“บิ๊กตู่”โวเป็นรัฐบาลแรกยกคณะมาแม่ฮ่องสอนคนมากสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/309646

“บิ๊กตู่”โวเป็นรัฐบาลแรกยกคณะมาแม่ฮ่องสอนคนมากสุด

ประยุทธ์ จันทร์โอชา, นกแอร์, ปาย, แม่ฮ่องสอน, บิ๊กตู่

“บิ๊กตู่”โวเป็นรัฐบาลแรกที่ยกคณะมาดูแลแก้ปัญหาคนแม่ฮ่องสอนคนมากที่สุด ยันไม่ได้ทำเพื่อการเมือง เผยยุทธศาสตร์สอดคล้องการแก้จน

        17 ม.ค.61 ที่หอประชุมบุญชู ตรีทอง โรงเรียนห้องสอนศึกษาในพระอุปถัมภ์ฯ ต.จองคำ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานสักขีพยานในการมอบสมุดประจำตัวผู้ได้รับการคัดเลือกให้ทำกินในชุมชน โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน (คทช.) ตามนโยบายรัฐบาล และกล่าวกับประชาชนว่า ตนมาในนามของนายกรัฐมนตรี ในนามรัฐบาล คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้าใจว่าน่าจะเป็นคณะใหญ่ที่สุดที่เคยมาจังหวัดแม่ฮ่องสอน และเป็นรัฐบาลแรกที่เอาคนมาดูแลพวกเรามากขนาดนี้ เพื่อรับฟังปัญหาต่าง ๆ ซึ่งเราให้ความสำคัญกับ จ.แม่ฮ่องสอน

เราทราบดีว่าจังหวัดมีศักยภาพอะไร มีปัญหาอุปสรรคอะไรบ้าง ซึ่งรัฐบาลนี้จะเข้ามาแก้ไขให้เป็นรูปธรรมชัดเจนยิ่งขึ้น ไม่ได้ทำเพื่อการเมืองอะไรทั้งสิ้น สำหรับตนเองนั้น ท่านคงทราบดีอยู่แล้ว ตนมาที่นี่ตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่ยศร้อยโท มากับรัฐมนตรีมหาดไทย เพราะท่านเป็นนายเก่าของตน และตนยังได้มีโอกาสตามเสด็จมาที่นี่ทุกครั้งตลอดเวลา 20 ปีที่ผ่านมา จึงทำให้ตนเข้าใจและมีความรู้เกี่ยวกับ จ.แม่ฮ่องสอนพอสมควร และจะนำแนวทางต่างๆของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาทำให้เกิดความต่อเนื่อง

    รัฐบาล”ต่อไปต้องดูแลคนทุกจังหวัด ไม่ใช่ขอให้เฉพาะพื้นที่ตัวเอง

นายกฯ กล่าวว่า ที่มาวันนี้ อยากเรียนว่า การพัฒนาประเทศเราไม่สามารถพัฒนาด้วยระบบพรรคการเมืองได้ทั้งหมด มันเป็นเรื่องของรัฐบาลทุกรัฐบาล ไม่ว่าจะรัฐบาลนี้ รัฐบาลหน้า หรือต่อ ๆ ไปก็ตาม ต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับนโยบายของพรรค คือนโยบายของรัฐบาลที่จำเป็นต้องดูแลคนทุกจังหวัด ฉะนั้น ส.ส.ต่าง ๆ ที่รับเรื่องมา จะเป็นผู้ที่ติดตามปัญหาอุปสรรค และเป็นผู้ที่นำเสนอเข้าในครม. ครม.ก็ต้องพิจารณาให้เกิดความเป็นธรรมทั่วถึงทุกจังหวัด ทุกพื้นที่ ไม่ใช่เฉพาะตามนโยบายพรรค หรือตามที่ส.ส.ขอไปเฉพาะพื้นที่ของตัวเองเท่านั้น สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดินในระยะต่อไป ซึ่งเราได้วางพื้นที่ฐานว่า

ประเทศเราต้องมียุทธศาสตร์ชาติ มีการปฏิรูปในทุกกิจกรรม ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเรื่องความเป็นอยู่ การศึกษา สาธารณะสุข ความมั่นคง การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งหมดนี้คือหัวใจของการทำงานของทุกรัฐบาล ของข้าราชการทุกคน ทั้งหมดจะต้องทำงานด้วยความโปร่งใส มีประสิทธิ์ภาพ คุ้มค่างบประมาณของรัฐบาลที่ได้มอบลงไป

ใจป้ำอะไรที่ทำได้จะทำทันทีปีนี้ ไม่ใช่สร้างคะแนนนิยม บอกคนแม่ฮ่องสอน ไม่ต้องกังวลจะทำให้ดีขึ้น

