ผลงานเผือกร้อน ใต้พรม “รัฐบาลบิ๊กตู่”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/574250

  • วันที่ 18 ธ.ค. 2561 เวลา 07:22 น.

ผลงานเผือกร้อน ใต้พรม "รัฐบาลบิ๊กตู่"

แม้มาตรา44 จะเป็นตัวช่วยสำคัญทำให้การแก้ปัญหาบางอย่างของรัฐบาลคสช.เป็นไปอย่างราบรื่น แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกปัญหาจะสามารถแก้ไขได้ด้วยกฎหมายพิเศษนี้

**************************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มั่นใจว่าในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา สามารถมาคุมสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองต่างๆ ได้เบ็ดเสร็จจนได้รับเสียงชื่นชมจากประชาชนอย่างท่วมท้นว่าเป็นผลงานโดดเด่นที่สุดของรัฐบาล รวมถึงสร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์อื่นๆ อีกมากมาย แต่อีกด้านหนึ่งเพราะด้วยอิทธิฤทธิ์มาตรา 44เป็นตัวช่วยสำคัญทำให้การแก้ปัญหาบางอย่างเป็นไปอย่างราบรื่นไร้ปัญหาอุปสรรค แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกปัญหาจะสามารถแก้ไขได้ด้วยมาตรา 44

ดังนั้น หากจะสแกนคำสัญญาหรือผลงานที่รัฐบาลสัญญาไว้ว่าจะทำให้สำเร็จในรัฐบาล คสช. แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่ายังคั่งค้างหรือซุกอยู่ โดยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ยังไม่สามารถดำเนินการแก้ไขใดๆ ได้ มากไปกว่ารอให้รัฐบาลใหม่เข้ามา เพราะเหลือเวลาอีกไม่นาน เดือนกว่าๆ ก่อนจะเปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐบาลเลือกตั้ง

เรื่องแรกทุกสำนักโพลสอบถามความเห็นประชาชนครั้งใดลงความเห็นตรงกันคือ ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ แม้รัฐบาลจะออกมาตรการช่วยเหลือใดออกมาล้วนเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น เช่น ยางพารา ปาล์ม เป็นต้น รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจด้านอื่นๆ โดยเฉพาะค่าครองชีพที่สูงขึ้น นับเป็นผลงานเปราะบางในการบั่นทอนคะแนนนิยมสูงมาก

อีกผลงานที่สัญญาไว้ว่าจะทำ แต่ทำไม่ได้คือ ปัญหาสลากกินแบ่งรัฐบาที่ราคาแพงเกินจริง วันนี้กลายเป็นเรื่องปกติที่ประชาชนต้องจำใจซื้อลอตเตอรี่ราคาแพง โดยเฉพาะลอตเตอรี่ “เลขชุด” นับวันยิ่งราคาขายแพงขึ้นเรื่อยๆ ราคาไม่ต่ำกว่าใบละ 100 บาท แถมผู้ขายสลากไม่เกรงกลัวกฎหมายแม้แต่น้อย กล้าขายลอตเตอรี่กันเกินราคาเกลื่อนเมือง สถานการณ์ผิดกับตอนที่ พล.อ.ประยุทธ์ เข้ามาใหม่ๆ คุยฟุ้งแบบเอาหัวเป็นประกันว่า ประชาชนจะได้ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลไม่เกินใบละ 80 บาท ใครขายเกินราคาต้องโทษตามกฎหมาย แต่มาวันนี้คนไทยต่างพากันจน และฝันค้างกับสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ วาดฝันทิ้งไว้ว่าจะได้ซื้อลอตเตอรี่ราคา 80 บาท เป็นเพียงฝันลมๆ แล้งๆ

อีกผลงานที่ผลักดันไม่สำเร็จคือ โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาและกระบี่ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยังไม่ได้ข้อยุติตั้งแต่รัฐบาล คสช.เข้ามา สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ทำได้คือ ซื้อเวลาไปเรื่อยๆ ไม่สามารถหาทางออกร่วมกันกับเครือข่ายและประชาชนในพื้นที่โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพาที่คัดค้านประเด็นผลกระทบทางทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้วยภาพลักษณ์และคะแนนนิยม พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศมาตลอดว่าจะเดินหน้าโครงการเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานในภาคใต้ต้อง “ไฟตก” แต่ดูเหมือนนโยบายดังกล่าวจะเป็นเพียงสัญญาปากเปล่า เพราะที่ผ่านรัฐบาลไม่สามารถเป็นคนกลางเจรจาไกล่เกลี่ยความขัดแย้งกับกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนและประชาชนในพื้นที่ทำได้เพียงซื้อเวลา

อย่างไรก็ตาม 4 ปีที่ผ่านมารัฐบาล คสช.มีอำนาจเต็มทั้งฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีเสียงข้างมากเหลือล้นในสภาแบบไร้ฝ่ายค้าน แต่กฎหมายสำคัญหลายฉบับกลับไม่สามารถผ่านไปได้โดยง่ายๆ แม้กฎหมายฉบับดังกล่าวจะเป็นประโยชน์สาธารณะเพียงใดก็ตาม ตัวอย่างเช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ล่าช้ามากกว่าจะออกมาเป็นกฎหมายเกือบถูกเก็บเข้าลิ้นชักไปหลายครั้ง ล่าสุดคลอดออกมาได้ปลายสมัยรัฐบาลนี้ ด้วยมาตรการภาษีที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์เกษตรกรรม อัตราภาษีไม่เกิน 0.15% ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่เป็นที่อยู่อาศัย 0.3% ใช้ประโยชน์อื่น 0.2% และที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าเพียง 1.2% แม้จะผลักดันออกมาได้ก็จวนเจียนจะหมดสมัย จึงไม่ถือว่าเป็นผลงานอันโดดเด่นใดๆ ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ คุยฟุ้งไว้

เช่นเดียวกับผลงานการ ปฏิรูปตำรวจ พล.อ.ประยุทธ์ สัญญาไว้ตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศใหม่ๆ แต่วันนี้ยังเป็นวุ้นอยู่ ทั้งๆ ที่เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศเป็นนักการเมือง ก็ควรมีความชัดเจนว่าหากกลับมาเป็นรัฐบาลสมัยหน้า จะเดินหน้าหรือถอยเรื่องปฏิรูปตำรวจอย่างไรในฐานะนักการเมือง บทสรุปของผลงานเป็นได้เพียงแค่ข้อเสนอที่เป็นร่างกฎหมายของคณะกรรมการร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ที่มี มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน สาระสำคัญคือ แก้ปัญหาซื้อขายตำแหน่ง กระจายอำนาจ และดูแลตำรวจชั้นผู้น้อย แต่ไร้ซึ่งความเชื่อมั่นว่าจะไม่ถูกปรับเปลี่ยน หรืออย่างน้อย พล.อ.ประยุทธ์ ควรทำให้เสร็จภายในรัฐบาลชุดนี้

อีกปัจจัยที่ทำให้ผลงานไม่ออก เพราะรัฐมนตรีบางกระทรวงโลกลืม ข้าราชการบางกระทรวงเกียร์ว่างไม่สนองนโยบาย ซึ่งเป็นคำพูดที่ พล.อ.ประยุทธ์ เปรยบ่อยครั้ง อาทิ โครงการตามแนวพระราชดำริ เศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ ยิ่งใกล้วันเลือกตั้งมากขึ้นเท่าไร พล.อ.ประยุทธ์ จึงต้องวันแมนโชว์เองมากขึ้น ทั้งตรวจเยี่ยมกระทรวงและลงพื้นที่ต่างจังหวัดถี่ยิบ จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นทั้งการหาเสียงและโหมผลงานรัฐบาลให้ออกมา โดยย้ำว่าภายใต้การทำงานของรัฐบาลชุดนี้ รัฐบาลได้ดำเนินการอะไรไปแล้วบ้าง และปีต่อๆ ไปหลังจากนี้รัฐบาล คสช.จะต่อยอดงานเรื่องใดบ้าง

เหลือเวลาอีกไม่นานตามสัญญา พล.อ.ประยุทธ์ คงไม่อาจสะสางงานที่คั่งค้างได้ ทำได้เพียงเร่งตีปี๊บผลงานเดิมๆ ที่ทำสำเร็จ พร้อมๆ กับปกปิดผลงานด้อยที่ไม่สำเร็จไม่ให้ประชาชนรับรู้ก็เท่านั้น

จับตา “เชียงใหม่” พลังประชารัฐหมายเจาะที่มั่นเพื่อไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/574208

  • วันที่ 17 ธ.ค. 2561 เวลา 16:30 น.

