ห้างเซ็นทรัล ชวนช็อปฯไอเทมสุด Fun มอบเป็นของขวัญในช่วงปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/307163

ห้างเซ็นทรัล ชวนช็อปฯไอเทมสุด Fun มอบเป็นของขวัญในช่วงปีใหม่

ห้างเซ็นทรัล ชวนช็อปฯไอเทมสุด Fun มอบเป็นของขวัญในช่วงปีใหม่

วันพุธ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เข้าสู่ช่วงปลายปี หลายคนคงกำลังมองหาของขวัญชิ้นพิเศษเพื่อมอบให้กับคนสำคัญ วันนี้ห้างเซ็นทรัล ขอแนะนำไอเดียการเลือกของขวัญ กับไอเทมสุด Fun ที่จะทำให้ผู้รับยิ้มกว้าง จากแผนกซีนโซน (Zeenzone) กับ โปรโมชั่น “ZeenZone New Gift Ideas” (ซีนโซน นิว กิฟท์ ไอเดีย) ช็อปของขวัญต้อนรับปีใหม่ กับหลากไอเดีย ไม่ซ้ำแบบ พร้อมลดสูงสุด 40%

เริ่มที่ “การ์ดปีใหม่ แทนความรู้สึกในใจ” ไอเทมชิ้นพิเศษที่ทำให้ผู้รับประทับใจมากที่สุด เพราะสามารถเขียนข้อความ ความประทับใจ แทนความรู้สึกดีๆ จากใจผู้ให้ถึงผู้รับ ได้แบบไม่ต้องเขิน พร้อมเพิ่มความน่ารักมุ้งมิ้ง ด้วยลวดลาย และรูปแบบของการ์ด จะเป็น แบบ Pop-Up card หรือ D.I.Y card ที่คุณตั้งใจทำเอง

ต่อกันที่หมวด “ตุ๊กตาตัวนุ่มนิ่ม” ไม่ว่าใครก็ต้องพ่ายแพ้ให้แก่ความน่ากอดของตุ๊กตาน่ารักๆ ไม่ว่าจะใช้กอด ใช้หนุน ก็ฟินทั้งนั้น หรือจะเลือกแบบหมอนผ้าห่มที่แปลงร่างใช้ได้ทั้งหนุนนอน หรือห่มคลายหนาวก็เวิร์กสุดๆ

นอกจากนี้หมวด “แอคเซสซอรี่สุดฮิป” ไม่ว่าจะเป็น หมวกปาร์ตี้ แว่นตาซานต้า สุดน่ารัก หรือใครเตรียมแพ็กกระเป๋าไปเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ ก็อย่าพลาดช็อปไอเทมสีสันสดใส อย่างกระเป๋าดีไซน์เก๋ หรือ กระเป๋าเป้สีพาสเทลสุดมุ้งมิ้ง ก็น่ารักสุดๆ

มาเอาใจฝั่งคุณผู้ชายกันบ้าง ไอเทมแบบแมนๆ ก็ต้องหมวด “Gadget” ใครที่เลิฟเทคโนโลยี อินกับสายโซเชียล ต้องชอบ เพาเวอร์แบงก์เดวิลสุดน่ารัก ชาร์จไฟได้เร็ว
ทันใจ หรือบลูทูธ สปีกเกอร์ ดีไซน์ด้วยผ้าแคนวาสสีเขียวสดใส ให้คุณภาพเสียงคมชัดหรือจะเป็น ธัมบ์ไดรฟ์สุดเท่เอาไว้เก็บรูปหรือข้อมูลต่างๆ ก็ได้ตามใจต้องการ

ปิดท้ายกันด้วยหมวด “ของตกแต่งบ้านสีสันสดใส” ด้วยโคมไฟซานต้าประดับวิบวับ ที่ทับกระดาษ Snow ball หรือ Ariel Water ball สุดหวานแหวว หรือจะเป็น ที่วางแก้วฟลามิงโก้สุดแบ๊ว แก้วเซรามิกฝาแก้วสุดน่ารัก ส่วนใครชอบความน่ารักสดใส อาจเลือกเป็นออมสินรูปม้ายูนิคอร์น หรือเลือกกรอบรูปดีไซน์เท่ๆ แล้วทำเก๋ใส่รูปคนที่เรารักแล้วเอาไปมอบให้แก่กัน ไม่ว่าใครได้รับไป ก็ต้องปลื้ม

‘บุญ ๑ บาท เพื่อล้านชีวิต’ สมทบทุนสร้าง ‘อาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา รพ.ศิริราช’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/307176

‘บุญ ๑ บาท เพื่อล้านชีวิต’ สมทบทุนสร้าง ‘อาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา รพ.ศิริราช’

‘บุญ ๑ บาท เพื่อล้านชีวิต’ สมทบทุนสร้าง ‘อาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา รพ.ศิริราช’

วันพุธ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ร่วมเปิดโครงการ “บุญ ๑ บาท เพื่อล้านชีวิต” อลิสเตอร์ เทย์เลอร์, ปาสคาล บิลโลว์, พิชัย จิราธิวัฒน์, ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา, ภัทรพร เพ็ญประพัฒน์, รศ.นพ.นริศ กิจณรงค์

เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในการสร้างความเท่าเทียมและคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้ป่วยด้อยโอกาส คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล กรุ๊ป เปิดตัวโครงการ “บุญ ๑ บาท เพื่อล้านชีวิต” สมทบทุนซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ อาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา ซึ่งเมื่ออาคารแห่งนี้มีครุภัณฑ์ทางการแพทย์พร้อมเปิดใช้บริการ ก็จะสามารถ ต่อชีวิตคนได้อีกนับล้าน จึงเชิญชวนประชาชนคนไทยได้เข้ามามีส่วนร่วมในการมอบโอกาส สร้างชีวิต ด้วยเงินเพียง 1 บาท โดยมี ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด และ ปาสคาลบิลโลว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจสินค้าอุปโภค บริโภค เซ็นทรัลฟู้ด รีเทล กรุ๊ป ร่วมเปิดตัวโครงการ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เหล่าเซเลบริตี้ นำโดย ภูวดี คุนผลิน, กนกรสกิตติขจร และ จารุเดช บุญญสิทธิ์, รศ.นพ.นริศกิจณรงค์, อลิสเตอร์ เทย์เลอร์ ฯลฯ มาร่วมมอบโอกาสในการสร้างชีวิต กันอย่างคับคั่ง ณ ลานอีเดน 1ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อเร็วๆ นี้

ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “โรงพยาบาลศิริราช ยืนหยัดเคียงคู่ คนไทยกว่า 129 ปี เป็นความหวังของประชาชนจากทุกภาคส่วนของประเทศที่หลั่งไหลเข้ามารักษาไม่ขาดสายแต่จำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น คือโจทย์สำคัญที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มุ่งหาแนวทางที่จะรองรับการขยายตัวของผู้ป่วย และต้องได้รับโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย จึงเป็นที่มาของโครงการก่อสร้างศูนย์การแพทย์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา7 รอบ เพื่อยกระดับการให้บริการผู้ป่วยอย่างครบวงจร ทั้งนี้ ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานนามว่า “อาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา” นับเป็นอาคารสุดท้ายของศิริราชที่ได้รับพระราชทานนามอันเป็นมงคลแก่โรงพยาบาลศิริราชและประชาชนคนไทย เพื่อเชิญชวนประชาชนคนไทยได้เข้ามามีส่วนร่วมในการมอบโอกาส สร้างชีวิต โครงการ “บุญ ๑ บาท เพื่อล้านชีวิต”จึงเกิดขึ้น โดยได้รับความร่วมมือจากเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล กรุ๊ป มาร่วมเป็นสื่อกลางในการเชิญชวนประชาชนร่วมบริจาคเงินสมทบทุนอีกทางหนึ่ง”