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้เราจะมาดูว่าสิ่งที่ท่านต้องการมีอะไรบ้าง อะไรที่สามารถทำให้ได้ก็จะทำทันทีในปีนี้ กราบเรียนว่ามันไม่ใช่ว่าตนมาเพื่อสร้างคะแนนนิยม ตนจำเป็นต้องมาอยู่แล้ว ยังไงก็ต้องมา เพราะมีความชัดเจนเรื่องการประเมินการกำหนดรายได้ของประชากรแต่ละจังหวัด ที่มีความแตกต่างกัน ซึ่งต้องยอมรับว่าจังหวัดของเราอยู่ท้าย ๆ แต่ไม่ต้องไปวิตกกังวล เพราะรัฐบาลนี้มีแต่ทำให้ดีขึ้น ในระยะเริ่มต้น 61 – 62 รัฐบาลนี้ทำให้ พร้อมเร่งรัดทุกกระทรวงให้ลงมาดูแลให้มากที่สุด ถึงแม้ว่าจะไปมายากลำบาก และรัฐบาลต่อไปที่มาจากการเลือกตั้ง ที่ตนเรียกว่ารัฐบาลหรือประชาธิปไตยไทยนิยม

“ที่ผมพูดไทยนิยม ท่านเห็นด้วยกับผมหรือเปล่า ผมไม่ได้หมายความว่าต้องมาชื่นชมผม ชื่นชมสิ่งที่ผมพูดว่าสิ่งที่ผมกำลังจะทำต่อนี้ และส่งต่อให้คนอื่นทำวันหน้ามันใช่อย่างที่ผมว่าไหม ถ้าใช่นั่นคือคนไทยทั้งประเทศต้องนิยมแบบนี้ คือทุกจังหวัด ทุกพื้นที่ต้องได้รับการดูแล มากบ้างน้อยบ้างตามแต่ละปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น นี่เป็นสิ่งที่รัฐบาลทุกรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องทำ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมคาดหวังวันนี้ คือการทำความเข้าใจกับท่าน” นายกฯ กล่าว

ยุทธศาสตร์พัฒนาแม่ฮ่องสอน สอดคล้องการแก้จนต้องพัฒนาถนน ปลื้ม “นกแอร์” เพิ่มเที่ยวบิน 3 ไฟล์ต่อสัปดาห์ คาดดีขึ้นใน 5 ปี 

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ยุทธศาสตร์การพัฒนาจ.แม่ฮ่องสอน จะสอดคล้องนโยบายการแก้ไขปัญหาความยากจนการพัฒนาประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน นั้นคือวิสัยทัศน์คือการมองไปข้างหน้าเราจะทำให้จ.แม่ฮ่องสอนของเราเป็นอย่างไรใน 5 ปี 10 ปี 15 ปีและ 20 ปีข้างหน้า นั่นคือยุทธศาสตร์ของเราการพัฒนาของเรา เป็นตามแนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และต้องพัฒนาเรื่องอื่นๆไปด้วย สาธารณูปโภคพื้นฐาน ถนนหนทางซึ่งเท่าที่เห็นไม่ค่อยดีนัก โดยเส้นทางมาสู่จ.แม่ฮ่องสอน ต้องพัฒนาเป็น 3 เส้นทาง อย่างแม่สะเรียง ปายและอีกเส้นที่ต้องทำต่อ ให้สามารถแยกแยะได้เส้นไหนสัญจรไปมา ท่องเที่ยว เส้นไหนขนส่ง ไม่ใช่แออัด ถ้าเรามุ่งหมายให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวที่นี้ เครื่องบินใหญ่ ๆ มาทีเดียว มาแล้วจะไปไหนเพราะที่จะไปต่อไปมันไปยาก อาจต้องทยอยมา

วันนี้น่ายินดีสายการบินนกแอร์จะมาลงสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ปัญหาคือมีค่าเครื่องบินหรือเปล่า หลายอย่างต้องมีการพัฒนา ทุกอย่างอยู่ที่รายได้ของท่าน ถ้าไม่พัฒนาอย่างที่ตนพูดก็จะเป็นอยู่แบบนี้ ไฟไหม้ฟางแบบวูบ ๆ วาบ ๆ ถ้าเราไม่วางยุทธศาสตร์ให้ชัดเจน ตนคิดว่าจ.แม่ฮ่องสอนน่าจะดีขึ้นได้ภายใน 5 ปี ทำให้เร็วที่สุด ซึ่งทุกจังหวัดยังใช้ศักยภาพไม่มากนัก เพราะขาดพื้นฐานยุทธศาสตร์ที่จะเดินต่อไป

