึ้งโซดาก็เรียกความสดชื่นยามบ่ายได้ดีนักแล

การนำอาหารท้องถิ่นมาปรุงให้เป็นจานใหม่ทันสมัยขึ้น เป็นแนวคิดที่นักธุรกิจรุ่นใหม่เมืองจันท์ช่วยกันคิด ช่วยกันสร้างสรรค์ เป็นการรวมใจพัฒนาจังหวัดนี้ด้วยพื้นฐานเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ มื้อดินเนอร์กับเชฟหนุ่มสุดหล่อชาวเมืองจันท์ ยิ่งสื่อถึงเอกลักษณ์อาหารคุณภาพดีของจังหวัดได้เกินร้อย

อาหารจันทบูรสู่สากล

งานกาลาดินเนอร์ “Prime Night@Chan” จัดขึ้น ณ สวนสาธารณะสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช นำเสนอเมนูโต๊ะจันท์ รังสรรค์เมนูจากวัตถุดิบท้องถิ่น โดย “เชฟปิง” สุรกิจ เข็มแก้ว เชฟคนดังชาวจันทบุรี จึงคุ้นเคยวัตถุดิบต่างๆ ที่นำมาปรุงดีอยู่แล้ว สไตล์เชฟทำอาหารแนว Innovative Thai Cuisine นำวัตถุดิบอาหารที่เราคุ้นเคยมาปรุงใหม่ให้น่าตื่นเต้น

อาหารทั้งหมด 4 คอร์ส เชฟต้อนรับแขกมาเยือนด้วยความสดชื่นด้วยน้ำผลไม้และเจลผลไม้ในขวดเล็กๆ แปลกตา เชฟปิงแนะนำน้ำสละมีกลิ่นหอมทอนกลิ่นทุเรียนลงได้ดี คนกลัวกลิ่นก็กระดกซดได้ ไม่ต้องกลัว หอมละมุนจริงๆ คอร์สแรกรวมของกินเล่น (Snack) น้ำพริกปูไข่ น้ำพริกระกำ มากับข้าวเกรียบซอสผัดปู คอร์สสองคือแอพพิไทเซอร์ พริกเกลือส้มจี๊ด เชฟทำน้ำจิ้มพริกเกลือถ้วยที่คนจันท์คุ้นลิ้นปรุงใหม่กับหน่อกระวานน้ำตาลมะพร้าว ปรุงเป็นเนื้อเจลกินกับหอยเชลล์ฮอกไกโด ความแซ่บจี๊ดคงอยู่ครบ

“เชฟปิง” สุรกิจ เข็มแก้ว

หมูชะมวงมาในคอร์สสามเมนดิส เชฟใช้หมูดำตุ๋นในระบบสุญญากาศ (Sous Vide) เนื้อชุ่มฉ่ำกว่าเดิมที่ใช้การเคี่ยวตุ๋นจนเปื่อย ไซส์ดิสเป็นทุเรียนมันบดที่ต้องบอก (อีกแล้ว) ว่าคนกลัวทุเรียนอย่ากลัว จบคอร์สด้วยของหวาน กรานิต้าส้มฉุนกินคู่กับขนมมัศกอด วิถีชีวิตความเป็นอยู่ และวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวจันทบุรี สื่อผ่านเมนูอาหารสุดล้ำโดยเชฟรุ่นใหม่โชว์การพัฒนาไม่หยุดยั้ง

เจ้าภาพ ททท. ย้ำให้หนักเรื่องความอุดมสมบูรณ์ จบทริปนี้ด้วยเซตซีฟู้ดปูปลากุ้งหอยมาเต็ม โดยเฉพาะหอยนางรมยักษ์ตัวเท่าฝ่ามือ ที่ฟาร์มลุงทม บ้านท่าแฉลบ สดไม่สด ลุงทมยกพวงหอยจากทะเล
อ่าวไทยงัดกาบให้ชิมความสดกรุบกริบ กินกี่ตัวก็ได้เลยบริการแบบบุฟเฟ่ต์ ล้างปากจบทริปพาไปกินขนมในชุมชนอายุร้อยกว่าปี หมู่บ้านหนองบัว ลองชิม “ขนมแปลก” ของดีชุมชน เดินเที่ยวชมบ้านไม้โบราณไปในถนนแสนสงบ “ตังเมใส่กระป๋องนมข้นหวาน” นี่อร่อยหนึบหนับระลึกชาติได้เลย

 

 

จัมพ์ แฮงก์เอาต์ คาเฟ ความสุขที่ต้องมาซ้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มีนาคม 2560 เวลา 12:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/485614

จัมพ์ แฮงก์เอาต์ คาเฟ ความสุขที่ต้องมาซ้ำ

โดย…จัมพ์ แฮงก์เอาต์ คาเฟ ความสุขที่ต้องมาซ้ำ

ค่ำคืนวันศุกร์ รถมักติด แต่ทุกอย่างไม่แน่นอน เมื่อถนนเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา ไหลลื่นราวกับวันหยุดเทศกาล การเผื่อเวลาให้ถึงที่หมายยามพลบค่ำจึงคลาดเคลื่อน เมื่อมาถึงไวกว่ากำหนด เราจึงได้ทันสัมผัสบรรยากาศของร้านจัมพ์ แฮงก์เอาต์ คาเฟ (Jump Hang Out Cafe) ในอีกอารมณ์หนึ่ง

สถานที่แฮงเอาต์น้องใหม่ ย่านทาวน์อินทาวน์ หุ้นส่วนร้านแต่ละคนนั้นก็เป็นน้องใหม่ในสายนี้ แต่ฝีมือประสบการณ์เก๋าในสายอื่น ไม่ว่าจะเป็นโปรดิวเซอร์รายการทีวี ครีเอทีฟ สถาปนิก นักร้อง ฯลฯ เรียกว่าลงขันกันสร้างสถานที่นั่งดื่ม คุยถูกคอในบรรยากาศถูกใจ แถมยังมีดนตรีสดให้ฟังเพราะๆ ซีเล็คเต็ด บาย “เอ็ดดี้ ออโต้บาห์น” (อัธพนธ์ มกรานนท์)

มาที่นี่ได้หลายประสบการณ์การดื่มและอารมณ์ของสถานที่ เพราะในช่วงการทำงานของพระอาทิตย์ ร้านจะบริการเครื่องดื่ม ชา กาแฟ มีขนมอบกรอบ เค้กน่ากิน และอาหารจานเดียวง่ายๆ เช่น สปาเกตตี ข้าวหมูกระเทียม แต่พอเปลี่ยนผลัด เป็นหน้าที่ของพระจันทร์ เจ้าของร้านก็ได้ทีประหยัดไฟ (ฮา) ปิดไฟไปหลายดวง หลายมุม เพื่อให้ได้แสงนวล ต้องบอกว่าไลติ้งที่นี่ก็ได้หุ้นส่วนร้านดีกรีสถาปนิกส่องแล้วส่องอีก รับรองจะนั่งมุมไหน จะเซลฟี่ หรือเล็งโต๊ะอื่นก็ดูดีไปหมด

การมาถึงร้านก่อนราตรี ทำให้ได้สัมผัสบรรยากาศโปร่งโล่ง แสงสว่างจากข้างนอกทำงานเผื่อมายังภายในร้าน (ช่วยประหยัดไฟได้อีก) แต่พอความมืดเริ่มเข้ามาทักทายทีละนิดๆ นั้นละ บรรยากาศก็เปลี่ยนราวกับต่างที่ (เชิญเก็บแก้วกาแฟไปค่ะ)

