“แม่หลวงกุ้ง” ขอพัฒนาบ้าน ที่เรียกว่าประเทศชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/569722

  • วันที่ 04 พ.ย. 2561 เวลา 11:07 น.

"แม่หลวงกุ้ง" ขอพัฒนาบ้าน ที่เรียกว่าประเทศชาติ

เปิดใจ “แม่หลวงกุ้ง” หรือ สุพัตรวี อยู่แพทย์ อดีตผู้ใหญ่ หมู่ 6 ต.หนองหอย อ.เมือง เชียงใหม่ ที่วันนี้ตัดสินใจสวมเสื้อสังกัดพรรคชาติพัฒนา

***************************

เรื่อง : ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์ / ภาพ : ทวีชัย สุริวรรณ

นับเป็นอีกหนึ่งสาวสวย ซึ่งแฝงไว้ด้วยความเก่งและฉลาด อีกทั้งยังเป็นที่รู้จักกันอย่างดีบนโลกโซเชียลมีเดีย ซึ่งวันนี้เธอได้ตัดสินใจกระโดดเข้ามาสู่ถนนการเมืองใหญ่ แม้จะยังไม่เต็มตัวก็ตาม สำหรับ สุพัตรวี อยู่แพทย์ หรือ “แม่หลวงกุ้ง”อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 ต.หนองหอย อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ในวัย 38 ปี ซึ่งเคยได้ชื่อว่าเป็นผู้ใหญ่บ้านที่สวยที่สุดในประเทศไทย โดยสวมเสื้อสังกัดพรรคชาติพัฒนา

สุพัตรวี ได้เล่าถึงความเป็นมาผ่าน “โพสต์ทูเดย์” ต่อการตัดสินใจครั้งสำคัญนี้ เกิดมาจากผู้ใหญ่ในท้องที่ที่เคยทำงานร่วมกันมาก่อนได้ชักชวนให้เข้ามา แต่ไม่ใช่พรรคชาติพัฒนาเพียงอย่างเดียวทาบทาม ยังมีอีกหลายพรรคการเมืองเหมือนกัน ทว่าการเข้าพรรคชาติพัฒนาเป็นการตัดสินใจส่วนตัวล้วนๆ

สุพัตรวี บอกด้วยน้ำเสียงสดใสพร้อมยอมรับว่า คิดทบทวนเรื่องนี้อยู่นานพอสมควร เพราะต้องถือบัตรประจำตัวประชาชนและเงินเข้าไปสมัครเพื่อเป็นสมาชิกพรรค อีกทั้งส่วนตัวมีแนวความคิดไม่อยากย้ายบ้านบ่อยๆ อยากอยู่บ้านนั้นไปจนตาย เช่นเดียวกับงานการเมือง จนกระทั่งลงตัว เพราะสิ่งที่ต้องการคือ อยากเป็นนักสู้เพื่อประโยชน์โดยส่วนรวม

แม่หลวงกุ้ง เล่าต่อว่า สำหรับการตัดสินใจเลือกบ้านหลังนี้มาจากหลายๆ อย่าง โดยเฉพาะจากเหตุการณ์บ้านเมืองในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งมันเป็นไปด้วยความน่าโศกเศร้า น่าเสียใจ รวมถึงความขัดแย้งหลายๆ อย่าง แต่ส่วนตัวอยากเข้ามาทำในส่วนของงานพัฒนาอาสา งานเพื่อสังคม ไม่ได้ต้องการทะเลาะกับใครหรืออะไรทั้งนั้น

“เปรียบเสมือนคนเลือกบ้านหนึ่งหลัง กุ้งไม่ได้ต้องการบ้านหลังใหญ่ หรือเป็นคฤหาสน์ แล้วมีพ่อแม่มาคอยชี้ทางให้เดินแบบไหน อย่างไร ตามเป้าหมายที่พ่อแม่ตั้งไว้ แต่อยากเลือกบ้านที่อบอุ่น แม้จะเป็นบ้านขนาดกลางไม่ใช่คฤหาสน์หลังใหญ่ แต่เป็นบ้านที่พ่อแม่คอยสนับสนุนบุตรหลานหรือสมาชิกในบ้าน เพื่อสานความฝันเก่าๆ ทำตามอุดมการณ์ในกรอบอันดีงาม ถูกต้อง

ซึ่งอยากได้บ้านแบบนี้ เพราะในชีวิตจริงเราไม่ได้เดินอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ อยากให้ทุกอย่างออกมาดีแต่ไม่อยากไปทะเลาะ เพราะจะทำงานไม่ได้ เข้าไปแล้วไปนั่งต่อว่ากัน งานที่จะทำก็ไม่ได้ทำ คนเดินอยู่มาดึงขาหรือวิ่งอยู่แล้วมาดึงเสื้อหรือปัดขา ถามว่าจะวิ่งได้หรือไม่

ถ้ากุ้งรู้ว่าใครวิ่งแล้วได้รับชัยชนะ และส่งผลมาถึงทุกคนให้ได้ดีหมด กุ้งจะไม่ดึงหรือผลักให้เขาล้ม แต่เราจะคอยประคับประคอง หรืออะไรขวางทางเราก็จะช่วย เหตุผลเดียวกันอีกคนวิ่งไม่ไหวแล้วอยู่ข้างหลัง กุ้งจะพาเขาเดินแล้ววิ่งไปด้วยกัน เพราะอยากก้าวข้ามจากสิ่งต่างๆ ที่ผ่านมา

โดยอยากให้ทุกคนเข้ามาช่วยกันทำประเทศใหม่ อยู่ได้ในบนพื้นฐาน อะไรผิดมาช่วยกันแก้ อะไรถูกและมันดีพัฒนาต่อได้หรือไม่ มันไม่ได้เพื่อแค่ตัวเรา หรือเพื่อการเมือง อย่ามองว่าการเมืองคือ การเมือง แต่การเมืองเป็นการพัฒนาสังคม พัฒนาบ้านเรา”

สุพัตรวี ยอมรับด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานต่อประเด็นถูกทาบทามให้ลงสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบเขต ว่า ทางพรรคยังไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องดังกล่าว แต่ภาพที่เห็นลงพื้นที่นั้น ซึ่งจริงๆ แล้ว ถ้าใครเป็นเพื่อนหรือคนสนิทจะทราบดีว่า ไม่ว่าจะเป็นงานอาสาหรืองานช่วยเหลือสังคม งานรวบรวมเยาวชนทำกิจกรรมเป็นงานที่ทำก่อนจะมาเป็นผู้ใหญ่บ้าน

“งานพวกนี้เป็นงานที่ติดตัวกุ้งมาก่อนทำงานผู้ใหญ่บ้าน แม้ว่าตอนนี้จะลาออกจากการเป็นผู้ใหญ่บ้านแล้วก็ตาม กุ้งก็ยังทำงานด้านจิตอาสาอยู่ในพื้นที่ แม้จะไม่มีตำแหน่งใดๆ ยังเป็นกลุ่มไบค์เกอร์ เป็นกลุ่มจิตอาสาเหมือนเดิม ที่เคยเป็นมาก่อนหน้านี้”

แม่หลวงกุ้ง ยังบอกถึงความใฝ่ฝันหากสักวันหนึ่งได้เข้าไปทำงานการเมืองเต็มตัว โดยเฉพาะปัญหาที่พบส่วนใหญ่และอยากแก้ไขคือ เรื่องของผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่ แม้ยอมรับว่านโยบายหลายๆ อย่างที่ผ่านมานั้นจะดีมาก แต่ยังเป็นเพียงนามธรรมสวยหรู จึงอยากมาผลักดันให้นโยบายเหล่านั้นเกิดเป็นรูปธรรมลงสู่พื้นที่จริงๆ ซึ่งสำคัญมาก

สุพัตรวี ยกตัวอย่างสิ่งที่เห็นชัดเจนและใกล้ตัวคือ เรื่องของเด็ก สตรี ผู้ด้อยโอกาส และผู้พิการ เคยเห็นหรือไม่กับคำว่า “เท่าเทียมแต่ไม่เท่าเทียม” เช่น เด็กด้อยโอกาสหรือเด็กที่ขาดการดูแลจากพ่อแม่โดยแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นเด็กกำพร้า หรือพ่อแม่ต้องไปทำงานต่างพื้นที่ รัฐบอกว่าเรียนฟรีเท่าเทียมกัน แต่เชื่อหรือไม่บนความเท่าเทียมคือ ความไม่เท่าเทียม

“ทุกวันนี้กุ้งอยู่กับแม่ และแม่กุ้งเป็นผู้พิการ กุ้งไม่ได้ต้องการสิทธิพิเศษนอกเหนือสิทธิพึงมี แต่สิ่งที่อยากได้คือ การยอมรับ ความสุข เพราะจากการที่เคยได้ไปสัมมนามา ผู้พิการทางโสตเคยถามว่ามีภาษามือในละครตามโทรทัศน์หรือไม่ ซึ่งบางครั้งผู้พิการเองก็อยากดูละคร แม้เราจะมีโทรทัศน์เหมือนกัน ดูละครเรื่องเดียวกัน สนุกสนานเหมือนกัน แต่เชื่อหรือไม่ว่า ความเท่าเทียม คือ ความไม่เท่าเทียม”

นอกจากนี้ ผู้พิการทางด้านสายตาแม้จะได้ยิน ก็ไม่อยากให้ใครมาหลอกให้ลงลายเซ็นในเอกสารต่างๆ หรือแม้กระทั่งบนซองอาหารตามร้านสะดวกซื้อ อยากถามว่ามีอักษรเบรลล์ให้กับผู้คนเหล่านี้ได้อ่านกันหรือไม่ ซึ่งผู้พิการหลายคนขาดสิทธิประโยชน์ตรงนี้ ไม่ได้เอื้ออำนวยประโยชน์ ดังนั้น สิ่งที่ต้องการไม่ใช่สิทธิเหนือสิทธิ แต่เป็นสิทธิความเท่าเทียมที่อยู่ได้โดยปกติสุข ถึงจะเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ถือว่าสำคัญมากในเรื่องนี้

แม่หลวงกุ้ง บอกด้วยน้ำเสียงกำเมืองอย่างจริงจังต่อประเด็นการก้าวจากการเมืองท้องถิ่นสู่การเมืองใหญ่ ว่า ทุกคนต้องโต วันหนึ่งอาจต้องเจอฝน หรือเดินฝ่าแดด หรือลุยหนาม ซึ่งเป็นธรรมดาของชีวิตคน ถามว่าตัวเองจะเปลี่ยนหรือไม่ ก็คงไม่เยอะ แต่อาจจะโตขึ้น หนักแน่น แข็งแกร่งขึ้น แต่ท้ายที่สุดก็ยังเป็นคนเดิม

อย่างไรก็ตาม หรือหากในอนาคตข้างหน้าไม่มีโอกาสทำงานอย่างคาดหวัง หรือไม่มีโอกาสทำงานในสภาผู้แทนราษฎร แต่อยากให้เชื่อว่างานอาสาที่ทำอยู่ในพื้นที่มันก็ยังคงมีอยู่ แล้วจะมีไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นที่ยึดเหนี่ยวตัวตน รวมถึงเพื่อนๆ พี่น้องในพื้นที่ให้อยู่ด้วยกัน

“อยากบอกว่าทุกวันนี้กุ้งอยู่เป็นลูกหลานของพี่น้องทุกคน เพราะกุ้งเองเกิดและอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ ก็เหมือนกุ้งอยู่ในบ้านตัวเอง ทำงานในบ้านของตัวเอง มันไม่มีความยากหรือความง่าย มันมีแต่คำว่าทำอย่างไรให้บ้านดีขึ้น กุ้งเชื่อว่าพี่น้องทุกคน พ่อ แม่ ถ้าลูกหลานทำแบบนี้คงไม่ปฏิเสธเรา

แต่ว่าจะอยู่อย่างไร อยู่แบบไหน กุ้งไม่ได้มองว่างานที่กุ้งอยากทำ เป็นประโยชน์ของตัวกุ้งเอง แต่สิ่งที่จะทำเป็นเพื่ออนาคตของทุกคนได้อย่างไร ปัญหา คือ อะไร แล้วแก้มันได้อย่างไร แต่สิ่งที่ห่วงถ้าเข้าไปแล้วทำได้ไม่เต็มที่ น่าห่วงมากกว่า กุ้งเป็นลูกหลานชาวบ้าน ไม่ได้เป็นครอบครัวนักการเมือง

พ่อแม่ไม่มีพื้นฐานด้านการเมือง กุ้งสู้มาตั้งแต่เล็กๆ ทำในสิ่งเล็กๆ ให้มันได้ แม้กระทั่งกว่าจะมาเป็นผู้ใหญ่บ้านก็เริ่มจากงานพิมพ์เอกสาร อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. และมาเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน จนกระทั่งได้มาเป็นผู้ใหญ่บ้านเอง”

สุพัตรวี ยังให้มุมมองต่อการเมืองครั้งนี้ที่กำลังก้าวเข้าสู่การเลือกตั้ง ซึ่งเธอมองว่าเปรียบเสมือนต้นไม้ใหญ่ที่กำลังเข้าสู่ช่วงฤดูใบไม้ผลิ ก่อนหน้านี้หวังผลยอดกำลังจะแตกหน่อเป็นการเปลี่ยนหลายๆ อย่าง หากจะมองว่าการเปลี่ยนเป็นเรื่องเลวร้าย หรือถ้ามองการเปลี่ยนเป็นเรื่องดีมันก็คือเรื่องดี ถ้าคิดว่ามันเป็นเรื่องดี ดังนั้น ถ้ามองให้ร้ายมันก็ร้าย ถ้ามองให้ดีมันก็ดี