ฝากให้หวัง “ปชต.ไทยนิยม” ต้องเดินตามยุทธศาสตร์ชาติ มีการปฏิรูป 

“เพราะฉะน้ั้นฝากหวังเรื่องประชาธิปไตยของเราต่อไปว่า ต้องเป็นการเมืองที่ไทยนิยมคือเดินตามยุทธศาสตร์ชาติ มีการปฏิรูปประเทศ ที่มีอยู่ 11 เรื่องที่มีกว่าร้อยกิจกรรม ที่ผ่านมาไม่เคยมีแบบนี้รัฐบาลนี้จะทำไว้ให้ และใครก็แล้วแต่ที่สืบสานเรื่องเหล่านี้นั้นแหละประชาธิปไตยไทยนิยม คนไทยทั้งประเทศรับได้ ถ้าทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ทำโน้นทำนี่อย่างเดียวไม่ได้ ดูแล้วนิยมไปอีกแบบหนึ่งที่ไม่ยั่งยืน ไม่เป็นวิสัยทัศน์ในระยะยาว” นายกฯกล่าว

สมัยฝึกทหารเสือก็กระโดดร่มที่แม่ฮ่องสอน

นายกฯ กล่าวอีกว่า จ.แม่ฮ่องสอนถือเป็นดินแดนแห่งเมืองสามหมอก ตนมาหลายครั้งแล้วเครื่องบินมาก็ต้องไปลงที่อื่น นั่งเฮลิคอปเตอร์มาก็ไปแตะกลางป่าบ้าง ทหารเดินเท้าเปล่าจากปาย มาจ.แม่ฮ่องสอน ช่วงฝึกทหารเสือ กระโดดร่มก็ที่นี่ ดังนั้น ใจตนอยู่ที่นี้อยู่แล้ว หลายอย่างก็ร่วมในโครงการพระราชดำริด้วย ลงเครื่องมาเห็นประชาชนยิ้มตลอดทาง นี่คือความสุขที่ตนมี เวลาตนมาต่างจังหวัดมีความสุขแบบนี้ ไม่ใช่มาเพื่อให้ท่านตอบแทนอะไรตน ไม่จำเป็น หน้าที่ของตนคือตอบแทนบุญคุณแผ่นดินให้กับประชาชนได้รับประโยชน์ ไม่ใช่เจ้าใหญ่นายโต

แม่ฮ่องสอนเป็นดินแดนที่มีเสน่ห์อยู่แล้ว ถ้าเราทำให้เหมือนกรุงเทพฯ เสน่ห์จะหมดไปในทันทีเลย ส่ิ่งที่อยากให้คนมาคือรอยยิ้ม อากาศ บ้านเมืองที่มีอัตลักษณ์ มีความเป็นไทย เป็นชนเผ่าพื้นเมือง นี้แหละคือประเทศไทย ต้องสร้างเรื่องราวให้ได้

กมธ.ส่อปรับวิธีการเลือกส.ว.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/309639

กมธ.ส่อปรับวิธีการเลือกส.ว.

สนช., เลือกตั้ง, กรธ., สว.

กมธ.ส่อปรับวิธีการเลือกส.ว. เตรียมเคาะ 18 ม.ค.พร้อมปรับลดกลุ่มอาชีพ

        17 ม.ค. 61 พล.ร.อ.ธราธร ขจิตสุวรรณ โฆษกกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.การได้มาซึ่งส.ว. กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวว่า ขณะนี้กมธ.พิจารณาประเด็นต่าง ๆไปมากพอสมควร โดยประเด็นที่มีสนช.ขอแปรญัตติส่วนใหญ่ได้แก่ มาตรา 11 เรื่องการแบ่งกลุ่มอาชีพของผู้สมัครส.ว.ที่เห็นว่า ควรปรับลดเหลือ 5 -10 กลุ่มอาชีพ จากเดิมที่มี 20 กลุ่มอาชีพ และมาตรา 40 – 42 เรื่องวิธีเลือกไขว้ในกลุ่มอาชีพของผู้สมัครส.ว.ที่มีผู้แปรญัตติหลายคนอาทิ นายสมชาย แสวงการ  นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์  เสนอให้ใช้วิธีเลือกกันเองในแต่ละกลุ่มอาชีพแทนวิธีการเลือกไขว้ กมธ.กำลังรับฟังเหตุผล เพื่อชั่งน้ำหนักอยู่ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนที่มาส.ว.เป็นการเลือกกันเองในกลุ่มอาชีพหรือไม่  ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะให้ยืนตามหลักการที่กรธ.เสนอมา  ซึ่งในวันที่ 18 ม.ค. กมธ.จะหารือในประเด็นดังกล่าวอีกครั้ง  คาดว่าในวันที่ 22 ม.ค.จะได้ข้อสรุป เพื่อส่งร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้บรรจุเข้าสู่วาระประชุมสนช.ในวันที่ 25 ม.ค.

