ปลื้มฝรั่งขนเงินลงทุนหุ้นไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/905277


4 เดือนมีบริษัทใหม่ระดมทุน 2.7 หมื่นล้านขยายกิจการ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากตลาดหลักทรัพย์ว่า ตั้งแต่ต้นปีถึงก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้มีบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาด หลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (MAI) รวมกัน 9 บริษัท มีมูลค่าระดมทุน รวม 27,277 ล้านบาท และคิดเป็นมูลค่าหลักทรัพย์ (มาร์เก็ตแคป) ณ ราคาเสนอขายหุ้น (ไอพีโอ) รวมกว่า 93,900 ล้านบาท โดยผู้ประกอบการส่วนใหญ่นำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปขยายกิจการเพื่อรองรับการแข่งขันและความ ต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการนำเงินไปชำระหนี้ และเสริมสภาพคล่องในธุรกิจ และตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 3 เม.ย.นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิหุ้นไทยแล้ว 7,580.48 ล้านบาท เป็นการกลับเข้ามาซื้อสุทธิอีกครั้งหลังจากช่วงที่ผ่านมาต่างชาติขายสุทธิอย่างต่อเนื่อง

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์กล่าวว่า สาเหตุที่ต่างชาติกลับเข้ามาซื้อหุ้นไทยอีกครั้ง เนื่องจากมีมุมมองที่เป็นบวกต่อ ทิศทางการเมืองไทยมีความชัดเจนมากขึ้น โดยเดินตามโรดแม็ปที่รัฐบาลกำหนดไว้ ขณะที่บริษัทจดทะเบียนไทยมีความน่าสนใจ โดยมีผลประกอบการที่ดีขึ้น อีกทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯมีความไม่แน่นอนด้านนโยบายสูง จึงทำให้กระแสเงินทุนไหลกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่ ส่วนมุมมองนักวิเคราะห์ที่คาดว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนไทยปี 60 จะโตในอัตราที่ต่ำกว่าปี 59 นั้น มองว่าไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เนื่องจากปี 60 กำไรบริษัทจดทะเบียนไทยโตจากฐานปี 59 ที่สูง และที่ผ่านมาหน่วยงานต่างๆยังคงมองว่าเศรษฐกิจไทยและตัวเลขจีดีพีมีโอกาสปรับขึ้นได้อีก และเชื่อว่าจากราคาน้ำมันที่ไม่เปลี่ยนแปลงมากจะส่งผลเชิงบวกต่อกำไรบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ ขณะราคาสินค้าโภคภัณฑ์หลายตัวสูงขึ้นจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ดีขึ้น และยังมั่นใจว่าการเพิ่มมูลค่ามาร์เกตแคปปีนี้จะเป็นไปตามเป้าหมายที่ 280,000 ล้านบาท
ด้านนายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็มเอไอ กล่าวว่า ครึ่งปีแรกมีบริษัทใหม่เข้าซื้อขายในตลาด
เอ็มเอไอ 5 บริษัท ซึ่งปีนี้ตั้งเป้าไว้ 15 บริษัท และมีแผนหาบริษัทมาเข้าตลาดมากขึ้น โดยเตรียมเดินสายพบผู้ประกอบการ สภาอุตสาหกรรม และหอการค้าในจังหวัดต่างๆเพื่อเชิญชวนให้ธุรกิจต่างๆเข้ามาจดทะเบียน.

 

ครม.อนุมัติขยายเวลาก่อหนี้ผูกพันงบประมาณกรมเจ้าท่าอีก 3 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 เม.ย. 2560 20:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/905116


ครม.อนุมัติขยายเวลาก่อหนี้ผูกพันงบประมาณกรมเจ้าท่าวงเงิน 340 ล้านบาท เพิ่มอีก 3 ปีเป็น 2555-2562 เพื่อจัดระบบจราจรทางน้ำ-ระบุตำแหน่งของเรือที่แล่นอยู่บนน่านน้ำไทยให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

