ผู้หญิงไทยมีภาวะอ้วนเป็นอันดับ 2 ในเอเชีย เสี่ยงเป็นเบาหวานสูง แนะปรับพฤติกรรมให้ถูกสุขภาวะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/307025

ผู้หญิงไทยมีภาวะอ้วนเป็นอันดับ 2 ในเอเชีย เสี่ยงเป็นเบาหวานสูง แนะปรับพฤติกรรมให้ถูกสุขภาวะ

ผู้หญิงไทยมีภาวะอ้วนเป็นอันดับ 2 ในเอเชีย เสี่ยงเป็นเบาหวานสูง แนะปรับพฤติกรรมให้ถูกสุขภาวะ

วันอังคาร ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ในแต่ละปีทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากโรคเบาหวาน รวมกันแล้วกว่า 5 ล้านคน และอีกกว่า 415 ล้านคนยังต้องเผชิญกับโรคเบาหวาน ในจำนวนนี้มีเพียงร้อยละ 50 ที่ได้รับการวินิจฉัย ซึ่งหมายความว่า ยังมีคนอีกเป็นจำนวนมากที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนเพราะได้รับการวินิจฉัยล่าช้า

นอกจากนี้ ยังคาดการณ์ว่าในปี พ.ศ. 2583 ยอดผู้ป่วยโรคเบาหวานจะเพิ่มขึ้นเป็น 642 ล้านคนทั่วโลก สำหรับประเทศไทย มีผู้เสียชีวิตด้วยโรคเบาหวานเฉลี่ยปีละกว่า 8,000 คน โดยในปี 2557 มียอดผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 8.9 หรือ 4.8 ล้านคน สูงกว่าปี พ.ศ. 2552 ซึ่งมีร้อยละ 6.9 หรือ 3.3 ล้านคน ที่น่าเป็นห่วงคือ มีคนไทยมากถึง 2 ล้านคนที่เป็นเบาหวานแต่ไม่ทราบว่าตนเองเป็น และยังไม่เข้าถึงการรักษา และยังมีอีก 7.7 ล้านคน ที่อยู่ในภาวะกลุ่มเสี่ยงของโรคเบาหวาน

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้ความชุกของโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในเขตเมือง คือ ความอ้วนและน้ำหนักตัวเกิน โดยภาวะอ้วนของคนไทยมีอัตราเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และผู้หญิงไทยมีภาวะอ้วนมากเป็นอันดับ 2 ในเอเชียรองจากมาเลเซีย โดยมีสาเหตุจากการกินอาหารไม่ถูกสุขภาวะ และขาดการออกกำลังกาย

นอกจากไตวาย ความดันโลหิตสูงแล้ว โรคเบาหวานยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการเกิดโรคแทรกซ้อน อย่าง โรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 ของคนไทยอีกด้วย โดยโรคเบาหวานที่พบบ่อยมีอยู่ 2 ชนิด โรคเบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากเกิดจากร่างกายทำลายเซลล์ของตัวเองที่ทำหน้าที่ผลิตอินซูลินโดยปฏิกิริยาอิมมูน เกิดได้กับทุกอายุ แต่มักพบในวัยเด็กหรือผู้ใหญ่วัยต้น ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ต้องการอินซูลินเพื่อให้ชีวิตอยู่รอด ขณะที่ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ส่วนใหญ่ร้อยละ 90 เกิดจากภาวะดื้ออินซูลิน แม้ร่างกายผลิตอินซูลินเพิ่มมากขึ้นแต่ไม่เพียงพอที่จะควบคุมระดับน้ำตาล มักพบในผู้ใหญ่อายุมากกว่า 30 ปี สัมพันธ์กับการมีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการดื้ออินซูลิน

ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์ นายกสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ เผยว่า เมื่อเป็นโรคเบาหวานแล้ว สิ่งที่จะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากผู้ป่วยไม่สามารถปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด คือ การเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ที่อาจเป็น
อันตรายถึงแก่ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งพบบ่อยที่สุดในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่ต้องพึ่งอินซูลิน ส่วนผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องพึ่งอินซูลิน มีสาเหตุการเสียชีวิตจากภาวะไตวายและโรคหลอดเลือดหัวใจสูงสุดใกล้เคียงกัน นอกจากนี้ โรคเบาหวานยังเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยมีภาวะซึมเศร้า โรคหลอดเลือดสมองตีบและอุดตัน โรคหัวใจล้มเหลว และโรคหลอดเลือดแดงที่ขาตีบตันสูงกว่าคนทั่วไปหลายเท่าตัว รวมถึงยังเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของการเกิดไตวายในประเทศไทยอีกด้วย

กุญแจสำคัญที่ทำให้ประสบความสำเร็จในการป้องกัน คือการเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิตมาสู่รูปแบบที่ถูกสุขลักษณะ เช่น การลดน้ำหนัก มีกิจกรรมที่ออกแรงมากขึ้น เพิ่มอาหารที่มีไฟเบอร์ ลดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง หลีกเลี่ยงการดื่มสุราและสูบบุหรี่ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ถ้าสามารถทำได้มากเท่าใด อุบัติการณ์ของโรคเบาหวานก็จะลดลงมากเท่านั้น นอกจากนี้ ผู้ที่มีความเสี่ยงทุกคนควรได้รับการตรวจระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด เพื่อวินิจฉัยโรคเบาหวาน ซึ่งการประเมินความเสี่ยงเพื่อตรวจกรองหาผู้ป่วยนั้น นอกจากจะช่วยค้นหาผู้ที่มีโอกาสที่จะเป็นเบาหวานในอนาคต ซึ่งจะได้ให้การป้องกันไม่ให้เกิดโรคเบาหวานแล้ว ยังช่วยให้ตรวจพบผู้ที่เป็นเบาหวานโดยไม่มีอาการและสามารถให้การรักษาได้ตั้งแต่เนิ่นๆ อีกด้วย

ในกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 เนื่องจากตับอ่อนไม่สามารถผลิตอินซูลินได้ จึงอาจทำให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดนี้ยากต่อการควบคุม การรักษาจึงต้องมีหลักเกณฑ์ต่างๆ ได้แก่ การควบคุมอาหารอย่างระมัดระวัง วางแผนเรื่องการออกกำลังกาย การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง และการฉีดอินซูลินแบบหลายครั้งในหนึ่งวัน (MDI) ส่วนผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 นั้น จำเป็นต้องควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย และอาจต้องรักษาด้วยยารับประทานและ/หรือฉีดอินซูลินร่วมด้วย

ศ.คลินิก นายแพทย์ชัยชาญ ดีโรจนวงศ์ ประธานวิชาการสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ เผยอีกว่า การรักษาเบาหวานชนิดที่ 1 ในปัจจุบันเริ่มมีการใช้วิธี close loop insulin pump หมายถึงผู้ป่วยจะพกพาเครื่องตรวจระดับน้ำตาลในเลือดและเครื่องให้อินซูลินเข้าใต้ผิวหนัง ติดไว้กับตัวตลอดเวลา เครื่องตรวจระดับน้ำตาลจะทำการส่งสัญญาณค่าน้ำตาลที่ตรวจได้ไปยังเครื่องให้อินซูลินซึ่งจะเป็นตัวกำหนดขนาดอินซูลินที่จะให้เข้าสู่ร่างกายตลอดเวลา วิธีนี้เริ่มมีการใช้ในชีวิตจริงทางการวิจัยมาไม่นาน ซึ่งกว่าจะพัฒนาให้ใช้ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ทั่วไปคงอีกหลายปี