จับตา "เชียงใหม่" พลังประชารัฐหมายเจาะที่มั่นเพื่อไทย

สนามเลือกตั้งเชียงใหม่ที่มีจำนวน สส. 9 คน เป็นพื้นที่หัวใจสำคัญของพรรคเพื่อไทยที่กำลังถูกท้าทายจากพลังประชารัฐ

*********************************

โดย…ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์

สนามเลือกตั้ง จ.เชียงใหม่ 9 เขต เลือกตั้ง สส.จำนวน 9 คน พื้นที่ซึ่งถือได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นบ้านเกิดของ ทักษิณ ชินวัตร จากเดิมที่มีกระแสข่าวน่าจับตาว่านักการเมืองตระกูล “บูรณุปกรณ์” เตรียมถอนยวงจากเพื่อไทยไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ แต่สุดท้ายก็ไม่มีการย้ายพรรคแต่อย่างใด

พื้นที่เชียงใหม่ ณ เวลานี้นับว่าพรรคเพื่อไทยยังเหนียวแน่น ยกเว้นเพียงบางเขตที่กระแสการแข่งขันนั้นน่าจับตาจากผู้ท้าชิงที่มีดีกรีไม่น้อยหน้ากว่าเจ้าของพื้นที่เดิม อาทิ

เขต 5 พรรคเพื่อไทย วางเกมอดีต สส.เก่าในพื้นที่อย่าง ประสิทธิ์ วุฒินันชัย ลงในการเลือกตั้งครั้งนี้ ขณะที่พรรคภูมิใจไทยส่ง นพ.ไกร ดาบธรรม ซึ่งมีคะแนนเสียงสูสีลงชน ส่วนพรรคพลังประชารัฐส่ง สมพงศ์ ค่ายคำ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนวิทยาลัยการอาชีพฝาง ลงชิง ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ส่ง พรเลิศ ก๋าวินจันทร์ ลงในเขตนี้

เขต 7 ดูจะเป็นเขตที่น่าจับตาที่สุด เมื่อ เดชนัฐวิทย์ เตริยาภิรมย์ บุตรชาย บุญทรง เตริยาภิรมย์ ตัดสินใจซบพรรคพลังประชารัฐ และลงในพื้นที่นี้แทนบิดา แต่ยังมีกระแสข่าวว่า ดร.เดือนเต็มดวง ณ เชียงใหม่ อดีต สส.ประชาธิปัตย์ จะหันมาลงนามพรรคพลังประชารัฐเช่นกัน ขณะที่พรรคเพื่อธรรมจะส่ง จรัส ไชยยานายกเทศมนตรีเมืองแกนพัฒนา ลูกน้องคนสนิทของบุญทรงลงชิง

สำหรับเขตอื่นๆ ในเขตเลือกตั้งที่ 1 พรรคเพื่อไทยส่ง ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ อดีต สส.เจ้าของพื้นที่ หลานสาว บุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายก อบจ.เชียงใหม่ รักษาฐานเสียงเดิม ส่วนพรรคประชาธิปัตย์เดิมมีข่าวว่าจะส่งคนรุ่นใหม่ ภาณุพงค์ วีรตันตยาภรณ์ อดีตนักไฮด์ปาร์กลงสนามนี้เพื่อหวังขอคะแนนเสียงจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ แต่ยังห่วงเรื่องของการด้อยพรรษา ผู้ที่จะลงแทนในนามพรรคประชาธิปัตย์อาจเป็น พรชัย จิตรนวเสถียร นักธุรกิจเจ้าของโรงแรมในจ.เชียงใหม่ ส่วนพรรคพลังประชารัฐ คาดส่ง พจนารถ ศรียารัมย์ อดีต สจ.เขตเมืองเชียงใหม่ ลงสู้ศึก ส่วนพรรคภูมิใจไทย คาดว่าจะส่ง วิภาวัลย์ วรพุฒิพงค์ ประธานหอการค้าเชียงใหม่ ส่วนพรรคเพื่อธรรม ส่งอดีต ผวจ.เชียงใหม่ ธานินทร์ สุภาแสน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ส่วนกลุ่มเสื้อแดงเชียงใหม่ หนุน มหวรรณ กะวัง ลงในนามพรรคเสรีรวมไทย ส่วนหน้าใหม่ อย่าง สุพัตรวี อยู่แพทย์แม่หลวงกุ้ง ผู้ใหญ่บ้านคนสวนลงในนามพรรคชาติพัฒนา ส่วนพรรคอนาคตใหม่ ส่ง ธิดารัตน์ ศิริยากร หรือทนายจ๋า ซึ่งมีคะแนนเสียงดีในเขตนี้ลงสู้ศึกด้วย

ในเขต 2 พื้นที่ของ นพคุณ รัฐผไท พรรคเพื่อไทย ซึ่งอาจจะมี ภาณุพงค์ วีรตันตยาภรณ์ อดีตแกนนำ กปปส.เชียงใหม่ และ ศรีพรรณ เขียวทอง ประธานกลุ่มสตรี จ.เชียงใหม่ ที่คาดว่าจะลงสมัครในนามพรรคพลังประชารัฐมาเป็นผู้ท้าชิง

เขต 3 พรรคเพื่อไทย คาดว่าจะส่ง จักรพล ตั้งสุทธิธรรม บุตรชาย สุรินทร์ ตั้งสุทธิธรรม หรือเฮียฮง เจ้าของโรงแรมพิงค์พะยอม ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ คาดจะส่ง พรชัย อรรถปรียางกูร อดีต สส.เก่า เครือข่ายของบุญเลิศลงในเขตนี้

เขต 4 เพื่อไทย ยังใช้อดีต สส.ในพื้นที่เดิม วิทยา ทรงคำ ซึ่งมีฐานเสียงในท้องถิ่น ขณะที่ไทยรักษาชาติ ส่ง โสภณ โกชุม ลงพื้นที่ในเขตนี้ ส่วน พลังประชารัฐ ส่ง กิ่งกาญจน์ ณ เชียงใหม่ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งค่อนข้างมีคะแนนเสียงสูสี

เขต 6 เพื่อไทย ส่ง จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ บุตรชาย สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ อดีต สส. ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ส่ง ยงยุทธ สุวภาพ ซึ่งมีฐานเสียงจากเครือข่ายเกษตร

สำหรับเขต 8 เพื่อไทย ส่ง สุรพล เกียรติไชยากร สส.เก่าในพื้นที่ลงอีกครั้ง ซึ่งมีคะแนนฐานเสียงที่หนาแน่น ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ส่ง สุทัศน์ สุทัศนรักษ์ซึ่งมีฐานเสียงจากการเมืองท้องถิ่น ส่วนพลังประชารัฐ ส่ง นเรศ ธำรงค์ทิพยคุณที่มีอดีตเลขาฯ พล.ต.อินทรัตน์ ยอดบางเตย หรือเสธ.ม่อย คนดังเป็นฐานเสียง

ในเขต 9 พรรคเพื่อไทย ส่ง ศรีโสภา โกฏคำลือ ลูกสาวของกำนันคนดัง ศรีเรศ โกฏคำลือ ขณะที่ พรรคพลังประชารัฐ ส่ง นรพล ตันติมนตรี โดยมีอดีต สส.หลายสมัยของเชียงใหม่ อย่าง อำนวย ยศสุข คอยให้การสนับสนุน

ต้องจับตาดูว่าพรรคเพื่อไทยและเครือข่ายจะยังสามารถรักษาฐานที่มั่นเชียงใหม่ไว้ได้อย่างเหนียวแน่นเช่นเดิมหรือไม่

วิชั่นรุ่นใหม่”พลังประชารัฐ” ความขัดแย้งควรยุติ-ถึงเวลาประเทศเดินหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/574064

  • วันที่ 16 ธ.ค. 2561 เวลา 10:37 น.

วิชั่นรุ่นใหม่"พลังประชารัฐ" ความขัดแย้งควรยุติ-ถึงเวลาประเทศเดินหน้า

ส่องวิสัยทัศน์ทีมงานคนรุ่นใหม่จากพรรคพลังประชารัฐ ที่หวังจะร่วมพัฒนาประเทศให้เดินไปข้างหน้า

***************************

โดย…ปริญญา ชูเลขา

การเลือกตั้งครั้งนี้น่าสนใจกว่าทุกครั้งที่ผ่านๆ มาไม่ใช่เพราะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลปฏิวัติรัฐประหารของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไปสู่รัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง แต่นับเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกที่คนรุ่นใหม่กระตือรือร้นให้ความสนใจกล้ากระโดดลงเล่นการเมืองกันมากเป็นพิเศษ

ทุกพรรคต่างนำเสนอทีมงานคนรุ่นใหม่ให้ประชาชนได้รู้จัก จนเกิดประกายความหวังของพี่น้องประชาชนว่า นักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์จะเข้ามายึดพื้นที่ทางการเมืองแทนนักการเมืองหรือนักเลือกตั้งรุ่นเก่าๆ

ทีมงานคนรุ่นใหม่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)ยกทัพมาแสดงวิสัยทัศน์ว่าที่ สส. หรือรัฐมนตรีคนรุ่นใหม่ถึงกองบรรณาธิการ โดยมีสาระสำคัญดังนี้

เริ่มที่ “นรุตม์ สียางฟู” คนหนุ่มวัย 33 ปี เรียนจบต่างประเทศและเชี่ยวชาญธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ขันอาสาขอดูงานประชาสัมพันธ์ของพรรคด้วยความช่ำชองการใช้โซเชียลมีเดียและสื่อยุคใหม่ เพื่อให้ประชาชนได้รู้จักนโยบายพรรค ซึ่งในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ ภารกิจสำคัญของคนรุ่นใหม่คือ งานประชาสัมพันธ์เชิงรุกเน้นกลยุทธ์โซเชียลมีเดีย โดยตั้งทีมงานขึ้นมาพิเศษเพื่อบุกสื่อใหม่ๆ โดยมีทีมที่ปรึกษาสำคัญ 2 ท่าน คือ “สุวิทย์ เมษินทรีย์” รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ “กอบศักดิ์ ภูตระกูล” รมต.ประจำสำนักนายกฯ เป็นหัวหอกสำคัญในการให้การสนับสนุน คำปรึกษา และชี้แนะ เพื่อให้กลุ่มคนรุ่นใหม่จะได้ไประดมความคิดเห็นและผลิตคอนเทนต์ให้โดนใจประชาชนที่เกี่ยวกับภาพลักษณ์และนโยบายพรรค