เมื่อวันที่ 4 เม.ย.60 นายพิชิต อัคราทิตย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันงบประมาณและขยายระยะเวลาเบิกจ่ายเงินรายการค่าก่อสร้างและจัดหาระบบตรวจจับอ่าวไทยตอนบนของกรมเจ้าท่า หรือ VTS (Vessel Traffic System) วงเงิน 340 ล้านบาท จากเดิมที่ระยะเวลาโครงการอยู่ระหว่างปี 2555-2559 แต่ได้มีความล่าช้าในการจัดหา จึงขอขยายเวลาเพิ่มอีก 3 ปี เป็นช่วงปี 2555-2562 ส่วนด้านการจัดสรรงบประมาณตามงวดงานในครั้งนี้ จะเบิกจ่ายก่อนราว 166 ล้านบาท ส่วนอีก 174 ล้านบาท จะดำเนินการจัดหาในงบประมาณงวดต่อไป

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นการจัดระบบจราจรทางน้ำและระบุตำแหน่งของเรือที่แล่นอยู่บนน่านน้ำประเทศไทย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการจัดจราจรทางน้ำในเขตอ่าวไทย หลังจากที่ปริมาณการจราจรสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคขนส่งสินค้าทางเรือที่ท่าเรือใหญ่อย่างแหลมฉบัง นอกจากนี้ ยังมองว่าโครงการดังกล่าวจะสามารถสนับสนุนมาตรฐานความปลอดภัยทางการเดินเรือของประเทศ รวมถึงป้องกันเหตุฉุกเฉิน ตลอดจนสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์.

 

สรรพากร เปลี่ยนวิธีชำระอากรแสตมป์เป็นจ่ายเงินสดเอื้อผู้ประกอบการธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 เม.ย. 2560 20:19

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/905107


กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ลงนาม MOU กับกรมสรรพากร เปลี่ยนวิธีชำระอากรแสตมป์ จากเดิมที่ผู้ประกอบการธุรกิจต้องซื้อมาติดบนเอกสาร เป็นจ่ายเงินสดต่อนายทะเบียนได้เลย

เมื่อวันที่ 4 เม.ย. 60 นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) กับกรมสรรพากร ในการเป็นตัวแทนจัดเก็บอากรแสตมป์แทนกรมสรรพากร สำหรับตราสารที่ต้องเสียอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร ที่เกี่ยวกับการจดทะเบียนนิติบุคคล โดยต่อไปผู้ประกอบธุรกิจไม่ต้องซื้ออากรแสตมป์มาติดบนเอกสารตามที่กฎหมายกำหนด แต่สามารถจ่ายเงินสดต่อนายทะเบียนได้ทันที ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบธุรกิจลดระยะเวลาในการติดต่อกับภาครัฐ และประหยัดเวลาในการทำธุรกิจได้เพิ่มขึ้น

“ปกติเวลายื่นเอกสารการจดทะเบียนนิติบุคคล กฎหมายจะกำหนดให้ต้องติดอากรแสตมป์ ทำให้เอกชนมีความยุ่งยากไปหาซื้ออากรแสตมป์มาติด ซื้อมาเกินบ้าง ขาดบ้าง ทำให้เสียเวลา แต่จากนี้ไป สามารถจ่ายเงินสดที่นายทะเบียนได้เลย ซึ่งจะทำให้ภาคธุรกิจมีความสะดวกสบายมากขึ้น”

ทั้งนี้ ตามกฎหมายประมวลรัษฎากร ได้กำหนดให้ต้องติดอากรแสตมป์ในเอกสารบางประเภทที่ใช้ประกอบการยื่นคำขอจดทะเบียนนิติบุคคลตามที่กำหนดในบัญชีอากรแสตมป์ หรือสำเนาพยานหลักฐานในคดีแพ่ง แต่การลงนามครั้งนี้ กรมฯ สามารถจัดเก็บค่าอากรแสตมป์เป็นเงินสดแทนกรมสรรพากรได้

