เซ็นทรัล ชวนเปลี่ยนพฤติกรรม ลดใช้พลาสติก รณรงค์นักช็อป ‘ถ้าใช้ซ้ำไม่ได้ ก็ควรเลิกใช้’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/344366

เซ็นทรัล ชวนเปลี่ยนพฤติกรรม ลดใช้พลาสติก  รณรงค์นักช็อป ‘ถ้าใช้ซ้ำไม่ได้ ก็ควรเลิกใช้’

เซ็นทรัล ชวนเปลี่ยนพฤติกรรม ลดใช้พลาสติก รณรงค์นักช็อป ‘ถ้าใช้ซ้ำไม่ได้ ก็ควรเลิกใช้’

วันจันทร์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กลุ่มเซ็นทรัล ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme: UNEP) รวมถึงภาคีเครือข่ายในไทยและระดับสากลทั้งภาครัฐและเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม จัดงาน “สัปดาห์สิ่งแวดล้อมโลก 2018” ภายใต้แนวคิดBeat Plastic Pollution “รักษ์โลก ลดพลาสติก” พร้อมคำขวัญลดใช้พลาสติกที่ว่า “ถ้าใช้ซ้ำไม่ได้ ก็ควรเลิกใช้” เพื่อสร้างความตระหนักถึงมลพิษของถุงพลาสติกที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม โดยมี พล.ต.อ.อัศวินขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย จักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, สุวรรณา จุ่งรุ่งเรืองรองปลัดกรุงเทพมหานคร, พิชัยจิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด, คะคุโกะ นากาตานิ-โยชิดะ ผู้ประสานงานภูมิภาค ฝ่ายการจัดการเคมีของเสียและคุณภาพอากาศ โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ให้เกียรติร่วมงาน ณ ลาน EDEN ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่าวันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันที่องค์การสหประชาชาติ กำหนดให้เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก ซึ่งประเทศต่างๆ ทั่วโลก ต่างให้ความสำคัญและดำเนินกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่องทุกปี กรุงเทพมหานคร ตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมโดยมุ่งเน้นการจัดการสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อให้มหานครแห่งนี้ เป็นเมืองที่มีความร่มรื่น สะอาด และมีสิ่งแวดล้อมที่ดี ด้วยการประสานความร่วมมือ และพลังจากทุกภาคส่วน ในการร่วมคิดร่วมทำ เพื่อให้เมืองหลวงของเราเป็นมหานครแห่งสิ่งแวดล้อมที่ดีอย่างยั่งยืน ซึ่งการดำเนินโครงการรณรงค์วันสิ่งแวดล้อมโลกที่จัดขึ้นในปีนี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงจิตสำนึกและพลังของชาวไทย ในการมีส่วนร่วมดูแลและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกับนานาชาติ กรุงเทพมหานครจึงขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลกรุงเทพฯ และโลกของเรา ด้วยแนวคิด “เราเปลี่ยน…กรุงเทพฯ เปลี่ยน : “We Change, Bangkok Change” เพียงแค่เราตระหนักคิด และพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง เราจะพบวิธีการมากมายในการลดขยะพลาสติก”

“กรุงเทพมหานคร มีแนวคิดที่สอดคล้องกับโครงการรณรงค์รักษาสิ่งแวดล้อม โดยมอบหมายให้เขตทั้ง 50 เขตดำเนินการโครงการ “สวยในซอย”ซึ่งเป็นโครงการที่จะเข้าถึงชุมชนทั้งหมดในกรุงเทพฯ จำนวน 2,046 ชุมชน โดยกรุงเทพมหานครจะส่งเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตเจ้าของพื้นที่ สำนักสิ่งแวดล้อม และสำนักพัฒนาสังคม เข้าไปพูดคุยกับประชาชน เพื่อหาตัวแทนของชุมชน ตลอดจนหัวหน้าชุมชนหรือประธานชุมชน ช่วยกันพัฒนาซอยของตนให้สะอาด สวยงาม สะดวก ความปลอดภัย การจราจร การมีส่วนร่วมของชุมชน ตลอดจนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการจัดการขยะที่ถูกต้องโดยให้แต่ละเขตเฟ้นหาซอยเพื่อเข้าร่วมประกวดแข่งขันโครงการ “สวยในซอย” เพื่อมอบโล่รางวัลเกียรติยศ ให้แก่ซอยที่ผ่านมาตรฐาน เพื่อกระตุ้นให้มีการแข่งขันพัฒนาสิ่งแวดล้อมในซอยของตน รวมทั้งสร้างความภาคภูมิใจในซอยของตน ซึ่งถ้าทำแบบจริงจัง เชื่อว่าภายใน 6 เดือน หรือ 1 ปี กรุงเทพมหานครจะสามารถลดปริมาณขยะและพลาสติกได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณขยะและพลาสติกในปัจจุบันอีกด้วย”

ด้าน พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด เผยว่า “กลุ่มเซ็นทรัล ให้ความสำคัญกับการมีส่วนรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนมาตลอด 70 กว่าปีที่ดำเนินธุรกิจ โดยมีนโยบายด้านการลดปริมาณพลาสติก เพื่อที่จะสร้างความตระหนักรู้ให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ภายใต้ Concept CHANGE! : Change yourbehavior, Change your mindโดยเริ่มต้นจากบุคลากรภายในองค์กรผ่าน campaign no bag ให้เกิดผลสัมฤทธิ์มากยิ่งขึ้น รวมไปถึงแคมเปญลดการใช้ถุงพลาสติก-ถุงกระดาษ “NO BAG NO BAHT” อย่างจริงจัง ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2551จนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีอัตราการใช้ถุงพลาสติกลดลงถึง 13 ล้านใบ รวมทั้งโครงการผลิตถุงชีวภาพหรือ Bio DegradableBag ที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติภายใน 1 ปี, โครงการนำขวดพลาสติกที่ใช้แล้วมาเพิ่มมูลค่า ผ่านเครื่องรับซื้อขวดอัตโนมัติ Goes GreenRefund Machine เพื่อรับคูปองนำไปใช้เป็นส่วนลดจากร้านค้าในเครือเซ็นทรัล และในอนาคตจะมีนโยบายจะประกาศรณรงค์ยกเลิกการใช้ถุงพลาสติกภายในห้างสรรพสินค้าในเครือเซ็นทรัลอีกด้วย

ทั้งนี้ ภายในงาน “สัปดาห์สิ่งแวดล้อมโลก 2018” ได้มีการจัดนิทรรศการ และกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด Beat Plastic Pollution เน้นรณรงค์ลดการใช้พลาสติก โดยเฉพาะพลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง เช่น หลอดพลาสติก, ถุงพลาสติกและขวดน้ำ ซึ่งพบว่าทั่วโลกมีการใช้ถุงพลาสติก 500,000 ล้านใบต่อปี โดยคนไทยใช้ถุงพลาสติก 8 ใบต่อวัน ขณะที่ชาวยุโรปใช้เพียง 5 ใบต่อเดือน และเกินกว่าครึ่งของพลาสติกพบเป็นขยะอยู่ในทะเล ซึ่งประเทศไทยทิ้งขยะลงทะเลสูงเป็นอันดับ 6 ของโลก ทำให้สัตว์น้ำตายมากถึงปีละ 1 ล้านตัว และเฉพาะในพื้นที่กทม. สามารถจัดเก็บขยะถุงพลาสติกได้มากกว่า 80 ล้านชิ้นต่อวัน เพื่อให้เห็นถึงผลกระทบของขยะในทะเล มีการติดตั้งอุโมงค์ VR ซึ่งจำลองความรู้สึกให้เหมือนอยู่ในเรือดำน้ำและสำรวจสภาพใต้มหาสมุทรที่เต็มไปด้วยขยะพลาสติก อีกทั้ง ยังมีการนำถุงพลาสติกใช้แล้วมารังสรรค์ให้เป็นผลงานประติมากรรมจากถุงพลาสติกใช้แล้วที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในไทย (กว้าง 3.6 ยาว 10.2 สูง 5.1 เมตร)โดยฝีมือของนิสิตคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์(INDA) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผู้ว่าฯ กทม.พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง, จักกพันธุ์ ผิวงาม, สุวรรณา จุ่งรุ่งเรือง, 
พิชัย จิราธิวัฒน์, คะคุโกะ นากาตานิ-โยชิดะ และภาคีเครือข่าย ร่วมกันเปิดงาน “สัปดาห์สิ่งแวดล้อมโลก 2018”