จารุเดช บุญญสิทธิ์, ภูวดี คุนผลิน, กนกรส กิตติขจร

ด้าน ภัทรพร เพ็ญประพัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายการตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล กล่าวว่า “โครงการ บุญ ๑ บาท เพื่อล้านชีวิต เป็นการจัดโครงการต่อเนื่องจากเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่ง เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ ท็อปส์ และ ซูเปอร์คุ้ม ได้ร่วมกับ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล จัด โครงการ พลังแห่งการให้ พลังแห่งความสุข และได้รับการตอบรับที่ดีมากจากลูกค้าและประชาชนทั่วไป โดยมียอดเงินบริจาคเข้าร่วมโครงการสูงมากเป็นประวัติการณ์ มากกว่า 17 ล้านบาท เพื่อสานต่อโครงการดังกล่าว เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล กรุ๊ป ผู้นำธุรกิจค้าปลีกซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อชั้นนำของประเทศ จึงร่วมกับ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล จัดโครงการ “บุญ ๑ บาท เพื่อล้านชีวิต” เพื่อเป็นสื่อกลางในการประชาสัมพันธ์และเชิญชวนประชาชนคนไทยร่วมบริจาคเงิน เริ่มต้นเพียง 1 บาท ของทุกการใช้จ่าย1 ครั้ง ณ จุดแคชเชียร์ เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์, ท็อปส์,ซูเปอร์คุ้ม, แฟมิลี่มาร์ท และ มัตสึโมโตะคิโยชิ”

นอกจากจุดแคชเชียร์แล้ว ยังสามารถร่วมบริจาคผ่านกล่องรับบริจาค “บุญ ๑ บาท เพื่อล้านชีวิต” ภายในโรงพยาบาลศิริราช หรือบริจาคผ่านเลขที่บัญชี ธนาคารกรุงเทพ 939-3-50022-9, ธนาคารกสิกรไทย 987-1-00199-2, ธนาคารไทยพาณิชย์ 016-3-04546-0 หรือติดต่องานการเงิน ฝ่ายการคลังอาคารชัยนาทนเรนทรานุสรณ์ รพ.ศิริราชโทร.02-4197646-8 และบริจาคผ่านเว็บไซต์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทาง https:// si-eservice.mahidolac.th/donation/

รพ.กรุงเทพ รณรงค์เนื่องในวัน Trauma Day 2017 รับมือกับอุบัติเหตุฉุกเฉินทุกรูปแบบ ช่วง 7 วันอันตราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/307156

รพ.กรุงเทพ รณรงค์เนื่องในวัน Trauma Day 2017 รับมือกับอุบัติเหตุฉุกเฉินทุกรูปแบบ ช่วง 7 วันอันตราย

รพ.กรุงเทพ รณรงค์เนื่องในวัน Trauma Day 2017 รับมือกับอุบัติเหตุฉุกเฉินทุกรูปแบบ ช่วง 7 วันอันตราย

วันอังคาร ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 14.48 น.

ทีมแพทย์ Trauma Day นพ.เอกกิตติ์ สุรการ, นพ.สาริจฉ์ ศรีสุภาพ และ นพ.พิพัฒน์ ชุมเกษียร

อุบัติเหตุนำมาซึ่งการบาดเจ็บ การสูญเสียชีวิต หรือความพิการ แน่นอนว่าไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้นกับตนเอง คนในครอบครัว หรือแม้แต่คนรู้จัก โดยเฉพาะอุบัติเหตุที่ส่งผลถึงการบาดเจ็บที่เกี่ยวกับกระดูกและไขสันหลัง เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาโดยตลอดและรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะการบาดเจ็บบริเวณกระดูกสันหลังและไขสันหลัง(Spinal Cord Injury)

โรงพยาบาลกรุงเทพ ร่วมรณรงค์เนื่องในวัน Trauma Day 2017 หรือ 7 วันอันตราย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในความพร้อมของทีมแพทย์ พยาบาลสหสาขา และเทคโนโลยีในการตรวจรักษาผู้ป่วยที่ทันสมัย และรับมือกับอุบัติเหตุฉุกเฉินทุกรูปแบบ พร้อมแนะวิธีการช่วยดูแลรักษาผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บอย่างถูกวิธี ช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตและลดความสูญเสียในช่วง 7 วันอันตราย ในเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ที่กำลังจะมาถึงนี้

นายแพทย์เอกกิตติ์ สุรการ ผู้อำนวยการอาวุโส แผนกฉุกเฉินและศูนย์อุบัติเหตุกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวถึงสถิติข้อมูลอุบัติเหตุล่าสุด (วันที่ 22 พ.ย.2560) ของศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุ เพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนนพบว่า ประเทศไทยมีสถิติผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ 13,424 คน บาดเจ็บ 884,494 คน รวมทั้งสิ้น 897,918 คน โดยวันอาทิตย์สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพฤศจิกายนของทุกปี กำหนดเป็นวันโลกรำลึกถึงผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน (World Day of Remembrance for Road Traffic Victims) ตามหัวข้อที่องค์การอนามัยโลกกำหนด โดยมีประเด็นหลักว่า “เป้าหมายปี 2563 ลดการเสียชีวิตและการบาดเจ็บที่รุนแรงจากอุบัติเหตุทางถนนลง 50 เปอร์เซ็นต์” เพื่อเป็นการกระตุ้นเตือนให้ทุกๆ ภาคส่วนตระหนักถึงสภาพปัญหา ความสูญเสีย และผลกระทบจากอุบัติเหตุทางถนน รวมถึงแสดงถึงความมุ่งมั่นในการรวมพลังและส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนร่วมกันลดอุบัติเหตุทางถนนอย่างจริงจังตามเป้าหมายที่กำหนด และเพื่อให้สอดรับกับเป้าหมายของประเทศไทยในการพัฒนาประเทศตามนโยบายThailand 4.0

ขณะที่สถิติผู้ป่วยอุบัติเหตุที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลกรุงเทพ ปรากฏว่ามีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในแต่ละปี โดยแต่ละเคสมีความซับซ้อนของการบาดเจ็บในหลายอวัยวะ ต้องใช้ทีมแพทย์สหสาขาในการรักษา การเกิดอุบัติเหตุแต่ละครั้ง วิธีการช่วยเหลือและรักษาผู้ป่วยมีความแตกต่างกัน มีการประเมินความปลอดภัยของสถานที่เกิดเหตุว่าอาจเกิดอุบัติเหตุซ้ำได้หรือไม่ และการสังเกตอาการของผู้บาดเจ็บในเบื้องต้นเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อวางแผนการเคลื่อนย้ายและดูแลได้อย่างปลอดภัยตามมาตรฐานการดูแลผู้บาดเจ็บ ก่อนนำส่งยังสถานพยาบาลที่มีความพร้อมอย่างรวดเร็ว ช่วยลดอัตราการเสียชีวิต และความพิการ โรงพยาบาลกรุงเทพมีความพร้อมด้านเวชศาสตร์ฉุกเฉิน ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทาง และทีมสหสาขาวิชาชีพพร้อมให้การดูแลอย่างต่อเนื่อง สามารถให้การดูแลรักษาผู้บาดเจ็บที่ซับซ้อน รุนแรง หรือมีการบาดเจ็บในหลายอวัยวะ เช่น สมอง กระดูก ไขสันหลังและอวัยวะภายในช่องอก ช่องท้อง รวมถึงภาวะแทรกซ้อนจากสาเหตุอื่นๆ

ทั้งนี้ ศูนย์อุบัติเหตุกรุงเทพ (Bangkok Trauma Center) เป็นศูนย์กลางในการประสานงาน และอำนวยความสะดวกในการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ รวมทั้งการรับ-ส่งต่อผู้ป่วยทั้งทางบก และทางอากาศ พร้อมรับแจ้งเหตุตลอด 24 ชั่วโมง ที่เบอร์โทร.1724 หรือ 1719 เพราะสิ่งสำคัญในการเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บคือ ความปลอดภัย