ส่วนการรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 นั้น ปัจจุบันมียาเม็ดลดระดับน้ำตาลชนิดใหม่ๆ ออกมาหลายขนาน ที่ช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสเกิดภาวะน้ำตาลต่ำในเลือดน้อยลงและไม่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ส่วนยาฉีดนั้น มีทั้งยาฉีดชนิดที่ไม่ใช่อินซูลิน ซึ่งทำให้การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดดีขึ้นและทำให้น้ำหนักตัวลดลง และยาฉีดที่เป็นอินซูลิน ซึ่งปัจจุบันมีนวัตกรรมของยาฉีดอินซูลินที่ออกฤทธิ์ได้ยาวขึ้น ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานเสี่ยงต่อการเกิดภาวะน้ำตาลต่ำน้อยลง และเพิ่มความสะดวกต่อคนไข้ที่ไม่จำเป็นต้องฉีดในเวลาเดิมทุกวัน สามารถเลื่อนหรือฉีดก่อนเวลาประจำได้บ้างโดยที่ประสิทธิภาพในการรักษาไม่เปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม การรักษาโรคเบาหวานให้ประสบผลสำเร็จ นอกจากการใช้อินซูลินได้ครบตามกำหนดที่แพทย์แนะนำแล้ว ผู้ป่วยยังต้องคุมน้ำตาลด้วยการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้ถูกสุขลักษณะควบคู่ไปด้วยเสมอ ทั้งการลดน้ำหนัก รับประทานอาหารที่สมดุล ออกกำลังกาย หลีกเลี่ยงการดื่มสุราและสูบบุหรี่ และพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ

พระราชดำรัสว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/307031

พระราชดำรัสว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียง

พระราชดำรัสว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียง

วันอังคาร ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในรัชกาลที่ 9พระราชทานพระราชดำริชี้แนะแนวทาง การดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า 30 ปี ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ เป็นแนวคิดที่ตั้งอยู่บนรากฐานของวัฒนธรรมไทย เป็นแนวทางการพัฒนาที่ตั้งบนพื้นฐานของทางสายกลาง และความไม่ประมาทคำนึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันในตัวเอง ตลอดจนใช้ความรู้และคุณธรรม เป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต

ในโอกาสนี้ ได้อัญเชิญพระบรมราชโชวาท พระราชดำรัส ที่ได้พระราชทานในโอกาสต่างๆ มาให้คนไทยได้น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ เพราะสิ่งที่ “พ่อหลวง” สอนไว้ เราได้ประจักษ์มาแล้วตลอด 70 ปีแห่งรัชสมัยของพระองค์

พระราชดำรัสที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง “…เศรษฐศาสตร์เป็นวิชาของเศรษฐกิจ การที่ต้องใช้รถไถต้องไปซื้อ เราต้องใช้ต้องหาเงินมาสำหรับซื้อน้ำมันสำหรับรถไถ เวลารถไถเก่าเราต้องยิ่งซ่อมแซม แต่เวลาใช้นั้นเราก็ต้องป้อนน้ำมันให้เป็นอาหาร เสร็จแล้วมันคายควัน ควันเราสูดเข้าไปแล้วก็ปวดหัว ส่วนควายเวลาเราใช้เราก็ต้องป้อนอาหาร ต้องให้หญ้าให้อาหารมันกิน แต่ว่ามันคายออกมา ที่มันคายออกมาก็เป็นปุ๋ย แล้วก็ใช้ได้สำหรับให้ที่ดินของเราไม่เสีย…”

(พระราชดำรัส เนื่องในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๒๙)

“…เราไม่เป็นประเทศร่ำรวย เรามีพอสมควร พออยู่ได้ แต่ไม่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก เราไม่อยากจะเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก เพราะถ้าเราเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมากก็จะมีแต่ถอยกลับ ประเทศเหล่านั้นที่เป็นประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้า จะมีแต่ถอยหลังและถอยหลังอย่างน่ากลัว แต่ถ้าเรามีการบริหารแบบเรียกว่าแบบคนจน แบบที่ไม่ติดกับตำรามากเกินไป ทำอย่างมีสามัคคีนี่แหละคือเมตตากัน จะอยู่ได้ตลอดไป…”

(พระราชดำรัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๔)

“…ตามปกติคนเราชอบดูสถานการณ์ในทางดี ที่เขาเรียกว่าเล็งผลเลิศ ก็เห็นว่าประเทศไทย เรานี่ก้าวหน้าดี การเงินการอุตสาหกรรมการค้าดี มีกำไร อีกทางหนึ่งก็ต้องบอกว่าเรากำลังเสื่อมลงไปส่วนใหญ่ ทฤษฎีว่า ถ้ามีเงินเท่านั้นๆ มีการกู้เท่านั้นๆ หมายความว่าเศรษฐกิจก้าวหน้า แล้วก็ประเทศก็เจริญมีหวังว่าจะเป็นมหาอำนาจ ขอโทษเลยต้องเตือนเขาว่า จริงตัวเลขดี แต่ว่าถ้าเราไม่ระมัดระวังในความต้องการพื้นฐานของประชาชนนั้นไม่มีทาง…”

(พระราชดำรัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๖

“…เดี๋ยวนี้ประเทศไทยก็ยังอยู่ดีพอสมควร ใช้คำว่า พอสมควร เพราะเดี๋ยวมีคนเห็นว่ามีคนจน คนเดือดร้อน จำนวนมากพอสมควร แต่ใช้คำว่า พอสมควรนี้ หมายความว่าตามอัตภาพ…”

(พระราชดำรัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๙)

“…ที่เป็นห่วงนั้น เพราะแม้ในเวลา ๒ ปี ที่เป็นปีกาญจนาภิเษกก็ได้เห็นสิ่งที่ทำให้เห็นได้ว่า ประชาชนยังมีความเดือดร้อนมาก และมีสิ่งที่ควรจะแก้ไขและดำเนินการต่อไปทุกด้าน มีภัยจากธรรมชาติกระหน่ำ ภัยธรรมชาตินี้เราคงสามารถที่จะบรรเทาได้หรือแก้ไขได้ เพียงแต่ว่าต้องใช้เวลาพอใช้ มีภัยที่มาจากจิตใจของคน ซึ่งก็แก้ไขได้เหมือนกัน แต่ว่ายากกว่าภัยธรรมชาติ ธรรมชาตินั้นเป็นสิ่งนอกกายเรา แต่นิสัยใจคอของคนเป็นสิ่งที่อยู่ข้างใน อันนี้ก็เป็นข้อหนึ่งที่อยากให้จัดการให้มีความเรียบร้อย แต่ก็ไม่หมดหวัง…”

(พระราชดำรัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๙)

“…การจะเป็นเสือนั้นไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินนั้น หมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตนเอง ความพอเพียงนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหารของตัวเอง จะต้องทอผ้าใส่เอง อย่างนั้นมันเกินไป แต่ว่าในหมู่บ้านหรือในอำเภอ จะต้องมีความพอเพียงพอสมควร บางสิ่งบางอย่างผลิตได้มากกว่าความต้องการก็ขายได้ แต่ขายในที่ไม่ห่างไกลเท่าไร ไม่ต้องเสียค่าขนส่งมากนัก…”

(พระราชดำรัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๙)

“…เมื่อปี ๒๕๑๗ วันนั้นได้พูดถึงว่า เราควรปฏิบัติให้พอมีพอกิน พอมีพอกินนี้ก็แปลว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง ถ้าแต่ละคนมีพอมีพอกิน ก็ใช้ได้ ยิ่งถ้าทั้งประเทศพอมีพอกินก็ยิ่งดี และประเทศไทยเวลานั้นก็เริ่มจะเป็นไม่พอมีพอกิน บางคนก็มีมาก บางคนก็ไม่มีเลย…”

(พระราชดำรัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา  ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๑)

“…พอเพียง มีความหมายกว้างขวางยิ่งกว่านี้อีก คือคำว่าพอ ก็พอเพียงนี้ก็พอแค่นั้นเอง คนเราถ้าพอในความต้องการก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อยก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย ถ้าประเทศใดมีความคิดอันนี้ มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่าพอประมาณ ซื่อตรง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข พอเพียงนี้อาจจะมี มีมากอาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น…”

(พระราชดำรัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๑)

“…ไฟดับถ้ามีความจำเป็น หากมีเศรษฐกิจพอเพียงแบบไม่เต็มที่ เรามีเครื่องปั่นไฟก็ใช้ปั่นไฟ หรือถ้าขั้นโบราณกว่า มืดก็จุดเทียน คือมีทางที่จะแก้ปัญหาเสมอ ฉะนั้นเศรษฐกิจพอเพียงก็มีเป็นขั้นๆ แต่จะบอกว่าเศรษฐกิจพอเพียงนี้ ให้พอเพียงเฉพาะตัวเองร้อยเปอร์เซ็นต์นี่เป็นสิ่งทำไม่ได้ จะต้องมีการแลกเปลี่ยน ต้องมีการช่วยกัน ถ้ามีการช่วยกัน แลกเปลี่ยนกัน ก็ไม่ใช่พอเพียงแล้ว แต่ว่าพอเพียงในทฤษฎีในหลวงนี้ คือให้สามารถที่จะดำเนินงานได้…”

(พระราชดำรัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๒)

“…โครงการต่างๆ หรือเศรษฐกิจที่ใหญ่ ต้องมีความสอดคล้องกันดีที่ไม่ใช่เหมือนทฤษฎีใหม่ ที่ใช้ที่ดินเพียง ๑๕ ไร่ และสามารถที่จะปลูกข้าวพอกิน กิจการนี้ใหญ่กว่า แต่ก็เป็นเศรษฐกิจพอเพียงเหมือนกัน คนไม่เข้าใจว่ากิจการใหญ่ๆ เหมือนสร้างเขื่อนป่าสักก็เป็นเศรษฐกิจพอเพียงเหมือนกัน เขานึกว่าเป็นเศรษฐกิจสมัยใหม่ เป็นเศรษฐกิจที่ห่างไกลจากเศรษฐกิจพอเพียง แต่ที่จริงแล้ว เป็นเศรษฐกิจ
พอเพียงเหมือนกัน…”

(พระราชดำรัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๒)

“…ฉันพูดเศรษฐกิจพอเพียงความหมายคือ ทำอะไรให้เหมาะสมกับฐานะของตัวเอง คือทำจากรายได้ ๒๐๐-๓๐๐ บาท ขึ้นไปเป็นสองหมื่น สามหมื่นบาท คนชอบเอาคำพูดของฉัน เศรษฐกิจพอเพียงไปพูดกันเลอะเทอะ เศรษฐกิจพอเพียง คือทำเป็น Self-Sufficiency มันไม่ใช่ความหมายไม่ใช่แบบที่ฉันคิด ที่ฉันคิดคือเป็น Self-Sufficiency of Economy เช่น ถ้าเขาต้องการดูทีวี ก็ควรให้เขามีดู ไม่ใช่ไปจำกัดเขาไม่ให้ซื้อทีวีดู เขาต้องการดูเพื่อความสนุกสนาน ในหมู่บ้านไกลๆ ที่ฉันไป เขามีทีวีดูแต่ใช้แบตเตอรี่ เขาไม่มีไฟฟ้า แต่ถ้า Sufficiency นั้น มีทีวีเขาฟุ่มเฟือย เปรียบเสมือนคนไม่มีสตางค์ไปตัดสูทใส่ และยังใส่เนคไทเวอร์ซาเช่ อันนี้ก็เกินไป…”

(พระราชดำรัส ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล ๑๗ มกราคม ๒๕๔๔)

‘สยาม ไวเนอรี่’สานต่อพระราชปณิธานในหลวงรัชกาลที่ 9 ร่วมฟื้นฟูป่า สร้างความปลอดภัยให้สัตว์และรักษาสมดุลธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/306977

'สยาม ไวเนอรี่'สานต่อพระราชปณิธานในหลวงรัชกาลที่ 9 ร่วมฟื้นฟูป่า สร้างความปลอดภัยให้สัตว์และรักษาสมดุลธรรมชาติ

‘สยาม ไวเนอรี่’สานต่อพระราชปณิธานในหลวงรัชกาลที่ 9 ร่วมฟื้นฟูป่า สร้างความปลอดภัยให้สัตว์และรักษาสมดุลธรรมชาติ

วันจันทร์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 19.00 น.

“ช้างควรอยู่ในป่า…เพียงแต่ต้องทำให้ป่านั้นมีอาหารช้างเพียงพอ การปฏิบัติ คือ ให้ไปสร้างแหล่งอาหารในป่าเป็นแปลงเล็กๆ และกระจาย กรณีช้างที่ออกมาชายป่าต้องให้ความปลอดภัยกับช้างป่า”

พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เรื่อง “คนกับช้าง” ที่พระราชทานไว้เมื่อ 5 กรกฎาคม 2542  นับเป็นที่มาของการน้อมนำพระราชดำรัสไปถือปฏิบัติกันอย่างต่อเนื่อง โดย บริษัท สยามไวเนอรี่ จำกัด ได้เป็นส่วนหนึ่งของการน้อมนำและสนองพระราชดำรัสโดยยึดเป็นพันธกิจในการดำเนินโครงการต่างๆ ทั้งด้านอนุรักษ์ และฟื้นฟูสภาพป่า การสร้างความปลอดภัยให้สัตว์ป่า ด้วยการจัดหาวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงงบประมาณ สนับสนุน ซึ่งได้เริ่มดำเนินงานตั้งแต่ปี 2552 โดยจัดทำโครงการต่างๆ  อาทิ  การสร้างและปรับปรุง แหล่งอาหารสัตว์ป่า ในปี พ.ศ  2560 ซึ่ง บริษัทสยามไวเนอรี่ เทรดดิ้งพลัส จำกัด ได้ดำเนินการสร้างแปลงหญ้าใหม่ จำนวน100 ไร่ และฟื้นฟูแหล่งหญ้าเก่า จำนวน 100 ไร่ การสร้างแหล่งน้ำ การฟื้นฟูโป่งเทียมสำหรับสัตว์ป่า รวมถึงโครงการสร้างความปลอดภัยสำหรับสัตว์ป่า สร้างขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า เช่น การมอบรางวัลนำจับให้กับเจ้าหน้าที่ที่เสี่ยงภัยในการลาดตระเวน เป็นต้น

