จับตาเมืองชาละวัน ‘ศรีบุศกร’ท้าชน2ทายาทบิ๊กการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/572831

  • วันที่ 04 ธ.ค. 2561 เวลา 06:11 น.

จับตาเมืองชาละวัน ‘ศรีบุศกร’ท้าชน2ทายาทบิ๊กการเมือง

โดย…สิทธิพจน์ เกบุ้ย

สนามเลือกตั้งเมืองชาละวัน จ.พิจิตร ในอดีตเคยเป็นพื้นที่ขับเคี่ยวกันของ 2 ผู้ยิ่งใหญ่ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์จนมาถึงพรรคมหาชนและพรรคชาติไทยพัฒนา โดยคู่ขับเคี่ยวสำคัญคือ พ.ต.ท.อดุลย์ บุญเสรฐ แห่งพรรคความหวังใหม่ จนมาถึงพรรคไทยรักไทย และพรรคเพื่อไทย

แม้อดีตแกนนำทั้งสองจะถึงแก่กรรมไปแล้วทั้งคู่ แต่สมรภูมิในยุคต่อมาถึงรุ่นลูกก็ขับเคี่ยวไม่แพ้กัน ทายาทของ เสธ.หนั่น คือ “ลูกยอด” ศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ ส่วน พ.ต.ท.อดุลย์ บุญเสรฐ ก็มี นาวิน บุญเสรฐ หรือไก่ เป็นทายาททางการเมือง โดยล่าสุดนาวินตัดสินใจย้ายจากพรรคเพื่อไทยไปสังกัดพรรคชาติไทยพัฒนา

พิจิตรเมืองชาละวันมี 12 อำเภอ แบ่งเขตการเลือกตั้งออกเป็น 3 เขต มีจำนวน สส.ได้ทั้งหมด 3 คน หลัง พล.ต.สนั่น ถึงแก่กรรม รวมถึงในช่วงที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยึดอำนาจ นับเวลารวมกันก็ยาวนานหลายปี ทำให้มนต์ขลังทางการเมืองของเจ้าถิ่นอย่าง เสธ.หนั่น และลูกชายค่อยๆ จางหายไป โดยล่าสุดศิริวัฒน์ตัดสินใจย้ายเข้าสังกัดพรรคภูมิใจไทย ส่วนทายาทตระกูลบุญเสรฐ ในวันนี้ นาวินก็ตัดสินใจเข้าสังกัดพรรคชาติไทยพัฒนา

ทั้งศิริวัฒน์และนาวิน แม้จะเป็นทายาทนักการเมืองใหญ่ และเคยผ่านสนามการเมืองในระดับชาติมาแล้วด้วยกันทั้งคู่ แต่สถานการณ์ทางการเมืองในช่วงระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา เมื่อสัญญาณการเปิดสนามการเมืองเริ่มปรากฏชัดมากขึ้นก็เริ่มมีผู้ที่จะเข้ามาท้าชิงกันให้เห็นบ้างแล้ว

กลุ่มการเมืองที่น่าสนใจและต้องจับตามากที่สุด คือ ตระกูล “ศรีบุศกร”ซึ่งมีฐานคะแนนเสียงครอบคลุมการเมืองท้องถิ่นใน จ.พิจิตร มาอย่างเหนียวแน่นยาวนาน

พ.ต.ท.อดุลย์ บุญเสรฐ- พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์

ทั้ง สมภพ ศรีบุศกร หรือ สจ.หน่อย พี่ชายคนโต สุรชาติ ศรีบุศกร หรือ สจ.ไก่ ปัจจุบันมีตำแหน่งเป็นประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) พิจิตร และ สุบิน ศรีบุศกร หรือนายกเจี๊ยบ น้องเล็ก ซึ่งเป็นนายกเทศบาลตำบลเนินมะกอก อ.บางมูลนาก

ในอดีตนั้นกล่าวได้ว่า ตระกูลศรีบุศกร เป็นเสมือนช่างปั้น ซึ่งอยู่เบื้องหลังคะแนนเสียงสนับสนุนให้กับนักการเมืองระดับชาติมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับ พล.ต.สนั่น

เมื่อถึงคราวเปลี่ยนแปลง วันนี้เครือข่ายศรีบุศกรถือว่าเนื้อหอมเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ก็เข้ามาทาบทาม ชักชวนให้เข้าพรรคด้วยกันทั้งคู่

แต่ความไม่ชัดเจนของทั้งสองพรรคได้กลายเป็นจุดโหว่ที่ทำให้พรรคพลังประชารัฐสอดแทรกเข้ามา และคว้าเครือข่ายศรีบุศกรเข้าไปในสังกัด

ในขณะที่ยังไม่มีการประกาศ พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าเครือข่ายตระกูลศรีบุศกรจะมีใครที่เข้าสู่สนามการเมืองระดับชาติบ้าง แต่ที่แน่ๆ ในขณะนี้คงมีเพียง สจ.ไก่ หรือสุรชาติเพียงรายเดียว

สุรชาตินั้นถือเป็นนักการเมืองหนุ่ม อายุ 46 ปี ผ่านสนามการเลือกตั้งเป็น สจ.อำเภอโพทะเล มาแล้วถึง 3 สมัย มีธุรกิจอาชีพที่มั่นคง ปัจจุบันมีตำแหน่งเป็นประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจิตร

คาดการณ์กันว่า หากศิริวัฒน์ซึ่งย้ายเข้าสังกัดพรรคภูมิใจไทยตัดสินใจลงสมัครในระบบบัญชีรายชื่อ สุรชาติน่าจะลงในเขตที่ต้องพบกับนาวิน โดยพรรคภูมิใจไทยจะส่ง วิชัย ด่านรุ่งโรจน์ อดีต สว.พิจิตร และอดีตรองนายก อบจ.พิจิตร นอกจากนี้ก็ยังมี ดุษฎี บัวเขียว อาชีพทนายความ ซึ่งก็ประกาศตัวเป็นผู้สมัครของพรรคอนาคตใหม่ หากถึงวันรับสมัครรับเลือกตั้งแล้ว ทุกคนที่กล่าวมาลงสมัครในเขตเลือกตั้งนี้จริงตามกระแสข่าว ก็ถือเป็นเขตเลือกตั้งที่น่าจับตาที่สุด

ซึ่งกว่าจะถึงวันเลือกตั้งรับรองว่าชาวเมืองชาละวันได้ลุ้นกันจนตัวเกร็งอย่างแน่นอน

การเมือง “พะเยา” เดือด! จับตา “ธรรมนัส” นำทัพเขย่า “วิสุทธิ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/572824

  • วันที่ 03 ธ.ค. 2561 เวลา 20:51 น.

การเมือง "พะเยา" เดือด! จับตา "ธรรมนัส" นำทัพเขย่า "วิสุทธิ์"

สนามการเมืองจังหวัดพะเยาน่าจับตากับ “กลุ่มธรรมนัส” ที่จะมาเขย่าฐานเสียงเดิมของเพื่อไทยที่มี “วิสุทธิ์ ไชยณรุณ” เป็นแกนนำ

***********************************

โดย…อักษรา ปิ่นสราสกุล

นับตั้งแต่การเลือกตั้งในปี 2544 เป็นต้นมา จ.พะเยา คือหนึ่งที่มั่นทางการเมืองของพรรคไทยรักไทย (ทรท.) ซึ่งปัจจุบันคือ พรรคเพื่อไทย (พท.) หรือในภายหลังมองกันว่าเป็นพื้นที่ “สีแดง” ซึ่งถือว่าเป็นเวลาที่ยาวนานถึง 20 ปีแล้ว ที่พรรคการเมืองอื่นไม่สามารถเข้ามาตีฐาน หรือแบ่งคะแนนเสียงไปได้เลย

กลุ่ม ทรท.และ พท.กวาดที่นั่งครบทั้ง 3 เขตมาโดยตลอด

ผลงานหน้าม่านของการเมืองพะเยา คือนักการเมืองที่ประชาชนเลือก ในขณะที่หลังม่านการเมือง บุคคลสำคัญที่เคลื่อนไหวอยู่เบื้องหลัง เป็นกำลังสำคัญของการขับเคลื่อนกิจกรรมทางการเมืองพรรคเพื่อไทยมาโดยตลอด คือ ร.อ.ดร.ธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งหลังการเลือกตั้ง สส.ในปี 2554 ธรรมนัส หรือที่คนพะเยาเรียกว่า “ผู้กอง” ก็เข้ามามีบทบาทสำคัญเบื้องหลังการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) พะเยา

ผ่านพ้นการเลือกตั้ง อบจ.พะเยา ธรรมนัสก็ได้รับตำแหน่งประธานที่ปรึกษานายก อบจ.พะเยา เป็นจุดที่เขาได้สร้างทีมงานการเมืองของตนเองระดับท้องถิ่น และขยับขึ้นสู่ระดับประเทศ

ปัจจุบัน “ธรรมนัส” วางระบบสร้างความเข้มแข็งให้การเมืองท้องถิ่นพะเยา ไม่เพียงเท่านั้น ลักษณะนิสัยใจถึง พึ่งได้ ทำให้ธรรมนัสเสริมเขี้ยวเล็บการเมืองระดับชาติ โดยมีกลุ่มการเมืองใน 16 จังหวัดภาคเหนือ เข้ามาซบอกเขาอย่างเนืองแน่น ทั้งกลุ่มการเมืองเก่าของ พท. เสื้อแดง สังเกตจากการสร้างกลุ่มพลังจังหวัดต่างๆ ในภาคเหนือ โดยการสนับสนุนของธรรมนัส

ขณะนี้บรรยากาศของการเมืองพะเยาเริ่มระอุมากขึ้น กลุ่มการเมืองที่เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ของพรรคการเมืองต่างๆ อย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มของธรรมนัส ซึ่งบัดนี้ได้เข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ ได้วางตัวบุคคลที่จะลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.ในขั้วของตนเอง ในนามกลุ่มพลังพะเยา ทั้ง 3 เขตเลือกตั้ง มีทั้งนักการเมืองท้องถิ่น อดีตข้าราชการระดับแนวหน้า เป็นต้น

ขณะเดียวกัน การเลือกตั้ง อบจ.พะเยา ในอนาคต ธรรมนัสได้จับมือกับ ไพรัตน์ ตันบรรจง อดีตนายก อบจ.พะเยา ให้กลับมาผงาดอีกครั้ง

คอนเนกชั่นอีกด้านหนึ่งของธรรมนัสในทางการเมืองกับรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ณ เวลานี้น่าจับตายิ่งนัก วันที่ 29 ต.ค.ที่ผ่านมา การลงพื้นที่ จ.พะเยา ของ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อคราวการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ ธรรมนัสยังเป็นบุคคลที่ประสานงานเบื้องหลังให้คนพะเยาได้พบปะ พล.อ.ประยุทธ์ จนได้รับการอนุมัติโครงการต่างๆ ทั้ง 9 ด้าน ของ จ.พะเยา แม้นว่าจะอนุมัติในหลักการในการประชุม ครม.สัญจร ก็เห็นตัวเลขกลมๆ ที่ จ.พะเยา ได้รับประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาททีเดียว

ความร้อนแรงของสนามเลือกตั้งพะเยาในครั้งนี้ คือการที่กลุ่มพลังประชารัฐของธรรมนัสจะต้องพบกับเจ้าของพื้นที่เดิม ซึ่งวันนี้มี วิสุทธิ์ ไชยณรุณ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎรในการเลือกตั้งปี 2554 ซึ่งวันนี้เป็นแกนนำพรรคเพื่อไทยใน จ.พะเยา

ทีมงานพรรคเพื่อไทย จ.พะเยา ในสายของวิสุทธิ์ล้วนเป็นกลุ่มอดีต สส. ในขณะที่กลุ่มการเมืองท้องถิ่นของเพื่อไทยเดิมคือกลุ่มพลังพะเยาที่มี ธรรมนัสเป็นแกนนำ แต่วันนี้เมื่อธรรมนัสมาเข้ากับพรรคพลังประชารัฐ ก็กลายเป็น 2 ขั้วที่จ้องจะชิงพื้นที่การเมืองระดับชาติของพะเยา

ทั้งสองกลุ่มลงพื้นที่ขับเคี่ยวกันชนิดสร้างอุณหภูมิทางการเมืองของพะเยาให้ระอุขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยเป้าหมายเพื่อกวาดที่นั่ง สส.ให้มากที่สุด เพื่อพรรคที่ตนเองสังกัดจะได้จัดตั้งรัฐบาล

ในการเลือกตั้งทั่วไปที่กำลังจะมาถึงนี้ สนามการเมืองพะเยาจึงเป็นสิ่งที่ต้องจับตาคอยลุ้นกันว่า หมากการเมืองในครั้งนี้ “ธรรมนัส” จะกวาดที่นั่ง สส.พะเยา ในทีมของตนเองได้ยกจังหวัดหรือไม่ รวมทั้งการเมืองท้องถิ่น ตั้งแต่ อบจ.ถึงองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) กว่า 70 แห่ง จะมีสัดส่วนมากน้อยเพียงใด จะเป็นฐานเสียงให้กับกลุ่มพลังพะเยาขั้ว “ธรรมนัส” และจะเขย่าฐานของ “พท.” ที่มีวิสุทธิ์เป็นแกนนำให้สามารถคลายความเหนียวแน่นได้หรือไม่

จับตาอย่ากะพริบ!!!

“ผมเชื่อในอำนาจประชาชน ไม่เชื่อในอำนาจพิเศษ” ภูมิธรรม เวชยชัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/572624

  • วันที่ 02 ธ.ค. 2561 เวลา 08:13 น.