นายแพทย์สาริจฉ์ ศรีสุภาพ ผู้อำนวยการสถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ไขสันหลัง เป็นโครงสร้างหนึ่งของระบบประสาทส่วนกลางซึ่งต่อเนื่องลงมาจากก้านสมอง การบาดเจ็บไขสันหลัง คืออาการบาดเจ็บไขสันหลังรวมถึงรากประสาทที่อยู่ในโพรงของกระดูกสันหลัง ซึ่งการบาดเจ็บนี้มีโอกาสที่จะทำให้เกิดอัมพาตขึ้นกับผู้ป่วยได้ สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่ที่พบได้บ่อย คือเกิดจากอุบัติเหตุทั้งบนถนน หรือพลัดตกหกล้มจากที่สูง สถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ ร่วมกับ ศูนย์อุบัติเหตุกรุงเทพ รพ.กรุงเทพ สำนักงานใหญ่ จัดทำ Spinal Injury Fast Track โดยวัตถุประสงค์เพื่อให้ เกิดความพร้อม ในทุกๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุทางด้านกระดูกสันหลังและไขสันหลัง เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ครบถ้วนและไม่ติดขัด เปรียบได้กับการเกิดช่องทางด่วนเพื่อให้รถฉุกเฉิน ได้เข้าทำการรักษาผู้ป่วยโดยสะดวกและรวดเร็ว โดยความหมายของ Spinal Injury Fast Track คือ code หรือสัญญาณภายในโรงพยาบาลกรุงเทพ เพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมมือกันของบุคลากร ตลอดจนแพทย์ที่เกี่ยวข้องในการดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาอุบัติเหตุทางกระดูกสันหลังและไขสันหลัง โดยจะให้ลำดับความสำคัญเหนือกว่าภาวะปกติ

คุณแหน : 5 ธันวาคม 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/307036

คุณแหน : 5 ธันวาคม 2560

คุณแหน : 5 ธันวาคม 2560

วันอังคาร ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ll วันนี้ 5 ธ.ค. เป็นวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร, เป็นวันชาติของไทย และเป็นวันพ่อแห่งชาติ…หลายครอบครัวพาคุณพ่อไปเที่ยวและทานข้าวมื้อพิเศษกัน ขอให้สุขสันต์ในวันโอกาสพิเศษๆ เช่นนี้…

ll คณะผู้แทนไทยไม่รับมุข…อนุสนธิการประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปก (APEC) ที่นครดานังเวียดนาม ที่ผ่านมา คณะผู้แทนไทยนำโดย ฯพณฯ นายกฯ เข้าร่วมประชุมด้วย  ในโอกาสนี้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ได้รับเกียรติเป็นผู้กล่าวสุนทรพจน์ ในตอนหนึ่งท่านประธานาธิบดีมีความตั้งใจจะกล่าวยกย่องผู้นำเอเชียที่ได้พัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาคอย่างประสบความสำเร็จ ได้เอ่ยถึงว่าหนึ่งในประเทศเอเชียเพิ่งได้รับโหวตให้เป็น “No.1 MOST VISITED COUNTRY IN THE WORLD” แล้วจึงเผยว่าประเทศนั้นคือ THAILAND ประธานาธิบดี ทรัมป์ ทิ้งจังหวะนิดหนึ่งเพื่อรอให้คนไทยในฮอลล์ได้ส่งเสียงเฮตอบรับ แต่กลับเงียบสนิทจน ทรัมป์ ต้องหันมาเหน็บว่าในห้องนี้สงสัยไม่มีคนไทย กรณีดังกล่าวนักธุรกิจหลายท่านกล่าวผิดหวังที่ฝ่ายไทยเราไม่สามารถรับมุขดีๆ ขาดความเป็น“สากล”…

ll โปรเจกท์ต่างๆ ผ่านไปด้วยดี ไทคูน ดร.แสงชัย อภิชาติธนพัฒน์ จัดทัวร์แบบไม่จำกัดงบเพื่อพาพันธมิตรธุรกิจไปเยือนประเทศญี่ปุ่น
อาทิ ดร.จารึก อนุพงษ์,พัลลภ  บัวสุวรรณ,ณัฏฐพันธุ์ศิริรัตนพล,ประสิทธิ์ ธารทอง,ประพันธ์ อัศววารี,ประเสริฐ อัครพงศ์พิศักดิ์ รวม 11 คน  ตลอดเวลา 6 วันการเดินทางส่วนใหญ่ผ่านเส้นทางธรรมชาติที่เน้นความสวยสดงดงามที่โปรดปรานของนักบริหารญี่ปุ่น จึงไม่แปลกที่ไม่เจอคนต่างชาติ อาหารการกินเป็นจุดเด่นทุกมื้อจะเป็นอาหารที่เตรียมขึ้นอย่างพิเศษถึง 20 คอร์ส ปรุงโดยสาวกิโมโน ไฮไลท์ของทริป คือ การพักผ่อนอิริยาบถรับประทานอาหารและอาบน้ำแร่ออนเซ็น พิเศษที่ HOTEL SENKYO ONSEN จังหวัดกุนม๊ะที่เหมือนถูกเนรมิตอยู่บนยอดเขา คณะทัวร์รู้สึกขอบคุณการเอาใจใส่ตลอดการเดินทางของผู้ประสานงาน ญาดาภา ศรีสวัสดิ์ เป็นอย่างดี…

ll ผศ.ดร.จุมพล พูลภัทรชีวิน ประธานสหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาฯ จัดหยั่งเสียงเลือกตั้งกรรมการบริหารชุดใหม่ วันที่ 8 ธ.ค. เวลา 08.30 น. ขอเชิญชวนสมาชิกมาร่วมลงคะแนนด้วย…

ll มูลนิธินาฏศิลป์สัมพันธ์ ขอเชิญชมการแสดงละครเรื่อง“พระสุธน-มโนราห์”พร้อมฟังเพลงไพเราะจาก ดร.ศุภชัย จันทร์สุวรรณ,ปกรณ์
พรพิสุทธ์, ดวงดาว เถาว์หิรัญ,กัญจนปกรณ์ แสดงหาญ,ปัทมาวรรณ เค้ามูลคดี ณ โรงละครแห่งชาติ วันที่ 16 ธ.ค.เวลา 14.00 น. บัตรราคา 300, 500, 1,000, 1,500และ 2,000 บาท จองได้ที่โรงละครแห่งชาติ 02-2241342, โรงเรียนนาฏศิลป์สัมพันธ์ 081-8088681 คุณวชิรา…

ll วันที่ 4 ธ.ค. ที่ผ่านมาเป็น“วันสิ่งแวดล้อมไทย”และ“วัน ทสม.แห่งชาติประจำปี 2560”(ทสม.ย่อมาจากอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน) มี Theme การจัดงานว่า“สืบสานพระราชปณิธานสานใจรักษ์สิ่งแวดล้อม”
จัดงานกันที่ศูนย์วัฒนธรรมฯ…

ll ยินดีกับ วรพล จันทร์งาม ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นบุคคลต้นแบบสาขาพิทักษ์ป่ารักษาสิ่งแวดล้อม โดยจะเข้ารับประทานรางวัล“เหมราชบุคคลต้นแบบแห่งปี”จาก ม.จ.มงคลเฉลิม ยุคล วันที่ 8 ธ.ค. ที่หอประชุมมธ.รังสิต…

ll ขอแสดงความยินดีย้อนหลังกับ เฉลิมศักดิ์ วานิชสมบัติ อดีตรองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯที่บุตรสาวคนโตจบปริญญาตรีพาณิชยศาสตร์และการบัญชีมธ …ส่วนบุตรสาวคนเล็กของ ทัศนีย์ ผลชานิโก ก็เรียนจบนิติศาสตร์บัณฑิต จากรั้วแม่โดมเหมือนกัน…

ll กฤษณา จันทร์ตรี ไปท่องฮอกไกโดที่หนาวเหน็บในขณะนี้…

ll พล.ร.ต.กฤษฏิ์กมล-ธนษร กีรติบุตร จัดทริปทำบุญที่เชียงราย-พม่า ระหว่างวันที่ 16-18 ธ.ค. สนใจจองได้ที่ 097-1611428…

ll ติดตามข่าว“ก้าวคนละก้าว”เพื่อ 11 โรงพยาบาลของ ตูน-อาทิวราห์ คงมาลัย แล้ว รู้สึกมีความสุขที่เห็นหลายฝ่ายช่วยกันทำความดีเพื่อส่วนรวมร่วมกับ“ตูน”สังคมอุดมด้วยคนเสียสละเช่นนี้…น่าชื่นใจแท้!!…ll

