3 เคล็ดลับส่งเสริมคนสูงวัยให้สุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/590603

  • วันที่ 29 พ.ค. 2562 เวลา 16:30 น.

3 เคล็ดลับส่งเสริมคนสูงวัยให้สุขภาพดี

เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ร่างกายและสมองก็มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เราจึงอยากแนะนำ 3 เคล็ดลับเพื่อคนสูงวัยสุขภาพดี ลดภาวะการทำงานของสมองถดถอย และช่วยเพิ่มพลังให้สมองสดชื่น

เคล็ดลับที่ 1 เลือกกินอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น

หลากหลายงานวิจัยระบุว่า คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน และธัญพืชที่ไม่ผ่านกระบวนการขัดสีทั้งหลาย ถือเป็นตัวเลือกโภชนาการที่ดีต่อสุขภาพสมองที่อาจช่วยลดโอกาสเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อม นอกจากนี้ การกินปลาอย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์ จะทำให้ได้รับไขมันโอเมก้า 3 เพียงพอตามที่ร่างกายต้องการ ซึ่งช่วยปกป้องสมองและควบคุมระดับอารมณ์ให้คงที่ แล้วอย่าลืมกินผัก-ผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระเยอะๆ เพื่อช่วยให้สมองแจ่มใสแข็งแรงในระยะยาว และป้องกันสมองจากภาวะความเครียดทางด้านร่างกายที่มีผลจากการมีอนุมูลอิสระมากเกินกว่าที่จะสามารถจัดการได้ ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากอายุที่มากขึ้น และสำหรับผู้ชายในวัย 40 ปี ควรกินผลไม้อย่างน้อย 2 ถ้วย และผักอย่างน้อย 3 ถ้วยต่อวัน

เคล็ดลับที่ 2 ขจัดความเครียด

อาการเครียดเรื้อรังสามารถส่งผลร้ายต่อสุขภาพได้ ไล่มาตั้งแต่การนอนไม่หลับ น้ำหนักเพิ่ม ไปจนถึงโอกาสเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ ยังไม่นับรวมการบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกัน ระบบย่อยอาหาร และระบบประสาทส่วนกลางด้วย แม้ว่าเราจะไม่สามารถขจัดความเครียดออกไปจากชีวิตได้ทั้งหมด แต่ก็สามารถเรียนรู้วิธีจัดการความเครียดเพื่อช่วยให้ปกป้องดูแลสุขภาพหัวใจและสมองไปพร้อมกันได้ โดยวิธีดีๆ ที่ช่วยลดความเครียดก็คือ การออกกำลังกายเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นการเดิน วิ่งจ๊อกกิ้ง โยคะ รำไทเก๊ก ฯลฯ เพราะการออกกำลังกายไม่เพียงแค่ช่วยลดโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคซึมเศร้าเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มความสามารถด้านการรับรู้ การเรียนรู้ และเพิ่มขนาดของสมองส่วนที่ดูแลควบคุมเรื่องความจำด้วย นอกจากนั้น การลองเข้าสังคมและสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่นที่สามารถช่วยเหลือกันและกันได้ ก็จะช่วยลดระดับความเครียด และทำให้ชีวิตรู้สึกเติมเต็มมากขึ้น

เคล็ดลับที่ 3 หาเวลาทำอะไรสนุกๆ ฝึกสมองบ้าง

มีงานวิจัยมากมายที่ชี้ให้เห็นว่ากิจกรรมที่กระตุ้นสมองนั้นเชื่อมโยงกับการลดโอกาสเสี่ยงเป็นโรคสมองเสื่อมได้ โดยหากคุณชื่นชอบท้าทายอะไรใหม่ๆ ให้ลองทำกิจกรรมที่ไม่เคยทำได้มาก่อน เช่น หัดเล่นดนตรี เล่นหมากรุก หรืออะไรง่ายๆ อย่างเกมซูโดกุ เล่นหมากกระดานต่างๆ กระบวนการเรียนรู้ และการรับข้อมูลรวมถึงประสบการณ์ใหม่ๆ เช่น การฝึกฝนทักษะที่แตกต่าง สามารถกระตุ้นการทำงานของสมองได้ พยายามฝึกกิจกรรมการเรียนรู้ให้หลากหลายเพื่อให้รู้สึกน่าสนใจอยู่เสมอ

อย่างไรก็ดี แม้เคล็ดลับเพื่อการสูงวัยอย่างมีสุขภาพดีข้างต้นจะเป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย แต่ก็ยังมีหลายคนละเลยที่จะทำ จำไว้เสมอว่าไลฟ์สไตล์ของการได้รับโภชนาการที่ดี บวกกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพและการหมั่นทำกิจกรรมฝึกฝนสมองอยู่เสมอ สามารถช่วยถนอมรักษาสุขภาพสมองให้แจ่มใสไปได้นาน

ภาพ : freepik

เลือกดื่มนมให้เหมาะสมตามวัย เพื่อประโยชน์ที่ใช่ในวัยที่คู่ควร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/590541

  • วันที่ 29 พ.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

เลือกดื่มนมให้เหมาะสมตามวัย เพื่อประโยชน์ที่ใช่ในวัยที่คู่ควร

เมื่อนมพร้อมดื่มที่วางขายในท้องตลาดมีหลายประเภท แล้วเราจะเลือกดื่มนมแบบไหน ให้ได้ประโยชน์ตรงใจ แถมเหมาะกับวัยเราที่สุด

นมเป็นแหล่งรวมสารอาหารจากธรรมชาติที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข แนะนำคนไทยดื่มนมให้เหมาะสมตามวัย โดยเด็กที่กำลังเจริญเติบโตและวัยรุ่น ปริมาณที่ควรดื่มคือวันละ 2-3 แก้ว ส่วนผู้ใหญ่ 1-2 แก้ว

แต่นมที่วางจำหน่ายในท้องตลาดมีให้เลือกหลายประเภท แล้วเราควรจะบริโภคชนิดไหน มาหาคำตอบไปพร้อมกัน

นมสด 100% (whole milk)

คือนมที่รีดจากแม่วัวและจำหน่ายโดยตรงต่อผู้บริโภค โดยจะผ่านวิธีการพาสเจอไรซ์ หรืออุ่นทำลายเชื้อโรค นมชนิดนี้จะมีไขมันอยู่ประมาณ 3.8% รสชาติจึงเข้มข้นและหอมมัน เป็นนมที่มีสารอาหารสมบูรณ์ เหมาะกับเด็กที่กำลังเจริญเติบโต หากสังเกตจากฉลากโภชนาการ จะเห็นว่าเป็นนมโค 100% มีปริมาณแคลเซียม 200-300 มก.ต่อแก้ว แนะนำสำหรับผู้ที่มีน้ำหนักตัวปกติ เด็กวัยเรียน วัยรุ่น

นมพร่องมันเนย (Low Fat)