"ผมเชื่อในอำนาจประชาชน ไม่เชื่อในอำนาจพิเศษ" ภูมิธรรม เวชยชัย

“ภูมิธรรม เวชยชัย” เลขาธิการพรรคเพื่อไทย เชื่อมั่นว่า สุดท้ายการเลือกตั้งจะอยู่ที่อำนาจของประชาชน และอำนาจพิเศษจะไม่สามารถเปลี่ยนใจประชาชนได้

***********************************

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

สถานการณ์ของพรรคเพื่อไทยเริ่มไม่สู้ดีหลังถูกมรสุมดูดถาโถมรุนแรง ซ้ำเติมกับยุทธศาสตร์แตกแบงก์พันที่สุ่มเสี่ยงอาจทำให้ฐานเสียงที่เคยเข้มแข็งต้องอ่อนแอลงไปจนอาจส่งผลต่อจำนวนเก้าอี้ สส.ในการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น

ภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ไม่เป็นปัญหากับพรรคเพื่อไทยมากนัก ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าสืบเนื่องมาจากผลิตผลการออกแบบรัฐธรรมนูญ กฎหมายพรรคการเมือง กฎหมายเลือกตั้งด้วยความคาดหวังไม่อยากเห็นพรรคการเมืองมีการพัฒนาเข้มแข็งเติบโต

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกแบบให้เกิดพรรคเล็กพรรคน้อยพรรคย่อยพรรคกลางเต็มไปหมด ไม่ต้องการให้พรรคการเมืองเข้มแข็งมากเกินไป เพื่อผู้มีอำนาจจะได้ดำรงอำนาจตัวเองอยู่ได้ และสามารถต่อกรพรรคการเมืองได้อย่างเข้มแข็ง แต่พรรคเพื่อไทยไม่ใช่พรรคเพิ่งเกิด มีความเป็นสถาบันของพรรคการเมืองมีความต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มก่อตั้งปี 2541 ถึงวันนี้ 20 ปีแล้ว

“เป็นการเติบโตขึ้นท่ามกลางการต่อสู้วิกฤตการณ์ต่างๆ ที่ถูกกระทำมาตลอดเวลา เพราะฉะนั้นพรรคเพื่อไทยหรือไทยรักไทยเป็นต้นไม้เติบใหญ่เข้มแข็งฝ่าพายุ อุปสรรคต่างๆ ผ่านการยุบพรรคมา 2 ครั้งตัดสิทธิกรรมการบริหารทำลายบั่นทอนให้มีพลังอ่อนด้อยลง แต่สิ่งหนึ่งที่เขาบั่นทอนไม่ได้ คือฐานประชาชนที่ให้การสนับสนุนเพื่อไทยจนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งที่ผ่านมา 20 ปี”

ภูมิธรรม กล่าวว่า ประชาชนตื่นตัวรับรู้เรื่องราวข่าวสารมากมาย รับรู้ว่าเพื่อไทยคิดทำและตอบสนองประชาชนอย่างไร และถูกกระทำอย่างไร แต่ประชาชนก็ยังเข้าใจ โอบอุ้มเพื่อไทย ชี้ให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยยืนอยู่ข้างประชาชน “ฆ่าไม่ได้ทำลายไม่หมด” ตรงนี้จึงไม่เกิดปัญหาอะไรมาก

“ในความเป็นจริงการใช้พลังดูดครั้งนี้ทำมาอย่างต่อเนื่องไม่ใช่เพิ่งเริ่มทำ แต่ทำมาหลายเดือนช่วงที่พยายามดึงนักการเมืองเราออกไป แต่ไม่ได้รับความร่วมมือเท่าไหร่เพราะฐานประชาชนแข็งแรง นักการเมืองต้องรู้ว่า การเลือกอยู่เพื่อไทยเป็นหนทางที่เป็นประโยชน์นำไปสู่ชัยชนะเลือกตั้งได้ดีกว่า สิ่งที่ผู้มีอำนาจพยายามทำจึงไม่สามารถทำอะไรได้”

เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ชี้แจงว่า หากพิจารณาข้อมูลจากการเลือกตั้งล่าสุด 2554 มีอดีต สส.ที่ตัดสินใจย้ายออกจากพรรคประมาณ 28 คน ที่ต้องนับเช่นนี้เพราะบางคนเริ่มนับตั้งแต่ตั้งพรรคปี 2541 จนมี สส.ย้ายออกไปเป็น 100 คนทั้งที่บางคนไม่ได้ทำงานกับพรรคมา 20 ปี หรือหลายคนหมดบทบาทการเมืองไปแล้วเพิ่งถูกดึงขึ้นมาใหม่

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาจากประวัติศาสตร์การเมืองไทยมีคนเปลี่ยนแปลงโยกย้ายพรรคไปแล้วไม่ได้กลับเข้าสภาถึง 20-30% และมี สส.หน้าใหม่เข้ามา เราผ่านประสบการณ์เช่นนี้มาตั้งแต่ไทยรักไทย เคยมีการเลือก สส.หน้าใหม่ล้วนๆ หรือที่เรียกว่านกแล มาสู้ 120 คนเข้าสภามาหมดล้มช้างมาหมด

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่านักการเมืองที่ออกไปแต่ละคนมีคะแนน สส.ติดตัว แต่เหนืออื่นใดคือระบบพรรคการเมืองที่พัฒนาต่อเนื่องมาถึง 20 ปี คราวนี้การเลือกตั้งเป็นบัตรเดียว แม้จะชอบคนนั้นคนนี้ส่วนตัว แต่เลือก สส.ไปหนึ่งคนไม่สามารถทำอะไรได้ หากไม่ใช่ สส.ที่สังกัดพรรคซึ่งตอบโจทย์เขา ดังนั้นการที่ สส.หนึ่งคน ย้ายฟากไม่ได้หมายความว่าจะโยกคะแนนติดตัวไปด้วย โดยเชื่อว่าเราจะได้ที่นั่งของเราที่สูญเสียไปจากถูกกระชากลากดึงของผู้มีอำนาจคืนไปเกือบทั้งหมด

“หัวใจเรื่องนี้อยู่ที่พรรคการเมืองเข้มแข็งมีแบรนด์น่าเชื่อถือ พี่น้องประชาชนให้ความไว้วางใจหรือเปล่า อดีตถึงปัจจุบัน เพื่อไทยได้รับการยอมรับจากพี่น้องประชาชนมีตัวแทนที่เข้าใจปัญหาพี่น้องประชาชนอย่างดี พูดอะไรตรงใจตรงประเด็นเพราะรู้ปัญหา เข้าถึงปัญหา มีทางออก”

นอกจากนี้ สิ่งที่ประชาชนเผชิญใน 5 ปีที่ผ่านมาชีวิตเขาเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นหรือไม่ สิ่งที่บอกเขาคือเศรษฐกิจดี จีดีพีสูง แต่สวนทางกับที่ประกาศคือเขาเอามือตบกระเป๋าไม่มีเงิน กำลังซื้อตก เศรษฐกิจซบเซา รัฐบาลนี้ไม่ตอบโจทย์เขา พรรคพลังประชารัฐซึ่งคล้ายเป็นฝ่ายรัฐบาล จึงต้องประสบความยากลำบาก

“โดยรวมเราไม่หนักใจ แต่เราก็ต้องไม่ประมาท ทำงานให้เต็มที่หลายคนเคยทำงานการเมืองในพื้นที่มานาน มีเครือข่าย แต่ผมคิดว่าวันนี้พัฒนาการทางความคิดในเขตเลือกตั้งต่างๆ ซึ่งมองเลยไปจากตัวคนคนหนึ่ง ไปสู่การเลือกแนวนโยบายที่เป็นทิศทางใหญ่ นโยบายอะไรตอบสนองเขาได้ ที่สุดเขาจะเลือกพรรคที่ตอบสนองมีนโยบายแก้ปัญหาระยะยาว”

ภูมิธรรม มองว่า ยุทธศาสตร์แตกแบงก์พันจะไม่ทำให้พรรคอ่อนแอลงเหมือนกับที่หลายคนประเมิน เพราะประชาชนเข้าใจว่ามาจากผู้มีอำนาจออกแบบรัฐธรรมนูญ ซึ่งเขารู้ว่าพรรคไหนบ้างยืนอยู่ฝ่ายสนับสนุนการมีอำนาจของผู้มีอำนาจปัจจุบัน ฝ่ายไหนสนับสนุนประชาธิปไตย ถ้าเขาเชื่อว่าประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือสำคัญเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้น เขาก็จะตัดสินใจเลือกสนับสนุนพรรค สนับสนุนประชาธิปไตย

อย่างไรก็ตาม ในแต่ละพื้นที่อาจมีพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยพรรคอื่นทำหน้าที่ ประชาชนก็จะตัดสินใจ เหมือนมนุษย์ทั่วไป บางคนอาจจะชอบคนหนึ่งมากกว่าเพราะรู้สึกเข้ากันได้ ดังนั้นการตัดสินใจที่แตกต่างกันไป รสนิยมความพอใจของแต่ละคนและไม่สร้างความสับสนเพราะประชาชนมีวิจารณญาณ เขารู้ว่าในพื้นที่การตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองไหน ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับชีวิตเขาหรือชุมชนเขา

เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สำหรับยุทธศาสตร์การหาเสียงแต่ละพรรคก็จะมียุทธศาสตร์ของตัวเอง ส่วนการวางตัวผู้สมัคร สส.นั้นตอบแทนพรรคอื่นไม่ได้ แต่เพื่อไทยพื้นที่ไหนพร้อมเราก็ส่งทุกที่ไม่มีปัญหา โดยจะพยายามส่งให้เต็มที่มากสุด ซึ่งการส่งผู้สมัครไม่ได้อยู่ที่ความต้องการเราฝ่ายเดียว ต้องอยู่ที่พี่น้องประชาชนหรือมีผู้สนใจการเมืองอาสาหรือไม่ เราต้องคัดให้ได้คนที่ตอบโจทย์พี่น้องประชาชนได้ดีที่สุด

ถามว่าการแข่งกันเองระหว่างพรรคแบงก์พันแบงก์ร้อยอาจทำให้ตาอยู่แทรกตัวมาเอาชนะในพื้นที่นั้น ภูมิธรรม กล่าวว่า ในการเลือกตั้งนักการเมืองที่ดีไม่ควรคิดรายละเอียดจุกจิก เรามีหน้าที่เสนอตัวเราให้ดีสุด คิดอะไรมีอุดมการณ์แบบไหนในการแก้ปัญหาประชาชน สุดท้ายประชาชนเป็นคนตัดสินใจ

ส่วนความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจนมีการออกมาดักคอว่าอย่าผลักมิตรไปเป็นศัตรูนั้น ภูมิธรรม มองว่า อย่างน้อยก็สะท้อนให้เห็นเจตนารมณ์ที่ดีต่อกัน เราต่อสู้กันในกระบวนการประชาธิปไตย ต้องระมัดระวังตัวในการแข่งขันพิสูจน์ตัวเองให้ประชาชนได้ตัดสินใจ ไม่ถึงขนาดมองกันเป็นศัตรูทำลายล้างกัน ไม่สร้างสรรค์ ฟังอย่างนี้แล้วยิ่งน่าสบายใจ

ภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่หนักใจกับการอัดนโยบายซื้อใจประชาชนช่วงนี้ แต่อีกด้านหนึ่งได้พิสูจน์ให้เห็นว่า สิ่งที่เขาเคยวิพากษ์วิจารณ์นักการเมืองตลอดแสดงว่าอาจไม่เป็นอย่างนั้น ไม่เช่นนั้นคงไม่ทำตาม หรือเขาอยากจะเอาชนะเพื่อให้ได้เข้ามาเป็นรัฐบาลใหม่ มีอำนาจใหม่โดยไม่คำนึงสิ่งนั้นถูกหรือผิด ซึ่งเขาเองน่าจะเป็นคนตอบโจทย์นี้ยากกว่าเรา

นอกจากนี้ การที่เขาเริ่มใช้วิธีจำหน่ายจ่ายแจกเต็มที่เลียนแบบสิ่งที่หลายคนเคยทำ สะท้อนให้เห็นว่า การที่แถลงที่ผ่านมาว่าประสบความสำเร็จตลอด 4-5 ปี ตรงข้ามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เขาถึงต้องโน้มน้าวซื้อความนิยม แต่สิ่งที่น่ากังวลใจคือ สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำ หรือผู้มีอำนาจกำลังทำคือการหยิบเอาเงินในอนาคต ภาษีประชาชนมาใช้ตอบสนองการได้ความนิยมของประชาชน เพียงเพื่อหวังว่าตัวเองจะได้เข้าสู่อำนาจอีกครั้ง

“ทั้งหมดสะท้อนความอับจน หรือไม่มีทางเลือกอื่นที่จะมาดึงความนิยมจากประชาชน ไม่สามารถใช้ผลงานในอดีตที่สะสมมา 4 -5 ปีสร้างการยอมรับ หยิบเอาเงินมหาศาล เงินกู้ เงินคงคลังเงินอนาคตบ้างมาใช้สร้างความนิยมให้ประชาชน เป็นการใช้เงินระยะสั้นไม่ได้หวังผลระยะยาวไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ”

ถามว่าเพื่อไทยจะมีนโยบายอะไรไปแข่ง ภูมิธรรม กล่าวว่า สิ่งที่ประชาชนได้รับคงต้องบอกว่าเราเห็นด้วยกับหลักการที่ประชาชนมีทรัพยากรมากขึ้น แต่หากเลือกเรา เรามีทางออก เพื่อไทยมีประสบการณ์ ความสามารถ มีศักยภาพการแก้ปัญหาประชาชน

ล่าสุดกับการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่นั้น ภูมิธรรม กล่าวว่า การแบ่งเขตเลือกตั้งเป็นรูปธรรมสะท้อนข้อกล่าวหาวิพากษ์วิจารณ์ต่อรัฐบาล กลุ่มผู้มีอำนาจที่ชัดเจนว่ามีการใช้อำนาจบิดเบือนการตัดสินใจที่เคยกระทำการมาแล้วผ่านการประชามติมาแล้วให้มีการเปลี่ยนแปลง

“เห็นได้ชัดว่าเขตพื้นที่ที่คนของเราเคยถูกทาบทามไปแต่ไม่ยอมไปนั้น ได้รับผลกระทบคือการผ่าเขตย่อยๆ ค่อนข้างมาก บางคนถูกโน้มน้าวตัดสินใจดึงไปได้ ก็แบ่งเขตเอื้ออำนวยมากกว่า สะท้อนให้เห็นชัดเจน แต่ผมคิดว่ารัฐบาลหรือผู้มีอำนาจผิดพลาดอย่างหนึ่งคือประเมินศักยภาพและพลังของพี่น้องประชาชนต่ำไป การใช้ความเชี่ยวชาญแบ่งเขตเลือกตั้งเอื้อประโยชน์กลุ่มของตนจะเป็นปัจจัยชี้ขาด ประชาชนไทยไม่ชอบคนที่ชอบใช้เล่ห์เพทุบาย เอาเปรียบและสร้างความไม่ยุติธรรมกับคนอื่น”

ถามว่าเป็นห่วงเรื่องการใช้อำนาจพิเศษของ คสช.ในช่วงการเลือกตั้งหรือไม่ ภูมิธรรม กล่าวว่า “ผมเชื่อในอำนาจประชาชนไม่เชื่ออำนาจพิเศษ ซึ่งมีมุมอันจำกัดหลายเรื่อง อำนาจพิเศษแก้ปัญหาไม่ได้ สุดท้ายจะอยู่ที่จิตใจประชาชนว่าคิดหรือตัดสินใจอย่างไร อำนาจพิเศษไม่สามารถเปลี่ยนใจพี่น้องประชาชนได้”

นักปั่นจักรยาน “เสี่ยงอันตราย” ถนนไหล่ทางถูกยึดทำกิจกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/572623

  • วันที่ 02 ธ.ค. 2561 เวลา 08:04 น.