นางสาวบรรจงจิตต์ กล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าว ยังเป็นการส่งเสริมให้การเปิดดำเนินการระบบจดทะเบียนนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Registration) อย่างครบวงจร ซึ่งกรมจะเปิดให้บริการเป็นครั้งแรกในวันที่ 18 เม.ย.นี้ ประสบความสำเร็จได้ตามเป้า เพราะจะทำให้การจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลออนไลน์ทำได้ตั้งแต่เริ่มต้นจัดตั้งธุรกิจ การจองชื่อ การยื่นจดทะเบียน การจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง ไปจนถึงการเลิกประกอบธุรกิจ ซึ่งสามารถทำได้ผ่านระบบออนไลน์ทั้งหมด และทำได้ตลอดทั้ง 24 ชั่วโมง

“ในส่วนของอากรแสตมป์ที่มีการลงนามกับกรมสรรพากรไปแล้ว ก็จะมาช่วยสนับสนุนระบบการจดทะเบียนนิติบุคคลออนไลน์ เพราะในช่วงการจดทะเบียนออนไลน์ หากมีเอกสารที่จะต้องติดอากรแสตมป์ ก็สามารถจ่ายเงินผ่านช่องทางของระบบได้เลย หรือถ้าไม่สะดวก ก็ให้นำโค้ดที่ได้จากระบบไปจ่ายผ่านเซเว่นอีเลฟเว่นก็ได้” น.ส.บรรจงจิตต์กล่าว

ทั้งนี้ คาดว่า เมื่อเปิดให้ใช้ e-Registration อย่างสมบูรณ์แล้ว จะส่งผลให้การจดทะเบียนธุรกิจของประเทศไทยเทียบเท่าประเทศที่มีแนวปฏิบัติด้านการให้บริการจดทะเบียนธุรกิจที่เป็นเลิศของโลกจาก Best Practice เช่น นิวซีแลนด์ ฮ่องกง สิงคโปร์ เป็นต้น และจะช่วยยกระดับไทยให้เป็นประเทศที่ง่ายต่อการเริ่มต้นธุรกิจ (Ease of Doing Business) โดยคาดว่า ผลการจัดอันดับความยาก ง่ายในการประกอบธุรกิจด้านการเริ่มต้นธุรกิจ (Starting Business) ปี 61 ไทยจะมีอันดับที่ดีขึ้นกว่าเดิมแบบก้าวกระโดดอย่างแน่นอน ซึ่งจะส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทางเข้ามาลงทุนในประเทศไทยของชาวต่างชาติเพิ่มขึ้น

 

USTR ติงไทยแก้ปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาช้า เล็งรายงาน ‘ทรัมป์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 เม.ย. 2560 20:07

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/905067


สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ หรือ USTR ติงไทยแก้ไขปัญหาละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาล่าช้า เตรียมนำผลการประชุมรายงาน ‘ทรัมป์’

เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงพาณิชย์ไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะมนตรีภายใต้กรอบความตกลงด้านการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา (TIFA JC) ระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส และสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ซึ่งถือเป็นการหารืออย่างเป็นทางการครั้งแรกภายใต้รัฐบาลของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ

สำหรับประเด็นการหารือส่วนใหญ่เป็นการติดตามความคืบหน้าการดำเนินการให้ทัดเทียมมาตรฐานสากลของไทยในหลายเรื่อง เช่น การคุ้มครองและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา การคุ้มครองสิทธิแรงงาน และการเดินหน้าตามแผนปฏิบัติการงาช้างแห่งชาติ โดยสหรัฐฯ เห็นว่าไทยยังแก้ไขปัญหาต่างๆ ล่าช้า โดยเฉพาะทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งสหรัฐฯ จะนำผลการประชุมทั้งหมดไปรายงานต่อนายทรัมป์

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายได้หารือแนวทางความร่วมมือในแบบหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งสหรัฐฯ จะแจ้งรายชื่อหน่วยงาน และบริษัทเอกชนของสหรัฐฯ ที่ควรจัดทำความร่วมมือกับไทย เพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันแบบ win-win ต่อไป