ชยพล ศรศิลป์  ผู้จัดการฝ่ายบริหารความรับผิดชอบต่อสังคม กล่าวว่า “จากผลการดำเนินการโดยน้อมนำพระราชดำรัสมาประพฤติปฎิบัติดังกล่าวจึงทำให้จำนวนสัตว์ป่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีช้างมากกว่า 237 ตัว กระทิงและวัวแดง มากกว่า 275  ตัว ข้อขัดแย้งของคนกับช้างลดลง และไม่มีช้างถูกทำร้ายจากการกินพืชผลทางการเกษตรของชาวบ้าน ทั้งยังให้กุยบุรีเป็นต้นแบบของการอนุรักษ์เป็นที่ศึกษาดูงาน และมีนักท่องเที่ยวทั้งจากในประเทศและต่างประเทศมาเยี่ยมชมตลอดเวลา เป็นการสร้างรายได้ให้กับชุมชนอีกทางหนึ่งจนเกิดการก่อตั้งชมรมท่องเที่ยวขึ้น ซึ่งนับเป็นความสำเร็จในการดำเนินการอย่างมาก”

นอกจากนี้ บริษัท สยาม ไวเนอรี่ ร่วมมือกับภาครัฐ จัดทำโครงการทดลองพัฒนาโพรงรังเทียมของนกเงือก โดยใช้รังจากถังไวน์เก่าผลิตจากไม้โอ๊คขนาด 200 ลิตร  เพื่อเพิ่มโอกาสการทำรังเพิ่มประชากรของนกเงือกที่มีจำนวนลดลงในธรรมชาติและอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธ์ ซึ่งเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมามูลนิธิศึกษานิเวศนวิทยาของนกเงือก มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เป็นตัวแทนของประเทศไทยนำเสนอผลงานการพัฒนาโพรงรังเทียมจากถังไวน์เก่าที่ทำร่วมกับ บริษัท สยาม ไวเนอรี่ ใน “โครงการสร้างโพรงรังเทียมของนกเงือกจากทั้งไวน์เก่า” ณ เมืองกูชิง ซาราวัก -ประเทศมาเลเซีย  โดยงานนี้ได้รับความสนใจจากนักวิจัย นักอนุรักษ์นกเงือกจากทั่วโลกเป็นอย่างมาก  เนื่องจากผลงานวิจัยปรากฎชัดว่า นกเงือกที่เกิดในโพรงรังเทียมสามารถมีชีวิตรอดและออกไปจากรังพร้อมกับแม่นก จึงถือเป็นนกเงือกตัวแรกของโลกที่เกิดในโพรงรังเทียมที่ทำถังไวน์เก่า และเป็นความสำเร็จครั้งแรกของโลกก็ว่าได้

นับเป็นนวัตกรรมการอนุรักษ์ครั้งแรกของโลกที่นำถังไวน์เก่าเหลือใช้ในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งการที่ บริษัทสยามไวเนอรี่ ได้เป็นส่วนหนึ่งในการน้อมนำพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มาปฎิบัติตลอดจนสานต่อพระราชปณิธานในเรื่องการอนุรักษ์ป่าจนเกิดผลสำเร็จ จึงเป็นความภาคภูมิใจแก่พนักงานและองค์กรอย่างสูงสุด

‘โบวี่-อัฐมา’ร่วมเปิดตัว’Life by SPONSOR Electric RunThailand 2018’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/306963

'โบวี่-อัฐมา'ร่วมเปิดตัว'Life by SPONSOR Electric RunThailand 2018'

‘โบวี่-อัฐมา’ร่วมเปิดตัว’Life by SPONSOR Electric RunThailand 2018’

วันจันทร์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 18.00 น.

สร้างปรากฎการณ์ความมันส์ให้นักวิ่งสายตื้ดกันมาแล้วทั่วโลก ถึงเวลาที่นักวิ่งสัญชาติไทยจะได้สัมผัสประสบการณ์สุดเร้าใจแตกต่างจากการวิ่งครั้งไหนๆ กับสุดยอดอีเว้นท์เบอร์หนึ่งระดับโลก ครั้งแรกของเมืองไทย“ไลฟ์บายสปอนเซอร์อิเล็คทริครันไทยแลนด์ 2018 รีชาร์จ เวิล์ด ทัวร์” (Life by SPONSOR Electric RunThailand 2018 Recharged World Tour) ครั้งแรกกับการปิด “หาดบางแสน” เพื่อให้เหล่านักวิ่งได้สนุกสุดเหวี่ยงไปกับระบบแสงสีเสียง Course Land และ Finisher LED Stage สุดยิ่งใหญ่ ในระยะทาง 5 กิโลเมตร ซึ่งเคยฝากความประทับใจให้เหล่านักวิ่งสายตื้ดมาแล้วกว่า 1.4 ล้านคน ตลอด 5 ปี ในกว่า 30 เมือง 15 ประเทศ ทั้งใน สหรัฐอเมริกา, อังกฤษ, อิตาลี, ฝรั่งเศส, ออสเตรเลีย จีน, เกาหลี, ญี่ปุ่น ฯลฯ เรียกได้ว่าการันตีความมันส์กันมาแล้วทั่วโลก

ในงานแถลงข่าวการประกาศเปิดขายบัตรอย่างเป็นทางการในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก คุณณัฐิสิริ ชลธิสิริศิลป์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด เครื่องดื่มเกลือแร่สปอนเซอร์, คุณมนสิชา สังข์สุวรรณ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาด บริษัท เอพี ฮอนด้า จำกัด, คุณณรงค์ชัย คุณปลื้ม นายกเทศมนตรีเมืองแสนสุข ผู้ให้การสนับสนุนการจัดงาน และ คุณบุญเพิ่ม อินทนปสาธน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มูฟ เอเชีย จำกัด ผู้จัดการแข่งขัน มาร่วมพูดคุยถึงการจัดงานที่จะเกิดขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดแคมเปญประกาศรับสมัครดีเจ.หน้าใหม่ที่อยากได้โอกาสและพื้นที่ในการโชว์ฝีมือและศักยภาพความเป็นดีเจ.ของตัวเอง ให้กับเหล่านักวิ่งได้มันส์และสนุกไปพร้อมๆ กับ “อิเล็คทริค

รุคกี้ดีเจ เซิร์ช (Electric Rookie DJ. Search)8 คนเท่านั้นที่จะได้ครองบัลลังก์ดีเจ.ใน 8 คอร์สแลนด์ส (Course Land) เสริมทัพให้ค่ำคืนสุดมันส์หฤหรรษ์กันยิ่งขึ้น โดยนอกจากงานในครั้งนี้แล้ว 1 ใน 8 ดีเจ.เหล่านี้จะได้มีโอกาสเป็นตัวแทนประเทศไทย ไปโลดโลดแล่นที่ต่างแดน กับการไปเล่นโชว์ที่งาน Electric Run ที่ประเทศดูไบในปี 2018 กันอีกด้วย

เท่านั้นยังไม่พอ งานนี้ยังมีดาราและนางแบบสาวสวยสุดเซ็กซี่ โบวี่-อัฐมา ชีวนิชพันธ์ มาร่วมพูดคุยถึงทริคความสวยความงาม ต่อให้วิ่งแค่ไหน ก็ยังดูสวยใสได้ แถมยังเป็นเทรนเนอร์พิเศษช่วยไกด์ท่าโพสต์มุมสวยขณะวิ่งผ่านกล้อง ช่วยเติมดีกรีความเซ็กซี่แบบสุขภาพดีให้เหล่านักวิ่งขาตื้ดกันด้วย

