“วิษณุ” แจง “ฮิวแมนไรท์วอทช์” ห่วงละเมิดเสรีภาพในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/310008

“วิษณุ” แจง “ฮิวแมนไรท์วอทช์” ห่วงละเมิดเสรีภาพในไทย

 ผิด, กฎหมาย, เสรีภาพ, อำนาจ, วิษณุ, ฮิวแมนไรท์วอทช์

“วิษณุ” แจง “ฮิวแมนไรท์วอทช์” ระบุ รัฐบาลไทยใช้อำนาจละเมิดเสรีภาพ เหตุ ไม่ได้อยู่ในภาวะปกติ จะคาดหมายเหมือนช่วงปกติไม่ได้ ชี้ เพจไหนผิดกม.ต้องจัดการ

19 ม.ค.61 – นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีฮิวแมนไรท์วอทช์ เผยแพร่รายงานความกังวลถึงทางการไทยใช้อำนาจละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นประชาชน ว่า ในมุมของรัฐบาลจะไม่มีท่าทีอะไร แต่ขอให้ถามประชาชนคนทั่วไปว่ารู้สึกอย่างไร และรู้สึกอย่างนั้นหรือเปล่า และยังรู้สึกว่าลำบากลำบนชีวิตลำเค็ญ จนไม่สามารถแสดงความคิดและเสรีภาพ หรือไม่ อย่างไรก็ตามต้องเข้าใจว่าเรายังไม่ได้อยู่ในภาวะปกติ เพราะมีคำสั่งคสช. มาตรา 44 ต้องยอมรับว่าสถานะการณ์บ้านเรายังเป็นแบบนี้อยู่ อีกทั้งเวลาทูตแขกบ้านแขกเมืองมาพบตน พวกเขาก็แสดงความรู้สึกว่าจะคาดหมายเหมือนช่วงเวลาปกติไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็ต้องทำใจรอจนเข้าสู่ระบบเลือกตั้ง ทุกอย่างเปลี่ยนไป และถ้ามีอะไรเกิดขึ้นค่อยเอามาตรฐานตอนนั้นไปเทียบ
“มาตรฐานตอนนี้ของประเทศ อย่าลืมไปว่าเป็นมาตรฐานของประเทศ ภายหลังการยึดอำนาจของคสช. แม้ว่าจะมีรัฐธรรมนูญก็ตาม แต่ก็ยังมีอำนาจของคสช. เหลืออยู่ แล้วจะมาบอกว่าไม่เหมือนตอนนั้นตอนนี้ มันพูดอย่างนั้นไม่ได้ ซึ่งเวลาที่ทูตมาพบไม่มีใครพูดแบบนี้เลย เขาถามแต่เรื่องเลือกตั้ง ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ต้องถาม ผมจะได้ตอบเกี่ยวกับโร้ดแมป” รองนายกฯ วิษณุ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่เพจไข่แมวที่ถูกปิดไป จะเกี่ยวข้องกับรัฐบาลหรือไม่ที่เป็นผู้สั่งปิด นายวิษณุ กล่าวว่า ตนไม่รู้ และไม่รู้จะตอบอย่างไร แต่ถ้าเพจ คลิป ไลน์ ที่ผิดกฎหมาย แน่นอนเขาก็ต้องจัดการ แต่ถ้าเพจใดไม่ผิดกฎหมาย ขอถามว่าจะเอาอำนาจอะไรไปจัดการ.

สั่งคุก-ห้าม “ธาริต” นั่งเก้าอี้ จนท.รัฐ 5 ปี (ละเอียด)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/309997

สั่งคุก-ห้าม “ธาริต” นั่งเก้าอี้ จนท.รัฐ 5 ปี (ละเอียด)

ดีเอสไอ, คุก, ห้าม, นั่ง, จนท.รัฐ, ปกปิด, ทรัพย์สิน, ศาล, ธาริต

ศาลฯ สั่งคุก 3 เดือน – ห้าม “ธาริต” นั่งเก้าอี้ จนท.รัฐ 5 ปี คดีปกปิดทรัพย์สิน พฤติการณ์จงใจ แจ้งเท็จ 4 บัญชีเงินฝาก- หุ้น-ที่ดินปากช่องของตัวเอง-เมีย

ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ.แจ้งวัฒนะ วันที่ 19 ม.ค.61 เวลา 09.30 น. นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา เจ้าของสำนวนคดีหมายเลขดำ อม.177/2560 และองค์คณะรวม 9 คนนัดพิจารณาคดีครั้งแรกเพื่อสอบคำให้การจำเลย ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยข้อกล่าวหา นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและอดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ที่พ้นจากราชการตามคำสั่งไล่ออก (คำสั่งสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี หรือ สลน. เมื่อวันที่ 3 เม.ย.60) ผู้คัดค้าน จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จฯ ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 หลัง ป.ป.ช.มีมติเอกฉันท์ ชี้มูลความผิด