เป็นนมที่สกัดไขมันออกไปบางส่วน ทำให้มีพลังงานน้อยลง และมีปริมาณไขมันเพียงเล็กน้อย แต่ข้อเสียคือ ไขมันที่น้อยลงก็จะไปลดการได้รับวิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่ วิตามิน A, D, E และ K ไปด้วย

อย่างไรก็ดี นมชนิดนี้ยังมีโปรตีนและแคลเซียมอยู่ในปริมาณที่ใกล้เคียงกับนมสด มีปริมาณแคลเซียม 200-300 มก.ต่อแก้ว เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่า 25 ปีขึ้นไป ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก หรือผู้ที่มีไขมันในเลือดสูงรับประทานไขมันไม่ได้ แต่ต้องการเสริมในส่วนของโปรตีนและแคลเซียม ไม่เหมาะกับเด็กที่อายุน้อยกว่า 2 ขวบ เนื่องจากไขมันเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตที่รวดเร็วของสมองของเด็ก

นมขาดมันเนย (Fat Free หรือ Skim milk)

เป็นนมที่แยกไขมันเนยออกเหลือเฉพาะโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต มีไขมันน้อยกว่า 0.15% มีแคลเซียมและโปรตีนสูง ส่วนวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ก็ยังมีอยู่ในปริมาณที่ไม่ต่างกับนมสด 100% มากนัก เพียงแต่จะมีความเข้มข้นน้อยและรสชาติไม่หอมมันเหมือนนมสด เหมาะสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการหลีกเลี่ยงไขมัน ควบคุมน้ำหนัก และมีระดับไขมันในเลือดสูง มีปริมาณแคลเซียม 200-300 มก.ต่อแก้ว

ภาพ : freepik

7 คำถามจี้ใจ เมื่อไหร่ถึงพร้อมเป็นนายตัวเอง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/590384

  • วันที่ 28 พ.ค. 2562 เวลา 11:30 น.

7 คำถามจี้ใจ เมื่อไหร่ถึงพร้อมเป็นนายตัวเอง?

จริงหรือไม่ที่การเป็นเจ้าของธุรกิจนั้น “พูดง่ายกว่าลงมือทำ” แล้ววันนี้นอกจากการทำงานไปวันวัน เรามีเป้าหมายในชีวิตสูงกันแค่ไหน หากใครคิดอยากเป็นนายตัวเอง มาดูกันเลยว่าจะต้องเจออะไรบ้าง

ความคิดที่ว่าเราจะได้เป็นเจ้านายตัวเอง มีอิสระ สามารถจัดการเวลาชีวิตแบบที่ต้องการได้ และที่สำคัญคือได้เงินเยอะ ดึงดูดคนมากมายให้หันมาทำกิจการของตัวเอง แต่ในความเป็นจริงแล้ว การเริ่มทำธุรกิจอะไรสักอย่างต้องผ่านอุปสรรคมากมายกว่าที่เราคิดไว้ ข้อเท็จจริงที่ว่า 8 ใน 10 ของธุรกิจมักจะล้มเหลวในช่วงปีแรก ชี้ให้เห็นความจริง 2 อย่าง นั่นคือการก่อตั้งบริษัทไม่ใช่เรื่องง่าย และทุกคนไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นนักธุรกิจ ดังนั้น ก่อนจะเบนเข็มเข้ามาในวงการนี้ ลองตั้งคำถามเหล่านี้กับตัวเอง แล้วตรึกตรองดูว่าเราเหมาะกับการเป็นเจ้านายตัวเองแล้วจริงๆ

คำถามที่ 1

พร้อมทำงานแบบไม่มีเงินเดือนหรือยัง?

สิ่งที่คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดคือ การทำธุรกิจของตัวเองทำให้เราได้ค่าเหนื่อยมากกว่าเป็นพนักงานประจำ แม้ว่าความเข้าใจผิดนี้อาจจะเกิดขึ้นจริง แต่ก็ต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง ในช่วงเริ่มต้นกิจการของคุณจะยังไม่สร้างรายได้ และเมื่อมีรายรับเข้ามาแล้ว คุณจะต้องนำกำไรที่ได้มาไปลงทุนต่อยอดอีกทอดหนึ่งเพื่อขยับขยายขนาดธุรกิจ ทีมงานนิตยสาร Inc แนะนำว่า การเป็นเจ้านายตัวเองต้องโฟกัสที่การเติบโตและการลงทุนต่อยอด

คำถามที่ 2

พร้อมนำเงินตัวเองมาลงทุนหรือยัง?

การทำธุรกิจมีค่าใช้จ่ายมากมาย อาทิ ค่าอาคารสถานที่ เงินเดือนพนักงาน ค่าเว็บโฮสติ้ง เป็นต้น ก่อนเริ่มลงมือเปิดกิจการ คุณต้องแน่ใจก่อนว่าพร้อมจะนำเงินเก็บส่วนตัวมาใช้ขับเคลื่อนธุรกิจ หากมีการระดมทุนจากบุคคลภายนอก นักลงทุนเหล่านี้มักจะดูข้อมูลการลงทุนของเจ้าของกิจการประกอบการตัดสินใจด้วยเหตุผลง่ายๆ คือ ถ้าเจ้าของเองยังไม่ลงทุนในธุรกิจของตัวเอง แล้วทำไมนักลงทุนจะต้องร่วมลงทุนด้วย

คำถามที่ 3

พร้อมทำงานทุกหน้าที่แล้วหรือยัง?

ความชอบคือตัวจุดชนวนการทำธุรกิจ ความพร้อมในการปรับตัวและรับหน้าที่ใหม่ๆ คือตัวขับเคลื่อน เจ้าของธุรกิจจะต้องสวมหมวกหลายใบไปพร้อมๆ กัน เช่น เจ้าหน้าที่บัญชี ฝ่ายบุคคล ฝ่ายบริการลูกค้า ควบคู่ไปกับการให้บริการลูกค้า

คำถามที่ 4

กล้าไล่พนักงานออกไหม?

แน่นอนว่าการไล่พนักงานออกเป็นสถานการณ์ที่น่าอึดอัดและลำบากใจ แต่บางครั้งก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เจ้าของกิจการจะต้องเตรียมใจให้พร้อมในกรณีที่ต้องพูดคุยเรื่องเคร่งเครียดนี้กับพนักงาน รวมถึงการต่อรองเงินเดือน ระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ

คำถามที่ 5

มีความอดทนเพียงพอไหม?

การทำธุรกิจถือเป็นการทดสอบความอดทนอย่างหนึ่ง บางคนต้องใช้เวลาหลายเดือน หรืออาจเป็นปีกว่าจะได้รับงานจากลูกค้ารายแรก การทำธุรกิจไม่มีสูตรลับรวยเร็ว แต่จะต้องใช้ทั้งความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าและความมุ่งมั่นทุ่มเทในระยะยาว โดย คริสโตเฟอร์ ไอแซค สโตน หรือ บิซ สโตน นักธุรกิจชาวอเมริกันผู้ร่วมก่อตั้งทวิตเตอร์ เคยกล่าวไว้ว่า “กาลเวลา ความมานะอุตสาหะ และการลองผิดลองถูกนับสิบปี สิ่งเหล่านี้จะทำให้คุณดูเหมือนเป็นคนที่ประสบความสำเร็จเพียงชั่วข้ามคืน”

คำถามที่ 6

มีความมุ่งมั่นมากพอไหม?