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากกมธ.เปลี่ยนวิธีเลือกจากส.ว.จากเลือกไขว้มาเป็นการเลือกกันเองในกลุ่มอาชีพจะไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือเจตนารมณ์ของกรธ.ที่ยืนยันมาตลอดให้ใช้วิธีเลือกไขว้หรือไม่ พล.ร.อ.ธรารธ กล่าวว่า  ไม่ขัดเพราะมาตรา 107 ของรัฐธรรมนูญระบุชัดเจนถึงการเลือกส.ว.ให้ใช้วิธีเลือกกันเอง  ไม่ได้บอกให้เลือกไขว้ ถ้ามีการแก้ไขวิธีการเลือกส.ว.ก็ไม่ถือเป็นการหักหน้ากรธ. เพราะเป็นการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ หากต้องเปลี่ยนวิธีมาเป็นการเลือกกันเองในกลุ่มอาชีพ อาจจะต้องลดกลุ่มอาชีพให้เหลือไม่ถึง20 กลุ่มอาชีพ  โดยมีผู้เสนอแปรญัตติว่า อาจจะให้สมัครโดยอิสระ หรือสมัครโดยกลุ่มองค์กรเป็นผู้เสนอชื่อมา

“เพื่อไทย” ไปทุกช่อง ยื่นศาล รธน. ตีความ ม.44

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/309637

“เพื่อไทย” ไปทุกช่อง ยื่นศาล รธน. ตีความ ม.44

53/2560, ม.44, ตีความ, ศาลรัฐธรรมนูญ, ยื่น, เพื่อไทย

“เพื่อไทย” แถลงยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความคำสั่ง ม.44 53/2560 ชี้ขัดรัฐธรรมนูญทั้งเนื้อหาและกระบวนการ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าพรรคเพื่อไทยได้แถลง เรื่องขอส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ ๕๓/๒๕๖๐  ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๑๓ ประกอบมาตรา ๕ หรือไม่ โดยมีเนื้อหาว่า

ตามที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้อ้างรัฐธรรมนูญ มาตรา 265 ประกอบมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี 2557 ออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 เรื่อง การดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2560 นั้น

สมาชิกพรรคเพื่อไทยเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญในหลายประการและเป็นการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพทางการเมืองของสมาชิกพรรคการเมืองและพรรคการเมือง จึงได้ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ประกอบข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ.2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 ข้อ 17 (12) และข้อ 21 ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาวินิจฉัย โดยประเด็นสำคัญที่เห็นว่าคำสั่งดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญและเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพนั้น มีดังนี้