นักปั่นจักรยาน "เสี่ยงอันตราย" ถนนไหล่ทางถูกยึดทำกิจกรรม

ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยบนถนนชี้ นักปั่นจักรยานในไทยต้องเสี่ยงอันตรายสูงจากพื้นที่ไล่ทางบนถนนที่ถูกยึดทำกิจกรรมสารพัด

******************************

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ท้องถนนของไทยไม่ปลอดภัยทุกหย่อมหญ้า แม้แต่บนทางเท้าที่เกิดเหตุการณ์มอเตอร์ไซค์ชนเด็กเสียชีวิต

กระทั่งนักขับขี่จักรยานก็เช่นกัน มีอุบัติเหตุหลายครั้ง ไปจนถึงนักปั่นชื่อก้องโลกยังต้องมาจบชีวิตบนท้องถนนในประเทศไทย

ต้องยอมรับว่ากีฬาปั่นจักรยานทั่วโลกให้ความนิยมอย่างแพร่หลาย สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่อย่างดี แต่กายภาพในเส้นทางสองล้อของนักปั่นจักรยานในไทย ยังไม่ตอบโจทย์เหล่านักปั่นเท่าที่ควร นั่นทำให้เกิดข้อสงสัยในทางกายภาพถึงความเหมาะสม

นพ.ธนะพงศ์ จินวงศ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน ได้อธิบายถึงกายภาพความปลอดภัยบนถนนในประเทศไทยว่า กายภาพในเส้นทางจักรยานถือเป็นสิ่งที่มีผลต่อความปลอดภัยกับนักปั่นจักรยาน โดยปกติแล้วจักรยานทุกคันจะใช้พื้นที่ประมาณ 1-1.30 เมตรของการขี่บนถนนที่มีไหล่ทางกว้าง ถือว่าปลอดภัย

สำหรับถนนในประเทศไทย โดยเฉพาะในเขตชนบทหรือถนนที่ผ่านการเวนคืนมักมีลักษณะไหล่ทางแคบ มีถนนเพียง 2 เลนให้รถวิ่งสวนกัน นั่นหมายความว่ามีโอกาสสูงที่จักรยานจะวิ่งปนเลนรถยนต์ สุ่มเสี่ยงอันตรายทั้งเหตุเฉี่ยวชนที่อาจส่งผลต่อชีวิต

“ไม่ว่าเวลากลางวันหรือกลางคืน สมมติว่าเป็นถนนที่ไม่มีไหล่ทาง หากวิ่งปนกับเลนรถยนต์บนถนน เราขับรถมา 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แล้วฝั่งตรงข้ามมีรถวิ่งสวนมา แต่ข้างหน้าเรามีรถจักรยานขี่อยู่ ในความเร็วสัมพัทธ์นั้น ระหว่างจักรยานกับรถยนต์ต่างกันเยอะ เฉลี่ยจักรยานปั่นอยู่ประมาณ 15-20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่รถที่วิ่งมา 60 กิโลเมตรฯ จะทำให้เบรกไม่ทัน ถ้ารถที่ขับไม่ชะลอรถจักรยานที่ปั่นอยู่จะเกิดอันตราย เนื่องจากความสัมพัทธ์ต่างกันถึง 30 กิโลเมตรฯ”

นพ.ธนะพงศ์ อธิบายกายภาพอีกว่า ส่วนความเสี่ยงถนนที่มีไหล่ทาง พบว่า ในประเทศไทยถูกใช้กับกิจกรรมอื่น เช่น รถจอดริมทาง (มีอุปกรณ์ยื่นออกมานอกรถ) ร้านค้าขายของ ฝาท่อ ถนนขรุขระ ฯลฯ ทำให้ผู้ขี่จักรยานต้องปั่นปนกับเลนรถยนต์ เสี่ยงต่อการเกิดการชนเช่นกัน เหมือนกรณีตัวอย่างที่นักปั่นถูกไม้ไผ่แทงตาบอดขณะปั่นจักรยาน ตรงนี้ก็มาจากรถที่จอดริมทาง

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการขับรถย้อนศร พบว่าถนนหลายจุดมีพฤติกรรมการขับขี่ย้อนศร เช่น จุดขยายถนน 4 เลน 6 เลน แล้วก่อสร้างเกาะกลาง ทำให้ต้องสร้างจุดยูเทิร์นไกล เพราะเดิมคนในชุมชนคุ้นชินกับการข้ามถนนแบบเดิม จึงพบเห็นการขี่ย้อนศร และเมื่อจักรยานปั่นมาหากเกิดการชนแบบปะทะกับจักรยาน จะทำให้จักรยานกระเด็นออกมาบนถนน เสี่ยงต่อการถูกรถทับบาดเจ็บเสียชีวิต

ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน กล่าวอีกว่า แม้ถนนมีไหล่ทาง แต่ก็มีกิจกรรมข้างทางหลายอย่าง รวมถึงถนนที่กว้าง รถจะขับเร็วและเสี่ยงต่ออันตรายสำหรับนักปั่น ทั้งหมดมันชี้ว่าสำคัญกับเรื่องกายภาพ เพียงแต่เป็นเรื่องกายภาพที่ไม่ใช่การกำกับ ซึ่งนั่นคือโอกาสเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับนักปั่นจักรยาน

กลุ่ม Thai Cyclists’ Network จัดกิจกรรมไว้อาลัยให้กับฟรานซิสโก วิลลา นักปั่นผู้เดินทางเพื่อปั่นจักรยานมาแล้ว 5 ทวีปทั่วโลก ที่ประสบ อุบัติเหตุเสียชีวิตที่ประเทศไทยเมื่อหลายปีก่อน

เช่นเดียวกับ ธงชัย พรรณสวัสดิ์ ประธานชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย ผู้คร่ำหวอดในวงการจักรยาน สะท้อนความคิดส่วนตัวว่า สิ่งสำคัญที่สุดในการปั่นจักรยานของนักปั่นทุกคนคือ ต้องทำให้ตัวเองปลอดภัย จงทำให้คนอื่นเห็น นั่นคืออุปกรณ์ในการปั่นจักรยาน เช่น เสื้อผ้า สัญลักษณ์ ไฟส่องสว่าง ฯลฯ ต้องทำให้คนอื่นเห็นเราให้เด่นชัดที่สุด เพื่อความปลอดภัยในการขี่รถจักรยาน หากเราไม่ปฏิบัติความสุ่มเสี่ยงต่างๆ อาจส่งผลต่อการเกิดอันตรายที่ไม่คาดคิด โดยเฉพาะการปั่นบนถนนหลวงที่อาจเกิดอุบัติเหตุได้

นักปั่นผู้เชี่ยวชาญคนเดิมยังถอดประสบการณ์ให้ฟังด้วยว่า “การแข่งขันในรายการต่างๆ ส่วนใหญ่ทางผู้จัดการรับทราบอยู่แล้วว่าต้องดำเนินการให้ปลอดภัย ป้องกันอันตรายให้กับนักปั่น โดยปล่อยนักปั่นเป็นกลุ่มก้อน อาจคิดว่านักปั่นจะเกาะกลุ่มกันไป ในความจริงศักยภาพของนักปั่นแต่ละคนไม่เท่ากัน อาจมีคนถูกทิ้งไว้ให้ปั่นไปตามลำพัง และในการแข่งขันในรายการต่างๆ จะมีการกำหนดเวลาตัดตัวผู้แข่งขัน ทำให้ผู้แข่งขันต้องเร่งความเร็วจนขาดความรอบคอบ เช่น การปั่นจักรยานระยะทาง 1,000 กิโลเมตร แน่นอนว่าต้องผ่านเส้นทางที่อาจมีการจราจรหนาแน่น หรือจุดจราจรต่างๆ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับผู้จัดงานว่าจัดการดูแลความเรียบร้อยอย่างไร กล่าวคือ ขึ้นกับความรับผิดชอบของผู้จัดการแข่งขันนั้นๆ ด้วยเช่นกัน” ผู้คร่ำหวอดวงการจักรยาน ระบุ

ธงชัยให้ภาพความเชื่อมโยงของกลุ่มผู้ใช้จักรยานว่า ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่ากลุ่มคนใช้จักรยานแบ่งออกได้เป็น 1.กลุ่มคนใช้จักรยานที่ปั่นโดยทั่วไปปกติ 2.กลุ่มนักจักรยาน กลุ่มนี้มีเป้าหมายชัดเจนคือกลุ่มคนที่สร้างรายได้ สร้างการท่องเที่ยว เกิดเม็ดเงินจากการจัดกิจกรรม มีรายได้หลั่งไหลเข้ามาในประเทศ กลุ่มนี้ถือว่ามีความสำคัญและมีการใช้จักรยานจำนวนมาก

3.กลุ่มคนขับรถ กลุ่มนี้เป็นผู้ใช้รถบนถนน ซึ่งเราไม่สามารถบังคับคนกลุ่มนี้ บางคนขาดจิตสำนึกประมาทในการขับขี่ ไร้ใบอนุญาต บางคนถูกยึดใบขับขี่แต่ยังสามารถมาขับรถได้ นั่นจึงโยงไปถึงกลุ่มที่ 4.คือกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ไม่อาจบังคับใช้กฎหมายดำเนินคดีอย่างจริงจัง จนเกิดผลกระทบต่างๆตามมาอย่างไม่คาดคิด ทั้งหมดมีความเชื่อมโยงเป็นขบวน

“ในฐานะที่เคยปั่นจักรยานแล้วในหลายประเทศทั่วโลก และเติบโตมากับงานวิศวกรรม ยืนยันประเทศมีสภาพถนนที่ดีมาก เหมาะแก่การปั่นจักรยาน มีพื้นที่ไหล่ทางกว้างขวาง การันตีได้เลยว่าเป็นถนนที่ดีต่อการปั่นจักรยาน ทัดเทียมท้องถนนอื่นๆ ในนานาประเทศทั่วโลกได้เลย” ธงชัย ยืนยันถนนไทยดีปลอดภัย

เลือกตั้ง ‘ขอนแก่น’ ระอุ พปชร.ท้ารบพรรคทักษิณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/572394

  • วันที่ 30 พ.ย. 2561 เวลา 06:36 น.