บารอนเนส

พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จทรงเปิดงาน ณภาฯ เดอะซีเคร็ทซีนส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/307040

พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จทรงเปิดงาน ณภาฯ เดอะซีเคร็ทซีนส์

พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จทรงเปิดงาน ณภาฯ เดอะซีเคร็ทซีนส์

วันอังคาร ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา จะเสด็จทรงเปิดงาน “ณภาฯ เดอะซีเคร็ทซีนส์ NABHA : The Secret Scenes” เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา จัดโดย มูลนิธิณภาฯ วันที่ 8 ธันวาคมนี้ เวลา 13.00 น.โดยงานจะมีไปจนถึงวันที่ 10 ธันวาคม 2560 ณ เพลนารีฮอลล์ 1-3 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ในงานจะจัดแสดงนิทรรศการ The Secret Scenes บอกเล่าเรื่องราวของโครงการในพระดำริและพระกรณียกิจของพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ที่ยังไม่เคยถูกเผยแพร่มาก่อน พร้อมชมการแข่งขันกีฬาเทเบิลเทนนิส BBG Princess Cup 2017 ชิงถ้วยประทานพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา โดยสโมสรกีฬาบีบีจี (BBG CLUB) เพื่อผู้ด้อยโอกาสที่มีความสามารถในด้านกีฬา ให้ได้รับโอกาสในการพัฒนาและต่อยอดจนเป็นนักกีฬาอาชีพสืบไปในอนาคต พร้อมเลือกซื้อสินค้าราคาพิเศษจากการออกร้านโดยผู้สนับสนุน

เอกภพ เดชเกรียงไกรสร รองประธานมูลนิธิณภาฯ กล่าวว่า มูลนิธิณภาฯ เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2557 ภารกิจโดยตรงของ มูลนิธิ ณภาฯ ไม่ได้ดูแลเพียงแต่กลุ่มผู้ต้องขังเพียงกลุ่มเดียวเหมือนเช่นครั้งในอดีต ปัจจุบันมูลนิธิฯ ยังคงมีเจตนารมณ์เดินหน้าในการเป็นตัวกลางแสวงหาโอกาส ให้กับผู้ด้อยโอกาสที่ต้องการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตนเอง คือศึกษาและจัดทำโครงการเพื่อพัฒนากลุ่มผู้ด้อยโอกาสในด้านทัศนคติ ทักษะการใช้ชีวิตควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะการประกอบอาชีพ ก่อนที่จะส่งต่อสู่เส้นทางอาชีพ โดยจะได้รับการคัดสรรให้เข้าทำงานในองค์กรต่างๆ หนึ่งในนั้นคือ แบรนด์ผลิตภัณฑ์ จัน แบรนด์ในเครือข่าย เพื่อเป็นการสร้างอาชีพให้ผู้ด้อยโอกาสสามารถสร้างรายได้เลี้ยงดูตนเองและครอบครัวต่อไปในอนาคต

อีกทั้ง ยังมีภารกิจในการริเริ่มและให้การสนับสนุนการดำเนินงานของสำนักงานโครงการส่วนพระองค์ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ซึ่งมีการดำเนินงานโครงการด้านเศรษฐกิจพอเพียง จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ ช่วยเหลือและพัฒนาผู้ด้อยโอกาสในถิ่นทุรกันดารให้มีความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้ นอกจากนี้ ภายใต้สำนักงานโครงการส่วนพระองค์ฯ (R908) ยังมีโครงการในด้านกีฬา “BBG” (Bounce Be Good) Project เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนเยาวชนผู้ด้อยโอกาสที่มีความสามารถในด้านกีฬา ให้ได้รับโอกาสในการพัฒนาและต่อยอดจนเป็นนักกีฬาอาชีพสืบไปในอนาคต ซึ่งในแต่ละภารกิจที่กล่าวมา ล้วนแล้วแต่เป็นการจัดทำและพัฒนาโครงการในลักษณะของการให้ความช่วยเหลืออย่างยั่งยืน ดั่งแนวคิดและที่มาในการก่อตั้งณภาฯ ตั้งแต่แรกเริ่ม

มูลนิธิณภาฯ จึงขอเชิญชวนร่วมงาน “ณภาฯ เดอะซีเคร็ทซีนส์ NABHA : The Secret Scenes” ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-10 ธันวาคม 2560 ณ เพลนารีฮอลล์ 1-3 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่แฟนเพจมูลนิธิ ณภาฯ https://www.facebook.com/AtNaBha/

สืบสานพระราชปณิธาน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ‘พ่อแห่งแผ่นดิน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/307058

สืบสานพระราชปณิธาน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ‘พ่อแห่งแผ่นดิน’

สืบสานพระราชปณิธาน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ‘พ่อแห่งแผ่นดิน’

วันอังคาร ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ที่ 5 ธันวาคม วันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในหลวง รัชกาลที่9 ตามที่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ กำหนดให้ วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันสำคัญของชาติไทย เป็นวันชาติ และเป็นวันพ่อแห่งชาติ

นอกจากนี้ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกายังมีมติเห็นชอบ เมื่อปี พ.ศ. 2556 ให้วันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันดินโลก (World Soil Day) เพื่อเทิดพระเกียรติและเผยแพร่พระเกียรติคุณในหลวง รัชกาลที่ 9 เกี่ยวกับการฟื้นฟู พัฒนาและอนุรักษ์ ทรัพยากรดิน

ซึ่งพสกนิกรชาวไทย ต่างน้อมสำนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ด้วยความจงรักภักดี พร้อมกับตั้งจิตแน่วแน่ที่จะสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 โดยการปฏิบัติตามแนวทางการทำความดี

เป็นเวลา 70 ปี ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่9 ทรงครองสิริราชสมบัติ และได้ทรงอุทิศกำลังพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อประโยชน์สุขของราษฎร ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อความเจริญพัฒนาของประเทศ โดยมิได้คำนึงถึงประโยชน์สุขส่วนพระองค์ พระองค์เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรในภูมิภาคต่างๆ ทั้งใกล้ ไกล ทรงตรากตรำพระวรกายทรงงานหนักอย่างมิทรงเหน็ดเหนื่อยเพื่ออาณาประชาราษฎร์ จนถึงวันนี้ โครงการในพระราชดำริมากมายได้ยังประโยชน์เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวไทยและชาวโลก

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงงานหนักที่สุดพระองค์หนึ่ง พระราชกรณียกิจของพระองค์มีมากมาย ทั้งในด้านการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ด้านการศึกษา ด้านศาสนา ด้านความมั่นคงภายในประเทศ ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ด้านศิลปวัฒนธรรม และด้านการกีฬา พระราชกรณียกิจหลักของพระองค์คือ การยกระดับสภาพความเป็นอยู่และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน และด้วยพระปรีชาสามารถปราดเปรื่อง พร้อมด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล ทรงอุทิศพระองค์เพื่อประโยชน์สุขของราษฎร และเพื่อความเจริญพัฒนาของประเทศชาติตลอดระยะเวลาโดยมิได้ทรงคำนึงประโยชน์สุขส่วนพระองค์เลย จนปัจจุบันพระราชทานโครงการนานัปการมากกว่า 4,000 โครงการ