“ถ้าได้เป็น สส. หรือนักการเมือง สิ่งที่อยากเข้ามาทำงานคือ อยากเป็นส่วนหนึ่งในการนำเทคโนโลยีอันทันสมัยมาพัฒนาภาคเกษตร โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ มาคำนวณหรือพยากรณ์อุปสงค์และอุปทาน เพื่อควบคุมดูแลการผลิตและตลาด” นรุตม์ กล่าว

เช่นเดียวกับ ภก.คมสัณห์ ฐานะโชติพันธุ์ หรือตี๋ แพทย์หนุ่มวัย 38 ปี หนึ่งในทีมงานหน้าใหม่ของพรรค ออกตัวแรงด้วยการเสนอตัวขอทำประเด็นร้อน นโยบายสนับสนุนการปลูก “กัญชา” เป็นพืชเศรษฐกิจ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ด้านการแพทย์และสาธารณสุข เพราะจะเกิดผลดีตามมามหาศาล โดยกัญชาจะกลายเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ทดแทน ยางพารา ปาล์ม หรือข้าว ที่มีปริมาณล้นตลาด และมีปัญหาราคาตกต่ำอยู่ในขณะนี้ ที่สำคัญคุณภาพกัญชาไทยขึ้นชื่อเสียงดีที่สุดในโลกก็ว่าได้ หากประสบความสำเร็จจริงๆ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยซ้ำ เพราะกัญชาจะกลายเป็นสินค้าส่งออกตัวใหม่ สร้างรายได้ให้กับประเทศจำนวนมหาศาล

“วันนี้ไม่มีรัฐบาลไหนกล้าเอากัญชาขึ้นมาบนโต๊ะ แต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ทำได้เพราะทำเพื่อประโยชน์คนส่วนใหญ่ทั้งภาคเกษตร สาธารณสุข และเศรษฐกิจสิ่งสำคัญของการปลูกกัญชา คือ ต้องมีการควบคุมและจัดโซนนิ่งให้ดี รวมถึงการวิจัยและพัฒนาต่อยอดมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ซึ่งจะเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหาศาล”ภก.คมสัณห์ กล่าว

แพทย์หนุ่ม กล่าวว่า ลองคิดดูว่าตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา ควรพอกันหรือยังกับความขัดแย้งทางการเมืองในเรื่องสีเสื้อ เหลืองหรือแดง หรือใครเป็นฝ่ายเผด็จการ หรือประชาธิปไตย ควรพอได้แล้ว เพราะวันนี้ต้องหันมาพัฒนาประเทศให้เดินหน้าต่อไป ดังนั้น เมื่อพรรคให้ความสำคัญกับเสียงคนรุ่นใหม่ จึงก้าวเข้ามาสู่พรรคแห่งนี้

“สิ่งที่อยากย้ำมากๆ คือ พรรคพลังประชารัฐ ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ถามว่าถ้าไปอยู่พรรคอื่นจะได้เข้าไปหรือไม่ ถ้าไม่มีญาติเล่นการเมือง ถ้าไปเพื่อไทย หรือไปประชาธิปัตย์ จะมีใครรู้จักพวกเราไหม บอกได้เลยว่าไม่มี แต่พลังประชารัฐให้โอกาสคนรุ่นใหม่ เสียงที่พวกเราพูดออกไปดังและได้รับฟัง” ภก.คมสัณห์ กล่าว

สำหรับนักการเมืองหญิงหน้าใหม่อย่าง “ทิพานัน ศิริชนะ” หรืออ้น ดีกรีนักกฎหมายระหว่างประเทศ ออกตัวว่าอยากเข้าไปทำงานด้านการศึกษา เพราะเป็นงานที่ถนัดทั้งประสบการณ์และความรู้ที่ร่ำเรียนมา ถ้าเข้าสภาไปได้จะขอเสนอไอเดียใหม่ๆ ในการปฏิรูปการศึกษาเด็กประถมวัยและมัธยม ด้วยการ “ดึงมหาวิทยาลัยในพื้นที่ของแต่ละจังหวัดเข้ามาเป็นพี่เลี้ยงแก่โรงเรียนระดับประถมและมัธยมมาช่วยเรื่องระบบการเรียนการสอนแก่โรงเรียน ครู และเด็กเยาวชน” เพราะสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษามีความพร้อมด้านองค์ความรู้และบุคลากร

“ในการพัฒนาทักษะเด็กในช่วงประถมวัยสำคัญที่สุดคือ พัฒนาทักษะเด็กให้กล้าคิดกล้าทำ คิดวิเคราะห์เป็น และต้องนำเทคโนโลยีการเรียนการสอนอันทันสมัยมาช่วยให้เด็กคิดเป็น ทำเป็นและรู้จักทักษะในสิ่งที่ตัวเองถนัดคือ หัวใจสำคัญในการวางรากฐานการเรียนการสอนในอนาคต ดังนั้น การปฏิรูปการศึกษาต้องเริ่มต้นที่ปฐมวัยโดยมีมหาวิทยาลัยเป็นพี่เลี้ยง” ทิพานัน กล่าว

คนรุ่นใหม่ล้วนมีความคิดเห็นคล้ายๆ กันในการเลือกเดินเข้าประตูบ้านของพรรคพลังประชารัฐ เพราะผู้ใหญ่ หรือรุ่นพี่ทางการเมืองให้โอกาสในการแสดงออกหรือรับฟังความคิดเห็นทั้งหมดยืนยันหนักแน่นว่า พลังประชารัฐ ไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ หรือคนรุ่นใหม่เป็นแค่นั่งร้านให้ คสช.สืบทอดอำนาจ เพราะวันนี้อำนาจเลือกรัฐบาล และนายกรัฐมนตรี อยู่ในมือของประชาชน

ดังเช่น ดร.ไกรเสริม โตทับเที่ยง ทายาทตระกูลดัง เจ้าของบริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารกว้างไพศาล ที่คนไทยรู้จักดีชื่อ ปุ้มปุ้ย กล่าวว่า ส่วนตัวไม่มาเล่นการเมืองก็อยู่บ้านสบายๆ อยู่แล้ว การงานที่ทำอยู่ก็ดีไม่เดือดร้อน แต่พรรคนี้เปิดช่องให้พวกเราได้เสนอความคิดเห็นเต็มที่และพรรคนี้เกิดขึ้นตามระบอบประชาธิปไตย ที่สำคัญผู้ใหญ่ในพรรคเห็นความสามารถของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ใช่แค่ต้องเป็นทายาทนักการเมืองถึงจะเข้ามาเล่นการเมืองได้ ดังนั้น ถ้าไม่เล่นการเมืองวันนี้ก็ไม่รู้จะเล่นการเมืองเมื่อไหร่

ณ เวลานี้ต้องยอมรับว่ากระแสผู้นำคนรุ่นใหม่มาแรงมากทั้งในต่างประเทศที่คนรุ่นใหม่อายุไม่ถึง 40 ปีก้าวขึ้นเป็นนายกฯ หรือประธานาธิบดี เช่นเดียวกับเมืองไทยคือ ความหวังที่จะเข้าไปทำงานเพื่อบ้านเมือง เพราะคนรุ่นใหม่ยุคนี้ล้วนจบการศึกษาสูงและตระกูลหรือฐานะทางบ้านดีทั้งนั้น

เช่น ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ หรืออุ๋ม นักธุรกิจรุ่นใหม่ที่สนใจการเมือง เธอเป็นผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มนักการเมืองรุ่นใหม่ได้เข้าไปนั่งเก้าอี้ กรรมการบริหารพรรค เธอกล่าวอย่างมุ่งมั่นว่าอยากเข้ามาทำงานด้านสังคมเกี่ยวกับประเด็นสิทธิสตรี เพราะเห็นว่าทุกวันนี้ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของสตรียังน่าเป็นห่วง เช่น การท่องเที่ยว การเดินทาง หรือการโดยสารรถสาธารณะ อันตรายไม่ปลอดภัย เช่น การโดยสารแท็กซี่ ยังไม่ปลอดภัยเหมือนต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น จึงอยากจะเข้ามาทำนโยบายความปลอดภัยของสตรี แม้ปัจจุบันจะมีองค์กรเอกชนทำงานด้านนี้อยู่มาก แต่ยังกระจัดกระจาย จึงอยากให้ภาครัฐเป็นเจ้าภาพหลัก โดยเฉพาะประเด็นการให้ความรู้แก่เด็กและเยาวชนหญิงเรื่องการตั้งครรภ์ก่อนแต่ง หรือการป้องกันการข่มขืน เป็นต้น

“ตั้งใจลง สส.เขต เลือกเขตดุสิต แม้จะรู้ว่าเขตนี้แข่งขันดุเดือดมากๆ ทั้งพรรคเพื่อไทย ส่ง ลีลาวดี วัชโรบล และต้องชนกับ ชื่นชอบ คงอุดม ลูกชาย ชัชชวาลย์ หรือชัช เตาปูน พรรคพลังท้องถิ่นไทย ก็พร้อมสู้เต็มที่ไม่ถอย แม้จะเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ก็ตาม” ธณิกานต์ กล่าว

