85ล้านกับวันนี้1 ปีรพ.บางสะพาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/301569

85ล้านกับวันนี้1 ปีรพ.บางสะพาน

ตูน บอดี้สแลม, ก้าวคนละก้าว, รพบางสะพาน

85 ล้านบาทที่ “ตูน บอดี้สแลม” มอบให้ “รพ.บางสะพานวันนี้นำไปสร้างตึกใหม่ที่เป็นที่เก็บรักษาอุปกรณ์การแพทย์ยกพื้นสูงอีก 2 เมตรเชื่อว่าจะปลอดภัยจากน้ำท่วม

       นพ.เชิดชาย ชยวัฑโฒ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางสะพาน เปิดเผยว่า เงิน 85 ล้านบาท ที่ได้รับบริจาคจาก ตูน บอดี้สแลม ได้นำไปจัดสรรซื่้อ อุปกรณ์และครุภัณฑ์ทางการแพทย์ การก่อสร้างอาคารและซ่อมแซมอาคาร รพ.บางสะพานเองประมาณ 25.7 ล้านบาท รพ.บางสะพานน้อยที่มีขนาด 30 เตียง 1.1 ล้านบาท อีกส่วนเป็นอุปกรณ์และครุภัณฑ์ของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล.14 แห่ง ประมาณ 6.9 แสนบาท

85ล้านกับวันนี้1 ปีรพ.บางสะพาน

     นพ.เชิดชาย ชยวัฑโฒ

     รวมแล้วอุปกรณ์ที่จัดซื้อนั้นมีมากกว่า 70 รายการ ทั้งขนาดเล็กและใหญ่ ตัวอย่างเช่น เตียงผู้ป่วย ถังออกซิเจน เครื่องนับเม็ดเลือดขาวชนิดไฟฟ้า เครื่องดูดเสมหะ ที่นอน ตู้อบเด็กทารกเคลื่อนที่. เครื่องอัลตราซาวด์ เครื่องบันทึกการบีบตัวของมดลูก เครื่องมือผ่าตัดตา เครื่องไตเทียม รถเข็นผู้ป่วยพร้อมสายน้ำเกลือ เครื่องวัดความดันโลหิตและอื่นๆ

85ล้านกับวันนี้1 ปีรพ.บางสะพาน

    การก่อสร้างมีทั้งการซ่อมแซมหลังจากประสบกับภาวะน้ำท่วม และปรับปรุง ออกแบบเเละก่อสร้างอาคารหลายแห่งเช่น อาคารแพทย์แผนไทยอาคารซ่อมบำรุงเเละระบบประปา อาคารดูแลเครื่องเอ็กซเรย์ ให้สูงขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงภัยน้ำท่วม ยกพื้นสูงจากเดิม 2 เมตร เชื่อว่าหากมีน้ำท่วมมาอีกอุปกรณ์เหล่านี้น่าจะสามารถเก็บรักษาไว้ได้ ส่วนอาคารที่สร้างขึ้นมาใหม่หลังหนึ่งจะเสร็จประมาณปี 2562

85ล้านกับวันนี้1 ปีรพ.บางสะพาน

    “อานิสงค์ที่ได้ทั้งหมดเกิดจากโครงการ ก้าวคนละก้าวของ “ตูน บอดี้สแลม”มอบให้“รพ.บางสะพาน วันนี้เหลือเงินอีกกว่า 30 ล้านบาท คณะกรรมการพัฒนาโรงพยาบาล จะนำไปจัดซื้ออุปกรณ์และครุภัณฑ์ทางการแพทย์ที่จะนำไปใช้ในอาคารที่จะก่อสร้างเสร็จในปี 2562 ต้องขอบคุณ ตูน ที่ทำโครงการบริจาคช่วยเหลือโรงพยาบาลทั้งของรพ.บางสะพานและอีก 11 แห่ง  ที่วิ่ง จากใต้สุดอ.เบตง จ.ยะลา สู่เหนือสุดของประเทศไทย อ. แม่สาย จ.เชียงราย ระยะทาง 2,191 กิโลเมตร ระยะเวลา 55 วันตั้งเป้ายอดบริจาค 700 ล้านบาท ซึ่งประชาชนคนไทยทุกคนสามารถช่วยเหลือกันได้เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย และอยากให้ ตูน ดูแลสุขภาพร่างกายในการวิ่งด้วย เพราะเหลือระยะทางและเวลาอีกหลายวันกว่าจะบรรลุเป้าหมาย” ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางสะพาน กล่าว

85ล้านกับวันนี้1 ปีรพ.บางสะพาน

    นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าว่าการวิ่งในระยะไกลนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย จึงขอส่งความห่วงใยไปยังตูนและคณะที่แม้จะมีการฝึกซ้อมร่างกายมาเป็นอย่างดี แต่เมื่อเจอเหตุการณ์จริงที่แตกต่างจากการซ้อมเป็นอย่างมาก ประกอบกับสภาพอากาศที่แปรปรวนและระยะเวลาที่เพิ่มขึ้นไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ อาจส่งผลกระทบต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็นและข้อต่อ

        “อยากขอความร่วมมือให้ประชาชนในพื้นที่ร่วมส่งกำลังแรงใจเชียร์และถนอมสุขภาพร่างกายของตูนให้แข็งแรงด้วยการเคารพกฎกติกา เช่น ร่วมให้กำลังใจในจุดพักที่กำหนด งดถ่ายรูปร่วมหรือเซลฟี่ระหว่างทางหรือขณะกำลังวิ่ง เพื่อให้ตูนและคณะสามารถวิ่งได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ในแต่ละวัน ลดอาการบาดเจ็บที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างวิ่ง และสามารถวิ่งสู่จุดหมายปลายทางตามที่ตั้งใจไว้”นพ.สมศักดิ์กล่าว

85ล้านกับวันนี้1 ปีรพ.บางสะพาน 85ล้านกับวันนี้1 ปีรพ.บางสะพาน

      ทั้งนี้วันที่8-9พฤศจิกายน 2560 มีฝนตกหนักจากพายุดีเปรสชั่นบริเวณอ่าวไทยบริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี รวมทั้งเกาะสมุย นครศรีธรรมราช ระนองพังงา และภูเก็ต ซึ่งสถานบริการสาธารณสุขในพื้นที่เสี่ยงต่อภาวะน้ำไหลหลาก ฝนตกหนัก หรือมวลน้ำไหลผ่าน ได้มีการเตรียมย้ายเครื่องมือแพทย์ขึ้นที่สูง ประเมินสถานการณ์เตรียมแผนเคลื่อนย้ายผู้ป่วย

    85ล้านกับวันนี้1 ปีรพ.บางสะพาน

       รวมถึงการเตรียมแผนจัดบริการประชาชน และออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ดูแลผู้ประสบภัยขณะนี้ ได้แจ้งเตือนสถานบริการในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รวม 42 แห่งเช่น รพ.สต.แม่รำพึง สสอ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ และ 3 อำเภอในจังหวัดสุราษฎร์ธานี คือ อ.กาญจนดิษฐ์ อ.พระแสง และอ.พุนพิน ซึ่งเป็นจุดรับน้ำจุดสุดท้ายจากแม่น้ำตาปีก่อนที่จะไหลลงสู่ทะเล

85ล้านกับวันนี้1 ปีรพ.บางสะพาน

    นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข

นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุขกล่าวว่าได้รับรายงานโรงพยาบาลบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำและเป็นพื้นที่น้ำไหลผ่านว่ามีฝนตกหนักตลอดคืนที่ผ่านมาและต่อเนื่องตลอดทั้งวัน โรงพยาบาลได้ดำเนินการตามแผนที่วางไว้ เพื่อป้องกันน้ำท่วมโรงพยาบาล บ้านพักเจ้าหน้าที่ รวมทั้งไม่ให้กระทบต่อเครื่องมือแพทย์ที่ยังไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้เช่น เครื่องเอกซเรย์ ยูนิตทำฟัน ซึ่งอยู่ระหว่างการปรับปรุงอาคารให้สูงขึ้น โดยนำบิ๊กแบ๊กวางทับซ้อนกัน 2 ชั้นรอบโรงพยาบาล เตรียมเครื่องสูบน้ำ 3 เครื่อง วางแผนการจัดบริการและเคลื่อนย้ายผู้ป่วย

85ล้านกับวันนี้1 ปีรพ.บางสะพาน

      ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โรงพยาบาลบางสะพาน งดรับผู้ป่วยส่งต่อจากโรงพยาบาลอื่น ๆ เช่น โรงพยาบาลบางสะพานน้อย โรงพยาบาลทับสะแก งดผ่าตัดกรณีไม่เร่งด่วน ได้ย้ายผู้ป่วยหนักที่ใส่เครื่องช่วยหายใจซึ่งมี 7 คน ไปโรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์แล้ว 4 คน เตรียมย้ายอีก 3 คน

     85ล้านกับวันนี้1 ปีรพ.บางสะพาน

       สำหรับผู้ป่วยที่เหลือในโรงพยาบาลอีก 72 คน คาดว่าสามารถให้กลับบ้านได้ 44 คน และ 28 คนเตรียมส่งไปรักษาในโรงพยาบาลอื่นๆขอให้ประชาชนเตรียมยกสิ่งของขึ้นที่สูง ตรวจตราสวิทซ์ ปลั๊กไฟในบ้าน ป้องกันไฟฟ้าดูด ระมัดระวังอันตรายจากน้ำที่อาจท่วมอย่างฉับพลันและกระแสน้ำไหลเชี่ยว การบาดเจ็บจากสิ่งของถูกพัดมากับน้ำ การจมน้ำ หากเจ็บป่วยฉุกเฉินโทรแจ้งสายด่วน 1669 ตลอด 24 ชั่วโมง

แนะการศึกษายุค4.0 ใส่ใจการอ่าน ครูดูแลเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/301508