ทรงจัดตั้ง มูลนิธิชัยพัฒนา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่9 พระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้ง “มูลนิธิชัยพัฒนา” โดย ทรงดำรงตำแหน่งเป็นนายกกิตติมศักดิ์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นองค์ประธาน เพื่อสนับสนุนในการดำเนินงานตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการพัฒนาอื่นๆ เพื่อช่วยเหลือประชาชนในด้านเศรษฐกิจ และสังคมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและสามารถพึ่งพาตนเองได้ ที่ผ่านมา มูลนิธิชัยพัฒนาได้มีส่วนช่วยเหลือพัฒนาสังคมไทยหลายประการ คือ ด้านการฟื้นฟูปรับปรุงสภาพแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ อาทิ คิดค้นกังหันชัยพัฒนา ด้านการส่งเสริมอนุรักษ์ดินและป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน ได้แก่ โครงการปลูกหญ้าแฝก เป็นต้น

มูลนิธิโครงการหลวง

เมื่อปีพุทธศักราช 2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรชีวิตของชาวเขาที่บ้านดอยปุยใกล้พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ จึงทรงทราบว่าชาวเขาปลูกฝิ่นแต่ยากจน รับสั่งถามว่านอกจากฝิ่นขายแล้ว เขามีรายได้จากพืชชนิดอื่นอีกหรือเปล่า ทำให้ทรงทราบว่า  นอกจากฝิ่นแล้ว เขายังเก็บท้อพื้นเมืองขาย แม้ว่าลูกจะเล็กก็ตาม แต่ก็ยังได้เงินเท่าๆ กัน  โดยที่ทรงทราบว่า สถานีทดลองดอยปุย ซึ่งเป็นสถานีทดลองไม้ผลเขตหนาว ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้นำกิ่งพันธุ์ท้อลูกใหญ่มาต่อกับต้นตอท้อพื้นเมืองได้ ให้ค้นคว้าหาพันธุ์ท้อที่เหมาะสมสำหรับบ้านเรา เพื่อให้ได้ท้อผลใหญ่ หวานฉ่ำ ที่ทำรายได้สูงไม่แพ้ฝิ่น  โดยพระราชทานเงินจำนวน 200,000 บาท ให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จัดหาที่ดินสำหรับดำเนินงานวิจัยไม้ผลเขตหนาวเพิ่มเติมจากสถานี วิจัยดอยปุยซึ่งมีพื้นที่คับแคบ ซึ่งเรียกพื้นที่นี้ว่า สวนสองแสน ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งโครงการหลวงขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2512 เริ่มต้นโครงการหลวงเป็นโครงการส่วนพระองค์ โดยมี หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการในตำแหน่งผู้อำนวยการ มีชื่อเรียกในระยะแรกว่า “โครงการหลวงพระบรมราชานุเคราะห์ชาวเขา” โดยพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ รวมกับเงินที่มีผู้ทูลเกล้าฯถวาย สำหรับเป็นงบประมาณดำเนินงานต่างๆ และพระราชทานมีเป้าหมายสำหรับการดำเนินงาน คือ 1.ช่วยชาวเขาเพื่อมนุษยธรรม 2.ช่วยชาวไทยโดยลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ คือ ป่าไม้และต้นน้ำลำธาร 3.กำจัดการปลูกฝิ่น 4.รักษาดิน และใช้พื้นที่ให้ถูกต้อง คือ ให้ป่าอยู่ส่วนที่เป็นป่า และทำไร่ ทำสวนในส่วนที่ควรเพาะปลูก อย่าสองส่วนนี้รุกล้ำซึ่งกันและกัน

โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา

โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ภายในบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เป็นโครงการที่เริ่มดำเนินการจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ มุ่งเน้นการดำเนินงานโดยยึดแนวพระราชดำริเกี่ยวกับ “เศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรอย่างยั่งยืน ให้เกษตรกรสามารถพึ่งตนเองได้ ควบคู่ไปกับการ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรภายในประเทศ นอกจากนี้ยังมีพระราชประสงค์ให้เป็นโครงการศึกษาทดลอง และเป็นโครงการตัวอย่าง จึงมีพระบรมราชานุญาตให้ผู้ที่สนใจสามารถเข้ามาชมกิจการ รวมทั้งฝึกปฏิบัติงาน เพื่อนำความรู้ไปเป็นแบบอย่างหรือแนวทางในการประกอบอาชีพต่อไป

โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาที่จัดอยู่ในกลุ่มของอุตสาหกรรมเกษตรมีมากมาย ซึ่งล้วนแต่เป็นโครงการที่ก่อเกิดประโยชน์ต่อพสกนิกร ทั้งในด้านอยู่ดีกินดีและเสริมสร้างรายได้ โครงการต่าง ๆ เหล่านี้ ได้แก่ โรงโคนมสวนจิตรลดา การเพาะเลี้ยงพันธุ์ปลานิล เครื่องอบแห้งพลังแสงอาทิตย์ โรงนมผงสวนดุสิตโรงนมเม็ด โรงสีข้าวตัวอย่าง น้ำผลไม้พาสเจอร์ไรซ์ โรงน้ำผลไม้บรรจุกระป๋อง เป็นต้น

โครงการปลูกป่าถาวร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานพระราชดำริเป็นอเนกประการ ในการทำนุบำรุงสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรป่าไม้ของประเทศ พระราชทานพระราชดำริการพัฒนาด้านต่างๆ ควบคู่กับการอนุรักษ์เสมอ ด้วยการทรงจัดการใช้ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมให้เกิดประโยชน์แก่พสกนิกรมากที่สุด ประกอบกับสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงห่วงใยปัญหาป่าไม้ที่ถูกบุกรุกทำลาย และให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หามาตรการยับยั้งการทำลายป่า และเร่งฟื้นฟูสภาพต้นน้ำ ลำธาร โดยให้พิจารณาปัญหาการขาดแคลนน้ำ เป็นปัญหาใหญ่ของชาติที่จะต้องเร่งแก้ไขโดยเร่งด่วนที่สุด ทั้งนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้น้อมอัญเชิญพระราชกระแสของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มาเป็นแนวทางในการดำเนินการฟื้นฟูสภาพป่าไม้ เพื่อให้สภาพป่าที่เสื่อมโทรมได้กลับคืนสภาพโดยรวดเร็ว โดยได้หารือทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่จะให้คนในชาติทุกหมู่เหล่า ทุกสาขาอาชีพ ได้ร่วมกันปลูกป่าสนองพระราชกระแสของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นราชสักการะเนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงครองราชย์ปีที่ 50 ในปี พ.ศ. 2539 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้จัดทำโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เนื่องในโอกาสทรงครองราชย์ปีที่ 50

โครงการแก้มลิง

เป็นแนวคิดในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เพื่อแก้ปัญหาอุทกภัย โดยพระองค์ทรงตระหนักถึงความรุนแรงของอุทกภัยที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร เมื่อปี พ.ศ.2538 จึงมีพระราชดำริ “โครงการแก้มลิง” ขึ้น เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ.2538 โดยให้จัดหาสถานที่เก็บกักน้ำตามจุดต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร เพื่อรองรับน้ำฝนไว้ชั่วคราว เมื่อถึงเวลาที่คลองพอจะระบายน้ำได้จึงค่อยระบายน้ำจากส่วนที่กักเก็บไว้ออกไป จึงสามารถลดปัญหาน้ำท่วมได้ ทั้งนี้ นอกจากโครงการแก้มลิงจะมีขึ้นเพื่อช่วยระบายน้ำ ลดความรุนแรงของปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานครและบริเวณใกล้เคียงแล้ว ยังเป็นการช่วยอนุรักษ์น้ำและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย โดยน้ำที่ถูกกักเก็บไว้ เมื่อถูกระบายสู่คูคลอง จะไปบำบัดน้ำเน่าเสียให้เจือจางลง และในที่สุดน้ำเหล่านี้จะผลักดันน้ำเสียให้ระบายออกไปได้