ลำพังความรู้ความสามารถแม้จะจบนอก หรืองานการดีแค่ไหน หากพื้นที่ทางการเมืองไม่เปิดยากที่จะเข้ามาได้ แต่สำหรับ รัฐชยุตม์ รุ่งจารุพันธ์ หรือเอ็ม นักธุรกิจหนุ่มไฟแรง ไม่หวาดหวั่นกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้ พร้อมที่จะก้าวเข้าสู่วงการการเมืองในนามพรรคพลังประชารัฐ เพราะมั่นใจในความสามารถของตัวเองว่าเป็นที่ยอมรับ และประกาศตัวเองว่า ผมไม่ใช่ทายาทนักการเมืองเป็นเพียงลูกครอบครัวคนจีนคนหนึ่งที่ปากกัดตีนถีบขยันทำงานมาตั้งแต่เด็กจนโต สามารถหาเงินเลี้ยงตัวเองและส่งตัวเองไปเรียนต่อต่างประเทศได้สำเร็จ กลับมาก็มาทำธุรกิจต่างๆ มากมายจนมีฐานะมั่นคง

“ผมสนใจงานการเมืองมาตั้งแต่เด็กๆ ชอบดูอภิปรายในสภา เห็นนักการเมืองรุ่นเก่าๆ โต้ตอบชิงไหวชิงพริบกันด้วยความคิดแบบจริงๆ จังๆ จึงอยากเข้ามาทำงานการเมืองบ้าง ซึ่งสิ่งที่ถนัดคือ งานเกี่ยวกับเศรษฐกิจและเกษตร ดังนั้น เมื่อพรรคสนับสนุนจึงพร้อมเดินลุยบนเส้นทางการเมืองอย่างเต็มที่” รัฐชยุตม์ กล่าว

ความหวังนโยบายสิ่งแวดล้อม วัดใจพรรคกล้านำเสนอ สลัดกลุ่มทุนครอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/574048

  • วันที่ 16 ธ.ค. 2561 เวลา 07:47 น.

ความหวังนโยบายสิ่งแวดล้อม วัดใจพรรคกล้านำเสนอ สลัดกลุ่มทุนครอบ

แม้หลายพรรคการเมืองจะเริ่มเปิดนโยบายออกมาให้สังคมได้รับรู้เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่การเลือกตั้ง ทว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ใกล้ตัว ยังไม่มีพรรคการเมืองเสนอนโยบายออกมาอย่างชัดเจน

*****************************

โดย…เอกชัย จั่นทอง

เรียกว่าคึกคักสำหรับพรรคการเมืองในประเทศไทย ที่กำลังเตรียมพร้อมเลือกตั้งในวันที่ 24 ก.พ. 2562 หลายพรรคเริ่มปูทางชูนโยบายหวังยึดคะแนนเสียงจากประชาชนกันบ้างแล้ว แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง ความมั่นคง แต่ยังมีเรื่องจากฝั่งในแวดวงคนสิ่งแวดล้อมห่วงใย หลายพรรคไม่มีใครกล้าชูนโยบายการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน ทั้งที่ปัจจุบันถือเป็นเรื่องใกล้ตัวเข้ามาทุกที

จิรพล สินธุนาวา อาจารย์ประจำคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล สะท้อนว่า เรื่องสถานการณ์สิ่งแวดล้อมทุกคนต้องเปลี่ยนแผนแล้ว หากจะคิดว่าค่อยเป็นค่อยไปคงไม่ได้อีกต่อไป เพราะอุณหภูมิโลกสูงกว่า 1.5 องศาเซลเซียส จากเดิมที่ทั่วโลกตั้งเป้าหมายไว้ไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส นั่นทำให้เราต้องหันมาใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเร่งด่วน

“วันนี้สื่อไม่มีการนำเสนอเรื่องสิ่งแวดล้อม มีเพียงแต่เรื่องของการเลือกตั้ง การย้ายพรรคการเมือง ใครเป็นหัวหน้าพรรค จนไม่มีใครสนใจข่าวสถานการณ์สิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน แม้แต่นักการเมืองเองเช่นกันก็ไม่สนใจ สนใจเพียงว่าจะอยู่พรรคใด เพราะกลัวตกรุ่นไป ทำให้ไม่มีใครสนใจในนโยบายสิ่งแวดล้อม ที่จะทำความแปลกใหม่ แตกต่าง และเป็นความหวังให้ประชาชนได้บ้าง นั่นสะท้อนให้เห็นว่าทุกคนดูปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเดียว ถือว่ามีสายตาสั้นมาก”

ยิ่งตอกย้ำภาพความน่ากลัวทางสิ่งแวดล้อม เมื่อเสียงระฆังดังเตือนขึ้นในเวทีระดับโลกแล้วว่า ถ้าเรามัวแต่อยู่เฉยๆ เช่นนี้ โลกของเราไม่รอดอย่างแน่นอน หลังจากที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยโลกร้อน ระบุชัดว่า มีการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกที่ 1.5 องศาเซลเซียส น้ำแข็งละลายเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้น้ำทะเลเพิ่มระดับตามขึ้นไป แต่หลายคนยังคิดว่าไม่มีผลกระทบใด ประชาชนยังดำเนินกิจวัตรที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมดั่งเดิมปกติ ทั้งการขับรถแรลลี่ต่างๆ ที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา

จิรพล ระบุด้วยว่า การสร้างมูลค่าเศรษฐกิจนับแสนล้านก็จะไม่รอดถ้าหากสถานการณ์โลกยังเป็นเช่นนี้ ในขณะที่ต่างประเทศต่างขานรับกับการปรับตัวเตรียมรับและเข้าใจสถานการณ์ เช่น เรื่องอาหาร เรื่องภัยพิบัติที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ถ้าอุณหภูมิสูงไปกว่านี้ แต่ประเทศไทยกลับไม่สนใจ สนใจเพียงเรื่องหุ้น เรื่องการเลือกตั้ง โดยไม่มีใครคำนึงถึงว่าประชาชนจะอยู่รอดกันอย่างไร ระบบนิเวศจะฟื้นฟูได้หรือไม่

“ต้องมีการคิดในระยะยาวว่าอนาคตในประเทศไทยจะเป็นอย่างไร ปรับตัวอย่างไร ทุกวันนี้ตัวอย่างเห็นชัดเจน ประชาชนตามหมู่บ้านจัดสรรใน จ.สมุทรปราการ โดนน้ำท่วมเพิ่มขึ้นอยู่เรื่อยๆ ที่สำคัญเป็นน้ำเค็มจากทะเล ส่งผลให้การสัญจร การจอดรถเป็นไปด้วยความลำบาก ทำให้ต้องมีการอพยพหนีน้ำเค็ม มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วและใกล้ตัวจริง” นักวิชาการ ยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

จิรพล กล่าวว่า เรื่องขยะถูกยกปัญหาเป็นโอกาสสร้างรายได้ สร้างโอกาสทางการเมือง นำมาหาเสียง โดยไม่มีระบบการบริหารจัดการที่ดี ตั้งแต่ระดับการเมืองท้องถิ่นจนการเมืองขนาดใหญ่ ใช้ขยะมาหาเสียงเป็นแหล่งรายได้เพื่อความอยู่รอด เพียงนำมาโฆษณาว่าจะแก้ปัญหาเรื่องขยะได้

ขณะที่ฟากกลุ่มนักอนุรักษ์อย่าง ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พุ่งเป้าที่พรรคการเมืองทันทีว่า ธรรมชาติของพรรคการเมืองมุ่งเน้นเรื่องคะแนนเสียงเป็นส่วนใหญ่ ทั้งพรรคการเมืองขนาดเล็กและใหญ่ ดังนั้นเรื่องสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ถ้าหากพรรคการเมืองใดชูนโยบายเรื่องสิ่งแวดล้อมมาเป็นประเด็นในการหาเสียงถือว่ามีความ “กล้าหาญ” ทางการเมืองอย่างมาก เพราะจะไม่ค่อยได้คะแนนเสียงอย่างแน่นอน

“ปัจจุบันยังไม่เห็นพรรคการเมืองใดนำเสนอนโยบายสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจนแต่รวมประเด็นสิ่งแวดล้อมไว้กับเรื่องเศรษฐกิจ ทำให้เรื่องสิ่งแวดล้อมไม่โดดเด่น ทำให้การรับรู้ไม่แผ่กว้าง”

ธารายังเชื่อว่ามีพรรคการเมืองหลายพรรค โดยเฉพาะพรรคใหม่ๆ ที่คิดทำเรื่องสิ่งแวดล้อม เพียงแต่ไม่ได้ชูนโยบายให้โดดเด่น ซึ่งเป็นการคิดแบบบูรณาการมากกว่า เช่น ขยะพลาสติก นโยบายจะทำอย่างนี้ การทำประมง ต้องสนับสนุนประมงพื้นบ้าน จึงคิดว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมไม่ใช่หัวข้อหลักในนโยบายใหญ่ แต่อยู่ในองค์ประกอบของนโยบายใหญ่อีกระดับมากกว่า

“ถ้านโยบายสิ่งแวดล้อมชัดเจนเกิดรูปธรรมมาก บางครั้งอาจไปกระทบหรือสวนทางกับกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง ธุรกิจ เช่น พรรคการเมืองใหญ่บอกว่าจะแบนถุงพลาสติกใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง ทำไม่ได้แน่นอน มันจะแย้งกับแหล่งทุนที่สนับสนุนพรรค ประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมที่ต้องหากำไรจากการผลิตพลาสติก เชื่อว่าพรรคการเมืองใหญ่มีความคิดในนโยบายสิ่งแวดล้อม แต่ไม่กล้าหยิบยกขึ้นมาเป็นนโยบายหลัก” ธารา สะท้อน

ผู้อำนวยการกรีนพีซฯ ระบุด้วยว่า ประเด็นสิ่งแวดล้อมจึงไม่น่ากลายเป็นแรงผลักดันให้พรรคการเมืองได้คะแนนเสียงมากที่สุดในการเข้ามาบริหารประเทศ ทั้งที่ประเด็นสิ่งแวดล้อมถูกบรรจุอยู่ในกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ตามกรอบกฎหมายต่างๆ ที่มีอยู่แล้ว

ชำแหละกฎหมายคู่ชีวิต กลุ่ม LGBT หนุนขอมีบุตรบุญธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/573988

  • วันที่ 15 ธ.ค. 2561 เวลา 10:29 น.