การเป็นเจ้าของกิจการต้องมีความรับผิดชอบต่อตัวเอง หากไม่มีความมุ่งมั่นมากพอ กิจการประเภทนี้อาจจะไม่เหมาะกับคุณ คุณจะต้องใช้พลังในตัวคุณขับเคลื่อนธุรกิจ

คำถามที่ 7

ทนแรงกดดันจากคนรอบข้างได้ไหม?

การทำธุรกิจของตัวเองจะต้องเอาจริงเอาจังและอาจเผชิญกับการตัดสินใจเกี่ยวกับคนรอบข้าง อาทิ ฉันจะออกไปพบปะเพื่อนฝูงที่ร้านอาหารหรือทำงานต่ออีก 2-3 ชม.ดีนะ เพื่อนๆ อาจจะไม่เข้าใจและพยายามกดดันให้คุณออกมาพบ ในที่สุดคุณจะได้เรียนรู้ศิลปะการปฏิเสธไปโดยปริยาย

ภาพ : freepik

7 กลุ่มเสี่ยงฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ฟรี เริ่ม 1 มิ.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/590388

  • วันที่ 28 พ.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

7 กลุ่มเสี่ยงฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ฟรี เริ่ม 1 มิ.ย.นี้

กรมควบคุมโรค เชิญชวนประชาชน 7 กลุ่มเสี่ยงฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ฟรี!! เริ่มให้บริการ 1 มิ.ย.นี้

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เชิญชวนประชาชนใน 7 กลุ่มเสี่ยงฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ฟรี โดยเป็นวัคซีนแบบ 3 สายพันธุ์ เป็นเชื้อไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลที่พบบ่อยในไทย ซึ่งมีประสิทธิภาพ สามารถป้องกันอาการรุนแรงและลดการเสียชีวิตได้ เริ่มให้บริการ 1 มิ.ย. นี้ ที่สถานบริการสาธารณสุขของรัฐ และสถานพยาบาลเอกชนใกล้บ้านที่ร่วมโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในทุกๆปี กระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่แก่ประชาชนกลุ่มเสี่ยงฟรี เนื่องจากในช่วงนี้ของทุกปีอากาศมักจะเปลี่ยนแปลงประกอบกับไทยเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว ทำให้โรคติดต่อทางเดินหายใจ โดยเฉพาะโรคไข้หวัดใหญ่มีโอกาสที่จะแพร่กระจายเพิ่มมากขึ้น โดยในปีนี้กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้เตรียมวัคซีนไว้จำนวน 4 ล้านโด๊ส เพื่อให้บริการแก่กลุ่มเป้าหมายที่ทางกระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดไว้ เพื่อป้องกันการเกิดโรคและแพร่กระจายสู่ผู้อื่น

สำหรับวัคซีนที่ใช้เป็นวัคซีนที่ป้องกันได้ 3 สายพันธุ์ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก คือ

  • A Michigan (H1N1)
  • A Switzerland (H3N2)
  • B Colorado (Victoria lineage)

ซึ่งจากการเฝ้าระวังศึกษาการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์เชื้อในไทย ปี 2562 ข้อมูลถึงวันที่ 30 เมษายน 2562 พบผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่แยกเป็น A(H1N1) ร้อยละ 23.51 A(H3N2) ร้อยละ 18.17 และ B ร้อยละ 58.32 โดยการวิเคราะห์สายพันธุ์ไข้หวัดใหญ่ที่แยกได้ในประเทศไทยได้ระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม 2562 โดยพบเชื้อไข้หวัดใหญ่ A(H1N1) พบเป็น A Michigan (H1N1) ร้อยละ 100 , A(H3N2) พบเป็น A Switzerland ร้อยละ 35.00 และ A Singapore ร้อยละ 65.00 สวนเชื้อ B ในปีนี้มีความหลากหลายสายพันธุ์มากกว่าหลายปีที่ผ่านมาคือพบ B Victoria lineage ร้อยละ 99.00 ที่เหลือเป็น B Phuket (Yamagata lineage) ร้อยละ 1.00 ซึ่งพบเชื้อที่ก่อโรคตรงกับสายพันธุ์ในวัคซีน 3 สายพันธุ์ดังกล่าว โดยถือว่ามีความคุ้มค่าและมีความปลอดภัย เพราะมีประสบการณ์การใช้ในประเทศไทยยาวนานกว่า 10 ปี และยังเป็นเชื้อไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลที่พบบ่อยในไทยและทั่วโลก

โดยวัคซีนดังกล่าวมีประสิทธิภาพ สามารถป้องกันอาการรุนแรงและลดการเสียชีวิตได้ ส่วนวัคซีน 4 สายพันธุ์นั้น มีองค์ประกอบเหมือนกับวัคซีน 3 สายพันธุ์ แต่จะมีสายพันธุ์ B Phuket (Yamagata lineage) เพิ่มเข้ามา จึงสามารถป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B ในประเทศไทยมักป่วยด้วยเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ที่บรรจุอยู่ในวัคซีน 3 สายพันธุ์อยู่แล้ว นอกจากนี้วัคซีน 4 สายพันธุ์ยังมีราคาสูงกว่า ดังนั้นกระทรวงสาธารณสุขจะพิจารณานำมาใช้เมื่อวัคซีนดังกล่าวมีความคุ้มค่า และประเทศมีความพร้อม หากประชาชนมีความต้องการฉีดวัคซีน 4 สายพันธุ์ซึ่งเป็นวัคซีนอีกทางเลือกหนึ่ง สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อขอรับการฉีดวัคซีนชนิด 4 สายพันธุ์ได้ ทั้งนี้อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

ในปีนี้ได้เตรียมวัคซีนไว้จำนวน 4 ล้านโด๊ส แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มที่ 1 สำหรับประชาชนกลุ่มเสี่ยง 7 กลุ่ม ได้แก่

  1. หญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์มากกว่า 4 เดือน
  2. เด็ก อายุ 6 เดือน-2 ปี
  3. ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค คือ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย เบาหวาน และผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัด
  4. ผู้สูงอายุ มากกว่า 65 ปี
  5. ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้
  6. โรคธาลัสซีเมีย และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (รวมผู้ติดเชื้อ HIV ที่มีอาการ)
  7. โรคอ้วน น้ำหนักตัวมากกว่า 100 กก./ BMI มากกว่า 35 กิโลกรัมต่อ ตรม.