โดย ป.ป.ช. ผู้ร้อง ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องระบุว่า นายธาริต ผู้คัดค้าน ดำรงตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอ ซึ่งเป็นส่วนราชการระดับกรมในสังกัดกระทรวงยุติธรรม เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 19 ต.ค.52 อยู่ในตำแหน่งครบ 3 ปีเมื่อวันที่ 18 ต.ค.55 และพ้นจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.57 แล้วได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 3 เม.ย.60 ซึ่งผู้คัดค้านไม่แสดงรายการทรัพย์สินที่เป็นเงินฝากธนาคาร 4 บัญชี , เงินลงทุนในหุ้นบริษัท 2 แห่ง , สิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน 2 แปลงของตนเองและนางวรรษมล เพ็งดิษฐ์ คู่สมรสของผู้คัดค้าน และเงินฝากธนาคารอีก 2 บัญชี ที่ผู้คัดค้านและคู่สมรสทราบอยู่แล้วว่ามอบหมายให้อยู่ในความครอบครองดูแลของนายปิยฤกษ์ อรรถกานต์รัตน์ หลานของนางวรรษมล โดยผู้คัดค้านกลับปกปิดไม่แสดงรายการทรัพย์สินดังกล่าว จึงขอให้ศาลฎีกาฯ วินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินพร้อมเอกสารประกอบการกรณีทุก 3 ปีที่อยู่ในตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอ ต่อ ป.ป.ช. ผู้ร้อง ด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ห้ามมิให้ผู้คัดค้านดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นเวลา 5 ปีนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 41, 119

นายธาริต ผู้คัดค้านให้การรับสารภาพ เช่นเดียวกับที่ได้ยื่นคำแถลงเป็นลายลักษณ์อักษรเมื่อวันที่ 1 ธ.ค.60 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ องค์คณะพิเคราะห์แล้วเห็นว่า รายการเงินฝากธนาคาร 4 บัญชี ได้แก่ บัญชีออมทรัพย์ ธ.กรุงไทย สาขาซอฟต์แวร์ปาร์ค กว่า 200,000 บาท , บัญชีออมทรัพย์ ธ.กสิกรไทย สาขาสุขุมวิท 33 กว่า 14,000 บาท , บัญชีออมทรัพย์ ธ.ธนชาติ สาขาบางซื่อ กว่า 1,300 บาท และบัญชีฝากประจำ ธ.ธนชาติ สาขาชิดลม กว่า 4 ล้านบาท

และเงินฝากธนาคารอีก 2 บัญชีที่อยู่ในความครอบครองดูแลของนายปิยฤกษ์ อรรถกานต์รัตน์ หลานของนางวรรษมล ภรรยาของนายธาริต คือ บัญชีออมทรัพย์ ธ.ธนชาติ สาขาศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ อาคารบี กว่า 30,000 บาท และบัญชีฝากประจำ ธ.ธนชาติ สาขาศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ อาคารเอ กว่า 3 ล้านบาท กับเงินลงทุนในหุ้นบริษัท 2 แห่งของนางวรรษมล ภรรยานายธาริต อีกกว่า6 ล้านบาท พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา นั้น ป.ป.ช.ผู้ร้องได้แจ้งให้ผู้คัดค้านชี้แจงแล้ว แต่ผู้คัดค้านเพิกเฉย

โดย นายธาริต ผู้คัดค้าน ก็เป็นหัวหน้าส่วนราชการระดับกรม ดำรงตำแหน่งระดับสูงซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมายในการแสดงความโปร่งใสในการแจ้งบัญชีทรัพย์สิน รวมถึงทรัพย์สินที่มอบหมายให้คนอื่นดูแลทั้งทางตรงและทางอ้อม

ดังนั้นการไม่แสดงบัญชีธนาคารทั้ง 4 ฉบับที่ตัวเองเป็นเจ้าของ ทั้งที่มีเงินหมุนเวียนจำนวนมาก กับเงินลงทุนหุ้นบริษัทแห่งหนึ่งของนางวรรษมล ภรรยา จำนวน 6 ล้านบาทถือว่ามีมูลค่าสูงซึ่งรับโอนมาก่อนวันที่กำหนดยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สิน และยังมีอีกบริษัทที่นางวรรษมล มีอำนาจลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คซื้อที่ดินที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมาได้ ซึ่งที่ดินทั้ง 2 แห่งก็มีนางวรรษมลเป็นเจ้าของ มีการขอเลขที่บ้าน แสดงให้เห็นว่าบ้านเป็นสิ่งปลูกสร้างที่สามารถคำนวณมูลค่าได้ แม้ถ้ายังไม่มีสำเนาทะเบียนบ้านก็ต้องแนบภาพถ่ายมาแสดง ขณะที่บัญชีธนาคาร 2 ฉบับของนายปิยฤกษ์ หลานของนางวรรษมลนั้น นายปิยฤกษ์เป็นเพียงนักศึกษาไม่มีรายได้แต่มีเงินหมุนเวียนในบัญชีจำนวนมาก และปรากฏว่านางวรรษมลได้ให้โอนค่าเช่าที่ดินเข้าบัญชีนายปิยฤกษ์ จึงถือเป็นทรัพย์ที่นางวรรษมลและผู้คัดค้านมอบให้หลานดูแล ต่อ ป.ป.ช. ผู้ร้องกรณีทุก 3 ปีที่อยู่ในตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอ จึงเป็นการปกปิดไม่แสดงรายการแห่งทรัพย์สินของตนเองและนางวรรษมล เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ผู้ร้องตรวจสอบพบ ซึ่งมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าผู้คัดค้านมีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้น