“ถ้าเรามองด้วยความอคติมันทุกอย่าง ต่อให้เราทำมันบวก มันก็ติดลบ ดังนั้น แทนที่เราจะมองว่ามันไม่ดี มันไปไม่ได้อย่างไร เรากลับมามองกันดีกว่าไหม ที่บอกว่ามันไม่ดี ไปไม่ได้ ทำอย่างไรให้มันดีและไปได้ คือ ให้ไปก่อนแล้วค่อยๆ แก้กันไป จะมองว่าวัวหายล้อมคอกก็ได้ แต่ถามว่าถ้ามันไม่มีวัวหลุดออกคอก แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าคอกมันพังตรงไหน”

สุพัตรวี ยอมรับว่า การเข้ามาสู่แวดวงการเมืองครั้งนี้ หลายคนหรือแม้กระทั่งญาติพี่น้องเองก็มีความเป็นห่วง แต่ก็อยากให้มองว่าเป็นลูกเป็นหลานคนหนึ่งที่เข้ามาทำงานการเมือง เป็นคนพื้นที่คนหนึ่ง ถ้าอยากทำงานแล้วมีโอกาสได้ทำ หากเห็นว่าเป็นลูกหลานจะไม่มาช่วยเพื่อมาทำบ้านให้มันดี จะมองว่าเลวร้ายไปเลยทีเดียวก็คงเป็นไปไม่ได้ แม้จะต่างหมู่บ้าน ต่างหลังคา ต่างที่อยู่ ต่างพรรคการเมือง ท้ายที่สุดแล้วเจตนาเดียวกันใช่หรือไม่ คือ ทำบ้านหรือเรียกว่าประเทศให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นใช่หรือเปล่า

แม่หลวงกุ้ง กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานพร้อมเชิญชวนคนรุ่นใหม่ที่สนใจการเมือง “ให้เดินเข้ามาถือใบสมัครและเงินเดินเข้าไปหาพรรคการเมืองที่คิดว่าใช่สำหรับตัวเรา แล้วบอกอุดมการณ์ ถามพรรคสนับสนุนเราได้หรือไม่ ไม่ใช่ใครมาชี้ว่าต้องไปตรงนั้น ตรงนี้ กุ้งว่ามันไม่ใช่

เพราะกุ้งเชื่อว่าพื้นฐานของคนทุกคนในสังคมคิดแบบเดียวกันนี้ก็มีจำนวนมาก เพียงแต่ไม่มีโอกาสเข้ามา เชื่อว่าคนเก่ง คนคิดดี คนมีความรู้ความสามารถกว่ากุ้งมีเยอะ จึงอยากชักชวนคนรุ่นใหม่ไม่ว่าโตหรือเด็กกว่าให้เข้ามาจุดนี้เพื่อช่วยกันพัฒนาประเทศ”

ค้านถนน “พะเนินทุ่ง” เส้นทางทำลายป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/569706

  • วันที่ 04 พ.ย. 2561 เวลา 08:16 น.

ค้านถนน "พะเนินทุ่ง" เส้นทางทำลายป่า

เหตุผลจากนักอนุรักษ์ป่าที่ออกมาคัดค้านการสร้างถนนคอนกรีตมุ่งหน้าขึ้นเขาพะเนินทุ่ง ที่ล้วนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า “ได้ไม่คุ้มเสีย”

*************************

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานกำลังมีโครงการปรับปรุงถนนตั้งแต่แคมป์ อ.บ้านกร่าง-พะเนินทุ่ง เพื่อก่อสร้างให้เป็นถนนคอนกรีตขนาดความกว้าง 4 เมตร ยาว 20.50 กิโลเมตร มุ่งหน้าขึ้นเขาพะเนินทุ่งในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี แม้จุดมุ่งหมายของโครงการนี้จะทำให้เกิดความสะดวกและปลอดภัยในการเดินทางแก่นักท่องเที่ยว ทว่าเส้นทางดังกล่าวได้ตัดผ่านกลางป่าซึ่งถือเป็นพื้นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าจำนวนไม่น้อย

ทำให้กลุ่มนักอนุรักษ์เครือข่ายพิทักษ์รักษ์ป่าแก่งกระจาน ออกมาทวงติงถึงเจตนารมณ์เพื่อรักษาไว้ซึ่งผืนป่าไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างถนน เพราะไม่คุ้มค่าที่จะแลกความสะดวกสบายในการเดินทางท่องเที่ยว หากต้องสูญเสียชีวิตสัตว์น้อยใหญ่ให้ถูกทำลายไปพร้อมกัน

นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ รองประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร เปิดเผยว่า เรื่องของการสร้างถนนทำให้เกิดอัตราการสูญเสียชีวิตสัตว์มากที่สุด เพราะความเสียหายจะเริ่มตั้งแต่ถางป่าขยายถนนให้กว้างขึ้น อีกทั้งการตัดถนนเส้นทางต่างๆ คือการหั่นพื้นที่ป่าออกเป็นชิ้นเล็กๆ ยิ่งทำให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่เร่งให้สัตว์ป่าสูญพันธุ์อย่างรวดเร็ว

โดยเฉพาะเรื่องของเสียงเครื่องยนต์ท่อไอเสียจะส่งผลกระทบต่อนก ผลการสำรวจพบว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงขยายพันธุ์ของพืช เพราะนกหนีเสียงรบกวนจึงทำให้พืชจากมูลนกไม่สามารถแพร่พันธุ์ตามวัฏจักรได้ และสิ่งที่เห็นภาพชัดเจนที่สุดคือความตายของสัตว์ถูกรถยนต์ชนบ่อยครั้ง ซึ่งไม่อยากให้กลายเป็นเรื่องปกติ ทั้งที่ถือเป็นปัญหาสำคัญต้องแก้ไข

“สัตว์ที่มักพบว่าถูกรถชนตายมากที่สุดคือ งูเขียว ซาลาแมนเดอร์ ค้างคาว เต่า นก ผีเสื้อ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ซึ่งสัตว์เหล่านี้มีความสำคัญต่อระบบนิเวศมาก มีการเก็บข้อมูลว่าในแต่ละปีมีสัตว์ถูกชนกว่า 3,000 ตัว/ปี ปัจจัยทั้งหมดนี้ทำให้สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลง สุดท้ายสัตว์ป่าจะสูญพันธุ์ ยิ่งถนนกว้าง รถยิ่งวิ่งเร็ว ยิ่งสูญเสีย” นพ.รังสฤษฎ์ กล่าว

วิทวัส นวลอินทร์ มัคคุเทศก์ นักอนุรักษ์ป่า กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่ได้ไปท่องเที่ยวในป่ามานานโดยเฉพาะพื้นที่แก่งกระจาน เมื่อสิบปีก่อนหน้านี้แทบไม่มีนักท่องเที่ยว ใครที่ขับรถเข้าไปต้องขับช้าๆ อย่างระมัดระวัง ซึ่งมีโอกาสได้เจอสัตว์หายากอย่างกระทิง หมาใน นกเค้าแมว ออกหากินตอนกลางคืน แต่ทุกวันนี้แทบไม่มีให้เห็น เนื่องจากมีถนนลาดยาง รถยนต์สัญจรเข้ามามากขึ้น ใช้ความเร็วมากขึ้นตามไปด้วย

“ผลกระทบต่อระบบนิเวศจากการท่องเที่ยวที่เด่นชัดคือ นักท่องเที่ยวจะสร้างความเสียหายต่อป่าและสัตว์ เช่น มีการโห่ร้องส่งเสียงดัง ทิ้งขยะ จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหากรัฐคิดว่ามีกฎระเบียบคอยควบคุมไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นไปได้ยาก ยิ่งไปกว่านั้นประชาชนในพื้นที่ยังไม่ได้มีส่วนร่วมแสดงความเห็นต่อการสร้างถนนเส้นนี้ ถือเป็นการลักหลับประชาชนไม่ให้มีส่วนร่วมกำหนดทิศทางต่อป่า เชื่อว่าถ้าถนนเส้นนี้สร้างเสร็จนอกจากจะทำให้สัตว์ป่าถูกรถชนตายแล้ว ยังอาจมีประชาชนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถตกเขาอีกด้วย ดังนั้นจึงมองไม่เห็นถึงความคุ้มค่าเลยแม้แต่น้อย” วิทวัส กล่าว

พัฒนพล กุญชร ณ อยุธยา หรือดีเจแมน ดารานักแสดง กล่าวว่า ในฐานะเป็นคนชอบท่องเที่ยว ทำให้ได้เห็นว่าทุกวันนี้ธรรมชาติกำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนตัวรู้สึกเป็นห่วงว่าจะเหลือสิ่งแวดล้อมธรรมชาติไว้ให้ลูกหลานได้มากน้อยเพียงใด ยิ่งเห็นข่าวการล่าสัตว์ผิดกฎหมายยิ่งสะเทือนใจ ฉะนั้นคนไทยทั้งประเทศควรลุกขึ้นมาช่วยกันรักษาป่าไม้ อย่าปล่อยให้เพิ่มมลภาวะ สร้างปัญหาขยะไปมากกว่าเดิม เพื่อสืบทอดทรัพยากรธรรมชาติสู่คนรุ่นต่อๆ ไป

อย่างไรก็ตาม เครือข่ายพิทักษ์รักษ์ป่าแก่งกระจาน เตรียมเดินทางไปยื่นหนังสือคัดค้านการตัดถนนคอนกรีตขึ้นเขาพะเนินทุ่ง ถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 5 พ.ย.นี้ โดยขอให้ชะลอการก่อสร้าง เนื่องจากอาจเกิดผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของสัตว์ป่าให้ออกหากินไม่ได้ตามปกติ แต่หากต้องการปรับปรุงถนนทางเครือข่ายเห็นด้วยที่ควรมีการซ่อมแซมเส้นทางที่ชำรุดเฉพาะบางจุดที่มีความเสี่ยง อาทิ บริเวณถนนความสูงลาดชัน หรือจุดที่เกิดน้ำกัดเซาะ ดินถล่มซ้ำซาก ซึ่งวิธีการนี้จะช่วยชีวิตสัตว์ป่าและประหยัดงบประมาณได้อีกมาก

โดยงานวิจัยพบว่าถนนที่มีการจราจรหนาแน่นขึ้นจะทำให้พื้นที่หากินของสัตว์แคบลง อีกทั้งยังมีปัญหาสัตว์ป่าถูกรถชนตายเฉลี่ยปีละประมาณ 3,000 ตัวพร้อมกันนี้ควรเปิดโอกาสให้มีการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่ให้ครบถ้วนก่อนเพื่อประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน

เตือนวัยกลางคนดูแลสุขภาพ รับมือสึนามิสังคมคนชรา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/569538

  • วันที่ 02 พ.ย. 2561 เวลา 06:46 น.

เตือนวัยกลางคนดูแลสุขภาพ รับมือสึนามิสังคมคนชรา

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

ไทยประกาศว่าเป็นประเทศที่ได้เข้าสู่สังคมสูงวัยแล้ว เพราะในขณะนี้มีประชากรไทยที่มีอายุ 65 ปี หรือแก่กว่ามีจำนวนมากถึง 10% หรือมากกว่า 7 ล้านคน โดยคาดการณ์กันว่า ภายในปี 2583 ประชากรสูงวัยจะเพิ่มจำนวนขึ้นถึง 17 ล้านคน ซึ่งมากกว่า 1 ใน 4 ของประชากรทั้งประเทศ การเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่สังคมสูงวัย จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

วิพรรณ ประจวบเหมาะ คณบดีวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า ปัจจุบันองค์ความรู้ในแง่มุมต่างๆ เกี่ยวกับการเข้าสู่สังคมสูงวัย กำลังถูกรวบรวมอย่างเป็นระบบมากขึ้น ในแง่ของการมุ่งเน้นเรื่องการพัฒนาคน ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญที่ใช้รับมือกับปัญหาสังคมสูงวัยในอนาคต หลายประเทศโดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้วให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนให้มีทักษะที่หลากหลายเพื่อเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้มาก

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศที่มีสวัสดิการดีมาก จนนับเป็นต้นแบบของประเทศที่มีความพร้อมในการรับมือกับสังคมสูงวัย ก็เริ่มหันไปเน้นเรื่องการเตรียมคนในปัจจุบันให้มีคุณภาพสูงสุด เพราะปัจจุบันญี่ปุ่นกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุเต็มขั้น มีประชากรสูงวัยในสัดส่วนที่สูงกว่าบรรดาประเทศที่พัฒนาแล้ว และเริ่มพบว่ามีปัญหาอื่นๆ ซึ่งระบบสวัสดิการที่มี ก็ไม่สามารถครอบคลุมหรือแก้ปัญหาต่างๆ ที่เริ่มซับซ้อนและมีมากขึ้นๆ ได้ การเตรียมการเพื่อให้คนสามารถพึ่งตัวเองได้มากที่สุด และนานที่สุด เริ่มสอนคนให้มีทักษะชีวิตตั้งแต่ยังเด็กจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