นอกจากนี้ ได้เตรียมวัคซีนสำหรับบุคลากรกลุ่มที่ 2 ซึ่งมีความเสี่ยง 4 แสนโด๊ส ได้แก่ บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่สอบสวนควบคุมโรค เจ้าหน้าที่ทำลายสัตว์ปีก เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการ นักศึกษาทางการแพทย์และสาธารณสุข

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขจะให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่แก่ประชาชนกลุ่มเสี่ยงดังกล่าวฟรี ไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น โดยขอรับบริการวัคซีนได้ที่สถานบริการสาธารณสุขของรัฐ และสถานพยาบาลเอกชนที่ร่วมโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน- 31 สิงหาคม 2562 ตามวันและสถานที่ดังกล่าว หากประชาชนมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

ภาพ : freepik

แพทย์เผยวัคซีนวัยเก๋า รับสังคมผู้สูงอายุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/590313

  • วันที่ 27 พ.ค. 2562 เวลา 17:30 น.

แพทย์เผยวัคซีนวัยเก๋า รับสังคมผู้สูงอายุ

ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ฯ ให้ความรู้เรื่องสังคมผู้สูงอายุ “วัคซีนที่ต้องฉีด” แนะฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม บาดทะยัก คอตีบ และงูสวัด ลดความรุนแรงและเสียชีวิตได้ หวังคนในครอบครัวให้ความสำคัญ

ศ.นพ.ธีระพงษ์ ตัณฑวิเชียร ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวในงานสังคมผู้สูงอายุ : วัคซีนที่ต้องฉีด ว่าการติดเชื้อในผู้สูงอายุเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขของประเทศ เพราะเมื่อผู้สูงอายุมีการติดเชื้อโดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวร่วมด้วย เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ โรคปอดเรื้อรัง หรือป่วยเป็นมะเร็งจะมีอาการที่รุนแรงและต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลหรืออาจเสี่ยงต่อความพิการหรือเสียชีวิตได้

ประกอบกับสังคมไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งมีประชากรสูงอายุมากกว่าประชากรเด็กและวัยทำงาน ซึ่งหมายถึงว่าจะเกิดภาวะพึ่งพาโดยเฉพาะด้านสาธารณสุขมากขึ้น ดังนั้น การให้ความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพในผู้สูงอายุและการป้องกันโดยการฉีดวัคซีนจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดการทนทุกข์ทรมานต่อความเจ็บป่วย และลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลอีกด้วย

ปัจจุบันการให้วัคซีนป้องกันโรคแก่ผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคเรื้อรังได้รับการสนับสนุนในหลายประเทศ แต่สำหรับประเทศไทยยังพบว่าอัตราการให้วัคซีนเพื่อป้องกันโรคในผู้สูงอายุหรือผู้มีโรคเรื้อรังอยู่ในอัตราที่ต่ำ ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากแพทย์และผู้สูงอายุไม่เข้าใจ ถึงความสำคัญของการป้องกันโรคที่มีความรุนแรง ดังนั้น คนในครอบครัวคือจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะช่วยดูแลผู้สูงอายุในบ้านให้มีสุขภาพที่แข็งแรงด้วยปัจจัยพื้นฐาน และการสนับสนุนการป้องกันโรคติดเชื้อด้วยการฉีดวัคซีนเพียงเท่านี้ สังคมสูงอายุก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

วัคซีนที่แพทย์ควรพิจารณาสำหรับผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคเรื้อรัง ได้แก่ วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม ซึ่งเป็นโรคที่มีความสำคัญและพบเป็นสาเหตุที่ต้องเข้าโรงพยาบาลหรือป่วยหนักทำให้เกิดความพิการหรือเสียชีวิต นอกจากนี้ การฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อที่พบได้ในผู้สูงอายุ เช่น วัคซีนป้องกันบาดทะยัก คอตีบ วัคซีนป้องกันงูสวัด ก็มีความสำคัญเช่นกัน

ศ.นพ.ธีระพงษ์ กล่าวว่า “โรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสติดต่อโดยการหายใจหรือการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ โดยทั่วไปอาการไม่รุนแรงและหายได้เอง แต่ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น เบาหวาน หอบหืด ถุงลมปอดโป่งพอง โรคหัวใจ โรคไตวายเรื้อรัง และผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือได้รับยากดภูมิคุ้มกันหรือหญิงตั้งครรภ์ อาจมีอาการรุนแรงหรือมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดบวม ทำให้ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลและอาจเสียชีวิตได้ การป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ ทำได้โดยการรักษาอนามัยส่วนบุคคล การล้างมือและการฉีดวัคซีน ซึ่งสามารถป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน ลดการเข้ารับรักษาตัวในโรงพยาบาลเนื่องจากปอดบวมและลดการเสียชีวิตได้”

โดยแนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่โดยฉีดเข้ากล้ามบริเวณต้นแขนปีละ 1 ครั้งทุกปี นอกจากนี้ ยังควรฉีดวัคซีนแก่บุคคลซึ่งใกล้ชิดกับผู้สูงอายุหรือกลุ่มผู้มีปัจจัยเสี่ยงสูงกล่าวข้างต้น เช่น ผู้ดูแลผู้สูงอายุ เพราะมีโอกาสแพร่เชื้อให้ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงเมื่อตนเองป่วย ผู้สูงอายุที่มีการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดการติดเชื้อปอดบวมโดยเฉพาะการติดเชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัส มักต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลและบางรายมีอาการรุนแรง มีการติดเชื้อในกระแสโลหิตหรือเสียชีวิต ปัจจุบันมีวัคซีนสำหรับป้องกันปอดบวมที่เกิดจากการติดเชื้อแบคที่เรียนิวโมคอคคัส โดยแนะนำให้ฉีดแก่ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อปอดบวมรุนแรงดังกล่าวข้างต้น การฉีดวัคซีนอาจมีผลข้างเคียงแต่มักไม่รุนแรงและมักเป็นอาการเฉพาะที่ เช่น ปวด บวม แดง บริเวณที่ฉีดและหายได้ภายใน 2-3 วัน

ทั้งนี้ การกระตุ้นภาครัฐและภาคประชาชนให้เตรียมพร้อมรับมือสังคมผู้สูงอายุ โดยเฉพะการป้องกันโรคเป็นสิ่งสำคัญ ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยและสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทยได้ เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงได้จัดทำ “แนวทางการให้วัคซีนในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ” เพื่อเผยแพร่ความรู้และสร้างความเข้าใจให้กับแพทย์และประชาชนเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนในผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคเรื้อรังอย่างถูกต้องและเหมาะสม สร้างความตระหนักในการดูแลเอาใจใส่ผู้ป่วยและผู้สูงอายุผู้ในครอบครัว ในด้านการป้องกันโรคและผลักดันภาครัฐ สังคม และเอกชน ให้เห็นความสำคัญในการสนับสนุนการให้วัคซีนแก่ผู้สูงอายุ ซึ่งปัจจุบันสถานเสาวภา สภากาชาดไทยได้มีการจัดทำโปรแกรม “สถานเสาวภา” เพื่อให้แพทย์และประชาชนทั่วไปสามารถรับรู้ถึงวัคซีนที่จำเป็นสำหรับผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคเรื้อรังที่ควรได้รับการฉีดตามคำแนะนำดังกล่าว ซึ่งสามารถเข้าใช้ได้ที่ http:medschedule.md.chula.ac.th/vaccine

ภาพ : freepik

มากินเพิ่มระบบเผาผลาญกันเถอะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/590294

  • วันที่ 27 พ.ค. 2562 เวลา 13:00 น.