แนะการศึกษายุค4.0 ใส่ใจการอ่าน ครูดูแลเด็ก

การศึกษา 40

รมช.ศึกษาธิการ แนะการศึกษาไทยยุค4.0เน้นครูส่งเสริมการอ่านมากกว่าเล่นโซเซียล ชี้เกิดขึ้นได้ต้องอยู่ 4 ข้อระเบียบวินัย สิ่งที่พึงปฎิบัติ จรรยา และการศึกษา

        เมื่อวันที่ 8 พ.ย.2560 ที่สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (พีไอเอ็ม) จัดงาน “ซีพี ออลล์ กับยุทธศาสตร์การศึกษา 2561” โดย ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมช.ศึกษาธิการ กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “ยุทธศาสตร์การศึกษาไทยยุค 4.0 คุณธรรม-ความเพียร-ซื่อสัตย์สุจริต-รู้จักสามัคคี ตอนหนึ่งว่า การปฎิรูปการศึกษาเป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่ต้องขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น เมื่อมีการปฎิรูปศึกษาธิการในภูมิภาคเกิดขึ้นจนมีศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ศึกษาธิการภาค (ศธภ.) และคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ซึ่งตนอยากให้หน่วยงานเหล่านี้ได้ทำความเข้าใจให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบถึงการปฎิรูปการศึกษาของศธ.ด้วย เพราะเรามีหลักคิดในการขับเคลื่อนเรื่องปฎิรูปการศึกษาต้องเกิดความเท่าเทียม ทั้งนี้ การศึกษาไทย 4.0 ต้องเริ่มจากเด็กและเยาวชนใส่ใจรักการอ่านให้มากกว่าการเล่นโซเชียล เพราะบางครั้งการเสพสื่อออนไลน์ที่ไม่ใช่ความจริงจนแชร์ข้อมูลเหล่านั้นแบบผิดๆ ส่งผลให้ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม รวมถึง อยากให้สถานศึกษาทุกแห่งเพิ่มหนังสืออ่านนอกเวลาของเด็กให้มากขึ้นด้วย โดยเฉพาะหนังสือที่มีคุณค่าอย่างหนังสือพรจากฟ้า หนังสือพระวิสัยทัศน์ในหลวงรัชกาลที่ 9 และครูต้องนำเรื่องการส่งเสริมการรักการอ่านสู่การปฎิบัติด้วย นอกจากนี้ ครูต้องทำให้เด็กเข้าใจว่าเรียนไปเพื่ออะไร ความรู้ที่ได้คืออะไร และเรียนจบแล้วทำประโยชน์อะไรต่อไปได้ ขณะเดียวกันอยากให้เด็กไทยคิดแบบเป็นรูปธรรมมากขึ้น เช่น การรู้รักสามัคคี การเข้าใจ การเข้าถึงและพัฒนา ซึ่งเรื่องนี้เป็นพระบรมราโชวาทของในหลวงร.9 หากปฎิบัติได้จะเป็นการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน                     อย่างไรก็ตาม การศึกษาไทย 4.0 เด็กจะต้องรู้จักการอ้างอิง อย่าคัดลอกงานคนอื่น และอย่าทำตัวเก่งเพียงคนเดียว รวมถึงต้องมีต้นแบบที่ดี นอกจากนี้ เห็นว่าการศึกษาไทย 4.0 จะเกิดขึ้นได้ต้องอยู่ภายใต้กรอบ 4 ข้อนี้ ได้แก่ ความเป็นระเบียบวินัย สิ่งที่พึงจะต้องปฎิบัติ ควรกระทำ จรรยามารยาท และการศึกษา ซึ่งหากสถานศึกษานำกรอบนี้ไปใช้เชื่อมโยงสู่การปฎิบัติได้เชื่อว่าการปฎิรูปการศึกษาจะประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ขณะเดียวกันที่สำคัญผู้บริหารจะต้องเป็นต้นแบบที่ดีให้แก่ครูและนักเรียนด้วย

“ผมขอฝากไปถึงการทำงานของกศจ.ในจังหวัดต่างๆ ที่ขณะนี้บางแห่งปฎิบัติงานได้ดีแต่บางแห่งก็ยังเกิดปัญหา โดยเฉพาะปัญหาการบรรุครูผู้ช่วยที่ กศจ.ตาก ซึ่งผมไม่อยากเห็นความขัดแย้งเกิดขึ้น เพราะ ศธ.ถือเป็นกระทรวงต้นแบบที่ดีงามด้านจริยธรรมคู่กับประเทศไทยมายาวนาน” รมช.ศึกษาธิการกล่าว

ด้านนายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ซีพี ออลล์ กล่าวว่า นโยบายด้านการศึกษาของซีพี ออลล์ คือคุณธรรมนำความรู้ โดยครูจะต้องทำเพื่อเด็ก และครูจะต้องนำเวลาทั้งหมดมาทุ่มเทดูแลนักเรียนนักศึกษาให้เด็กมีคุณภาพและรู้จักรักตนเอง ดังนั้นครูที่นี่จะไม่มีโอกาสออกไปหารายได้พิเศษ  เพราะเราระลึกอยู่เสมอว่าจะต้องสร้างเด็กให้มีคุณภาพไม่ใช่สร้างครูที่มีชื่อเสียง ดังนั้น การศึกษาที่ดีคือครูต้องอยู่กับเด็กไม่ใช่ทิ้งเด็ก เพราะถ้าครูทิ้งห้องเรียนนั่นไม่ใช่ระบบการศึกษาที่ดี

น.ส.สุวิมล จิวาลักษณ์ กรรมการและผู้จัดการมูลนิธิเอสซีจี กล่าวว่า การศึกษาไทยควรดูทั้งระบบ ไม่ใช่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งรับผิดชอบ แต่ทั้งรัฐและเอกชนจะต้องช่วยกัน ซึ่งปัจจัยที่ทำให้การศึกษาไทยประสบความสำเร็จ คือ การจัดการเรียนการสอนว่าเด็กมีความเชี่ยวชาญในด้านไหนก็ควรส่งเสริมในด้านนั้น อีกทั้งโครงการสานพลังประชารัฐเป็นโครงการที่ดีที่ภาคเอกชนเข้ามาช่วยสนับสนุนด้านการศึกษา และอยากให้มีการทำอย่างต่อเนื่อง

ที่นี่ประเทศไทยพื้นขาวกากบาทแดงไม่ปลอดภัย??

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/301420

ที่นี่ประเทศไทยพื้นขาวกากบาทแดงไม่ปลอดภัย??

พื้นที่สากลงดเว้นความรุนรพ, ความรุนแรงในรพ, เหตุรุนแรงในรพ(ไทย)

บ่อยครั้งขึ้นกับเหตุความรุนแรงในรพ. โดยเฉพาะด่านหน้าอย่าง”ห้องฉุกเฉิน”ทั้งๆ”ที่มีสัญลักษณ์เป็นพื้นขาวกากบาทแดงควรเป็น “พื้นที่สันติ”..0พวงชมพู ประเสริฐ รายงาน0

        การก่อเหตุต่อผู้เจ็บป่วยที่เข้ารับการรักษา และกระทำความรุนแรงต่อบุคลากรทางการแพทย์ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ นั้นแม้ยามศึกสงคราม พื้นที่สัญลักษณ์ขาวกากบาทแดงนั้นเป็นที่รับรู้โดยทั่วกันว่าเป็น “พื้นที่สันติ”!!!

       ล่าสุดเกิดเหตุอุกอาจที่รพ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่ และรพ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคา เมื่อคืนวันลอยกระทง ปี 2560 กลุ่มวัยรุ่นได้บุกเข้าไปทำร้ายคู่อริถึงในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล

ที่นี่ประเทศไทยพื้นขาวกากบาทแดงไม่ปลอดภัย??

     หลังจากที่คู่อริได้รับบาดเจ็บและเข้ารักษาตัว สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้ป่วยคนอื่นที่อย่ระหว่างการรอรับการรักษาและสร้างความวุ่นวายในการปฏิบัติหน้าที่แก่เจ้าหน้าที่ แม้จะโชคดีที่ไม่มี “ลูกหลง”ได้รับอันตรายจากเหตุนี้ เพียงแต่คู่อริได้รับบาดเจ็บเพิ่มขึ้น

     หรือในปีเดียวกันก็มีปรากฏเหตุรุนแรงเช่นกัน ดังที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.)แห่งหนึ่งในอ.เซกา จ.บึงกาฬ โจ๋วัย 17 ปี ขี่รถจักรยานยนต์เข้าไปในรพ.สต.อ้างว่าปวดศีรษะจึงร้องเรียกให้พยาบาลสาวที่นอนพักอยู่ในห้องนอนออกมาจ่ายยาแก้ปวดให้

     ขณะที่กำลังเดินตามทางจะไปห้องจ่ายยาได้ฉวยโอกาสเข้าทำร้ายชกต่อยเข้าที่หน้าท้องหมายจะข่มขืน แต่พยาบาลสาวต่อสู้และรอดพ้นอันตรายมาได้

ที่นี่ประเทศไทยพื้นขาวกากบาทแดงไม่ปลอดภัย??

      ก่อนหน้านั้นปี 2558 ญาติคนไข้เข้าทำร้ายพยาบาล และเจ้าหน้าที่อื่นๆ ที่โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี โดยขณะที่พยาบาลและแพทย์ได้ทำการรักษาผู้ป่วยที่บาดเจ็บทางสมอง และรอให้ขึ้นนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล ระหว่างทำการอธิบายให้พ่อแม่คนไข้เข้าใจอาการอยู่นั้น ได้มีญาติ 2 คน ซึ่งมาทีหลังไม่พอใจที่คนไข้รอรับบริการนาน และพยาบาลไม่เอากระโถนมาให้ผู้ป่วยอาเจียน เป็นต้น

    เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นว่า โรงพยาบาลในประเทศไทยนั้น บางแห่ง บางช่วงเวลา มีความเสี่ยงอันตรายเสียยิ่งกว่ายามเกิดศึกสงคราม เพราะตามหลักสากลแล้วในยามที่เกิดสงคราม จะไม่มีการทำอันตรายบุคลากรทางการแพทย์และหน่วยรักษาพยาบาล

ที่นี่ประเทศไทยพื้นขาวกากบาทแดงไม่ปลอดภัย??