"เพื่อไทย" ไปทุกช่อง ยื่นศาล รธน. ตีความ ม.44

ประเด็นแรก    คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี 2557 จึงไม่เป็นที่สุด และชอบที่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของคำสั่งดังกล่าวได้ เนื่องจาก
(1)    สาระสำคัญของคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 เป็นเรื่องแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายดังกล่าว รัฐธรรมนูญ มาตรา 131 และมาตรา 132 บัญญัติให้เป็นอำนาจของรัฐสภา (หรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติปัจจุบัน) และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองนั้นได้ผ่านกระบวนการตราขึ้นโดยถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ผ่านความเห็นชอบของ สนช. ผ่านการพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของศาลรัฐธรรมนูญและพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย ประกาศใช้เป็นกฎหมายแล้ว การที่หัวหน้า คสช.ออกคำสั่งแก้ไขกฎหมายดังกล่าวเท่ากับเป็นการลบล้าง (Overrule) กระบวนการตรากฎหมายตามรัฐธรรมนูญ
(2)    ประเทศไทยมีความเป็นนิติรัฐหรือรัฐที่ปกครองโดยกฎหมาย มิใช่โดยอำนาจของบุคคล มีรัฐเป็นกฎหมายสูงสุด ยึดหลักการแบ่งแยกการใช้อำนาจอธิปไตยในทางนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการให้แก่องค์กรต่างๆ มีหลักประกันคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคล ดังนั้น หัวหน้า คสช.จึงเป็นเพียงผู้ได้รับอำนาจมาจากรัฐธรรมนูญอีกทอดหนึ่ง จึงไม่อาจใช้อำนาจที่ขัดหรือแย้งหรือนอกเหนือไปจากที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ได้
ประเด็นที่สอง     คำสั่งหัวหน้า คสชที่ 53/2560 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ดังนี้
(1)    การที่หัวหน้า คสช.ใช้อำนาจโดยไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้และใช้อำนาจซึ่งเป็นขององค์กรอื่น อันไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 131 และมาตรา 132 จึงเป็นการกระทำโดยที่รัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจไว้ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง
(2)    การออกคำสั่งที่มีผลเป็นการลบล้างสมาชิกภาพของสมาชิกพรรคการเมือง มิใช่การออกกฎหมายจำกัดสิทธิเท่านั้น แต่เป็นการยกเลิกสิทธิของการเป็นสมาชิกพรรค จึงกระทบต่อสาระสำคัญของสิทธิเสรีภาพของบุคคลและเป็นการออกกฎหมายที่มีผลย้อนหลังเป็นโทษแก่บุคคล จึงขัดต่อหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคแรก
(3)  การกำหนดให้ผู้ที่เป็นสมาชิกพรรค ถ้าจะเป็นสมาชิกพรรคต่อไปต้องทำหนังสือยืนยันต่อหัวหน้าพรรคพร้อมแสดงหลักฐานการมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามภายใน 30 วัน ซึ่งลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายของการเป็นสมาชิกพรรคมีหลายประการ ต้องขอหนังสือรับรองจากหน่วยงานต่างๆ ถึง 14 หน่วยงาน กรณีดังกล่าวจึงถือเป็นการเพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 26 วรรคแรก และยังขัดต่อหลักความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 วรรคแรกด้วย เนื่องจากผู้ที่สมัครสมาชิกใหม่ไม่ต้องดำเนินการดังกล่าว
(4)    ในคำสั่งมิได้ระบุเหตุผลและความจำเป็นในการจำกัดสิทธิเสรีภาพของสมาชิกพรรคการเมืองข้างต้นไว้ จึงขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคแรก เช่นกัน
นอกจากนี้ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 53/2560 ยังเป็นการละเมิดสิทธิทางการเมืองของพรรคการเมืองด้วย ซึ่งพรรคเพื่อไทยจะได้ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญและผู้ตรวจการแผ่นดินให้ดำเนินการต่อไป

สนช.ล่าชื่อครบ 25 คนยื่นแย้งกม.ป.ป.ช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/309636

สนช.ล่าชื่อครบ 25 คนยื่นแย้งกม.ป.ป.ช.

สนช., พรเพชร วิชิตชัย

สนช.ล่าชื่อครบ 25 คนยื่นแย้งกม.ป.ป.ช.คาดยื่น “พรเพชร”18 ม.ค.

         17 ม.ค..61 นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) กล่าวถึงกรณีสนช.เตรียมเข้าชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยร่างพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่ออกบทเฉพาะกาลมาตรา 178 ต่ออายุให้กรรมการป.ป.ช.ที่มีลักษณะต้องห้ามขัดต่อรัฐธรรมนูญให้สามารถดำรงตำแหน่งต่อไปได้ว่า คาดว่าในวันที่ 17 ม.ค.จะได้รายชื่อ   สนช.ที่จะยื่นประเด็นดังกล่าวต่อศาลรัฐธรรมนูญครบตามจำนวน 25 คน  น่าจะยื่นต่อนายพรเพชร วิชิตชัย ประธานสนช.ได้ในวันที่ 18 ม.ค. แต่จะยื่นในนามสนช.ไม่ได้ แต่จะยื่นในนามสนช.เสียงข้างน้อย 26 คน ที่ไม่เห็นด้วยกับการลงมติมาตรา 178  เหตุผลการยื่นเพื่อให้เกิดความชัดเจนและความกระจ่างในข้อกฎหมาย เพื่อให้การทำงานของป.ป.ช.ไม่เกิดปัญหาในอนาคต แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวอย่างไร

“นายกฯ”นำทีมรมต.ลงพื้นที่แม่ฮ่องสอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/309633

“นายกฯ”นำทีมรมต.ลงพื้นที่แม่ฮ่องสอน

แม่ฮ่องสอน, ครม.สัญจร, นายกฯ

“นายกฯ”นำทีมรมต.ขึ้นเครื่องซี-130 บินลงพื้นที่แก้จนจ.แม่ฮ่องสอน แก้ปัญหาที่ดินทำกิน รับฟังปัญหาปชช. ถกยุทธศาสตร์พัฒนา

           17 ม.ค. 61 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) พร้อมด้วยรองนายกรัฐมตรี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ นายวิษณุ เครืองาม พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว. มหาดไทย นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม  นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะ ออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง กรุงเทพมหานคร โดยเครื่องบิน C-130 ของกองทัพอากาศ ไปยังจ.แม่ฮ่องสอน เพื่อตรวจราชการติดตามการแก้ไขปัญหาความยากจน ซึ่งจ.แม่ฮ่องสอนถือเป็นจังหวัดอันดับต้นๆที่มีปัญหา