มากินเพิ่มระบบเผาผลาญกันเถอะ

7 สิ่งนี้จำไว้ให้ดี เพราะมันจะช่วยให้เรามีระบบเผาผลาญที่ดีขึ้นและมีหุ่นที่สวยสมใจ

เพราะใครๆ ก็อยากมีหุ่นดี แต่การลดน้ำหนักก็ไม่ใช่เพียงแค่การอดอาหารอย่างเดียว เราต้องเลือกกินอาหารให้ถูกด้วย แล้วอาหารประเภทไหนที่จะช่วยให้ระบบเผาผลาญของร่างกายเราทำงานดีขึ้นบ้าง

โปรตีน

พบได้ในเนื้อ นม ไข่ ถั่ว เมล็ดพืชต่างๆ เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับคนลดความอ้วน เพราะว่าโปรตีนจะช่วยเรื่องระบบเผาผลาญ และยังช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ทำให้ระบบเผาผลาญดีขึ้น แถมยังทำให้อิ่มนานอีกต่างหาก

กาแฟ

ใครว่าการดื่มกาแฟจะเป็นผลเสียต่อร่างกายอย่างเดียว กาแฟก็มีข้อดีคือช่วยเพิ่มการเผาผลาญ เครื่องดื่มประเภทที่มีกาเฟอีนจะช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญได้ถึง 11% ตามการศึกษาวิจัยผู้ที่บริโภคกาเฟอีนอย่างน้อย 270 มก.ต่อวัน หรือเทียบเท่ากาแฟ 3 แก้ว จะเผาผลาญแคลอรีได้ถึง 100 แคลอรี

ชา

ชาทั่วไปมีส่วนผสมของกาเฟอีน และคาเทชิน สองสารประกอบนี้ช่วยเพิ่มการเผาผลาญ โดยเฉพาะชาเขียวและชาอู่หลงจะช่วยเพิ่มการเผาผลาญถึง 4-10% อีกทั้งยังช่วยให้ร่างกายทำไขมันมาใช้เป็นพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล)

โกโก้

สารสกัดจากต้นโกโก้ จะไปส่งเสริมยีนที่กระตุ้นการใช้ประโยชน์ไขมันให้เปลี่ยนเป็นพลังงาน และโกโก้ยังป้องกันการทำงานของเอนไซม์ที่ไปดูดซึมไขมันและคาร์โบไฮเดรตระหว่างการย่อยอาหารได้ แถมยังช่วยการดูดซึมแคลอรีบางส่วนอีก

น้ำมันมะพร้าว

มีไตรกลีเซอไรด์ กรดไขมันเหล่านี้จะดูดซึมไปที่ตับและเปลี่ยนเป็นพลังงาน ยังช่วยกระตุ้นการเผาผลาญมากกว่าไขมันชนิดเดี่ยว นอกจากนี้ นักวิจัยยังชี้ให้เห็นว่าการบริโภคน้ำมันมะพร้าว 30 มก. ในแต่ละวัน จะทำให้คนอ้วนน้ำหนักลดลงอีกด้วย

พืชตระกูลถั่ว

ไม่ว่าจะเป็นถั่วอัลมอนด์ ถั่วเขียว ถั่วลิสง ถั่วพวกนี้เป็นอาหารที่มีโปรตีนสูงเมื่อเทียบกับอาหารจากพืชอื่นๆ ดังนั้น หนุ่มๆ สาวๆ ที่อยากมีหุ่นดี ก็ต้องเลือกกินพืชตระกูลนี้ที่นอกจากช่วยให้ร่างกายเผาผลาญดีแล้วยังช่วยย่อยอาหารได้ดีอีกด้วย

เครื่องเทศ

เผ็ดร้อนนิดๆ ดีต่อสุขภาพ ดีต่อระบบการเผาผลาญ ยกตัวอย่างเช่น การกินชาขิงร้อนจะช่วยเผาผลาญแคลอรีไปมากกว่า 43 แคลอรี ขณะที่น้ำร้อนธรรมดาเผาผลาญ 26 แคลอรี แถมตัวชาขิงร้อนยังช่วยลดความหิวและกระตุ้นให้อิ่มไวขึ้นได้อีกด้วย

ภาพ : freepik

How to จัดการงานเสริมควบคู่งานประจำ…ทำอย่างไร?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/590267

  • วันที่ 27 พ.ค. 2562 เวลา 09:30 น.

How to จัดการงานเสริมควบคู่งานประจำ...ทำอย่างไร?

เทคนิคจัดการงานเสริมควบคู่งานประจำที่ทำไม่ยากแบบ “เจมส์ ทิว”

เชื่อเลยว่า มีพนักงานออฟฟิศจำนวนไม่น้อยที่มีความฝันว่าสักวันหนึ่งจะเลิกเป็นมนุษย์เงินเดือนแล้วผันตัวไปทำงานที่ตัวเองรัก หรือเป็นเจ้าของธุรกิจเล็กๆ แต่การลาออกจากงานประจำโดยที่ยังไม่มีเงินทุนหมุนเวียนเพื่อสานฝันของตัวเองอย่างเพียงพอแล้ว ต้องค่อยๆ เดินคลำทางในที่มืดอาจจะดูเสี่ยงอยู่ไม่น้อย หลายคนจึงเลือกทำงานประจำที่ใช่ควบคู่ไปกับงานอดิเรกที่ชอบ

จากผลการศึกษาของ Academy of Management สมาคมนักวิชาการด้านการบริหารและการจัดการจากทั่วโลก ชี้ว่า ธุรกิจที่เจ้าของเริ่มก่อตั้งขณะยังเป็นพนักงานประจำแล้วค่อยผันตัวมาดูแลแบบเต็มตัวมีโอกาสล้มเหลวน้อยกว่าธุรกิจที่เจ้าของเริ่มทำเต็มตัวตั้งแต่แรกถึง 1 ใน 3 แต่สำหรับมือใหม่บางคนอาจจะยังจัดการทำงานทั้งสองหน้าที่ไม่ค่อยลงตัว

มีคำแนะนำของ เจมส์ ทิว ยูทูบเบอร์ชาวออสเตรเลียที่ผ่านประสบการณ์การทำงานหลักควบคู่งานเสริมมาแล้วหลายปีมาฝาก ดังนี้

1.โฟกัสกับงาน เนื่องจากเจ้าของธุรกิจประเภทนี้มีหน้าที่ความรับผิดชอบทั้งจากงานประจำและงานเสริมกองอยู่ตรงหน้ามากมาย โอกาสหาเวลาว่างนั่งสะสางงานทั้งหมดให้เสร็จสิ้นจึงไม่ใช่เรื่องง่าย แนะนำให้เขียนรายการสิ่งที่ต้องทำก่อน-หลังแต่ละสัปดาห์ จากนั้นแบ่งทำวันละ 4-5 งาน เพื่อให้เป้าหมายรายสัปดาห์สำเร็จลุล่วง วิธีนี้ยังช่วยให้เจ้าของธุรกิจบริหารเวลาและงานให้ลงตัว หากวันไหนมีเวลาว่างเพิ่มมาสัก 1 หรือ 2 ชม.