     ทั้งนี้สมาพันธ์แพทย์โรงพยาบศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป (สพศท.) เคยเสนอแนะแนวทางในการแก้ปัญหานี้ไว้ว่า กรณีเฉพาะหน้าซึ่งเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ ได้แก่ การสั่งการให้แต่ละโรงพยาบาลมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่มีจำนวนเพียงพอและมีศักยภาพในการคุ้มครองบุคลากรทางการแพทย์ มีกล้องวงจรปิดที่ใช้งานได้ มีปุ่มแจ้งเหตุฉุกเฉิน มีระบบคัดกรองตรวจจับอาวุธและโลหะก่อนเข้าเขตโรงพยาบาล มีระบบป้องกันการบุกรุกเข้าโรงพยาบาล

      ส่วนระยะกลาง คือ 1.จัดตั้งคณะทำงาน คุ้มครองบุคลากรที่ได้รับความเสียหายจากการปฏิบัติหน้าที่ โดยมีตัวแทนของผู้ปฏิบัติงานอยู่ด้วย 2.จัดระบบเฝ้าระวังเหตุการณ์ทำร้ายบุคลากรทางการแพทย์ มีการรายงานสถิติทุกเดือนหรือทุกไตรมาส รายงานต่อ คณะทำงาน คุ้มครองบุคลากรฯ 3.จัดตั้งระบบการชดเชยและเยียวยาความเสียหายทั้งร่างกายและจิตใจ ที่เหมาะสมและรวดเร็ว ไม่ต้องรอให้บุคลากรไปฟ้องร้องเอากับผู้กระทำผิด และ รวมถึง การปูนบำเหน็จในกรณีที่เสียชีวิตพิการจากการปฏิบัติหน้าที่

ที่นี่ประเทศไทยพื้นขาวกากบาทแดงไม่ปลอดภัย??

      4.คณะทำงาน คุ้มครองบุคลากรฯ ควรมีหน้าที่ ผลักดันและพัฒนาให้เกิดระบบความปลอดภัย ไม่ใช่แต่เฉพาะการทำร้ายร่างกาย รวมถึงความปลอดภัยในรถพยาบาลขณะส่งต่อผู้ป่วย การติดเชื้อจากผู้ป่วยและเรื่องอื่นๆ และ5.เพิ่มอัตราโทษสำหรับผู้ทำร้ายบุคลากรทางการแพทย์ทั้งทางแพ่งและทางอาญา

     และในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 แพทยสภาจะจัดสัมมนา เรื่อง “วิกฤติ คุกคาม ความรุนแรงในโรงพยาบาล ทางออกคืออะไร”

ที่นี่ประเทศไทยพื้นขาวกากบาทแดงไม่ปลอดภัย??

       อย่างไรก็ตาม คนไทยที่อยู่ในเหตุการณ์ จะมีส่วนช่วยเหลือได้เมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ หรือเมื่อเกิดเหตุขึ้นให้รีบโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาระงับเหตุโดยเร็วที่สุด เพื่อบรรเทาความสูญเสียที่จะเกิดขึ้น อย่าเป็นแค่ “ไทยมุง”

     ขอคนไทยจดจำไว้ว่า “สถานพยาบาล”เป็นพื้นที่สันติแม้ยามศึกสงครามก็จะได้รับการละเว้น

      สธ.รุกมาตรการเข้มป้องกันเหตุ   นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวถึงกรณีมีเหตุทะเลาะวิวาทเกิดขึ้นในห้องฉุกเฉิน ที่รพ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร และรพ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่ ช่วงเทศกาลลอยกระทงว่า ถือเป็นเหตุที่อุกอาจมากโดยเฉพาะที่โรงพยาบาลกระทุ่มแบนมีเสียงปืนดังขึ้นทำให้ประชาชนตื่นตกใจ จึงอยากวอนขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการกับกลุ่มคนก่อเหตุอย่างเฉียบขาด เพื่อเป็นแบบอย่าง ไม่ให้เกิดขึ้นอีก

ที่นี่ประเทศไทยพื้นขาวกากบาทแดงไม่ปลอดภัย??

       หลังจากมีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ได้มีการย้ำเตือนกับทุกโรงพยาบาลทุกแห่งถึงมาตรการรักษาความปลอดภัย โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลต่างๆ งานใหญ่ๆหรือคอนเสิร์ต ให้มีการเพิ่มเวรยาม 24 ชั่วโมง มีการตรวจสอบกล้องวงจรปิดให้พร้อมใช้งาน ครอบคลุมทั่วโรงพยาบาลและให้ผู้อำนวยการทุกโรงพยาบาลประสานงานเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือทหารขอกำลังดูแลรักษาความปลอดภัยเป็นกรณีเฉพาะ

      “อยากวิงวอนขอร้องประชาชน ในโรงพยาบาลโดยเฉพาะช่วงที่มีเทศกาลหรืองานใหญ่จะมีคนมาใช้บริการรับการรักษาพยาบาลจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จะยุ่งในการทำงานมากขึ้นโดยเฉพาะที่ห้องฉุกเฉิน เมื่อเกิดเหตุรุนแรงขึ้นอีก จะยิ่งทำให้การดูแลคนไข้เป็นไปด้วยความลำบากมากขึ้น เพราะห้องฉุกเฉินก็มีพื้นที่จำกัดอยู่แล้ว และในช่วงเวลาดังกล่าวได้ย้ำให้รพ.ในเมืองพยายามประสานงานเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารมาช่วยดูแลเป็นพิเศษ ซึ่งจะได้ผลมาก เพราะบางครั้งเพียงเห็นเครื่องแบบเจ้าหน้าที่คนก่อเหตุก็ไม่กล้าแล้ว”นพ.เจษฎากล่าว

      นพ.เจษฎา กล่าวอีกว่า ในปี 2560 สธ.มอบหมายให้กรมการแพทย์ดำเนินการในเรื่องการพัฒนาห้องฉุกเฉินคุณภาพ แม้เดิมจะมีมาตรฐานดีอยู่แล้ว แต่จะพัฒนาให้ดีและปลอดภัยยิ่งขึ้น ซึ่งโรงพยาบาลบางแห่งได้ดำเนินการแล้ว อาทิ บางแห่งสถานที่คับแคบก็ได้มีการปรับเปลี่ยน จัดวางหมวดหมู่ใหม่ เพื่อให้สามารถดูแลคนไข้ได้มากขึ้นและมีความปลอดภัยทั้งผู้มารับบริการและผู้ให้บริการ

ที่นี่ประเทศไทยพื้นขาวกากบาทแดงไม่ปลอดภัย??

    รวมถึง มีมีมาตรการในการดูแลการเข้า-ออกห้องฉุกเฉิน บางแห่งใช้ประตูแบบคีย์การ์ด ระบบรหัส หรือปั๊มนิ้วมือถึงจะเข้าสู่ภายในได้ เป็นการป้องกันคนบุกรุกเข้าไปในห้องฉุกเฉิน

    “สถานพยาบาลเป็นที่รู้กันอยู่แล้วตามหลักสากลว่าเป็นพื้นที่ปลอดความรุนแรง แม้ในช่วงศึกสงครามก็ยังละเว้นที่สถานพยาบาลไว้เพราะเป็นที่รักษาคนเจ็บป่วย จึงอยากวอนขอคนไทยว่าให้ละเว้นความรุนแรงในสถานพยาบาล”นพ.เจษฎากล่าว

     สำหรับการ เยียวยาบุคลากร   กรณีเจ้าหน้าที่บุคลากรทางการแพทย์ได้รับอันตรายจากการที่มีผู้ก่อเหตุความรุนแรงในโรงพยาบาล นพ.เจษฎา บอกว่า ถือเป็นอันตรายจากการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ให้บริการจึงสามารถได้รับการเยียวยาได้

      การเยียวยาเบื้องต้นแก่ผู้ให้บริการทางการแพทย์กรณีได้รับความเสียหายจากการให้บริการตามคำสั่งม.44 ให้สามารถนำเงินหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือบัตรทองมาใช้กรณีนี้ได้และมาตรา 41 พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 กรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพอย่างถาวร 240,000-400,000 บาท กรณีสูญเสียอวัยวะหรือพิการที่มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต 100,000-240,000 บาท และ กรณีบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยต่อเนื่อง ไม่เกิน 100,000 บาท

ที่นี่ประเทศไทยพื้นขาวกากบาทแดงไม่ปลอดภัย??

      นอกจากนี้ นพ.เจษฎา บอกว่า ในระยะยาวจะมีการจัดทำระเบียบเพิ่มเติมให้กับบุคลากรทางการแพทย์ที่ประสบอุบัติเหตุระหว่างปฏิบัติงาน โดยได้ส่งให้แก่กระทรวงการคลังแล้ว ขณะนี้รอตอบกลับ ซึ่งในระเบียบจะกำหนดว่า หากเสียชีวิตจะได้รับการเยียวยา 4 แสนบาท พิการ 2.4 แสนบาท หากมีการติดเชื้อจากการปฏิบัติงาน 1 แสนบาท และหากติดเชื้อในระดับรุนแรงน้อยลงและได้รับการรักษาในเวลา 20 วันจะได้รับเงินเยียวยา 5 หมื่นบาท ซึ่งกำลังดำเนินการอยู่

“เตารีดโบราณ” ยังจำเป็นกับคนที่ดอยแม่ระเมิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/301377

“เตารีดโบราณ” ยังจำเป็นกับคนที่ดอยแม่ระเมิง

 

รร.บ้านแม่ระเมิง จ.ตาก ยังใช้เตารีดโบราณ เพราะอยู่ติดเขตของวนอุทยานห้ามไฟฟ้าต่างๆผ่าน

     