องค์คณะผู้พิพากษา จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า การกระทำดังกล่าวของ นายธาริต ผู้คัดค้านเป็นการจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบทุก 3 ปี ขณะอยู่ในตำแหน่ง อธิบดีดีเอสไอ

จึงพิพากษา ห้าม  นายธาริต ผู้คัดค้าน ดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ 3 เม.ย.60 ที่ได้พ้นจากตำแหน่งที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 41 วรรคหนึ่ง

และยังมีความผิด ตาม ม.119 อีกด้วย จึงให้จำคุก 6 เดือนและปรับ 10,000 บาท ผู้คัดค้านให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือนและปรับ 5,000 บาท ซึ่งไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี

ขณะที่วันนี้ ทั้งก่อนและหลังฟังคำพิพากษา นายธาริต อดีต อธ.ดีเอสไอ ก็เดินทางไป-กลับโดยพยายามหลบเลี่ยงผู้สื่อข่าวสื่อ และก็ไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า กรณีของ นายธาริต นั้น  ป.ป.ช.ได้ตรวจสอบทรัพย์สิน กระทั่งชี้มูลความผิดเมื่อวันที่ 10 มี.ค.59 ด้วยมติเป็นเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 ว่ามีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติขณะดำรงตำแหน่งดีเอสไอรวมมูลค่ากว่า 346 ล้านบาท โดยได้อายัดทรัพย์ที่มีชื่อของนายธาริต , นางวรรษมล คู่สมรส และบุคคลที่เกี่ยวข้องถือครองแทนไว้ชั่วคราวก่อนหน้านี้กว่า 90 ล้านบาท ซึ่งได้ส่งสำนวนให้อัยการสูงสุด ยื่นฟ้องเป็นคดีแพ่งแล้ว ซึ่งทรัพย์สินที่ถูกอายัดไว้กว่า 90 ล้านอยู่ระหว่างรอศาลแพ่ง ไต่สวนพยานฝ่ายนายธาริต ผู้คัดค้าน.

เพื่อไทย ชี้ขยายเวลา กม.เลือกตั้ง เอื้อ “บิ๊กตู่” นั่งนายกฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/309990

เพื่อไทย ชี้ขยายเวลา กม.เลือกตั้ง เอื้อ “บิ๊กตู่” นั่งนายกฯ

 นายกฯ, พรรคใหม่, เอื้อ, พ.ร.ป., เลือกตั้ง, ขยายเวลา, พลภูมิ, บิ๊กตู่

“พลภูมิ” ชี้ขยายเวลาพ.ร.ป.เลือกตั้งส.ส. เอื้อ พรรคใหม่ หนุน “บิ๊กตู่” นั่งนายกฯต่อ

19 ม.ค. 61 – นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ อดีต ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกระแสข่าวคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. จะปรับแก้ให้กฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้หลังประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา 90 วัน ว่า ถ้าดูผิวเผินก็จะไม่มีอะไรเพราะในภาวะปกติ ฝ่ายนิติบัญญัติสามารถแก้ไขกฎหมายให้การบังคับใช้ถูกยืดระยะเวลาออกไปได้ เพื่อให้เกิดการเตรียมพร้อมหรือปรับตัวของผู้ที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ที่น่าสนใจคือขณะนี้ทุกคนต่างเฝ้ารอการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว กระแสข่าวที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เรื่องปกติ ส่อว่ามีเจตนาอื่นแอบแฝงซ่อนเร้นอะไรอยู่หรือไม่ เพราะกฎหมายพรรคการเมืองก็ถูกขยายเวลา โดยใช้ ม.44 ไปแล้ว
ทั้งนี้หากกรรมาธิการสนช.ปรับแก้จริงตามกระแสข่าวจะเป็นการสะท้อนชัดเจนว่า เครือข่ายแม่น้ำ 5 สายมีเจตนาขยายระยะเวลาการเลือกตั้งให้ยืดยาวออกไป และจะกระทบโร้ดแมปเลือกตั้งที่นายกฯเคยประกาศไว้ อาจเป็นความต้องการช่วยเหลือพรรคการเมืองที่จะตั้งขึ้นใหม่ เพื่อสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. เป็นนายกฯอีกครั้งให้มีเวลาเตรียมความพร้อมเข้าสู่สนามเลือกตั้งหรือไม่ การจะทำอะไรก็ควรชี้แจงเหตุผลออกมาแล้วดูว่าประชาชนจะรับได้หรือไม่.