ต่อมาเวลา 09.15 น.นายกฯและคณะเดินทางถึงท่าอากาศยานแม่ฮ่องสอน โดยมีนายสืบศักดิ์ เอี่ยมวิจารณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ข้าราชการและประชาชน มาต้อนรับ จากนั้นนายกฯเดินทางต่อไปยังโรงเรียนห้องสอนศึกษาในพระอุปถัมภ์ฯต.จองคำ อ.เมือง ด้วยรถตู้อัลพาร์ด ทะเบียน 2266 เชียงใหม่ เพื่อติดตามโครงการจัดการที่ดินทำกินให้กับชุมชนของจ.แม่ฮ่องสอน
สำหรับพื้นที่จ.แม่ฮ่องสอน ส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เขตป่าอนุรักษ์และคาบเกี่ยวป่าสงวนแห่งชาติและป่าอนุรักษ์ ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพกสิกรรม มีรายได้เฉลี่ยต่อปี อยู่ลำดับที่ 73 ของประเทศ และมีจำนวนครัวเรือนมีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน หรือ ที่เรียกว่าเส้นแบ่งความยากจน จำนวน 2,080 ครัวเรือน มากเป็นอับดับที่ 1 ของประเทศ
โดยนายกฯจะนำคณะลงพื้นที่ รับฟังความเห็น เพื่อวางแนวทางแก้ไขปัญหาความยากจนลดความเหลื่อมล้ำ ตามแนวทางประชารัฐหวังยกระดับรายได้ และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ชาวแม่ฮ่องสอน หลุดพ้นจากจังหวัด ที่มีคนจนมากที่สุดในประเทศ ทั้งการรับฟังปัญหา และข้อเสนอแนะ จากชาวแม่ฮ่องสอน 6 กลุ่มอาชีพ การประชุมยุทธศาสตร์การพัฒนาจ.แม่ฮ่องสอน เพื่อรับฟังข้อเสนอโครงการจากภาครัฐในพื้นที่ ที่ขอรับการสนับสนุนงบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาท ในหลายโครงการ เช่น การเร่งรัดขยายเขตไฟฟ้าให้เข้าถึงทุกหมู่บ้าน การพัฒนาเส้นทางคมนาคม และโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาแหล่งน้ำ ระบบการเรียนการสอนในพื้นที่ห่างไกล  การจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน การขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและป่าอนุรักษ์
รวมทั้งรับฟังข้อเสนอของภาคเอกชน เช่น การขอให้พิจารณาสนับสนุนให้มีเส้นทางบินตรง กรุงเทพฯ-แม่ฮ่องสอนและพิจารณาเพิ่มผู้ประกอบการบิน เส้นทางเชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน การสร้างแรงจูงใจให้บุคลากรทางการแพทย์มาทำงานในพื้นที่ห่างไกล การพิจารณาอนุญาตการเดินทางท่องเที่ยวข้ามแดนโดยใช้เอกสารผ่านแดน หรือBorder Pass ในจุดผ่อนปรนที่มีศักยภาพ และจะได้เยี่ยมชมชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่บ้านผาบ่อง สินค้าจากภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่นที่หลากหลาย  แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ อย่างภูโคลน คันทรีคลับ บ่อน้ำพุร้อนผาบ่อง และ สักการะพระธาตุดอยกองมู สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองชาวจังหวัดแม่ฮ่องสอนด้วย

“ประสาร” จี้ สนช. ใช้ความกล้าทางจริยธรรม ยื่นศาลรธน.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/309566

“ประสาร” จี้ สนช. ใช้ความกล้าทางจริยธรรม ยื่นศาลรธน.

ป.ป.ช., ต้องห้าม, ลักษณะ,  ตีความ, ศาลรธน., จริยธรรม, กล้าหาญ, สนช., จี้, ประสาร

“ประสาร” จี้ สนช. ใช้ ความกล้าทางจริยธรรม ยื่นศาลรธน. ตีความปมเว้นลักษณะต้องห้าม ป.ป.ช.