เลือกตั้ง 'ขอนแก่น' ระอุ พปชร.ท้ารบพรรคทักษิณ

โดย…จักรพันธ์ นาทันริ

สมรภูมิถึงวันนี้แล้วเหลือเพียงไม่กี่วันก็จะถึงVOTE วันเลือกตั้งตามที่รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำหนด ทำให้วันนี้กระแสการเมืองทั้งในระดับชาติและเลือกตัง 2562 ระดับจังหวัดนั้นกลับมาคึกคักอีกครั้ง

เช่นเดียวกันกับที่ ขอนแก่น ที่เป็นฐานที่มั่นสำคัญของพรรคเพื่อไทย ซึ่ง ในวันนี้กำลังเป็นจังหวัดที่มีสีสันทางการเมืองและการแข่งขันดุเดือดเลือดพล่านอีกแห่งหนึ่ง ดูได้จากการประกาศเปิดตัวการเป็นสมาชิกพรรค ที่พบว่ามีทั้งอดีตรัฐมนตรี อดีต สส. รวมไปถึงนักการเมือง ในระดับท้องถิ่น และนักการเมืองหน้าเก่าและหน้าใหม่ ต่างเร่งลงพื้นที่หรือประกาศจุดยืนทางการเมืองเพื่อเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

การเลือกตั้ง สส.ขอนแก่นครั้งที่ผ่านมาเมื่อปี 2557 มี สส.ได้ทั้งหมด 10 เขต 10 คน โดยในการเลือกครั้งนั้นพรรคเพื่อไทยกวาดที่นั่ง สส.ได้แบบยกจังหวัด ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้นจะรัฐประหารในเวลาต่อมา

จากวันนั้นจนถึงเวลานี้สนามการเลือกตั้งกำลังเปลี่ยนไป โดยมีปัจจัยจากระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงการแบ่งเขตเลือกตั้งที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพิ่งประกาศไปเมื่อเร็วๆ นี้

ปัจจุบันสนามเลือกตั้งขอนแก่นตามประกาศของ กกต. มี สส.ได้ทั้งหมด 10 คน แม้ด้านหนึ่งจะดูเหมือนว่า พรรคเพื่อไทยในฐานะเจ้าของพื้นที่เดิมนั้น มีภาษีดีกว่า แต่ต้องไม่ลืมว่า ณ เวลานี้เกิดระบบการแตกพรรคของพรรค เพื่อไทยมาเป็นพรรคไทยรักษาชาติ และการเกิดขึ้นมาของพรรคพลังประชารัฐ ที่มาพร้อมกับพลังดูด ทำให้สมรภูมิ เลือกตั้งเมืองหมอแคนรอบนี้อาจไม่ แบเบอร์เหมือนกับครั้งที่ผ่านมา

เริ่มจาก พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ซึ่งกุมบังเหียนสนามนี้โดย เอกราช ช่างเหลา แกนนำพรรคพลังประชารัฐภาคอีสาน ได้ทำการคัดสรรตัวบุคคลในการสมัครรับการเลือกตั้งเองกับมือครบทั้ง 10 เขต แต่ละรายมีความน่าสนใจแทบทั้งสิ้น

โดยเฉพาะกับการลงสนามของ “วัฒนา ช่างเหลา” รองนายก อบจ.ขอนแก่น และประธานสโมสรฟุตบอลขอนแก่น ยูไนเต็ด ที่ขอชิมลางการเมืองระดับชาติเป็นครั้งแรก ต่อด้วย สมศักดิ์ คุณเงิน ประธานสภาเกษตรกร จ.ขอนแก่น อดีตกรรมการบริหารไทยรักไทย เท่านั้นยังไม่พอยังคงมีการทาบทามนักการเมืองท้องถิ่นระดับชั้นปรมาจารย์อย่าง เจริญ แซ่เต็ง มาลงสนามการเมืองระดับชาติในครั้งนี้ด้วย

ด้าน พรรคเพื่อไทย (พท.) เจ้าของพื้นที่เดิม บรรดาตัวหลักก็ยังอยู่กันครบ ไม่ว่าจะเป็น ธนิก มาสีพิทักษ์ แกนนำเสื้อแดงภาคอีสาน จักริน พัฒน์ดำรงจิตรมุกดา พงษ์สมบัติ และดวงแข อรรณนพพร ล้วนแต่บิ๊กเนมทั้งนั้น  ไม่เพียงเท่านี้ เตรียมลุ้นเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ ที่จะมีการเปิดตัวผู้สมัครหน้าใหม่ 3-4 คน เพื่อสู้ศึกในการเลือกตั้งในอนาคตด้วย

ขณะที่ พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) แน่นอนว่า “ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช”หัวหน้าพรรค และอดีต สส.พรรคเพื่อไทย จะกลับมาลงรักษาพื้นที่อีกครั้ง

พื้นที่หลักของหัวหน้าพรรคหนุ่ม รายนี้อยู่ที่เขต 9 โดยการเลือกตั้งในปี 2554 ได้รับคะแนนเสียงท่วมท้นไปถึง 74,220 คะแนน ทิ้งอันดับของพรรคประชาธิปัตย์หลายช่วงตัว เมื่อดู จากภาพรวมขอนแก่นแล้ว ลูกแม่แดง-ระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช และเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช อดีตบิ๊กมหาดไทย น่าจะ  อุ่นใจได้ว่าลูกชายคงเดินเข้าสภาอย่างสมศักดิ์ศรีอีกครั้ง

มากันที่ พรรคอนาคตใหม่ น้องใหม่และหน้าใหม่ทางการเมือง เวลานี้ยังคงลงพื้นที่เปิดแคมเปญคาราวานรับสมัครสมาชิกพรรค ที่เน้นกลุ่มคนรุ่นใหม่มาทำงานทางการเมืองตามแนวทางที่พรรคกำหนด โดยหัวเรือของพรรคในการปักธงจังหวัดนี้อยู่ที่ “พริ้ม บุญภัทรรักษา” แม่ของ จตุรภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน

อย่างไรก็ดี ต้องจับตาเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ในกลุ่มของอดีตขั้วการเมืองเดิมที่ทรงอิทธิพลในพื้นที่อย่าง ประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ อดีต รมช.คมนาคม อดีตแกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่มีรายงานว่าจะส่งคนในครอบครัวลงสนามการเมืองระดับชาติในครั้งนี้อีกครั้ง หลังว่างเว้นทางการเมืองมานาน

รวมทั้ง วิฑูรย์ กมลนฤเมธ อดีตแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ วสันต์ ชูชัยทนายความชื่อดังในพื้นที่ ที่วันนี้มาสวมเสื้อ สีเดียวกับ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ในนามพรรครวมพลังประชาชาติไทย

สนามเลือกตั้งขอนแก่นเวลานี้น่าจับตามองเป็นอย่างมาก เพราะหลายพรรคการเมืองมีผู้สมัครที่น่าสนใจและมีดีกรีไม่เป็นสองรองใคร เรียกได้ว่าถ้าใครประมาทและไม่ลงพื้นที่เพื่อรักษาฐานของตัวเอง มีโอกาสที่จะแพ้และพลาดการเดินเข้าสภาไปโดยไม่รู้ตัว

สงครามเพิ่งเริ่ม ไม่ว่าใครจะมีดีอะไร แต่เมื่อลงสนามแล้วถือว่าทุกคนเท่ากันหมด จนกว่าจะปิดหีบเลือกตั้ง ถึงเวลานั้นได้รู้กันว่าใครอยู่ใครไป

ผังแม่บทจุฬาฯ‘ยุทธวิธีฝังเข็ม’ มหา’ลัยต้องไม่น่าเบื่อ ดูดคนเข้าเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/572291

  • วันที่ 29 พ.ย. 2561 เวลา 06:43 น.

ผังแม่บทจุฬาฯ‘ยุทธวิธีฝังเข็ม’ มหา’ลัยต้องไม่น่าเบื่อ ดูดคนเข้าเรียน

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำเสนอโครงการผังแม่บทจุฬาฯ ศตวรรษที่ 2 “ปรับ-เปลี่ยน-เปิด” เพื่อออกแบบสภาพแวดล้อมทางการศึกษา กระตุ้นการเรียนรู้ สร้างนวัตกรรมใหม่ให้จุฬาฯ สามารถแข่งขันมหาวิทยาลัยระดับโลก

บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในอนาคตจุฬาฯ ยังคงต้องเชื่อมโยงกับสังคมภายนอก โดยระหว่างทางอาจมีการเปลี่ยนแปลงอีกมาก ซึ่งการออกแบบต้องถูกปรับเปลี่ยนให้สอดรับกับยุคสมัยตามไปด้วย ผังแม่บทจุฬาฯ ก็เช่นเดียวกัน การออกแบบไม่ได้ดูเฉพาะในพื้นที่การศึกษาหรือพื้นที่เชิงพาณิชย์ ดังนั้นการออกแบบเพื่ออนาคตจะต้องทำงานให้ดีที่สุดภายใต้ข้อมูลจากสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต และสืบทอดต่อไปยังคนรุ่นใหม่

นิรมล กุลศรีสมบัติ ผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง กล่าวว่า ต้นทางของการเรียนรู้แห่งอนาคตมีความมุ่งมั่นให้มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ ดังนั้นแนวคิดเรื่องการศึกษาในอนาคตจะเน้นเรียนรู้ด้วยตัวเอง เรียนรู้กับชุมชนไปพร้อมกับการปรับเปลี่ยนองค์กรให้เป็นพื้นที่ขัดเกลาความรู้

ทั้งนี้ คณะทำงานได้วางผังแม่บทโดยตั้งโจทย์เริ่มต้นว่ามหาวิทยาลัยมีไว้เพื่ออะไร คำตอบคือ พื้นที่ให้ผู้เรียนสามารถค้นพบตัวเองและสามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลา และถ้าจะก้าวไปสู่มหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรมต้องอาศัยการแลกเปลี่ยนศาสตร์ที่หลากหลาย ดังนั้นต้องส่งเสริมให้เกิดการผสมข้ามศาสตร์ ปรับเปลี่ยนนโยบายลงทะเบียน และปรับเปลี่ยนกายภาพเพื่อกำหนดวัฒนธรรม พฤติกรรมของผู้เรียน จึงเห็นได้ว่าทิศทางของสถานที่เรียนรู้ในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกกำลังทำให้บรรยากาศแตกต่างไปจากห้องเรียนน่าเบื่อ

จากการศึกษาพบว่า พื้นที่การเรียนรู้ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนมีการแลกเปลี่ยน ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ได้หลากหลาย เข้าถึงง่าย เชื่อมโยงพื้นที่ของมหาวิทยาลัย โดยมหาวิทยาลัยนวัตกรรมของอนาคตต้องทำให้ผู้คนจำนวนมากเข้าถึงการศึกษาได้ จากนั้นเรื่องหลักสูตรควรออกแบบตามความสนใจของผู้เรียน และจบการศึกษาออกไปต้องทำงานได้จริง รวมถึงเปิดโอกาสให้อาจารย์หลายมหาวิทยาลัยเชื่อมโยงถึงกันทางด้านงานวิจัยได้

อย่างไรก็ตาม หากการออกแบบเกิดจากศาสตร์ที่หลากหลายนั้นจะต้องทำให้ รั้วและกำแพงที่มีการปิดเปิดตามเวลาราชการ เปลี่ยนเป็นพื้นที่เปิดอิสระ ทำให้ผู้คนเข้ามาได้หลากหลายเชื่อมโยงถึงกันง่าย ผลที่ตามมาคืองานวิจัยจะเพิ่มขึ้น นิสิตอยากเข้ามาเรียน มีพื้นที่ส่วนกลางไม่แบ่งออกเป็นคณะของตัวเอง

“มหาวิทยาลัยควรเป็นพื้นที่ เล่น เรียน และเข้ามาอยู่ได้ตั้งแต่เช้าไปจนค่ำ ก็จะให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้ามศาสตร์มากขึ้น เชื่อมโยงภาครัฐ เอกชน และชุมชน สอดรับด้วยย่านใจกลางเมือง มีระบบขนส่งสะดวก รวมถึงพื้นที่สีเขียวทำให้เป็นจุดแข็ง แต่จุดอ่อนคือ ขั้นตอนกฎระเบียบมาก ไม่สมดุลกับสาธารณูปการ เนื่องจากมีนิสิตอยู่จำนวน 2.5 หมื่นคน ดังนั้นหากไม่มีการปรับเปลี่ยน อาจทำให้งานวิจัยลดลงเพราะต่างคนต่างทำต่างอยู่ นิสิตไม่อยากเรียน อาจารย์อยากลาออก ซึ่งเรื่องทั้งหมดไม่มีใครอยากให้เกิด” นิรมล กล่าว

สำหรับเงื่อนไขการออกแบบผังแม่บท จำนวนนิสิตในอนาคตเชื่อว่าจำนวนผู้เรียนจะคงที่อยู่ที่ 3.6 หมื่นคน ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยอื่นจะลดลง จึงต้องดึงดูดให้คนอยากเรียนที่จุฬาฯ โดยใช้ยุทธวิธีการฝังเข็มคือ พื้นที่งานวิจัย พื้นที่เรียนรู้ พื้นที่กิจกรรม ระบบด้านความปลอดภัย ทั้งหมดต้องเดินถึงกันมีความหลากหลายในแต่ละคณะ ต้องทำให้เกิดความรู้สึกแตกต่างกันระหว่างคณะ

ถัดมาคือโซนสนามศุภชลาศัย มีสภาพแวดล้อมถูกตัดขาดออกจากมหาวิทยาลัย หากเปลี่ยนให้ศาสตร์ด้านการกีฬาเชื่อมโยงกับสถาปัตยกรรม อาจเกิดความร่วมมือกันสร้างเครื่องออกกำลังกาย รองเท้ากีฬา ที่ตอบสนองทั้งสองศาสตร์นี้ได้เป็นอย่างดี อีกส่วนหนึ่งโซนหลังเลิกเรียนหอพัก สนามจุ๊บ เปิดให้ใช้งานได้จนถึงช่วงค่ำ มีพื้นที่ศูนย์บริการทำให้เอกชนเข้ามาติดต่อการทำงานได้โดยตรง ส่วนสนามกีฬาในร่มให้เปลี่ยนเป็นโรงละคร เนื่องจากจุฬาฯ แทบไม่มีโรงละครให้นิสิตได้ใช้ ยิ่งไปกว่านั้นคือหอพัก อาจมีครัวรวมทำให้นิสิตต่างคณะได้เข้ามาใช้ร่วมกัน

นอกจากนี้ ระบบรักษาความปลอดภัยต้องมีไฟส่องสว่างมากขึ้นและทั้งคืน หากโครงการนี้เกิดขึ้นจริงจะทำให้พลังงาน คือ อาจารย์ นิสิต และประชาชนทั่วไป ที่ไหลออกไปสู่ห้างสรรพสินค้านั้น กลับเข้ามาสู่มหาวิทยาลัยได้ยาวนานจนกว่าจะพอใจ

บุญไชย สถิตมั่นในธรรม รองอธิการ บดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เมื่อโลกเปลี่ยนดังนั้นมหาวิทยาลัยก็ต้องปรับเปลี่ยนตามไปด้วย แม้ว่าจะมีกฎระเบียบมากมายที่ทำให้ยุ่งยากอยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็ต้องพยายามเปลี่ยนแปลงในการสร้างบัณฑิต ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ อาทิ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

หมอเอ้ก “New Dem” ปชป. คิดนอกกรอบ ขอเปลี่ยนสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/571164

  • วันที่ 18 พ.ย. 2561 เวลา 11:36 น.