ผู้ว่าฯ กทม.พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง, จักกพันธุ์ ผิวงาม, สุวรรณา จุ่งรุ่งเรือง, พิชัย จิราธิวัฒน์, คะคุโกะ นากาตานิ-โยชิดะ และภาคีเครือข่าย ร่วมกันเปิดงาน “สัปดาห์สิ่งแวดล้อมโลก 2018”
นิทรรศการด้านสิ่งแวดล้อม

นิทรรศการด้านสิ่งแวดล้อม
นิทรรศการด้านสิ่งแวดล้อม

นิทรรศการด้านสิ่งแวดล้อม
เครื่องรับซื้อขวดอัตโนมัติ
Goes Green Refund Machine

เครื่องรับซื้อขวดอัตโนมัติ Goes Green Refund Machine

เช็คลิสต์ 5 โรคฮิต ต้นเหตุจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/344360

เช็คลิสต์ 5 โรคฮิต ต้นเหตุจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ

เช็คลิสต์ 5 โรคฮิต ต้นเหตุจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ

วันจันทร์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ถึงแม้ว่าการพักผ่อนไม่เพียงพอในบางครั้งอาจจะเป็นเรื่องปกติของใครหลายๆ คน แต่การนอนไม่หลับหรือพักผ่อนไม่เพียงพอนั้น หากเกิดขึ้นติดต่อกันเป็นเวลานานย่อมมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน แต่ถึงอย่างไรการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพออาจไม่ได้เกิดจากสุขนิสัยหรือกิจวัตรประจำวันของเราเองเท่านั้น แต่มันยังอาจมีผลมาจากปัญหาการเจ็บป่วยได้อีกด้วย

แพทย์หญิงวรรณวิพุธ สรรพสิทธิ์วงศ์ แพทย์ทางด้านชะลอวัยของศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ได้ยกตัวอย่าง 5 โรคที่พบเห็นทั่วไปและเป็นต้นเหตุของอาการนอนไม่หลับ หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ ได้แก่ ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ เป็นอาการที่ไทรอยด์ทำงานมากกว่าปกติ และไปกระตุ้นระบบประสาท ส่งผลให้นอนไม่หลับและเหงื่อแตกพล่านขณะนอน นอกจากนี้แล้ว ต่อมไทรอยด์ยังควบคุมอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย อาการของต่อมไทรอยด์เป็นพิษนั้นจึงหลากหลายและยากต่อการชี้เฉพาะเจาะจง การตรวจเช็คความปกติของต่อมไทรอยด์นั้นไม่ยากเพียงแค่เจาะเลือด

อาการปัสสาวะบ่อยในตอนกลางคืน หรือ Nocturia การตื่นมาปัสสาวะบ่อยๆ ช่วงกลางดึกพบได้มากในหมู่คนมีอายุ ในกรณีรุนแรงจะพบว่าผู้ป่วยตื่นมาปัสสาวะบ่อยถึง 5 – 6 ครั้งในหนึ่งคืน อาการนี้มักจะแย่ลงเมื่อมีอายุที่เพิ่มขึ้น แต่ก็สามารถเป็นอาการของคนที่มีปัญหาเรื่องเบาหวาน ต่อมลูกหมากโต หรือผลข้างเคียงจากยาบางชนิด เช่นกลุ่มยาขับปัสสาวะ โรคไต เมื่อไตไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ โดยเฉพาะในเรื่องของการขับถ่ายของเสียจากร่างกาย ผู้ป่วยโรคไตจะพบปัญหาเรื่องการสะสมของของเสียในกระแสเลือด ซึ่งจะส่งผลให้เกิดอาการนอนไม่หลับ หรืออาการขาอยู่ไม่สุข (restless legs syndrome)

โรคไขข้อ กลุ่มคนที่เป็นโรคไขข้อต้องเผชิญกับความเจ็บปวดในกระดูก ซึ่งทำให้นอนไม่หลับ และนอกจากนี้การใช้ยาประเภทสเตียรอยด์ ยังมีผลกระทบต่อการนอนอีกด้วย และ ปวดศีรษ ผู้ป่วยที่มีอาการปวดศีรษะบ่อยๆ มักจะมีอาการนอนไม่หลับตามมา ยกตัวอย่างเช่น โรคไมเกรน หรือปวดศีรษะคลัสเตอร์ เป็นอาการปวดหัวที่ทำให้เส้นเลือดขยายออก ส่งผลให้รู้สึกปวดตื้อๆ รู้สึกไม่สบายตา

ส่วนสุขนิสัยหรือไลฟ์สไตล์ที่ทำให้คนเราเกิดการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอได้ ที่พบเห็นได้ทั่วไป แพทย์หญิงวรรณวิพุธ ยกตัวอย่างให้เห็นชัด ได้แก่ ข้อแรก การบริโภคคาเฟอีนมากเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ดื่มกาแฟในเวลาเย็นๆ มืดๆ ก่อนเข้านอนนั้น ร่างกายต้องใช้เวลา 8 ชั่วโมงขึ้นไปในการขับคาเฟอีนออกจากร่างกาย การรับประทานอาหารเย็นมากเกินไปก็เป็นสาเหตุทำให้เราแน่นท้องและไม่สบายตัว เมื่อร่างกายเราไม่รู้สึกสบายผ่อนคลายก็จะส่งผลให้นอนไม่หลับในที่สุดก็เช่นกัน เครื่องดื่มแอลกอฮฮลล์ จริงอยู่ว่าเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทำให้เราง่วงนอน แต่การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ก่อนนอนนั้นทำให้เกิดผลกระทบตามมาหลายอย่าง ซึ่งส่งผลให้การนอนหลับไม่มีคุณภาพ เช่น นอนกรณ และ ปัสสาวะกลางดึก เพราะแอลกอฮอล์มีคุณสมบัติการขับปัสสาวะ

“ในยุคปัจจุบันปฎิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับการทำงานและไลฟ์สไตล์ส่วนตัวคนเรามากขึ้น จนเกิดโรคติดจอ ก่อนนอนก็ต้องโพสต์ เช็คไลค์ ต้องแชร์ ซึ่งพฤติกรรมนี้ทำให้สมองถูกกระตุ้นให้ทำงานตลอดเวลา และทำให้เราเคยชินและรู้สึกว่าเราต้องเช็คโทรศัพท์ตลอดเวลา เมื่อสมองถูกกระตุ้นบ่อยๆ ก็จะโปรแกรมระบบการทำงาน ทำให้เคยชินและไม่สามารถจะพักผ่อนได้เต็มที่ รวมถึงความเครียด ความวิตกกังวลต่างๆ ถือเป็นอุปสรรคของการนอนเบอร์หนึ่งเลยก็ว่าได้ เพราะไปกระตุ้นสมองให้ต้องขบคิดและทำงานตลอดเวลาคนที่มีความกังวลมากเกินไปมักจะสร้างวงจรการนอนไม่หลับให้กับตัวเอง เพราะความกังวลทำให้สมองต้องขบคิดทำงาน และเมื่อไม่ได้นอนหลับพักผ่อนก็มีเวลาให้สมองขบคิดกังวลไปได้เรื่อยๆ และมากขึ้นไม่สิ้นสุด”