โครงการฝนหลวง

ในปี พ.ศ.2495 เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมพสกนิกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ได้ทรงรับทราบถึงความเดือดร้อน ทุกข์ยากของราษฎร และเกษตรกรที่ขาดแคลนน้ำ อุปโภค บริโภค และการเกษตร จึงได้มีพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทาน โครงการพระราชดำริ “ฝนหลวง” ให้กับ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล ไปดำเนินการ ต่อมาได้เกิดเป็นโครงการค้นคว้าทดลอง ปฏิบัติการฝนเทียมหรือฝนหลวงขึ้น ในสังกัด สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อปี 2512 ด้วยความสำเร็จของโครงการ จึงได้ตราพระราชกฤษฎีกา ก่อตั้งสำนักงานปฏิบัติการฝนหลวง ขึ้นในปี พ.ศ.2518 ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเป็นหน่วยงานรองรับโครงการ พระราชดำริ “ฝนหลวง” ต่อไป

แนวพระราชดำริ เศรษฐกิจพอเพียง

“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นแนวพระราชดำริ ที่พระราชทานมานานกว่า 30 ปี ซึ่งเป็นแนวคิดที่ตั้งอยู่บนรากฐานของวัฒนธรรมไทย เป็นแนวทางการพัฒนาขั้นพื้นฐานที่ตั้งอยู่บนทางสายกลาง และความไม่ประมาทซึ่งคำนึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุมีผล การสร้างภูมิคุ้มกันในตัวเอง ตลอดจนการใช้ความรู้และคุณธรรม เพื่อเป็นพื้นฐานในการดำเนินชิวิต ซึ่งต้องมี “สติ ปัญญา และความเพียร”
เป็นที่ตั้ง ซึ่งจะนำไปสู่ความสุขในชีวิติที่แท้จริง ซึ่งแนวทางดำรงชีพแบบ “เศรษฐกิจพอเพียง” และ “ทฤษฎีใหม่” ทำให้ราษฎรได้พึ่งตนเอง ใช้ผืนแผ่นดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดประกอบอาชีพอยู่กินตามอัตภาพซึ่งราษฎรได้ยึดถือปฏิบัติเป็นผลดีอยู่ในปัจจุบัน

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาแห่งการครองสิริราชสมบัติ นับตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2493 ถึง วันที่ 13 ตุลาคม 2559 รวม 70 ปี
4 เดือน 7 วัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พวกเราพสกนิกรชาวไทยทุกคนต่างได้ประจักษ์กับสายตาตัวเองแล้วว่า พระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกายให้กับพสกนิกรในพระองค์อย่างทรงมิรู้เหน็ดเหนื่อย แม้ในยามที่ทรงพระประชวร ก็ยังคงทรงงานและทรงติดตามสถานการณ์ความทุกข์ยากของพสกนิกรในพระองค์อยู่ตลอดเวลา จึงไม่น่าแปลกใจที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ที่เป็นที่รักและเทิดทูน สถิตอยู่ในใจ ของพสกนิกรชาวไทยมิรู้ลืม

รางวัลประกวดวาดภาพ ‘ออมศิลป์ ใต้ร่มพระบารมี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/307037

รางวัลประกวดวาดภาพ ‘ออมศิลป์ ใต้ร่มพระบารมี’

รางวัลประกวดวาดภาพ ‘ออมศิลป์ ใต้ร่มพระบารมี’

วันอังคาร ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ธนาคารออมสิน จัดพิธีมอบรางวัลประกวดวาดภาพ “ออมศิลป์ ใต้ร่มพระบารมี” ร่วมเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยเปิดกว้างให้ผู้สนใจ ทั้งเยาวชน นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ร่วมสร้างสรรค์ผลงานอย่างไม่จำกัด ซึ่งทางธนาคารได้รับเกียรติจากศิลปินแห่งชาติ และผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมเป็นคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกและตัดสินผลงาน

พิเศษสำหรับปีนี้คือ ธนาคารได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานถ้วยรางวัลเพื่อมอบให้แก่ผู้ชนะการประกวดระดับยอดเยี่ยมทั้ง 3 ประเภท ซึ่งถือเป็นเกียรติประวัติ เป็นขวัญและกำลังใจให้กับเหล่าศิลปินอย่างสูงสุดที่จะได้ใช้เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างผลงานศิลปะเพื่อเป็นมรดกของชาติในอนาคตต่อไป

ทั้งนี้ ในพิธีมอบรางวัลการประกวดวาดภาพ “ออมศิลป์ ใต้ร่มพระบารมี”มี นางวิภาภรณ์ ชัยรัตน์ รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เป็นประธานในพิธีโดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณอิทธิพลตั้งโฉลก ประธานกรรมการตัดสินฯศาสตราจารย์เมธี ดร.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ในฐานะตัวแทนคณะกรรมการฯ ร่วมแสดงความยินดี ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา แกรนด์ พระราม 9 เมื่อเร็วๆ นี้

ผลการตัดสินปรากฏว่านายเทพพงษ์ หงส์ศรีเมือง รับรางวัลยอดเยี่ยม ประเภทบุคคลทั่วไป,นางสาวปิยาภรณ์ จันทร์ไทรรวดรางวัลยอดเยี่ยม ประเภทเยาวชนอายุ 14-18 ปี และ เด็กชายรพีวิชญ์ จิรมิตรมงคล รางวัลยอดเยี่ยมประเภทเยาวชนอายุ 7-13 ปี

สำหรับรางวัลยอดเยี่ยมนอกจากได้รับถ้วยพระราชทานจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในแต่ละประเภทแล้ว ยังได้รับรางวัลเงินสดเป็นขวัญและกำลังใจโดยผู้ชนะเลิศรางวัลยอดเยี่ยมประเภทบุคคลทั่วไป ได้รับเงินสด 1,000,000 บาท ประเภทเยาวชน 14-18 ปี ได้รับเงินสด 100,000 บาท และเยาวชนอายุ 7-13 ปี ได้รับเงินสด 50,000 บาท

‘ปอดบวม’ ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/307017

‘ปอดบวม’ ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม

‘ปอดบวม’ ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม

วันอังคาร ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดให้วันที่ 12 พฤศจิกายนของทุกปี เป็นวันปอดบวมโลก หรือ World Pneumonia Day เพื่อรณรงค์ป้องกันโรคปอดบวม ซึ่งป็นโรคที่มีอุบัติการณ์สูงและคร่าชีวิตผู้ป่วยเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีทั่วโลก โดยโรคปอดบวมจะพบมากในเด็กที่มีอายุ 5 ขวบปีแรก และผู้สูงวัย ซึ่งบางครั้งโรคอาจมีความรุนแรงถึงขั้นทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ การเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจ รวมถึงการป้องกันและวิธีการปฏิบัติที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคปอดบวมซึ่งเป็นเรื่องที่สังคม และครอบครัวควรให้ความสำคัญ และสร้างความตระหนัก เพื่อการรับมือกับโรคปอดบวมอย่างถูกวิธี

โครงการจุฬาคิดส์คลับ ในฐานะหน่วยงานที่มุ่งเน้นการส่งเสริมกิจกรรมให้กับเด็ก ครอบครัว และผู้ปฏิบัติงานกับเด็ก รวมถึงให้บริการด้านคำปรึกษาด้านสุขภาพและการเลี้ยงดูเด็กและครอบครัว จัดงาน “World Pneumonia Day” หรือ งานวันโรคปอดบวมโลก ภายใต้แนวความคิด “Let’s Stop Pneumonia” ร่วมกันหยุดโรคปอดบวม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ให้ความรู้ เสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโรคปอดบวม พร้อมแนวทางการปฏิบัติ และการดูแลสุขภาพให้ห่างไกลจากโรคปอดบวมด้วยความห่วงใยในสุขภาพของคนไทย

รศ.นพ.ชิษณุ พันธุ์เจริญ หัวหน้าสาขาวิชาโรคติดเชื้อเด็ก ฝ่ายกุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคปอดบวม กล่าวว่า “โรคปอดบวม” หรือปอดอักเสบ ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส เรียกได้ว่าเป็นโรคที่มีการติดเชื้อของปอด เชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุสำคัญของโรคปอดบวมคือ เชื้อนิวโมคอคคัส ส่วนเชื้อไวรัสที่สำคัญคือ เชื้อไข้หวัดใหญ่