          โรงเรียนบ้านแม่ระเมิง มีนักเรียนทั้งที่โรงเรียนหลักและสาขา รวมทั้งสิ้น1,512คนเด็กนักเรียนที่นี่ทุกคนเป็นเด็กชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงปากะญอร้อยเปอร์ซ็นต์โดยมีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ทั้งหมด 73 คน           สมศักดิ์ วุฒิสัตย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านแม่ระเมิง  กล่าวว่ากลยุทธ์ที่ใช้ในการให้บริการในพื้นที่รับผิดชอบ 10 หมู่บ้านล้วนแต่ทุรกันดาร จึงตั้งเป็นห้องเรียนสาขา เพื่อให้นักเรียนได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง

“เตารีดโบราณ” ยังจำเป็นกับคนที่ดอยแม่ระเมิง

สมศักดิ์ วุฒิสัตย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านแม่ระเมิง

ซึ่งบางสาขาเปิดถึงชั้น ป.3 บางสาขาเปิดถึงชั้น ป.6 เมื่อจบป.3 ป.6 แล้วก็มาต่อที่โรงเรียนหลัก คือโรงเรียนบ้านแม่ระเมิง จนถึงระดับม.ปลาย โดยจัดกิจกรรมการเรียนการสอน แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ ประเภทที่ 1 นักเรียนไปเช้าเย็นกลับ ประเภทที่ 2 คือ นักเรียนพักนอนอยู่ที่โรงเรียน ซึ่งเด็กพักนอนในปัจจุบันรวมทั้งสิ้น 525 คน

“เตารีดโบราณ” ยังจำเป็นกับคนที่ดอยแม่ระเมิง“เตารีดโบราณ” ยังจำเป็นกับคนที่ดอยแม่ระเมิง

คุณครูส่วนใหญ่จะพักอยู่ที่โรงเรียน ปัจจุบันโรงเรียนบ้านแม่ระเมิงไม่มีไฟฟ้าใช้ เนื่องมาจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ไม่สามารถขยายเขตมาสู่โรงเรียนบ้านแม่ระเมิงได้ เพราะติดเขตของวนอุทยานห้ามไฟฟ้าต่างๆผ่านเขต กรมพลังงานทดแทน ได้สร้างโซล่าร์เซลล์ให้ทั้งโรงเรียนได้ใช้ 2 จุด จุดแรกจำนวน 5 กิโลวัตต์ อีกจุด 3 กิโลวัตต์

“เตารีดโบราณ” ยังจำเป็นกับคนที่ดอยแม่ระเมิง“เตารีดโบราณ” ยังจำเป็นกับคนที่ดอยแม่ระเมิง

คุณครูจึงนำเตารีดโบรานหรือเตารีดถ่านแบบดั้งเดิม มาใช้และสอนนักเรียนได้ใช้เพื่อรีดเครื่องแบบนักเรียน หรือชุดข้าราชการที่ต้องสวมเครื่องแบบทุกวันจันทร์ ส่วนชุดอื่นๆจะเน้นรีดเครื่องแต่งกายที่เป็นเครื่องแบบพิธีการ

“เตารีดโบราณ” ยังจำเป็นกับคนที่ดอยแม่ระเมิง

          สมศักดิ์ วุฒิสัตย์ กล่าวว่าวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นสิ่งให้ระลึกอยู่ตลอดเวลา เพราะว่าอยู่แม่ระเมิง ต้องรักแม่ระเมิง ต้องทำให้แม่ระเมิงมีแต่สิ่งที่ดีๆ ช่วยกันรักษาอุปกรณ์ รักษาสาธารณะประโยชน์ ต่างๆที่เป็นของโรงเรียน ก็เป็นของเหมือนของตัวเอง และนี่ก็เป็นความสุขที่อยู่บนดอย ดังคำกล่าวที่ว่า “สวรรค์บนดิน ของเด็กบนดอย”

           จารุพร จะนะ ครูผู้ช่วยบรรจุใหม่ของโรงเรียนบ้านแม่ระเมิง ในฐานะครูผู้ดูแลเด็กพักนอน บอกว่าจากที่เราเคยใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆในเมืองใหญ่ มีทั้งไฟฟ้า อินเตอร์เน็ต หรือสัญญาณโทรศัพท์

แต่พอมาอยู่ที่นี่ก็ต้องปรับตัวเป็นอย่างมาก และสิ่งที่ได้มาเจอแล้วรู้สึกประหลาดใจคือเห็นเด็กพักนอนที่นี่รีดผ้าด้วยเตารีดโบราณหรือเตารีดถ่าน ที่เคยเห็นในพิพิธภัณฑ์ในชีวิตจริงไม่มีให้เห็นแล้ว

“นักเรียนที่นี่เขายังใช้เป็นวิถีชีวิตอย่างปกติจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง ได้เห็นทักษะการใช้ชีวิตและการอยู่ร่วมกันของเด็กๆที่หอพักเป็นไปอย่างสามัคคี โอบอ้อมอารีและอยู่ร่วมกันอย่างเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่”

“เตารีดโบราณ” ยังจำเป็นกับคนที่ดอยแม่ระเมิง

จารุพร จะนะ ครูผู้ช่วยบรรจุใหม่ของโรงเรียนบ้านแม่ระเมิง

          พรศิริ ไพรวัลย์รักษา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่5 อาศัยอยู่หอพักตั้งแต่เข้า ป.4 เพราะบ้านไกล ตอนแรกรีดไม่เป็นมีคุณครูและพี่ๆสอนให้ เพราะเตารีดหนักและร้อนมาก ครูสอนให้รีดผ้าที่หนาๆก่อนค่อยมารีดผ้าบาง เพราะถ่านที่เอามาจากเตาตอนแรกจะให้ความร้อนสูงหากรีดผ้าบางก่อนผ้าอาจจะไหม้ได้ นอกจากรีดผ้าตัวเองแล้วยังได้รีดผ้าให้ครูด้วยเพื่อแบ่งเบาภาระครูที่ต้องสอนทั้งวัน และทำให้ได้ฝึกความอดทนไปในตัวด้วย

“เตารีดโบราณ” ยังจำเป็นกับคนที่ดอยแม่ระเมิง

        สำหรับโรงเรียนบ้านแม่ระเมิง เป็นโรงเรียนขยายโอกาส ตั้งอยู่บนพื้นที่ภูเขาสูงในถิ่นทุรกันดาร ณ เลขที่ 377 บ้านแม่ระเมิง หมู่ที่ 8 ตำบลแม่สอง อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 มีเนื้อที่ทั้งหมด 34 ไร่ได้รับการอนุญาตให้ใช้จากกรมป่าไม้แล้ว

โรงเรียนบ้านแม่ระเมิง เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2516 และต่อมาขยายเป็นโรงเรียนขยายโอกาส เปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลจนถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น

ต่อมาในปี 2548 โรงเรียนได้เข้าอยู่ในโครงการตามพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี และในปี 2552 เปิดการสอนขยายจนถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย

นอกจากนี้มี โรงเรียนสาขา ที่อยู่ในความรับผิดชอบอีก 1 แห่ง คือ โรงเรียนสาขาบ้านตะพิเดอ ซึ่งตั้งอยู่ที่หมู่ 9 และ ห้องเรียนสาขา ที่กระจายอยู่ตามหย่อมบ้านอีกจำนวน 12 แห่ง

“เตารีดโบราณ” ยังจำเป็นกับคนที่ดอยแม่ระเมิง


มข.พัฒนาแล็ปหุ่นยนต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/301367

มข.พัฒนาแล็ปหุ่นยนต์

คุณภาพชีวิต, พัฒนาแล็ป

วิศวกรรมศาสตร์ ม.ขอนแก่น ร่วมมือกับ บริษัท ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย จำกัด พัฒนาห้องปฏิบัติการด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์ เสริมความรู้นักศึกษา รองรับไทยแลนด์ 4.0

     ความการร่วมมือใครั้งนี้เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนสื่อการเรียนการสอนในด้านอุปกรณ์ไฟฟ้าและระบบอัตโนมัติในโรงงานอุตสาหกรรม การทำวิจัยในด้านวิศวกรรมเครื่องกล การใช้เครื่องจักรอัตโนมัติ และด้านวิศวกรรมไฟฟ้า รวมถึงระบบไฟ และเป็นสถานที่ฝึกงานและสหกิจศึกษาสำหรับนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

มข.พัฒนาแล็ปหุ่นยนต์

รศ.ดร.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย  อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่าการพัฒนาคุณภาพของบัณฑิตให้มีพื้นฐานวิชาการที่เข้มแข็ง และเพิ่มทักษะทางวิชาชีพที่จำเป็นอื่น ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมในการทำงาน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นห้องปฏิบัติการด้านการควบคุมกระบวนการทำงานต่างๆ ของเครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรม หรือที่เรียกว่า  โปรแกรมเมเบิลลอจิกคอลโทรลเลอร์ (Programmable logic Control : PLC)

มข.พัฒนาแล็ปหุ่นยนต์

ห้องปฏิบัติการนี้ จะเป็นประโยชน์ด้านการเรียนการสอนของนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ โดยเฉพาะวิศวกรรมเครื่องกล วิศวกรรมไฟฟ้า และวิศวกรรมอุตสาหการ ถือเป็นห้องปฏิบัติการด้านเทคโนโลยีที่นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ จะได้รับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการควบคุม การติดตั้ง กลไกต่างๆ ในการใช้หุ่นยนต์ในการทำงานแทนคนในแวดวงอุตสาหกรรมโรงงาน และรองรับไทยแลนด์ 4.0 ที่จะมีการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์มาทำงานมากยิ่งขึ้น เมื่อนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาออกไปจะสามารถนำความรู้ที่ได้ไปปรับประยุกต์ใช้ในการทำงานจริงในอนาคต

มข.พัฒนาแล็ปหุ่นยนต์

โดยห้องปฏิบัติการฯ นี้ บริษัท ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย จำกัด ได้เข้าสนับสนุนและมอบอุปกรณ์สื่อการเรียนการสอน ที่ได้ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คิดเป็นมูลค่าห้องปฏิบัติการประมาณ 1,000,000 บาท