การวิจัยของ Australia’s Sleep Health Foundation พบว่า การพักผ่อนที่น้อยกว่า 8 ชั่วโมง ทำให้ร่างกายไม่มีความกระตือรือร้น ตอบสนองช้า ขาดประสิทธิภาพในการทำงานและอารมณ์แปรปรวน นอกจากนี้ การพักผ่อนไม่เพียงพอ มักจะเป็นต้นเหตุของปัญหาโรคอ้วน เบาหวาน และโรคหัวใจอีกด้วย

“เราต้องพึงตระหนักไว้เสมอว่า การนอนหลับเปรียบเสมือนยา ที่นำมารักษา ซ่อมแซม และเสริมสร้างร่างกายในส่วนที่สึกหรอ และเป็นสิ่งที่เราควบคุมได้” แพทย์หญิงวรรณวิพุธ กล่าวเตือน

ทั้งนี้ อาการนอนไม่หลับหรือพักผ่อนไม่เพียงพอเป็นโรคของวิถีการดำเนินชีวิต เพราะการนอนไม่หลับหรือพักผ่อนไม่เพียงพอนั้นทำให้เกิดผลกระทบต่างๆ ต่อสมรรถภาพของร่างกายอย่างมาก ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของการนอนได้เห็นพ้องต้องกันว่าการสร้างสุขนิสัยที่ดีในการนอนหลับนั้น เริ่มต้นจากการปิดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ รอบตัว โดยที่มีจุดประสงค์เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมในการนอนที่ดีในห้องที่มืดสนิทไม่มีแสงก่อกวน

สามารถติดตามข้อมูลสุขภาพเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ในเครือรพ.บำรุงราษฎร์ https://www.vitallifeintegratedhealth.com โทร.02-0668899

ลูกเกด แนะ#สวยไปให้สุด ต้องคิดบวก ก้าวออกจากคอมฟอร์ทโซน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/344368

ลูกเกด แนะ#สวยไปให้สุด  ต้องคิดบวก ก้าวออกจากคอมฟอร์ทโซน

ลูกเกด แนะ#สวยไปให้สุด ต้องคิดบวก ก้าวออกจากคอมฟอร์ทโซน

วันจันทร์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สาวๆ นับพันร่วมสัมผัสประสบการณ์ความงามครั้งยิ่งใหญ่ กับ aviance Beauty Goddess (อาวียองซ์ บิวตี้
ก๊อดเดส) #สวยไปให้สุด ดูแลครบทั้งกินและทา กับอาวียองซ์ คอลลาเจน แมทริกซ์ จัดโดย อาวียองซ์ (aviance) แบรนด์ความงามระดับพรีเมี่ยม โดย ยูนิลีเวอร์ เน็ทเวิร์ค ที่ดึงพลังความงามและตัวตนของผู้หญิง #สวยไปให้สุด กับ 4 กูรูชั้นนำของเมืองไทย ลูกเกด-เมทินี กิ่งโพยม เมนเทอร์สุดฮอตจาก The Face Thailand, ฟลุค-รพี ชูสุวรรณ เมคอัพอาร์ติสท์ที่มีชื่อ, จ๋า-ยศสินี ณ นคร ผู้จัดละครและเชฟชื่อดัง และ เทรนเนอร์จัน-อานันท์ อภินันทน์ เทรนเนอร์ประจำตัวดาราและเซเลบริตี้ ณ ยูนิลีเวอร์ เฮาส์ ถนนพระราม 9

บรรยากาศของงาน aviance Beauty Goddess ได้รับความสนใจจากสาวๆ ทั่วประเทศที่สนใจเข้าร่วมเวิร์กช็อปความงามสุดยิ่งใหญ่แห่งปีร่วมพันคน ซึ่งเวิร์กช็อปที่ได้รับความสนใจและคึกคักเป็นพิเศษ เป็นเวิร์กช็อปจากเมนเทอร์สาวสุดสตรอง ลูกเกด-เมทินี กิ่งโพยม ที่มาดึงพลังความสวยของสาวๆ และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการแต่งตัว รวมถึงสอนการโพสท่าต่างๆ ให้แก่ผู้ที่เข้าร่วมเวิร์กช็อปอย่างใกล้ชิด

ลูกเกดเผยว่า “ผู้หญิงที่จะดูสวยสง่า มีพลัง ต้องสวยมาจากความคิด เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ คุณต้องเป็นคนคิดบวกกับทุกเรื่อง และสร้างคุณค่าให้กับตัวเอง ต้องคิดเสมอว่า เราเป็นคนเก่ง มีดีพอ เราต้องทำได้ ความคิดบวกรวมกับความมั่นใจ จะช่วยสร้างพลังให้แก่ตัวเราเอง ซึ่งจะสะท้อนออกมาสู่การมีบุคลิกภาพที่ดี ทั้งท่านั่ง การเดิน การสนทนา ทุกอย่างจะทำให้เราดูมีพลัง

นอกจากนี้ เรื่องการแต่งกายมีส่วนช่วยเสริมให้เรามีความโดดเด่น น่าเชื่อถือ แต่ต้องถูกกาลเทศะ และเป็นสไตล์ตัวตน
ของเราที่มั่นใจว่าฉันใส่แล้วฉันสวย แม้ว่าทุกวันนี้จะไม่มีกฎเกณฑ์ที่ตายตัวว่าคนรูปร่างเช่นนี้จะต้องแต่งตัวแบบไหน แต่ถ้าเป็นสไตล์ของเรา และเรามั่นใจที่จะใส่ สิ่งนี้สำคัญกว่า แต่ยังคงต้องอยู่บนพื้นฐานของการถูกกาลเทศะ เช่น การติดต่อธุระกับทางราชการ เสื้อผ้าจะต้องมีความรัดกุม ดูเป็นทางการ หรือหากไปโรงแรม 5 ดาว สำหรับตัวเองยังอนุโลมให้สำหรับกางเกงยีนส์ขาดๆ เพราะถือว่าเป็นแฟชั่น แต่ภาพรวมเสื้อผ้าชิ้นอื่นๆ หรือรองเท้า ต้องดูดีให้เกียรติสถานที่ โดยเฉพาะกระโปรงสีดำ เป็นสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนควรมี เพราะจะช่วยคีพลุคของเราให้ดูสวยเพอร์เฟกท์มากที่สุด และควรเป็นกระโปรงที่สามารถใส่ไปพบลูกค้า ติดต่องานราชการ ไปจนถึงปาร์ตี้ในช่วงค่ำได้ด้วยกระโปรงตัวเดียวกัน เพียงแต่คุณต้องรู้จักเลือกเครื่องประดับ เปลี่ยนสีลิปสติกเพื่อให้ดูมีสีสันมากยิ่งขึ้น

 

สุชาดา ธีรวชิรกุล และ อดิศรา วัลลภศิริ ร่วมเวิร์กช็อปโพสท่าถ่ายภาพ

โดยมี ลูกเกด-เมทินี กิ่งโพยม ให้คำแนะนำ

การที่ผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่งจะ#สวยไปให้สุด ได้นั้นจะต้องออกจากคอมฟอร์ทโซนของตัวเอง และไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง เพราะการเปลี่ยนแปลงจะก่อให้เกิดการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในทุกๆ วัน จะต้องดูแลตัวเองตั้งแต่ข้างในคือความคิดจนมาสู่ภายนอกคือ บุคลิกภาพ เราจะต้องเป็นคนรู้จักเลือกยิ่งปัจจุบันที่ข้อมูลต่างๆ อยู่ในมือของเราเยอะมาก ยิ่งต้องฝึกให้ตัวเราเป็นคนตั้งคำถามเยอะๆ ค้นคว้ามากๆ เพราะการที่เราเรียนรู้ได้มากเท่าไร จะยิ่งช่วยให้เราฉลาด มีทัศนคติ มีจุดมุ่งหมาย และมีพลัง”