คณบดีวิทยาลัยประชากรศาสตร์ กล่าวว่า หากตระหนักว่าไม่สามารถหลีกเลี่ยงสังคมสูงวัยที่จะมาถึงในอนาคตอันใกล้นี้ ก็ย่อมเข้าใจเช่นกันว่าการเตรียมพร้อมตั้งแต่ในปัจจุบันเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ผู้ที่มีอายุ 30-50 ปีในปัจจุบัน หรือกลุ่มที่ถูกเรียกว่า “ผู้สูงอายุสำรอง” ต้องเริ่มดูแลสุขภาพตัวเอง เพราะคนกลุ่มนี้จะเป็นคลื่นสึนามิแห่งสังคมสูงวัยที่จะพัดมาถึงปัจจุบันมีสัดส่วนคนทำงาน 6 คน ดูแลผู้สูงอายุ 1 คน แต่ในอนาคตจะเหลือคนทำงาน 2 คน ดูแลผู้สูงอายุ 1 คน

“เรื่องของการเตรียมคนรุ่นใหม่ให้พร้อมเป็นเรื่องใหญ่ เพื่อให้คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มคนที่ดูแลตัวเองให้ได้นานที่สุด หากไม่เตรียม และคิดจะแก้ปัญหาในปั้นปลาย ก็ยากจะรับมือได้”

อาจารย์วิพรรณ กล่าวว่า หลายประเทศโดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว เคยใช้วิธีเตรียมการสร้างสถานที่ดูแลผู้สูงอายุนอกบ้านเดิมที่เคยอยู่ช่วงวัยทำงานไว้รองรับ แต่ผลสุดท้ายก็ไปไม่รอด เพราะพบว่าค่าใช้จ่ายสูงมาก จนต้องมีการเปลี่ยนแผนใหม่ให้ผู้สูงอายุอยู่ที่เดิม อยู่ในบ้าน ในชุมชนเดิมให้มากที่สุด ต้องหาระบบที่ส่งเสริมให้คนสูงอายุอยู่ในบ้านเดิมให้ได้นานที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งต้องตามไปดูนโยบายด้านสังคม เช่น สร้างสถานที่ที่มีกิจกรรม มีงานที่ยังให้คนสูงวัยมีส่วนร่วมได้ เป็นงานที่เหมาะสมกับสมรรถภาพร่างกาย หรือเป็นงานใหม่ที่นำผู้สูงอายุมาฝึกอบรมพัฒนาศักยภาพก่อนก็ได้

อาจารย์วิพรรณ กล่าวด้วยว่า บทเรียนที่ได้จากหลายประเทศ เป็นสิ่งที่ย้ำเตือนให้สังคมไทยต้องเตรียมการเพื่อรับมือให้รอบคอบรัดกุมมากขึ้น และท้าทายมาก

“คนรุ่นปัจจุบันจำเป็นที่จะต้อง เตรียมทักษะชีวิตในหลายๆ ด้านให้พร้อมรับมือการเข้าสู่สังคมสูงวัยให้พร้อม เพราะนวัตกรรมที่เปลี่ยนเร็ว จนอาจจะทำให้ต้องตกงานก่อนวัยเกษียณ จึงจำเป็นต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดชีวิตให้พร้อมที่จะทำงานใหม่ๆ

ขณะเดียวกันก็ต้องเตรียมการออมอย่างรอบคอบ เพราะลำพังแค่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพอาจไม่เพียงพอ รวมถึงเริ่มจัดการวางแผนเพื่อเก็บออมเงิน ซึ่งสำคัญมาก หากไม่เริ่มทำตอนนี้ก็ไม่ทัน  ขณะที่คนรุ่นใหม่ที่มีความฝันอยากเป็นเจ้านายตัวเอง แล้วตัดสินใจลาออกจากงานประจำเร็วขึ้น ให้เปลี่ยนเป็นทำงานให้ยาวนานขึ้น เพราะมีบทเรียนว่าหลายคนที่ออกไปทำธุรกิจหรือเล่นหุ้น สุดท้ายก็ล้มเหลวเพราะไม่มีความเชี่ยวชาญ ฉะนั้นทุนมนุษย์สำหรับการวางแผนให้สามารถทำงานต่อเนื่องตลอดชีวิต เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ไทยจึงต้องเร่งหาแผนรับมืออย่างเป็นระบบ หากสำเร็จ ไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางในการรับมือกับสังคมสูงวัยของอาเซียนที่สำคัญมาก” อาจารย์วิพรรณ กล่าว

ภาพประกอบข่าว

ร้องปลดล็อก กม.สุขภาพจิต “เด็กอายุต่ำกว่า18ปี” พบหมอเองได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/569146

  • วันที่ 29 ต.ค. 2561 เวลา 08:37 น.

ร้องปลดล็อก กม.สุขภาพจิต "เด็กอายุต่ำกว่า18ปี" พบหมอเองได้

กลุ่มเยาวชนเรียกร้องให้มีการแก้ไขพ.ร.บ.สุขภาพจิตเปิดทางให้เด็กอายุน้อยกว่า 18 ปี ตัดสินใจเข้ารับการรักษาเองได้ โดยไม่ต้องผ่านการยินยอมจากผู้ปกครอง

***************************

โดย…เอกชัย จั่นทอง

เกิดเป็นข้อเรียกร้องจากเยาวชนกลุ่มหนึ่งที่เล็งเห็นว่ากฎหมายบางข้ออาจไม่ยุติธรรมกับเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ต่อการรักษาอาการป่วยทางจิตเวช สาเหตุล้วนมาจากหลายปัจจัย ซึ่งข้อเรียกร้องสำคัญจากเยาวชนต้องการให้ทบทวนแก้ไข คือขอให้พิจารณาแก้ไขมาตรา 21 วรรค 3 ในพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551 เพื่อให้เด็กที่มีอายุน้อยกว่า 18 ปี สามารถตัดสินใจเข้ารับการบำบัดรักษาทางด้านสุขภาพจิตได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องผ่านการยินยอมจากผู้ปกครอง

สหัสวรรษ สิงห์ลี โฆษกสภาเด็กและเยาวชน กทม. ย้อนเล่าจุดเริ่มต้นการลุกขึ้นมาเรียกร้องขอให้มีการทบทวนข้อกฎหมายในประเด็นข้างต้นว่า เนื่องจากมีคนรู้จักพยายามกินยาฆ่าตัวตายต้องการเข้ารับการรักษากับแพทย์ โดยไม่แจ้งให้พ่อแม่ผู้ปกครองรับรู้เพราะกลัว ปรากฏว่าเด็กคนนั้นไม่สามารถเข้ารับการรักษาตัวเองได้ เนื่องจากไม่มีการเซ็นอนุญาต เลยกลายเป็นปัญหาที่เรามานั่งพูดคุยกันเพื่อหาทางออกตรงประเด็นนี้

“ที่ผ่านมาเรามองข้ามปัญหานี้มาตลอด ไม่เคยสนใจ ไม่คิดว่ากลายเป็นสิ่งสำคัญ มุ่งแต่มองเรื่องปัญหาการท้องไม่พร้อมในวัยรุ่น ปัญหาการแตกแยกในครอบครัว แรงงาน ฯลฯ แต่พอมีการถามถึงเรื่องปัญหาสุขภาพจิตปรากฏว่ามีหลายคนประสบปัญหาเยอะมาก จึงไปสู่จุดเริ่มต้นต้องการรณรงค์ขึ้นมา”

สหัสวรรษ ระบุด้วยว่า ข้อเรียกร้องที่เรามีความหวังและอยากให้ผู้ใหญ่พิจารณาทบทวนแก้ไขมากที่สุดคือ ต้องการให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ได้เข้ารับการรักษาจากแพทย์ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีการเซ็นอนุญาตจากพ่อแม่ผู้ปกครอง เพราะปัจจุบันถ้าไม่มีการเซ็นยินยอมจากผู้ปกครองก็ไม่สามารถรับการรักษาได้ เพื่อให้เพื่อนวัยรุ่นอีกหลายคนสามารถเข้าถึงโอกาสในส่วนนี้ได้

ต้นตอปัญหาบางกรณีเกิดมาจากในครอบครัว จึงเหมือนการถูกซ้ำเติมจากคนในครอบครัวอีก อีกทั้งยังเหมือนกับการตีตราคนในครอบครัว และไม่มีใครต้องการให้ลูกหลานตัวเองนำใบผู้ป่วยจิตเวชไปหาหมอ อีกทั้งยังเกรงว่าอาจถูกตีตราจากสังคม ทั้งนี้ถ้าหากบางกรณีเห็นด้วยยินยอมถือว่าเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กเข้าถึงโอกาสด้วย

“ทุกปัญหาเกิดขึ้นกับเด็กและมีโอกาสเกิดโรคซึมเศร้าจำนวนมาก ปัจจุบันเด็กคิดฆ่าตัวตายเพิ่มเยอะขึ้นมา ทั้งนี้ปัญหาก็มาจากสื่อโซเชียล ครอบครัว ฯลฯ ตอนนี้ส่วนใหญ่เป็นเด็กช่วงวัย 15-16 ปี และส่วนใหญ่อยู่เขตเมืองที่ป่วย สาเหตุมาจากแรงกดดันจากครอบครัว การเรียน ความรัก เป็นต้น ยอมรับการมีผู้ปกครองเซ็นรับรองดี แต่ก่อนที่จะเซ็นอนุญาตอยากให้เด็กเข้ารับการรักษาก่อน ส่วนขั้นตอนต่อจะทำอย่างไรคงต้องมาวางแผนกันอีกครั้ง เชื่อหมอที่รักษามีทางพูดคุยกับเด็กอย่างดีแน่นอน”

พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ รองผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กทม. กรมสุขภาพจิต กลับมองว่าปกติเด็กที่เข้ามารักษาทางโรงพยาบาลจะให้คำแนะนำ ปรึกษาอยู่แล้ว เบื้องต้นเป็นการพูดคุยกันมากกว่า แต่ถ้าถึงขั้นทำบำบัด วินิจฉัยโรค จ่ายยา ส่วนนี้จะต้องมีผู้ปกครองรับทราบ เนื่องจากต้องมีการเปิดแฟ้ม มีเลขโรงพยาบาล ต้องจ่ายยา ยกเว้นกรณีเด็กอยู่ในภาวะอันตราย เช่น การทำร้ายตัวเอง ทำร้ายคนอื่น เหมือนกับคนไข้ที่ต้องเข้ารับการรักษาในห้องฉุกเฉินพิเศษ ก่อนจะติดต่อญาติให้รับทราบ ถ้าอย่างนั้นไม่ต้องรอให้ใครเป็นผู้เซ็นรับรองได้ แต่จะเป็นกรณียกเว้นไป

“ส่วนใหญ่เด็กที่เข้ามารับการรักษาจะมีลักษณะอาการวิตกและซึมเศร้าเยอะที่สุด ปัจจัยหลักมาจากเรื่องครอบครัว เพื่อนและการเรียน ส่วนเรื่องความรักถือว่าน้อย ผู้เข้ารับการปรึกษามักอยู่ในช่วงมัธยมศึกษาตอนปลายเฉลี่ยอายุ 15 ปีขึ้นไป แน่นอนว่าทุกโรงพยาบาลไม่มีที่ไหนปิดกั้นการรักษาผู้ป่วยแน่นอน เพียงแต่จะให้คำแนะนำก่อน หากแต่ถ้าผู้ป่วยรายใดต้องเข้ารับการรักษาก็ต้องมีผู้ปกครองรับรองยินยอมด้วย เนื่องจากผู้ปกครองบางท่านอาจกังวลว่าลูกไม่ได้มีอาการอะไร แต่หมอทำไมมีสิทธิมาจ่ายยา”

พญ.วิมลรัตน์ สาธยายเสริมว่า หากผู้ป่วยคนใดมีอาการเครียด กังวล อย่าอยู่เฉย เพราะการนิ่งไม่ขยับจะทำให้เกิดความคิดวนเวียนอยู่ในหัว ยิ่งทำให้เครียด พยายามหากิจกรรมทำ เช่น ออกกำลัง จะช่วยลดความกังวล ไม่ต้องมานั่งคิดสิ่งใด เมื่อสมองว่างแล้วค่อยมานั่งคิดว่าจะค่อยๆ แก้ปัญหาอย่างไรตามลำดับสำคัญ ถ้าไม่ได้ผลก็ควรพูดคุยกับพ่อแม่ผู้ปกครอง อธิบายอาการให้ชัดเจน ซึ่งเป็นเทคนิคง่ายๆ ที่เด็กหลายคนนำไปใช้สู่ทางออก หรือปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิตเบอร์ 1323 ได้เช่นกัน

โฆษก “ตู่ดิจิทัล” รุกพีอาร์สยบข่าวบิดเบือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/569047

  • วันที่ 28 ต.ค. 2561 เวลา 09:52 น.