ป.ป.ช.เปิดกรุ ครม.บิ๊กตู่ 5

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/309973

ป.ป.ช.เปิดกรุ ครม.บิ๊กตู่ 5

รวย, ชุติมา, นาฬิกา, บัญชี, หนี้สิน, ทรัพย์สิน, บิ๊กตู่ 5, ครม., กรุ, ป.ป.ช.

 “ป.ป.ช.” เปิดกรุ “ครม.บิ๊กตู่ 5” โร่แจงละเอียดยันนาฬิกา “ชุติมา” รวยสุด 238 ล้านบาท

 

19 ม.ค. 61 – สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของรัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ชุดที่ 5 ที่เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 30 พ.ย. 60 จำนวน 18 คน ในส่วนรัฐมนตรีหน้าคนใหม่ 10 คน พบว่า นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รมช.คมนาคม และคู่สมรส มีทรัพย์สินมากที่สุด 179,116,947 บาท ส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนของตนเองและคู่สมรส มีมูลค่ารวมกันกว่า 90 ล้านบาท ขณะที่คนอื่นๆ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 23,005,078 บาท โดยมีของสะสมที่น่าสนใจคือ เครื่องเล่นเปียโน มูลค่า 535,500 บาท และชุดแต่งรถยนต์วอลโว มูลค่า 197,500 บาท ด้าน พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม และคู่สมรส มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 30,234,354 บาท

นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา และคู่สมรส มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 60,014,448 บาท โดยมีทรัพย์สินที่น่าสนใจ เช่น อาวุธปืน 2 กระบอก ได้แก่ ปืนสั้นออโตเมติก ขนาด 6.35 และปืนยาวลูกกวดขนาด .22 ลำกล้องยาว 9 นิ้ว ทองคำรูปพรรณน้ำหนัก 10 บาท และนาฬิกาข้อมือ 1 เรือน ที่แจ้งว่า มีมูลค่าเกิน 200,000 บาท, นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รมว.พลังงาน มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 16,028,670 บาท , นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ และคู่สมรส มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 15,268,068 บาท โดยแจ้งว่า มีพระเครื่องจำนวน 16 องค์ แต่ไม่สามารถประเมินราคาได้ และยังมีอาวุธปืนจำนวน 3 กระบอก ปืนสั้น 2 กระบอก และปืนสั้นกึ่งอัตโนมัติอีก 1 กระบอก นาฬิกายี่ห้อ Rolex 1 เรือน มูลค่า 287,270 บาท นาฬิกายี่ห้อ Longines มูลค่า 129,026 บาท ทองรูปพรรณ และเครื่องประดับของนางขนิษฐา คู่สมรส จำนวน 12 รายการ มูลค่า 250,000 บาท

ในส่วนนายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ และคู่สมรส มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 28,489,813 บาท โดยทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นที่ดินใน จ.ชลบุรี, นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ และคู่สมรส มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 84,566,662 บาท มีทรัพย์สินที่น่าสนใจ เช่น ปืนสั้นลูกโม่ สร้อยทองคำ พร้อมพระเลี่ยมทอง 1 เส้น 25,000 บาท นาฬิกาข้อมือ จำนวน 3 เรือน ไม่ระบุยี่ห้อ แต่แจ้งว่า มีมูลค่าเรือนละ 10,000 บาท และพระพุทธรูป 17 องค์ มีราคาตั้งแต่ 500 – 2,500 บาท, นพ.อุดม คชินทร รมช.ศึกษาธิการ และคู่สมรส มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 66,934,730 บาท และนายสมชาย หาญหิรัญ รมช.อุตสาหกรรม และคู่สมรส มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 72,480,554 บาท

ส่วนรัฐมนตรีที่มีการปรับเปลี่ยนตำแหน่ง ได้แก่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี และคู่สมรส มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 35,278,559 บาท โดยได้แจ้งว่า มีนาฬิกา 3 เรือน มูลค่าตั้งแต่ 200,000 – 700,000 บาท, นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคู่สมรส มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 26,129,821 บาท, พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และคู่สมรส มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 48,804,646 บาท พบว่า มีนาฬิกา 3 เรือน มูลค่าตั้งแต่ 250,000 – 920,000 บาท, นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 113,291,318 บาท , น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รมช.พาณิชย์ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 238,861,209 บาท โดย ทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนมูลค่ารวม 134,990,201 บาท นอกจากนี้ ได้ระบุว่า มีนาฬิกา 10 เรือน มูลค่า 200,000 บาท แต่ไม่แจกแจงยี่ห้อและรุ่น และ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.แรงงาน และคู่สมรส มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 87,545,680 บาท นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และคู่สมรส มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 90,836,749 บาท