อดิศรา วัลลภศิริ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ยูนิลีเวอร์ เน็ทเวิร์ค บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย
เทรดดิ้ง จำกัด ทิ้งท้ายว่า “อาวียองซ์ สนับสนุนให้ผู้หญิงทุกคนสวยไปให้สุดในแบบที่เราเป็นอย่างมีความหมาย เพราะเมื่อผู้หญิงเราสวยจะก่อให้เกิดความมั่นใจ มีศักยภาพ เป็นแรงบันดาลใจและส่งต่อพลังให้แก่คนรอบตัว การจัดงานเวิร์กช็อปในครั้งนี้ ได้ดึงพลังความงามอย่างมีความหมาย และตัวตนของผู้หญิงทุกคนให้สวยยิ่งขึ้น โดยมีกูรูแถวหน้าของประเทศมาให้คำแนะนำทิปส์ต่างๆที่ผู้หญิงทุกคนสามารถนำกลับไปใช้ต่อยอดอย่างครบทุกมิติ”

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกูรูท่านอื่นที่มาร่วมให้คำแนะนำสาวๆ #สวยไปให้สุด กับ ฟลุค-รพี ชูสุวรรณ เมคอัพอาร์ติสท์ที่มีชื่อ ที่แนะนำสาวๆ ให้ความสำคัญกับความชุ่มชื้นของผิว โดยเน้นทาครีมหรือเซรั่มที่มีส่วนผสมของคอลลาเจน, จ๋า-ยศสินี ณ นครผู้จัดละครและเชฟชื่อดัง ที่กล่าวว่า ให้โฟกัสเรื่องการกินอาหารที่ดีควรมีส่วนผสมของสารต้านอนุมูลอิสระและคอลลาเจนมากๆกินให้ครบทุกหมวดหมู่ และกินให้พอดี และเทรนเนอร์จัน-อานันท์ อภินันทน์ เทรนเนอร์ประจำตัวดาราและเซเลบริตี้ ที่บอกเคล็ดลับให้สาวๆ ที่อยากมีหุ่นสวยสุขภาพดี ต้องรู้จักควบคุมน้ำหนัก และมีวินัยในการออกกำลังกายที่ต้องอาศัยความต่อเนื่อง

พร้อมด้วยบูธกิจกรรมต่างๆ ที่ช่วยเสริมสร้างพลัง ความมั่นใจ ความแข็งแกร่ง และการมีสุขภาพดี กับบูธถ่ายภาพ
ที่ให้ผู้เข้าร่วมเวิร์กช็อปได้โพสท่าสวยเป๊ะราวกับนางแบบมืออาชีพ บูธสาธิตการทำน้ำปั่นสมูธตี้ที่ให้ทั้งความสดชื่นและสุขภาพ รวมถึงห้องเวิร์กช็อปสอนแต่งหน้า และคลาสออกกำลังกาย

การจะเป็นผู้หญิงที่ #สวยไปให้สุด ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่คุณต้องเปลี่ยนความคิด มีทัศนคติที่ดี มีวินัย และมั่นใจไปให้สุดเพียงเท่านี้คุณก็จะเป็นผู้หญิงที่ #สวยไปให้สุดจนทุกคนต้องเหลียวมอง

ร้านอาหารเพื่อสุขภาพ ผลผลิตจากเกษตรกรไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/344358

ร้านอาหารเพื่อสุขภาพ  ผลผลิตจากเกษตรกรไทย

ร้านอาหารเพื่อสุขภาพ ผลผลิตจากเกษตรกรไทย

วันจันทร์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปิติ โค-เฮลท์ตี สเปซ ร้านอาหารแนวคิดใหม่เพื่อคนรักสุขภาพ นำเสนอเมนูอาหาร เครื่องดื่ม และอาหารว่างเพื่อสุขภาพภายใต้คอนเซ็ปต์การเสนอผลิตผลจากเกษตรกรไทยในรูปแบบเมนูร่วมสมัย ให้คนเมืองได้ลิ้มลองอาหารรสชาติอย่างมีสไตล์

ด้วยแรงบันดาลใจของ นลินรัตน์ บุญนิกรวรวิทย์ผู้ก่อตั้ง ปิติ โค-เฮลท์ตี สเปซ ที่หันมาสนใจอาหารสุขภาพที่ใช้วัตถุดิบจากเกษตรกรไทย ด้วยราคาที่ถูกกว่าสินค้านำเข้าและมีคุณค่าทางโภชนาการที่ไม่แพ้อาหารนำเข้าจากต่างประเทศ จึงได้ชักชวนพาร์ทเนอร์ที่มีใจรักสุขภาพและต้องการนำเสนอสินค้าจากเกษตรกรไทยให้กับผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ ภายใต้คอมมิวนิตี้แห่งใหม่ที่มีนิยามใหม่ว่า โค-เฮลท์ตี สเปซ จากเกษตรกรที่จริงใจ ปรุงแต่งรสชาติด้วยความใส่ใจ เพื่อนำเสนอเมนูอาหาร และอาหารว่างเพื่อสุขภาพในราคาที่สัมผัสได้

สิ่งที่ทำให้ ปิติ โค-เฮลท์ตี สเปซ พิเศษและแตกต่างจากร้านอาหารเพื่อสุขภาพอื่นๆ คือการคัดเลือกวัตถุดิบเมนูอาหาร และสินค้าที่มาวางขายในร้านอย่างพิถีพิถัน รสชาติดี ปลอดสารพิษ และเป็นผลิตผลจากเกษตรไทยอย่างแท้จริง มีความสด ใหม่ และดีต่อสุขภาพมารวมไว้ในที่เดียวกัน

 

ชา-บาร์ (CHA-BAR) บาร์น้ำชายอดฮิต มาพร้อมแนวคิดให้คนเมืองได้แวะมาจิบชาอย่างมีสไตล์ คัดสรรใบชาสดคุณภาพดีจากเกษตรกรจังหวัดเชียงราย ท็อปปิ้งยอดฮิตอย่างไข่มุกข้าวไรซ์เบอร์รี่ คิดค้นสูตรอร่อยโดยเชฟรุ่นใหม่ที่จบการศึกษาจากสถาบันอาหารชื่อดังประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยใช้ความหวานจากน้ำตาลมะพร้าวทำเอง จึงมั่นใจว่าดีต่อสุขภาพอย่างแน่นอน

อีกมุมหนึ่ง คือ ฮาร์เวสเตอร์ (HARVESTER) บาร์อาหารสุขภาพที่มีจุดเด่นที่การคัดเลือกวัตถุดิบที่เก็บเกี่ยวด้วยวิถีธรรมชาติจากฟาร์มเกษตรอินทรีย์ ในรูปแบบอาหารจานด่วน อาทิ แซนด์วิช สลัดข้าวไรซ์เบอร์รี่ สลัดผักปลอดสาร คลุกด้วยซอสสูตรพิเศษที่มีให้เลือกหลากหลายชนิด ปิดท้ายด้วยมุมแกร็บแอนด์โก (Grab & Go) ที่ ปิติ คัดเลือกสินค้าที่ใช้วัตถุดิบจากผลิตผลของเกษตรกรไทยเพราะนอกจากจะมีราคาที่ไม่แพงมากแล้ว ยังทำให้คนเมืองได้อุดหนุนผลิตผลจากเกษตรกรไทยได้อีกด้วย

ปิติ โค-เฮลท์ตี สเปซ เปิดบริการทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 07.00-16.00 น. มีบริการเดลิเวอรี่สินค้าผ่านแอพพลิเคชั่น NOW Delivery และ LINEMAN เพิ่มความสะดวกให้ลูกค้าไม่ต้องมาต่อคิวรอช่วงเวลาเร่งด่วน ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/pyticohealthyspace หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่แอพพลิเคชั่นไลน์ @pyticohealthyspace

จบหลักสูตร Digital CEO รุ่นที่ 1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/344365