2.สื่อสาร บอกเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับงาน เช่น เป้าหมายธุรกิจของเราให้เพื่อน ครอบครัว หรือคนใกล้ชิดฟัง เพื่อให้พวกเขาเข้าใจว่าคุณอาจต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับงาน เพื่อที่สุดท้ายงานที่คุณรักจะไม่พรากชีวิตแต่งงานหรือมิตรภาพไปจากคุณ

3.ยอมรับอุปสรรค การพูดว่า “อย่ากังวลไปเลย เดี๋ยวสุดท้ายมันจะแก้ไขได้เอง” นั้นง่าย แต่ในความเป็นจริงอาจไม่ง่ายอย่างที่พูดเสมอไป ระหว่างทางที่คุณกำลังนำพาธุรกิจไปสู่จุดหมาย ย่อมต้องมีอุปสรรคเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ขึ้นอยู่กับขนาดของเป้าหมาย เมื่อถึงเวลาที่ต้องแก้ปัญหา ให้พยายามสนุกกับมัน ชื่นชมอุปสรรคที่ช่วยให้คุณได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

4.เข้าใจลิมิตตัวเอง และรู้จักขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้างที่มีความเชี่ยวชาญในสิ่งที่เป็นจุดอ่อนของตัวเอง

5.พักผ่อน ต่อให้เป็นคนที่มีพลังล้นเหลือ แต่อย่างไรก็ตาม ร่างกายย่อมต้องการการพักผ่อนที่เพียงพอ ก่อนจะออกไปเผชิญโลกในวันต่อไป

6.ตั้งเป้าหมาย แนะนำว่าตัวเองจะตั้งเป้าหมายไว้ทุกๆ 12 สัปดาห์ โดยจะทบทวนเป้าหมายที่ตั้งไว้ทุกสัปดาห์ เพื่อสำรวจว่าบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่ อีกหนึ่งวิธีคือ ทิวจะนำเป้าหมายที่เขียนไว้มาวางไว้ใกล้ๆ กับคอมพิวเตอร์ที่เขาใช้เป็นประจำ เพื่อให้มองเห็นและพยายามทำสิ่งเหล่านั้นให้สำเร็จ

7.ไม่ใช่ทุกคนที่อยากรู้เรื่องงานเสริมของคุณ โดยเฉพาะเพื่อนร่วมงานที่สำนักงาน ยูทูบเบอร์ชาวออสเตรเลีย แนะนำว่า ให้หาคนสนิทที่ไว้วางใจได้ไว้เป็นที่ปรึกษาและให้กำลังใจ หรือลองมองหาชุมชนออนไลน์ที่มีเป้าหมายใกล้เคียงกับคุณไว้บอกเล่าเรื่องราวและขอคำปรึกษา เพราะคนกลุ่มนี้จะเข้าใจความรู้สึกของคนที่ทำงานหลักและงานเสริมด้วยกันมากที่สุด

ภาพ : freepik / ยูทูบ

วันหยุดสุดสัปดาห์ ใช้ยังไงให้เวิร์ค!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/590179

  • วันที่ 26 พ.ค. 2562 เวลา 09:45 น.

วันหยุดสุดสัปดาห์ ใช้ยังไงให้เวิร์ค!!

รวมเทคนิคบริหารวันหยุดสุดสัปดาห์ เพื่อใช้เวลาอันมีค่าไม่ให้หมดไปโดยเปล่าประโยชน์

วันหยุดสุดสัปดาห์เป็นสิ่งที่พนักงานประจำหลายคนตั้งตารอคอย เพื่อจะได้พักผ่อนหย่อนใจหลังจากต้องตรากตรำทำงานมาทั้งอาทิตย์ แต่หลายคนกลับใช้เวลาอันมีค่านี้หมดไปอย่างเปล่าประโยชน์ หรือมัวเหน็ดเหนื่อยกับงานบ้านกองโตที่สะสมมาทั้งอาทิตย์ แทนที่จะใช้เวลาช่วงสุดสัปดาห์ในการชาร์จพลัง สร้างความกระปรี้กระเปร่าพร้อมรับกับสิ่งใหม่ที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์ที่กำลังจะมาถึง

สำหรับคนที่ยังไม่รู้จะจัดการวันหยุดของตัวเองอย่างไร ลองทำตามวิธีของ ลอลลี่ ดาสคาล ซีอีโอหญิงของ ลีด ฟอร์ม วิทธิน (Lead From Within) บริษัทที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาความสามารถในการเป็นผู้นำ และเจ้าของกิจการชื่อดังแห่งหนึ่งของสหรัฐ เธอแนะนำกิจกรรมวันหยุดของคนที่ประสบความสำเร็จไว้ดังนี้

** วางแผน แม้จะเป็นวันหยุดก็ยังต้องวางแผนไว้ แต่ไม่จำเป็นต้องลงรายละเอียดเป๊ะๆ ชนิดนาทีต่อนาที เพียงแต่กำหนดสิ่งที่ต้องทำไว้คร่าวๆ เพื่อจัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่จะทำและบริหารเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

** ใช้เวลากับคนสำคัญ การใช้เวลาว่างกับคนสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ลูก คนรัก เพื่อน หรือสัตว์เลี้ยง ถือเป็นการใช้เวลาช่วงวันหยุดที่ดีที่สุดอีกวิธีหนึ่ง อาจเป็นการพูดคุยสอบถามสารทุกข์สุกดิบ หรือการทำกิจกรรมร่วมกัน

** ขยับร่างกาย การออกกำลังกายใช่ว่าจะมีประโยชน์เพียงสร้างความแข็งแรงและผ่อนคลายให้ร่างกายเท่านั้น แต่ยังมีผลในการสร้างความสงบและผ่อนคลายให้กับจิตใจที่สำคัญไม่แพ้ร่างกาย แม้การออกกำลังกายเฉพาะช่วงวันหยุดจะมีประสิทธิภาพน้อยกว่าการทำอย่างสม่ำเสมอ แต่การได้ขยับแขนขาอย่างน้อย 1-2 วันก็ยังดีกว่าไม่ทำเลย