เครื่องบดเมล็ดกาแฟ ที่เคยตั้งเป็นจุดเด่นบนเคาน์เตอร์ยาวขนานกับขนาดร้าน ที่ปูด้วยกระเบื้องวินเทจ ถูกเก็บให้พ้นหูพ้นตา แสงไฟส่องสว่างเปลี่ยนโฟกัสไปที่ตู้แช่เย็น ซึ่งมีขวดเครื่องดื่มต่างสัญชาติวางเรียงราย ทั้ง ไทย ญี่ปุ่น อังกฤษ เบลเยียม เยอรมัน ลาว ฯลฯ เรียกว่าเป็นร้านที่เอาใจคอเบียร์ขนานแท้ โดย อภิมาน นอบไทย หนึ่งในหุ้นส่วน ผู้ดูแลทุกอย่างในร้าน รวมถึงเป็นพ่อครัวด้วย พิจารณาคัดสรรเครื่องดื่มจากความชอบของตัวเองเป็นหลัก อีกทั้งเพิ่มความแตกต่างหลากหลาย เพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับลูกค้า

ด้านอาหารนั้นเป็นกับแกล้มง่ายๆ แต่รสชาติมัดใจลูกค้า เช่น ขาหมูเยอรมัน ปีกไก่ทอดเกลือ ได้ความเค็มกำลังดี แถมกรอบนอกนุ่มในไม่มีน้ำมันเยิ้มมากวนรสชาติ เมนูที่เป็นซิกเนเจอร์ของร้าน คือ จัมพ์ สลัด ทีเด็ดอยู่ที่หมูแดดเดียวหมักได้รสกลมกล่อม เนื้อสัมผัสไม่เหนียว กินคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ด เพิ่มรสชาติให้กับผักได้รสดีขึ้นด้วย

ร้านเพิ่งเปิดมาประมาณ 4 เดือน ลูกค้ามีทั้งขาจรและขาประจำที่มาหลงเสน่ห์ของจัมพ์ แฮงก์เอาต์ คาเฟ ร้านตกแต่งแนวอินดัสเตรียล คิตช์ (Industrial Kitch) ซึ่งนิยามและออกแบบโดยหุ้นส่วนผู้เป็นสถาปนิก ธีรพัฒน์ จิตรามัยกุล เพดานเน้นโทนดำ มีโคมไฟห้อย เปลือยให้เห็นการเดินเส้นของสายไฟอย่างโรงงาน ของตกแต่งในร้านเป็นจำพวก หนังสือ แผ่นเสียง ข้าวของเครื่องครัว ที่นำมาจัดวางโดยไม่ได้กังวลว่าจะแมตช์กันหรือไม่ หากแต่มันมีความหมาย ที่สื่อถึงตัวตน ความชอบของหุ้นส่วนร้านแต่ละคน

ดูๆ ไปแล้วก็มีเสน่ห์ดึงดูดเช่นเดียวกับเจ้ากระต่ายในดวงจันทร์สีเหลือง ซึ่งอภิมานวาดสดๆ บนผนังร้าน เขาเล่าว่า ก่อนมาทำร้านเป็นโปรดิวเซอร์รายการเกี่ยวกับฮวงจุ้ยมา 15 ปี กระต่ายเหมาะกับการเป็นสัญลักษณ์เรื่องของร้านค้า ความร่ำรวย กระต่ายจึงทำท่ากระโดด ซึ่งเป็นกิมมิก สอดคล้องกับความหมายว่า จัมพ์ ชื่อร้านด้วย ส่วนพระจันทร์สีเหลืองก็เป็นสีคอร์ปอเรตร้าน

เจ้ากระต่ายในดวงจันทร์สีเหลือง ยังเป็นฉากหลังของดนตรีบำบัด ที่ทางร้านเลือกนักร้องนักดนตรีคุณภาพมาขับกล่อมเพิ่มบรรยากาศให้ผ่อนคลาย ในช่วงเวลาประมาณ 22.00-23.00 น. เป็นแนวดนตรีอเมริกันโฟล์กและฟิงเกอร์สไตล์ ส่วนเวลาอื่นๆ เปิดเพลงแนวสมูทแจ๊ซ บอสซา อินดี้

ทางร้านมีสโลแกนด้วยว่า “เข็นครกขึ้นภูเขา ไม่อยากเหงาให้มา Jump” มาแล้วจะหายเหงาหรือไม่ ต้องพิสูจน์กันเอาเอง

จัมพ์ แฮงก์เอาต์ คาเฟ ตั้งอยู่ในโครงการ ต้นซุง อเวนิว ถนนศรีวรา เปิดบริการเวลา 10.19-23.45 น. (ช่วงเย็นเปิดเวลา 18.00 น. เป็นต้นไป) หยุดวันพุธ ร้านจุได้ 30 ที่นั่ง โทร. 09-6946-1962

 

เลิฟมี เทนเดอร์ อา ลา เพลนชา รสละมุนลิ้น กลิ่นอายฝรั่งเศส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มีนาคม 2560 เวลา 12:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/485612

เลิฟมี เทนเดอร์ อา ลา เพลนชา รสละมุนลิ้น กลิ่นอายฝรั่งเศส

โดย…พาแลง ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

ได้เวลามาเช็กอินที่ เลิฟมี เทนเดอร์ อา ลา เพลนชา (Love me tender a la plancha) ร้านอาหารฝรั่งเศสเปิดใหม่ในซอยสุขุมวิท 39 ที่โดดเด่นตั้งแต่รูปแบบอาคารสีโอลด์โรส ให้ความรู้สึกเหมือนมาอยู่ตอนใต้ของฝรั่งเศส ร้านแบ่งเป็นสองส่วน ด้านในใช้โครงสร้างที่เป็นอิฐ ใช้ไม้สีเบจ โต๊ะแบบ Bistro style ที่มีส่วนเว้าส่วนโค้ง ของตกแต่งเป็นสัญลักษณ์ของโพรวองซ์ อาศัยแสงธรรมชาติจากด้านนอกให้บรรยากาศที่อบอุ่น ขณะที่ด้านนอกเหมือนได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติของแถบชานเมืองในฝรั่งเศส มีสวนเล็กๆ ที่ตรงกลางเป็นน้ำพุ ตกแต่งด้วยดอกไม้สีสันสดใส ดูอบอุ่น เป็นกันเองและสุดร่มรื่น

คอนเซ็ปต์ของร้านคือบริการอาหารพื้นบ้านฝรั่งเศสต้นตำรับในราคาที่สมเหตุสมผล อิ่มอร่อย จับต้องได้ ซึ่งทางร้านใช้วัตถุดิบที่มีความสด มาปรุงแบบซู-วีด (Sous-Vide) ให้ได้ความนุ่ม และจุดเด่นคือคุณประโยชน์ของอาหารยังอยู่ครบและจะยังคงทำให้อาหารสดเหมือนใหม่ คุณภาพเดิมทุกประเภท

นอกจาก การซู-วีดแล้วที่นี่ยังมีดีที่ซอส คอนเซ็ปต์เสิร์ฟบนกระทะร้อน รับประทานโดยไม่จำเป็นต้องตักใส่จาน แต่โดยนิสัยแบบแชร์แบบบ้านเรา การเสิร์ฟบนกระทะร้อนก็สามารถตักแบ่งใส่จานได้เช่นกัน เริ่มต้นอร่อยด้วยเมนูเบาๆ อย่างสลัด Nicoise de Provence House Salad สลัดทูน่านิซวส เมนูท้องถิ่นประจำเมืองนีซ ในจานมีทั้งถั่วเขียวฝรั่งเศส ที่ปัจจุบันโครงการหลวงสามารถปลูกได้แล้ว มะเขือเทศ ทูน่า และแอนโชวี่ คลุกเคล้าด้วยบัลซามิก วีนิก้า และน้ำมันมะกอก เรียกความสดชื่นได้ดี