โฆษก "ตู่ดิจิทัล" รุกพีอาร์สยบข่าวบิดเบือน

“บี” พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ผู้อยู่เบื้องหลังเพจ ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับการทำหน้าที่ชิงทุกพื้นที่ข่าวสารรับเลือกตั้ง

**********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ไม่ใช่แค่เปลี่ยนบรรยากาศเล่นๆ ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทว่าการมอบความไว้วางใจแต่งตั้ง “บี-พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์”เป็น โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนใหม่ แถมควบตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีอีกตำแหน่ง ก็ถือเป็นการปรับทัพงานประชาสัมพันธ์เชิงรุกครั้งใหญ่ในช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองไปสู่การเลือกตั้งในปี 2562

ดังนั้นจึงต้องการนักการเมืองมืออาชีพมาทำงานประสานการเมือง โดยเฉพาะการเมืองบนโลกโซเชียลมีเดียที่นับวันจะดุเดือดเผ็ดร้อนและรุนแรงในการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารกันได้โดยง่ายและเร็วในยุคดิจิทัล

พุทธิพงษ์ ได้รับความไว้วางใจอย่างมากในการดูแลเพจ “ตู่ดิจิทัล” ในฐานะหัวหน้าทีมแอดมินเพจสแกนเรื่องราวของนายกรัฐมนตรีในทุกๆ ด้าน ก่อนที่จะมีการนำเสนอภาพลักษณ์ หรือก่อนออกสื่อโซเชียลมีเดียทุกครั้งต้องผ่านตา “พุทธิพงษ์” ซึ่งเหตุผลสำคัญในการทำหน้าที่ดูแลเพจเฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha” ทั้งในเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม หรือทวิตเตอร์ ที่ล้วนเป็นเพจส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีนั้น

พุทธิพงษ์ เล่าว่า ความคิดแรกๆ ของท่านนายกรัฐมนตรีต้องการเปิดช่องทางการสื่อสารที่กว้างและเข้าถึงได้ง่าย โดยที่ประชาชนสามารถรับรู้เรื่องราว ผลงาน และนโยบายของรัฐบาล หรือเพื่อให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะต่างๆ ต่อนโยบายรัฐบาล เพื่อจะนำมาสู่การปรับปรุงหรือเปิดช่องทางใหม่ๆ ให้กับประชาชนได้รับทราบในสิ่งที่รัฐบาลได้ทำไปแล้วว่ามีอะไรบ้าง ยิ่งในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองรัฐบาลต้องทำงานสื่อสารประชาสัมพันธ์ในเชิงรุกมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเน้นผลงานเด่นๆ ในการทำงานต่างๆ ต้องสื่อสารให้ประชาชนได้รับรู้ว่ารัฐบาลได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง หรือประชาชนกลุ่มใดได้ประโยชน์จากนโยบายหรือผลงานที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ได้ทำไป นี่คือแนวคิดหลักของงานประชาสัมพันธ์เชิงรุกของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์

“ท่านนายกรัฐมนตรีเล่นโซเชียลมีเดียเอง แต่ผมอาจจะเข้าไปดูแลในบางส่วนเท่านั้น เช่น วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีอยากสื่อสารเรื่องนี้ ทางทีมงานอาจจะคิดและทำกราฟฟิกดีไซน์ให้ในรูปแบบที่เห็นแล้วเข้าใจได้ง่ายๆ กลุ่มคนที่ทำก็มีจำนวนไม่มาก เพราะด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ใช้คนเพียงไม่กี่คนก็ทำได้แล้ว โดยท่านนายกรัฐมนตรีออกแนวคิดเองทั้งหมด” พุทธิพงษ์ กล่าว

พุทธิพงษ์ เล่าว่า ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าอิทธิพลการสื่อสารที่ทรงพลังและโซเชียลมีเดียเป็นรูปแบบการสื่อสารที่รวดเร็วฉับไวที่สุด อาทิ เฟซบุ๊ก ยูทูบ อินสตาแกรม หรือทวิตเตอร์ ยิ่งหลังจากนี้ไปใกล้วันเลือกตั้ง ย่อมเกิดการสร้างข่าว สร้างข้อมูลข่าวสารที่เป็นทั้งข้อเท็จจริง หรือบิดเบือนข้อมูลอันเป็นเท็จซึ่งเกี่ยวข้องและพาดพิงนายกรัฐมนตรี หรือ ครม.ย่อมต้องมีมากขึ้น จากการใช้ข้อมูลที่บิดเบือนโจมตีกล่าวหาดังนั้นโซเชียลมีเดียจึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่สามารถชี้แจงข้อเท็จจริงหรือข้อสงสัยให้ประชาชนได้รับทราบเร็วที่สุดด้วย

พุทธิพงษ์ บอกว่า ด้วยบทบาทหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หรือตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จึงเป็นโอกาสในการประสานงานกับสื่อสารมวลชนได้คล่องตัวขึ้น สิ่งที่อาจจะต้องทำเพิ่มเติมขึ้นมาให้มากขึ้น นั้นคือการตอบโต้หรือชี้แจงข้อเท็จจริงให้ประชาชนได้รับทราบอย่างรวดเร็ว ฉับไว และถูกต้อง เพราะมีข้อมูลหลากหลายมากเหลือเกินในทุกวันนี้ ทั้งที่เป็นข้อมูลหรือนโยบายต่างๆ ที่ออกมาเยอะมาก

“เห็นได้ว่าเมื่อเข้าใกล้โรดแมปที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งเร็วขึ้นเท่าไร ยิ่งจะมีการใช้ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงปล่อยออกมามากขึ้นเท่านั้นดังนั้นในฐานะโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะเข้ามาดูแลในเรื่องนี้เป็นพิเศษ คือต้องเร่งชี้แจงให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบว่าเรื่องใดรัฐบาลถูกกล่าวหา หรือเรื่องใดไม่เป็นความจริง”

ที่สำคัญหากมีความจำเป็นต้องพึ่งกฎหมาย หรือต้องฟ้องร้องเอาผิดทางกฎหมายก็ต้องทำ เพราะในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาไม่ได้มีการดำเนินการฟ้องร้องกับกลุ่มหรือบุคคลใดที่ให้ร้ายบิดเบือนข้อมูล ซึ่งนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากกว่า เมื่อทางรัฐบาลอยู่เฉยๆ ตั้งใจทำงานเพียงอย่างเดียวโดยไม่ได้ตอบโต้คงไม่ได้อีกแล้ว ดังนั้นจะพยายามชี้แจงในทุกสิ่งที่ถูกต้องโดยไม่ยอมให้ถูกรุมอยู่ข้างเดียวอีกต่อไป

พุทธิพงษ์ กล่าวว่า ในฐานะแอดมินเพจส่วนตัว พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งในการทำงานคงไม่ต่างจากเดิมมากนัก ทั้งในตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี หรือตำแหน่งโฆษกรัฐบาล เพราะทั้งสองตำแหน่งต้องเกี่ยวกับการชี้แจงทางการเมือง หรือผลงานรัฐบาล ผ่านการให้ข่าว ด้วยการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย ที่สำคัญขอยืนยันว่าการจัดทำเพจในครั้งนี้ไม่เน้นยอดให้มีคนมาติดตามจำนวนมากๆ แต่มุ่งเน้นเชิงคุณภาพในการสื่อสารกับพี่น้องประชาชน ด้วยการรวบรวมรายละเอียดข้อมูลข่าวสารต่างๆ ของรัฐบาล ด้วยการให้ข้อมูลที่เป็นจริง ถูกต้อง และง่ายในการเข้าถึง เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน

“รัฐบาลพยายามเปิดทุกช่องทางการสื่อสาร อย่างโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก มีกลุ่มคนติดตามชัดเจนและเปิดกว้างคนนิยมเยอะมาก คนที่เข้ามามีหลากหลายแบบ ทั้งที่เป็นคนที่เข้ามาอ่านจริงๆ จังๆ อ่านเอาสนุกๆ หรือแค่ติดตามข่าวสาร ต้องยอมรับว่าเฟซบุ๊กคนติดตามและเยอะกว่า ดังนั้นในการนำเสนอจะเน้นภาพถ่าย หรือนโยบายจะทำเป็นอินโฟกราฟฟิกให้เข้าใจง่ายๆ หรือทวิตเตอร์ จะส่งเป็นข้อความสั้นๆ หรือต่อไปอาจมีไลฟ์สด คลิปวิดีโอสั้นๆ ไม่ยาวมาก เพื่อนำเสนอแล้วประชาชนเข้าใจได้ง่ายๆ” พุทธิพงษ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม จากนี้ไปการใช้ช่องทางการสื่อสารโซเชียลมีเดีย อาจได้เห็นรูปแบบการนำเสนอภาพลักษณ์นายกรัฐมนตรีมากขึ้นในรูปแบบต่างๆ อาจจะเป็นคลิปวิดีโอสั้นๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกับนโยบายที่นายกรัฐมนตรี ต้องการสื่อสารและนำเสนอให้กับประชาชนได้รับทราบ นอกเหนือจากภารกิจทุกๆ วันที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนอยู่แล้วในทุกวันนี้ ดังนั้นจากนี้ไปจะค่อยๆ มีการพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ ถึงลูกเล่นในหลากหลายแพลตฟอร์มเพื่อสร้างความน่าสนใจให้มากขึ้น

ตัวอย่างเช่น การแสดงความคิดเห็น หรือคอมเมนต์ให้กำลังใจต่างๆ แต่ถึงกระนั้นสาระสำคัญของการเปิดช่องทางการสื่อสารในครั้งนี้ คือ เปิดช่องทางการสื่อสารกับพี่น้องประชาชน และอยากให้ประชาชนได้เห็นแง่มุมต่างๆ ของนายกรัฐมนตรีในแบบอื่นบ้าง อีกทั้งจะได้เป็นช่องทางในการติดตามการทำงาน หรือภารกิจนายกรัฐมนตรีว่าแต่ละวันนายกรัฐมนตรีได้ทำงานเพื่อประเทศชาติอย่างไร

พุทธิพงษ์ กล่าวว่า ตัวอย่างของอิทธิพลสื่อโซเชียลมีเดียต่อการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่เห็นเป็นรูปธรรม คือกรณีเหตุการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นที่ จ.อุบลราชธานี แม่ของน้องคนหนึ่งป่วยหนัก น้องต้องหยุดเรียนไปเฝ้าแม่อยู่ที่โรงพยาบาล ต้องกินนอนตามทางเดิน พอดีมีคนใจดีเห็น จึงโพสต์เรื่องราวดังกล่าวเข้ามาในเฟซบุ๊กนายกรัฐมนตรี ทันทีที่นายกรัฐมนตรีรับทราบ ได้สั่งการให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ไปดูแลทันที ทำให้ตอนนี้มีคนเข้าไปช่วยเยอะมาก อย่างไรก็ตามในอนาคตยังเป็นห่วงเรื่องการเรียน จึงให้ดูแลติดตามอย่างใกล้ชิดแล้วให้รายงานกลับไปยังเฟซบุ๊กของบุคคลที่ส่งเรื่องของน้องเข้าไปในเพจของนายกรัฐมนตรีให้ได้รับทราบด้วย

ทั้งนี้ ในการทำงานประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลอาจต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรวมถึงรายการ คสช.ด้วย แต่ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แต่ขอให้พี่น้องประชาชนได้ติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งได้เพียง 1-2 วันเท่านั้น กำลังคิดกันอยู่ว่าควรมีการปรับเปลี่ยนแพลตฟอร์มการนำเสนอไปสู่สายตาประชาชนอย่างไรบ้าง มิใช่รูปแบบการมานั่งแถลงข่าว หรือเสนอข้อมูลเพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบผลงานและนโยบายรัฐบาลให้มากที่สุดโดยเฉพาะเพจนายกรัฐมนตรี

“อยากบอกว่าทีมสื่อสารประชาสัมพันธ์ของ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์กับทีมโฆษกจะยังเป็นทีมงานเดียวกัน เพียงมีการปรับเปลี่ยนภาระหน้าที่ที่ต่างต้องไปรับผิดชอบ อย่าง พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รับภารกิจดูแลกรมประชาสัมพันธ์ในฐานะอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ หรือเอ็นบีที นับเป็นหน้าที่ในการสื่อสารให้ประชาชนได้รับทราบนโยบายหรือผลงานรัฐบาลช่องทางหนึ่ง ไม่ได้เป็นการโยกย้ายหรือเด้งแต่อย่างใด จากนี้ไปจะเป็นการทำงานด้วยกันเป็นทีมเดียวกัน ด้านการสื่อสารประชาสัมพันธ์เพื่อเสริมงานประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลให้เข้มแข็งขึ้น” พุทธิพงษ์ กล่าว

แม้จะถูกมองว่าการเข้ามารับตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพื่อประสานงานการเมืองระหว่างพรรคพลังประชารัฐกับนายกรัฐมนตรีหรือไม่นั้น พุทธิพงษ์ กล่าวว่า ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าในฐานะนักการเมืองย่อมต้องเป็นคนกว้างขวางรู้จักคนในแวดวงการเมืองทุกพรรค และพูดคุยกันได้แต่ที่มาทำงานการเมืองให้กับรัฐบาลในวันนี้ เพราะต้องการมาทำประโยชน์ให้บ้านเมือง และเพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าไปได้อย่างสงบสุข ไม่ได้จะมาประสานงานการเมืองหรือมาตอบโต้ทางการเมืองให้กับนายกรัฐมนตรี อยากย้ำเลยว่าที่มาทำงานในวันนี้เพราะต้องการเอาประสบการณ์การทำงานการเมืองมาทำให้เกิดประโยชน์กับประเทศให้มากที่สุด

จับตากระทรวงหมอย้อนยุค4.0 รวบอำนาจ “ข้อมูลสุขภาพ”?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/568653

  • วันที่ 24 ต.ค. 2561 เวลา 11:49 น.