หมอเอ้ก "New Dem" ปชป. คิดนอกกรอบ ขอเปลี่ยนสังคม

ความคิด-วิสัยทัศน์ “หมอเอ้ก-นพ.คณวัฒน์ จันทรลาวัณย์” อีกหนึ่งคนรุ่นใหม่ที่เปิดตัวในนามกลุ่ม “New Dem คนรุ่นใหม่คิดนอกกรอบ”

**********************************

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

อีกหนึ่งคนรุ่นใหม่ที่เปิดตัวในนามกลุ่ม “New Dem คนรุ่นใหม่คิดนอกกรอบ”ที่มาพร้อมแนวคิดการผลักดันการค้ากัญชาให้ถูกกฎหมายด้วยมุมมองที่เห็นว่านี่จะเป็น “โอกาส” ของประเทศไทยที่จะก้าวไปสู่ผู้ผลิตพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ด้วยมูลค่าการตลาด 1.64 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในอีก 7 ปีข้างหน้า

หมอเอ้ก-นพ.คณวัฒน์ จันทรลาวัณย์ ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในแวดวงการแพทย์กว่า 6 ปี คู่ขนานไปกับการร่วมเปิดบริษัท Crowdfunding ระดมทุนเพื่องานด้านนวัตกรรมการแพทย์และงานวิจัย ก่อนผันตัวมาลงทุนในธุรกิจสุขภาพ ณ เวลานี้เขากำลังจะก้าวเข้าสู่ถนนการเมืองเต็มตัว

นพ.คณวัฒน์ ให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ เริ่มตั้งแต่ประเด็นความสนใจงานการเมือง ซึ่งเริ่มตั้งแต่สมัยยังเป็นนักเรียน ถึงขั้นที่ต้องตัดสินใจว่าจะเลือกเรียน “รัฐศาสตร์” หรือ “แพทย์” ​ซึ่งสุดท้ายก็ตัดสินใจเอนทรานซ์และเข้าเรียนที่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จากนั้นต้องไปใช้ทุน​เป็น​แพทย์ประจำโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา สภากาชาดไทย​ จ.ชลบุรี ก่อนกลับมาศึกษาต่อด้านจักษุวิทยา ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ​

ทว่า ในขณะเดียวกันก็ยังสนใจติดตามงานด้านการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง จนช่วงที่ไปอยู่ต่างประเทศเริ่มเห็นว่าปรากฏการณ์การเมืองไทยที่มีการชุมนุมอย่างต่อเนื่องจนเริ่มคิดว่ามีอะไรผิดปกติในการเมืองไทย ขณะที่คนอื่นเริ่มเบื่อหน่าย แต่ตัวเขากลับสนใจอยากจะเข้ามาทำงานด้านการเมือง

“เพราะผมเป็นแบบนั้น ต้องการเห็นคนรุ่นใหม่ๆ ​อยากจะเปลี่ยนแปลงประเทศไปในทางที่ดีขึ้น ในระบอบประชาธิปไตยเป็นเรื่องปกติมากที่คนจะมาถกเถียงกัน แต่ต้องไม่ใช่บนถนน หรือใช้ความรุนแรง เราต้องออกมาจากจุดนั้นไม่เช่นนั้นประเทศจะวนอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ ผมก็คิดแบบง่ายๆ คิดแบบเด็กๆ”

หมอเอ้ก อธิบายว่า จุดเริ่มต้นไม่ได้สนใจว่าจะทำการเมืองในจุดไหน พรรคไหน ตำแหน่งไหน แค่อยากผลักดันนโยบายให้ประเทศดีขึ้น ซึ่งจับพลัดจับผลูเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกับ ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ และรู้จักพี่ชายของไอติม ตั้งแต่สมัยเรียนปีหนึ่งทำให้รู้นิสัยใจคอกัน อุดมการณ์ที่ตรงกัน

“จนประมาณปลายปี 2560 เริ่มมาคุยกันชัดเจนขึ้นไอติมกำลังจับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ยึดมั่นในระบบรัฐสภา และมีอุดมการณ์เสรีนิยมประชาธิปไตยเป็นหลัก ไม่เห็นด้วยกับการล้มเลือกตั้ง ล้มระบอบรัฐสภา ส่วนตัวก็สนใจอยากจะผลักดันนโยบายด้านสาธารณสุขจึงมาคุยกันจริงจังเดือน มี.ค.”

ถามว่าส่วนตัวชื่นชอบพรรคไหนเป็นพิเศษหรือไม่ คณวัฒน์ กล่าวว่า ไม่ได้สนับสนุนพรรคใดเป็นพิเศษ ชอบเป็นรายบุคคลมากกว่า เพราะพรรคการเมืองไทยยังไม่ได้ชัดเจนในเชิงอุดมการณ์เหมือนสหรัฐที่มีพรรคคอนเซอร์เวทีฟ เลเบอร์ เดโมแครต รีพับลิกัน

“อย่างคุณอภิสิทธิ์ก็เป็นไอดอลคนหนึ่งผมชอบในฐานะนักการเมืองมืออาชีพ ซื่อสัตย์ หรือคุณทักษิณ (ชินวัตร) ก็ชอบในการบริหารจัดการพื้นฐานเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ และมาใช้บริหารประเทศ​ผมชื่นชมเขาที่พูดวิชั่นในนโยบาย และทำให้เกิดขึ้นได้จริง แต่ระหว่างทางมีคอร์รัปชั่นก็ไม่เห็นด้วย”​

​หมอเอ้ก เล่าให้ฟังว่า ไม่ได้มีพรรคการเมืองไหนมาทาบทาม แต่ส่วนตัวแล้วก็รู้จักกับผู้ใหญ่หลายๆ คนในพรรคอื่น อย่างเพื่อไทย ก็รู้จักกับ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ที่มองประชาชนเป็นหลัก และเคยไปขอคำแนะนำในเส้นทางอาชีพ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในแง่นโยบาย ส่วนของพรรคประชาธิปัตย์เองก็มีหลายคนที่คุยมาตลอด

นพ.คณวัฒน์ เล่าให้ฟังว่า ส่วนตัวต้องการผลักดันให้เกิดนโยบาย 3 เรื่อง ได้แก่ 1.ระบบบริจาคอวัยวะให้เป็นแบบ Opt-out system จากปัจจุบันที่เมืองไทยเป็นแบบ Opt-in system คือใครอยากเป็นผู้บริจาคอวัยวะก็เข้าไปขึ้นทะเบียน ซึ่งระบบนี้มีคนมาบริจาคน้อย ขณะที่ฝั่ง ออสเตรีย ฝรั่งเศส เขาเปลี่ยนวิธีคิดคือทุกคนที่เป็นพลเมืองคือผู้บริจาคทั้งหมด ยกเว้นคนที่ไม่อยากบริจาคก็ไปแจ้งว่าจะออกจากโปรแกรมซึ่งทำได้ทุกเมื่อและจะได้รับการปกปิดข้อมูล

ทั้งนี้ หากเปลี่ยนระบบมาเป็น Opt-out คนบริจาคจะเยอะมาก ยกตัวอย่าง ออสเตรีย ซึ่งเป็นระบบ Opt-out ขณะที่เยอรมนีประเทศติดกัน ใช้ระบบ Opt-in คนบริจาคแตกต่างกันชัดเจนคือ 99% กับ 20% จากประสบการณ์เป็นหมอตาที่ต้องรอเปลี่ยนตาบางคนรอ 5 ปี ยังไม่ได้คิว บางคนเสียชีวิตไปก่อน

“ตรงนี้มีความเป็นไปได้ที่จะเปลี่ยนระบบ แต่ต้องมีการวางแผน​ ให้มีการเตรียมตัวของรัฐ หน่วยจัดเก็บ สถานที่จัดเก็บ เจ้าหน้าที่มีความรู้พอหรือยัง อย่างอังกฤษยังไม่ได้เปลี่ยนระบบ หากผ่านนโยบายก็จะต้องรอ 5-10 ปี ถึงจะเริ่มใช้ ให้มีเวลาเตรียมตัวทั้งประชาชน หน่วยงานรัฐ”

​2.จัดทำระบบฐานข้อมูลสุขภาพ เพราะระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ประกันสังคม เวลาเราเที่ยวต่างจังหวัด เข้าโรงพยาบาลถ้าไม่ใช่เรื่องฉุกเฉินก็จะส่งตัวมาที่ต้นสังกัด ไม่รักษาที่โรงพยาบาลที่นู่น หรือการเรียกประวัติคนไข้ ก็ยังทำไม่ได้เพราะระบบไม่เชื่อมต่อกัน หรือกรณีฉุกเฉินเกิดอุบัติเหตุคนไข้หมดสติ ต้องการประวัติคนไข้ก็เป็นไปไม่ได้

รวมทั้งยกตัวอย่างเช่นเวลาเข้าตรวจโรงพยาบาลฉะเชิงเทรา รักษาไม่ได้ต้องไปโรงพยาบาลใหญ่ขึ้น ทั้ง ศิริราช รามาธิบดี จุฬาฯ ต้องเขียนใบส่งตัว ก็ยังไม่สามารถส่งตัวทางอิเล็กทรอนิกส์ และเขียนเป็นกระดาษหน้าเดียว บางคนมีรายละเอียดเยอะมากไม่ใช่จะเขียนได้หมดแค่หน้าเดียว ​

“ผมจึงสนใจอยากให้ประเทศมีระบบฐานข้อมูลจริงจัง แต่ละคนเป็นเจ้าของฐานข้อมูลสุขภาพของตัวเอง เช่น นาย ก. อนุมัติให้โรงพยาบาลเข้าถึงข้อมูลได้ โรงพยาบาลก็จะเห็นข้อมูลทั้งหมดตั้งแต่เกิดว่า นาย ก. มีโรคประจำตัวอะไร กินยาอะไรอยู่ ผ่านการผ่าตัดอะไรมาบ้าง ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขจะอิมพลีเมนต์นโยบาย ก็จะมีฐานข้อมูลว่าประชากรมีปัญหาสุขภาพอะไรบ้างหนึ่งสองสามสี่ห้า”

หมอเอ้ก อธิบายว่า งบประมาณในส่วนนี้ใช้ไม่มาก เพราะมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยได้อย่าง “บล็อกเชน” ที่จะช่วยให้แต่ละคนมีข้อมูลตัวเอง คนข้างนอกก็แฮ็กเข้ามาเปลี่ยนแปลงประวัติไม่ได้ ซึ่งหากรัฐจะลงทุนวางระบบเองหมดก็อาจจะมีค่าใช้จ่ายสูงพอสมควร การเปิดให้เอกชนมาประมูลแข่งอาจจะประหยัดได้พอสมควร

“ตอนอยู่ที่อเมริกาช่วยที่ Kickstarter Indiegogo กำลังดัง ทำให้มีโอกาสได้เรียนรู้เรื่องพวกนี้มาบ้าง แต่ส่วนตัวไม่ได้เป็นคนเก่งเรื่องนี้ แต่โชคดีมีทีมงานที่จบด้านไฟแนนซ์ ทำให้เข้าใจมากขึ้น และต้องคอยอัพเดทตัวเองอย่างเรื่องคราวด์ฟันดิ้งที่เริ่มตั้งแต่สมัยบิตคอยน์ยังถูกๆ ใช้ซื้อพิซซ่าจนเดียวนี้แพงมากและเริ่มตก”

3.เปิดการค้ากัญชา ซึ่งเป็นโอกาสของเมืองไทย เพราะว่าตอนนี้ประเทศแคนาดาเปิดเสรีทั้งเสพเพื่อความบันเทิงด้วยซ้ำ หลายรัฐในสหรัฐเป็นตลาดที่กำลังมา ในอีก 7 ปี ตลาดกัญชาโลกจะอยู่ ที่ 1.64 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่หลายประเทศยังไม่ผ่อนปรนให้ปลูกกัญชาเสรี ทำให้อุปทานยังน้อยอยู่ถ้าไทยชิงจังหวะก่อนได้ เป็นผู้เล่นหลักในตลาดก็จะเป็นโอกาส

“เราไม่ได้เข้าไปถกเถียงว่าควรเสพกัญชาเสรีหรือไม่ แต่พูดในแง่เสรีการผลิต การปลูก การสกัดสาร เพื่อส่งออกเป็นรายได้ประเทศ ​ส่วนการใช้ทางการแพทย์รัฐบาลปัจจุบันก็เห็นด้วย แต่เรื่องเสพเพื่อความผ่อนคลาย บันเทิง จากงานวิจัยมีทั้งบอกว่าจะช่วยลดการเสพยาเสพติดอื่นๆ หรือเปิดเสรีก็ไม่กระทบกับยาเสพติดอื่น ซึ่งเป็นงานวิจัยต่างประเทศ หากจะมองบริบทของไทยต้องมาทำวิจัยของไทยเองต่อไป”

รวมทั้งหากจะลงลึกในรายละเอียดก็ต้องไปดูว่าการสกัดสารจากกัญชา มีสาร CBD และ THC ความเข้มข้นของสารเหล่านี้ยิ่งมากยิ่งมีผลต่อการเสพติด ต้องมาศึกษาว่าจะผ่อนปรนความเข้มข้นควรจะเป็นเท่าไรไม่เกินกี่เปอร์เซ็นต์ เพื่อความผ่อนคลาย เป็นปัจจัยยิบย่อยที่จะต้องไปพิจารณารายละเอียด

นพ.คณวัฒน์ มีข้อเสนอเกี่ยวกับกัญชาคือ​ ควรเปิดการค้า รัฐส่งเสริมงานวิจัยสายพันธุ์กัญชา เพราะไทยมีความได้เปรียบ สมัยสงครามเวียดนาม “ไทยสติ๊ก” กัญชาแท่งที่เผ่าม้งทำเป็นที่รู้จักในกลุ่มจีไอ เพราะเสพแล้วมีความสุข วันถัดมาไม่แฮง จนขึ้นบัญชีให้กัญชาเป็นสารเสพติดจึงค่อยๆ หายไป หากปลดล็อกให้เอกชนเข้ามาพัฒนาเพราะหลังปลดล็อกเราคงยังตามต่างชาติไม่ทันต้องส่งเสริมการวิจัย ปกป้องสิทธิบัตร อันเป็นประโยชน์ของประเทศ