ในส่วนรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 23 พ.ย. 60 จำนวน 9 คน ประกอบด้วย พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร อดีตรองนายกรัฐมนตรี แจ้งว่า มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 187,199,090 บาท เปรียบเทียบกับกรณีเข้ารับตำแหน่งปี 57 ที่แจ้งว่า มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 186,033,607บาท พบว่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 1,165,483 บาท , พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร อดีตรมช.กลาโหม มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 56,888,681 บาท เปรียบเทียบกับกรณีเข้ารับตำแหน่งปี 57 ที่แจ้งว่ามี ทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 54,634,679 บาท พบว่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 2,254,002 บาท , นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร อดีตรมว.การท่องเที่ยวและกีฬา มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 319,090,812 บาท เปรียบเทียบกับกรณีเข้ารับตำแหน่งปี 57 ที่แจ้งว่า มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 305,195,196 บาท พบว่า มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 13,895,616 บาท โดยยังแจ้งว่า มีรายได้จากเงินล่วงหน้าค่าขายที่ดิน 4,318036 บาท รวมถึงมีนาฬิกาและเข็มขัด 7 รายการ มูลค่ารวม 1,900,000 บาท ขณะที่ของคู่สมรสแจ้งว่า มีนาฬิกา 9 รายการ มูลค่าสูงถึง 25,700,000 บาท แต่ไม่มีการระบุยี่ห้อและมูลค่าของแต่ละเรือนเอาไว้ รวมทั้งยังมีพระเครื่องและพระพุทธรูป รวม 22 รายการ มูลค่า 97,000,000 บาท

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ อดีตรมว.พาณิชย์ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 37,835,327 บาท เปรียบเทียบกับกรณีเข้ารับตำแหน่งปี 57 ที่แจ้งว่า มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 29,429,846 บาท พบว่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 8,405,481 บาท โดยเป็นทรัพย์สินในส่วนของคู่สมรสที่แจ้งว่าได้รับมรดกจำนวน 11,850,000 บาท , ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล อดีตรมช.ศึกษาธิการ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 1,322,749,324 บาท เปรียบเทียบกับกรณีเข้ารับตำแหน่งปี 57 ที่แจ้งว่า มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 1,315,332,228 บาท พบว่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 7,417,096 บาท, พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 14,173,946 บาท เปรียบเทียบกับกรณีเข้ารับตำแหน่งปี 58 ที่แจ้งว่า มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน  10,785,261 บาท พบว่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 3,388,685 บาท

นายพิชิต อัคราทิตย์ อดีตรมช.กระทรวงคมนาคม มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 154,110,490 บาท เปรียบเทียบกับกรณีเข้ารับตำแหน่งปี 59 ที่แจ้งว่า มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 149,248,389 บาท พบว่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 4,862,101 บาท , นางอรรชกา สีบุญเรือง อดีตรมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 72,330,779 บาท เปรียบเทียบกับกรณีเข้ารับตำแหน่งปี 59 ที่แจ้งว่า มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 82,235,401 บาท พบว่า มีทรัพย์สินลดลง 9,904,622 บาท และนายออมสิน ชีวะพฤกษ์ อดีตรมต.ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี มีทรัพย์สินมากกว่า 69,989,349 บาท เปรียบเทียบกับกรณีเข้ารับตำแหน่งปี 59 ที่แจ้งว่า มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 68,434,656 บาท พบว่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 1,554,693 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เป็นที่น่าสังเกตว่า ในการยื่นแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สินของรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรี ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ครั้งนี้ ส่วนใหญ่มีการแจกแจงรายละเอียดของทรัพย์สินอย่างละเอียดมากกว่าเดิม โดยเฉพาะในรายการทรัพย์สินอื่นที่เป็นเครื่องประดับ ของสะสม หรือแม้แต่ทรัพย์สินที่มีมูลค่าหลักร้อยบาทก็ยังมีในรายการแจ้งทรัพย์สินด้วย.

“นิพิฎฐ์”อัดหน่วงเวลาเลือกตั้งบิดเบือนเจตนารมณ์รธน.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/309957

“นิพิฎฐ์”อัดหน่วงเวลาเลือกตั้งบิดเบือนเจตนารมณ์รธน.