นอกจากนี้ ยังได้หารือแก้ไขประเด็นเชิงเทคนิค เพื่อนำไปสู่การขยายการค้าการลงทุน โดยไทยได้เน้นถึงความคืบหน้าในการดำเนินการให้ทัดเทียมมาตรฐานสากลในหลายเรื่อง อาทิ การคุ้มครองและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา การคุ้มครองสิทธิแรงงาน และการเดินหน้าตามแผนปฏิบัติการงาช้างแห่งชาติ รวมทั้งผลักดันให้สหรัฐฯ พิจารณาเพิ่มเติมสิทธิทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) ในสินค้าเครื่องเดินทางให้กับทุกประเทศที่ได้รับสิทธิภายใต้โครงการจีเอสพี เนื่องจากการขยายสิทธิดังกล่าวเป็นความต้องการของภาคเอกชนของสหรัฐฯ เช่นกัน

ขณะที่ ประเด็นนโยบายการเจรจาความตกลงการค้าระหว่างประเทศ หลังจากสหรัฐฯ ประกาศยุติการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี) นั้น เบื้องต้น ยังอยู่ระหว่างกำหนดนโยบายและการแต่งตั้งผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ซึ่งจะมีความชัดเจนหลังจากนี้

นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ในฐานะโฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงได้ประชุมระดับบริหาร เพื่อวางมาตรการรองรับต่อคำสั่งของนายทรัมป์ ซึ่งทุกฝ่ายเร่งจัดเตรียมข้อมูล เพื่อจัดหมวดหมู่สินค้าที่ส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ ก่อนจะนัดหารือกับภาคเอกชนเจาะรายอุตสาหกรรมในช่วงวันที่ 10-11 เม.ย.นี้

อย่างไรก็ดี ในการประชุม TIFA ทั้ง 2 ประเทศได้กำหนดวันที่จะประชุมร่วมกันมานานแล้ว ไม่ได้เป็นการหารือในเรื่องของคำสั่งของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต่อคู่ค้า 16 ประเทศ ที่ได้ดุลการค้าสหรัฐฯ แต่อย่างใด.

 

บอร์ดรถไฟจ่อเคาะทีโออาร์ทางคู่ หัวหิน-ประจวบฯ เป็นเส้นแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 เม.ย. 2560 19:46

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/905097


บอร์ดรถไฟจ่อเคาะทีโออาร์ทางคู่ บอร์ดรถไฟเตรียมเคาะทีโออาร์รถไฟทางคู่หัวหิน-ประจวบฯ เป็นเส้นทางแรก คาดเปิดประมูลได้ช่วงปลายเดือน เม.ย.

นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ กรรมการและรักษาการ ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า วันที่ 6 เม.ย.นี้ ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท. จะมีการพิจารณายกเลิกเงื่อนไขการประมูลหรือ ทีโออาร์ (TOR) รถไฟทางคู่ 5 เส้นทางในคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 11/2560 และจะพิจารณา TOR ใหม่ให้สอดคล้องกับมติของคณะกรรมการกำกับการจัดซื้อจัดจ้าง (ซุปเปอร์บอร์ดจัดซื้อจัดจ้าง) ที่มี นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล เป็นประธาน

อย่างไรก็ตาม ในการประชุมครั้งนี้จะเสนอทีโออาร์ใหม่ของรถไฟทางคู่ ช่วงหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ ระยะทาง 84 กิโลเมตร ให้บอร์ดเห็นชอบเป็นโครงการแรก เนื่องจากเป็นโครงการที่มีมูลค่าต่ำที่สุดและไม่ต้องแบ่งสัญญางานโยธาเหมือนโครงการอื่น โดยเมื่อแยกสัญญาระบบอาณัติสัญญาณออกไปแล้ว เส้นทางช่วงหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์จะเหลือสัญญางานโยธาและระบบราง 1 สัญญาเท่าเดิม แต่มูลค่าสัญญางานโยธาจะลดลงจาก 9,800 ล้านบาท เหลือประมาณ 8,500 ล้านบาท ทั้งนี้ ทีโออาร์ เส้นทางหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ จะเป็นต้นแบบของอีก 4 โครงการที่เหลือ

ดังนั้น ถ้าบอร์ด รฟท. เห็นชอบทีโออาร์เส้นทางแรกแล้ว ก็จะทำให้โครงการอื่นๆ จัดทำทีโออาร์ใหม่ได้ง่าย ขณะเดียวกัน ถ้าเห็นว่าทีโออาร์โครงการอื่นไม่แตกต่างจากเส้นทางหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ และไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก ก็จะขอให้บอร์ด รฟท. เห็นชอบหลักการ TOR ใหม่ในคราวเดียวกัน เพื่อความรวดเร็ว โดยส่วนตัวตั้งเป้าว่าจะผลักดัน ทีโออาร์ รถไฟทางคู่ใหม่สัปดาห์ละ 1 เส้นทาง