มข.พัฒนาแล็ปหุ่นยนต์

Mr. Marc Pelletier Country President Thailand and Laos Schneider (Thailand) เปิดเผยว่า  การพัฒนาทรัพยากรบุคคลเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดทั้งในระดับอาชีวะและระดับมหาวิทยาลัย การสร้างห้องปฏิบัติการ เป็นก้าวย่างที่สำคัญ ในการพัฒนาคนรุ่นใหม่ที่จะช่วยให้มีศักยภาพในด้านอุตสาหกรรมตามนโยบายไทยแลนด์4.0นักศึกษาจะได้เรียนรู้จากประสบ      การของบริษัท

มข.พัฒนาแล็ปหุ่นยนต์

“ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้เข้าร่วมโครงการของบริษัทฯ มาหลายโครงการ เช่นในปี 2558 บริษัทฯ ได้จัดโครงการ Go Green in the city 2015 เพื่อประกวดผู้นำนักศึกษาด้านพลังงานสีเขียวระดับโลก  ซึ่งผู้เข้าร่วมการประกวดจาก มข. ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จากการประกวดครั้งนั้น และในปีนี้ บริษัทฯ ได้จัดการประกวด “Plant of the Future” ซึ่งเป็นการประกวดเกี่ยวกับด้านอุตสาหกรรมระบบอัตโนมัติ และได้มีทีมจาก มข. สมัครเข้าประกวด จำนวน 5 ทีม ซึ่งได้มีการฝึกอบรมที่บริษัทตั้งแต่วันที่ 16-20 ตุลาคม 2560 เชื่อว่าทีมจาก มข. จะผ่านเข้ารอบสุดท้ายที่จะมีการประกวดในเดือนมกราคม ปี 2561 นี้

มข.พัฒนาแล็ปหุ่นยนต์

” ก้าวต่อไปในอนาคต บริษัทฯ จะได้สนับสนุนและส่งเสริมกิจกรรมด้านการเรียน เพื่อให้นักศึกษาได้รับประโยชน์มากที่สุด ภายใต้ความร่วมมือทางวิชาการในครั้งนี้ ” Mr. Marc กล่าว

“MINDSET” ส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/301384

“MINDSET” ส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย

คุณภาพชีวิต, พัฒนาการ, เด็กปฐมวัย, Mindset

ปรับ Mindset ส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย “พ่อแม่” เจ้าภาพหลัก ลดบทบาทราชการ ส่งเสริมท้องถิ่นดูแล สอดรับผลการประเมิน 15 ศพด. สังกัดท้องถิ่น

          คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดประชุมนำเสนอผลการศึกษาการสร้างเสริมสุขภาวะในกลุ่มเด็กปฐมวัยระดับพื้นที่ และการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนเพื่อสร้างเสริมสุขภาวะเด็กปฐมวัย

 "Mindset" ส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย

ภายใต้โครงการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานโครงการหน่วยวิชาการการสร้างเสริมศักยภาพชุมชนท้องถิ่นในการดูแลเด็กปฐมวัย จากการสนับสนุนของสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ณ โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพ

 "Mindset" ส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย

          นายรณรงค์ จันใด รองคณบดีฝ่ายบริหารและการวางแผน คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หัวหน้าคณะติดตามและประเมินผลโครงการฯ กล่าวว่า การติดตามและประเมินผลครั้งนี้ ดำเนินการตั้งแต่เมษายน 2558 ถึงมีนาคม 2560 โดยจะประเมินตั้งแต่กลไกการดำเนินงาน ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล คุณค่า ความคุ้มค่า และผลกระทบทางสังคมจากการการดำเนินงาน

ซึ่งเก็บข้อมูลจาก 15 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (ศพด.) โดยมีผู้ให้ข้อมูล จำนวน 1,358 คน ประกอบด้วย ผู้ปกครอง 1,097 คน ครู ศพด. 146 คน ศพด.95 คน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 20 คน

 "Mindset" ส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย

นายรณรงค์ จันใด รองคณบดีฝ่ายบริหารและการวางแผน คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นายรณรงค์ กล่าวต่อว่า การพัฒนาศักยภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ด้วยกระบวนการแบบก้าวกระโดดตามแนวทางของ COACT และ สสส. สามารถสร้างให้เกิดการพัฒนาได้อย่างรอบด้าน ได้แก่ 1) การพัฒนาศักยภาพ ความสามารถของครู ศพด.2) การพัฒนาระบบการบริหารจัดการ ศพด.มีการทำงานอย่างเป็นระบบ 3) การนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาจัดทำหลักสูตร 4) การพัฒนาศูนย์เรียนรู้ และการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในชุมชน และ 5) การออกแบบโครงการอย่างเป็นระบบ

ด้าน นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ กรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ กล่าวว่า การแก้ไขเรื่องสถานการณ์พัฒนาการเด็กล่าช้ามีแนวโน้มคงที่มานานกว่า 20 ปี ต้องเปลี่ยนวิธีการใหม่เปลี่ยนแนวคิด (Mindset) สำคัญคือการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ไม่ใช่เฉพาะหน่วยราชการ แต่ต้องให้ท้องถิ่นเป็นตัวหลัก

โดยมีหัวใจสำคัญคือให้พ่อแม่เข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก พ่อแม่ต้องรู้เป็นคนแรกไม่ใช่เจ้าหน้าที่ ซึ่งต้องยกระดับคุณภาพใหม่ไม่ใช่ใช้แบบสอบถาม แต่จะต้องวัดจริงทุกครั้งที่เด็กมาเข้ารับบริการ

 "Mindset" ส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย

นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ กรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ

“ปัจจัยความสำเร็จสำคัญที่สุด 1. คนที่เป็นเจ้าของ DSPM ที่แท้จริงอันดับแรกคือพ่อแม่ 2. การประเมินต้องใช้วิธีการที่จำเพาะเวลา ไม่ต้องตรวจทุกครั้ง และให้เด็กทำได้จริง พร้อมทั้งใส่ใจกับเด็กกลุ่มเสี่ยงโดยไม่ต้องคัดกรอง เช่น แม่วัยรุ่น ครอบครัวยากจน ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ 3.การปรับปรุงคุณภาพของ ศพด. ดังที่เห็นผลความสำเร็จ ตามผลการประเมินที่กล่าวมา” นพ.ยงยุทธ กล่าว

 "Mindset" ส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย

 "Mindset" ส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย


“หมอธี” ยันไม่ล้วงลูกยกร่างกฎหมายตั้งก.การอุดมศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/301373

“หมอธี” ยันไม่ล้วงลูกยกร่างกฎหมายตั้งก.การอุดมศึกษา

คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา, พรบการอุดมศึกษา, กระทรวงการอุดมศึกษา, หมอธี

“หมอธี” ยันไม่มีธงเรื่องตั้งก.อุดมฯ ออกตัวพูดในฐานะรัฐบาล ทั้งยังไม่เห็นร่างพ.ร.บ. 2 ฉบับ ชี้หลักการตั้งกระทรวงใหม่ต้องตอบโจทย์ประเทศ เห็นการเปลี่ยนแปลง

     เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 60- นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า จากการหารือร่วมกับ ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ถึงความคืบหน้าการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา เมื่อเร็วๆนี้ ซึ่งในการประชุมคณะกรรมการอิสระฯที่ผ่านมาได้มีกรรมการอิสระฯ บางคน ได้ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่ชัดเจนของร่างพ.ร.บ.คณะกรรมการอิสระฯจึงส่งกลับไปให้คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.การอุดมศึกษา พิจารณาอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม  ส่วนตัวไม่ได้เข้าไปล้วงลูกใดๆ ทั้งสิ้น แต่ตามกระบวนการก็ต้องส่งมาให้ตนพิจารณาด้วย ซึ่งก็มีหลักง่าย ๆ คือ เมื่อเกิดกระทรวงการอุดมศึกษาแล้ว ประเทศได้อะไรหรือไม่ ตอบโจทย์หรือไม่ ถ้าไม่ตอบโจทย์ก็ไม่เอา ซึ่งไม่ใช่ว่าตอนนี้มีธงว่าจะไม่รับกระทรวงการอุดมศึกษา แต่ตนพูดในฐานะรัฐบาลว่า ถ้าปฏิรูปเสร็จแล้วมีกระทรวงเกิดขึ้นอีกหนึ่งกระทรวงแต่ไม่ตอบโจทย์เลย เพียงแต่เปลี่ยนหัวแล้วกลไกเหมือนเดิม ก็ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น เรื่องการกำกับมหาวิทยาลัย จะทำอย่างไรไม่ให้เกิดปัญหาอย่างที่เป็นอยู่ การสร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างชาติในอนาคตจะดำเนินการอย่างไร เป็นต้น

“เท่าที่ทราบต่อนี้มี ร่างพ.ร.บ.การอุดมศึกษา 2 ฉบับ แต่ผมยังไม่เห็นในรายละเอียด เพราะผมไม่ควรเข้าไปยุ่งอยู่แล้ว ผมอยู่ฝ่ายนโยบายก็ต้องดูในส่วนของนโยบาย”นพ.ธีระเกียรติ กล่าว

เตรียมให้พร้อม!! 22-28 พ.ย.สมัครครูผู้ช่วยกรณีพิเศษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/301360

เตรียมให้พร้อม!! 22-28 พ.ย.สมัครครูผู้ช่วยกรณีพิเศษ

ครูผู้ช่วยกรณีพิเศษ, กศจ, สพท, ปฏิทินสอบครูผู้ช่วยกรณีพิเศษ 2/2560

“บุญรักษ์”ส่งหนังสือด่วนถึงกศจ.สพท.เตรียมข้อมูลคัดเลือกครูผู้ช่วยกรณีพิเศษ ครั้งที่ 2/2560 ประกาศวันที่ 15 พ.ย. รับสมัคร 22-28 พ.ย.นี้

     เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ดร.บุญรักษ์  ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ลงนามในหนังสือด่วนที่สุด ถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.)และคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) เรื่อง การคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการเป็นข้าราชการครูแลบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ ครั้งที่ 2 ปี 2560

ดังนั้นเพื่อให้การคัดเลือกเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) กำหนด ขอให้สพท. ทำข้อมูลตำแหน่งว่างที่ใช้สำหรับการคัดเลือก ไปให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) และกศจ. ดำเนินการคัดเลือกตามวัน เวลาที่กำหนด