พรรคประชาธิปัตย์, นิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ, นิพิฎฐ์

“นิพิฎฐ์”อัดหน่วงเวลาเลือกตั้งบิดเบือนเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ

       19 ม.ค. 61 นายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า การหน่วงเวลาบังคับใช้กฎหมาย ส่วนใหญ่จะเป็นกฎหมายเกี่ยวกับภาษี เพื่อให้หน่วยงานราชการหรือประชาชน ปรับตัวเข้ากับระบบภาษีใหม่แต่คราวนี้เป็นการหน่วงเวลาเพื่อยืดการเลือกตั้ง เท่าที่ตนจำได้ไม่เคยมีเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน การหน่วงเวลาการเลือกตั้งโดยกฎหมายในครั้งนี้เหมือนกับการบิดเบือนเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่บัญญัติให้เลือกตั้งใน 150 วัน หลังกฎหมายใช้บังคับ

“หากเราย้อนเวลาหาอดีต การบิดเบือนเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญก่อให้เกิดวิกฤติในประเทศเกือบทุกครั้ง ก่อนนี้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยพยายามแก้รัฐธรรมนูญ ก็เกิดวิกฤติเพราะประชาชนเห็นว่า บิดเบือนเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาครั้งนี้ การหน่วงเวลาการบังคับใช้กฎหมาย ก็เท่ากับบิดเบือนเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน เพียงแต่ครั้งที่แล้วเป็นการบิดเบือนโดยผู้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ครั้งนี้ เป็นการบิดเบือนโดยผู้มาจากเผด็จการ”นายนิพิฎฐ์ ระบุ

“กรวีร์”วอนคุมราคาสินค้าก่อนขึ้นค่าแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/309952

“กรวีร์”วอนคุมราคาสินค้าก่อนขึ้นค่าแรง

ชาติไทยพัฒนา, กรวีร์

“กรวีร์”วอนรัฐบาล-พณ. คุมราคาสินค้า ก่อนปรับขึ้นค่าแรง

      19  ม.ค. 61 นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล อดีตส.ส.พรรคชาติไทยพัฒนา เรียกร้องรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ ควบคุมราคาสินค้าไม่ให้ผู้ประกอบการฉวยโอกาสขึ้นราคาเกินความจำเป็น หลังจากที่มติคณะกรรมการค่าจ้าง กระทรวงแรงงานมีมติปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศ  5 – 22 บาท และในวันที่ 23 มกราคม นี้ จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติและให้มีผลเดือนเมษายน  อย่างน้อยต้องควบคุมในช่วงก่อนที่ค่าแรงจะถูกปรับขึ้นช่วง 2 เดือนนี้

ขยายเวลาบังคับใช้กม.ส.ส.ไม่เกี่ยวนายกฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/309930

ขยายเวลาบังคับใช้กม.ส.ส.ไม่เกี่ยวนายกฯ

เสรี สุวรรณภานนท์

“เสรี”ชี้ขยายเวลาบังคับใช้กม.ส.ส. 90 วันต้องเป็นประโยชน์ส่วนรวม ปัดเกี่ยวนายกฯ อย่าสงสัยเป็นใบสั่ง

        19 ม.ค.61 นายเสรี สุวรรณภานนท์ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) กล่าวถึงกระแสข่าวว่าจะมีการขยายเวลาบังคับใช้กฎหมายว่า คงจะมีการคุยกันในวันนี้(19 ม.ค.) เพราะเป็นประเด็นที่สื่อและประชาชนให้ความสนใจ จึงต้องพิจารณาให้รอบคอบและมีคำตอบว่ามีความจำเป็นหรือไม่อย่างไร

ยืนยันว่าการพิจารณากฎหมายนั้นคงไม่ได้คำนึงถึงว่าใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบ หรือว่าเป็นประโยชน์กับใคร แต่ต้องเป็นประโยชน์โดยรวมให้มากที่สุด ส่วนที่ว่าหากขยายเวลาออกไปอาจจะทำให้นายกฯ ผิดคำพูดกับประชาคมโลกว่าจะมีการเลือกตั้งในเดือนพ.ย.ปี 2561หรือไม่นั้น คิดว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับนายกฯหรือคสช.แต่เป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติที่รับผิดชอบในการออกกฎหมาย เมื่อท่านรับปากแล้วก็ต้องเดินไปตามนั้น แต่เมื่อกฎหมายออกมาอย่างไรท่านก็ต้องปฏิบัติตามซึ่งระยะเวลา 3 เดือนที่เพิ่มขึ้นก็ไม่ได้เป็นประโยชน์กับใครมากมาย เรื่องนี้เป็นเรื่องของเหตุผลมากกว่าว่ามีเหตุผลอะไร และจำเป็นถึงขนาดนั้นหรือไม่มากกว่า อย่าเริ่มต้นที่การสงสัยว่าเป็นใบสั่งหรือไม่