รู้กันแล้วก็อย่าช้า เตรียมขยับแข้งขยับขา ออกมาสนุกไปด้วยกัน กับ “ไลฟ์ บาย สปอนเซอร์ อิเล็คทริครัน ไทยแลนด์ 2018 รีชาร์จ เวิล์ด ทัวร์” (Life by SPONSOR Electric Run Thailand 2018Recharged World Tour) ในวันเสาร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2518 หนึ่งทุ่มเป็นต้นไป ริมหาดบางแสน ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่www.electricrun.co.thหรือ เฟซบุ๊ค ElectricRunThailand  แล้วอย่าลืมมาฮอตช่า ท้าทุกบีทไปด้วยกัน

 

4 แบรนด์ปัง!! แท็กทีมจัดแฟชั่นโชว์’HORIZON RUNWAY”BYTHE ICON SOCIETY’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/306960

4 แบรนด์ปัง!! แท็กทีมจัดแฟชั่นโชว์'HORIZON RUNWAY”BYTHE ICON SOCIETY'

4 แบรนด์ปัง!! แท็กทีมจัดแฟชั่นโชว์’HORIZON RUNWAY”BYTHE ICON SOCIETY’

วันจันทร์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 16.30 น.

“THE ICON SOCIETY”กลุ่มไทยดีไซเนอร์ไฟแรงจาก 4 แบรนด์เป๊ะปัง!!SILHOUETTE โดย โมโมเอะ มาซูโอะ,SURREALOBJECTS โดย ดร.วรฐ ทรัพย์ศรีสัญจัย,THE PARROT โดยพิมสิริ นาคสวัสดิ์,WILA โดยวิลาสินี เลืองวัฒนะวนิชแท็กทีมเจิดบนRunway จัดงานแฟชั่นโชว์บนเส้นขอบฟ้า ครั้งแรกกับการเผยโฉมคอลเลคชั่นพิเศษ ซึ่งไม่เคยเปิดเผยที่ใดมาก่อนในงาน“HORIZON RUNWAY”BYTHE ICON SOCIETYวันอาทิตย์ที่ 3 ธันวาคม 2560 ณ โรงแรม 137 Pillars Suites Bangkok ซ.สุขุมวิท39ชั้น 27 เมื่อวันก่อน โดยมีกองทัพศิลปิน-ดารา-เซเลบ มาร่วมเป็นเกียรติในงานมากมาย อาทิโม-มนชนก แสงฉายเพียงเพ็ญ, พรีม-รณิดา เตชสิทธิ์, เฌอเบลล์-ลัลณ์ลลินเตจะสา เวศซ์,วาววา-ณิชารีย์ โชคประจักษ์ชัด, ไอซ์-อามีนา กูล, 2 พี่น้อง มิ้น-ณัฐวรา &มีมี่-แพรวพรรณ วงศ์วาสนา, ดาว-พิมพ์ทองวชิราคม, แอร์-ภัณฑิลา ฟูกลิ่น,มิว-ลักษณ์นารา เปี้ยทา, ฮารุ ยามากูชิ,เมทัล สุขขาว, มะปราง-วิรากานต์เสณีตันติกุล, พลอย-อัยดา ศรีมูลตรี(แฟนกันต์ กันตถาวร), กัสจัง-จีร่าร์ พิทักษ์พรตระกูล,พลอย-รัญดภามันตะลัมพะ, ไอซ์-อธิชนัน ศรีเสวก, ซี-หทัยภัทร สมรรถวิทยาเวช, น้ำหวาน-พิไลพรสุปินชมภู, เกี๊ยก-วัทธิกรเพิ่มทรัพย์หิรัญ, ฝ้าย-เวฬุรีย์ดิษยบุตร, มิ้งค์-ณัฏฐิ์ประภา ชุณหะวัณ, อ๊ก-พัชร์ศร ทองสลวย, เอื้อน-ณพสรา ไทยวัฒน์, หญิง-ปรัชญมน บุรณศิริ, แพร-ลิสา จิรา, ซายน์-กรรณิการ์ เมธาเจริญวิทย์, ตูน-พิมพ์ปวีณ์ โคกระบินทร์, เกี่ยวก้อย-ขวัญกวินท์ ธำรงรัฐเศรษฐ์, นุก-พรรณพร ประสพ, มิ้นท์-ประภัสสรวิริยะกิจนุกูล, ตูน-พิมพ์ปวีณ์ โคกระบินทร์, เบียร์ The voice, อะตอม micidol, แพรว ไพลิน, แคทตี้-รัสรินทร์ธนะชัยวัฒนะโภคิน,พลอย-พงษ์รตี เจริญ ฯลฯอื้อหือ..เรียกว่าคนดังแน่นทะลักจริงๆงานนี้ไม่ต้องบอกก็รู้เลยว่าอลัง!!ปัง!!เว่อร์!!สุดๆ ขนาดไหนจากนั้นถึงคิวเปิดรันเวย์ บรรยากาศเริ่มคึกคัก แต่ละแบรนด์ทยอยปล่อยของส่งแฟชั่นโชว์คอลเลคชั่นพิเศษใหม่ป้ายแดงขึ้นเวทีแบบต่อเนื่องโดยมีดีเจชื่อดัง ดาด้า-วรินดา ดำรงผล รับหน้าที่พิธีกรชแถมมีมุมเกร๋ๆ ให้สาวๆ ได้ช้อปฯคอลเลคชั่นใหม่ในงานได้ก่อนใคร ได้ใจเหล่าสาวฮอตสาวแซบสุดชิคแขกรับเชิญสาวกคนรักแฟชั่นเต็มๆ

จิบชายามบ่ายใจกลางกรุงเทพฯ กับ เดอะ ลิฟวิ่ง รูม (The Living Room)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/306954

จิบชายามบ่ายใจกลางกรุงเทพฯ กับ เดอะ ลิฟวิ่ง รูม (The Living Room)

จิบชายามบ่ายใจกลางกรุงเทพฯ กับ เดอะ ลิฟวิ่ง รูม (The Living Room)

วันจันทร์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 16.30 น.