จับตากระทรวงหมอย้อนยุค4.0 รวบอำนาจ "ข้อมูลสุขภาพ"?

ยังมีความพยายามจาก “ฝ่ายการเมือง” ภายในกระทรวงสาธารณสุข ที่จะพยายามรวบอำนาจข้อมูลด้านสุขภาพ

*****************************

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

จนถึงขณะนี้ยังคงมีความพยายามจาก “ฝ่ายการเมือง” ภายในกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ที่จะยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2556 ซึ่งมอบหมายให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ทำหน้าที่เป็น “เคลียริงเฮาส์” หรือหน่วยงานกลางในการรวบรวมและประมวลผลข้อมูลการเบิกจ่ายงบประมาณด้านสุขภาพทั้งหมด

ทุกวันนี้โรงพยาบาลที่อยู่ในระบบกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า กองทุนประกันสังคม และสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ จะส่งเบิกและรับเบิกจากเคลียริงเฮาส์ โดย สปสช.ทำหน้าที่มาช้านานและได้รับการยอมรับว่ามีระบบความปลอดภัยด้านข้อมูลที่ได้มาตรฐาน ถึงขั้นได้รับรางวัลรับรองมาตรฐานศูนย์ระบบข้อมูลมาตั้งแต่ปี 2552

การทำงานของ สปสช.ทำให้ประเทศไทยได้รับเสียงชื่นชมจากเวทีโลก ในฐานะแหล่งศึกษาดูงานด้านการบริหารจัดการด้านสารสนเทศการจ่ายชดเชยค่าบริการทางการแพทย์ ในระบบหลักประกันสุขภาพ โดยปัจจุบันข้อมูลเบิกจ่ายผู้ป่วยมากกว่า 80% ทำหน้าที่เบิกจ่ายผ่าน สปสช.

อย่างไรก็ตาม หากอำนาจในการจัดการ “เคลียริงเฮาส์” ถูกเปลี่ยนมือจาก สปสช.ไปยัง “หน่วยงานใหม่” ที่ฝ่ายการเมืองพยายามจัดตั้งขึ้น โดยให้สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ซึ่งมี นพ.นพพร ชื่นกลิ่น เป็นผู้อำนวยการ เป็นผู้เร่งผลักดัน ย่อมสร้างความกังวลและความปั่นป่วนในระบบสุขภาพอยู่ไม่น้อย

คำถามคือ อะไรเป็นเหตุผลหรือความเหมาะสมในการดึงอำนาจกลับไปยัง สธ. ภายใต้การดำเนินการของ สวรส. และอีกคำถามที่ตามมาก็คือ หากเป็นเช่นนั้นจริง ทุกวันนี้องค์ความรู้ บุคลากร ระบบ ของราชการมีความพร้อมแล้วหรือไม่

หรือประเทศไทยจะต้องนับหนึ่งใหม่ ทั้งการหางบประมาณ กำลังคน หรือแม้แต่สถานที่ในการจัดตั้งเคลียริงเฮาส์

ขณะเดียวกัน หากจะดึงอำนาจการเบิกจ่ายเงินด้านสุขภาพกลับไป ก็เป็น สปสช.อีกที่ต้องวุ่นในการรื้อ และวางระบบของตัวเองใหม่ ซึ่งต้องอาศัยงบประมาณจำนวนมาก รวมถึงหน่วยบริการทั้งหมดที่อยู่ภายใต้ระบบบัตรทอง ดูแลผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 48 ล้านคน ก็ต้องเปลี่ยนระบบใหม่

การวางแผนบริหารจัดการเรื่องนี้ จึงไม่มีประโยชน์อะไรกับประเทศ และยังทำให้การเบิกจ่ายที่ไร้รอยต่อก่อนหน้านี้ต้องหยุดชะงักลง

มากไปกว่านั้น ยังต้องถามต่ออีกว่า หากตั้งศูนย์กลางเบิกจ่ายข้อมูลด้านสุขภาพขึ้นใหม่ ระบบจะมีความน่าเชื่อถือหรือไม่ การรักษาความปลอดภัยด้านข้อมูลเป็นอย่างไร และมีความพร้อม เชื่อมโยงกับหน่วยบริการ มีระบบตรวจสอบคุณภาพ ตรวจสอบความถูกต้องเพื่อชดเชยค่าบริการทางการแพทย์หรือไม่

เพราะเคลียริงเฮาส์ต้องครอบคลุมทั้งงานทะเบียนสิทธิ งานขึ้นทะเบียนหน่วยบริการ การโอนเบิกจ่ายชดเชยผ่านธนาคารแบบอี-เพย์เมนต์ ซึ่งถ้าหากเปลี่ยนหน่วยงานการบริหารจัดการ ข้อมูลก็จะถูกแยกส่วน ต้องส่งต่อข้ามหน่วยงาน จากหน่วยงานหนึ่งไปยังหน่วยงานหนึ่ง จนเกิดความล่าช้า ส่งผลกระทบต่อหน่วยบริการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

น่าสนใจว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของการจะรื้อระบบเพื่อตั้งศูนย์เคลียริงเฮาส์ใหม่ คือการพัฒนาระบบ หรือแค่ความพยายามในการรวบอำนาจไว้กับตัวเอง

ขณะนี้มีกระแสข่าวเล็ดลอดออกมาว่าเคลียริงเฮาส์แห่งใหม่จะดึงอำนาจหน้าที่ไปเฉพาะข้อมูลผู้ป่วยบางส่วน เช่น ข้อมูลผู้ป่วยในที่ง่ายและไม่ซับซ้อน แต่ในส่วนอื่นๆ ยังให้คงไว้ที่ สปสช.เช่นเดิม ซึ่งการแยกส่วนแบบนี้จะยิ่งทำให้หน่วยบริการยุ่งยากมากขึ้นแน่นอน

ปัจจุบันระบบเคลียริงเฮาส์ที่ สปสช.ดำเนินการมาได้ถูกพัฒนาและเชื่อมต่อจนเป็นระบบไร้รอยต่อแล้ว และควรที่จะเดินไปข้างหน้าต่อ เพื่อดำเนินการจัดตั้ง “ศูนย์สารสนเทศด้านสุขภาพแห่งชาติ” (National Health Information Center) ในการขับเคลื่อนระบบหลักประกันสุขภาพของประเทศต่อไป เพื่อวางแผนเป็นศูนย์ข้อมูลเพื่อพัฒนาและวางแผนด้านสุขภาพในระยะยาว มากกว่าจะชะงักงัน และย้อนกลับไปเริ่มต้นจัดตั้งศูนย์เคลียริงเฮาส์ใหม่ในหน่วยงานที่ไม่มีประสบการณ์ และไม่มีความพร้อมใดๆ

การกลับไปเริ่มต้นใหม่ เท่ากับจะอยู่ในยุค 0.4 ทั้งที่ประเทศภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องการพาไปสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0

“รามคำแหง”เรียนระบบเปิด ไม่กระทบวิกฤตไร้ผู้เรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/568399

  • วันที่ 22 ต.ค. 2561 เวลา 08:25 น.

"รามคำแหง"เรียนระบบเปิด ไม่กระทบวิกฤตไร้ผู้เรียน

มหาวิทยาลัยรามคำแหงกับการเรียนแบบระบบเปิดที่ดำเนินการมายาวนาน ที่ยิ่งกลายเป็นแนวทางตอบโจทย์เทรนด์ของผู้เรียนในยุคนี้

******************************

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

วิกฤตมหาวิทยาลัย ซึ่งกำลังจะเป็นไปดังที่ถูกคาดการณ์กันว่า ในอนาคต 1 ใน 3 หรืออาจจะมากถึงครึ่งหนึ่งของจำนวนที่มีอยู่ในปัจจุบัน จะประสบปัญหามีผู้เรียนลดจำนวนลงเรื่อยๆ จนอาจจะต้องปิดตัวไปในที่สุด

สถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งจึงต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น โมเดลในการรับมือกับวิกฤตถูกเสนอว่า ต้องนำระบบการเรียนแบบออนไลน์มาช่วย เพิ่มความยืดหยุ่นในการเรียนการสอน เปิดสาขาวิชาที่เป็นสาขาวิชาที่เป็นทางเลือกเฉพาะกลุ่ม และหันไปสอนหลักสูตรระยะสั้นมากขึ้น

แนวทางในการรับมือกับวิกฤตในแบบที่กล่าวมาจะถูกปรับใช้ในสถาบันอุดมศึกษาอย่างไรบ้าง เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป อย่างไรก็ตาม แนวทางที่กล่าวมาเป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยเปิด อย่าง รามคำแหง ระบุว่าเป็นสิ่งที่ได้ดำเนินการมาแล้ว บางแนวคิดที่สอดคล้องกับที่กล่าวมาได้ดำเนินการมาตั้งแต่ช่วงที่เริ่มก่อตั้ง

วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง (ม.ร.) กล่าวว่า ม.ร.นั้นตอบโจทย์การเรียนการสอนแบบที่มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่กำลังจะวางแผน ปรับตัวมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง เพราะกฎหมายกำหนดให้เป็นมหาวิทยาลัยแบบตลาดวิชา (Open Admission University) หรือเป็นในแบบที่เรียกว่า เป็นการผสมผสานกันระหว่างการจัดการเรียนการสอนแบบชั้นเรียนบรรยายกับการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านสื่อการเรียนการสอนรูปแบบต่างๆ โดยไม่จำกัดจำนวนรับของผู้เรียน หรือเป็นกึ่งมหาวิทยาลัยปิด กึ่งมหาวิทยาลัยเปิด

เราถูกบังคับให้คิดเรื่องนี้ 40 กว่าปีมาแล้ว กล่าวได้ว่า เราเป็นรายแรกของประเทศไทยที่คิดสร้างระบบการเรียนโดยไม่ต้องเข้าชั้นเรียน ระดับปริญญาตรีสามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง ที่บ้านหรืออยากเข้าชั้นเรียนก็สามารถทำได้ แต่ไม่มีการเช็กชื่อ

เมื่อได้โจทย์มาแล้วเราก็ต้องหาทางออก ว่าหากถ้าไม่เข้าห้องเรียนแล้วจะเรียนอย่างเต็มที่ได้อย่างไร เราก็คิดกิจกรรมการเรียนการสอนที่หลากหลาย เพื่อให้เหมาะสมกับผู้เรียนที่หลากหลาย สื่อการสอนต่างๆ ต้องพร้อมปีแรกๆ การเรียนการสอนในระบบทางไกลอาจจะยังไม่ค่อยพร้อม แต่ต่อมาก็มีเรียนผ่านดาวเทียม เราเป็นผู้ริเริ่มการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียมมาตั้งแต่ปี 2538 โดยเป็นการเรียนการสอนแบบสองทางจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง กรุงเทพมหานคร ไปยังวิทยาเขตฯ บางนา ต่อมามหาวิทยาลัยได้ขยายสาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติออกไปตามจังหวัดต่างๆ

ม.ร.พัฒนาเรื่องนี้มาโดยลำดับ จนสามารถนำนวัตกรรมทางเทคโนโลยีทางการศึกษา คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกให้นักศึกษาได้เรียน ได้ฟังการบรรยายสรุปได้อย่างเต็มรูปแบบในทุกวันนี้” อธิการบดี ม.ร. กล่าว

จากยุคเรียนผ่านดาวเทียม พัฒนามาสู่ยุคปัจจุบัน ซึ่งได้จัดให้มีการถ่ายทอดสด การเรียนการสอนจากห้องเรียนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต หรือเรียกว่า Ru Cyberclassrooms ซึ่งผู้เรียนสามารถรับชมได้แบบเสมือนนั่งเรียนอยู่ในชั้นเรียน และสามารถดูคลิปการสอนซ้ำได้จากการโหลดไฟล์ได้จากเว็บไซต์ที่ ม.ร.ได้จัดทำขึ้น

แล้วจะเชื่อได้อย่างไรว่าการเรียนการสอนของเรามีคุณภาพ สิ่งที่บอกเรื่องนี้ได้ก็คือการประเมินผล เราไม่มีสอบเข้าเรียน แต่ต้องสอบออก และต้องผ่านทุกกระบวนวิชาตามที่กำหนด จึงจะออกไป หรือจบการศึกษาได้

นักศึกษาสามารถใช้บริการ e-Testing ของสำนักทดสอบทางอิเล็กทรอนิกส์ เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่สะดวกสำหรับผู้เรียนที่ทำงานแล้ว รองรับทุกช่วงวัย รวมถึงสามารถระบุวันสอบในกระบวนวิชาที่เคยลงทะเบียนกับทางมหาวิทยาลัยไว้ได้เอง ถึงแม้จะทำงานในวันปกติ ก็ยังสามารถมาสอบได้ โดยไม่เสียเวลางาน แต่วิชาที่มี e-Testing ส่วนใหญ่จะเป็นวิชาพื้นฐาน หรือวิชาหมวดการศึกษาทั่วไป

แต่การเรียนโดยไม่ต้องเข้าห้องเรียนนั้นไม่สามารถทำได้ทุกสาขาวิชา มีบางสาขา เช่น วิทยาศาสตร์ วิศวะ ก็ยังต้องบังคับให้นักศึกษาต้องมาเข้าห้องปฏิบัติการ

ด้วยการออกแบบการเรียนการสอนตามที่กล่าวมา ส่งผลให้เมื่อมีวิกฤตผู้เรียนลดลงหลายที่กำลังลำบาก แต่ผลปรากฏว่า ม.ร.ได้รับผลกระทบน้อยมาก เพราะกลุ่มนักศึกษาของเรามาจากผู้เรียนหลากหลายประเภท เรื่องนี้เห็นได้จากวันรับพระราชทานปริญญาบัตร ที่มีคนหลากหลายวัย บางปีถึงกับมีพ่อกับลูกรับปริญญาพร้อมกัน นักศึกษาที่มีอายุมากที่สุดนับตั้งแต่ที่มีการก่อตั้งมา ก็คือ 92 ปี

อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดวิกฤตผู้เรียน สถาบันอื่นๆ กำลังหาทางออกด้วยการเปิดการเรียนการสอนออนไลน์มาก ขึ้น เราซึ่งอยู่ตรงนี้มานาน ก็ต้องมาดูว่าจะต้องปรับปรุงอะไรบ้างให้ทันสมัยมากขึ้น เพื่อรับมือกับสถาบันอื่นๆ ที่จะเปลี่ยนมาเอาอย่างเรา”วุฒิศักดิ์ กล่าว

“เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ” พลิกวงการโฆษกไม่ตอบโต้การเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/568280

  • วันที่ 21 ต.ค. 2561 เวลา 07:54 น.

"เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ" พลิกวงการโฆษกไม่ตอบโต้การเมือง

“เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ” ทิ้งเก้าอี้รองประธาน กสทช.สู่เวทีการเมืองในตำแหน่งกระบอกเสียงพรรคภูมิใจไทย เพื่ออยากเห็นการเปลี่ยนแปลงยุคดิจิทัล

*********************

โดย….ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

สละเก้าอี้รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) หันมาสวมเสื้อพรรคภูมิใจไทย (ภท.) สำหรับ พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ พร้อมกับตำแหน่งใหม่ในนามโฆษกพรรค

การตัดสินใจสู่เวทีการเมืองครั้งนี้ มีที่มาอย่างไร พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ ได้เปิดเผยเบื้องหลังผ่าน “โพสต์ทูเดย์” ว่า เนื่องด้วยรู้จักกับ (พี่หนู) อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มาก่อนหน้านี้ และถูกทาบทามให้เข้ามาช่วยงานการเมือง เพราะเห็นว่ามีความชำนาญด้านดิจิทัล จากนั้นจึงได้ปรึกษาเพื่อนสนิท และน้องๆ หลายคน ก่อนตัดสินใจร่วมงาน

เจ้าตัวยอมรับว่า ไม่ค่อยมีความรู้ด้านการเมืองมากเท่าไร แต่การตัดสินใจครั้งนี้เนื่องด้วยนโยบายของพรรคภูมิใจไทย ค่อนข้างตรงกับความสามารถของตัวเองที่น่าจะทำงานได้ และไม่อยากไปโดยอาศัยอำนาจอยู่ก็ไม่อยากทำ เหมือนสมัยยังเป็นทหาร เมื่อตัดสินใจเป็น กสทช.ก็ลาออกจากข้าราชการมาทำ

“ผมคิดว่าวันนี้ผมคิดถูกแต่ก็กลัวใจ ผมก็เดินออกมา ไม่คิดอะไรมาก ไม่มีใครทัดทาน ทุกคนเชื่อการตัดสินใจของผม และการมาครั้งนี้ พอรู้นโยบายของพรรคบ้าง หากไม่สอดคล้องกับความเชื่อและความสามารถของเรา คงไม่ตัดสินใจร่วมงาน”

พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ บอกพร้อมเสียงหัวเราะถึงการเข้ามาทางการเมืองต้องปรับตัวอยู่พอสมควร ซึ่งต่างจากสมัยยังทำงานอยู่กับ กสทช. เพราะต้องฟังนโยบายของพรรคด้วย และการได้รับตำแหน่งโฆษกพรรค ส่วนตัวยอมรับว่าช็อก แต่การเมืองไม่ใช่ต้องมาตอบโต้อย่างเดียว ซึ่งอยากมาสร้างมิติใหม่เพื่อให้ประเทศไปได้ดีกว่านี้ และเป็นนโยบายที่พรรคต้องการเปลี่ยนให้มีความทันสมัย

“การมาการเมืองผมไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย แค่เตรียมใจ ซึ่งการตัดสินใจมาก็ไม่ถึงสัปดาห์ ผมไม่เคยคิดจะมาเล่นการเมือง ถ้าไม่มีพี่หนูชวนก็ไม่มา แต่มาแล้วอยากทำให้สำเร็จ และการไม่ตอบโต้การเมือง ผมมองว่าจะเป็นการพลิกการเมืองรูปแบบใหม่”

พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ บอกด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า การเข้ามาการเมืองครั้งนี้พรรคภูมิใจไทยมอบหมายให้ดูด้านนโยบายดิจิทัลให้เชื่อมโยงกับนโยบายอื่นๆ ของพรรค เพราะทุกอย่างต่อจากนี้ต้องผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ยกตัวอย่าง มหาวิทยาลัยในอนาคตจะต้องเป็นไปในแบบออนไลน์ หรือ “Thailand Sharing University” ส่วนตัวเห็นด้วยและชอบนโยบายนี้ เนื่องจากโลกเปลี่ยนไปมากอยากให้คนได้เรียนหนังสือ

“คนไม่ต้องมาโรงเรียนทุกวัน มาครึ่งหนึ่งแล้วมาทำเวิร์กช็อปที่โรงเรียน และไปเรียนทฤษฎี เรียนกับอาจารย์บ้าง แต่สุดท้ายคนมันต้องอยู่กับชุมชน คือ ไม่ใช่เข้าเมืองมาหมดแล้วปล่อยให้คนแก่นอนหรือเลี้ยงหลานอยู่บ้าน ซึ่งเป็นเรื่องจริงในต่างประเทศที่เขาทำกัน

ซึ่งบ้านเราก็จะเป็นอย่างนั้นในเรื่องของสังคมผู้สูงอายุมากขึ้น ผมศึกษาตัวเลขเหล่านี้มาตลอด ในอดีต 7.5 คน เสียภาษีเพื่อดูแลคนแก่ 1 คน เมื่อประมาณ 10 ที่แล้ว แต่ปัจจุบันเหลือ 5 คน เสียภาษีเพื่อเอาเงินมาดูแลสวัสดิการคนแก่ 1 คน อีก 10 ปี เหลือคนเสียภาษี 2.5 คน มาดูแลคนแก่ 1 คน มันจะใหญ่มากปัญหานี้”

พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ ยืนยันหนักแน่นว่า เมื่อมาอยู่จุดนี้แล้วอยากนำแนวคิดสมัยดำรงตำแหน่งใน กสทช. มาผลักดันให้เป็นนโยบาย “Thailand Sharing University” และมีอีกอย่างซึ่งพรรคคิดไว้เหมือนกัน คือ Sharing Economy หรือเศรษฐกิจแบ่งปัน ความหมาย คือ สามารถเอาทรัพย์ตัวเอง อย่าง รถ บ้าน ทำเป็น Homestay ได้

“ทำไมต้องสร้างเป็นโรงแรมใหญ่ๆ ในชุมชน และให้เขาเป็นลูกจ้าง ทำไมไม่ทำให้ประชาชนเป็นเจ้าของ ดูแลชุมชนกันเอง แล้วสร้างเป็นระบบเศรษฐกิจชุมชนได้ ซึ่งผมก็สนใจ อีกทั้งคนยังได้เรียนหนังสือด้วย ทำงานในชุมชน สร้างงานให้เกิดขึ้น มีที่ท่องเที่ยว เป็นการท่องเที่ยวทันสมัย แต่ต้องเก็บภาษีให้ได้

เราอาจสร้างสร้างแพลตฟอร์มหรือแอพพลิเคชั่นของเมือง ให้คนได้เจอกันแล้วมาหางานทำอีกแบบหนึ่ง ซึ่งเหล่านี้ไม่ใช่ของใหม่ ต่างประเทศก็ทำ และเป็นนโยบายระดับชาติ แต่ที่ผ่านมา เรายังไปกลัวคนทำงานอยู่แบบเดิม ซึ่งจริงๆ แล้วไม่จริง เพราะช่วยให้คนเดิมทำงานแบบเดิม มีรายได้ดีขึ้นด้วยซ้ำ”

พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ ขยายความแนวคิดนี้เนื่องด้วยอนุทินไม่ต้องการให้คนหนีจากชุมชน แต่ต้องการให้คนไปเที่ยวชุมชน กลับกลายไม่มีคนมาทำงานในเมืองต่างจังหวัด แถมไปส่งเสริมให้เมืองใหญ่เกิดอุตสาหกรรมไม่กี่จังหวัด สรุปคือต้องเอาคนกลับไปอยู่ในชุมชนให้ได้ และเรียนหนังสือ มหาวิทยาลัยเองต้องเปลี่ยนไป สามารถเรียนทางออนไลน์ได้ เป็นคอนเซ็ปต์ที่เห็นด้วยและสากลอยู่แล้ว หากหยุดตรงนี้ คงไปเป็นอาจารย์หรือแค่ที่ปรึกษาบริษัทเท่านั้น

สำหรับโครงสร้างต่างๆ โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ตนั้น จากตัวเลขที่มีอยู่พบว่า ประชากร 98% เข้าถึงสมาร์ทโฟน และตอนนี้มีเงิน กสทช.ประมูลไป เข้ากระทรวงการคลัง แล้วเจียดออกมาในโครงการสู่อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในหมู่บ้าน โรงเรียน ถ้าตรงนี้ไปถึงทุกอย่างจะเปลี่ยน

พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มองถึงคลื่น 5จี ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ โดยคาดว่าจะมีการประมูลไม่เกิน 5 ปีข้างหน้าตามที่วางโรดแมปไว้ ซึ่งประเด็นนี้ทุกประเทศต้องปรับตัว เพราะระบบนี้จะเชื่อมกับระบบเซ็นเซอร์ ระบบตรวจจับ ระบบควบคุมโรงงานอุตสาหกรรม ไม่ใช่แค่ประชาชนมีอินเทอร์เน็ตเร็วๆ ใช้ มันสามารถควบคุมการผลิต เช่น หุ่นยนต์จากระยะไกลได้

“จากนี้วิศวกรไม่จำเป็นต้องไปนั่งในโรงงานเหมือนเมื่อก่อน อาจจะคุม 3 โรงงานคราวเดียว หรือแค่นั่งอยู่ที่บ้านควบคุมงานผ่านแท็บเล็ต แล้วโรงงานสามารถเชื่อมกับโรงงานต่างประเทศได้ โรงงานจะผลิตสินค้าอัตโนมัติ และคนไปทำงานกับหุ่นยนต์ คนไม่ได้หายไป

ประเด็นไม่ใช่คนตกงาน แต่ถ้าเราไม่พัฒนาคนเพื่อไปทำงานกับหุ่นยนต์ ก็ทำงานไม่ได้ ถ้าวันนี้เตรียมพร้อม จึงได้กลับมาตอบโจทย์ที่ว่า Thailand Sharing University คือ สร้างทักษะ ความรู้ใหม่ๆ ให้คนเตรียมต่อไปในอีก 3-5 ปีข้างหน้า เพราะระบบพวกนี้เราปฏิเสธไม่ได้”

พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ ฉายภาพให้เห็นว่า วิชาชีพที่ได้รับผลกระทบโดยเฉพาะภาคการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม แม้กระทั่งสื่อ เมื่อระบบ 5จี มา โรงงานจะค่อยอัพเกรด โรงงานยังต้องการคน แต่ต้องเป็นคนที่มีทักษะสอดคล้องกับงานรูปแบบใหม่ รองลงมา เป็นพลังงาน และการทำธุรกรรมทางการเงิน ส่วนเรื่องการแพทย์อาจมีผลนานนิดหนึ่งหลังจาก 5จี เกิด หมออาจต้องเปลี่ยนวิธีการรักษา ปรึกษาหมอทางไกล วัดการเต้นหัวใจผ่าน 5จี ไม่จำเป็นต้องมาโรงพยาบาลเหมือนเมื่อก่อน

สำหรับการศึกษาต้องเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอน เด็กๆ อยู่ในห้องอ่านหนังสือ เด็กสมัยใหม่เรียนผ่านออนไลน์ ยูทูบ หลักสูตร วิธีการเรียน การสอน การสอบ เช่น สิงคโปร์ มีการเปลี่ยนระบบเป็นที่เรียบร้อย ต่างจากของไทยยังต้องท่อง แต่ “Thailand Sharing University” เป็นการเรียนฟรี เพราะสามารถเข้าถึงเนื้อหาดีๆ

ขณะเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องมาเรียน ทำงานก็เรียนได้ โอนหน่วยกิตก็สามารถจบได้ ซึ่งในความเป็นจริงอยากให้คนเรียนฟรีตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาจนถึงมหาวิทยาลัย หรือจบปริญญาเอก แต่เด็กๆ ยังต้องเรียนที่โรงเรียน เพียงบางวิชาอาจขอเรียนทางออนไลน์ ถ้าเรียนประสบความสำเร็จก็นับให้ ไม่จำเป็นต้องมาโรงเรียน ในอนาคตการเรียนไม่ใช่มานั่งขังในห้อง 7 ชั่วโมง เหมือนสมัยก่อน