“ปริญญา” ชี้ขยายวันใช้กฎหมาย ส.ส. สัญญาณเลื่อนเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/309870

“ปริญญา” ชี้ขยายวันใช้กฎหมาย ส.ส. สัญญาณเลื่อนเลือกตั้ง

เลื่อน, เลือกตั้ง, คสช., ขาลง, พ.ร.ป., ส.ส., รธน., เงื่อนไข, กดดัน, ขยายวัน, ปริญญา

“ปริญญา” ชี้ขยายวันใช้กฎหมาย ส.ส. สัญญาณเลื่อนเลือกตั้ง เหตุรธน.กำหนดเงื่อนไข พ.ร.ป.มีผลใช้บังคับ ไม่ใช่แค่ลงประกาศ ระบุส่งผลกระทบ แรงกดดันกับ คสช. ในภาวะขาลง

 

18 ม.ค. 61 – นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล นักวิชาการคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงกระแส สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อาจปรับแก้ไขระยะเวลาการบังคับใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ให้มีผลใช้บังคับภายหลังจากที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา 90 วัน ว่า ตนขอให้จับตาต่อประเด็นดังกล่าวให้ดี เพราะหากเกิดขึ้นจริง เท่ากับสัญญาณของการเลื่อนเลือกตั้งจะมีความชัดเจนมากขึ้น เพราะตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้จัดการเลือกตั้งภายใน 150 วัน หลังจากที่ พ.ร.ป. เกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับมีผลบังคับใช้ ดังนั้นแม้ ร่างพ.ร.ป. ฉบับที่เหลือจะลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา แต่ในเนื้อหาระบุว่าให้มีผลใช้บังคับ นับจากนั้นอีก 90 วัน เท่ากับการทำให้การเลือกตั้งขยับออกไป

“ผมมองว่าเป็นอีกก๊อกหนึ่ง ในกรณีที่ไม่อยากให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น หากตามเวลาที่เคยพูดไว้ คือ ไม่เกินเดือน พ.ย. 2561 จะมีการเลือกตั้ง และหาก พ.ร.ป.มีผลใช้บังคับ โดยมีเงื่อนไขระยะเวลาการบังคับใช้ เท่ากับว่าการเลือกตั้งจะเลื่อน หากเขาอยากให้เลือกตั้งช้าไปอีก 6 เดือนก็ทำได้โดยเขียนเงื่อนไขระยะเวลาการใช้บังคับเอาไว้ ซึ่งประเด็นนี้ผมมองว่าเป็นเรื่องใหญ่ แม้ที่ผ่านมาจะมีคนพูดว่าประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง แต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไปผูกไว้กับการเลือกตั้ง และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จะอยู่ต่อไปจนมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้าปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้นเมื่อยืดออกไป ก็จะมีคำถามกลับมาที่ คสช. และเกิดแรงกดดันกับ คสช. มากขึ้นในภาวะที่คสช. อยู่บนเส้นทางขาลง” นายปริญญา กล่าว.

กรธ. โต้ กมธ.เปลี่ยนวิธีเลือกส.ว. ส่อฮั้วง่ายขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/309868

กรธ. โต้ กมธ.เปลี่ยนวิธีเลือกส.ว. ส่อฮั้วง่ายขึ้น

โฆษก กรธ., สนช., เปลี่ยน, วิธีเลือก, ส.ว., กมธ., โฆษก ยกร่างฯ, กลุ่มอาชีพ, ฮั้ว, ปัญหา

โฆษกยกร่างฯ แถลงโต้ กมธ.หลังแย้มเปลี่ยนวิธีเลือกส.ว. จากเลือกไขว้ เป็นเลือกกันเองในกลุ่มอาชีพ ส่อฮั้วง่ายขึ้น ลั่น หากสนช.ดึงดันแล้วเกิดปัญหาอย่าโทษกรธ.

 