ถัดมาเป็นซุปร้อนๆ ที่ต้องยกให้ Mixed Mushroom Soup with Truffle Oil ซุปเห็ดทรัฟเฟิลใสสไตล์ของทางร้าน แม้รสสัมผัสจะไม่ข้น แต่รสชาติไม่จืดชืด กลมกล่อมด้วยเห็ดหลากหลายชนิด กลิ่นทรัฟเฟิลเตะจมูก ต่อด้วย Bouillabaisse with Rouille ซุปบุยยาเบส เมนูซีฟู้ดที่ใส่เครื่องซีฟู้ดทั้ง กุ้ง ปลาหมึก ปลา หอยแมลงภู่ และหอยตลับ เสิร์ฟพร้อมขนมปังรูยที่ช่วยตัดเลี่ยนด้วยกลิ่นกระเทียม

สำหรับคนรักเนื้อ ที่นี่มีให้เลือกตั้งแต่เนื้อแดง อย่างเนื้อวัวและเนื้อแกะ แต่สำหรับอาหารฝรั่งเศสจะไม่พูดถึงหมูเลยก็เป็นไปไม่ได้ เมนูยอดฮิตจึงหนีไม่พ้น ซี่โครงหมูอบซอสบาร์บีคิว BBQ Pork Spare Ribs เสิร์ฟบนกระทะร้อน เคียงมาด้วยเฟรนช์ฟรายส์ ตัวซี่โครงหอมกลิ่นรมควัน เนื้อเปื่อย ซอสเข้มข้นอร่อยเข้าเนื้อ ส่วนเมนูแกะ ต้องลองเมนูซี่โครงแกะ Rack of Lamb Sous-Vide ที่เนื้อแกะบ่มด้วยเครื่องเทศนานาชนิด เสิรฟ์พร้อมซอสเดมิกลาซ และผักรวมย่าง รสชาติเข้มข้นกลมกล่อม

คุณสาวๆ ทั้งหลายที่มีพื้นที่พิเศษในตัวสำหรับเมนูของหวาน เลิฟมี เทนเดอร์ ภูมิในเสนอ Creme Brulee ครีมบรูเล่ ที่ทั้งหอม หวาน และนุ่มนวล แบบที่คุณจะต้องบอกว่า ไม่เคยได้กลิ่นคาราเมลแบบนี้ที่ไหนเลยในเมืองไทย

อีกหนึ่งเมนูที่แต่ละวันมีจำนวนจำกัด ต้องสั่งจองล่วงหน้าคือ Apple Tarte Tartin with Vanilla Ice Cream ทาร์ตแอปเปิ้ลที่สัมผัสความอร่อยแบบสดใหม่ ใช้เวลาอบ 15 นาที ได้กลิ่นหอมสุดหอม และรสสัมผัสกรอบและเนื้อด้านในชุ่มฉ่ำ เสิร์ฟพร้อมไอศกรีมวานิลลา รวมกันแล้วรสชาติดีมาก

สำหรับเครื่องดื่มที่นี่มีทั้งไวน์แดงและไวน์ขาว ขณะเดียวกันก็มีม็อกเทลที่เพิ่มความสดชื่นด้วย Summer Tea กลิ่นหอมๆ ของชาบวกรสหวานจากน้ำผึ้ง และรสเปรี้ยวจากเลมอน ก็ลดความร้อนของอากาศไปได้นิดหน่อย หรือจะลอง Strawberry Italian Soda  สตรอเบอร์รี่โซดา รสหวานอมเปรี้ยวที่ได้เคี้ยวเนื้อสัมผัสของสตรอเบอร์รี่เพลินๆ ด้วย

เปิดประสบการณ์ใหม่กับอาหารรูปแบบซู-วีด แต่รสชาติโฮมมี่แบบฝรั่งเศสที่ เลิฟมี เทนเดอร์ อา ลา เพลนชา เปิดให้บริการทุกวัน (ยกเว้นวันจันทร์) มื้อกลางวัน เวลา 11.00-14.30 น. และมื้อเย็น 17.30-22.00 น. โทร. 09-7067-6350

 

หมี่หน่ำเหลี่ยวเมืองตรัง เมนูอาหารท้องถิ่น ต้องห้าม…พลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มีนาคม 2560 เวลา 11:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/485609

หมี่หน่ำเหลี่ยวเมืองตรัง เมนูอาหารท้องถิ่น ต้องห้าม...พลาด

โดย…เมธี เมืองแก้ว

หมี่หน่ำเหลี่ยว หรือหลอหมี่ ซึ่งมีความหมายว่า หมี่ลวก มีลักษณะเหมือน Lor Mee ของชาวจีนฮกเกี้ยนในประเทศมาเลเซีย ดูคล้ายราดหน้า แต่ไม่ใส่คะน้า หรือคล้ายโกยซีหมี่ แต่ไม่ใส่หน่อไม้และต้นหอม เป็นอาหารของชาวจีนกวางตุ้งและฮกเกี้ยนที่อาศัยอยู่ในเมืองตรัง คิดค้นกันมายาวนานจนเป็นหนึ่งเดียวกว่า 50 ปีแล้ว

ล่าสุด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ยกให้เป็น 1 ในเมนูอาหารท้องถิ่น 12 เมืองต้องห้าม…พลาด เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยวว่า มีความอร่อย รสชาติแบบดั้งเดิม และถูกสุขลักษณะ

หมี่ชนิดนี้ ถือเป็นหมี่มงคล ซึ่งชาวตรังนิยมนำมาใช้ในพิธีไหว้เจ้าที่สำคัญ รวมทั้งในวันส่งศพของชาวจีน เสมือนกับการส่งผู้ตายไปสู่สวรรค์ แต่กว่าที่จะปรุงออกมาได้อร่อยนั้น ต้องใช้ทั้งความพิถีพิถันและระยะเวลามากพอสมควร เฉพาะวัตถุดิบและเครื่องปรุงรสก็มีมากมายเกือบ 20 ชนิด อาทิ หมี่เหลือง เนื้อหมู เนื้อไก่ ตับหมู เนื้อปู กุ้งแห้ง ไข่ไก่ กะหล่ำปลี ข้าวโพดอ่อน แป้งมัน แป้งข้าวโพด เห็ดหอม หอมเจียว ต้นหอม กระเทียม ซี่อิ้วขาว ซี่อิ้วดำ น้ำมันหอย โดยเฉพาะหมี่เหลือง ซึ่งจะมีเส้นเล็กกว่าทั่วไปและผลิตที่ตรังเท่านั้น

การทำหมี่หน่ำเหลี่ยว จะเริ่มจากการลวกเส้นหมี่เหลืองด้วยน้ำเดือดให้พอสุก แล้วนำไปใส่ไว้ในจานวางไว้ ก่อนโรยหน้าด้วยต้นหอมซอย จากนั้นนำเนื้อหมู 3 ชั้น และเนื้อไก่ ที่สไลซ์บางๆ รวมทั้งกุ้งแห้ง มาผัดรวมกับกระเทียมสับ แล้วใส่ผักต่างๆ ลงไปพร้อมกับเครื่องปรุงรส เช่น ซี่อิ้วดำ น้ำมันหอย จนทุกอย่างสุกได้ที่ ก่อนที่จะนำไปปรุงต่อด้วยน้ำสต๊อก ที่ได้มาจากการต้มซี่โครงไก่ กระดูกหมูส่วนขาตั้ง และเห็ดหอมที่หั่นบางๆ เป็นระยะเวลานาน 4-5 ชั่วโมง จนมีความเปื่อยของเนื้อ และความหวานของน้ำซุปออกมา

จากนั้นใช้ไฟอ่อนๆ ต้มต่อไปอีกราว 1 ชั่วโมง พร้อมใส่เครื่องปรุงรสอื่นๆ ที่เหลือ เช่น ซี่อิ้วขาว แป้งมัน แป้งข้าวโพด ซึ่งวิธีการเช่นนี้จะทำให้ได้เนื้อที่นุ่ม ขณะที่ผักก็ยังคงมีสภาพที่สด และมีรูปทรงไม่เปลี่ยน หลังจากนั้นนำไข่ไก่มาตีแบบไข่เจียว แล้วเทลงไปในหม้อผ่านกระชอน ซึ่งจะทำให้เนื้อไข่ออกมาเป็นเส้นบางๆ และปิดท้ายด้วยการใส่เนื้อปู ก่อนยกขึ้นมาเสิร์ฟ ด้วยการตักน้ำซุปราดลงไปบนเส้นหมี่เหลืองที่ลวกมาแล้วก่อนหน้านี้ ก็จะได้เมนูชื่อดังที่มีความหอมอร่อยแบบสูตรต้นตำรับโบราณเมืองตรัง