นโยบายนี้นอกจากจะเชื่อมในเรื่องการศึกษา ยังไปถึงอาชีพใหม่ๆ รวมไปถึงข้อมูลภาคประชาชนเกี่ยวกับระบบ อาทิ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) คนติดหนี้ เรียนหนังสือเสียเงิน จะดูข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มนี้ว่ามีปัญหาตรงไหน จะยกหนี้ได้หรือไม่ ถ้าเรียนดีก็ยกให้เลย แต่ไม่ใช่ยกให้หมด ต้องมีอะไรมาแลกเปลี่ยน โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษามาคิดเรื่องนี้เพื่อให้มีโอกาส

นอกจากนี้ ค้าปลีกยังได้รับผลจากเรื่องนี้ไปอัตโนมัติ โลกจะเปลี่ยนไปคล้ายช็อปปิ้งออนไลน์ ห้างสรรพสินค้ายังคงอยู่ เพียงแต่รูปแบบการให้บริการเปลี่ยนไปจากเดิม กลายเป็นคอมมูนิตี้ โชว์รูม สมมติจะซื้อของให้ทดลองตัวอย่าง จากนั้นสแกนแล้วส่งไปบ้าน เก็บเงินผ่านระบบ ไม่ต้องชำระเงินสด ซึ่งจากนี้จะไปสู่จุดนั้น แต่ไม่ใช่จะหายไปเลย คนอาจต้องไปทำอย่างอื่น ดังนั้น คนจำเป็นต้องอบรมอะไรใหม่ๆ มากขึ้นในคอร์สสั้นๆ เพื่อปรับตัว

พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ ให้ข้อคิดถึงคนรุ่นใหม่ที่จะมาเล่นการเมืองว่า “ส่วนใหญ่มักมองคนที่เข้ามาการเมืองเป็นเรื่องไม่ดี แต่ส่วนตัวไม่คิดแบบนั้น เพราะไม่มีอะไร มาทำงานโดยเอาความรู้มาทำ และการไม่รู้การเมืองบางอย่างมันก็ดี มาทำนโยบายให้ดี”

เปิดใจ “ปานปรีย์” ถ้าเลือกได้… ขอทำงานด้านเศรษฐกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/567846

  • วันที่ 16 ต.ค. 2561 เวลา 21:57 น.

เปิดใจ "ปานปรีย์" ถ้าเลือกได้... ขอทำงานด้านเศรษฐกิจ

เปิดใจ “ปานปรีย์ พหิทธานุกร” มือเศรษฐกิจผู้ที่มีชื่อปรากฏในฐานะอีกหนึ่งแคนดิเดต หัวหน้าพรรคเพื่อไทย

*************************

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

ปานปรีย์ พหิทธานุกร ปรากฏขึ้นในฐานะอีกหนึ่งแคนดิเดต หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ด้วยจุดเด่นตรงที่เป็นมือเศรษฐกิจคนสำคัญของพรรค ผ่านประสบการณ์ตำแหน่งผู้แทนการค้าไทยและผู้ช่วยรัฐมนตรี​ประจำกระทรวงอุตสาหกรรม และในแง่การเมืองยังมีดีกรีเป็นถึงอดีตรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

ปานปรีย์ออกตัวว่าจนถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้รับการทาบทามให้ไปรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคตามที่ปรากฏเป็นข่าว แต่ส่วนตัวแล้วรู้จักกับคนในพรรคเพื่อไทยมายาวนานต่อเนื่อง ตั้งแต่พรรคไทยรักไทย พลังประชาชน จนถึงเพื่อไทย เพียงแต่ที่ผ่านมาจะเน้นอยู่ในมุมวิชาการจัดทำนโยบาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ส่วนตัวสนใจมากที่สุด ​ส่วนเรื่องการเมืองนั้นไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวมากเท่าไร

“ถ้าถามว่าเวลานี้เขามาทาบทามหรือยัง ก็ทราบจากตามข่าวว่าท่านเลขาฯ พรรค (ภูมิธรรม เวชยชัย) จะมาทาบทาม แต่เข้าใจว่าเวลานี้เป็นเวลาที่พรรคเขาจัดระเบียบภายใน ซึ่งเท่าที่เคยสัมผัสตอนเป็นรองหัวหน้าพรรคนั้น​รู้ว่างานข้างในยุ่งมากเพราะพรรคนี้มี สส.เยอะเป็นพรรคใหญ่ เวลาจะจัดอะไรทีก็เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและเหนื่อยมากสำหรับผู้บริหาร

…ดังนั้นเข้าใจว่าตัวท่านเลขาฯ เองเป็นผู้เสียสละทำงานให้พรรค ทำงานมาต่อเนื่อง และวันนี้​ท่านก็ทำได้ดีมาก ซึ่งอีกไม่นานจะมีการประชุมพรรคคงยังหาเวลามาพูดคุยในรายละเอียดไม่ได้ สำหรับผมไม่ต้องถึงขนาดทาบทามอะไรหรอก เหมือนพี่เหมือนน้องกันอยู่แล้วแค่โทรมานัดคุย นัดกินกาแฟก็คุยกันได้อยู่แล้วรอเวลาที่ท่านสะดวกก่อน”

ปานปรีย์ ระบุว่า ในทางการเมืองอยู่ในพรรคการเมืองมานานตั้งแต่สมัย พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เคยเป็น สส. พรรคชาติพัฒนา ซึ่งมารวมกับพรรคไทยรักไทยและอยู่ร่วมงานกับพรรคบางเวลามีตำแหน่ง บางเวลาไม่มีตำแหน่ง โดยช่วยงานด้านเศรษฐกิจมายาวนานต่อเนื่อง พรรคเพื่อไทยจึงไม่ใช่พรรคที่ไม่คุ้นเคย แต่เหมือนใกล้ชิดกันมากตลอดเวลาอยู่แล้ว

“เพียงแต่ผมยังไม่ทราบว่าเขาจะมอบหมายงานด้านไหนให้ผมทำ วันนี้ผมมีความพร้อมที่จะเข้าไปช่วย แต่ถ้าเลือกได้ผมก็อยากทำงานด้านเศรษฐกิจและสนใจด้านนโยบาย ซึ่งผมจับด้านนี้มาตลอด ถ้าถามถึงงานด้านการเมืองก็อาจจะมีความสนใจน้อยกว่าเศรษฐกิจ แต่ถามว่าพอจะรู้เรื่องการเมืองไหม ก็พอสมควรนะ ทางการเมืองก็ทำงานใกล้ชิดกับผู้ใหญ่มาหลายท่าน งานการเมืองจึงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร”

สำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นจะชี้ขาดกันตรงจุดไหน ปานปรีย์มองว่าเราอยู่ในระบบอำนาจนิยมมา ช ระยะหนึ่ง และเราก็ได้สัมผัสแล้วว่าการทำงานภายใต้ระบอบอำนาจนิยมเป็นอย่างไร มีผลต่อประเทศ ต่อประชาชน ต่อคนระดับล่าง ระดับกลาง ระดับบนอย่างไรบ้าง ซึ่งก็จะเป็นตัวชี้วัดอะไรบางอย่าง ซึ่งประชาชนเขาคิดว่าประชาธิปไตยเป็นระบอบที่จะทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ประเทศมีความมั่นคงยิ่งขึ้น เขาก็อาจจะเลือกไปทางประชาธิปไตย

ทั้งนี้ การเมืองข้างหนึ่งที่ปฏิวัติมาไม่ได้มาจากการเลือกตั้งและอยู่มา 4 ปีขณะที่พรรคเพื่อไทยเขาเห็นผลงานมาแล้วในด้านเศรษฐกิจมีนโยบายที่เน้นรากหญ้า เน้นฉีดทรัพยากรจากข้างล่างเพื่อดันขึ้นไปข้างบน ไม่ได้เน้นจากข้างบน เพราะไม่เชื่อว่าจะดันลงมาสู่ข้างล่าง เหมือนรดน้ำต้นไม้ต้องรดที่รากแก้วต้นถึงมั่นคงแข็งแรง ยั่งยืน

“นี่เป็นจุดที่ประชาชนเขามั่นใจกับพรรคเพื่อไทย ซึ่งต่อเนื่องมาตั้งแต่ไทยรักไทย ไม่ได้มีความเปลี่ยนแปลง อาจเปลี่ยนแปลงในรายละเอียด แต่หัวใจนโยบายยังอยู่ ผมเชื่อว่ามันจะยังคงอยู่ต่อไปในการเลือกตั้งครั้งหน้า แต่ตอนนี้มีกระแสที่เข้ามา คือ ดิสรัปชั่น ทำยังไงเราถึงจะก้าวทันโลกด้วย การใช้แนวทางเดิมอาจไม่ก้าวทันโลก จะเกิดความเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน ทั้ง อุตสาหกรรม สังคม เศรษฐกิจ ความมั่นคง ถ้าเดินแบบเดิมๆ ก็ไม่ทัน ต้องมีแนวทางใหม่”

ปานปรีย์ ขยายความว่า ยกตัวอย่างโครงการ “โอท็อป” จะกลับไปหนุนแบบเดิมก็ไม่ได้ต้องต่อยอด จะด้วยอะไรก็แล้วแต่ หรือนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ซึ่งประสบความสำเร็จมากและถือเป็นสวัสดิการให้กับประชาชน ทำอย่างไรจะทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การใช้เทคโนโลยีมาเสริมทำให้บริการประชาชนได้ดีมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดที่สำคัญเวลานี้คือเรื่องความเหลื่อมล้ำซึ่งไม่ใช่กระแสในประเทศไทยอย่างเดียว แต่เป็นกระแสโลก นักการเมืองเริ่มเห็นความสำคัญของการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำกันมากขึ้นถึงขึ้นที่ว่าการไม่แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ ถือเป็นการขาดคุณธรรม ซึ่งความเหลื่อมล้ำเป็นทั้งคุณธรรม เศรษฐกิจ การเมือง

“คนรายได้น้อยอย่าไปเรียกว่าคนจน คนจนต้องการมีรายได้ ต้องการมีสถานะที่เท่าเทียมกัน คุณไปเรียกคนจนก็เหมือนกับคุณเป็นคนรวย เอ็งเป็นคนจนแบ่งสถานะกัน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่อง อินคัม (รายได้) กับเรื่องสเตตัส (สถานะ) มันเป็นเรื่องคู่กัน ไม่ใช่เอาเงินไปช่วย ไปแก้หนี้แล้วจบ ไม่ใช่ ต้องให้สเตตัสด้วย อย่าไปตราเขาเป็นคนจน ใครมาบอกคุณเป็นคนจนคุณชอบไหม ดังนั้นหากมีโอกาสเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทำนโยบายนี่จะเป็นจุดหนึ่งที่ให้ความสำคัญ”

ปานปรีย์ กล่าวอีกว่า อีกปัญหาที่สำคัญคือรายจ่ายกับรายได้ห่างกันมาก รายจ่ายเพิ่มทุกวัน น้ำมันขึ้น น้ำมันลงรายจ่ายก็ขึ้นตลอดมันผิดปกติหรือเปล่า ต้องถามว่าจะทำอย่างไรให้เขามีรายได้เพิ่ม เพื่อครอบคลุมรายจ่าย ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นหนี้ไปตลอด เวลานี้การแก้หนี้ก็แค่ย้ายจากที่หนึ่งไปโปะอีกที่หนึ่ง โจทย์ที่ยากคือทำยังไงให้คนมีรายได้เพิ่ม

“ส่วนที่จีดีพีมันโตนั้นก็ไม่ได้เป็นตัวกำหนดว่าความเป็นอยู่ของคนในประเทศจะดีขึ้นเสมอไป จีดีพีโป่งข้างบนคนรายได้สูงก็เอาไปกินหมด คนระดับล่างมาไม่ถึง แนวเศรษฐกิจเพื่อไทยถึงดันจากข้างล่างไปข้างบนมันถูกต้องมากสุด หากจะดันจีดีพีโดยดันจากข้างบน แต่เงินไม่ย้อนกลับมาข้างล่างฐานก็ไม่แข็งแรงได้แค่ช่วยเหลือครั้งแรก ครั้งที่สอง แล้วจบไป”

สำหรับนโยบายในอดีตที่ถูกมองว่าเป็นนโยบายประชานิยม ปานปรีย์มองว่าส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของการโจมตี ต้องถามว่าประชานิยมแปลว่าอะไร การเอาเอาทรัพยากรชาติไปช่วยเหลือประชาชนระดับล่างที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เป็นประชานิยมไหม และทำไมรัฐบาลต่อมาไม่แก้ไข อย่างโครงการประชารัฐเป็นประชานิยมหรือเปล่าไม่เห็นมีใครว่า

“ถ้าผมได้มีโอกาสร่วมทำนโยบายของพรรคเพื่อไทย ก็จะต่อยอดนำนโยบายในอดีตมาปรับปรุงประสิทธิภาพ การบริหารจัดการให้ดีขึ้น ส่วนนโยบายใหม่จะเป็นของใหม่เลย เกี่ยวข้องกับเศรฐกิจของประเทศในปัจจจุบันและอนาคต วางรากฐานอนาคตที่ยั่งยืนเป็นที่ยอมรับ”