โรงแรม พาร์ค ไฮแอท กรุงเทพฯ (Park Hyatt Bangkok) หลังเปิดตัวด้วยประสบการณ์ “เมนูใหม่และแฟชั่นโชว์” ครั้งแรกของโรงแรม ปูเส้นทางสู่การจัดงานอีกมากมายที่กำลังจะตามมาในอนาคตอันใกล้นี้ ณ สถานที่แห่งใหม่ของ โรงแรม พาร์ค ไฮแอท กรุงเทพฯนับเป็นการบรรจบกันอย่างน่าทึ่งของสองพลังสร้างสรรค์สำคัญ เมื่อในวันอังคารที่ 28 พฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมา เชฟขนมผู้เปี่ยมด้วยความหลงใหล เควิน ลี (Pastry Chef Kevin Lee) ได้เปิดตัวเมนู อาฟเตอร์นูน ที (Afternoon Tea) ดั้งเดิมครั้งแรกของเขา ให้กับเลานจ์สุดหรูซึ่งรายล้อมไปด้วยวิวเมืองของโรงแรม พาร์ค ไฮแอท กรุงเทพฯ ร่วมกับแฟชั่นดีไซเนอร์ระดับสากล วทานิกา ปัทมสิงห์ ดีไซเนอร์ไทยที่เคยสร้างชื่อเสียงมาแล้วในลอนดอน ที่ได้ส่งคอลเลคชั่นล่าสุดบนรันเวย์ของเธอ วทานิกา รีสอร์ท 2018คอลเลคชั่น (VATANIKA Resort 2018 Collection) มาร่วมสร้างสีสันและบรรยากาศสไตล์รันเวย์เป็นครั้งแรกให้กับ เดอะ ลิฟวิ่ง รูม พร้อมกับสะท้อนอย่างตื่นตาตื่นใจด้วยผลงานสร้างสรรค์ที่เปี่ยมไปด้วยศิลปะ ซึ่งจัดตกแต่งอย่างสง่างามบนเค้กสแตนด์แบบสามชั้นต่างๆ

วทานิกา รีสอร์ท 2018 ถ่ายทอดความโดดเด่นผ่านชุดเพลย์สูทผ้าไหมซาตินสีดำเข้มกับซิปยาว และกางเกงขาบานเดินเส้นด้วยลูกไม้ ขณะที่สีหลักของคอลเลคชั่นเป็นสีดำ ขาว แชมเปญ แดงเลือดหมู และน้ำเงินเข้ม โดยมีให้เลือกชมแล้วเช่นกัน ณ ชั้น 1 สยามพารากอน,ชั้น 2 เอ็มควอเทียร์, ชั้น 2 เซ็นทรัล ชิดลม บริเวณไทยไทย โซน และที่ store.vatanika-design.comด้วยสองประกาศนียบัตรด้้านเชฟขนมจากสถาบันอันทรงเกียรติ Ecole de Paris des Metiers de la Table เควิน ลี เริ่มต้นอาชีพของตน ณ ร้านชื่อดัง อย่าง เฮนรี โฟร์ แพสทรี ช็อป (Henry IV Pastry Shop) และ เชซ เคลมองต์ อิน ปารีส เรสเตอรองท์ (Chez Clement in Paris Restaurant) (เดือนสิงหาคม ปี 2000 – สิงหาคม ปี 2001) และเส้นทางอาชีพอันโดดเด่นนี้เองที่ได้นำทางให้เขาออกเดินทางไปทั่วโลก

แสดงออกอย่างแน่วแน่ถึงการบริการและการต้อนรับอันล้ำเลิศของโรงแรม พาร์ค ไฮแอท กรุงเทพฯ ถือเป็นเอกลักษณ์ที่เผยให้สัมผัสได้อย่างแท้จริงผ่านการตกแต่งอันทันสมัย เช่นเดียวกับ เดอะ เลานจ์ (The Lounge) ที่โดดเด่นด้วยการประดับหนึ่งในผลงานศิลปะชิ้นเอกของโรงแรม อย่าง “นาคา” (“Naga”) ของศิลปิน ฮิโรโตชิ ซาวาดะ (Hirotoshi Sawada) กับภาพของพญานาคในตำนานของไทยที่กำลังขดตัว โดยรังสรรค์ขึ้นจากเซ็ตไม้และอะคริลิคอย่างละเมียดละไมพิถีพิถัน ขณะเดียวกันก็ค่อยๆ เลื้อยข้ามเพดานสูง 8 เมตร เสมือนดั่งจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ที่มอบซึ่งการปกป้อง และโปรยปรายสายฝนแห่งพรอันประเสริฐ ที่โอบล้อมบรรยากาศแห่งแฟชั่นนี้ พร้อมให้แขกผู้มาเยือนได้นั่งเอนกายพักผ่อนอย่างสะดวกสบายบนเก้าอี้อาร์มแชร์และโซฟา ที่จัดวางอย่างโปร่งสบายบนพื้นที่ที่อาบไปด้วยแสงอันอบอุ่นนอกจากนี้ยังมีเหล่าดีไซเนอร์รับเชิญชื่อดังอีกมากมายที่เตรียมจะมาร่วมสร้างสีสันให้กับ แฟชั่นเนเบิล อาฟเตอร์นูน ที (Fashionable Afternoon Teas) ครั้งพิเศษต่อไป ขณะที่เมนูขนมหวานสุดประณีตของเชฟลีซึ่งจับคู่อย่างลงตัวกับชาชั้นดี และกาแฟสกัดสดใหม่ พร้อมเสิร์ฟทุกวัน ตั้งแต่เวลา 14.00น. – 17.00น.

 

แนวหน้าวาไรตี้ สัมภาษณ์พิเศษ นิติพงษ์ ห่อนาค : 3 ธันวาคม 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/306951

แนวหน้าวาไรตี้ สัมภาษณ์พิเศษ นิติพงษ์ ห่อนาค : 3 ธันวาคม 2560

แนวหน้าวาไรตี้ สัมภาษณ์พิเศษ นิติพงษ์ ห่อนาค : 3 ธันวาคม 2560

วันจันทร์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 13.26 น.

ตรวจเบาหวานแบบใหม่ไม่ต้องงดอาหาร ทางเลือกค้นหาความเสี่ยงของโรคในอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/306822

ตรวจเบาหวานแบบใหม่ไม่ต้องงดอาหาร ทางเลือกค้นหาความเสี่ยงของโรคในอนาคต

ตรวจเบาหวานแบบใหม่ไม่ต้องงดอาหาร ทางเลือกค้นหาความเสี่ยงของโรคในอนาคต

วันจันทร์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จริงหรือไม่ เบาหวาน ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ คนอ้วนเท่านั้นที่เป็นโรคเบาหวานผู้หญิงเสี่ยงเป็นเบาหวานมากกว่าผู้ชาย ตรวจเบาหวานต้องงดน้ำงดอาหาร ต้องตรวจคัดกรองโรคเบาหวานทุกปี

เบาหวาน เป็นโรคเรื้อรัง รักษาให้หายขาดไม่ได้ แต่สามารถควบคุมให้เหมือนหายแล้วได้ นายแพทย์เพชร รอดอารีย์ เลขาธิการสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯอาจารย์หน่วยโรคต่อมไร้ท่อและเมตาบอริสมคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ให้ข้อมูลว่า “โรคเบาหวาน ถ้าผู้ป่วยมีวินัยในการรับประทานอาหาร ดูแลสุขภาพสม่ำเสมอก็จะสามารถควบคุมจนไม่มีอาการของโรคได้ เหมือนหายจากการเป็นเบาหวาน แต่ที่บอกว่า ไม่สามารถรักษาให้หายขาดก็คือ ถ้าผู้ป่วยรู้สึกว่าตัวเองหายแล้ว เลิกดูแลควบคุมไลฟ์สไตล์และการรับประทานอาหาร แน่นอนว่า อาการของโรคเบาหวานจะกลับมา รวมถึงภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะขึ้น”

นพ.เพชร รอดอารีย์

เบาหวาน เป็นภัยเงียบที่คร่าชีวิต แต่คนกลับไม่ค่อยหวั่นกลัว เพราะมักไม่แสดงอาการของโรคหรือมีอาการเพียงเล็กน้อยอย่างช้าๆ แต่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง สามารถส่งผลให้ไตเสื่อม ตาบอด เป็นโรคปลายประสาทเสื่อม เกิดแผลที่เท้าเปื่อยเรื้อรัง ต้องถูกตัดเท้า หรือเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งมีความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต ในประเทศไทย อัตราการตายด้วยโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นทุกปี ในแต่ละวันจะมีประชากรไทยจำนวน 180 ราย เสียชีวิตจากโรคเบาหวาน หรือเกือบ 8 รายต่อชั่วโมง