ชำแหละกฎหมายคู่ชีวิต กลุ่ม LGBT หนุนขอมีบุตรบุญธรรม

โดย…เอกชัย จั่นทอง

หลังจากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพกระทรวงยุติธรรม เปิดรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจดทะเบียนคู่ชีวิต ผ่านเว็บไซต์จากประชาชนทั่วประเทศและกลุ่มความหลากหลายทางเพศ หรือกลุ่ม LGBT ในช่วงเดือนที่ผ่านมา รวมระยะเวลากว่า 15 วัน ปัจจุบันการ รับฟังความคิดเห็นในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีความเห็นหลากหลายจากทุกกลุ่มที่ร่วมแสดงความคิดเห็นในร่างกฎหมายฉบับนี้

เกิดโชค เกษมวงศ์จิตร รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ฉายภาพอธิบาย ร่าง พ.ร.บ.การจดทะเบียนคู่ชีวิตว่า ทะเบียนคู่ชีวิตเป็นเพียงแค่สัญญาของคนสองคนที่พร้อมใจจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ไม่ใช่การจดทะเบียนสมรส แต่มันคือการสัญญากันระหว่างคนสองคนแล้วจูงมือกันไปจดทะเบียนที่สำนักงานเขต ที่ว่าการอำเภอ โดยมีเจ้าหน้าที่เป็นพยานว่า ทั้งคู่สัญญาจะดูแลซึ่งกันและกัน โดยไม่เกี่ยวข้องหรือเหมือนกับทะเบียนสมรส และไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องศาสนา

“การจดทะเบียนคู่ชีวิตจะมีเรื่องของสิทธิพื้นฐานที่ทุกคนจะได้รับเหมือนปกติทั่วไป แต่สิ่งที่ไม่ได้รับคือเรื่องของการขอมีบุตรบุญธรรม เรื่องขอลดหย่อนภาษี และสวัสดิการรัฐกรณีการเบิกค่ารักษาพยาบาล จะไม่ได้รับประโยชน์ ทั้งนี้ร่างกฎหมายฉบับนี้จะให้สิทธิขั้นพื้นฐานทุกอย่างที่คนปกติได้รับทั่วไป และเพื่อแก้กฎหมายระหว่างคู่รักให้สามารถอยู่ด้วยกันได้ ทั้งการเซ็นรับรองรักษาพยาบาล การเซ็นรับศพ การบริหารทรัพย์สินร่วมกัน โดยจะทำกฎหมายนี้ให้ออกมาชัดเจน ปรับแก้ถ้อยคำให้สอดคล้องอย่างไร”เกิดโชค กล่าว

รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิฯ ระบุด้วยว่า หลักการของ พ.ร.บ.การจดทะเบียนคู่ชีวิต เราพยายามที่จะสื่อให้สังคมเห็นและมีการยอมรับในภาษากฎหมาย โดยเป็นการยอมรับว่ามีกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ รองรับด้วยตัวกฎหมายที่พูดถึงกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ มีการเขียนคำจำกัดความ ถ้าหากกฎหมายฉบับนี้ผลักดันสำเร็จจะเกิดประโยชน์ใน 3 มิติ เช่น มิติของการยอมรับในทางกฎหมายที่ถูกต้อง และเกิดมิติใหม่ของการอยู่ร่วมกันแทนที่จะจดทะเบียนสมรสเหมือนคู่หญิงชายปกติแต่จะเป็นการจดทะเบียนคู่ชีวิตระหว่างกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ

การเปิดรับฟังความคิดเห็นที่ผ่านมานั้น ส่วนใหญ่ให้การสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.การจดทะเบียนคู่ชีวิตเป็นอย่างดี อาจพบปัญหาเล็กน้อยในพื้นที่ภาคใต้คือเรื่องของศาสนา ที่ยังไม่เปิดกว้างเรื่องสิทธิทางหลากหลายทางเพศ ส่วนใหญ่เสนอไม่ให้บุคคลหลากหลายทางเพศที่นับถือศาสนาอิสลามจดทะเบียน พ.ร.บ.การจดทะเบียนคู่ชีวิต เนื่องจากเป็นการกระทำที่ขัดต่อศาสนา

เกิดโชค ยังบอกด้วยว่า จากการ รับฟังความคิดเห็นพบข้อเรียกร้องจาก ผู้แสดงความเห็นที่ต้องการขอให้ปรับแก้ไขเพิ่มเติมในร่าง พ.ร.บ.การจดทะเบียนคู่ชีวิตมากที่สุด พบว่า 1.เรื่องการขอมีบุตรบุญธรรม 2.ให้แก้ไขกฎหมายประมวลแพ่งและพาณิชย์ 3.ไม่อยากให้มีการระบุถึงเรื่องติดต่อร้ายแรงจนเป็นเหตุให้หย่าร้างกัน 4.ขอให้ปรับแก้ให้สิทธิคนพิการเข้ามาเป็นพยานได้

“กฎหมายที่เกิดขึ้นต้องเป็นกฎหมายที่ยอมรับได้ทั้งในสังคม ระดับประเทศ และสังคมโลก ต้องให้การยอมรับกับกฎหมายด้วย เพราะถ้าหากเมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมจะไม่ต้องกังวลในเรื่องของกฎหมาย เนื่องจากเป็นกฎหมายที่ถูกต้องและทุกฝ่ายให้การยอมรับแล้ว” เกิดโชค ยกผลลัพธ์ให้ฟัง

รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิฯ กล่าวว่า การจัดทำร่าง พ.ร.บ.การจดทะเบียนคู่ชีวิต เพื่อรับรองสิทธิในการก่อตั้งครอบครัวของกลุ่มคู่รักเพศเดียวกันนั้น จากการเปิดความรับฟังความเห็นประชาชนทั่วประเทศ สามารถคัดแยกประกอบไปด้วย กลุ่มเพศที่เข้ามาแสดงความเห็น แยกเป็น เพศหญิง 638 คน หรือ 20.9% เพศชาย 576 คน หรือ 18.9% กลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBT) 1,841 คน หรือ 60.3%

ส่วนการสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. การจดทะเบียนคู่ชีวิตฯ แยกเป็น กลุ่มสนับสนุน 2,991 คน หรือ 97.9% กลุ่มไม่สนับสนุน 64 คน หรือ 2.1% นอกจากนี้ยังแยกเป็นกลุ่มสาขาอาชีพ ประกอบด้วย กลุ่มข้าราชการและบุคลากร ของรัฐ คิดเป็น 20.9% กลุ่มนักวิชาการและนิสิตนักศึกษา 17.6% กลุ่มประชาชนทั่วไป 57.1%” เกิดโชค เผยข้อมูล ตัวเลข

เกิดโชค ระบุอีกว่า ส่วนกลุ่มอายุที่แสดงความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติการจดทะเบียนคู่ชีวิตฯ กลุ่มอายุไม่เกิน 30 ปี คิดเป็น 52.6% กลุ่มอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป แต่ไม่เกิน 40 ปี 29.8% กลุ่มอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป แต่ไม่เกิน 50 ปี 9.3% กลุ่มอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป แต่ไม่เกิน 60 ปี 7.5%

ทั้งนี้ สำหรับจำนวนประชากรของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศอาจมีตัวเลขไม่คงที่ แต่จากการประเมินน่าจะอยู่ประมาณหลักล้านคนอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้จะทำความเห็นจากการเปิดเวทีรับฟังความเห็นเสนอให้อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ  ก่อนส่งมอบให้กระทรวงยุติธรรมเพื่อนำเสนอพิจารณากฎหมายให้เสร็จต่อไป

“มองไทยหลังเลือกตั้ง ปัญหาที่ใหญ่กว่าวิกฤตการเมือง” ปาฐกถา “ธีรยุทธ บุญมี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/573509

  • วันที่ 10 ธ.ค. 2561 เวลา 19:05 น.