** ทำสิ่งที่ชอบ ดาสคาล เผยว่า คนที่ประสบความสำเร็จคือคนที่น่าสนใจซึ่งมาพร้อมกับงานอดิเรกที่น่าทึ่ง คนเหล่านี้ตระหนักดีว่า งานอดิเรกหรือกิจกรรมยามว่างอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานประจำที่ทำอยู่สามารถสร้างความผ่อนคลาย และบางครั้งไอเดียธุรกิจอาจมาจากกิจกรรมเหล่านี้

** ท่องเที่ยว แม้แต่คนที่บ้างานที่สุดยังหาเวลาวางมือจากงานบ้างเป็นครั้งคราว การใช้วันหยุดช่วงสั้นๆ ออกเดินทางคือการปลดปล่อยตัวเองจากภาระหน้าที่ และการเริ่มต้นค้นพบและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

** เลิกจ้องหน้าจอ กำหนดช่วง “ปลอดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์” โดยการปิดสมาร์ทโฟน ทีวี หรือคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะช่วยให้มีเวลาว่างกับสิ่งอื่นที่สำคัญกว่า ทั้งยังเป็นการพักสายตาที่เมื่อยล้าจากการจ้องหน้าจอทั้งอาทิตย์

** เสพงานศิลป์ อาทิ คอนเสิร์ต ละครเวที เทศกาลดนตรี ที่ช่วยกระตุ้นจินตนาการและเติมความมีชีวิตชีวา

** อ่านหนังสือ หนังสือคือเพื่อนที่ดีที่สุดที่จะพาเราไปยังโลกที่แตกต่างหรือพบเจอกับแหล่งข้อมูลใหม่ๆ

** เรียนรู้สิ่งใหม่ นอกจากจะเพิ่มองค์ความรู้แล้วยังช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้เรียน ลองจัดเวลาลงเรียนวิชาที่สนใจ หรือคอร์สพัฒนาศักยภาพ หรือสาขาวิชาที่เราอยากเรียนรู้ให้ลึกซึ้ง

** ส่งต่อ หาช่องทางแบ่งปันภูมิปัญญาของตัวเองซึ่งอาจทำผ่านการเป็นอาสาสมัคร หรือผู้ให้คำปรึกษา

** วางแผนอีกครั้ง คราวนี้สำหรับต้นสัปดาห์ที่กำลังจะมาถึง สร้างความพร้อมกลับมาทำงานอีกครั้ง

ภาพ  freepik

ผักบุ้งจีน ผักบุ้งไทย ใช่แค่บำรุงสายตาจริงหรือ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/589766

  • วันที่ 25 พ.ค. 2562 เวลา 07:50 น.

ผักบุ้งจีน ผักบุ้งไทย ใช่แค่บำรุงสายตาจริงหรือ?

“ผักบุ้ง” ผักสวนครัวที่ใครๆ ต่างก็คุ้นเคย เป็นพืชที่ปลูกง่าย ตายยาก ราคาไม่แพง แต่แฝงไปด้วยคุณประโยชน์นานา ทั้งคุณค่าทางอาหารและสรรพคุณทางยาที่มีดีมากกว่าแค่บำรุงสายตาอย่างแน่นอน

“ผักบุ้ง” ช่วยบำรุงสายตาได้จริงหรือ?

คำตอบคือ จริง!! เนื่องจากผักบุ้งมีสารที่ชื่อ เบต้าแคโรทีนจำนวนมาก (โดยเฉพาะผักบุ้งจีน) ซึ่งเบต้าแคโรทีนนี้สามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ภายหลัง และสรรพคุณของวิตามินเอ ก็คือการช่วยบำรุงสายตา เพิ่มน้ำหล่อเลี้ยงในดวงตา ทำให้ตาไม่แสบ ไม่แห้ง แลดูเป็นประกาย ดังนั้น หากเราต้องเพ่งสายตาอ่านหนังสือ เล่นเกมส์ จิ้มสมาร์ทโฟน หรือต้องนั่งทำงานจ้องจอคอมพิวเตอร์นานๆ การรับประทานผักบุ้งเป็นประจำก็เป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยเสริมสร้างวิตามินเอให้กับร่างกาย ซึ่งเป็นการรับประทานอาหารเพื่อบำรุงสายตาโดยตรง

ผักบุ้งจีน-ผักบุ้งไทย อะไรดีกว่ากัน?

สำหรับผักบุ้งไทยเป็นผักบุ้งสายพันธุ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นเองตามแม่น้ำลำคลอง จึงมียางมากกว่าผักบุ้งจีน ส่วนผักบุ้งจีนจะเป็นพันธุ์จากต่างประเทศ นิยมปลูกขายเพราะมีลำต้นค่อนข้างขาวอวบ ใบเขียวอ่อนสวยงาม น่ากิน มีดอกดอกขาว มียางน้อยกว่าผักบุ้งไทย จึงเป็นที่นิยมในการรับประทานมากกว่า

ผักบุ้ง 100 กรัม จะให้พลังงาน 22 กิโลแคลอรี ประกอบไปด้วยด้วยเส้นใย วิตามิน และแร่ธาตุอื่นๆ เช่น วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 แคลเซียม ฟอสฟอรัส และธาตุเหล็ก เป็นต้น

ซึ่งผักบุ้งไทยนั้นจะมีวิตามินซีสูงและมีสรรพคุณทางยามากกว่าผักบุ้งจีน แต่จะมีแคลเซียมและเบต้าแคโรทีนน้อยกว่าผักบุ้งจีน หากรับประทานแบบสดๆ จะทำให้คุณค่าของวิตามินและแร่ธาตุไม่เสียไปกับความร้อน

ข้อยกเว้นสำหรับคนที่ไม่ควรกินผักบุ้ง

คือผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตต่ำ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานผักบุ้ง เนื่องจากผักบุ้งจะมีคุณสมบัติลดความดันโลหิต จนทำให้ความดันยิ่งต่ำลงไปอีก ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดการเป็นตะคริวได้ง่ายขึ้น บ่อยขึ้น และทำให้ร่างกายอ่อนแอลงอีกด้วย