ปานปรีย์ อธิบายว่า สำหรับนโยบายที่ถูกโจมตีอย่างโครงการจำนำข้าวนั้นกำลังคิดว่าจะปรับให้ชาวนาได้รับรายได้ที่ดีอย่างเดิม แต่อาจจะต้องปรับปรุงการบริหารจัดการโครงสร้างให้มันดีขึ้น จะเป็นการจำนำหรือไม่จำนำ ประกันหรือไม่ประกัน แบบผสมหรือไม่ผสมเดี๋ยวค่อยว่ากันแต่หลักการคือต้องช่วยชาวนาทิ้งเขาไม่ได้

ส่วนงบประมาณแผ่นดินต้องมาดูกันใหม่ เมกะโปรเจกต์ต่างๆ ต้องไม่ไปจุดใดจุดเดียวต้องมีคำอธิบายว่าทำไมไม่ไปที่นั่นที่นี่ อย่างภาคตะวันออกมีโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดแล้ว จีดีพีของจ.ระยอง มากที่สุด ทำไมต้องไปที่นั่นอีก นโยบายตรงนี้เป็นการดึงการลงทุนจริงหรือเปล่า หากไปทางนั้นหมดคนอื่นก็ไม่ได้เลยใช่หรือเปล่า งบประมาณแผ่นดินประชาชนคนได้ประโยชน์ถ้วนหน้าไม่ใช่ใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำสูง

สำหรับกฎเกณฑ์ใหม่ที่เข้ามาคุมเข้มการใช้งบประมาณนั้น ปานปรีย์เห็นว่าจะทำให้นำนโยบายได้ยากขึ้นไม่มีความคล่องตัว อย่างเรื่องที่ในอดีตเคยทำปีหนึ่งหากเป็นกติกาใหม่ก็อาจเพิ่มเป็นสองสามปี เพราะมีเงื่อนไขให้คอยระวังไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง ข้าราชการกลัวฝ่ายการเมืองกลัวจนขยับยากและทำให้เสียเปรียบประเทศคู่แข่งที่กำลังก้าวไปเร็วมาก

ถามว่ากลไกอำนาจรัฐจะส่งผลต่อการเลือกตั้งแค่ไหน ปานปรีย์ กล่าวว่า มีผลมากในอดีตเมื่อประกาศวันเลือกตั้งแล้ว รัฐบาลรักษาการจะไม่สามารถทำอะไรได้เลย รักษาการคือรักษาการ แต่วันนี้รัฐบาลชุดนี้เหมือนมีอำนาจเต็ม และว่ากันว่า มีการใช้ทรัพยากรของรัฐออกไปหาเสียง ซึ่งเขาก็ปฏิเสธว่าไม่ใช่เขาทำงานในหน้าที่

“คนไทยชอบความเป็นธรรมไม่ชอบเห็นใครเอาเปรียบใคร ในมุมมองส่วนตัวผมการกระทำแบบนี้ไม่น่าจะเป็นประโยชน์กับพรรคที่ไปสนับสนุนฝั่งอำนาจนิยมภาพดูไม่สง่างาม ผมพูดในมุมกลับนะ ไม่ได้พูดว่าเขาทำผิดหรือทำถูก แต่ถ้าผมเป็นเขาผมจะรีบออกมาเลย แต่เขาอาจจะคิดว่าสายเกินไปแล้วก็ได้ ออกตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว กระแสมันไปหมดแล้ว”

ในแง่แรงเสียดทานทางการเมือง ปานปรีย์มองว่าเป็นเรื่องปกติ ถ้าเป็นรัฐบาลก็ต้องถูกตรวจสอบจากฝ่ายค้านแต่จะมาใส่ร้ายไม่ได้ง่ายๆ แล้วเพราะมีกฎหมายหมิ่นประมาท มี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ที่คนจะระวังตัวมากขึ้น ดังนั้นถ้าตัดสินใจจะเข้าสู่การเมืองก็ต้องรับแรงเสียดทานได้ ไม่ใช่เรื่องเซอร์ไพรส์

ขณะที่ความขัดแย้งในอดีตเราต้องไม่หมกมุ่นกับเรื่องเก่าต้องทำเรื่องใหม่ ต้องสร้างฐานคนรุ่นใหม่ให้มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย เพราะวันนี้คนร่างรัฐธรรมนูญอายุเกิน 50 ปี ทั้งนั้น คนอายุต่ำกว่า 50 ปี ไม่มีโอกาสวางแผนอนาคตของเขาเอง พรรคก็จะเปิดให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมนโยบายโดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี ดิสรัปชั่น

ปัดฝุ่น “พรรคพลังธรรมใหม่” บนเส้นทางสาย “พธม.แท้”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/567661

  • วันที่ 15 ต.ค. 2561 เวลา 08:15 น.

ปัดฝุ่น "พรรคพลังธรรมใหม่" บนเส้นทางสาย "พธม.แท้"

อีกหนึ่งพรรคที่น่าจับตาในการเลือกตั้งครั้งนี้คือ “พรรคพลังธรรมใหม่” ที่รีเทิร์นกลับมาพร้อมแกนนำรุ่นที่2

*************************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

บรรดาพรรคขนาดกลางและเล็ก มีหนึ่งพรรคที่น่าสนใจ คือ “พรรคพลังธรรมใหม่” ที่รีเทิร์นกลับมาสู้ศึกเลือกตั้งอีกครั้ง ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองอึมครึมกับกระแสดูดอดีต สส.ที่ดุเดือดรุนแรง ท้าทายความสามารถของ “นพ.ระวี มาศฉมาดล” แกนนำรุ่น 2 จะสามารถนำพาพรรคกลับมายิ่งใหญ่ได้อย่างยุค “พรรคพลังธรรม” ที่ก่อตั้งโดย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อดีตหัวหน้าพรรคและแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) แต่วันนี้อำลาการเมืองไปแล้ว

นพ.ระวี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ มองว่าในการเลือกตั้งครั้งนี้ทางพรรคมีความพร้อมเต็มที่สามารถส่งผู้สมัครครบได้ครบทุกเขต เพราะผู้สมัครของพรรคทุกคนออกเงินกันเองไม่มีนายทุน จึงเป็นพรรคของประชาชนอย่างแท้จริง ฐานคะแนนเสียงสำคัญมาจากทุกกลุ่มไม่ใช่เฉพาะกลุ่มพันธมิตรฯ หรือ กลุ่มสันติอโศก ภายใต้การนำของ สมณะโพธิรักษ์ โดยมีอดีต สส.และคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมจำนวนมาก เพราะเรายึดอุดมการณ์เดียวกัน คือ คุณธรรมนำการเมือง และความซื่อสัตย์สุจริต รูปแบบการทำงานการเมืองด้วยการเดินตามรอยแนวนโยบายอัมโน หรือ United Malays National Organisation – UMNO ของ ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีที่ครองอำนาจยาวนานกว่า 2 ทศวรรษ มาเป็นแบบอย่าง

“พรรคพลังธรรมใหม่ไม่ได้ใส่เสื้อม่อฮ่อมอีกต่อไป จะเป็นพรรคที่สามารถเข้าร่วมได้กับทุกกลุ่มการเมือง เช่น สมาคมครู สมาพันธ์เกษตรกร หรืออดีตนายทหาร เช่น พล.อ.ดร.ปกิต สันตินิยม หรือแม้แต่ผู้นำศาสนาคริสต์ พุทธ หรืออิสลามสายกลาง ยังมาร่วมกันทำงาน”

นพ.ระวี กล่าวว่า เหตุผลที่จะร่วมรัฐบาลกับฝ่ายใดไม่ว่าพรรคเพื่อไทย หรือพรรคที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องสอดคล้องกับนโยบายพรรค ดังนี้ 1.ปูถนนทุกเส้นด้วยทองคำ คือ เน้นการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น 2.พรรคเพื่อไทย ประกาศตัวว่าเป็นสายประชาธิปไตย หรือพรรคประชาธิปัตย์ประกาศตัวเป็นเสรีประชาธิปไตย แต่พรรคพลังธรรมใหม่ คือ ธรรมาธิปไตย คือ คุณธรรมนำการเมือง 3.นโยบายปฏิรูปพลังงานด้วยการเลิกอิงราคาเสมือนจริงนำเข้า เพราะจะสามารถเพิ่มรายได้เข้าประเทศนับแสนล้านบาท และจะทำให้ราคาน้ำมันถูกลง 3-4 บาท/ลิตร หรือการแก้ทีโออาร์สัมปทานแหล่งพลังงาน บงกช และเอราวัณ

นอกจากนี้ 4.นโยบายสาธารณสุข จะผลักดันโครงการหมอประจำตัวทั่วไทย โดยภายใน 1 ปี ประชาชนทุกคนจะมีหมอดูแลสุขภาพประจำตัวผ่านโทรศัพท์มือถือ โดยหมอ 1 คน จะมีข้อมูลสุขภาพประชาชน 1,000 คน นับเป็นแนวทางใหม่ในการดูแลสุขภาพประชาชนอย่างใกล้ชิดด้วยการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ และพัฒนาอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) เป็นผู้ช่วยหมอทั่วประเทศ คาดอาจใช้งบประมาณราว 1-2 หมื่นล้านบาท 5.ปรับลดปลดหนี้เกษตรกรด้วยการให้เกษตรกรเข้าโครงการเศรษฐกิจพอเพียงด้วยการทำบัญชีครัวเรือน เพื่อไม่ให้เกษตรกรไปก่อหนี้ใหม่ และ 6.สินค้าเกษตรทุกชนิดต้องมีคณะกรรมการเฉพาะเพื่อดูแลอย่างครบวงจรทั้ง 70 สินค้าเกษตร เป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาราคาตกต่ำ อาทิ ผัก ผลไม้ หอม กระเทียม ปาล์ม ยางพารา โดยแต่ละคณะชุดละ 15-20 คน ประกอบด้วยตัวแทนจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเกษตรกร ดังนั้น ทางพรรคพลังธรรมใหม่ มีความพร้อมสูงที่จะทำหน้าที่ใน 3 กระทรวง คือ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ และงานด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

“ท่าน พล.ต.จำลอง ไม่ได้มาช่วยพรรคทั้งต่อหน้าและลับหลัง เพราะท่านอยากให้คนรุ่น 2 ได้ทำงานการเมืองเต็มที แต่อาจให้คำปรึกษาบ้าง สำหรับแนวร่วมกลุ่มสันติอโศก ได้ปิดพรรคเพื่อฟ้าดินไปแล้ว ส่วนผมจะอยู่กับ พล.อ.ประยุทธ์ หรือจะอยู่ฝ่ายตรงข้าม หรือจะไปร่วมหรือไม่ร่วมกับกลุ่มใดต้องมีอุดมการณ์เดียวกัน”

หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ได้ศึกษาและวิเคราะห์ว่าเหตุใดพรรคพลังธรรมเดิมถึงสูญพันธุ์ไปจากการเมือง คำตอบ คือ การสร้างพรรคการเมืองที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง สมาชิกพรรคทุกคนต้องร่วมกันออกทุนเองโดยไม่มีนายทุนพรรคมาสั่งการ และต้องให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ อาทิ คัดเลือกผู้นำ หรือกรรมการบริหารพรรค รูปธรรมการมีส่วนร่วมโดยให้สมาชิกพรรคมาร่วมการโหวตผ่านระบบออนไลน์ เช่น จะเลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรี หากพรรคจะไปเป็นพรรคร่วมรัฐบาล โดยให้สมาชิกทุกคนลงคะแนนผลการลงคะแนนนับเสียงส่วนใหญ่เป็นมติพรรค นี่คือ บทพิสูจน์ว่าเป็นพรรคพลังธรรมใหม่ คือ พรรคประชาชน

“ผมเชื่อว่าแนวทางของพรรคที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ คือ แนวทางของกลุ่มพันธมิตรฯ แท้ ที่มีแนวร่วมอยู่กว่า 2 ล้านคน ซึ่งไม่เอากลุ่มสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำพรรครวมพลังประชาชาติไทย แต่จะเลือกพรรคพลังธรรมใหม่” นพ.ระวี กล่าว

นพ.ระวี กล่าวอีกว่า นโยบายสำคัญของพรรคคือการป้องกันการทุจริตภายในพรรค ด้วยการตั้งคณะกรรมการธรรมาภิบาลของพรรคจำนวน 5 คน ที่จะทำหน้าที่ป้องกันและตรวจสอบการทุจริตของนักการเมืองของพรรค หัวหน้าพรรค และสมาชิกพรรคทั่วประเทศ หรือรัฐมนตรีของพรรคที่เข้าไปเป็นพรรคร่วมรัฐบาล รวมทั้งแก้ไขความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในพรรคด้วย โดยมีนาม ยิ้มแย้ม อดีตประธานคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เป็นประธานคณะกรรมการ ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจปลดรัฐมนตรีของพรรค สมาชิก หรือแม้แต่หัวหน้าพรรคได้ทันทีหากพบว่าใช้ตำแหน่งหน้าที่ไปในทางทุจริต

“พรรคประชาชนแท้ คือ พรรคที่ไม่มีนายทุน และสมาชิกพรรคมีสิทธิเลือก สส.เขตตัวเอง หรือมีสิทธิปลดหัวหน้าพรรคได้นั้นคือ พรรคพลังธรรมใหม่”