16 ม.ค. 61 – นายประสาร มฤคพิทักษ์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา กล่าวเรียกร้องไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ใช้ความกล้าหาญทางจริยธรรม เข้าชื่อเพื่อยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยประเด็นร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่สนช. ให้ความเห็นชอบ ต่อการไม่ใช้บทว่าด้วยคุณสมบัติต้องห้าม ให้กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่เข้าข่ายอยู่ในวาระต่อไปนั้นจะถือว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ และเพื่อให้การทำหน้าที่ของ สนช. ทั้งบทบาทของ ส.ส. และ ส.ว. เป็นตัวแทนของความถูกต้องเที่ยงธรรม
“สนช. จำนวน 1 ใน 10 หรือ 25 คนสามารถเข้าชื่อเพื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความได้ เพื่อให้ความขัดแย้งมีข้อยุติที่ชัดเจน ซึ่งผมมองว่า แค่ สนช. จำนวน 26 คนที่ไม่เห็นด้วยกับประเด็นดังกล่าวตอนโหวตวาระสาม สามารถเข้าชื่อเพื่อยื่นได้แล้ว” นายประสาร กล่าว.

“บิ๊กตู่”ระบุยกเลิกคำสั่งคสช.ต้องดูใครได้-เสียประโยชน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/309554

“บิ๊กตู่”ระบุยกเลิกคำสั่งคสช.ต้องดูใครได้-เสียประโยชน์

ล่าชื่อประชาชน, นายกฯ, บิ๊กตู่

“บิ๊กตู่”ระบุ 24 เครือข่ายล่าหมื่นชื่อเลิก”คำสั่งคสช.”ต้องดูที่ออกมาใครได้ใครเสียประโยชน์

         16 ม.ค.61 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) กรณี 24เครือข่ายภาคประชาสังคมเตรียมล่ารายชื่อ 1หมื่นรายชื่อ เพื่อเสนอยกเลิกประกาศและคำสั่งคสช. 35 ฉบับว่า ต้องไปดูว่าจะยกเลิกประกาศ และคำสั่งคสช.อันไหน เพราะ คสช.ออกไป 100 กว่าเรื่อง ซึ่งเขาไม่ได้เสนอยกเลิกทุกเรื่อง แต่เสนอยกเลิกประกาศหรือคำสั่งที่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องไปดูตรงนั้น ไปดูว่ากฎหมายที่ออก  มามีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร ใครเป็นผู้ได้ประโยชน์ เสียประโยชน์ก็มีเยอะแยะ เราต้องมีหลักคิด

“สนช.”ยื่น”ศาลรธน.”วินิจฉัยต่ออายุป.ป.ช.ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/309548

“สนช.”ยื่น”ศาลรธน.”วินิจฉัยต่ออายุป.ป.ช.ได้

ศาลรัฐธรรมนูญ, ปปช., พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ศาลรธน

“บิ๊กตู่”เผย”สนช.”ยื่น”ศาลรธน.”วินิจฉัยต่ออายุป.ป.ช.ได้

            16 ม.ค.61  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.  แถลงภายหลังการประชุมครม. ถึงกรณีที่มีการร้องเรียนให้นายกฯ ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ…. ประเด็นต่ออายุกรรมการป.ป.ช. ว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ว่า ไม่ใช่ขั้นตอนของตน ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งเขาทำเองได้ ก็ฟ้องได้ เว้นแต่ว่าหากส่งกลับมาที่ตนเพื่อเสนอโปรดเกล้าฯ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งตนต้องพิจารณาอีกครั้ง เพราะเป็นเรื่องสำคัญ

“บิ๊กป้อม”ลั่นลาออกหากปปช.ชี้ผิดนาฬิกาหรู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/309531

“บิ๊กป้อม”ลั่นลาออกหากปปช.ชี้ผิดนาฬิกาหรู

อภิสิทธิ์, ปปช., ประวิตร, นาฬิกาหรู, บิ๊กป้อม

“บิ๊กป้อม”ลั่นหากป.ป.ช.ชี้ผิดนาฬิกาหรูก็พร้อมลาออก

         16 ม.ค.61  พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีเพจ CSI LA เปิดเผยภาพนาฬิกาหรูถึง 24 เรือนว่า “เป็นการวนเอาเรือนเก่าออกมา ไม่เป็นไรขอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ตรวจสอบ ถ้าชี้ผมผิด ผมก็ออก และการทำงานของป.ป.ช.ไม่สามารถไปแทรกแซงได้ เพราะป.ป.ช.มีการดำเนินการตามขั้นตอนของเขา คงต้องรอให้เขาตรวจสอบให้เสร็จสิ้น และผมชี้แจงป.ป.ช.ไปแล้ว”

ต่อข้อถามที่ว่า มีการออกมาเปิดเผยเรื่องนาฬิกามากมายเช่นนี้  เสียความรู้สึกหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “ไม่นอยด์ สภาพจิตใจไม่มีอะไร”