“อาการของผู้ป่วยปอดบวม คืออาการไข้ ไอมีเสมหะ หายใจเหนื่อยหอบ และเจ็บแน่นหน้าอก แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคจากอาการและการตรวจร่างกายผู้ป่วย เอกซเรย์ปอด และการตรวจเสมหะ โดยการรักษาโรคปอดบวมนั้นประกอบด้วย การให้ยาปฏิชีวนะ สำหรับโรคปอดบวมจากเชื้อแบคทีเรีย หรือยาต้านไวรัส สำหรับโรคปอดบวมจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ การให้ออกซิเจน และการให้สารน้ำทางหลอดเลือด

การป้องกันโรคปอดบวมทำได้โดยการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง หลีกเลี่ยงการได้รับเชื้อ อาทิ การเข้าไปอยู่ในสถานที่คนแออัด อย่าง
ห้างสรรพสินค้าและโรงพยาบาล คนที่ป่วยเป็นไข้หรือมีอาการของระบบทางเดินหายใจ ควรปิดปากเวลาไอจาม รวมทั้งสวมหน้ากากอนามัยและล้างมือบ่อยๆ เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อโรค และการมีภูมิคุ้มกันในการป้องกันโรคด้วยการฉีดวัคซีน โดยเฉพาะในผู้ที่มาอายุมากกว่า 60 ปี และในเด็ก ควรได้รับวัคซีนที่เหมาะสม ตามคำแนะนำของแพทย์”

ภายใจงาน “World Pneumonia Day” นอกจากจะมีการบรรยายให้ความรู้แล้ว ยังมี “ตลาดนัดสุขภาพ” กิจกรรมเพื่อดูแลสุขภาพเด็กและครอบครัว ให้คำปรึกษาการดูแลสุขภาพ การตรวจสุขภาพเบื้องต้น ให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคปอดบวมและโรคอื่นๆ ในราคาพิเศษอีกด้วย

5 เคล็ดลับง่ายๆ สุขภาพดีต้อนรับปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/307018

5 เคล็ดลับง่ายๆ สุขภาพดีต้อนรับปีใหม่

5 เคล็ดลับง่ายๆ สุขภาพดีต้อนรับปีใหม่

วันอังคาร ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เทศกาลแห่งงานเลี้ยงสังสรรค์ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ใกล้ก็เข้ามาทุกที ช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองเช่นนี้ เรามักจะลืมตัวเรื่องการกินดื่ม
และสนุกกับงานปาร์ตี้จนลืมเวลา สิ่งที่ตามมาคือ ปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่รู้ตัว เบอร์ทอลลี่ ในฐานะแบรนด์น้ำมันมะกอกอันดับหนึ่งของประเทศไทย มีคำแนะนำสำหรับการดูแลสุขภาพในเทศกาลแห่งความสุขนี้

ดื่มน้ำบ่อยๆ ถ้าอาหารในงานเลี้ยงน่ากินไปเสียทุกอย่างจนยากที่จะห้ามใจไหว ลองใช้เคล็ดลับพิชิตความอยากอาหารแบบง่ายๆ เพียงแค่จิบน้ำบ่อยๆ ระหว่างมื้ออาหาร ซึ่งจะทำให้เราใช้เวลาในการทานอาหารแต่ละคำนานขึ้น ส่งผลให้ร่างกายรู้สึกอิ่มทั้งที่ทานอาหารไป
ไม่เยอะ ดร.อแมนด้า เดลีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์พฤติกรรมจากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม อธิบายเรื่องนี้ไว้ว่า เมื่อร่างกายได้รับน้ำในปริมาณที่เพียงพอ ร่างกายจะรู้สึกอิ่ม ซึ่งทำให้ความอยากอาหารลดลงตามไปด้วยนั่นเอง

เลือกรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูง การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ไม่ว่าวางแผนจะทำอาหารทานเองที่บ้านหรือกินเลี้ยงสังสรรค์ข้างนอกก็ตามเคล็ดลับคือเลือกตักอาหารจำพวกผัก ผลไม้ หรือถั่วเป็นหลัก เพราะอาหารเหล่านี้เป็นแหล่งของไฟเบอร์ชั้นเยี่ยม ซึ่งนอกจากจะช่วยเรื่องระบบย่อยอาหารแล้ว ไฟเบอร์ในอาหารยังทำให้เราอิ่มไวขึ้นด้วย โดยงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร “เนเจอร์ คอมมิวนิเคชั่นส์” อธิบายว่าสารอะซีเตทจากไฟเบอร์ในผักหรือผลไม้ที่เราทานจะกระตุ้นสมองส่วน “ไฮโปตาลามัส” ให้ปล่อยสารเคมีที่ช่วยยับยั้งความหิว ส่งผลให้เรารู้สึกอิ่มเร็วขึ้นนั่นเอง ดังนั้นเพื่อสุขภาพดีของทุกคนในครอบครัวเวลาทำอาหารทานเองที่บ้าน เราควรเลือกทำเมนูอาหารประเภทผักเยอะกว่าเมนูอื่นๆ เสมอ

อาหารทำเอง…สุขภาพดีสร้างได้ รู้หรือไม่ว่านอกจากการทำอาหารทานเองจะทำให้เราได้ใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้นแล้ว ยังดีต่อสุขภาพมากกว่าการสั่งอาหารทานข้างนอกอีกด้วย เพราะเมื่อเราปรุงอาหารให้คนในครอบครัวทานย่อมคำนึงถึงประโยชน์ต่อสุขภาพเป็นหลัก ดังนั้นวัตถุดิบที่เลือกใช้ก็ต้องดีตามไปด้วยโดยคุณสามารถลองเปลี่ยนมาใช้น้ำมันที่สกัดจากพืชอย่างน้ำมันมะกอก เพราะไม่เพียงแต่ทำให้อาหารอร่อยขึ้นเท่านั้น ยังมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมาก เพราะน้ำมันมะกอกอุดมไปด้วยกรดไขมันดีอย่างกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดโอกาสการเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองตีบ นอกจากนี้ งานวิจัยล่าสุดที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารชีวเคมี เผยว่าสารประกอบฟีนอลิกที่พบในน้ำมันมะกอกยังมีส่วนช่วยในการลดน้ำหนักอีกด้วย ทำให้น้ำมันมะกอกเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับทำอาหารให้คนที่คุณรักอย่างไม่ต้องสงสัยเลย

อย่าละเลยการออกกำลังกาย ถึงแม้จะเป็นช่วงวันหยุดยาว แต่การออกกำลังกายไม่ควรหยุดไปด้วย และถ้าการหาเวลาว่างระหว่างวันเป็นเรื่องยากให้ลองปรับเวลาออกกำลังกายเป็นเวลาที่สะดวกและสามารถทำได้ทุกวันซึ่งหนึ่งในช่วงเวลาที่ดีคือตอนเช้าหลัง
ตื่นนอน เพราะนอกจากจะเป็นการกระตุ้นระบบเผาผลาญให้ทำงานแต่เช้าแล้ว ยังไม่ต้องคอยกังวลว่าจะไม่มีเวลาระหว่างวันด้วยนอกจากนี้ การออกกำลังกายไม่จำเป็นต้องทำแต่ในยิมเท่านั้น การเดินหรือร่วมกิจกรรมในงานเลี้ยงก็ถือเป็นการออกกำลังกายเบาๆ ได้เช่น การเดินคุยกับแขกในงาน หรือ การเต้นก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้ดีเช่นกัน