สำหรับหมี่หน่ำเหลี่ยวจะนิยมกินคู่กับพริกชี้ฟ้าแดง ใส่น้ำส้มสายชู เพื่อให้รสชาติออกมาเปรี้ยวเผ็ดนิดๆ นอกจากจะสามารถลองลิ้มชิมรสได้ในพิธีไหว้เจ้า หรือวันส่งศพของชาวจีนแล้ว ททท.ยังแนะนำให้แวะไปสั่งได้ที่ 2 ร้านอาหารชื่อดังของ จ.ตรัง เพื่อความสะดวกของนักท่องเที่ยว คือ ร้านสีฟ้า ไลฟ์สไตล์ฟู้ด ปากซอย 3 ถนนพัทลุง และร้านยำป้าหลุย โดยขายในราคาจานละ 65 บาท ซึ่งรับรองได้ว่านอกจากจะเต็มอิ่มแล้ว ยังคุ้มค่าสำหรับการเดินทางมาถึงเมืองตรังด้วย เพราะหาที่ไหนไม่ได้จริงๆ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ททท.สำนักงานตรัง โทร.075-215-867, 075-211-058

 

What’s for pudding? พุดดิ้งกล้วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มีนาคม 2560 เวลา 11:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/485605

What’s for pudding? พุดดิ้งกล้วย

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

หากทำ Popular Vote ให้ชาวอเมริกันเลือกพุดดิ้งที่ชอบที่สุด คือว่าเสียงแห่งความป๊อปปูลาร์จะเทใจมาให้เมนู Banana Pudding อย่างเป็นเอกฉันท์ ส่วนผสมง่ายๆ จากคุณย่าหรือคุณยายทำให้หลานๆ กินที่บ้าน คุณผู้อ่านเชื่อไหมว่าร้านขนมเจ้าดังในนิวยอร์กอย่าง Magnolia Bakery สามารถขายเมนูบ้านๆ แสนจะ Nostalgic อย่าง Banana Pudding นี่ได้ถึงไพทน์ละ 400-500 บาท แบบง่ายๆ จำกัดปริมาณการซื้อการขายเลย ผู้เขียนเดาว่า เป็นขนมที่ช่วยนำพาเอาความรู้สึกผูกพันเก่าของครอบครัว ในชีวิตเหงาๆ ของผู้คนในนิวยอร์ก

กลับมาได้ จึงเป็นสาเหตุให้ขายดีเพราะขี้เกียจทำขนมง่ายๆ แต่อยากได้ความอร่อยแบบเดิมๆ

ส่วนผสมของบานาน่าพุดดิ้งนั้นง่ายมาก เพียงแค่ทำพุดดิ้งวานิลลาแบบอเมริกันเป็น ผสมกับกล้วยหอมสุกๆ ตามด้วยแครกเกอร์และวิปครีม สามารถประกอบขึ้นมาเป็นพุดดิ้งกล้วยแบบโฮมเมดได้แล้ว

ร้านดังอย่างแมกโนเลียของนิวยอร์กนั้น อาศัยทางลัดในการทำ แต่ได้เนื้อสัมผัสที่เบาเพราะเขาใช้ Instant Pudding Mix เป็นผงแป้งดัดแปลงที่เอามาผสมกับนม ไม่ต้องผ่านความร้อนก็ได้เป็นพุดดิ้งเนื้อเบาหยุ่นๆ เพราะใช้แป้งที่เรียกว่า Modified Starch เป็นความเก่งกาจของนักวิทยาศาสตร์อาหาร แต่ไม่ใช่ว่า Instant Pudding จะหาได้ง่ายในบ้านเรา นี่จึงเป็นเคล็ดลับความอร่อยของพุดดิ้งวานิลลาสไตล์อเมริกัน ที่ปกติจะรู้สึกว่ามันหนืดๆ เลี่ยนๆ นั้น ผู้เขียนจึงลองใช้แป้งกวนไส้ที่เป็นส่วนผสมของแป้งข้าวโพดและแป้งดัดแปลงผ่านกระบวนการมาแล้ว ทำให้เนื้อของพุดดิ้งวานิลลาเบาขึ้น เท่านั้นยังไม่พออาศัยวิปครีมที่ตีจนขึ้นฟูเข้าไปตะล่อมผสม เท่านี้พุดดิ้งของเราจะเบานุ่ม รับประทานสลับกับเนื้อกล้วยหอมสุกที่ซ่อนอยู่ภายในแล้วแสนจะเข้ากัน

สำหรับส่วนของแครกเกอร์ มาจากทางเลือกง่ายๆ ของขนมยุค 70’s ที่ถูกนำพามาด้วยส่วนผสม “Store Bought” ที่แม่บ้านชาวมะกันนิยมซื้อสำเร็จมาจากซูเปอร์มาร์เก็ต แครกเกอร์หรือบิสกิตที่นิยมใช้ที่สุดของพุดดิ้งกล้วยคือ Nilla แครกเกอร์รสหวานหอมกลิ่นวานิลลา เมื่อนิลล่าแครกเกอร์อยู่ในพุดดิ้งและกล้วยแช่เย็นไว้ข้ามคืน ส่วนผสมฉ่ำๆ จะทำให้แครกเกอร์นุ่มขึ้น แทรกซึมไปด้วยกลิ่นหอมของกล้วย เพียงแต่ว่าในบ้านเราหา Nilla แสนจะยากเย็น เคยเจอในวิลล่ามาร์เก็ตบ้าง แต่ก็ไม่ได้มีบ่อยๆ และไม่มีในทุกสาขา ผู้เขียนเลยหันมาใช้เนื้อคุกกี้เนยผสมกับแครกเกอร์บดหยาบโรยแทนการใช้คุกกี้

เมื่อลองทำพุดดิ้งกล้วยเข้าบ่อยๆ เลยมา “ปิ๊ง” กับการใช้คุกกี้ Savoiardi หรือ Lady Finger แบบอิตาเลียนที่บ้านเรามีขายเยอะกว่าเพราะนิยมนำมาใส่ใน Tiramisu สำหรับคุกกี้เลดี้ฟิงเกอร์มีข้อดีที่คล้าย Nilla ตรงที่มีเนื้อเบาฟูที่จะกลายเป็นฟองน้ำดูดซับรสชาติของกล้วยและพุดดิ้งวานิลลาได้เป็นอย่างดี จึงกลายเป็นที่มาของ Banana Pudding แบบฉบับของ Cookool ในฉบับนี้

Cookool’s Banana Pudding

ส่วนผสมวานิลลาพุดดิ้ง

-นมจืด 2 ถ้วย

-นมข้นหวาน 1/2 ถ้วย

-ไข่แดง 4 ฟอง

-แป้งกวนไส้ หรือแป้งข้าวโพด 3 ช้อนโต๊ะ

-น้ำตาลทราย (ส่วนที่ 2) 1 ช้อนโต๊ะ

-นมข้นจืด 1/2 ถ้วย

-เนยจืด 2 ช้อนโต๊ะ

-เจลาตินแผ่น แช่น้ำจนนุ่ม 2 แผ่น

-วิปครีม 1 ถ้วย

ส่วนผสมพุดดิ้งกล้วย

กล้วยหอมสุกงอมๆ 3 ลูก

แครกเกอร์หรือเค้กที่ชอบ หั่นเป็นชิ้นเล็ก 2 ถ้วย

วิปครีมตีจนขึ้นฟู

วิธีทำ

ในภาชนะที่เตรียมไว้ ตักพุดดิ้งลงไป ตามด้วยโรยแครกเกอร์ให้เป็นชั้น ตามด้วยกล้วยและพุดดิ้ง สลับชั้นกับวิปครีมตามชอบ