ส่วนที่ปกติเป็นคนชอบสะสมนาฬิกาใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร ตอบว่า “ผมไม่มีหรอก ผมมีเพื่อน เพื่อนเอามาให้ผมใส่ แค่นั้นเอง และก็คืนเขาทั้งหมดทุกเรือน ถามย้ำว่า ที่มีและชอบจริง ๆ มีกี่เรือน พล.อ.ประวิตร ตอบว่า ไม่ขอพูดแล้ว ผู้สื่อข่าวถามด้วยว่า มีการระบุถึงหุ้นนาฬิกา พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่มี ไปเอาที่ไหนมา

ผู้สื่อข่าวถามว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ระบุว่าหากชี้แจงเรื่องนาฬิกาไม่ชัดเจน จะกระทบกับภาพลักษณ์ต่อรัฐบาล พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ก็พูดกันไป จะพูดอย่างไรก็พูดได้

เสี่ยงล้มคดีป.ป.ช.หากไม่มีข้อยุติลักษณะต้องห้าม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/309525

เสี่ยงล้มคดีป.ป.ช.หากไม่มีข้อยุติลักษณะต้องห้าม

ศาลรัฐธรรมนูญ, ปปช., มีชัย ฤชุพันธ์, กรธ.

“มีชัย”ห่วงลักษณะต้องห้ามป.ป.ช.ไม่ชัดเจนว่าขัดรธน.หรือไม่อาจเกิดปัญหาถูกคนโดนสอบ ร้องกก.กระทบการปฏิบัติหน้าที่

         16 ม.ค.61  นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)  กล่าวโดยเชื่อว่าสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะเข้าชื่อเพื่อยื่นเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยบทบัญญัติของร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่เว้นลักษณะต้องห้ามของกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะครบวาระ เพราะทราบว่าอยู่ระหว่างการรวบรวมบุคคล อย่างไรก็ดีเชื่อด้วยกว่าประเด็นที่สนช. ดำเนินการจะไม่กระทบต่อการพิจารณาของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่จะให้บุคคลใดดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ในอนาคต เพราะกรณีดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่ดีที่พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นผู้ที่มีความรอบคอบ

นายมีชัย ยืนยันว่าบทบัญญัติดังกล่าวมีประเด็นที่กรธ. กังวลว่าจะมีความขัดกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่เฉพาะขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเท่านั้น จึงเป็นแนวทางออกที่ดีกว่าหากให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย ส่วนเหตุผลที่เลือกแนวทางแนะให้สนช.ทำเรื่องที่กังวลให้ยุติ ผ่านศาลรัฐธรรมนูญ แทนตั้งกรรมาธิการร่วมนั้น เพราะกรธ. ไม่ใช่ผู้มีหน้าที่หรือมีอำนาจชี้ขาดว่าประเด็นนั้นขัดหรือไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ

“กรณีดังกล่าวเป็นคนละแบบกับการวินิจฉัยคุณสมบัติของผู้ตรวจการแผ่นดิน เพราะกรณีร่าง พ.ร.ป.ปราบโกง เป็นเรื่องละเว้นลักษณะต้องห้าม เท่ากับไปยกเว้นรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นข้อยุติควรวินิจฉัยให้เป็นข้อยุติ ไม่เช่นนั้นอาจมีผลกระทบต่ออนาคตกรณีที่คนที่ถูก ป.ป.ช.สอบแล้วนำประเด็นไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัด อาจมีผลกระทบต่อการทำหน้าที่ ป.ป.ช. ที่ผ่านมาได้ และอาจเป็นประเด็นโต้แย้ง สร้างปัญหาบานปลายไปกันใหญ่ ซึ่งไม่เป็นผลดีกับใคร หากทำเรื่องนี้ให้เป็นยุติ ก็จะดีด้วยกันทุกฝ่าย ส่วนที่ฝ่ายการเมืองบอกว่ากรณีนี้อาจกระทบสถานะรัฐบาล คสช. ได้ เป็นความเห็นที่ต้องรับฟัง” นายมีชัย กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ประเด็นที่เกิดขึ้นมีผลต่อการพิจารณาร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. และ ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ที่ไม่ตั้งกรรมาธิการร่วม แต่จะส่งศาลรัฐธรรมนูญแทนหรือไม่ นายมีชัย กล่าวว่า ตนคิดว่าไม่แน่ เพราะบางเรื่องอาจไม่ใช่ประเด็นที่ขัดรัฐธรรมนูญ แต่เป็นเรื่องการสมควรหรือไม่เท่านั้น ซึ่งกรณีที่เป็นความเห็นแตกต่างกันสามารถพูดคุยกันได้ เช่น กรธ. จัดกลุ่มส.ว.ไว้ 20 กลุ่ม แต่กมธ. แก้ไขให้ใช้ 15 กลุ่ม ข้อเท็จจริงคือไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ แต่อาจตรงกับเป้าหมาย จึงต้องพูดคุยตามเหตุผล.