“รัฐ​ไม่ใช่คนที่ต้องลงไปทำเอง แต่ต้องทำหน้าที่ผู้ช่วยเปิด​ตลาด ให้หอการค้า ทูตพาณิชย์ ไปเปิดตลาดกัญชาไทยยังไงให้ได้มาตรฐานโลก เหมือนข้าวไทยที่เป็นที่รู้จัก ทำไมกัญชาจะทำแบบเดียวกันไม่ได้ ​ปัจจุบัน การปลดล็อกต้องไปดูรายละเอียดว่าเป็นการลดสถานะสารเสพติดจากระดับ 5 เป็นระดับ 2 แล้วยังมีอะไรซ่อนไว้อีก ต้องไปดู”

ถามถึงอนาคตการเมืองต่อจากนี้ หมอเอ้ก กล่าวว่า อยากผลักดัน 3-4 เรื่องนี้ หากจะทำก็ต้องเข้าไปออกกฎหมาย หากจะออกกฎหมายก็ต้องเข้าไปในสภา แต่ถามว่าต้องลงสมัคร สส.หรือไม่อย่างไรก็แล้วแต่ทางพรรคด้วย ว่าจะจัดสรรปันส่วนอย่างไร เพราะไม่ใช่เขาคนเดียวที่มีความคิดใหม่ๆ อยู่ที่จะตอบโจทย์พรรคในการเลือกตั้งแล้วอยู่ตรงไหน

“ถามว่า​ สส.เขต สส.บัญชีรายชื่อ สนใจอะไรมากกว่ากัน ผมได้หมด ลงเขตก็น่าสนใจเพราะผมชอบตอนเป็นหมอ ชอบตรวจคนไข้ ชอบคุยกับคน ถ้าลงเขตก็โอเค ส่วนปาร์ตี้ลิสต์ก็ได้นโยบายเป็นหลัก ตอบโจทย์ ผมก็ทำได้หมด ตอนนี้ก็เริ่มจากจุดเล็กๆ กับกลุ่ม New Dem”​

นพ.คณวัฒน์ ขยายความว่า ในฐานะคนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาทำงานการเมืองนั้น ถ้าเป็นแค่คนคนเดียวก็จะรู้สึกหดหู่มาก แต่ที่เห็นหลายพรรคก็ล้วนแต่มีคนรุ่นใหม่ ทำให้รู้สึกดีว่ามีคนรุ่นใหม่หลายคน จริงๆ แล้วการศึกษาพบว่าสังคมสังคมหนึ่ง 100 คน การจะเปลี่ยนแปลงความคิดสังคมได้นั้น ใช้คนเพียงแค่ 25 คนก็เปลี่ยนมายด์เซตของคนในสังคมนั้นได้​

“พอมีคนรุ่นใหม่เยอะ แต่ละคนก็หวังต้องการเปลี่ยนประเทศที่ติดหล่มมาตั้งแต่ปี 2549 คนรุ่นใหม่ มีแนวคิดที่จะเปลี่ยนแปลงไม่ให้ติดอยู่ในวังวนเดิม ​แต่หากคนรุ่นใหม่เข้ามาแล้วยังลากกลับไปสู่วังวนเดิมๆ ผมก็ไม่รู้จะทำยังไง ผมก็เป็นแค่ทางเลือกที่ 3 ไม่อยากให้กลับไปอยู่วังวนเดิม”​

นพ.คณวัฒน์ เชื่อว่าพลังของคนรุ่นใหม่นั้นมีความหวังว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้แน่นอน เพราะคนรุ่นใหม่ที่อยู่ต่างพรรคก็มีจุดหมายให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้า ทั้งเพื่อไทย ไทยรักษาชาติ อนาคตใหม่ ซึ่งการเมืองต้องแยกแยะเพราะการเมืองขัดแย้งกันได้บนหลักการประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยออกแบบมาให้ถกเถียงกันได้ แต่หากนอกเหนือจากนี้ก็ต้องเลิก

ก่อนหน้านี้มีคนเคยถามว่าหากประชาธิปัตย์ไม่ชนะเลือกตั้งจะช่วยบ้านเมืองได้ไหม จริงๆ แล้วถ้าคุณไม่ใช่นักการเมืองก็ช่วยประเทศได้ เพราะทั้งข้าราชการ นักธุรกิจ ประชาชน ก็ช่วยได้ อย่าโยนความรับผิดชอบให้นักการเมืองทั้งหมด ดังนั้นหากไม่ได้เป็นนักการเมืองก็จะผลักดันเรื่องที่อยากทำต่อในวิธีอื่นที่ไม่ต้องเข้าสู่อำนาจอธิปไตย

หัวใจ‘มาตรฐานรถแพทย์ฉุกเฉิน’ รักษาชีวิตบุคลากรในรถปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/570842

  • วันที่ 15 พ.ย. 2561 เวลา 07:00 น.

หัวใจ‘มาตรฐานรถแพทย์ฉุกเฉิน’ รักษาชีวิตบุคลากรในรถปลอดภัย

โดย…เอกชัย จั่นทอง

เหตุการณ์รถพยาบาลเกิดอุบัติเหตุ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ ทำให้หลายฝ่ายเกิดความห่วงใยกังวลถึงความปลอดภัยต่อบุคลากรทางการแพทย์อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น ผู้ขับรถ พยาบาล แพทย์ ที่คอยช่วยเหลือผู้ป่วยภายในรถ เนื่องจากทรัพยากรมนุษย์เหล่านี้ถือเป็นกลไกสำคัญของวงการแพทย์ในการช่วยเหลือผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยฉุกเฉิน แต่อุบัติเหตุไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด หากมีมาตรการเตรียมพร้อมรองรับช่วยลดตัวเลขการสูญเสียและอุบัติเหตุลงน่าจะเป็นทางออกและวิธีที่ง่ายที่สุดจากเหตุไม่คาดฝัน

ร.อ.นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) อธิบายให้ฟังว่า มาตรฐานในภาพรวมการบริหารจัดการทั้งการแพทย์ฉุกเฉิน การส่งต่อผู้ป่วย ฯลฯ มีหลายส่วนที่จะมาประกอบกัน โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกันแค่เพียงเรื่องของมาตรฐานตัวรถยนต์บริการทางการแพทย์อย่างเดียวเท่านั้น

ภาพรวมของรถฉุกเฉินในไทยทั้งหมดประกอบ 4 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ 1.รถตำรวจ ใช้ไฟสีแดง 2.รถพยาบาลไฟสีน้ำเงิน 3.รถบริการการแพทย์ฉุกเฉิน ไฟสีแดงน้ำเงิน และ 4.รถฉุกเฉินอื่นๆเช่น รถขยะ รถโรงเรียน รถกรมทางหลวง ซึ่งสัญลักษณ์สีไฟเหล่านี้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นผู้กำหนดสีไฟ ดังนั้น รถฉุกเฉินของแต่ละประเภทจึงมีมาตรฐานการทำงานที่แตกต่างกันออกไป

สำหรับในส่วนของรถพยาบาลกับรถบริการการแพทย์ฉุกเฉินนั้น จะมีเป้าหมายวัตถุประสงค์การใช้ที่แตกต่างกัน เพียงแต่ลักษณะของตัวรถจะมีความคล้ายคลึงกัน คือ เป็นลักษณะของรถตู้กับรถกระบะ หากรถที่มีไฟสีน้ำเงินหรือรถฉุกเฉินที่ใช้ในการขนส่งผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาลจะมีมาตรฐานในเชิงข้อกำหนดหลายส่วน ทั้งเรื่องมาตรฐานรถ ฯลฯ เมื่อนำมาใช้บริการทางการแพทย์ต้องกำหนดอุปกรณ์ เช่น เครื่องวัดความดัน อุปกรณ์ในการดูแลผู้ป่วย อุปกรณ์ติดตามสัญญาณชีพผู้ป่วย ฯลฯ

“หน่วยงานต่างๆ ที่เป็นเจ้าของรถจะไปกำหนดมาตรฐานเพิ่มเติมเอง เช่น การบริการส่งต่อผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาลต้องดูว่าผู้ป่วยมีความจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ประเภทใดบ้าง บุคลากรประเภทใด เช่น แพทย์ พยาบาล ผู้เกี่ยวข้อง ทั้งหมดเป็นมาตรฐานเพิ่มเติมนอกเหนือจากมาตรฐานรถบริการทางการแพทย์”

สำหรับเรื่องของการกำหนดอุปกรณ์ภายในรถพยาบาลฉุกเฉิน ในอดีตอุปกรณ์อาจยังไม่ทันสมัยเหมือนกับปัจจุบัน คงเพียงแค่เรื่องการกำหนดเฉพาะพวกอุปกรณ์พื้นฐานไว้เท่านั้น อีกทั้งบริเวณเบาะนั่งของเจ้าหน้าที่อาจยังไม่มีเข็มขัดเซฟความปลอดภัย เป็นต้น นั่นคือรถบริการทางแพทย์ในอดีต แต่ปัจจุบันถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่องและมีมาตรฐานอย่างดีเพิ่มขึ้นหลายเท่า

“ทั้งนี้ทั้งนั้นเชื่อว่า ในอนาคตอีก 4-5 ปีข้างหน้า ระบบการบริการรถพยาบาลฉุกเฉินน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน เพราะทุกภาคส่วนต่างให้ความสำคัญต่อเรื่องความปลอดภัยอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยของผู้ป่วย เจ้าหน้าที่ แพทย์ พยาบาล ที่คอยทำการรักษาผู้ป่วยบนรถ”

ร.อ.นพ.อัจฉริยะ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันต้องยอมรับว่าในช่วงระยะเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์อุบัติเหตุกับรถพยาบาลฉุกเฉินที่ประสบอุบัติเหตุอยู่หลายครั้ง นั่นจึงทำให้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ต้องมีการออกมาตรการกำชับพิเศษในการระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยทั้งบุคลากร เจ้าหน้าที่ ผู้ป่วย จนนำไปสู่การกำหนดมาตรการหลายอย่าง เช่น การกำหนดความเร็วรถต้องไม่เกิน 90 กิโลเมตร/ชั่วโมง ต้องมีสัญญาณไฟส่องสว่างอย่างชัดเจน และการอบรมผู้ขับรถ บุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ภายในรถอย่างต่อเนื่อง เพื่อทบทวนการจัดการอย่างสม่ำเสมอ และจากมาตรการที่ผ่านมาทำให้เห็นผลสัมฤทธิ์ชัดเจนว่า อุบัติเหตุรถพยาบาลลดลงไปได้มาก

นอกจากนี้ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ หรือ สพฉ. ยังได้มีการกำหนดมาตรฐานเรื่องความปลอดภัยของรถบริการทางการแพทย์อย่างดี ทั้งเก้าอี้นั่งเจ้าหน้าที่ภายในรถ เตียงนอนผู้ป่วย การจัดวางปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ให้มีความปลอดภัยสูงสุด เข็มขัดนิรภัย การผูกรัดมัดตึง อุปกรณ์ เป้าหมายเพื่อป้องกันการอุปกรณ์ทางการแพทย์ตกหล่นเสียหาย ที่สำคัญช่วยรักษาชีวิตบุคคลภายในได้อย่างปลอดภัย

“ทาง สพฉ.มีการอบรมบุคลากรผู้ปฏิบัติการงานในรถพยาบาลอยู่เสมอ ส่วนบุคลากรทางการแพทย์ก็ควรต้องมีการฝึกฝนเช่นกัน เพราะการขึ้นไปบนรถฉุกเฉินไม่ใช่การขึ้นไปนั่งเฉยๆ พยาบาล แพทย์ ต้องมีทักษะการยืน นั่ง ในรถให้เป็น ต่อให้นั่งรถเบนซ์ก็มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้ ดังนั้นเราต้องรู้เรื่องเหล่านี้ จำไว้เสมอการนั่งรถฉุกเฉินก็เหมือนกับการขี่ม้ายิงธนู”

อุบัติเหตุรถพยาบาลฉุกเฉินนั้นมีทั้งปัจจัยภายนอกและภายใน จำแนกแยกเป็นปัจจัยภายนอก เช่น เรื่องของถนน สิ่งแวดล้อมภายนอก ฯลฯ ส่วนปัจจัยภายใน เช่น คนขับรถ ความพร้อมของบุคลากรเจ้าหน้าที่ การตรวจเช็กสภาพรถ เป็นต้น ทั้งหมดต้องมีการตรวจสอบให้พร้อมอยู่เสมอเพื่อป้องกันอุบัติเหตุได้

“ไทยรักษาชาติ”ไม่เกี่ยวทักษิณ ขอเดินหน้าสร้างสถาบันการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/570407

  • วันที่ 11 พ.ย. 2561 เวลา 07:32 น.