จบหลักสูตร Digital CEO รุ่นที่ 1

จบหลักสูตร Digital CEO รุ่นที่ 1

วันจันทร์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานมอบสัมฤทธิบัตรหลักสูตร Digital CEO รุ่นที่ 1 ของ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) ให้นักบริหารผู้จบหลักสูตรจำนวน 64 คน โดยมี อัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย, รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม และ ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ต้อนรับ ณ โรงแรม อีสติน แกรนด์ สาทร กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้

ก้าวแรกของนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 1 ในพิธีสวมหมวก ประจำปี 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/344347

ก้าวแรกของนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 1 ในพิธีสวมหมวก ประจำปี 2560

ก้าวแรกของนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 1 ในพิธีสวมหมวก ประจำปี 2560

วันจันทร์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

พิธีสวมหมวกนักศึกษาพยาบาล เป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาของวิชาชีพการพยาบาลและสถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย เป็นการต้อนรับนักศึกษาใหม่เข้าสู่วิชาชีพการพยาบาล และเป็นสัญลักษณ์ของการเป็นนักศึกษาพยาบาลโดยสมบูรณ์ รวมทั้งเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกแก่ผู้กำลังก้าวเข้าสู่วิชาชีพการพยาบาลให้เป็นผู้สำรวมกาย วาจา ใจเอื้ออาทรต่อผู้อื่น มีความรับผิดชอบต่อบทบาทหน้าที่ของพยาบาล

โดยเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ที่ผ่านมา แผน วรรณเมธี เลขาธิการสภากาชาดไทย เป็นประธานในพิธีสวมหมวกนักศึกษาพยาบาล ประจำปีการศึกษา 2560 แก่นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 1 สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย จำนวน 206 คน ณ ห้องประชุมหม่อมเจ้าหญิงมัณฑารพ กมลาศน์ สถาบันการพยาบาลฯ โดยมี คณะผู้บริหารของสภากาชาดไทยและคณะผู้บริหารของสถาบันการพยาบาลฯ ร่วมในพิธีโดยพิธีนี้จะจัดขึ้นภายหลังที่นักศึกษาพยาบาลได้สอบผ่านวิชาพื้นฐานมาแล้ว เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการฝึกฝนอบรมในบทบาทหน้าที่ของพยาบาล ให้เป็นผู้ที่มีจิตสำนึกที่ดีต่อการให้บริการสุขภาพแก่ประชาชนและเกิดความภาคภูมิใจในศักดิ์ศรี เกียรติภูมิของวิชาชีพการพยาบาล และสถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิราสภากาชาดไทย

หมวกพยาบาลมีวิวัฒนาการมาจากหมวกของแม่ชีในศาสนาคริสต์ ด้วยวิชาชีพการพยาบาลเริ่มต้นจากการที่ผู้ศรัทธาในพระเจ้ารวมกลุ่มกันทำงานช่วยเหลือดูแลผู้ป่วย ต่อมาในสมัยของมิสฟลอเรนซ์ ไนติงเกล (ค.ศ.1820-1910) ซึ่งเป็นผู้นำทางการพยาบาลชาวอังกฤษที่มีชื่อเสียง ได้กำหนดให้หมวกเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องแบบนักเรียนพยาบาลในโรงเรียนของเธอ ราวปี ค.ศ.1900 หมวกพยาบาลในประเทศไทย สมัยแรกเป็นผ้าขาวบางคลุมศีรษะ มีลักษณะจีบพองทรงหม้อตาลและรวบผมเข้าไว้ในหมวกทั้งหมด มีกระบังผ้าขาวบางพับขึ้นข้างบนเพื่อดูงามตา และเปลี่ยนไปตามยุคสมัยจนถึงปัจจุบัน สำหรับหมวกพยาบาลสภากาชาดไทยนั้นแต่เดิมเป็นหมวกคลุมทั้งศีรษะ ต่อมาใช้เป็นผ้าคลุมผมจนกระทั่งถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ้าเป็นของหายากและราคาแพง สงวนวรรณ เฟื่องเพ็ชร หัวหน้าพยาบาลโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ในสมัยนั้น ให้เปลี่ยนเป็นหมวกสีขาวล้วนไม่มีแถบคาด ซึ่งสีขาวที่ใช้เป็นเครื่องแบบและหมวกของพยาบาลนั้น หมายถึง
Chastity ความบริสุทธิ์ทั้งกายและใจ, Humility ความสุภาพ ถ่อมตัว, Obedience การรักษาวินัย, Service การบริการแก่เพื่อนมนุษย์ และความว่า Nurse ที่แปลว่าพยาบาลนั้น มาจากอักษรนำของคำดังต่อไปนี้ Neatness ความหมดจดเรียบร้อย Usefulness ความมีผลประโยชน์, Responsibility ความรับผิดชอบ,Sacrifice การเสียสละ, Encouragement การรู้จักปลุกปลอบ ให้กำลังใจ

ปณิธาน สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย “มุ่งมั่นการจัดการศึกษาพยาบาลชั้นสูงเพื่อผลิตบุคลากรทางการพยาบาลให้มีคุณภาพ และศักยภาพในการทำคุณประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ กอปรด้วยคุณธรรมและสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม” สอบถามเพิ่มเติมโทร.0 2256 4091-9 หรือ 1664

นิทรรศการภาพถ่าย ช่างภาพระดับโลก 80 ชีวิต เสียงสะท้อนอันบอบช้ำของโลก…มาถึงพวกเรา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/344370

นิทรรศการภาพถ่าย ช่างภาพระดับโลก 80 ชีวิต  เสียงสะท้อนอันบอบช้ำของโลก…มาถึงพวกเรา

นิทรรศการภาพถ่าย ช่างภาพระดับโลก 80 ชีวิต เสียงสะท้อนอันบอบช้ำของโลก…มาถึงพวกเรา

วันจันทร์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์มูลนิธิลูซี่ (Lucie Foundation) และหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร จัดแสดงนิทรรศการภาพถ่ายระดับโลกโดยช่างภาพระดับโลก 80 ชีวิต นำโดย James Natchwey, Steve McCurry, Sebastian Copeland และ Tom Jacobi ที่นำเอาผลงานภาพถ่ายของตนมาจัดแสดงในงานเพื่อกระตุ้นให้ทุกคนตระหนักถึงสภาพแวดล้อมของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเลวร้ายในชื่อ “Beyond the Air We Breathe: Addressing ClimateChange” ระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน-2 กันยายน 2561 ณ ห้องนิทรรศการหลัก ชั้น 9 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครประชาชนทั่วไปสามารถเข้าชมนิทรรศการได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

นิทรรศการภาพถ่าย “Beyond the Air We Breathe: Addressing Climate Change” หวังให้เกิดการตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่เลวร้ายผ่านผลงานภาพถ่ายอันสวยงามของช่างภาพระดับโลก ที่จะสะท้อนให้ผู้ชมได้ตื่นตัวกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงใกล้ตัว นั่นคือ “ปัญหามลพิษทางอากาศ” ที่เกิดขึ้นกับเราอยู่ขณะนี้ มลภาวะทางอากาศนี้เป็นผลกระทบมาจาก “ปรากฏการณ์ก๊าซเรือนกระจก” ที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้นจากการปล่อยมลพิษโดยฝีมือมนุษย์เราเอง ที่ผ่านมาเราแทบจะไม่เคยสังเกตด้วยซ้ำว่าเราสูดเอาอากาศที่เต็มไปด้วยก๊าซเหล่านั้นทุกวัน ผลงานภาพถ่ายเหล่านี้คือ เสียงสะท้อนอันบอบช้ำของโลกมาถึงพวกเรา ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เรากำลังเผชิญอยู่ล้วนมีผลจากน้ำมือพวกเราเอง