ประโยชน์อื่นๆ ของผักบุ้ง

  • นอกจากช่วยบำรุงสายตา ยังมีส่วนช่วยในการรักษาอาการสายตาสั้น ตาต้อ ตาฝ้าฟาง ตาแดง และอาการคันตาบ่อยๆ
  • มีสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยให้ผิวเปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล
  • ช่วยป้องกันและลดโอกาสในการเป็นโรคมะเร็ง
  • เพิ่มศักยภาพในการบำรุงสมองและเพิ่มความสามารถในการจดจำ
  • มีกากใยมากช่วยในการขับถ่าย ป้องกันการท้องผูก
  • บำรุงโลหิตและช่วยรักษาโรคโลหิตจาง
  • สามารถลดน้ำตาลและคอเลสเตอรอลในเลือด ช่วยลดโอกาสการเกิดโรคเบาหวาน
  • ช่วยให้เจริญอาหาร
  • ช่วยบำรุงหัวใจ ลดการเกิดไขมันอุดตันเส้นเลือดและหัวใจวาย
  • มีแคลอรีต่ำ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก
  • ช่วยบำรุงธาตุ
  • ยอดผักบุ้งช่วยแก้โรคประสาทได้
  • ช่วยแก้อาการเหงื่อออกมาก
  • ช่วยแก้อาการปวดศีรษะและอ่อนเพลีย
  • ต้นสดของผักบุ้งไทยช่วยบำรุงกระดูกและฟัน
  • ผักบุ้งมีรสเย็น จึงมีสรรพคุณช่วยถอนพิษเบื่อเมา
  • รากผักบุ้งมีรสจืดเฝื่อน มีสรรพคุณช่วยในการถอนพิษสำแดง
  • ช่วยต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย
  • ช่วยแก้อาการฟกช้ำ
  • ดอกของผักบุ้งไทยต้นขาวสามารถใช้เป็นยาแก้กลากเกลื้อนได้
  • ใช้ถอนพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อยได้
  • แก้แผลมีหนองช้ำ ด้วยการใช้ต้นสดมาต้มน้ำให้เดือดนานๆ ทิ้งไว้พออุ่นแล้วนำน้ำมาล้างแผลวันละครั้ง
  • แก้พิษตะขาบกัด ด้วยการใช้ต้นสดเติมเกลือนำมาตำพอกบริเวณที่ถูกกัด
  • ต้นสดของผักบุ้งไทยต้นขาวนำมาใช้รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวกได้
  • ต้นสดของผักบุ้งไทยต้นขาวจะช่วยลดการอักเสบและอาการปวดบวมได้
  • ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย
  • สามารถใช้บำบัดรักษาผู้ป่วยยาเสพติดหรือผู้ที่ได้รับสารพิษต่างๆ ได้

5 ข้อควรรู้ เมื่อใช้ลิควิดลิปเนื้อแมตต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/590032

  • วันที่ 24 พ.ค. 2562 เวลา 16:30 น.

5 ข้อควรรู้ เมื่อใช้ลิควิดลิปเนื้อแมตต์

How to วิธีการทาลิควิดลิปเนื้อแมตต์ให้ปัง ปากไม่พัง เพิ่มความมั่นใจให้เรียวปากสวยตลอดทั้งวัน

หลายคนที่เป็นสาวกผู้ชื่นชอบการทาปากลุคแมตต์คงรู้จักวิธีการทาลิควิดลิปกันดีอยู่แล้ว แต่มีหลายคนที่อาจยังไม่รู้ หรือมองข้ามวิธีการใช้ลิควิดลิปที่ถูกต้องไป ทำให้เกิดความผิดพลาดระหว่างวันได้ ซิสทั้งหลายลองตามวิธีเหล่านี้ดู  รับรองไม่ผิดหวังช้ำใจหรือปากเลอะระหว่างวัน

1.อย่าใช้ทิชชู่ซับ

เมื่อใช้ลิปสติกธรรมดา สาวๆ ผู้รักปากแมตต์ก็จะเอาทิชชู่ซับความมันออก เพื่อทำให้ลิปสติกติดทนนานขึ้น แต่สำหรับลิควิดลิปยิ่งเนื้อแมตต์ด้วยแล้ว ออกแบบมาเพื่อให้เนื้อติดปากยาวนานอยู่แล้ว จึงมีเนื้อที่ค่อนข้างแห้งอยู่แล้ว การซับปากด้วยทิชชู่จะยิ่งซับเอาน้ำมันหรือวิตามินอีที่มีผสมอยู่ในลิควิดลิปออกไปด้วย จะยิ่งทำให้ปากของคุณดูแห้ง และเกิดอาการลิปติดร่องปากได้ ดังนั้นไม่ควรทำเป็นอันขาด

2.อย่าเม้มปาก

เพราะการเผลอทำแบบนั้นบ่อยๆ จะทำให้ปากยิ่งแห้ง เนื่องจากลิควิดจะซึมเข้าปากอยู่แล้ว หลังทาก็เพียงเม้มปากให้สีเข้าที่เพียงครั้งสองครั้งก็เพียงพอแล้ว สาวๆ ที่ชื่นชอบการทาลิควิดลิปจึงควรเตือนตัวเองไว้ตลอดเวลาระหว่างวัน

3.อย่าทาหลายชั้นเกิน

อันที่จริงหากคุณชอบลิปสติกเนื้อครีมการทาซ้ำๆ ระหว่างวัน หรือทาทับเพื่อให้สีเข้มชัดขึ้นก็จะช่วยให้คุณมีลุคเนี้ยบขึ้น แต่ไม่จำเป็นเลยสำหรับลิควิดลิป โดยเฉพาะที่มีเนื้อสีคมชัดและติดทนอยู่แล้วอย่างของ 4U2 Love Me Harder 2 ควรทาแค่รอบเดียวสีก็จะชุ่มชื้นติดอยู่บนปากยาวนานและไม่ทำให้ปากดูมีเนื้อลิปสติกติดอยู่หนาเกินไปด้วย

4.อย่าปาดลิปสติกที่ริมฝีปากใน

อันนี้เป็นข้อห้ามที่ซีเรียสมาก เพราะอาจทำให้ลุคของคุณพังได้ระหว่างวัน เพราะมีลิปสติกติดฟัน โดยเฉพาะลิควิดลิปที่มีเนื้อครีมทาเท่าไหร่ก็ไม่แห้ง นอกจากการเลือกลิควิดลิปที่มีความบางเบาและแห้งไวติดทนนานแล้ว ก็คือควรเลี่ยงการทาให้ชิดกับฟันหรือขอบปากด้านในมากเกินไป

5.อย่าเช็ดออกเฉยๆ

เนื่องจากลิควิดลิปเนื้อแมตต์จะมีคุณสมบัติติดทนมาก จึงไม่ควรเบิร์นหรือทำร้ายปากตัวเองด้วยการถูไปมาเพื่อหวังจะให้หลุดออก ควรใช้รีมูฟเวอร์ที่มีเบสเป็นน้ำมัน หรือสูตรน้ำซับด้วยสำลีแล้วค้างไว้ประมาณ 30 วิ แล้วค่อยเช็ดออก จะช่วยถนอมปากให้อวบอิ่มไร้ริ้วรอยจากแผลถลอก

พบกับ The Best Liquid Lipstick You Can Get ลิควิดลิปสติกสูตรใหม่ จาก 4U2 Love Me Harder 2 คอลเลคชั่นต่อเนื่องจาก 4U2 Love Me Harder ได้แล้ววันนี้ มีทั้งหมด 15 เฉดสีเพื่อสาวเอเชียโดยเฉพาะ ราคาแท่งละ 199 บาท โปรแรงลดเหลือ 129 บาท มีจำหน่ายที่ WATSONS, EVEANDBOY, BEAUTRIUM และ www.4U2Thailand.com