“ถ้าบอร์ดเห็นชอบ ทีโออาร์เส้นทางรถไฟทางคู่หัวหิน-ประจวบฯ ก็เปิดรับฟังความคิดเห็นก่อนช่วงสงกรานต์ หากทุกอย่างราบรื่นก็จะประกาศเชิญชวนเอกชนให้ร่วมประมูลได้ช่วงปลายเดือน เม.ย. และคาดว่าจะได้ตัวในเดือน มิ.ย. ตามเป้าหมายของรัฐบาล ส่วนโครงการอื่นๆ จะทยอยตามมาไล่เลี่ยกัน”

นอกจากนี้ ต้องเสนอให้บอร์ด รฟท. ทบทวนโครงการรถไฟทางคู่ 9 เส้นทาง ระยะทาง 2,217 กิโลเมตร มูลค่ารวม 390,000 ล้านบาท ซึ่งบรรจุอยู่ในแผนปฏิบัติการด้านคมนาคมขนส่งระยะเร่งด่วน (Action Plan) ปี 2560 เพื่อให้โครงการรถไฟทางคู่ทั้งหมดสอดคล้องกับความเห็นของซุปเปอร์บอร์ดจัดซื้อจัดจ้าง.

 

ออมสิน ผุด ‘ธนาคารผู้สูงวัย’ ออกเงินฝากเผื่อเรียกประชารัฐ ดอก 1% ต่อปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 เม.ย. 2560 18:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/905015


ออมสิน เปิดตัว “ธนาคารผู้สูงวัย” ออกผลิตภัณฑ์สำหรับคนอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป เงินฝากเผื่อเรียก เปิดบัญชีขั้นต่ำ 100 ไม่เกิน 1 ล้าน จำกัดคนละ 1 บัญชี ดอกเบี้ย 1% ต่อปี จ่อคลอดสินเชื่อที่อยู่อาศัย นำบ้าน-ที่ดินมาค้ำประกัน…

เมื่อวันที่ 4 เม.ย. นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารได้พัฒนาผลิตภัณฑ์การเงินที่จะให้บริการสำหรับผู้สูงวัยในชื่อ “ธนาคารผู้สูงวัย” เพื่อให้ได้รับบริการที่เหมาะสมพร้อมการดูแลเป็นอย่างดี โดยพร้อมที่จะให้บริการแล้วตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ซึ่งธนาคารออมสินได้เลือกผลิตภัณฑ์ทางการเงินและกิจกรรมต่อเนื่องสำหรับผู้สูงวัยโดยเฉพาะ อีกทั้งเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยให้ยังคงสามารถดำเนินชีวิตโดยมีสถานะการเงินที่มีความมั่นคงในอนาคตที่จะมาถึงอีกไม่นานจากนี้

สำหรับธนาคารผู้สูงวัยนี้ ประกอบด้วย 1. บริการทางการเงินเพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ได้แก่ เงินฝากเผื่อเรียกประชารัฐผู้สูงวัย รับฝากเฉพาะบุคคลธรรมดาอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป เปิดบัญชีขั้นต่ำ 100 บาท รับฝากสูงสุดรายละไม่เกิน 1 ล้านบาท เปิดได้คนละ 1 บัญชี อัตราดอกเบี้ย 1.00% ต่อปี (ดอกเบี้ยเพิ่ม 100% จากเงินฝากเผื่อเรียกปกติของธนาคารฯ อยู่ที่ 0.50% ต่อปี)

เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษผู้สูงวัย รับฝากเฉพาะบุคคลธรรมดาอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป เปิดบัญชีขั้นต่ำ 10,000 บาท รับฝากสูงสุดรายละไม่เกิน 1 ล้านบาท เปิดได้คนละ 1 บัญชี ระยะเวลารับฝาก 24 เดือน อัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันได (Step Up) คือ เดือนที่ 1-6 = 1.00% ต่อปี เดือนที่ 7-12 = 1.50% ต่อปี เดือนที่ 13-18 = 2.00% ต่อปี และเดือนที่ 19-24 = 3.00% ต่อปี คิดเป็นอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 1.875% ต่อปี (เทียบเท่าเงินฝากประจำ 2.206% ต่อปี)

2. ผลิตภัณฑ์สินเชื่อและสิทธิพิเศษสำหรับผู้สูงวัย ได้แก่ สินเชื่อประชารัฐเพื่อผู้สูงวัย ผู้กู้อายุ 60-70 ปี วงเงินกู้ 200,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อเดือน (Flat Rate) พร้อมโปรโมชั่นพิเศษฟรีค่าธรรมเนียมแรกเข้าเมื่อสมัครถือบัตรออมสิน GSB VISA Debit Smart Life และยกเว้นค่าเบี้ยประกันชีวิตเพื่อประกันสินเชื่อ โดยมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ช่วยรับประกันสินเชื่อ นอกเหนือจากใช้บุคคลค้ำประกัน และยังได้รับสิทธิ์ในการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ เช่น “โครงการชีวิตดี มีธรรมะ กินอย่างไร ไร้โรคา” เป็นต้น

ทั้งนี้ ธนาคารฯ ได้เปิดให้บริการสินเชื่อประเภทนี้เมื่อไม่นานมานี้ ปรากฏว่าได้รับความสนใจมีผู้ใช้บริการแล้ว 245 ราย คิดเป็นวงเงินสินเชื่อ 17.73 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2560) ขณะเดียวกัน ยังมีสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Reverse Mortgage) เงินกู้สำหรับนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการครองชีพ โดยนำที่อยู่อาศัยของตนเองมาค้ำประกันสินเชื่อ คุณสมบัติผู้กู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ธนาคารฯ ให้วงเงินกู้ 70% ของราคาประเมินหลักทรัพย์ กรณีใช้ที่ดินพร้อมอาคารค้ำประกัน และให้วงเงินกู้ 60% กรณีใช้ห้องชุดค้ำประกัน อัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 6% ต่อปี

อย่างไรก็ตาม คาดว่าหลังจากนี้อีก 2 เดือน จะเปิดตัวสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งอยู่ระหว่างหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในเรื่องเงื่อนไขการให้สินเชื่อ โดยเบื้องต้นจะปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป สามารถนำสินทรัพย์ที่อยู่อาศัยมาเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อ ระยะเวลาให้สินเชื่อ 25 ปี ทยอยจ่ายเป็นรายเดือน จนครบอายุ 85 ปี โดยผู้กู้สามารถเลือกจ่ายดอกเบี้ยเป็นรายเดือน หรือให้ธนาคารหักในวงเงินที่ทยอยจ่ายให้ก็ได้

สำหรับวงเงินกู้ ธนาคารจะให้วงเงินกู้ 70% ของราคาประเมินหลักทรัพย์ กรณีใช้ที่ดินพร้อมอาคารเป็นหลักประกัน และให้วงเงินกู้ 60% กรณีใช้ห้องชุดค้ำประกัน โดยผู้กู้หรือญาติสามารถมาซื้อคืนได้ก่อนครบสัญญาหรือในกรณีที่ผู้กู้เสียชีวิต แต่หากไม่ต้องการซื้อคืนสามารถฝากขายกับธนาคารได้ โดยกำไรส่วนต่างจากการขายจะโอนให้ผู้กู้หรือญาติ เบื้องต้นกำหนดวงเงินสินเชื่อ 5,000 ล้านบาท แต่หากเต็มจำนวนก็สามารถเพิ่มวงเงินได้ โดยปัจจุบันธนาคารมีลูกค้าสินเชื่อที่อยู่อาศัยกว่า 3 แสนล้านบาท ซึ่งหากผ่อนชำระหมดสามารถนำมาเข้าโครงการได้ โดยในระยะนำร่องโครงการ จะเลือกปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ขอกู้ที่อยู่อาศัยเป็นโครงการหมู่บ้านจัดสรร หรือคอนโดมิเนียมก่อน เพราะสามารถขายได้ง่าย ส่วนบ้านนอกโครงการ เช่น ที่อยู่ใกล้ชุมชนแออัด จะพิจารณาในระยะต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีสินเชื่อเคหะลูกกตัญญูดูแลบุพการี สำหรับผู้กู้อายุ 20 ปีขึ้นไป มีอาชีพมีรายได้แน่นอน มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเดียวกันและดูแลอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาหรือปู่ย่าตายายทั้งของตนเองหรือของคู่สมรส โดยมีหลักฐานการใช้สิทธิ์หักลดหย่อนภาษีประจำปีจากกรมสรรพากรไม่น้อยกว่า 1 ปีภาษี โดยคิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในปีแรก 0% ปีที่ 2 = MRR-2.75% ปีที่ 3 = MRR-1.50% และปีที่ 4 = MRR-0.75% ต่อปี ระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ให้แก่ธนาคารฯ 25 ปี โดยจะพิจารณาหลักประกันจากต้องเป็นที่อยู่อาศัยหลักของผู้กู้ ต้องเป็นโครงการบ้านจัดสรรหรือคอนโดมิเนียม