นายดาว วาสิกศิริ นายกสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า “นิทรรศการภาพถ่าย “Beyond the Air We Breathe: Addressing Climate Change” นี้เป็นการรวมผลงานภาพถ่ายชุดเดียวกับที่มูลนิธิลูซี่ (Lucie Foundation) นำโดยภัณฑารักษ์ HosseinFarmani และ Susan Baraz ได้คัดสรรผลงานภาพถ่ายจากช่างภาพระดับโลกจำนวนกว่า 80 ท่าน ที่ถ่ายทอดผลงานภาพถ่ายของตนโดยต่างสะท้อนถึงสภาพแวดล้อมของโลกที่กำลังร้องบอกถึงความเจ็บปวดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และจัดแสดงมาแล้วในการประชุมCOP21 ณ มหานครปารีส ประเทศฝรั่งเศส และยังถูกนำไปจัดแสดงต่อเนื่องในอิตาลี สหรัฐอเมริกา และเม็กซิโก ซึ่งได้ช่างภาพระดับโลก ผู้เป็นแรงบันดาลใจสำคัญแก่ช่างภาพทั่วโลก อย่าง James Nachtwey, Steve McCurry, Sebastian Copeland และ Tom Jacobi”

นับว่าเป็นโอกาสอันดีของชาวไทย ที่สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ มูลนิธิลูซี่ (Lucie Foundation) หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท โซนี่ (ประเทศไทย) จำกัด และอิมเมจ ควอลิตี้ แล็บนำผลงานภาพถ่ายจากสุดยอดช่างภาพระดับโลกที่ผู้คนนับล้านได้สัมผัสและสร้างแรงบันดาลใจที่จะปกป้องโลกใบนี้ มาจัดแสดงในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียเป็นครั้งแรก และยังมีความพิเศษคือ ทางสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยฯ ได้นำเอาผลงานช่างภาพชาวไทยผู้มีชื่อเสียงระดับโลก“นัท สุมนเตมีย์” กับผลงานภาพถ่ายใต้น้ำของเขาเข้าร่วมจัดแสดงในครั้งนี้ด้วย

Mr.Hossein Farmani มูลนิธิลูซี่ (Lucie Foundation) ภัณฑารักษ์ผู้เลือกสรรผลงานภาพถ่ายเพื่อจัดแสดงในครั้งนี้ กล่าวว่า “เรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับโอกาสให้จัดนิทรรศการ และนำเสนอภาพถ่ายอันเปี่ยมพลังเหล่านี้ เราได้ขอความร่วมมือจากช่างภาพที่มีชื่อเสียงผู้อุทิศตนในการบันทึกเรื่องราวของภูเขาน้ำแข็งที่กำลังละลาย ผืนดินที่แล้งน้ำ มลภาวะทางอากาศ ทางน้ำและขยะของเสีย และผลกระทบของสถานการณ์ดังกล่าวที่มีต่อโลกของเรา ภาพที่นำเสนอนั้นเป็นเสมือนการวอนขอผ่านเลนส์กล้อง ให้เราทุกคนตระหนักถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกที่กำลังเกิดขึ้น ภาพที่สวยงามจนสะกดลมหายใจเหล่านี้ อาจจะขัดแย้งกับสาระสำคัญของภาพอันน่าสะพรึงกลัว แต่เราควรที่จะมองให้ทะลุศิลปะที่น่าพิศวงเหล่านี้ และทำความเข้าใจ กับความคิดที่อยู่เบื้องหลังของภาพ ศิลปินที่สร้างสรรค์ภาพเหล่านี้พวกเขาท้าทายความคิดความรู้สึกของผู้ชมด้วยการบันทึกเรื่องราวของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงในโลก ความพยายามอย่างต่อเนื่องและชัดเจนของศิลปินเหล่านี้ในการเรียกร้องให้ประชาคมโลกหันมาสนใจกับการแก้ไขปัญหาสภาพแวดล้อมนั้น ทำให้เรารู้สึกซาบซึ้งอย่างยิ่ง

อีกทั้ง ชุดผลงานนิทรรศการภาพถ่าย “Beyond the Air We Breathe: Addressing Climate Change” แตกต่างจากจัดแสดงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประชุม COP21 โดยในครั้งนี้เราได้คัดเลือกจำนวนภาพถ่ายของช่างภาพระดับโลกที่มากขึ้นกว่าทุกครั้งที่จัดแสดง รวมเอาผลงานของช่างภาพ 80 คน จำนวน 121 ภาพ โดยคุณภาพการพิมพ์ระดับเดียวกับการจัดงานนิทรรศการระดับโลก และที่สำคัญผลงานทั้งหมดจะถูกจัดแสดงในหอศิลป์”

ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปวิตร มหาสารินันทน์ ผู้อำนวยการหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลาเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร มีความตั้งใจที่จะเชื่อมโยงศิลปะ ชีวิตประจำวัน และสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้ที่นี่เป็นศูนย์เรียนรู้ที่ผู้เข้าชมสามารถเลือกได้ว่าต้องการจะเรียนรู้อะไร สอดคล้องกับการเนรมิตพื้นที่ห้องนิทรรศการหลัก ชั้น 9  ของหอศิลปฯ ให้เป็นพื้นที่นิทรรศการภาพถ่ายจาก 80 ช่างภาพระดับโลก Beyond the Air We Breathe: Addressing Climate Change ที่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวที่เป็นผลจากสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก หอศิลปฯ เองหวังเป็นอย่างยิ่งว่างานนิทรรศการภาพถ่ายครั้งนี้จะเป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะสะท้อนให้ผู้ชมได้เรียนรู้และตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงอันเลวร้ายของสิ่งแวดล้อมโลก เกิดสำนึกที่จะหาทางแก้ไข และปกป้องสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้นกว่าเดิม”

ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมชมนิทรรศการภาพถ่ายโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน ถึงวันที่ 2 กันยายน 2561 ณ ห้องนิทรรศการหลัก ชั้น 9 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

ผลงานของ Sebastian Copeland

ผลงานของ Sebastian Copeland
ผลงานของ Tom Jacobi

ผลงานของ Tom Jacobi
ผลงานของ นัท สุมนเตมีย์

ผลงานของ นัท สุมนเตมีย์
ผลงานของ Steve McCurry

ผลงานของ Steve McCurry
ผลงานของ James Nachtwey

ผลงานของ James Nachtwey

รมย์รวินท์ สวิส กาเซีย มิเนอรัล มิสท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/344357

รมย์รวินท์ สวิส  กาเซีย มิเนอรัล มิสท์

รมย์รวินท์ สวิส กาเซีย มิเนอรัล มิสท์

วันจันทร์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สเปรย์น้ำแร่บริสุทธิ์ จากสวิตเซอร์แลนด์ ปลุกความสดชื่นให้ผิวของคุณ ฉีดปุ๊บ สดชื่นปั๊บ “รมย์รวินท์ สวิส กาเซีย มิเนอรัล มิสท์” สเปรย์น้ำแร่บริสุทธิ์จากธารน้ำแข็งในสวิตเซอร์แลนด์ ช่วยชดเชยและเพิ่มความชุ่มชื่นให้ผิวได้ยาวนานตลอด 24 ชั่วโมง ผสานคุณค่าจากสารสกัด อโรเวร่า ปลอบประโลมและบรรเทาอาการระคายเคืองผิว พร้อมเสริมเกราะปกป้องผิวฟื้นฟูผิวแข็งแรง รูขุมขนกระชับ ผิวหน้าดูเรียบเนียนขึ้นเป็นนำแร่บริสุทธิ์สกัดจากธารน้ำแข็งในสวิตเซอร์แลนด์ (Swiss Glacier water) อ่อนโยนต่อผิวหน้า ช่วย รีบูสต์ผิวให้สดชื่น ลดการระคายเคือง และปกป้องผิวจากมลภาวะ รูขุมขนกระชับเรียบเนียนขึ้น เครื่องสำอางติดทนนานเวลาแต่งหน้า สามารถใช้ฉีดพ่นทั่วใบหน้าได้บ่อยครั้งเท่าที่ต้องการ มีจำหน่ายแล้วที่ รมย์รวินท์ คลินิกทุกสาขา สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 080-153900 หรือติดต่อข้อมูลข่าวสารได้ที่ www.romrawincosmetics.com