"มองไทยหลังเลือกตั้ง ปัญหาที่ใหญ่กว่าวิกฤตการเมือง" ปาฐกถา "ธีรยุทธ บุญมี"

“ธีรยุทธ บุญมี” เปิดเวทีวิเคราะห์ปัญหา “สังคม-เศรษฐกิจ-การเมือง-การศึกษา” ชี้ทุจริตรูปแบบใหม่ “คอร์รัปชั่นคอนเนกชั่น” มอง10กลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดอำนาจครอบงำเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2561 ที่ห้องประชุมอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ถนนราชดำเนิน นายธีรยุทธ บุญมี นักวิชาการอิสระ กล่าวปาฐกถา 45 ปี 14 ตุลา หัวข้อ “มองประเทศไทยหลังการเลือกตั้ง ปัญหาที่ใหญ่กว่าวิกฤตการเมือง” ว่า คนไทยหมกมุ่นกับปัญหาการเมืองมาตลอด 20 ปี จนมองข้ามปัญหาที่เป็นพื้นฐานกว่า เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ เช่น ความเหลื่อมล้ำ ที่มีความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจนกว้างขึ้นในทุกๆ ด้าน การศึกษาในทุกระดับมีคุณภาพลดลงอย่างน่าใจหาย การทุจริตคอร์รัปชั่นลามลงสู่รากหญ้า

กลุ่มทุนขนาดใหญ่ก่อตัวและขยายตัวมีอำนาจผูกขาดในทางเศรษฐกิจได้เกือบเด็ดขาด ที่สำคัญ คือสามารถสะกดเสียงไม่ให้ผู้ต่อต้านคัดค้าน หากกลุ่มทุนใหญ่ต้องการขยายกิจการที่ส่งผลกระทบต่อคนทั่วไป และสามารถควบคุมทุกมิติของเศรษฐกิจและทุกจังหวะชีวิตของคนไทย จนมีพฤติกรรมคล้ายๆกับที่ชาวบ้านเรียกว่า “ไก่ซีพี” เนื่องจากถูกป้อนอาหารตามชนิดและขนาดเป็นเวลาตั้งแต่เกิดจนกระทั่งถูกเชือด ขอตั้งชื่อคนไทยในอนาคตว่า “คนไทยซีพี” ซึ่งน่าจะให้ภาพใกล้เคียง ซึ่งถือเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าวิกฤตการเมืองชัดเจน

ความรู้ 4.0 ยังไม่เพียงพอ

นายธีรยุทธ กล่าวว่า นโยบายเศรษฐกิจ 4.0 ของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีข้อดีในส่วนของการกระตุ้นให้ภาคธุรกิจและภาคสังคม ตื่นตัวและปรับตัวต่อผลกระทบของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) มีการพัฒนาระบบ E-Government แต่ก็มีข้อวิจารณ์หลายส่วน เช่น ไม่มีการปรับกระบวนทัศน์ให้สังคมไทยเป็นสังคมข้อมูลข่าวสาร เพื่อเป็นพื้นฐานให้เกิดเศรษฐกิจความรู้ ประเทศที่เป็นแถวหน้าทางเศรษฐกิจ เช่น เยอรมัน อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี เป็นต้น

ทั้งนี้ยอมรับว่า ความรู้ด้าน 4.0 ยังไม่เพียงพอ ประเทศไทยยังขาดหลายส่วน เช่น ทรัพยากรบุคคล นวัตกรรม การค้นคว้าวิจัย เป็นต้น ล้วนอยู่ในขั้นต่ำทั้งสิ้น คำขวัญที่รัฐบาลพยายามจะบอกว่า เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังแม้แต่คนเดียว นั้น ที่จริงแล้วเป็นการก้าวเดินไปเฉพาะอภิสิทธิ์ชนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น

เปิดทุจริตรูปแบบใหม่ “คอร์รัปชั่นคอนเนกชั่น”

ส่วนปัญหาด้านสังคม ขณะนี้คนไทยกำลังจะแบ่งออกเป็น 2 ชนชั้นครึ่ง เนื่องจากประเทศไทยมีความแตกต่างทางรายได้สูงเป็นลำดับนำของโลก ทำให้คนรวยรวยล้นพ้น ชนชั้นกลางบางส่วนยุบตัวลงไปเป็นชนชั้นล่าง ทับซ้อนกับชนชั้นล่างที่พยายามขยายตัวไปขึ้นชั้นบน ซึ่งต้องเปลี่ยนคำขวัญว่า “รวยกระจุก จนกระจาย กลางกระจ้อน” คือ ชนชั้นกลางยังมีความแคระแกร็น

ต่อมา คอร์รัปชั่นขยายตัวไปทุกระดับชั้น ขยายวงกว้างไปในทุกวงการ ซึ่งเกิดจากโรคระบาดทางคุณธรรม คือ คนรวยโกงได้ คนชั้นกลาง คนชั้นล่างก็โกงได้ และแรงบีบคั้นความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ดังนั้นชนชั้นล่างพยายามกดดันให้ภาครัฐมีนโยบาย “ประชานิยม” ลดแลกแจกแถม ชนชั้นกลาง ต้องการรักษาสถานภาพชีวิตแบบเดิม เกิดความนิยมสร้างเครือข่ายในแนวราบ เช่น กลุ่มเพื่อนรุ่นเดียวกัน กลุ่มเพื่อนในหลักสูตรต่างๆ จนสามารถสร้างอำนาจต่อรองกับชนชั้นสูงได้ จนนำไปสู่การคอร์รัปชันแบบใหม่ คือ คอร์รัปชันคอนเนกชั่นในที่สุด

ทุนใหญ่ 10 กลุ่ม ผูกขาดอำนาจ ครอบงำเศรษฐกิจ

วิกฤตการเมืองเกิดความพยายามของกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดที่จะสถาปนาอำนาจของตัวเอง ก่อนเกิดวิกฤตการเมืองไทยมีเหตุการณ์ใหญ่เกิดขึ้นใน 2 อย่าง คือ ในทางการเมืองเกิดกระแสการเรียกร้องปฏิรูปการเมืองปี 2540 อีกมิติเกิดขึ้นพร้อมกันคือวิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งเกิดจากกระแสเสรีนิยมใหม่ในโลกที่บังคับให้ไทยเปิดเสรีทางการเงิน

สองเหตุการณ์นี้ทำให้เกิดแนวคิดใหม่ ๆ ในการแก้ปัญหา เช่น เกิดฉันทามติว่าปัญหาใหญ่การเมืองไทยคือการแตกแยกเป็นกลุ่มก๊วน ทางแก้คือการออกแบบรัฐธรรมนูญ 2540 ให้พรรคการเมืองเข้มแข็งขึ้นเป็นศูนย์กลางที่จะรวมกลุ่มก๊วนต่าง ๆ เข้าด้วยกันให้ได้ พลังที่จะมีศักยภาพดังกล่าวในประเทศมีเพียงบุคคลที่มีบารมี กองทัพ และกลุ่มทุนใหญ่

ความคิดนี้ทดลองใช้ครั้งแรกผ่านกลุ่มทุนของทักษิณ อาศัยพลังเงินทุนรวบรวม ส.ส. มาเข้าพรรค และเพิ่มประชานิยม ซึ่งได้รับการตอบรับจากชาวบ้านสูงมาก แต่พรรคของทักษิณ รวมศูนย์อำนาจและคอร์รัปชั่นแบบสุดขั้ว คุกคามอำนาจทหาร ฝ่ายอนุรักษ์ และกลุ่มทุนใหญ่อื่น ๆ จนเกิดการต่อต้านรุนแรง เกิดรัฐประหารขึ้น 2 หน

ซึ่งช่วง 10 กว่าปีที่บ้านเมืองวุ่นวายมีการก่อตัวของกลุ่มทุนใหญ่ขึ้นประมาณเกือบ 10 กลุ่ม มีอิทธิพลครอบงำภาคเศรษฐกิจสำคัญๆ ไว้ได้เกือบทั้งหมดและมักเข้าไปมีอิทธิพลครอบงำการเมืองจนเกิดศัพท์เฉพาะเรียกการปกครองใต้อำนาจโดยตรงหรืออ้อมของคนกลุ่มน้อย คือทุนอิทธิพล

คสช.วางแผนตั้งใจสืบทอดอำนาจมานาน ทำการเมืองอ่อนแอ เมินกระจายอำนาจ

นอกจากนี้คสช.ตั้งใจสืบทอดอำนาจมานานแล้ว ตั้งแต่ล้มรัฐธรรมนูญฉบับบวรศักดิ์มาเป็นร่างฉบับมีชัย ให้พรรคการเมืองมีสิทธิเสนอชื่อคนนอกที่ไม่ใช่ ส.ส. หรือปาร์ตี้ลิสต์ เพิ่มทั้งจำนวนและอำนาจ ส.ว. ตั้งโดยทหาร 250 คน มีสิทธิเลือกนายกรัฐมนตรี การดึงกลุ่มการเมือง “ยี้” “มาร” มารวมเป็นพรรคพลังประชารัฐโดยไม่กังวลเสียงวิจารณ์ เป็นการการันตีเกือบ 100% ว่าพล.อ.ประยุทธ์จะเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป

ถ้าจะหาคำอธิบายซึ่งไม่ใช่ว่าเพราะทหารอยากอยู่ในอำนาจ อยากมีผลประโยชน์แล้ว ก็ต้องมองเชิงอุดมการณ์ของชนชั้นนำไทย ซึ่งปัจจุบันคืออุดมการณ์เสรีนิยมทางเศรษฐกิจกับอนุรักษ์ทางการเมืองสุดขั้ว ในทางนโยบายก็คือ รัฐเข้มแข็ง ตลาดเติบโต ซึ่งก็คือทำให้การเมืองอ่อนแอ สังคม ชุมชนอ่อนแอ ไม่ออกมาคัดค้านเสรีภาพของกลุ่มธุรกิจ เพราะความเชื่อว่าถ้าทหารกำกับการเมืองให้มั่นคง ไม่สนใจการกระจายอำนาจ เน้นความเป็นเอกภาพและความเข้มแข็งของรัฐ แล้วปล่อยให้กลุ่มธุรกิจอิทธิพลใหญ่มีเสรีภาพในการขยายธุรกิจเต็มที่ไม่ต้องไปสกัดกั้น ก็พอเพียงที่ทำให้ประเทศมั่นคง เศรษฐกิจก้าวหน้าไปได้

การเมืองหลังเลือกตั้งประสานประโยชน์ ไม่ต่างจากระบอบทักษิณ

การเมืองไทยอนาคตจึงจะเป็นประชาธิปไตยอิทธิพล ของทหาร ข้าราชการ ชนชั้นนำทางความคิด และกลุ่มทุนใหญ่ ซึ่งมีโอกาสพัฒนาเป็นการเมืองใต้เงื้อมมือทุนอิทธิพล ได้ในที่สุด พล.อ.ประยุทธ์คงจัดตั้งรัฐบาลหน้าขึ้นได้ แต่ความชอบธรรมจะต่ำ เพราะรูปแบบการประสานประโยชน์ระหว่างพลังทหาร ข้าราชการ กลุ่มอนุรักษ์ และกลุ่มทุนใหญ่ ปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

คสช. ทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระ เช่น ปปช. กกต. ปิดกั้นการตรวจสอบ พฤติกรรมเลือกตั้งก็ไม่ต่างไปจากระบอบทักษิณในอดีต คือมีการเอารัดเอาเปรียบก่อนเลือกตั้ง เช่น การดิสเครดิตนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามโดยอำนาจรัฐประหารที่ตนมี จับกุม ดำเนินคดี หรือเรียกมาอบรม ไปจนถึงการแจกเงินคนจน คนแก่ ข้าราชการ ชาวไร่ ชาวสวน บัตรเครดิตคนจน แจกซิมฟรี อินเทอร์เน็ตฟรี ลดภาษี ช็อปช่วยชาติ ขึ้นรถไฟฟ้าฟรีฯ

รูปแบบโดยรวมการเลือกตั้งปี 2562 ก็คือการประมูลสัมปทานคะแนนเสียงเป็นรัฐบาล คล้ายการเลือกตั้งปี 2542 ซึ่งพรรคทักษิณได้พัฒนาจากการซื้อเสียงธรรมดามาเป็นการประมูลสัมปทานเพื่อจัดตั้งรัฐบาล โดยใช้ ประชานิยม ประมูลเสียงจากชาวบ้านอย่างได้ผล ได้รับการต่ออายุสัมปทานซ้ำหลายรอบ การเลือกตั้งครั้งนี้ดูจากพฤติกรรมของพรรคพลังประชารัฐบ่งว่าจะซ้ำรอยการประมูลสัมปทานคะแนนเสียงเช่นกัน

วอน “ประยุทธ์” ระงับการใช้อภินิหารกฎหมาย

ต้องขอวิงวอนพล.อ.ประยุทธ์ กองทัพ และนายทหารที่มีวิจารณญาณ ช่วยระงับไม่ให้ฝ่ายต่างๆ ใช้อภินิหารกฎหมายหรืออำนาจอื่นๆ จนถึงขั้นมีเสียงกล่าวหาว่าเป็น การเลือกตั้งสกปรก หรือโกงการเลือกตั้งแบบเดียวกับสมัยเผด็จการทหารปี 2500 ความชอบธรรมต่ำจะทำให้รัฐบาลประยุทธ์ถ้าชนะการเลือกตั้งจะเจอปัญหารุมเร้าตั้งแต่เริ่มต้น

นอกจากนี้จำเป็นต้องเปลี่ยนระบบคิดแบบทหาร หรือยังหลงคิดว่าตัวเองเป็นรัฏฐาธิปัตย์มีสิทธิชอบธรรมทุกประการ ให้มาเป็นการยอมรับความจริงของโลกยุคปัจจุบันที่มีพลังมีความคิดที่หลากหลาย ต้องมีการปรึกษาหารือ ปรองดอง และแก้ไขกฎหมายต่าง ๆ ให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น จึงจะมีโอกาสเป็นรัฐบาลที่ได้รับการยอมรับบทบาทการบริหารประเทศไปได้

เตือนใช้วาทกรรม “ปรองดอง” เพื่ออยู่ในอำนาจต่อ

อย่างไรก็ดี การเมืองไทยมีโอกาสดีขึ้น เพราะมีแนวโน้มว่าจะมีหลายฝ่ายทั้งเอกชน ธุรกิจ บุคคล กลุ่ม พรรค สถาบันต่าง ๆ ได้ก้าวออกมารับผิดชอบบ้านเมืองด้วยตัวเอง โดยไม่หวังรอตัวบุคคลหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอีกต่อไป แต่เมื่อยิ่งพูดเรื่องปรองดอง ยิ่งห่างความปรองดอง การเมืองไทยกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะปกติ

วาทกรรมการสามัคคีปรองดองมักใช้ในยามที่บ้านเมืองเกิดปัญหา แต่ถ้าใช้มากเกินไปโดยไม่ได้เสนอให้ชัดเจนว่าประชาชนควรร่วมแก้ปัญหาแท้จริงของประเทศได้อย่างไร ก็อาจเป็นเครื่องมือของฝ่ายกุมอำนาจที่อยากอยู่ในอำนาจต่อ

ทั้งนี้ความขัดแย้งเหลือง-แดง กปปส. ในปัจจุบันถือเป็นภาวะปกติแล้ว ไม่จำเป็นต้องเรียกร้องให้แต่ละฝ่ายเปลี่ยนจุดยืน อุดมการณ์ เพราะเวลาและสถานการณ์จะช่วยให้มีการปรับตัวให้ระบอบการเมืองดำเนินไปได้ตามสภาพเหมือนเดิมได้

กระบวนการเลือกตั้งที่กำลังดำเนินอยู่จะช่วยสร้างภาวะความแตกต่างอย่างปกติ ปกติเรามักคุ้นคำว่า แตกต่างแต่ไม่แตกแยก แต่ขอเพิ่มใหม่เป็น แตกต่างแต่แค่ถกเถียง ถกเถียงแต่ไม่ทะเลาะ ทะเลาะแต่ไม่ต่อสู้ ต่อสู้แต่ไม่แตกหัก ซึ่งทั้งพรรคประชาธิปัตย์และเพื่อไทยจะไม่มีใครใช้วาทกรรมหรือนโยบายสุดขั้วมาหาเสียง ต้องหาแง่มุมในการวิจารณ์ผลงานของพล.อ.ประยุทธ์หรือคสช. และสิ่งใหม่ที่จะให้กับสังคมและประชาชน และหวังว่า พรรคเพื่อไทย คงไม่ใช้แนวทางในนโยบายอย่างสุดโต่งในการหาเสียง เพราะหากใช้ พรรคที่จะโกยคะแนนเสียงคือ พรรคพลังประชารัฐ แต่พรรคเพื่อไทยต้องหาแง่มุมอื่นมาวิพาษ์วิจารณ์พล.อ.ประยุทธ์

4 มิติใหม่การเมืองเป็นความหวังปฏิรูปบางด้านและต่อต้านคอร์รัปชั่น

มีมิติการเมืองใหม่อยู่ 4 อย่าง คือ โซเชียลมีเดีย ปรากฏการณ์คนรุ่นใหม่ การขยายตัวพลังบวกของจิตอาสา และการแตกตัวของเพื่อไทย การเกิดโซเชียลมีเดียและเครือข่ายสังคมออนไลน์มีพลังทำให้หน่วยการปกครองท้องถิ่น ตำรวจ ราชการ และรัฐบาล สนองตอบในหลากหลายประเด็น จึงเป็นความหวังในการปฏิรูปบางด้านและการต่อต้านคอร์รัปชั่นอย่างค่อยเป็นค่อยไปได้

ส่วนปรากฏการณ์คนรุ่นใหม่ก็ต่อรองให้เกิดอัตลักษณ์และพื้นที่ของตัวเองในพรรคใหญ่ จนถึงขั้นตั้งพรรคของตนเองได้ เช่น พรรคอนาคตใหม่ นี้สอดคล้องความต้องการของสังคม ซึ่งต้องการสิ่งใหม่หรือปฏิเสธวัฒนธรรมอำนาจการเมืองแนวตั้งแบบบนสู่ล่างของพรรครุ่นเก่า ให้เป็นความสัมพันธ์แนวราบซึ่งเท่าเทียมกันมากกว่า