 

กะเพราซาวห้า จานด่วนสุดฮิตคนขอนแก่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มีนาคม 2560 เวลา 17:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/484526

กะเพราซาวห้า จานด่วนสุดฮิตคนขอนแก่น

โดย…จักรพันธ์ นาทันริ

ขึ้นชื่อว่า “กะเพรา” ต้องยอมรับว่าเป็นสุดยอดเมนูอาหารจานด่วนที่ครองใจคนไทยมาอย่างยาวนาน ทุกวันนี้เมนูสุดฮิตดังกล่าวยังคงมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ส่วนประเทศไทยไม่ว่าไปแห่งหนตำบลใดก็สามารถสั่งมารับประทานได้ทุกที่

gช่นที่ จ.ขอนแก่น มีร้านกะเพราแซบอร่อยถูกปาก ราคาไม่แพง มีชื่อว่าร้าน “กะเพราหมูสับซาวห้า” ภาษาอีสาน ซาวห้า คือ 25 ซึ่งร้านแห่งนี้เปิดจำหน่ายทุกวันที่ตลาดจอมพล ถนนกสิกรทุ่งสร้าง เทศบาลนครขอนแก่น แต่ละวันมีลูกค้ารุ่นเล็ก รุ่นใหญ่ ทุกเพศและทุกวัยต่อแถวเข้าคิวรอชื้อกะเพราหมูสับห่อละ 25 บาท จนขายหมดเกลี้ยงภายในเวลา 2 ชั่วโมง

พงษ์มนัส มังคละศรี เจ้าของร้านกะเพราซาวห้า บอกว่า ทุกวันนี้ต้องเพิ่มกำลังการผลิตจากเดิม 1 กระทะ เป็น 2 กระทะ เพื่อให้สามารถจำหน่ายและให้บริการกับลูกค้าได้ทันกับความต้องการของลูกค้าที่มารับประทานที่บ้านกันเป็นจำนวนมาก

“ร้านของเราเปิดขายมาได้เกือบปี แต่กระแสตอบรับดีเกินคาด มีลูกค้าแน่นร้านทุกวัน ทำให้ขายหมดในเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง โดยเริ่มขายตั้งแต่เวลา 18.00 น. ซึ่งลูกค้าหลายรายที่มาช้าต่างก็ต้อง
ผิดหวังกลับไป จึงต้องเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 2 กระทะ แต่หากมีความต้องการมากขึ้นก็จะเพิ่มกำลังการผลิตอีก 1 กระทะ โดยปรับแผนการขายด้วยการชวนน้องๆ ที่หยุดเรียนในช่วงปิดเทอมมาช่วย ซึ่งจะทำให้มีรายได้และเป็นทุนการศึกษาด้วย”

พงษ์มนัส บอกอีกว่า แต่ละวันจะขายได้มากกว่า 100 ห่อ แม้จะไม่มากแต่ก็ภูมิใจที่ได้ขายของราคาถูกให้แก่ผู้บริโภค ที่มาของกะเพราซาวห้านั้นจุดเริ่มต้นเกิดจากที่เปิดทีวี แล้วพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมาพูดในรายการเดินหน้าประเทศไทย ถึงราคาสินค้าที่แพงขึ้นทุกวัน แต่มีประโยคหนึ่งที่นายกรัฐมนตรีพูดว่า ที่จริงของไม่แพงแต่คนขายไปขายแพงเอง จึงนำกลับมาคิดและต้องการที่จะพิสูจน์ว่าของถูก ของดี ราคาไม่แพงนั้นมีจริง จึงได้เกิดไอเดียทำอาหารง่ายๆ ใช้วัตถุดิบไม่มากและคนนิยมรับประทาน จึงเปิดร้านขายข้าวกะเพราหมูสับซาวห้า ปรากฏว่ากระแสตอบรับดีเกินคาด

มาเยือนเมืองขอนแก่นอยากรับประทานกะเพราซาวห้า อร่อยอิ่มท้อง ไม่แพง แวะเวียนไปซื้อได้ที่ตลาดจอมพล ถนนกสิกรทุ่งสร้าง การันตีได้ว่าไม่ผิดหวัง

 

 

เฮฟเว่น หลากรสอาหาร สวรรค์แห่งการกินดื่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มีนาคม 2560 เวลา 17:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/484525

เฮฟเว่น หลากรสอาหาร สวรรค์แห่งการกินดื่ม

โดย…คาเอรุ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

หลังเลิกงานศุกร์นี้แล้วจะไปไหน? หลายครั้งคำตอบของเพื่อนในกลุ่มก๊วนก็มักจะไปลงเอย ณ ที่เดิมๆ ส่วนหนึ่งก็เพราะว่า เถียงกันไม่มีวันสิ้นสุด คนนั้นอยากกินอาหารประเภทนี้ คนนี้อยากกินอาหารประเภทนั้น ร้านใหม่ๆ ก็คนเขาแถวต่อคิวย้าว-ยาวให้เสียอารมณ์ สุดท้ายก็เลยลงมาอีหรอบเดิม ก็คือ ไปแฮงเอาต์ เมาท์ แชต ชิมกันที่เดิมๆ ที่เคยไป เพราะตกลงกันไม่ได้

ถ้ามาที่ เฮฟเว่น แบงคอก (Heaven Bangkok) ที่มีอาหารหลากหลายให้เลือกชิมกันตั้ง 5 สัญชาติ ทั้งอาหารไทย อิตาเลียน ญี่ปุ่น อินเดีย อาหารยุโรป รวมถึงอาหารแนวผสมผสาน และก็ของหวานให้เลือกครบครัน ไม่ต้องเถียงกันว่าอยากกินแบบไหน เรียกว่าจบครบในที่เดียว ท่ามกลางวิวสุดเก๋แสนสวย โดยเฉพาะในยามโพล้เพล้ ของเซนส์ (Zense) ชั้น 17-20 บนตึกห้างสรรพสินค้าเซน @ เซ็นทรัลเวิลด์

หลังปรับโฉมหน้าตาบรรยากาศร้านอาหาร รวมทั้งเมนูใหม่ๆ เมื่อไม่นานมานี้ เฮฟเว่น แบงคอก ก็วางตัวเองให้เป็นแลนด์มาร์คของร้านอาหารมีระดับ คือจุดนัดพบ เพื่อที่จะดื่มด่ำกับบรรยากาศพิเศษ โดยเป็นมากกว่าร้านอาหารที่มีจานอร่อยหลากหลายพร้อมเสิร์ฟ ก็คือ การเป็นไลฟ์สไตล์ไดนิง คือสิ่งที่อยู่ในวิถีชีวิตของคนเมืองที่หลังจากทำงานเหนื่อยๆ ก็ได้มาผ่อนคลายด้วยการช็อปปิ้ง เสร็จแล้วก็ย้ายร่างกายขึ้นมาดื่มด่ำกับบรรยากาศและอาหาร

ขณะที่เซนส์ที่ชั้น 17 ออกแบบให้เป็นอีเวนต์ สเปซ รองรับการจัดงานสุดหรู ทั้งอินดอร์ และเอาต์ดอร์ พอเดินขึ้นบันไดมาที่ชั้น 18 ก็จะเป็นส่วนของอาณาจักรอาหาร หรือ Gourmet Deck the Zense of Gastronomy อย่างเฮฟเว่น แบงคอก ซึ่งรวบรวมร้านอาหารชื่อดังทั้ง 5 สัญชาติเอาไว้ด้วยกัน ท่ามกลางการตกแต่งที่โอ่โถ่ง เรียบง่าย แต่หรูหราด้วยเครื่องตกแต่งที่ไม่ธรรมดา