คุณแหน : 11 มิถุนายน 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/344413

คุณแหน : 11 มิถุนายน 2561

วันจันทร์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ll สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานความสุขแก่ประชาชนด้วยงานดนตรีพระราชทานณ พระลานพระราชวังดุสิต วันเสาร์ที่ 16 มิ.ย.เวลา 19.00-21.00 น. โดยมูลนิธิวงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพ ในพระอุปถัมภ์พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ บรรเลงโดยวง Royal Bangkok Symphony Orchestra อำนวยเพลงโดย วานิช โปตะวนิช นักร้องรับเชิญ เสาวนิตย์ นวพันธ์, ศรัณย์ คุ้งบรรพต, ขวัญเรือน เรืองตระกูล, ชนิกานต์ มงคลรัตน์…

ll มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง จัดพิธีปิดการศึกษาหลักสูตรวิทยาการ
ไทย-จีน รุ่นที่ 1 วันที่ 12 มิ.ย. 12.20-17.30 น. ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน โดยได้รับเกียรติจาก ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ในการนี้ได้มีการจัดสัมมนา “ยุทธศาสตร์สังคมนิยมใหม่พลิกจีนพลิกโลก”…

ll ประภาศ บุญยินดี อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย บอกบุญให้มิตรสหาย ร่วมทอดผ้าป่าสามัคคีมหากุศลประจำปี 2561 ได้เงินมากถึง 4 ล้านบาทเศษ และส่งมอบเงินทั้งหมดให้ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุของคมนตรี ประธานจัดสร้างพระสมเด็จองค์ปฐมจังหวัดจันทบุรี แล้วยังลงมือเขียนใบอนุโมทนาบัตรทุกใบด้วยตัวเอง ทุกวันเวลา ที่ว่างจากงานช่วยราชการ ข่าวแว่วว่า ลายมือท่านสวยมาก และทำบุญใหญ่เช่นนี้มาหลายครั้งแล้วด้วย…

ll กิตติเชษฐ์ สถิตย์นพชัย ผอ.ฝ่ายการตลาดบมจ.ทิปโก้ฟูดส์ ปลื้มกับผลตอบรับ แคมเปญ “Tipco Wave Born To Run วิ่งลัดฟ้า ข้ามมหาสมุทร” ดีเกินคาด มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 5,000 คน มีระยะทางการวิ่งของผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมดกว่า 60,000 กิโลเมตร หรือเท่ากับ 4 รอบโลก…

ll “น้องอิ๊ก” พสิษฐ์ เอี่ยมผ่องใส อายุ 12 ปี หลานชายคนเก่งของ พล.ต.ท.ประกาศ-คุณหญิงผะอบทิพย์ ศาตะมาน สร้างชื่อให้ประเทศไทยในการแข่งกอล์ฟเยาวชนรายการ ฮิมบาร่า เวิลด์ จูเนียร์ กอล์ฟ แชมเปี้ยนชิพ 2018 ชนะเลิศได้ถ้วย Ci Putra Cup. ที่กรุงจาการ์ตาประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันศุกร์ที่ผ่าน…

ll  ฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร เสียใจที่ไม่ได้ร่วมงานฌาปนกิจศพ จรัญญา อภิจารี เนื่องจากติดประชุมงานใหญ่ที่เจนีวา…

ll เพื่อนฝูงอาลัยการจากไปของ เทพขจิตร วงศ์ไพบูลย์ งานสวดอภิธรรมที่วัดธาตุทอง แน่นขนัดทุกคืนและจะสวดวันที่ 11 มิ.ย.เป็นวันสุดท้าย…วงศ์ทิพย์ ชุมภาณี ส่งความเสียใจมาจากบูกาเรียด้วยติดภารกิจอยู่ที่นั่น…

ll รร.อนุบาลวัดธาตุทอง ทำบุญครบ 37 ปี และทอดผ้าป่าการศึกษาได้ยอดเงินบริจาคเกินเป้าหมายกว่าหนึ่งล้านบาท ด้วยความร่วมมือร่วมใจระหว่างบ้าน วัดและโรงเรียน ด้วยบารมีของพระราชวรญาณโสภณ ประธานฝ่ายสงฆ์ และความเมตตาจากประธานฝ่ายฆราวาส โพธิพงษ์-ยุพา ล่ำซำ…ll

คุณแหน

แนะตรวจนํ้าตาลในเลือดด้วยตัวเองสมํ่าเสมอ ลดเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/344356

แนะตรวจนํ้าตาลในเลือดด้วยตัวเองสมํ่าเสมอ  ลดเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน

แนะตรวจนํ้าตาลในเลือดด้วยตัวเองสมํ่าเสมอ ลดเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน

วันจันทร์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

แพทย์เตือนผู้ป่วยเบาหวานอันตรายกว่าที่คิด ชี้ผลพวงจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานจะทำให้เส้นเลือดทั่วร่างกายเสื่อม และส่งผลกระทบกับอวัยวะสำคัญ “สมอง-หัวใจ-ตา-ไต-เท้า” แนะตรวจวัดน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองสม่ำเสมอเป็นประจำ เพื่อนำไปสู่การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างเหมาะสม ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะพิการและเสียชีวิตจากโรคแทรกซ้อนลงได้

ข้อมูลจาก นายแพทย์เอกลักษณ์วโนทยาโรจน์ อายุรแพทย์โรคเบาหวานโรงพยาบาลเทพธารินทร์ ในงานประชุมวิชาการ ประจำปี 2560 ของสมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย) ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค ซึ่งบริษัท โรชไดแอกโนสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ร่วมจัดประชุมวิชาการหัวข้อ “Managing diabetes in the digital age” เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับการดูแลรักษาโรคเบาหวาน ซึ่งการแนะนำคนไข้เบาหวานด้วยตรวจวัดน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการดูแลโรคเบาหวาน โดยมีเภสัชกรร้านยาจากทั่วประเทศเข้าร่วมประชุม

นายแพทย์เอกลักษณ์ ได้อธิบายว่า คนที่เป็นโรคเบาหวาน หากปล่อยให้น้ำตาลในเลือดสูงอยู่เป็นเวลานานจะส่งผลให้หลอดเลือดตีบตัน ดังนั้น การรักษาเบาหวานจึงมีความจำเป็นต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม น้ำตาลในเลือดสูงมีผลกระทบต่อ 5 อวัยวะสำคัญของร่างกาย คือ สมอง ตา หัวใจ ไต เท้า ทำให้เกิดโรคร่วมตามมาอีกหลายโรค ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ ไตวายเรื้อรัง และโรคอัมพาต และแผลเรื้อรังที่เท้า ซึ่งเป็นผลพวงจากความเสื่อมของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ นั่นเอง โดยปัจจุบันพบว่าผู้ป่วยเบาหวานส่วนใหญ่มักจะเสียชีวิตจากโรคหัวใจ

อย่างไรก็ตาม โรคแทรกซ้อนต่างๆ ที่อาจทำให้เกิดพิการและเสียชีวิตในผู้ป่วยเบาหวานนั้น นายแพทย์เอกลักษณ์ ให้คำแนะนำว่า สามารถป้องกันได้ขึ้นอยู่กับวินัยของผู้ป่วยในการดูแลตนเอง ด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ มีกิจกรรมทางกายเป็นประจำสม่ำเสมอ พบแพทย์สม่ำเสมอตามนัด นอกจากนี้ การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง (Self-monitoring of blood glucose, SMBG) ก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเพิ่มศักยภาพการดูแลตนเองของคนไข้เบาหวาน เพราะการตรวจวัดน้ำตาลในเลือดด้วยตัวเองอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้คนไข้เบาหวานเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาลในเลือดของตนเองที่เกิดจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น อาหาร กิจกรรมทางกาย รวมทั้งความเครียดเพื่อนำมาปรับวิธีการดำเนินชีวิต เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของตนเอง ซึ่งจะส่งผลต่อการลดการเกิดโรคแทรกซ้อนในที่สุด