สำหรับปฏิทินการคัดเลือก ดังนี้ ประกาศรับสมัคร ภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 รับสมัคร วันที่ 22-28 พฤศจิกายน 2560 ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้ารับการคัดเลือก ภายในวันที่ 1 ธันวาคม 2560 ประเมินประวัติและผลงาน

ระหว่างวันที่ 4-15ธันวาคม 2560 สอบข้อเขียนภาค ก ความรอบรู้ และความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความประพฤติและการปฏิบัติของวิชาชีพครู และภาค ข ความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง วันที่ 16 ธันวาคม 2560 สอบสัมภาษณ์ วันที่17 ธันวาคม 2560และประกาศผลการคัดเลือกวันที่ 22 ธันวาคม2560

“เหนื่อยก็พัก ขอแค่รักก็พอ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/301284

“เหนื่อยก็พัก ขอแค่รักก็พอ”

“เหนื่อยก็พัก ขอแค่รักก็พอ” การ์ตูนออนไลน์อธิบายโรคซึมเศร้า สร้างความรับรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักให้กับประชาชน

      ประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคซึมเศร้า1.5 ล้านคน หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาจเกิดอาการเรื้อรัง และเป็นภัยแก่ชีวิตได้  โครงการ “Idea for change” : จุดประกายความคิด สร้างสรรค์สื่อดีสู่สังคม ครั้งที่ 1 จัดโดย กรมสุขภาพจิตร่วมกับสถาบันการศึกษา และทีมผู้ผลิตสื่อ เพื่อสร้างความรับรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักต่อปัญหาโรคซึมเศร้า ทำให้เกิดทัศนคติที่ดี ส่งเสริมการเข้าถึงรูปแบบการสื่อสารที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายและยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป

โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าแข่งขัน 13 ทีม แบ่งเป็นสถาบันการศึกษาจำนวน 10 ทีม ได้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 3 ทีม , มหาวิทยาลัยมหิดล 3 ทีม , มหาวิทยาลัยรังสิต 2 ทีม , มหาวิทยาลัยสยาม 1 ทีม และมหาวิทยาลัยบูรพา 1 ทีม ส่วนทีมผู้ผลิตสื่อจำนวน 3 ทีม ได้แก่ สถานีความคิดช่อง NBT, Rama Channel (โรงพยาบาลรามาธิบดี) และไบรท์ทีวี

ผลกรากฏว่าทีมจากสถาบันการศึกษาที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ พร้อมเงินรางวัล 30,000 บาท คือ ทีม MET-DESCI นักศึกษาสาขาเทคโนโลยีการศึกษาแพทยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล สมาชิกประกอบด้วย ณัฐนนท์ ซ่อนกลิ่น ,อัญชลี สาระคร และกมลพร สุขสมพืช

“เหนื่อยก็พัก ขอแค่รักก็พอ” “เหนื่อยก็พัก ขอแค่รักก็พอ”

ทีมฟิลิกซ์ คณะนิเทศศาสตร์ ชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยสยาม ผลงานชื่อว่า  “เหนื่อยก็พัก ขอแค่รักก็พอ” งานชิ้นนี้เริ่มต้นจากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ คนรอบข้างของผู้ป่วย เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการเขียนโครงเรื่อง การออกแบบตัวละคร และนำไปสู่การผลิตในรูปแบบการ์ตูนคอมมิคออนไลน์

ทีมฟิลิกซ์ เป็นหนึ่งในตัวแทน 13 ทีมที่เข้าร่วมประกวดประกอบด้วย “วาวา” แพรพรรณ เมธาปรีชากุล “หมี” อภิชญา ไชยสนาม และ “นุ่น” กมลวรรณ  ศรีฉลองรัตน์

“เหนื่อยก็พัก ขอแค่รักก็พอ”

“วาวา” แพรพรรณ เมธาปรีชากุล

ภาพจาก https://www.facebook.com/wawagspong.zko

“วาวา” แพรพรรณ เมธาปรีชากุล เล่าว่า ด้วยความที่ชอบอ่านการ์ตูน จึงอยากนำเสนอเรื่องโรคซึมเศร้าในรูปแบบการ์ตูนออนไลน์ เพื่อที่จะทำให้กลุ่มเป้าหมายเข้าใจและรู้วิธีการแก้ปัญหา

จุดเริ่มต้นของโครงการมาจากอาจารย์แนะนำให้มาร่วมฟังบรรยาย จึงรู้สึกสนใจโครงการนี้เลยรวมทีมกับเพื่อน 3 คน ร่วมกันคิดไอเดียในการนำเสนอ จนได้เข้ามาร่วม workshop ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา และได้ผลิตผลงานออกมา

“เหนื่อยก็พัก ขอแค่รักก็พอ”

ผลงาน “เหนื่อยก็พัก ขอแค่รักก็พอ”

“เหนื่อยก็พัก ขอแค่รักก็พอ” จะมีภาพประกอบ 50 ภาพ โดยเนื้อเรื่องจะนำเสนอผ่านตัวละครที่ชื่อว่า “อบอุ่น” และ “อุ่นใจ” ซึ่งสองคนนี้เป็นพี่น้องด้วยกันมาตั้งแต่เด็กๆ วันหนึ่งอบอุ่นได้สังเกตว่าน้องชายมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เลยไปศึกษาหาข้อมูลและได้ปรึกษากับแฟนหนุ่มแต่ว่าไม่เป็นผล เพราะแฟนหนุ่มไม่ได้ใส่ใจ เนื่องจากเป็นคนที่เอาแต่ใจตนเอง

จนเขาได้เจอกับปกป้องเป็นหนุ่มนักเรียนแพทย์ได้ให้คำปรึกษาซึ่งกันและกัน จนทำให้เกิดรักสามเศร้าขึ้นมาและเรื่องราววุ่นๆ อีกมากมาย  และในเรื่องจะสอดแทรกวิธีการแก้ปัญหาต่างๆ ของโรคซึมเศร้า

“เหนื่อยก็พัก ขอแค่รักก็พอ”

“หมี” อภิชญา ไชยสนาม

ภาพจาก https://www.facebook.com/miemie.apichaya.

ขณะที่ “หมี” อภิชญา ไชยสนาม นักเรียนนอกที่สนใจการวาดการ์ตูนตั้งแต่มัธยม หมีเรียนโรงเรียน Weissenbach Schule ประเทศออสเตรีย สาขาการวาดภาพการ์ตูนออนไลน์ เรียนจบกลับมาเมืองไทย สอบเข้าคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม

“หมี” บอกว่า ที่มาเข้าร่วมโครงการนี้เพราะตัวเองสนใจที่จะนำความรู้จากการเรียนมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และโดยส่วนตัวชอบวาดการ์ตูนอยู่แล้ว จึงนำความรู้ตรงนี้มาใช้ในงานประกวด

เพราะโดยส่วนใหญ่ในสื่อออนไลน์จะทำเป็นวีดีโอหรือไม่ก็เป็นอินโฟกราฟิก จึงหาแนวคิดที่แปลกใหม่ ผลงานชิ้นนี้หมีเป็นตัวหลักในการวาดการ์ตูนในเรื่องทั้งหมด และเพื่อนในทีมช่วยกันวาดเส้นและลงสี

“หมี” เล่าต่อว่า ภูมิใจที่ได้นำความรู้จากที่เรียนมาทำประโยชน์ให้กับสังคม เพราะในประเทศไทยมีประชากรที่เป็นโรคซึมเศร้าจำนวนมากโดยเฉพาะในกลุ่มของวัยรุ่น จึงอยากนำเสนอเรื่องราวด้วยการ์ตูนออนไลน์ที่เข้ากับกลุ่มเป้าหมายให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

“เหนื่อยก็พัก ขอแค่รักก็พอ”

“นุ่น” กมลวรรณ ศรีฉลองรัตน์

ภาพจาก https://www.facebook.com/kmwnoon

อีกคนในทีมคือ “นุ่น” กมลวรรณ ศรีฉลองรัตน์ จบจากโรงเรียนสมุทรสาครบูรณะ และเป็นอีกคนที่ชอบวาดการ์ตูนจึงเลือกเรียนในคณะนิเทศศาสตร์ เอกการวาดการ์ตูน

“นุ่น” เล่าว่าที่เข้ามาแข่งขันโครงการนี้เพื่ออยากให้ทุกคนตระหนักรู้ถึงอาการและวิธีการแก้ปัญหาของโรคซึมเศร้า ที่สำคัญเขาอยากเผยแพร่สิ่งที่มีประโยชน์ให้แก่สังคม จึงนำเสนอเนื้อหาใน Web comics เช่น ookbee comics, web toonที่ตรงกับกลุ่มวัยรุ่น

โดยในเว็บจะมีการ์ตูนมากมายที่เด็กวัยรุ่นสนใจ การอ่านการ์ตูนไม่ใช่เฉพาะเรื่องความรักที่ไร้สาระ มีทั้งให้ความรู้ เช่นพระราชกรณียกิจของในหลวง, ประวัติศาสตร์, การทำเพื่อสังคม, การสอนลดความอ้วน และอีกมากมาย

“จากที่ได้เข้ามาประกวด รู้สึกได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ และได้มีโอกาสนำสิ่งที่เราได้เรียนมาสร้างประโยชน์ให้กับคนอื่นได้จริงๆ” นุ่น กล่าวทิ้งท้าย

“เหนื่อยก็พัก ขอแค่รักก็พอ”

 

“เหนื่อยก็พัก ขอแค่รักก็พอ”

ขณะที่ “ทีม MET-DESCI” ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ใช้ Key message หลัก คือ “อย่าตัดสินไปก่อน และเรียนรู้ที่จะอยู่เคียงข้างผู้ป่วย” โดยคาดหวังให้ผู้ชมได้เห็นถึงการเปิดใจ และปรับเปลี่ยนทัศนคติต่อผู้ป่วยโรคซึมเศร้า และรู้วิธีปฏิบัติตัวเมื่อมีคนใกล้ชิดป่วยเป็นโรคซึมเศร้า