18 ม.ค. 61 – นายอุดม รัฐอมฤต โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แถลงถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะปรับเปลี่ยนวิธีการเลือกส.ว.ไขว้ 20 อาชีพเป็นเลือกภายในกลุ่มอาชีพ โดยจะลดกลุ่มอาชีพลงเหลือ 10 -15 กลุ่มว่า การลดจำนวนกลุ่มลงเหลือ 10 -15 กลุ่ม กรธ.รับได้ หากลดลงไม่มาก และยังคำนึงถึงความหลากหลายของกลุ่มอาชีพอยู่ ซึ่งกรธ.ยืนยันว่าแม้กลุ่มอาชีพลดลง แต่ก็ไม่ได้ทำให้ประสิทธิภาพของผู้ที่จะเข้ามาเป็น ส.ว.ลดลง ซึ่งแตกต่างจากความเห็นของกมธ.ที่มองว่า กลุ่มมากจะทำให้คุณภาพของผู้ที่จะเป็นมาเป็น ส.ว.ลดลง แต่ประเด็นที่กรธ.ให้ความเป็นห่วงมากคือ การปรับเปลี่ยนวิธีการเลือก จากเลือกไขว้ระหว่างกลุ่มอาชีพมาเป็นเลือกกันภายในกลุ่มอาชีพ ซึ่งกรธ.เห็นว่า วิธีเดิมที่กรธ.เสนอเป็นแนวทางที่ป้องกันการสมยอมระหว่างผู้สมัคร หรือการป้องกันการฮั้วกันได้มากกว่าวิธีที่กมธ.สนช.จะแก้ไขมาเป็นแบบเลือกตั้งเองภายในกลุ่ม เพราะเป็นการทำลายระบบการป้องกันการสมยอมตามที่กรธ.ได้คิดมา ซึ่งกรธ.ยืนยันว่า ไม่ได้ปิดกั้นวิธีการเลือกตั้งส.ว.ในรูปแบบอื่น แต่อยากได้วิธีการที่รัดกุมป้องกันการฮั้วมากกว่าที่กรธ.เสนอ

เมื่อถามว่า หากสนช.ยังยืนยันที่จะผลักดันหลักการเลือกส.ว.กันเองภายในกลุ่มจนผ่านวาระสาม กรธ.จะเสนอตั้งกมธ.ร่วม 3 ฝ่ายหรือไม่นั้น นายอุดม กล่าวว่า ที่ประชุมกรธ.ยังไม่ได้คุยกันถึงประเด็นดังกล่าว เหตุที่มาแถลง เพราะอยากให้สนช.เห็นปัญหา หากเปลี่ยนวิธีการเลือกตั้งส.ว.เป็นแบบเลือกกันเองภายในกลุ่ม

ด้าน นายนรชิต สิงหเสนี โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวว่า การลดจำนวนกลุ่มกรธ.ยอมรับได้ แต่ก็มีความเป็นห่วง เช่น กลุ่มคนพิการ และกลุ่มสตรีที่มีโอกาสทางสังคมน้อยอยู่แล้ว และยังนำไปรวมกับกลุ่มอื่น ก็ยิ่งทำให้เป็นการตัดสิทธิยิ่งเข้าไปอีก แต่ส่วนที่กังวลก็คือ การแก้ไขของสนช. จากการเลือกไขว้มาเป็นเลือกกันเองนั้น ในที่ประชุมกรธ.พูดกันว่า หากสุดท้ายแล้ว สนช.ยืนยันว่าจะเลือกกันเองภายในกลุ่ม หากเกิดการฮั้วขึ้น ก็อย่ามาโทษกรธ.ก็แล้วกัน.

“มีชัย” ระบุ สนช.ต้องแจงเหตุผลกฎหมายลูกยืดเวลาเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/309866

“มีชัย” ระบุ สนช.ต้องแจงเหตุผลกฎหมายลูกยืดเวลาเลือกตั้ง

สนช., กฎหมายลูก, เลือกตั้ง, ส.ส., มีชัย

“มีชัย” ชี้ สนช.แก้กฎหมายส.ส.ยืดเวลา 90 วัน ก่อนบังคับใช้ได้ แต่ต้องแจงเหตุผล

 

18 ม.ค. 61 – นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงกระแสข่าวที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะแก้ไขให้กฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. บังคับใช้หลังจากครบ 90 วัน นับจากประกาศในราชกิจานุเบกษา ว่า การออกกฎหมายเขียนกันปกติ เขียนมาตั้งแต่ต้น ถ้าคิดว่ากฎหมายออกไปแล้วมีผลกระทบ คนยังทำไม่ได้ ส่วนราชการต้องเตรียมตัว ก็จะกำหนดไว้ว่ากี่วัน ที่ผ่านมาเคยมีกฎหมายบางตัวกำหนดกรอบเวลาบังคับใช้ไว้มากสุด 1 ปี ถ้าสนช.จะทำ ก็ต้องอธิบายเหตุผล ส่วนที่ตั้งข้อสังเกตว่า เกี่ยวข้องกับคำสั่งคสช.ที่ 53/2560 เรื่องการแก้ไขกฎหมายลูกพรรคการเมืองนั้น ไม่ทราบ ส่วนที่มองว่าหากแก้ไขแบบนี้แล้วจะกระทบโร้ดแมปเลือกตั้งหรือไม่นั้น อย่างเพิ่งคาดการณ์ รอดูก่อนจะแก้หรือไม่ แล้วค่อยมาถาม สำหรับการพิจารณากฎหมายลูกว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว. นายสุรชัย เลี้ยงบญเลิศชัย รองประธานสนช.คนที่หนึ่ง ได้มาหารือถึงการสร้างกลไกเพื่อไม่ให้เกิดการฮั้วกันได้ แต่ทั้งนี้ก็ต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้.