นอกจากเหนือจากบริการทางการเงินดังกล่าวแล้ว ยังได้จัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลผู้สูงวัยในชุมชนประชารัฐสีชมพู ที่ได้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงวัยใช้ชีวิตในสังคมชุมชนตัวเองอย่างมีคุณค่าด้วยการสร้างเสริมศักยภาพของชุมชน ได้แก่ โครงการดูแลสุขภาพผู้สูงวัย โครงการพัฒนาอาชีพสำหรับผู้สูงวัยหลังเกษียณอายุ เป็นต้น โดยจะดำเนินการโครงการต่างๆ เพิ่มเติมอีกต่อไปอย่างต่อเนื่อง.

 

ครม.เห็นชอบเปิดทางผู้สิ้นสภาพทำประกันสังคมได้ ไม่ต้องจ่ายเงินย้อนหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 เม.ย. 2560 18:16

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/904957


ครม.มีมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.การกลับเป็นผู้ประกันตน เปิดโอกาสให้ผู้ที่สิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตน เพราะไม่นำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนเงินประกันสังคม มีโอกาสกลับเป็นผู้ประกันตนอีกครั้ง โดยไม่จ่ายเงินสมทบย้อนหลัง

เมื่อวันที่ 4 เม.ย. 60 นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันนี้ว่า ครม.มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.การกลับเป็นผู้ประกันตน โดยให้ผู้ที่สิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตน เพราะไม่นำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนเงินประกันสังคม มีโอกาสกลับเป็นผู้ประกันตนอีกได้ เพื่อสร้างหลักประกันและความมั่นคงในการดำรงชีวิตให้แก่ประชาชนผู้เป็นหลักประกันตน

ทั้งนี้ ที่ผ่านมากำหนดให้ผู้ที่อยู่ในประกันสังคม เมื่อสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง หากมีความประสงค์จะเป็นผู้ประกันตนต่อ ให้แสดงความจำนงต่อสำนักงานประกันสังคมภายใน 6 เดือน นับตั้งแต่วันสิ้นสุดการเป็นผู้ประกัน

นายณัฐพร กล่าวอีกว่า หากผู้ประกันตนที่ขอต่ออายุขาดส่งเงินสมทบ 3 เดือนติดต่อกัน หรือภายในระยะเวลา 12 เดือน จะสิ้นสภาพทันที ซึ่งที่ผ่านมาพบว่า มีผู้สิ้นสภาพสูงถึง 950,000 ราย ทำให้กระทรวงแรงงานเสนอกฎหมายดังกล่าว เพื่อให้กลุ่มดังกล่าวสามารถกลับมาเป็นผู้ประกันตนได้ โดยไม่ต้องจ่ายเงินสมทบย้อนหลังแม้ขาดส่งเป็นระยะเวลา 20 ปี