 

“เหนื่อยก็พัก ขอแค่รักก็พอ”

ณัฐนนท์ ซ่อนกลิ่น ,อัญชลี สาระคร และกมลพร สุขสมพืช ช่วยกันอธิบายว่า สื่อที่นำไปเผยแพร่แบ่งออกเป็น Viral Video และ Infographic poster  สำหรับ Video ได้ใช้การเปรียบเทียบเชิงสัญลักษณ์แทนการแสดงทัศนคติของคนที่มีต่อผู้ป่วยโรคซึมเศร้า อีกทั้งได้ตีความข้อมูลมาเป็นประโยคสั้นๆ ที่เข้าใจง่าย และเป็นที่จดจำ

ส่วน Infographic poster ใช้จำนวน 4 อัน แสดงถึงความสอดคล้องกับเนื้อหาใน Video และได้เพิ่มข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เพื่ออธิบายเพิ่มต่อจากเนื้อหาใน Video

“เหนื่อยก็พัก ขอแค่รักก็พอ”

“เหนื่อยก็พัก ขอแค่รักก็พอ”

“โครงการนี้ให้ประโยชน์กับพวกเรามากทั้งความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับโรคซึมเศร้า ขอบคุณโครงการดีๆ ที่ทำให้นักศึกษาอย่างพวกเรามีพื้นที่ในการสื่อสารข้อมูลที่เราอยากจะช่วยเหลือคนอื่นต่อไปและด้วยความที่เราไม่ได้ถนัดในด้านนี้มากแต่เราคิดแค่ว่าทำสื่อนี้เพื่อได้ช่วยคนอื่น แค่นี้พวกเราก็มีความสุขแล้ว” ทีม MET-DESCI กล่าว

“เหนื่อยก็พัก ขอแค่รักก็พอ”

“เหนื่อยก็พัก ขอแค่รักก็พอ”

นพ. พงศ์เกษม ไข่มุกด์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า โครงการ “ Idea for change ”จุดประกายความคิด สร้างสรรค์สื่อดีสู่สังคม จัดขึ้นเพื่ออยากให้ประชาชนเห็นถึงความสำคัญของโรคซึมเศร้า ในประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคนี้ 1.5 ล้านคน หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาจเกิดอาการเรื้อรัง และเป็นภัยแก่ชีวิตได้ ซึ่งโรคซึมเศร้าสามารถรักษาให้หายได้ด้วยการพูดคุยจากครอบครัว บุคคลรอบข้าง จะเป็นก้าวแรกในการฟื้นคืนจากโรคซึมเศร้าได้ ทางกรมสุขภาพจิตจึงตระหนักกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

“เหนื่อยก็พัก ขอแค่รักก็พอ”

นพ. พงศ์เกษม ไข่มุกด์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต

เรียนวิทย์แต่มาเป็นเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/301224

เรียนวิทย์แต่มาเป็นเกษตรกร

คุณภาพชีวิต, 10อาชีพสายวิทย์

เรียนสายวิทยาศาสตร์แล้วจะไปทำอาชีพอะไรบ้างนะ หาคำตอบได้จาก 10อาชีพสายวิทย์ในงานEnjoy Science Careers Year 2 ที่รวมหลากหลายอาชีพเป็นทางเลือกให้เยาวชนคนรุ่นใหม่

          “เราเรียนสายวิทยาศาสตร์แล้วจะไปทำอาชีพอะไรบ้างนะ” คำถามนี้หากย้อนกลับไปเพียงไม่กี่ปีก่อน เราคงได้ยินคำตอบที่วนเวียนกันอยู่เพียงไม่กี่อาชีพ เช่น หมอ วิศวกร เป็นต้น

แต่ในวันนี้คำตอบของเยาวชนรุ่นใหม่มีความหลากหลายและความน่าสนใจเพิ่มมากขึ้น ด้วยโอกาสในการทำความรู้จักกับอาชีพอื่นๆ อีกมากมายที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ในโครงการ Enjoy Science Careers Year 2 สนุกกับอาชีพวิทย์ ปีที่ 2 ปีนี้มีอาชีพให้น้องๆ เยาวชนเลือกถึง 10 อาชีพ

หนึ่งในนั้นที่กำลังได้รับความสนใจจากเยาวชนคือ อาชีพ “เกษตรกรยุคใหม่ (Smart Farmer)” ไปติดตามรายละเอียดได้กับ “อนุสรา อารีการ” คมชัดลึก ออนไลน์

เรียนวิทย์แต่มาเป็นเกษตรกร

อาชีพเกษตรกร เปลี่ยนชีวิตหนุ่มน้อยคนหนึ่งที่มุ่งมั่นจะเรียนในด้านนี้และประสบความสำเร็จจนมีฟาร์มเป็นของตัวเอง และที่สำคัญทำให้คนรอบข้างเห็นว่าอาชีพนี้ก็มีคุณค่า โดยยึดหลักที่ว่า เรียนแล้วต้องนำความรู้มาพัฒนาบ้านเกิดของตนเอง และทำให้การเกษตรสมบูรณ์มากที่สุด

เรียนวิทย์แต่มาเป็นเกษตรกร

พงษ์พัฒน์ แก้วพะเนาว์

“ปลิว” พงษ์พัฒน์ แก้วพะเนาว์ ปัจจุบันอายุ 25 ปี  เรียนจบระดับปริญญาตรี คณะเกษตรศาสตร์ สาขาการส่งเสริมพัฒนาการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จากเด็กที่มีความฝันอยากเรียนด้านเกษตร จนก้าวสู่เจ้าของแก้วพะเนาว์ Organic Farm  ที่ตำบลนาภู อำเภอยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม โดยยึดหลักเศรษฐกิจของในหลวงรัชกาลที่ 9  มาดัดแปลงทางการเกษตรนำไปเผยแพร่สู่ชนบทที่ขาดแคลนความรู้เรื่องการทำเกษตร

“ปลิว” มีความฝันที่จะเรียนด้านเกษตรตอนอายุ 15 ปี เนื่องจากเห็นรุ่นพี่ผสมเกสรต้นโป๊ยเซียน   จนได้พันธุ์ใหม่ขึ้นมา และทำรายได้อย่างมหาศาล แต่ครอบครัวไม่สนับสนุน เนื่องจากครอบครัวมีอาชีพทำนา  จึงอยากให้เขารับราชการ

เรียนวิทย์แต่มาเป็นเกษตรกร

ภาพจากเพจ แก้วพะเนาว์ Organic Farm

ทว่าเขาแอบไปสมัครเรียนวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี จังหวัดร้อยเอ็ด ขณะที่เรียนเขาได้รับทุนนักศึกษาแลกเปลี่ยนไปเรียนรู้ที่อิสราเอล 2 เดือน ได้เรียนรู้การปลูกพืชในพื้นที่ ที่เพาะปลูกยาก การปรับสภาพดิน การบริหารจัดการน้ำ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ และกลับมาเรียนต่อปริญาตรีจนจบ

หลังจากเรียนจบ “ปลิว” ตั้งใจไว้ว่าจะนำความรู้และงานวิจัยที่ศึกษามาพัฒนาบ้านเกิดของตนเอง เพื่อทำให้คนรอบข้างเห็นว่าอาชีพเกษตรกรไม่ได้ด้อยไปกว่าอาชีพอื่น โดยเฉพาะการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการทดสอบดิน และน้ำ ของแต่ละพื้นที่เพื่อให้การเกษตรมีความสมบูรณ์ให้ผลผลิตมากที่สุด

เรียนวิทย์แต่มาเป็นเกษตรกร

ภาพจากเพจ แก้วพะเนาว์ Organic Farm

และได้คิดค้นระบบเกษตรอินทรีย์ที่เน้นในเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มีหลักการสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ สุขภาพ นิเวศ ความเป็นธรรม และการดูแลเอาใจใส่ โดยเน้นหลักการปรับปรุงดิน การเคารพต่อศักยภาพทางธรรมชาติของพืชสัตว์และนิเวศ

ปัจจุบัน แก้วพะเนาว์ Organic Farm สร้างรายได้ให้กับ “ปลิว” เดือนละ 70,000 บาท เฉลี่ยปีละ 800,000 บาท โดยส่งออกผัก  เช่น คะน้า พริก ผักกาด ตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ

เรียนวิทย์แต่มาเป็นเกษตรกร

ภาพจากเพจ แก้วพะเนาว์ Organic Farm

ในอนาคตมีความฝันว่าจะส่งผักขายที่ประเทศยุโรป และยังเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มธนาคารใบไม้ให้กับโรงเรียน เพื่อให้เด็กๆ ได้รู้จักการทำปุ๋ยอินทรีย์ง่ายๆ จากใบใม้ อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้น้องๆ นักศึกษาที่อยากจะมาฝึกงานเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ได้เรียนรู้ไม่ว่าจะเป็น การสร้างระบบให้น้ำผัก การทำปุ๋ยหมักโดยไม่พลิกกลองกลับทำแบบคอนโด เป็นต้น

เรียนวิทย์แต่มาเป็นเกษตรกร

“อาชีพเกษตรกรสำหรับผมไม่ใช่เกษตรที่ดำนา ปลูกข้าว แต่เป็นอาชีพที่เรียกว่า “Smart Farmer”   มีหน้าที่นำองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มาปรับใช้และแก้ไขปัญหาของพื้นที่ทำการเกษตร อีกทั้งยังเป็นอาจารย์สอนให้ชาวบ้านทำการเกษตรอย่างถูกวิธีเพื่อทำให้ผลผลิตมีคุณภาพ ” ปลิว” เล่า

เรียนวิทย์แต่มาเป็นเกษตรกร

เรียนวิทย์แต่มาเป็นเกษตรกร

ภาพจากเพจ แก้วพะเนาว์ Organic Farm

นอกจากอาชีพเกษตรกรยุคใหม่แล้ว ยังมีอีก 9 อาชีพในสายวิทย์ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ ที่เยาวชนมีโอกาสในการเลือกเข้าศึกษาต่อในด้านที่สนใจ ไม่ว่าจะเป็น