ครัวเปิดขนาดใหญ่ที่ออกแบบไว้ชิดมุมข้างหนึ่ง ช่วยให้คนที่นั่งบริเวณใกล้ๆ ได้เห็นลีลาของเชฟแต่ละคนได้อย่างเพลิดเพลิน ระหว่างรอคอยอาหารจานโปรด ส่วนครัวญี่ปุ่นก็จัดอยู่อีกฝั่งตรงข้าม ให้เห็นศิลปะการสร้างสรรค์ซูชิ ซาชิมิกันแบบสดใหม่

รูฟท็อปไดนิงแห่งนี้มีทั้งส่วนอินดอร์ขนาดใหญ่ ที่มีเก้าอี้และมุมหลากหลายให้เลือกนั่งตามถนัด ส่วนใครชอบรับลมธรรมชาติ ต้องการสัมผัสบรรยากาศพระอาทิตย์ตกดินหรือยามค่ำคืน ในส่วนของเอาต์ดอร์ก็สามารถออกไปดื่มด่ำกันได้ โดยเฉพาะฮอไรซัน มิกโซโลจิสต์บาร์ ที่ใครจะไปเลือกดื่มรอเพื่อนฝูงที่อาจยังมาไม่ครบ ก่อนย้ายเข้ามานั่งรับประทานอาหาร ก็ย่อมได้

พอนั่งลงตรงโต๊ะ ใครอยากจะสั่งซูชิ ซาชิมิ กุ้งเทมปุระ จากส่วนอาหารญี่ปุ่นก็ได้ เช่นเดียวกับเบอร์เกอร์เนื้อแองกัสจากสหรัฐ โปะหน้าด้วยวางุมันๆ ฉ่ำๆ ขอรับรองว่าฟินมากๆ ครัวฝรั่งอีกจานที่ไม่อยากให้พลาด คือแลมป์แชงค์ตุ๋น ที่ต้องอาศัยการปรุงแบบสโลว์คุกกันข้ามวันข้ามคืนจนเนื้อแกะละลายในปาก ส่วนใครชื่นชอบอาหารอินเดีย ก็ต้องบอกว่า ที่นี่รสชาติฉบับออริจิ (นัล) จริงๆ เพราะพ่อครัวก็อิมพอร์ตมาจากแดนภารต ตัวจริงเสียงจริง

เฮฟเว่น แบงคอกยังมีของหวาน และค็อกเทลตัวเจ๋งๆ มากมายให้เลือกสรรเลยทีเดียว เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 17.30 น.เป็นต้นไป มีบริการจอดรถพิเศษ Valet Parking สำหรับผู้มาใช้บริการ ณ ชั้น B1 และ B2 ฝั่งห้างสรรพสินค้าเซนด้วย สำรองที่นั่ง โทร. 02-100-9000 หรืออีเมล info@heavenbangkok.com

 

รสไทยๆ ร้านอาหาร อ.มัลลิการ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มีนาคม 2560 เวลา 13:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/484500

รสไทยๆ ร้านอาหาร อ.มัลลิการ์

โดย…วราภรณ์ ภาพ : ทวีชัย ธวัปปกรณ์

ความเก่าแก่ของร้านอ.มัลลิการ์ สาขาเกษตร-นวมินทร์ ของอาจารย์มัลลิการ์ ธรรมวัฒนะ ไม่น้อยหน้าใคร เช่นเดียวกับรสชาติของอาหารและการให้บริการที่ติดใจ ทำให้ตลอดระยะเวลาการเปิดร้านตั้งแต่ปี 2544 ซึ่งเป็นการย้ายจากร้านเก่า ม.ล.เติบ โดยอาจารย์มัลลิการ์มาจากถนนแจ้งวัฒนะที่เปิดตั้งแต่ปี 2537 รวมความเป็นแบรนด์ก็ 23 ปีแล้ว ที่นี่จึงเป็นแหล่งรวมความเป็นครอบครัว คนวัยเก๋า นัดสังสรรค์กันมากินอาหารไทยรสชาติถูกปาก

 

เมนูที่ขึ้นชื่อ หากใครมาที่นี่แล้วไม่ได้รับประทานถือว่ายังมาไม่ถึง ได้แก่ ซี่โครงหมูอบยอดผัก แกงคั่วหอยขมใบชะพลู ปลาช่อนลุยสวนผลไม้ ขาหมูกรอบแกงไตปลา เนื้อเซอร์ลอยน์ย่างจิ้มแจ่ว แกงส้มชะอมกุ้งสด กุ้งนางผัดพริกขิง ไก่ย่างข้าวเหนียวทอด สาคูไส้หมู ยำชะอมกรอบโดยชะอมนำมาจากสวนอ.มัลลิการ์เลย ด้วยความสดของผักชะอมบวกกับการปรุงรสชาติจัดจ้าน จึงถูกใจคนชอบอาหารรสจัด ไม่นับรวมเมนูของหวานล้างปาก อย่าง ขนมถ้วย ขนมครกโบราณ ที่ใช้ข้าวสวยหุงสุก ปั่นลงไปกับกะทิสด รสชาติจึงเข้มข้น นอกจากนี้ยังมีข้าวเหนียวทุเรียน กล้วยบวชชีโรยงา ข้าวเหนียวดำ เป็นต้น

 

หากถามถึงเคล็ดลับของความอร่อยอาจารย์มัลลิการ์ เล่าว่า อย่างเมนูซี่โครงหมูอบยอดผัก (คะน้า) ต้องใช้หมูที่มีน้ำหนักตัว 200 กิโลกรัมขึ้นไปเท่านั้น เพื่อให้มีซี่โครงที่มีเนื้อติดมาใช้ปรุงอาหารได้ บวกกับการตุ๋นครึ่งวัน จนซี่โครงเปื่อย เวลากัดกินจึงนุ่มอร่อย มีรสชาติหวานกำลังดี จานนี้ถือเป็นซิกเนเจอร์ของร้าน

 

เมนูที่สองที่อยู่คู่ครัวอ.มัลลิการ์มานาน คือแกงคั่วหอยขมแกะสำเร็จ จึงกินสะดวก อร่อยตรงเครื่องแกงก็โขลกเอง หรือใครชอบกินแกงไตปลา ลองเมนูขาหมูกรอบแกงไตปลาแล้วจะไม่ผิดหวัง ด้วยความพิถีพิถันในการทอดขาหมูให้กรอบนอกนุ่มใน ซึ่งเป็นกรรมวิธีที่คิดค้นมานานนับปี กว่าจะได้ขาหมูที่ไม่มีไขมันหลงเหลืออยู่ หรือเมนูปลาร้าทรงเครื่อง คล้าย ๆ หลนปู ทางร้านใช้ปลาร้าต้มสุกมาปรุง จึงไม่มีกลิ่น รสชาติอร่อยเข้มข้น

 

สำหรับบรรยากาศของร้านอาหาร ปลูกสร้างสไตล์โคโลเนียล ตัวเรือนทาสีเหลืองสดใส ปลูกต้นไม้ร่มรื่นที่อาคารหลังเดิมยังคงมีความโบราณของร้านอาหารให้เห็น พื้นที่โปร่งโล่งเพราะปลูกอยู่บนเนื้อที่ 6 ไร่ ต้นไม้ปลูกร่มรื่น เพราะอาจารย์มัลลิการ์ควบคุมการปลูกจัดวางและเลือกต้นไม้ด้วยตัวเอง

 

ร้านอาหารอ.มัลลิการ์ สาขาเกษตร-นวมินทร์เปิดให้บริการวันจันทร์-พฤหัสบดี เวลา 11.00-14.00 น. และ 17.00-22.00 น. วันศุกร์ 11.00-14.00 น. และ 17.00-22.30 น. เสาร์-อาทิตย์-วันนักขัตฤกษ์เปิดเวลา 11.00-22.30 น. สนใจสอบถามข้อมูล หรือสำรองที่นั่งได้ที่ 02-946-1000

 

 

กลับนครฯ หรอยอย่างแรงนิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มีนาคม 2560 เวลา 13:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/484501