"ไทยรักษาชาติ"ไม่เกี่ยวทักษิณ ขอเดินหน้าสร้างสถาบันการเมือง

กลุ่มผู้บริหารพรรคไทยรักษาชาติ ยันไม่เกี่ยวทักษิณ ขอเดินหน้าสร้างพรรคให้เป็นสถาบันรวมพลังคนรุ่นใหม่พัฒนาประเทศใช้นโยบายดิจิทัลพลิกฟื้นประเทศครบวงจร

****************************

โดย…ปริญญา ชูเลขา

หลังเปิดตัวเป็นพรรค “ไทยรักษาชาติ” หรือ ทษช.ออกมา ทำให้มีกระแสวิจารณ์ทันทีว่าเป็นพรรคนอมินี พรรคสาขาหรือเครือข่าย “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะส่วนใหญ่เป็นลูกหลานของอดีต สส.พรรคเพื่อไทย ทางทีมผู้บริหารพรรค ประกอบด้วย “ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช” หัวหน้าพรรค “มิตติ ติยะไพรัช” เลขาธิการพรรค “คณาพจน์ โจมฤทธิ์” กรรมการบริหารพรรค และ“พงศ์เกษม สัตยาประเสริฐ” โฆษกพรรค ได้ร่วมกันชี้แจงและตอบข้อวิพากษ์วิจารณ์ต่างรวมถึงแนวทางนโนบายของพรรคต่อโพสต์ทูเดย์ โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

ร.ท.ปรีชาพล บุตรชาย “เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช” แกนนำพรรคเพื่อไทย อธิบายว่า วันนี้ต้องแยกกันให้ออกว่าระหว่างพรรคไทยรักษาชาติกับท่านทักษิณ หรือพรรคเพื่อไทย แม้ตัวผมจะเคยเป็นอดีต สส.พรรคเพื่อไทย แน่นอนย่อมรู้จักกับกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยหลายคนเป็นอย่างดี แต่วันนี้แต่ละคนมีความคิดและอุดมการณ์แตกต่างกันไป ย่อมคิดไม่เหมือนกัน และที่สำคัญรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนไว้ชัดเจนว่าห้ามบุคคลอื่นมาชี้นำในการทำงานของพรรคการเมือง และมีโทษหนักถึงขั้นยุบพรรคหากกระทำผิด แต่วันนี้เมื่อเราตัดสินใจเดินออกจากพรรคเพื่อไทยมาแล้ว เพราะต้องการทำงานการเมืองเพื่อประชาชน จึงออกมาตั้งพรรคไทยรักษาชาติขึ้นมาไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ เลยกับท่านทักษิณหรือพรรคเพื่อไทย

“วันนี้ท่านทักษิณไม่ได้อยู่ในวงการเมืองอีกต่อไปแล้ว ส่วนจะมีความพยายามเชื่อมโยงกับพรรคไทยรักษาชาติ เราคงห้ามความคิดกันไม่ได้ แต่วันนี้ผมทำงานที่พรรคไทยรักษาชาติเต็มตัว ไม่รับรู้ด้วยว่าพรรคเพื่อไทย กำลังทำอะไรกันอยู่และไม่ทราบว่าพรรคอื่นๆ อาทิ พรรคเพื่อชาติ หรือพรรคเพื่อธรรม จะเดินไปอย่างไร อาจเจอกันบ้างตามเวทีสัมมนาบ้าง แต่ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวใดๆ ผมรู้แต่ว่าพรรคไทยรักษาชาติจะเดินไปอย่างไรเท่านั้นเอง” ร.ท.ปรีชาพล กล่าว

สำหรับเหตุผลหรือที่มาที่ไปของการตั้งพรรคไทยรักษาชาติ ร.ท.ปรีชาพล บอกว่า ต้องเข้าใจกันก่อนว่าโดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้เกิดพรรคเล็กหรือพรรคน้อยมากมาย ไม่ได้เหมือนรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ออกแบบมาเพื่อทำให้เกิดพรรคการเมืองขนาดใหญ่ มีความเป็นสถาบันทางการเมือง ดังนั้นเมื่อเกิดพรรคเล็กพรรคน้อยขึ้นมามากๆ ย่อมเกิดขึ้นแน่นอน หลังการเลือกตั้งครั้งนี้ปัญหาที่ตามมา คือ เสถียรภาพของรัฐบาลกับการเมืองไทยย่อมมีความไม่แน่นนอน เสถียรภาพอาจแกว่งไปแกว่งมาจนนำไปสู่อายุสภาที่สั้นลง เพราะพรรคการเมืองด้วยกันอาจตกลงอะไรกันไม่ได้ เหมือนกับเกิดโรคแทรกซ้อนได้ตลอดเวลา เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนไว้ให้เป็นเช่นนั้น

“ผมเชื่อมั่นว่าพรรคไทยรักษาชาติ จะส่งผู้สมัครได้ครบทุกเขต ขณะนี้อยู่ระหว่างการสรรหาผู้สมัคร ที่สำคัญพรรคไทยรักษาชาติไม่ส่งมือปืนรับจ้างลงไปเก็บแต้มเก็บคะแนนอย่างแน่นอน แต่เราส่งผู้สมัคร เพราะพรรคมั่นใจว่าผู้สมัครของเราจะชนะเลือกตั้ง เพราะเราได้คัดสรรบุคคลที่ดีมีคุณภาพที่สุดมาเป็นตัวเลือกให้กับประชาชน เป็นบุคลากรที่ผสมผสานระหว่างคนรุ่นใหม่กับคนทุกรุ่นคัดสรรมาเป็นตัวแทนพรรค” ร.ท.ปรีชาพล กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

ขณะที่ “มิตติ” เลขาธิการพรรค ในฐานะประธานสโมสรฟุตบอลเชียงรายยูไนเต็ด บุตรชายของ “ยงยุทธ ติยะไพรัช” อดีตประธานรัฐสภา ที่เพิ่งประกาศตัวสนับสนุนพรรคเพื่อชาติ อธิบายเหตุผลที่เข้ามาทำงานการเมือง เพราะอยากเห็นการเมืองไทยเป็นไปในแนวทางสากล คือ พรรคการเมืองที่เป็นสถาบันการเมืองที่เข้มแข็ง หรือองค์กรอิสระไม่เข้ามาแทรกแซงทางการเมือง ดังนั้นด้วยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ การจะสร้างสถาบันทางการเมืองให้เข้มแข็งจึงเป็นเรื่องยากมาก และเมื่อในวันนี้กฎกติกาตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ออกแบบมาเป็นแบบนี้ คงต้องแยกทางกันเดิน แต่สุดท้ายเรามีเป้าหมายเหมือนกัน คือ “ความสวยงามของประชาธิปไตย คือ ทุกคนมีอิสรภาพทางความคิด แต่อยู่ร่วมกันได้”

“เพราะกติการัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นเช่นนี้ แม้ไม่อยากจะออกมา แต่เพื่อประชาธิปไตย ผมอยากให้พรรคเพื่อไทยเป็นสถาบันการเมืองเข้มแข็งมากกว่า แต่วันนี้จากกติกาออกแบบมาเป็นแบบนี้ แต่ก็ถือว่าเป็นโอกาสดีที่จะเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ได้ออกมาส่งเสียงอันทรงพลัง จึงตั้งใจว่าจะเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ และทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่ ได้เห็นพรรคไทยรักษาชาติเป็นพรรคของพวกเขาที่มีจุดยืนเหมือนกัน คือ อยู่เคียงข้างประชาธิปไตย” มิตติ กล่าวอย่างภาคภูมิ

ในศึกเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคหน้าใหม่อย่างไทยรักษาชาติ ไม่ได้มีเป้าหมายแค่เก็บแต้มปาร์ตี้ลิสต์ หรือส่งผู้สมัครครบทุกเขตเท่านั้น แต่ “ร.ท.ปรีชาพล” กล่าวอย่างเชื่อมั่นว่า “ผมพร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี” พร้อมจะคุยกับทุกฝ่ายไม่ว่าจะฝ่ายที่สนับสนุนประชาธิปไตย หรือฝ่ายที่ไม่สนับสนุนประชาธิปไตย แต่เมื่อถึงเวลาอันสำคัญที่ต้องเลือกหรือจัดตั้งรัฐบาล พรรคไทยรักษาชาติ จะเลือกทำงานกับฝ่ายประชาธิปไตยเท่านั้น

“นับเป็นโอกาสอันสำคัญที่ได้เข้ามาเป็นผู้บริหารร่วมกับคนรุ่นใหม่ เชื่อว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้นได้ และพรรคไทยรักษาชาติ เป็นการผสมผสานทางความคิดของคนทุกรุ่น ที่เห็นตรงกันว่าประเทศไทยรอไม่ได้แล้ว เพราะเราเห็นตรงกันจะนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนจึงมาร่วมกันตั้งพรรคการเมือง” ร.ท.ปรีชาพล ระบุ

ในขณะที่ “มิตติ” นับเป็นนักการเมืองหนุ่มที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ เพราะคุณพ่อ “ยงยุทธ” ไปตั้ง “พรรคเพื่อชาติ” แต่ตัวเองกลับมาอยู่อีกพรรค “มิตติ” กล่าวว่า มีคนถามเยอะว่าทำไมไม่อยู่พรรคเดียวกับคุณพ่อ เพราะก่อนลงเล่นการเมืองก็ปรึกษาหารือกับคุณพ่อมาโดยตลอด ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่ได้คุยกัน แต่เนื่องด้วยแนวคิดที่ผมกับคุณพ่อต่างคิดไม่เหมือนกัน เพราะคุณพ่ออยากทำเรื่องความปรองดองสมานฉันท์ อยากเห็นความยุติธรรม หรืออยากเห็นการพูดคุยกันได้ทุกฝ่าย แต่ส่วนตัวผมมองว่าการพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวทันโลก ต้องนำเทคโนโลยีมาพัฒนาประเทศให้เท่าทันกับต่างชาติ เช่นวันนี้มาเลเซียและอินโดนิเซีย มีการพัฒนาประเทศไปได้เร็วกว่าประเทศไทยในทุกอย่าง เพราะนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ ดังนั้นจุดยืนทางการเมือง คือ ยึดมั่นในประชาธิปไตยและนโยบายการใช้เทคโนโลยีมาพัฒนาประเทศ จึงตัดสินใจลงเล่นการเมือง

“บอกได้เลยว่าพรรคไทยรักษาชาติ อนาคตผมจะทำให้เป็นสถาบันการเมืองที่เข้มแข็งให้จงได้ เป็นพรรคการเมืองที่ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมได้เสรีและเต็มที่ ในการแสดงความคิดเห็นทั้งในรูปแบบสมัครเป็นสมาชิกพรรค หรือบริจาคเงินสนับสนุนกิจกรรมพรรค หรือเสนอแนะนโยบายต่างๆ พรรคไทยรักษาชาติ คือ พรรคการเมืองที่ผมฝันอยากทำมาตลอดและจะทำให้สำเร็จ” มิตติ กล่าว

สำหรับเรื่องของความสับสนในการเลือกตั้งในกลุ่มพรรคเครือข่ายพรรคเพื่อไทยนั้น ร.ท.ปรีชาพล ยืนยันว่า พรรคไม่กังกลเรื่องประชาชนจะสับสนในการลงคะแนนเลือกตั้ง เพราะมั่นใจว่าในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ประชาชนได้ตกผลึกทางความคิดแล้วว่าฝ่ายประชาธิปไตยหรือฝ่ายเผด็จการ ฝ่ายใดกันที่จะสามารถทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้ดีกว่ากัน และทุกพรรคการเมืองมีแนวทางของตัวเอง ทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคเพื่อชาติ พรรคเพื่อธรรม หรือพรรคไทยรักษาชาติ ล้วนเป็นพรรคที่สนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตย จึงไม่กังวลการเดินหน้าหาเสียงเลือกตั้งอาจทับซ้อนกันบ้าง แต่ไม่ใช่สิ่งสำคัญ เพราะต่างฝ่ายต่างเดินเข้าหาประชาชน

“จุดต่างของพรรคไทยรักษาชาติ เป็นพรรคที่รวบรวมคนที่มีความคิดใหม่ๆ มาทำงานการเมือง ดังนั้นวันนี้ผู้มีอำนาจควรปลดล็อกทางการเมืองได้แล้ว เพื่อให้เกิดบรรยากาศการแข่งขันทางการเมืองได้อย่างเต็มที่ และเพื่อประกาศให้คนไทยหรือต่างชาติได้รับรู้ว่าไทยพร้อมแล้วที่จะก้าวไปสู่การเลือกตั้ง จากวันนี้ไปถึงวันที่ 24 ก.พ. 2562 เหลือเวลาเพียง 4 เดือนเท่านั้น ไม่ใช่เหลือเวลาอีกหนึ่งปีหรือสองปี ที่จะมาล็อกไม่ให้พรรคการเมืองทำอะไรไม่ได้ แต่เมื่อถึงเวลาปลดล็อกจริงๆ เหลือเวลาเพียงสองเดือนเท่านั้น ย่อมไม่ยุติธรรมต่อพรรคการเมืองใหม่ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง และควรมีความชัดเจนว่าการหาเสียงเลือกตั้งจะทำได้อย่างไรบ้าง เพราะวันนี้ไม่มีอะไรอยู่ในก่อไผ่ที่ผู้มีอำนาจจะมาปิดกั้นกันพรรคการเมือง

“เอาแฟร์ๆ โซเชียลมีเดียมีอิทธิพลสำคัญในการหาเสียงเลือกตั้งที่จะส่งข้อความนโยบายหรืออุดมการณ์พรรคการเมืองไปยังคนนับล้านๆ คนเพียงไม่กี่วินาที ทางรัฐบาลไม่ควรปิดกั้น ควรเปิดโอกาสเต็มที่ เพราะรัฐบาลบอกเองว่าเราเป็นไทยแลนด์ 4.0 แต่ถ้าจะเอาแนวทาง 0.4 มาใช้กับพรรคการเมืองก็ถือว่าไม่แฟร์จริงๆ” ร.ท.ปรีชาพล กล่าว

สร้างถนนดิจิทัล แก้ปัญหาประเทศ

นโยบายพรรค ทษช.นั้น แกนนำทั้งหมดยืนยันว่านโยบายที่ชัดเจน คือ เป็นพรรคการเมืองที่สนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตยพร้อมชูนโยบายผลักดันประเทศและประชาชนคนไทยต้องก้าวไปด้วยกัน เพื่อให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงในโลกดิจิทัล ด้วยสโลแกน “โลกก้าวไกล ไทยต้องก้าวทัน”