ความพอดี… ดีที่สุด อีกเคล็ดลับง่ายๆ คือการรับประทานอาหารให้อิ่มเพียงประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นรูปแบบการรับประทานอาหารของชาวโอกินาว่า ประเทศญี่ปุ่น หรือ “ฮาระ ฮาชิบุ” นั่นเอง รูปแบบการรับประทานอาหารแบบควบคุมความอิ่มเช่นนี้ได้รับการยืนยันว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีประชากรอายุยืนอันดับต้นๆ ของโลกเนื่องจากไม่เพียงแต่ทำให้สามารถควบคุมปริมาณแคลอรี่จากอาหารได้ดีขึ้นเท่านั้น วิถี “ฮาระ ฮาชิบุ”ยังช่วยลดสารอนุมูลอิสระจากกระบวนการเผาผลาญของร่างกายอีกด้วย

หวังว่าทุกคนจะชอบเคล็ดลับง่ายๆ ในการดูแลสุขภาพตัวเองในช่วงเทศกาลจากเบอร์ทอลลี่ สุดท้ายนี้ ขอฝากไว้ว่าของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับตัวเองและคนที่คุณรักในช่วงเทศกาลเช่นนี้คือการส่งต่อสุขภาพดีให้แก่กันและกัน

‘ดอยคำ’สานต่อพระราชปณิธานในหลวง ร.9 ชวนอุดหนุนผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะเขือเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/307038

‘ดอยคำ’สานต่อพระราชปณิธานในหลวง ร.9 ชวนอุดหนุนผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะเขือเทศ

‘ดอยคำ’สานต่อพระราชปณิธานในหลวง ร.9 ชวนอุดหนุนผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะเขือเทศ

วันอังคาร ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัดยืนหยัดสานต่อพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยตามแนวทาง “อุตสาหกรรมเกษตรเพื่อพัฒนาชนบท”

พิพัฒพงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด เปิดเผยว่า “บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าแปรรูปจากผลผลิตของเกษตรกรยังคงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจสานต่อแนวพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ทรงต้องการแก้ปัญหาความยากจนของเกษตรกร พระองค์ทรงก่อตั้งโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปขึ้นให้ใกล้กับพื้นที่แหล่งเพาะปลูก เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำผลผลิตที่ได้มาจำหน่ายในราคายุติธรรม ให้เกษตรกรมีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

พิพัฒพงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา

ปัจจุบันมีโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ใช้แปรรูปผลิตผลจากเกษตรกร 4 แห่ง ได้แก่ 1.โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 1.อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ 2.โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 2 อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย 3.โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ ๓ อำเภอเต่างอย
จังหวัดสกลนคร 4.โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 4 อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ (อยู่ในระหว่างปรับปรุง) ซึ่งทั้ง 4 แห่งนี้ ตั้งอยู่ใกล้กับแหล่งเพาะปลูกวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้าตราดอยคำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 3 อำเภอเต่างอย จังหวัดสกลนคร เป็นโรงงานแปรรูปผลผลิตมะเขือเทศแห่งแรกในลุ่มแม่น้ำโขง มีพื้นที่ส่งเสริมการปลูกมะเขือเทศโดยรอบซึ่งครอบคลุมจังหวัดสกลนคร และจังหวัดใกล้เคียงได้แก่ นครพนม มุกดาหาร กาฬสินธุ์ และอุดรธานีรวม 23,000 ไร่ จนมีคำกล่าวเรียกพื้นที่นี้ว่า “เส้นทางสายมะเขือเทศ” (Tomato Belt) ซึ่งในแต่ละฤดูกาล บริษัทได้ส่งเสริมและรับซื้อผลผลิตมะเขือเทศเข้าโรงงานประมาณ 18,000-20,000 ตัน/ปี จากการดำเนินงานดังกล่าวถือได้ว่า น้ำมะเขือเทศดอยคำ เป็นผลิตภัณฑ์แห่งความภาคภูมิใจ และทำให้ดอยคำเป็นอันดับ 1 ในตลาดน้ำมะเขือเทศจวบจนปีปัจจุบัน

“ปีนี้จะเน้นสร้างให้ตราสินค้า “ดอยคำ” เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายมากขึ้นในฐานะตราสินค้าน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพ จึงได้พัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์จากผลผลิตมะเขือเทศ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นว่าดอยคำจะสามารถครองใจผู้บริโภคได้ทุกกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งแต่ละผลิตภัณฑ์จะมีความโดดเด่นและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ แตกต่างกันไป ปัจจุบัน ดอยคำ มีผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาสูตร และผลิตจากมะเขือเทศที่ส่งเสริมและรับซื้อ 5 รายการ ดังนี้ 1.น้ำมะเขือเทศ 99% ต้นตำรับน้ำมะเขือเทศ รสชาติเข้มข้น หนึ่งเดียวในประเทศไทย มากด้วยคุณประโยชน์เต็มร้อยจากธรรมชาติ การันตีด้วยรางวัล Superior Taste Award ปี 2016 จากสถาบันเพื่อรับรองรสชาติอาหารและเครื่องดื่มระดับนานาชาติ (iTQi) ประเทศเบลเยียม

น้ำมะเขือเทศ 99% ตราดอยคำ

2.น้ำมะเขือเทศผสมน้ำผลไม้รวม 98% ม็อกเทล ดอยคำเข้าใจถึงปัญหาของผู้บริโภคบางท่านที่ดื่มน้ำมะเขือเทศ 100% ไม่ได้ จึงปรับสูตรใหม่ด้วยการผสมน้ำผลไม้รวม ได้แก่ เสาวรส สตรอเบอร์รี่และส้ม เพื่อให้ดื่มง่าย แต่ยังคงเต็มไปด้วยคุณประโยชน์จากน้ำมะเขือเทศ3.น้ำมะเขือเทศ 99% สูตรโซเดียมต่ำ ปริมาณโซเดียมต่ำ ทางเลือกใหม่ของผู้รักสุขภาพที่ต้องการจำกัดปริมาณโซเดียม แต่ยังคงได้รับคุณประโยชน์จากน้ำมะเขือเทศ 4.น้ำมะเขือเทศผสมน้ำผักรวม 99%-เวอร์จินแมรี ผลิตภัณฑ์ใหม่ปี2560 มิติใหม่ของการดื่มน้ำมะเขือเทศ โดดเด่นด้วยรสชาติที่จัดจ้านจาก ขิง พริก พริกไทย และเซเลอรี (ขึ้นฉ่ายฝรั่ง) ช่วยเติมความสดชื่นอย่างรวดเร็ว คลายความเหนื่อยล้า เหมาะสำหรับคนทำงานรุ่นใหม่ที่ต้องการเพิ่มความกระปรี้กระเปร่า สำหรับผลิตภัณฑ์รายการนี้ เรามีแผนจะเปลี่ยนชื่อผลิตภัณฑ์ในปี 2561 เป็นน้ำมะเขือเทศผสมน้ำผักรวม 99% สูตรจัดจ้าน เพื่อให้สอดคล้องกับส่วนผสมปรุงรสที่มีความเป็นไทยและมีรสจัดจ้าน และเป็นที่รู้จักของคนไทย 5.มะเขือเทศทาขนมปังเอกลักษณ์ของการผสานรสชาติเผ็ดหวานลงตัวแบบไม่เติมน้ำตาล เต็มรสชาติด้วยเนื้อมะเขือเทศกว่า70% พร้อมคุณประโยชน์จากไลโคปีนเทียบเท่ามะเขือเทศสด 10 ผล

มะเขือเทศทาขนมปัง

นอกจากการส่งเสริม รับซื้อ และพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องแล้ว ทางบริษัทยังคงต่อยอดการดำเนินงานในด้านอื่นๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ซึ่งจากเหตุการณ์อุทกภัยในภาคอีสานที่ผ่านมา บริษัทจึงได้จัดทำสินค้าแพ็กพิเศษน้ำมะเขือเทศ 99% สูตรโซเดียมต่ำ 1 แถม 1 เพื่อเป็นอีกทางที่จะช่วยให้เราสามารถรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรได้มากขึ้นในปีต่อไป โดยได้รับการสนับสนุนพื้นที่วางจำหน่ายสินค้า ณ ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น จำนวน 11,000 สาขา มีกำหนดวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2560 เป็นต้นไป