กลับนครฯ หรอยอย่างแรงนิ

โดย…พาแลง ภาพ ณัฐพล โลวะกิจ

ถ้าคุณชอบทานข้าวราดแกง โดยเฉพาะข้าวแกงปักษ์ใต้รสเด็ด เผ็ดสะเด่า อยากให้มาลองร้านนี้ “กลับนครฯ” เพราะพาแลงดั้นด้นมาถึงพัฒนาการ พอได้มาลองรับรองไม่ผิดหวัง เริ่มจากบรรยากาศรอบข้างมีชาวออฟฟิศมากินเวลาพักกลางวันมากพอดู ส่วนบรรยากาศในร้านต้องบอกว่าโล่งสบาย แม้จะอยู่ใกล้ถนนใหญ่ก็ให้ความสำคัญกับความสะอาดดีมาก

 

โต๊ะเก้าอี้ออกแบบให้แข็งแรงมีโครงสร้างเป็นเหล็ก และการจัดวางเหมาะกับการมาเป็นกลุ่ม ซึ่งคนที่มาคนเดียวก็มีบาร์เคาน์เตอร์แบบเดี่ยวๆ ร้านนี้เป็นร้านข้าวแกงน้องใหม่ แต่ฝีมือไม่ใหม่รสมือที่บอกต่อๆ กันว่า รสเด็ด เหมือนได้กลับไปกินที่นครศรีธรรมราชนี้ ทำให้ร้านนี้คนแน่นร้านและมีซื้อฝากกลับบ้านแทบทุกคน

 

กลับนครฯ มีกับข้าวให้เลือกมากมาย มีข้าวแกงใต้ที่คนไม่กินเผ็ดก็มาได้ มีทั้งไข่พะโล้ ผัดผัก มะระผัดไข่ ทุกจานปรุงด้วยแม่ครัวชาวนครฯ ดังนั้นอาหารใต้ที่ควรจะเผ็ดร้อนเครื่องแกงก็ถึงเครื่องจัดจ้านจึงได้รสชาติเข้มข้น ทั้งแกงเหลือง แกงไตปลา ห่อหมก คั่วกลิ้ง ฯลฯ เวียนมาร้อนๆ ตั้งแต่เช้ายันบ่าย ทำให้เราได้กินของสุกใหม่ตลอด จุดเด่นและสิ่งที่พาแลงชอบมากของร้านแกงใต้ คือ ที่นี่มีผักพื้นบ้านสดๆ น้ำพริกอร่อยๆ และน้ำดื่มบริการฟรี แล้วก็คนชอบกินผักจะรักร้านนี้

 

ร้านนี้ราคาเริ่มต้นที่กับข้าวหนึ่งอย่างจานละ 35 บาท กับข้าวสองอย่าง 40 บาท ถ้าเพิ่มไข่ดาวบวกเพิ่มอีก 10 บาท ไข่ดาวเค็ม 15 บาท หรือสั่งทอดมัน หมูยอ หมูสามชั้นทอด มาเพิ่มกินคู่กับข้าวก็ได้ในราคาขีดละ 40 บาท

ชิมรสมือแกงใต้ หรือสั่งข้าวห่อไปกินที่ทำงานได้ทั้งสองสาขา ที่ซอยลาดพร้าว 120 และแยกพัฒนาการ ร้านเปิดทุกวันจันทร์-เสาร์ เวลา 06.00-15.00 น. โทร. 09-7078-5885

 

 

เจแปน รีมิกซ์ จัดเต็มความอร่อยแบบญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มีนาคม 2560 เวลา 12:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/484486

เจแปน รีมิกซ์ จัดเต็มความอร่อยแบบญี่ปุ่น

โดย…ปณิฏา สุวรรณปาล

เดี๋ยวนี้คนไทยไปญี่ปุ่นโดยไม่ต้องขอวีซ่าและคนไทยก็บินไปกันเป็นว่าเล่น เป้าหมายนอกจากวิวสวยๆ แล้ว ยังเป็นเรื่องของอาหารแสนอร่อยตามภูมิภาคต่างๆ ที่ดึงดูดขา “กิน-ดื่ม-เที่ยว” ให้ไม่เบื่อแดนอาทิตย์อุทัย แม้กระทั่งกลับมาบ้านเราแล้วก็ยังพร่ำเพ้ออยากจะกินอาหารญี่ปุ่นที่เคยไปกินมาจากที่นู่นที่นี่อยู่ร่ำไป

ก็เลยต้องมาบอกข่าวให้รู้ว่า ดิ เอ็มควอเทียร์ กำลังจัดงานเจแปน รีมิกซ์ (Japan Remix) ซึ่งมี Japanese Street Market ร้านอาหารและสินค้าส่งตรงจากญี่ปุ่นมากมายมาให้ได้ช็อปได้ชิมกันตั้งแต่วันนี้-20 มี.ค. บริเวณควอเทียร์ แกลเลอรี่ พร้อมกิจกรรมกระทบไหล่พิคาชู ประกวดคอสเพลย์ คัฟเวอร์แดนซ์ และเพลงการ์ตูน รวมทั้งเทศกาลภาพยนตร์อนิเมะของญี่ปุ่นด้วย

นอกจากร้านอาหารแบบสตรีทฟู้ดชื่อดังอิมพอร์ตจากญี่ปุ่นแล้ว ยังมีร้านอาหารญี่ปุ่นมากมายในโซนเฮลิกซ์ของดิ เอ็มควอเทียร์ เข้ามาร่วม “รีมิกซ์” ในครั้งนี้ด้วย หะนี้ ถ้าหมดเทศกาล “สายกิน-ดื่ม” ยังสามารถไปเยี่ยมชมเพื่อรับประทานอาหารรำลึกวันชื่นคืนเที่ยวญี่ปุ่นกันได้อีกเรื่อยๆ

เทนยู โช

เทนยู โช

ร้านอาหารญี่ปุ่นที่เน้นทั้งซูชิ ซีฟู้ด และสเต๊ก ในงานนี้ขอนำเสนอเมนู “โทริ เทอริ เคอร์รี เบสต์ สติ๊ก” ที่มีทั้งไก่ราดซอสเทริยากิเสียบไม้ย่าง เสิร์ฟคู่กับแกงกะหรี่และขนมปังปิ้ง ซึ่งซอสเทริยากิของทางร้านเป็นสูตรโฮมเมดที่ไม่หวาน ส่วนน้ำแกงกะหรี่ก็พิเศษกว่าที่อื่นคือไม่ได้ใช้น้ำเปล่าในการเคี่ยว ทว่าเติมปลาป่นให้รสชาติกลมกล่อมขึ้น เวลากินก็เริ่มจากไก่ก่อน ตามด้วยขนมปังจิ้มน้ำแกงกะหรี่

อีกเมนูในงาน เป็น “แซลมอน ชีส ลาวา” เสิร์ฟมาในกระทะร้อน เอาใจคนชอบชีสโดยเฉพาะ โดยมากิแซลมอนเติมไส้ด้วยอโวคาโดและอูนางิ (ปลาไหลญี่ปุ่น) ใส่ในกระทะร้อนแล้วทอร์ชตัวแซลมอนให้มีกลิ่นความเกรียม ก่อนจะเติมชีสลงไปให้เดือดปุดๆ

สำหรับใครที่ติดใจรสชาติ อยากขึ้นมารับประทานต่อที่ร้าน เชฟแนะนำเมนูซิกเนเจอร์ “สลัดปลาเงิน” ที่ใช้ผักสดๆ จากโครงการหลวง ราดน้ำสลัดพิเศษของทางร้านที่มีเบสเป็นซอสเทริยากิ แต่งหน้าด้วยปลาเงินทอดกรอบ (ปลาชิราโอะ) และไข่กุ้งไซส์ใหญ่