สำหรับการตรวจระดับน้ำตาลด้วยตนเอง มีคำแนะนำจากแนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวานปี 2560 เราสามารถแบ่งกลุ่มการแนะนำการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองได้ดังนี้

1.กลุ่มที่จำเป็นต้องเจาะ ถือเป็นมาตรฐานการดูแลหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือกลุ่มคนที่จะต้องคุมน้ำตาลอย่างเข้มงวด ได้แก่ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ที่จำเป็นต้องตรวจเป็นประจำ ต่อมาคือผู้ที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ และผู้ที่มีอาการน้ำตาลต่ำจนหมดสติบ่อยครั้งหรือไม่แสดงอาการเตือนเมื่อมีน้ำตาลต่ำ เพื่อป้องกันอันตราย โดยผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ที่ฉีดอินซูลินวันละ 4 เข็ม จำเป็นต้องเจาะน้ำตาลวันละ 4 ครั้ง เช้า-กลางวัน-เย็น-ก่อนนอน กล่าวคือ ต้อง เจาะ-นับ-ฉีด-กิน ไปอย่างนี้ในทุกวัน

2.กลุ่มที่แนะนำให้เจาะ (recommended) เพราะมีส่วนช่วยในการดูแล ได้แก่ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ฉีดอินซูลิน เพื่อจะได้ปรับน้ำตาลให้พอดีกับอินซูลินที่จะฉีดเข้าร่างกาย สำหรับคำแนะนำว่าจะต้องเจาะบ่อยแค่ไหน สามารถใช้หลักง่ายๆ กล่าวคือ ผู้ป่วยฉีดอินซูลินกี่เข็ม ก็ให้เจาะเท่ากับจำนวนเข็มที่ฉีด เช่น ผู้ป่วยฉีดอินซูลินก่อนนอน ก็ควรเจาะตรวจวันละครั้งในตอนเช้า ซึ่งค่าน้ำตาลในตอนเช้าก็จะได้นำมาใช้ในการปรับอินซูลินที่ฉีดก่อนนอน ควบคู่กันไป ส่วนผู้ป่วยที่ฉีดอินซูลินชนิดผสมแบบวันละ 2 ครั้งก่อนอาหารเช้า-เย็น กลุ่มนี้จะต้องรับประทานอาหารตรงเวลาอย่างเคร่งครัด และควรรับประทานอาหารในแต่ละมื้อเท่าๆ กัน โดยแนะนำให้เจาะน้ำตาลก่อนรับประทานอาหารมื้อเช้าและเย็น หลักการง่ายๆ ก็คือ ตรวจค่าน้ำตาลตอนเช้าเพื่อใช้สำหรับปรับขนาดอินซูลินมื้อเย็น และตรวจค่าน้ำตาลตอนเย็นเพื่อใช้สำหรับปรับขนาดอินซูลินตอนเช้า

3.กลุ่มทางเลือก (Option) ได้แก่ กลุ่มผู้ป่วยเบาหวานที่กินยาเม็ด ไม่ได้ฉีดยา และยังไม่สามารถคุมระดับน้ำตาลให้อยู่
ในค่าเป้าหมายได้ แต่พร้อมที่จะเรียนรู้หลักการเพื่อปรับพฤติกรรมเพราะการเจาะน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง จะมีส่วนช่วยให้เกิดการเรียนรู้การดูแลตัวเองซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆ โดยการเจาะแบบเป็นคู่ คือ เจาะก่อนและหลังรับประทานอาหาร 2 ชั่วโมง นับจากตอนเริ่มกิน สิ่งที่ผู้ป่วยจะได้เรียนรู้คือ อาหารอะไรที่กินแล้วน้ำตาลจะขึ้นและไม่ขึ้น หลักคือถ้าน้ำตาลหลังอาหารไม่เกิน 180 มก./ดล. แสดงว่าอาหารเหล่านั้นกินได้ ส่วนอาหารอะไรที่กินแล้วค่าน้ำตาลสูงก็ควรหลีกเลี่ยง ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้หากมีระดับน้ำตาลที่ดีแล้ว ต่อไปก็ไม่จำเป็นต้องเจาะทุกวัน เพราะรู้ว่าอาหารประเภทไหนกินได้ หรือกินไม่ได้ จะกลับมาเจาะอีกครั้งก็ต่อเมื่อไม่แน่ใจว่าอาหารที่กินในวันนั้น จะทำให้น้ำตาลสูงหรือไม่ ซึ่งคนกลุ่มนี้ก็จะรู้จักวิธีอยู่กับโรคเบาหวานได้อย่างมีความสุขในที่สุด

ส่วนอีกกลุ่มที่น่าจะเป็นประโยชน์คือ 4.ผู้ป่วยใหม่ที่ตั้งใจเรียนรู้ปรับพฤติกรรมเพื่อให้ผู้ป่วยได้มีส่วนร่วมในการรักษาด้วยการนำผลการตรวจมาใช้ในการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร จะช่วยให้ผู้ป่วยควบคุมน้ำตาลได้ดีขึ้น

แต่ทั้งนี้ ในชีวิตจริงการตรวจน้ำตาลด้วยตนเองมีอุปสรรคหลายประการ มีผู้ป่วยบางรายที่ไม่ยอมเจาะเลือดสม่ำเสมอ จะเจาะก็ต่อเมื่อใกล้ถึงวันนัดตรวจกับแพทย์ ทำให้ผลน้ำตาลที่บันทึกไว้ไม่พอหรือไม่คงที่ สำหรับปัญหาที่ผู้ป่วยไม่ยอมตรวจวัดน้ำตาลในเลือดด้วยตัวเองนี้ วิเคราะห์ที่มาได้จากหลายสาเหตุ เช่น ไม่อยากเห็นตัวเลข กลัวค่าน้ำตาลสูงแล้วจะเครียด
บางรายก็ไม่เห็นว่ามีความสำคัญ เพราะคิดว่าเป็นภาระเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม หรือบางรายไม่เห็นประโยชน์ของการเจาะ เพราะไม่ได้มีการชี้แจงหรือทำความเข้าใจกันอย่างถูกต้อง หรือในผู้ป่วยบางรายไม่ยอมเจาะเพราะกลัวเจ็บ แต่ถ้าปล่อยให้น้ำตาลสูงอาจจะนำมาซึ่งโรคร้ายแรงต่างๆ ตรงนี้เราสามารถชี้ชวนให้ผู้ป่วยเข้าใจได้ว่าเจ็บจากโรคแทรกซ้อนเจ็บกว่าการเจาะนิ้วเยอะ ซึ่งปัจจุบันเข็มเจาะเลือดรุ่นใหม่ๆ ช่วยลดความเจ็บไปได้เยอะ

ดังนั้น คงต้องฝากแพทย์และพยาบาล ช่วยแนะนำให้ความรู้และผลักดันให้ผู้ป่วยเห็นความสำคัญของการดูแลตัวเองให้มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมและการตรวจวัดน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดผลการรักษาที่ดีขึ้น เพราะการจะรู้ได้ว่าผู้ป่วยอาการหนักมากน้อยแค่ไหน ต้องจัดยาแบบไหนจึงจะมีประสิทธิภาพและลดผลแทรกซ้อนที่จะตามมาจากโรคอื่นๆ ต้องขึ้นอยู่กับการเจาะน้ำตาลในเลือด ซึ่งการตรวจน้ำตาลแบบรายวัน จะทำให้เราเห็นผลการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนที่สุด เนื่องจากคนไข้เบาหวานนัดพบแพทย์ 3 เดือนครั้ง หากรอแพทย์ตรวจทุก 3 เดือน อาจช้าเกินไป