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกันตนจะได้รับสิทธิประโยชน์เช่นเดียวกับที่ผ่านมา กรณีเจ็บป่วยหรือประสบอันตราย กรณีทุพพลภาพ กรณีตายอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน กรณีคลอดบุตร กรณีสงเคราะห์บุตร และกรณีชราภาพ

 

ปตท. ชวนตรวจสภาพรถฟรี เพื่อความปลอดภัยรับสงกรานต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 4 เม.ย. 2560 18:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/904937


บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมรณรงค์สร้างจิตสำนึกในการลดใช้พลังงาน และเพิ่มความปลอดภัยแก่ผู้ใช้รถใช้ถนน ซึ่ง ปตท. ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา (สอศ.) บริการตรวจเช็กเครื่องยนต์ฟรี 25 รายการในสถานีบริการน้ำมัน ปตท. PTT Fit Auto และ ProCheck รวม 138 แห่งทั่วประเทศ ระหว่างวันนี้ – 10 เมษายนนี้ ผู้สนใจสามารถตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.pttplc.com และ PTT Contact Center โทร.1365

สรรพากร เผย ผู้หลีกเลี่ยง-ฉ้อโกงภาษี 10 ล.ขึ้นไป ผิดร้ายแรงฐานฟอกเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 เม.ย. 2560 17:49

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/904985


กรมสรรพากร ย้ำอีกรอบ ผู้หลีกเลี่ยง-ฉ้อโกงภาษี 10 ล้านขึ้นไป ถือเป็นการกระทำผิดร้ายแรงฐานฟอกเงิน เผยไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกความร่วมมือเพื่อต่อต้านการฟอกเงินเอเชียแปซิฟิก ต้องปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด

จากกรณีที่รัฐบาลได้มีมาตรการลงโทษผู้หลีกเลี่ยงการเสียภาษีและฉ้อโกงภาษีตามข้อเสนอของ Financial Action Task Force หรือ แฟต เอฟ (FATF) โดยมีการแก้ไขพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร พ.ศ. 2560 กำหนดให้ผู้หลีกเลี่ยงหรือฉ้อโกงภาษีหรือขอคืนภาษีโดยความเท็จ เป็นการกระทำความผิดร้ายแรง และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 2 เม.ย.60 นั้น

นายสมชาย แสงรัตนมณีเดช รองอธิบดีกรมสรรพากร รักษาการในตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นสมาชิกในกลุ่มความร่วมมือเพื่อต่อต้านการฟอกเงินเอเชียแปซิฟิก จึงต้องปฏิบัติตามข้อแนะนำของ แฟต เอฟ ในการกำหนดให้อาชญากรรมเกี่ยวกับภาษีอากรที่มีลักษณะร้ายแรงเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

ทั้งนี้ ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 37 มาตรา 37 ทวิ และมาตรา 90/4 แห่งประมวลรัษฎากร หลีกเลี่ยงภาษีอากร ฉ้อโกงภาษีอากร เป็นจำนวนตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป หรือขอคืนภาษีอากรโดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นทำนองเดียวกัน ตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป กระทำในลักษณะกระบวนการ หรือ เป็นเครือข่าย

โดยสร้างธุรกรรมอันเป็นเท็จหรือปกปิดรายได้เพื่อหลีกเลี่ยงหรือฉ้อโกงภาษี และพฤติกรรมปกปิดหรือซ่อนเร้นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพื่อมิให้ติดตามทรัพย์สิน ให้ถือว่าความผิดดังกล่าวเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งกรมสรรพากรจะส่งข้อมูลให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดำเนินการตามกฎหมายต่อไป.

 

ปิดตลาดบ่าย หุ้นไทยยังสดใสปรับขึ้น 2.96 ดัชนีแตะ 1,583 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 เม.ย. 2560 17:47

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/904931


หุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่าย ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.96 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,583.82 จุด มูลค่าการซื้อขาย 37,273.47 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 4 เม.ย. 60 พบว่า หุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.96 จุด เปลี่ยนแปลง 0.19% ดัชนีอยู่ที่ 1,583.82 จุด มูลค่าการซื้อขาย 37,273.47 ล้านบาท โดยระหว่างวันดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,586.04 จุด ต่ำสุดอยู่ที่ 1,579.07 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)