การตรวจวินิจฉัยโรคเบาหวานตั้งแต่เนิ่นๆจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ในช่วงวันเบาหวานโลกปีนี้ มารู้จักวิธีการตรวจเบาหวานแบบใหม่ แบบไม่ต้องงดอาหาร เรียกว่า การตรวจค่าน้ำตาลสะสม หรือการตรวจฮีโมโกลบินเอวันซี (HbA1c) ซึ่งสมาคมโรคเบาหวานของสหรัฐอเมริกา (American Diabetes Association; ADA)2 และสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ ได้กำหนดให้ใช้ HbA1c ในการวินิจฉัยการเป็นโรคเบาหวานได้

“เม็ดเลือดแดงของเรามีอายุเฉลี่ยประมาณ 120 วัน เมื่อเรารับประทานอาหารที่มีน้ำตาลหรือกลูโคส ก็จะเข้าสู่กระแสเลือด และไปจับฮีโมโกลบินเอ(HbA) ในเม็ดเลือดแดง ซึ่งทางห้องปฏิบัติการสามารถตรวจวัดค่าฮีโมโกลบินที่มีน้ำตาลเกาะอยู่นี้ได้เรียกว่า ฮีโมโกลบินเอวันซี (HbA1c) หรือ การตรวจเอวันซี ทั้งนี้ ด้วยอายุเฉลี่ยของเม็ดเลือดแดง ทำให้การตรวจเอวันซี เป็นการแสดงค่าเฉลี่ยน้ำตาลสะสมในช่วง 2-3เดือนที่ผ่านมา4 การงดหรือไม่งดอาหารก่อนตรวจ จึงไม่มีผลต่อการตรวจ และไม่มีผลกระทบจากความแปรปรวนของระดับน้ำตาลในเลือด อันเป็นผลจากการรับประทานอาหารในแต่ละวัน อย่างไรก็ตาม การตรวจเบาหวานทุกรูปแบบ รวมถึงการตรวจสุขภาพ (Checkup) ไม่จำเป็นต้องงดน้ำ

ผลการตรวจด้วยเอวันซี จึงมีความแม่นยำ และสะท้อนภาวะที่แท้จริงของผู้เข้ารับการตรวจ การเร่งฟิตร่างกายหรือควบคุมอาหารช่วงสั้นๆ ก่อนตรวจเบาหวานไม่ส่งผลต่อค่าเอวันซี ทำให้สามารถช่วยค้นหาผู้เสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานในอนาคต ผู้ที่เป็นเบาหวานแต่ยังไม่มีอาการของโรค รวมถึงเป็นเครื่องมือในการประเมินว่าผู้ป่วยเบาหวานสามารถควบคุมโรคได้ดีหรือไม่ ทำให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม”

ทั้งนี้ ผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน เช่น ผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป, มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน, ไม่ออกกำลังกาย หรือมีญาติพี่น้องเป็นโรคเบาหวานหลังจากตรวจคัดกรองแล้ว ผลคัดกรองอยู่ในเกณฑ์ปกติ สามารถเว้นการตรวจได้ 1-3 ปี ส่วนผู้ที่มีอาการเบาหวาน ควรตรวจเอวันซี อย่างน้อยปีละ2 ครั้ง เพื่อให้แพทย์ประเมินและวางแผนการรักษาในระยะยาวได้อย่างเหมาะสม การตรวจเอวันซีทำให้ผู้เข้ารับการตรวจได้รับความสะดวกมากขึ้นไม่หงุดหงิดหรือวิงเวียนจากการงดอาหาร 8-12 ชั่วโมง ล่วงหน้า โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ลดการเตรียมตัว

ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้เป็นเบาหวานเกือบ 5 ล้านคน โดยเบาหวานเป็นสาเหตุในการเสียชีวิตอันดับที่ 3 ของหญิงไทย พบว่าผู้หญิง 1 ใน 8 รายเสียชีวิตจากโรคเบาหวาน และจำนวนผู้ป่วยมีมากกว่าผู้ชาย โดยที่ผู้หญิงเป็นเบาหวานถึงร้อยละ 9.8 ในขณะที่ผู้ชายเป็น
เบาหวานเพียงร้อยละ 7.86 ทั้งนี้ ผู้หญิงไทยมีบทบาทที่ต้องดูแลอาหารการกิน และความเป็นอยู่ของสมาชิกในครอบครัว ส่งผลให้เวลาในการดูแลสุขภาพตนเองลดน้อยลงไป รวมถึงขาดการออกกำลังกาย โดยเฉพาะผู้หญิงในต่างจังหวัด วันเบาหวานโลกในปีนี้ สหพันธ์โรคเบาหวานนานาชาติ ให้ความสำคัญเรื่อง “ผู้หญิงกับเบาหวาน” ต้องการส่งเสริมให้ผู้หญิงเข้าถึงบริการสุขภาพ และหาเวลาดูแลสุขภาพ รวมถึงตรวจวินิจฉัยโรคเบาหวานตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อหยุดเบาหวาน และป้องกันหรือชะลอโรคแทรกซ้อนอันเป็นสาเหตุที่ทำให้พิการและเสียชีวิตได้

เทรนด์ผิวใส ฉ่ำวาว มาแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/306814

เทรนด์ผิวใส ฉ่ำวาว มาแรง

เทรนด์ผิวใส ฉ่ำวาว มาแรง

วันจันทร์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

อ้าแขนพร้อมรับผิวใสฉ่ำวาว แบบไม่ต้องบินไกลไปถึงเกาหลี กับทรีตเม้นต์ใหม่ “Charm Wow”  ของ รมย์รวินท์ คลินิก ที่นำเคล็ดลับผิวใสของ จอย-ขวัญฤทัย ดำรงวัฒนโภคินท์ ผู้บริหารสาวเก่งมาเป็นต้นแบบ กรรมวิธีสูตรเฉพาะจากเกาหลี เผยผิวอิ่มน้ำ เปล่งปลั่ง สดใส ฉ่ำวาว และตึงกระชับด้วยกระบวนการกระตุ้น Estrogen Receptor ในผิวเพื่อสร้างคอลลาเจน และ อิลาสติน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตอกย้ำเทรนด์ผิวใส ฉ่ำวาว ที่กำลังมาแรงปีหน้า ยิ่งพอแต่งหน้าจะยิ่งสวยโกลว์แบบซุป’ตาร์เกาหลี

Estrogen มีความสำคัญกับผิวของเราอย่างไรเอสโตรเจน (Estrogen)” หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า “ฮอร์โมนเพศหญิง” เป็นฮอร์โมนที่มีบทบาทหน้าที่สำคัญเป็นอย่างมากในการคงความอ่อนวัย ประโยชน์หลักๆ ของเอสโตรเจน ก็คือการขจัดอนุมูลอิสระ (Free Radical) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผิวของเรานั้นไม่เกิดริ้วรอยและรอยเหี่ยวย่นก่อนวัยอันควร ช่วยในการรักษาคอลลาเจนเพื่อคงความยืดหยุ่นให้กับผิว