ราเมน มิโซยะ

ราเมน มิโซยะ

ร้านราเมนที่อาศัยน้ำซุปที่มีส่วนผสมของมิโซะ (หรือถั่วเหลือง) ซึ่งในร้านนั้นมีน้ำซุปสไตล์มิโซะจาก 4 ภูมิภาคหลักๆ ของญี่ปุ่นให้เลือกสั่ง ได้แก่ จากฮอกไกโด โตเกียว นาโกย่า และคิวชู ซึ่งมีความแตกต่างกันไปทั้งด้านรสชาติ สีสัน อันเนื่องมาจากส่วนผสม กรรมวิธี และระยะเวลาในการหมักซอสราเมน

สำหรับในงานเจแปน รีมิกซ์ ร้านราเมน มิโซยะ ขอนำเสนอเมนู “ยากิ ชาชู ราเมน” ยากิโซบะซึ่งใช้เส้นราเมนมาเสิร์ฟแทน เนื่องจากทางร้านทำเส้นเองสดใหม่ทุกวัน จึงต้องการนำเสนอสิ่งที่เป็นจุดเด่นของทางร้านในงานนี้ เช่นเดียวกับการเติมส่วมผสมอย่างหมูชาชู ที่เป็นตัวเอกของจานราเมน แต่งหน้าด้วยไข่กุ้ง ส่วนใครที่ชื่นชอบรับประทานไข่ออนเซ็น ทางร้านบอกว่า เมนูนี้สามารถท็อปปิ้งเพิ่มรสชาติได้ด้วยไข่ลาวา ก็จะอร่อยไปอีกแบบ

“ราเมน ชาชู ชีส” เมนูนี้ ราเมน มิโซยะ ออกแบบมาเพื่อเอาใจคนรักชีสในงานนี้โดยเฉพาะ จานนี้นอกจากจะได้ความหอมนุ่มมันของชีส กับความเหนียวหนึบของเส้นราเมนแล้ว ยังมีความกรอบของเส้นที่ติดกับกระทะร้อนอีกด้วย

ชิโอะ โยโชกุ

ชิโอะ โยโชกุ

ร้านอาหารที่ตกแต่งแบบเรียบเท่ เช่นเดียวกับบุคลิกของ เชฟแก้ว-ญาดา เรืองสุขอุดม ที่เล่าว่า ร้านของเธอเดิมทีเสิร์ฟอาหารตะวันตกแนวที่ชาวญี่ปุ่นนิยมรับประทาน ต่อมาพัฒนาเป็นร้านที่ผสมผสานอาหาร 2 สไตล์เข้าด้วยกัน ออกมาเป็นหน้าตาของอาหารที่เรียกว่า เป็นทั้งศิลปะในการปรุงและการจัดจานจริงๆ

ในงานนี้ เชฟแก้วปรุง “ข้าวหน้าแซลมอน” เป็นแซลมอนดินสับเป็นชิ้นเล็กๆ พร้อมไข่ปลาแซลมอน และไมโครกรีน ราดซอสที่ทำจากมิโสะ โชยุ และพอนสึ

“สแกลล็อปเสียบไม้ย่าง” หอยเชลล์ตัวโตๆ จากฮอกไกโด และเห็ดหอมสดๆ เสียบไม้ย่าง เสิร์ฟมาในฝาหอยเชลล์ที่ใส่ซอสสไปซี่ ที่ผสมผสานระหว่างไวน์แดง ซอสหัวหอม และซอสศรีราชา ปิดท้ายด้วยเมนู “โตฟุ เทริยากิ” ที่นำเอาเต้าหู้โมเมน หรือเต้าหู้ชนิดแข็งของญี่ปุ่นมาทอดให้กรอบนอกนุ่มใน ราดซอสทรัฟเฟิลเทริยากิสุดจะหอม แต่งหน้าด้วยเห็ดหอม เห็ดกระดุม เห็ดชิเมจิ และออรินจิ

กินซา ชาบูเต็น & ฮอกไก ด้ง

กินซา ชาบูเต็น & ฮอกไก ด้ง

ร้านชาบูชื่อดัง ชาบูเต็น ที่มีซูชิและข้าวหน้าต่างๆ พร้อมเสิร์ฟด้วยในร้านเดียว กับเชฟญี่ปุ่นแท้ๆ ที่พร้อมบริการเมนูต่างๆ ที่ลูกค้าชื่นชอบ ผนึกกำลังกับร้านข้าวหน้าเนื้อ (สัตว์) ในเครือฮอกไก ด้ง เสิร์ฟ “วางุ สุกี้ยากี้ จู” ข้าวหน้าเนื้อสุกี้ ที่ใช้วัวคุโรเกะ วัวขนดำจากจังหวัดกิฟุ ตามด้วย “คอนบุ ชิเมะ แซลมอน ซาชิมิ” ข้าวปั้นหน้าปลาแซลมอนดองสาหร่ายแบบโบราณ ที่ผสมขิงดองและใบชิโสะเข้าไปในข้าวเพื่อให้ได้รสชาติ โดยเชฟชาวญี่ปุ่นบอกว่า นิยมทำในข้าวปั้นที่ห่อกลับบ้าน เพื่อจะได้กินได้อร่อยเลย ไม่ต้องเติมซอส

“อูนางิ ชิราชิ ด้ง” ข้าวหน้าปลาดิบรวมและปลาไหลญี่ปุ่น สีสันและรสชาติหลากหลาย “วางุ เทริยากิ โรลล์” มากิซูชิไส้เนื้อคุโรเกะราดซอสเทริยากิและผักสลัด รสชาติเข้มข้น ปิดท้ายด้วย “โทริ เทริยากิ โรลล์” มากิซูชิไส้ไก่ย่างราดซอสเทริยากิ โรยงาด้านนอก

ถามว่า ทำไมข้าวหน้าเนื้อเรียก “จู” ข้าวหน้าปลาเรียก “ด้ง” เชฟชาวญี่ปุ่นเฉลยว่า อย่างแรกใช้ข้าวญี่ปุ่นธรรมดา ส่วนแบบที่ 2 ใช้ข้าวญี่ปุ่นที่ใส่น้ำส้มสายชู หรือข้าวชนิดที่นำไปทำซูชินั่นเอง — รู้ไว้ใช่ว่านะคะ

สึจิริ

สึจิริ

ร้านชาเขียวญี่ปุ่นที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานเป็นร้อยปี เริ่มที่เกียวโตปี 1860 โดยตระกูลสึจิ (Tsuji) เป็นผู้คิดค้นกล่องเก็บชาที่รักษารสชาติและกลิ่นชาออกมาได้เป็นแห่งแรก ก่อนที่จะเป็นเจ้าของไร่ชาเองในเกียวโตะและฟุกุโอกะ และผลิตชาเขียว โดยเฉพาะมัตชามานับแต่บัดนั้น

ในงานจะได้ลองลิ้มชิมรส “สึจิริ ลาเต้” ที่ความพิเศษของร้านนี้ นอกจากมัตชานำเข้าจากญี่ปุ่นแล้ว ยังตี หรือชงสดๆ ทุกแก้ว

หากใครติดใจในรสชาติ จะขึ้นมาชิมเมนูไฮไลต์อื่นๆ อย่าง “โฮจิฉะ โฟลต มัตชา” ชาเขียวที่นำไปคั่วให้ได้กลิ่นหอมก่อนจะมาบดเป็นมัตชา สามารถสั่งให้ชงกับน้ำหรือนมก็ได้ “สึจิริ ซันเดย์” เป็นซิกเนเจอร์ของทางร้าน โดยมีทั้งข้าวพอง ซอฟต์ครีมมัตชา ซอสถั่วแดง ชิราตามะ (คล้ายโมจิกับดังโงะ แต่เนื้อเนียนกว่า) นำเข้าจากญี่ปุ่น และเกาลัดเชื่อม  หรือจะลองชิม “มาการง” สูตรพิเศษ รสมัตชาไส้ถั่วแดง หรือรสโฮจิฉะ ก็มีให้เลือก