ดังนั้น นโยบายจึงเน้นนำเทคโนโลยีและความทันสมัยมาประยุกต์และใช้ประโยชน์ในการพัฒนศักยภาพและขีดความสามารถของประเทศด้วยนโยบาย “ถนนดิจิทัล” ที่จะพาดผ่านหน้าบ้านคนไทยทั้ง 67 ล้านคน เริ่มตั้งแต่ในหมู่บ้านชุมชนไปทั่วทุกมุมโลก กล่าวให้เห็นเป็นรูปธรรมเชิงนโยบาย คือ นโยบายที่เน้นสนับสนุนการสร้างงาน สร้างรายได้ด้วยการใช้เทคโนโลยี อาทิ จะติดปีกให้สินค้าโอท็อปให้สามารถจำหน่ายได้ในโลกอินเทอร์เน็ต หรือ อี-คอมเมิร์ซ ทำให้เกษตรกรมีรายได้ เพื่อนำไปสู่การทำให้เศรษฐกิจประเทศดีขึ้น

“จุดแข็งของพรรค คือ เราต้องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เพราะ 4-5 ปีที่ผ่านมาประชาชนประสบปัญหาเรื่องปากท้องเหมือนกันหมดตั้งแต่ล่าง กลาง หรือบน จุดยืนทางการเมือง คือ ไม่ขายความขัดแย้งหรือสุดโต่ง แต่พรรคเน้นนำความทันสมัยมาทำให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้นด้วยเทคโนโลยี นี่คือจุดแข็งของพรรคไทยรักษาชาติ” ร.ท.ปรีชาพล กล่าว

ร.ท.ปรีชาพล กล่าวว่า หากพรรคได้เป็นรัฐบาล สิ่งสำคัญอันดับแรกที่จะทำ คือ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเรื่องปากท้องของพี่น้องประชาชน ขณะเดียวกันเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน เพราะมีอยู่ในอุดมการณ์ฝ่ายประชาธิปไตยอยู่แล้ว เพราะเห็นว่ารัฐธรรมนูญมีปัญหา เหมือนระเบิดเวลา รออยู่ว่าจะระเบิดด้วยอะไร ช่วยกันถอดสลัก หรือมีคนมาทุบให้ระเบิด ทั้งเศรษฐกิจและแก้รัฐธรรมนูญต้องทำควบคู่กันไป แต่วันนี้ปัญหาปากท้องประชาชนสำคัญกว่าและรอไม่ได้ ทุกระดับชั้น ล่าง กลาง และบนได้รับผลกระทบกันไปหมด และต้องเร่งฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชนกลับมา

“การแก้รัฐธรรมนูญต้องได้รับความเห็นชอบจากสังคมด้วย เพราะผู้อำนาจเขียนมาให้แก้ยาก จะใช้สภาแก้ไม่ได้ด้วยซ้ำ จึงต้องสร้างความเห็นชอบจากสังคม เพื่อให้สังคมสะท้อนว่ารัฐธรรมนูญ เกิดปัญหาอะไร เพื่อให้ประเทศเดินหน้าไปได้” ร.ท.ปรีชาพล กล่าว

“มิตติ” กล่าวว่า ผมมีความฝันอยู่สองอย่างในชีวิต คือ ทำฟุตบอลและทำการเมืองให้สำเร็จ แม้ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเมืองอยู่กับผมตั้งแต่เกิด ส่วนฟุตบอลผมชื่นชอบและรักมาก เริ่มทำฟุตบอลตั้งแต่ตอนอายุ 23 ปี ทำมาสิบปีจนประสบความสำเร็จ จึงอยากมาทำงานการเมืองบ้าง ยอมรับว่าต้องปรับตัวหลายอย่างโดยเฉพาะการพูด เหตุผลที่ลงการเมืองครั้งนี้สิ่งสำคัญ คือ อยากให้คนรุ่นใหม่ไฟแรงหันมาสนใจการเมืองมากขึ้น และการลงมาเล่นการเมืองครั้งนี้มาเร็วกว่าเดิม เพราะด้วยกติกาตามรัฐธรรมนูญกำหนด สิ่งสำคัญคือต้องการทำให้พรรคไทยรักษาชาติเป็นสถาบันการเมืองที่เข้มแข็ง จึงอยากใช้โอกาสนี้เป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดใหม่ที่จะทำให้การเมืองเข้มแข็งและเป็นเสียงสะท้อนที่มีพลังและให้คนรุ่นใหม่ได้มีพรรคเป็นของตัวเอง

คณาพจน์ ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย เพื่อนสนิทกับ “อุ๊งอิ๊ง” น.ส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวทักษิณ กล่าวว่านโยบายสำคัญของพรรค คือ แก้กฎหมายที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชน ตัวอย่างเช่น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ กฎหมายไซเบอร์ เพราะเป็นกฎหมายที่ไปกดทับสิทธิเสรีภาพประชาชนในการเข้าถึงโซเชียลมีเดีย ที่สำคัญกฎหมายเหล่านี้ออกโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ไม่ได้มาจากประชาชน ซึ่ง สนช.ส่วนใหญ่อายุเกิน 65 ปีขึ้นไปทั้งสิ้น ไม่มีสัดส่วนคนรุ่นใหม่เลย รวมถึงกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา หรือ เรียนฟรี 12 ปี จะต้องแก้ไขด้วย เพราะไม่ได้การันตีว่าลูกหลานของพี่น้องประชาชนได้เรียนฟรีจริงๆ ดังนั้นเป้าหมายการออกกฎหมายของพรรค คือ เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้นและออกโดยความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

พงศ์เกษม กล่าวว่า พรรคนี้ไม่ใช่พรรคของลูกหลานนักการเมือง เพราะตัวผมเองไม่ใช่ลูกนักการเมือง แต่เหตุผลที่เข้าร่วมอุดมการณ์กับพรรคไทยรักษาชาติ เพราะมีแนวคิดตรงกันเรื่องการใช้เทคโนโลยีมาเป็นแกนหลักและแนวคิดร่วมกัน ที่จะเอาเทคโนโลยีมาพัฒนาประชาชนด้วยนโยบาย “ถนนดิจิทัล” ซึ่งหลังจากนี้ไปจะทำเร่งประชาสัมพันธ์เชิงรุกเต็มที่ แม้พรรคจะประกาศตัวหลังพรรคอื่นๆ แต่มั่นใจว่าจะทำให้ประชาชนได้รู้จักนโยบายของพรรค ที่เน้นการนำเอาเทคโนโลยีมาพัฒนาทุกๆ ด้าน อาทิ สาธารณสุขหรือวิทยาศาสตร์ มาใช้เพื่อลดงบประมาณ หรือนโยบายสนับสนุนให้ชาวนาทำนาด้วยแอพพลิเคชั่น สามารถพยากรณ์ดิน ฟ้า อากาศ เพื่อการปลูกพืชได้

“พรรคไทยรักษาชาติไม่มีการนำเอานโยบายนี้ไปเสนอกับชนชั้นกลาง หรือนโยบายนี้ไปเสนอกับชนชั้นล่าง นโยบายพรรคเราไม่มีการแบ่งแยก เพราะเทคโนโลยีไม่มีการแบ่งแยกคน และพรรคนี้ไม่ใช่พรรคเฉพาะคนรุ่นใหม่เท่านั้น แต่เป็นพรรคที่มีคนที่มีแนวคิดสมัยใหม่ๆ มาอยู่ด้วยกัน กรรมการบริหารพรรคไม่ใช่มีแต่คนรุ่นใหม่ แต่มีคนทุกรุ่นอื่นๆ ที่มีแนวคิดสมัยใหม่ไม่ใช่คนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะอายุเท่าไรเข้ามาทำงาน หรือ ร่วมงานกับเราได้ หากคุณเป็นคนที่มีแนวคิดใหม่ๆ ยินดีมาเข้าร่วมกับพรรค” พงศ์เกษม กล่าว

สภามหา’ลัยไม่มีอำนาจบริหาร หนุนแก้กม.เลิกแจงทรัพย์สิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/570339

  • วันที่ 10 พ.ย. 2561 เวลา 12:52 น.

สภามหา’ลัยไม่มีอำนาจบริหาร หนุนแก้กม.เลิกแจงทรัพย์สิน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นให้รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ต้องกลับมาทบทวนหลังจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ออกประกาศ ซึ่งกำหนดให้คณะผู้บริหารระดับสูงต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินโดยครอบคลุมไปถึงกรรมการสภามหาวิทยาลัยของรัฐ

สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะรักษาการแทนคณบดี สำนักวิชารัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ให้ความเห็นว่าเจตนาของกฎหมาย ป.ป.ช. ต้องการที่จะให้ผู้มีตำแหน่งหน้าที่เป็นผู้บริหารระดับสูงในทางราชการต้องแจงบัญชีทรัพย์สิน เพื่อที่จะได้รู้ว่าระหว่างดำรงตำแหน่งมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมาผิดปกติและใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบจนทำให้เกิดการเพิ่มในแง่ทรัพย์สินของตนเองหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องหรือไม่

ทั้งนี้ ถ้าเป็นตำแหน่งในราชการทั่วๆไป เช่น อธิบดี รองอธิบดี อธิการบดี รองอธิการบดี ชัดเจนว่าคนเหล่านี้มีตำแหน่งบริหาร สามารถใช้อำนาจหน้าที่ในการปกครองเพื่อทำให้เกิดประโยชน์แก่ตัวเองได้ อาทิ การแต่งตั้งโยกย้าย การจัดซื้อจัดจ้าง การประมูล การก่อสร้าง

“คนกลุ่มนี้จำเป็นต้องยึดตามกฎหมายดังกล่าว แต่ในกลุ่มของสภามหาวิทยาลัยหากมองความเป็นจริงแล้วไม่มีอำนาจบริหาร แต่เป็นอำนาจเชิงกำกับนโยบาย เช่น ทิศทางการบริหารจะเป็นอย่างไร ตั้งข้อสังเกตในการบริหารงาน อนุมัติงบประมาณโดยรวมของมหาวิทยาลัย อนุมัติรับปริญญา อนุมัติหลักสูตร นี่คือบทบาทของสภามหาวิทยาลัย”

สมชัย กล่าวว่า ภายใต้การตีความทางกฎหมายว่าคนกลุ่มนี้มีอำนาจที่ใช้ในการปกครองได้ แม้จะไม่ใช่โดยตรงแต่ผ่านอธิการบดี การดำรงตำแหน่งหรือแต่งตั้งต้องผ่านสภามหาวิทยาลัย และยิ่งมีคำตัดสินศาลปกครองสูงสุดเมื่อปี 2552 ระบุไว้ว่าตำแหน่งอุปนายก กรรมการสภามหาวิทยาลัย ถือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ นั้น แปลว่ากลุ่มคนเหล่านี้อยู่ในข่ายที่จะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินด้วย

“แต่ผลตามมาคนจำนวนหนึ่งในสภามหาวิทยาลัยที่ได้ไปขอความร่วมมือ ไหว้วาน ชักชวนเข้ามาช่วยในการบริหารมหาวิทยาลัย หรือให้คำแนะนำต่อมหาวิทยาลัยบางคนเป็นนักธุรกิจ ซึ่งมีรายได้ของตัวเอง มาช่วย โดยไม่ได้ประโยชน์อะไร นอกจากเบี้ยประชุม 2,000-3,000 บาท/ครั้ง ซึ่งก็ไม่ได้เยอะ”

นอกจากนี้ บางท่านเป็นอาจารย์เกษียณอายุไปแล้ว เข้ามาช่วยเสนอว่าหลักสูตรดีไม่ดี หรือต้องปรับปรุงอะไรบ้าง คนเหล่านี้ไม่มีผู้ใต้บังคับแล้ว ไม่มีเลขาฯ ทีมงาน รับเบี้ยประชุม หากต้องมายื่นทรัพย์สินด้วยก็ถือเป็นภาระของบุคคลเหล่านี้ อีกทั้งต้องมาใช้เวลาในการกรอกแบบฟอร์มต่างๆ ที่สำคัญหากแจ้งไม่ครบ หรือหลงลืม ถ้าพบเห็นขึ้นมาก็มีความผิดทางอาญา ติดคุก ติดตะราง

อย่างไรก็ตาม กลุ่มคนเหล่านี้จึงมีแนวโน้มสูงต้องถอยตัวจากการเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย หากลาออกแค่เพียง 1-2 คนคงไม่เป็นไร แต่ถ้าออกพร้อมกันหลายคน คือ สภามหาวิทยาลัยก็จะไม่ครบองค์ประชุมและไม่สามารถประชุมได้ เพื่อจะมีมติเกี่ยวข้องกับการบริหารมหาวิทยาลัยได้ เช่น รับปริญญา อนุมัติหลักสูตรใหม่ การใช้งบประมาณ จะทำให้การบริหารของมหาวิทยาลัยหยุดชะงัก ซึ่งจะเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้น

สมชัย เสนอว่า ทางออกที่ดีที่สุด คือ การแก้กฎหมาย เพื่อให้ ป.ป.ช.สามารถออกประกาศให้สอดคล้องกฎหมายโดย  ป.ป.ช.ไม่ผิด แต่การแก้กฎหมายนี้ต้องใช้เวลานานพอสมควร เพราะต้องผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และใช้เวลาดำเนินการ ซึ่งไม่สามารถทำให้เสร็จภายในสิ้นเดือนนี้ได้ เพราะกฎหมายมีผลใช้บังคับตั้งแต่ต้นเดือน ธ.ค. เป็นต้นไป

ทั้งนี้ จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องคิดและตัดสินใจว่าระหว่างยอมเสียชื่อว่าออกกฎหมายโดยไม่รอบคอบแล้วทบทวนใหม่ หรือปล่อยให้เกิดผลตามมา คือ กรรมการสภามหาวิทยาลัยลาออก จนมหาวิทยาลัยไม่สามารถดำเนินการได้ว่าจะเลือกอะไร ขณะเดียวกันจะใช้อำนาจเหนือนิติบัญญัติ คือ การใช้คำสั่ง คสช.ให้มีการงดเว้นในบางกลุ่ม ซึ่งเป็นเรื่องที่ คสช.ต้องอธิบายให้สังคมเข้าใจว่าการงดเว้นใช้กับคนกลุ่มนี้ เหตุผลคือมันเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างไร