“วิศวกรระบบดาวเทียม (Satellite Engineer)” คนที่สนใจเรียนทางด้านนี้จะต้องเรียนรู้หลากหลาย เช่น อวกาศและการบิน ภูมิศาสตร์ ฟิสิกส์ คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยี เป็นต้น เพื่อทำงานวิจัย พัฒนา ควบคุมระบบดาวเทียม ให้เกิดประโยชน์แก่มนุษย์

เรียนวิทย์แต่มาเป็นเกษตรกร

“นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientist)”  เป็นการบริหารจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ มาพัฒนาเป็นโมเดลที่สามารถทำนายอนาคตได้อย่างแม่นยำ สามารถนำโมเดลมาใช้ในการปรับปรุงผลิตภัณฑ์

ประกอบกับการตัดสินใจทางธุรกิจ และเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่สำคัญในการพัฒนาธุรกิจทุกประเภท หากเยาวชนต้องการเรียนต่อทางด้านนี้จะต้องศึกษาโมเดล คอมพิวเตอร์สถิติ การเงินการบัญชี การเขียนโปรแกรม

“นักวิเคราะห์การลงทุน (Investment Analyst)” อาชีพนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งได้ว่า “ผู้ชี้แนะทิศทางการลงทุน” ทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลการเงินและการลงทุน ประมวลข่าวสารแนวโน้มของธุรกิจ อุตสาหกรรม เศรษฐกิจ  และนำผลการวิเคราะห์มาสร้างแบบจำลองทางการเงิน ถ้าถามว่าอาชีพนี้เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์อย่างไร ต้องตอบเลยว่า เกี่ยวข้องเป็นอย่างมากในด้านของการวิเคราะห์ข้อมูลที่จะต้องนำหลักการทางวิทยาศาสตร์มาวิเคราะห์

เรียนวิทย์แต่มาเป็นเกษตรกร เรียนวิทย์แต่มาเป็นเกษตรกร

“วิศวกรหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (Robotic and Mechatronic Engineer)” เรียกได้ว่า เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่เยาวชนสนใจและสามารถสร้างรายได้ให้กับผู้ที่มีความสามารถในด้านนี้ได้เป็นอย่างดี โดยอาชีพนี้เมื่อเรียนจบแล้วสามารถทำงานได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น วิศวกร อาจารย์ นักวิจัยคิดค้นระบบ และอาชีพนี้ใช้ความรู้หลายแขนงในการผสมผสานกัน โดยเฉพาะฟิสิกส์ การเขียนโปรแกรม อิเล็กทรอนิกส์ วิศวกรรมไฟฟ้า คณิตศาสตร์ และวิศวกรรมเครื่องกล

“ผู้ดูแลสมรรถภาพนักกีฬา (Strength and Conditioning Coach)” อาชีพนี้ไม่ต่างจากหมอมากนัก เพราะเป้าหมายคือการดูแลรักษาชีวิตคน และอาชีพนี้ผู้เชี่ยวชาญไม่จำเป็นต้องเล่นกีฬาเป็นแค่มีใจรักก็เพียงพอแล้ว ลักษณะงานจะเป็นการพัฒนาศักยภาพ ความสามารถของนักกีฬาให้มีความพร้อมและความสมบูรณ์สูงสุด ทั้งร่างกายและจิตใจ รวมทั้งรักษาฟื้นฟูและให้คำแนะนำในการบริหารกล้ามเนื้อที่เหมาะสมกับนักกีฬา

“นักวิจัยวัสดุนาโน (Nano Material Researcher)” สำหรับ อาชีพนักวิจัยวัสดุนาโน เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่กำลังเป็นที่ต้องการ เนื่องจากผู้เรียนน้อย โดยเยาวชนที่จะศึกษาต่อด้านนี้จะต้องเรียนสาขาวิทยาศาสตร์ วัสดุศาสตร์ วิศวกรรมนาโน นาโนวิทยาหรือนาโนเทคโนโลยี ซึ่งจะเรียนเกี่ยวกับการคิดค้น พัฒนาเพื่อสร้างวัสดุที่มีคุณสมบัติใหม่ เพื่อให้สามารถนำไปใช้งาน เช่น ไส้กรองนาโนจากเซรามิกเคลือบเงินสำหรับเครื่องผลิตน้ำดื่มสะอาด

เรียนวิทย์แต่มาเป็นเกษตรกร เรียนวิทย์แต่มาเป็นเกษตรกร

“ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย (Health Environmental and Safety Specialist)” สำหรับอาชีพนี้จะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในการทำงาน ซึ่งเป็นที่ต้องการมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ต้องใช้เครื่องจักรหรือสารเคมีในการผลิต อาชีพนี้สามารถทำได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย โดยหัวใจสำคัญแห่งความสำเร็จของอาชีพนี้คือ ความสามารถในการบูรณาการองค์ความรู้ด้านต่างๆ เพื่อคิดวิเคราะห์ วางแผน และป้องกันอันตรายจากการทำงานและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“วิศวกรระบบราง (Raitway Systems Engineer)” ลักษณะการทำงานของอาชีพนี้จะออกแบบ  ก่อสร้าง และซ่อมบำรุงโครงสร้างพื้นฐานทางราง รวมถึงการวางแผนและควบคุมการเดินขบวนรถ เพื่อพัฒนาระบบขนส่งทางรางให้มีประสิทธิภาพ หากต้องการเรียนต่อทางด้านนี้จะต้องจบสายวิทย์-คณิต เท่านั้น สามารถเรียนต่อในสาขาวิศวกรรมขนส่งทางรางหรือเทคโนโลยีระบบราง อาชีพวิศวกรระบบรางถือว่าเป็นอาชีพน้องใหม่ที่กำลังเป็นที่ต้องการในปัจจุบันเป็นอย่างมาก

เรียนวิทย์แต่มาเป็นเกษตรกร

“วิศวกรเสียง (Sound Engineer)” ถ้าพูดถึงเรื่องเสียง (Sound) เราจะนึกถึงสายนิเทศศาสตร์ ที่จะต้องใช้เสียงประกอบภาพยนตร์หรือละคร แต่สำหรับอาชีพวิศวกรเสียงไม่ได้แค่นำไปใช้แต่จะทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของเสียงและผสมผสานเสียงให้มีความสมบูรณ์มากที่สุด โดยใช้วิธีการวิเคราะห์ ควบคุม จัดการ สร้างสรรค์รูปแบบเสียงไปใช้ประกอบทางด้านอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมบันเทิง ภาพยนตร์ วิทยุ     เพื่อยกระดับคุณภาพของงานให้โดดเด่น

เรียนวิทย์แต่มาเป็นเกษตรกร

ขณะที่ “น้องบีม” นพรัตน์ แสงนิล นักเรียนชั้น ม. 3 โรงเรียนวัดแหลมฟ้าผ่า จังหวัดสมุทรปราการ ตัวแทนเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการ เล่าว่า  เขาอยากทำอาชีพเป็นเกษตรยุคใหม่ เพราะว่าในปัจจุบันนี้คนไทยบางส่วนใช้สารเคมีในทางที่ผิดนำไปใช้ไล่แมลงทำให้ผักที่เรารับประทานมีสารผิดติดอยู่  ผักที่ไม่มีสารพิษที่เกิดจากธรรมชาติมันดีกว่า เลยเป็นแรงจูงใจให้เขาอยากเป็นเกษตรยุคใหม่ที่ทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ  ให้กับประชาชนได้กินผักที่ปลอดสารพิษและมีประโยชน์

เรียนวิทย์แต่มาเป็นเกษตรกร

“น้องบีม” นพรัตน์ แสงนิล

โครงการ Enjoy Science Careers Year 2 สนุกกับอาชีพวิทย์ ปีที่ 2 ทำให้หนูมีโอกาสได้รู้จักกับอาชีพต่างๆ มากมาย และทำให้มีแรงบันดาลใจในการศึกษาต่อ โดยเฉพาะอาชีพเกษตรกรที่เป็นอาชีพในฝันของหนู เพราะที่บ้านทำอาชีพเกษตร หนูจึงอยากเรียนต่อในด้านนี้ “น้องบีม” เล่า

ด้าน รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า จากภารกิจหลักของกระทรวงวิทยาศาสตร์ ในการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศ เพื่อสร้างปัญญาในสังคมอันจะนำไปสู่การพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม การเดินหน้าสานต่อโครงการ Enjoy Science Careers : สนุกกับอาชีพวิทย์ สู่ปีที่ 2 “ ครั้งนี้จะเป็นต้นแบบสำคัญในการร่วมกันผลักดันและสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนในการประกอบอาชีพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น ตลอดจนสร้างความตระหนักทางด้านวิทยาศาสตร์อันจะนำไปสู่สังคมวิทยาศาสตร์ที่ยั่งยืนต่อไปในอนาคต”

เรียนวิทย์แต่มาเป็นเกษตรกร

รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) เปิดเผยว่า อาชีพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาประเทศในหลายๆ ด้าน ความต้องการบุคลากรที่มีความรู้และทักษะด้านสะเต็มจึงมีเพิ่มมากขึ้นในทุกๆ ปี

ดังนั้นโครงการจึงได้คัดเลือกอาชีพที่น่าสนใจและสอดคล้องกับแผนพัฒนาประเทศไทยในยุค 4.0 โดยเน้นให้เยาวชนได้เรียนรู้ผ่านนิทรรศการและกิจกรรม รวมถึงได้พบปะพูดคุยกับบุคคลต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในอาชีพนั้นๆ พร้อมสนุกและเรียนรู้ไปกับการใช้อุปกรณ์และเครื่องมือของอาชีพต่างๆ ที่ใช้ในภาคปฏิบัติจริง โดยมุ่งหวังว่าเมื่อเยาวชนเข้าร่วมกิจกรรมของนิทรรศการชุดนี้แล้ว จะมีทัศนคติที่ดีต่ออาชีพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น

เรียนวิทย์แต่มาเป็นเกษตรกร

ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.)