ทำไมนักวิจัยเกาหลีจึงมุ่งเน้นไปที่เอสโตรเจน เพราะฮอร์โมนเอสโตรเจนนี้จะเริ่มมีปริมาณลดลงตั้งแต่ช่วงอายุ 27 ปี
ขึ้นไป และเป็นฮอร์โมนที่ร่างกายสร้างขึ้นมาแล้วหมดไป แถมความเครียดก็มีผลกระทบต่อการทำงานของเอสโตรเจนอีกด้วย

นักวิจัยเกาหลีจึงคิดค้นวิธีกระตุ้น Estrogen Receptor ให้ทำงานดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อคงความอ่อนเยาว์ ชุ่มชื้น และรักษาสุขภาพของผิว เคล็ดลับที่นักวิจัยเกาหลีค้นพบจากหลายปีในการค้นคว้า คือรากของไม้เลื้อยป่าตระกูล Pueraria มีสารธรรมชาติ Phytoestrogen ที่สามารถลดอาการการเสื่อมสภาพของฮอร์โมนเอสโตรเจนและเพิ่มประสิทธิภาพการสร้างคอลลาเจน และอิลาสติน

สาวๆ ที่สนใจสามารถข้อมูลเพิ่มเติมของทรีตเม้นต์ใหม่ “Charm Wow” กรรมวิธีสูตรเฉพาะจากเกาหลี หรือขอรับคำปรึกษาได้ที่ รมย์รวินท์ คลินิก ทุกสาขา

รู้เท่าทันพฤติกรรมทำซํ้าๆ นำไปสู่โรค NCDs

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/306818

รู้เท่าทันพฤติกรรมทำซํ้าๆ นำไปสู่โรค NCDs

รู้เท่าทันพฤติกรรมทำซํ้าๆ นำไปสู่โรค NCDs

วันจันทร์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล จัดกิจกรรม เวทีเสวนากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ในหัวข้อ“รู้หรือไม่ สิ่งที่คุณทำซ้ำๆ เป็นประจำ นำไปสู่โรค NCDs” โดยมี นายแพทย์สัมพันธุ์ ธนกิจจำรูญ และสองสาวผู้ประกาศข่าวช่อง 3 วราภรณ์ สมพงษ์ และ จุฑาทิพย์ ภักดีกุล ร่วมเสวนาด้วย ณ ลานกิจกรรมชั้น 1 โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล

นายแพทย์สัมพันธุ์ ธนกิจจำรูญ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาเวชศาสตร์ครบครัว กล่าวว่า โรคที่คนเราป่วยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือโรคกลุ่มที่ตรวจแล้วเจอรอยของโรค และกลุ่มที่ตรวจแล้วไม่เจอรอยของโรค ซึ่งการตรวจแล้วไม่เจอรอยของโรค คือร่างกายของผู้ป่วยจะแสดงอาการของโรค แต่เมื่อมาตรวจแล้วกลับไม่พบว่าเป็นโรคอะไร อาการลักษณะนี้บอกได้ว่าผู้ป่วยมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรค NCDs (Non Communicable Diseases) ซึ่งเป็นโรคที่ตรวจแล้วเจอรอยโรค แต่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค และทำให้เกิดการเรื้อรังของโรค แต่เป็นโรคที่ไม่สามารถติดต่อกันได้ ซึ่งเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของมนุษย์ในปัจจุบัน เช่น การรับประทานอาหาร, การไม่ออกกำลังกาย, พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือ เกิดความเครียด

“พฤติกรรมการใช้ชีวิตของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน การทำงานแต่ละอาชีพก็ไม่เหมือนกันด้วย ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ที่อาจทำให้เกิดโรค NCDs แต่ต้องถามตัวเองว่าอะไรคือสิ่งที่ดีกับตัวเรา เป็นสิ่งที่เหมาะสมหรือไม่ เช่น การรับประทานอาหาร ต้องรู้ว่าอะไรที่ควรทานหรือไม่ควรทาน และเรื่องของการออกกำลังกายที่ควรทำ ซึ่งการออกกำลังกายมีอยู่ 3 แบบ คือ 1.การออกกำลังกายเพื่อกระตุ้นเซลล์ร่างกาย 2.การออกกำลังกายเพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรง 3.การออกกำลังกายเพื่อเน้นการยืดหยุ่น ซึ่งทางโรงพยาบาลบางปะกอก 9 พยายามที่จะเน้นให้ออกกำลังแบบกระตุ้นเซลล์ร่างกายมากที่สุด เพราะสำหรับคนที่ไม่ชอบออกกำลังกายอย่างน้อย ก็ขอให้ออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง เพื่อสุขภาพที่ดี”

จุฑาทิพย์ ภักดีกุล ผู้ประกาศข่าวช่อง 3 เล่าว่า “ส่วนตัวแล้วคิดว่าพฤติกรรมที่ทำให้เกิดความเสี่ยงของโรค NCDs คือการทำงานที่ไม่เป็นเวลา เพราะต้องทำทั้งตอนเช้าและตอนค่ำสลับกัน ทำให้ปรับตัวไม่ทัน และกังวลว่าจะทำให้ขาดความรับผิดชอบต่องาน ทำให้ไม่กล้าที่จะนอนหลับ และเป็นผลกระทบต่อการใช้ชีวิต จนอาจทำให้เกิดความเสี่ยง โดยส่วนตัวก็มีโรคประจำตัวมาตั้งแต่เด็ก และป่วยบ่อยตลอด กระทั่งเริ่มออกกำลังกายบ้างเล็กๆ น้อยๆ และปรากฏว่าอาการป่วยบ่อยๆ ก็ไม่กลับมาอีก จึงอยากแนะนำให้ออกกำลังกายบ่อยๆ โดยไม่หักโหมเกินไป เลือกวิธีออกกำลังกายที่เหมาะกับร่างกายของตัวเอง และก่อนที่จะออกกำลังกาย ร่างกายของตัวเราจะต้องมีการนอนหลับ พักผ่อนที่เพียงพอด้วย”

วราภรณ์ สมพงษ์ ผู้ประกาศข่าวช่อง 3 เผยว่า“พฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่ทำให้เกิดความเสี่ยงให้เกิดโรค NCDs อาจเป็นการปวดศีรษะบ่อยๆ และไม่อยากไปพบแพทย์ หรือการนอนไม่หลับ การเกิดความเครียด หรือการที่รับประทานอาหารเสร็จแล้วก็จะนอนหลับเลย ซึ่งเป็นพฤติกรรมส่วนตัวที่ชอบทำเป็นประจำ ก็อาจทำให้เกิดโรคนี้ได้ ฉะนั้นการดูแลตัวเองไม่ให้เกิดความเสี่ยงที่จะเป็นโรค NCDs คือการที่ต้องรู้จักดูแลสุขภาพร่างกายตัวเองให้ดีไม่ให้เกิดโรคภัย เลือกรับประทานอาหารที่ดีๆ หรือทำอาหารทานเอง เพราะจะทำให้ได้รับคุณค่าทางสารอาหารมากกว่าการไปซื้อทาน และไม่ลืมที่จะออกกำลังกายไปด้วย เพราะการที่ดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีถือเป็นการมอบของขวัญที่ดีที่สุดให้กับตัวเราเองเช่นกัน”