นอกจากนี้บางพรรคการเมืองก็เพิ่มบทบาทสมาชิกพรรคมากขึ้น เป็นมิติใหม่ที่เกิดขึ้น ส่วนพลังบวกของจิตอาสาเป็นพลังของคนไทยที่ยุคสมัยนี้มีความเป็นปัจเจกชน ต้องการทำดีตามที่ตัวเองชอบ ตัวเองสะดวก สะท้อนเป็นพลังมหาศาลของสังคมไทยในช่วงงานพระบรมศพรัชกาลที่ 9 และสืบเนื่องมาเรื่อย ๆ รัชกาลปัจจุบันก็ทรงให้ความสำคัญส่งเสริมจิตอาสา อย่างมาก ถ้าทุกฝ่ายช่วยกันผลักดันพลังนี้ก็อาจกลายเป็นพลังสำคัญหนึ่งของสังคมไทยที่จะปฏิรูปตนเองได้

พรรคเพื่อไทยก็เป็นปรากฏการณ์ที่ควรศึกษา เพราะมีฐานเสียงที่หนักแน่นกว้างขวางกว่าพรรคอื่นมาได้เกือบ 2 ทศวรรษ แต่ขณะนี้เพื่อไทยแตกออกเป็นหลายพรรคย่อยซึ่งควรส่งผลทางโครงสร้างการเมืองดีขึ้น คือมีกลุ่มการเมืองที่การตัดสินใจเป็นอิสระมากขึ้น การขึ้นอยู่กับตัวบุคคลและบางครอบครัวลดลง ถ้าพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ และทุกพรรค พัฒนานโยบายให้สร้างสรรค์ที่คนส่วนใหญ่เห็นพ้องด้วย เว้นวาทกรรมแบบเกลียดชังสุดขั้ว ก็จะทำให้การเลือกตั้งคราวหน้าเดินไปด้วยดี มีโอกาสร่วมมือกันแก้รัฐธรรมนูญแก้กฎหมายให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ซึ่งถ้าทำโดยร่วมกันแสดงเหตุผลที่เหนือกว่าก็อาจจะทำได้สำเร็จโดยไม่ต้องเผชิญหน้าแบบปะทะรุนแรงกับฝ่ายทหารอีก

“ว่าที่นายกรัฐมนตรี” ตัวแปรสำคัญชนะเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/573419

  • วันที่ 09 ธ.ค. 2561 เวลา 17:25 น.

"ว่าที่นายกรัฐมนตรี" ตัวแปรสำคัญชนะเลือกตั้ง

นาทีนี้ “พรรคพลังประชารัฐ” กลายเป็นพรรคเต็งหนึ่งที่จะมีโอกาสได้จัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง

*************************

โดย…ปริญญา ชูเลขา

พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นาทีนี้กลายเป็นพรรคเต็งหนึ่งที่จะมีโอกาสได้จัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง วันที่ 24 ก.พ. 2562 โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ คีย์แมนสำคัญในการคุมเกมสู้ศึกเลือกตั้งของ พปชร.ในครั้งนี้ ต้องยกให้ “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” เลขาธิการพรรค

“สนธิรัตน์” ถือเป็นมือประสานสิบทิศฝีมือระดับพระกาฬ โดยในช่วงไม่กี่เดือนสามารถดีลกลุ่มการเมืองกลุ่มก๊วนใหญ่ๆ เข้ามาสังกัดพรรคได้จำนวนมาก ทำให้ พปชร.กลายเป็นพรรคขนาดใหญ่ ส่วนจะมีแนวทาง กลยุทธ์ในการเอาชนะการเลือกตั้งได้อย่างไรนั้น “สนธิรัตน์” ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์ มีรายละเอียดน่าสนใจดังนี้

สนธิรัตน์ บอกว่า ในระยะสั้น พรรค พปชร. มีเป้าหมายขับเคลื่อนประเทศให้เดินหน้าต่อเนื่อง ด้วยการรวบรวมคะแนนเสียงให้มากพอในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเชื่อมั่นว่ารัฐบาลหน้าเป็นรัฐบาลผสมอย่างแน่นอน เพราะตามรัฐธรรมนูญทุกคะแนนไม่ตกน้ำ จึงเป็นเรื่องยากที่พรรคใดพรรคหนึ่งจะได้เสียงข้างมากในสภา และคงไม่มีพรรคไหนจะชนะแล้วเป็นรัฐบาลพรรคเดียวได้ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกแบบมาให้เป็นรัฐบาลผสม

ทั้งนี้ ในส่วนพรรค พปชร.นั้น “สนธิรัตน์” อธิบายว่า วันนี้ทุกกลุ่มการเมืองที่เข้ามาร่วมไม่มีเงื่อนไขใดๆ จึงไม่มีปัญหาในการอยู่ร่วมกันระหว่างกลุ่ม หรือก๊วนการเมือง สิ่งที่วิพากษ์วิจารณ์กัน คือ วาทกรรมทางการเมืองของคู่แข่งหรือฝ่ายตรงข้ามสร้างขึ้น เช่น คำว่า พลังดูด หรือการต่อรองเรื่องคดีความ สร้างกระแสเพื่อให้ประชาชนรู้สึกว่า นี่คือเหตุและผลที่สูญเสียกลุ่มการเมืองเหล่านี้มาอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ

แม้พลังประชารัฐ จะมีกลุ่มก๊วนการเมืองมากมาย แต่ไร้ปัญหาแรงกระเพื่อมภายใน เช่น ระบบบัญชีรายชื่อ หรือ สส.เขต ไม่มีการต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น โดยมีหลักการคัดเลือก คือ หนึ่ง ต้องมาจากอดีตรัฐมนตรี อดีต สส. อดีตข้าราชการระดับสูง หรือคนรุ่นใหม่ ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาต่อรองเป็นระบบสมัครใจ ส่วนผู้สมัคร สส.เขต อาจมีปัญหาบ้างในบางพื้นที่ที่ทับซ้อน หลักเกณฑ์ คือ พรรคจะวัดความนิยมจากประชาชนเป็นตัวตั้ง เช่น ทำโพลผลคะแนนนิยมในพื้นที่มาชี้ขาดในการส่งตัวผู้สมัคร ไม่ได้ใช้ผลว่ามาจากค่ายไหน กลุ่มการเมืองใด หรือเด็กใคร สำหรับคนที่พลาดหวังจะให้เข้ามาช่วยงานพรรคด้านต่างๆ แทน

นอกจากนี้ ตัวแทนคนรุ่นใหม่ของพรรคพลังประชารัฐนั้นก็มีความต่างจากพรรคอื่นๆ คือ หนึ่ง เป็นคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้ดีเด่นดัง จาก “ดีเอ็นเอ” กล่าวคือไม่ได้เป็นลูกหลานนักการเมือง และสอง เป็นคนรุ่นใหม่ที่ปากกัดตีนถีบต่อสู้จนประสบความสำเร็จ จึงอาสาเข้ามาทำงานการเมือง ส่วนใหญ่มีคุณภาพและประสบการณ์จริงโดยเน้นการทำงานในด้านที่ถนัด เช่น เศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยี นวัตกรรรม การศึกษาแนวใหม่ สตาร์ทอัพ และการสื่อสารออนไลน์ ฯลฯ โดยเป็นการทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับนักการเมืองรุ่นเก่า

ขณะที่ยุทธศาสตร์การเสียงนั้น “สนธิรัตน์” บอกว่า จะใช้ยุทธวิธีเจาะรายภาค เน้นใช้ผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่มาร่วมคิด โดยแต่ละภาคจะตั้งคณะทำงานพิเศษขึ้นมา เช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มี “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งภาคอีสาน พร้อมผนึกกำลังกับ “ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข” พรรคเพื่อไทย “วิรัช รัตนเศรษฐ” อดีต สส.นครราชสีมา และ “สุพล ฟองงาม” อดีต สส.อุบลราชธานี ซึ่งทั้งหมดเป็นอดีต สส.พรรคเพื่อไทย มารวมกำลังเป็นทีมยุทธศาสตร์ชนะการเลือกตั้งต่อกรกับคู่แข่งสำคัญ 2 พรรค คือ เพื่อไทยกับภูมิใจไทย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พรรคจะชูเพื่อทำให้ชนะเลือกตั้งนั้น มีดังนี้ 1.นโยบาย 2.ตัวบุคคล ที่ประชาชนเชื่อถือศรัทธา 3.กระแสพรรค และ 4.ว่าที่นายกรัฐมนตรี เพราะมีผลต่อการตัดสินใจสูงมาก เช่นเดียวกับ ภาคใต้ ที่มีความผูกพันเหนียวแน่นกับพรรคประชาธิปัตย์ แต่อีกยุทธศาสตร์ของพรรคที่จะชูในการสู้ศึกในภาคใต้ คือ พลังประชารัฐ คือ ทางเลือกใหม่ โดยนำเสนอนักการเมืองท้องถิ่นและนักการเมืองรุ่นใหม่ขึ้นมาแข่งขัน เช่นเดียวกับภาคเหนือมีทิศทางเดียวกัน คือ ชูนโยบาย ตัวบุคคล กระแสพรรค และว่าที่นายกรัฐมนตรี

“วันนี้ถ้าไม่มีพลังประชารัฐ คำตอบคืออะไร จะถอยไปปี 2553 ได้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือถอยไปอีก เมื่อปี 2551 รัฐบาลหลังเกิดปฏิวัติรัฐประหาร ปี 2549 ที่พิสูจน์แล้วว่าการเมืองไทยจะเป็นอย่างไร นักการเมืองเหล่านั้นเห็นว่า พลังประชารัฐ คือ ทางออก ที่จะเอาประเทศไทยออกจากเดดล็อก ทางการเมืองกว่าสิบปีที่ผ่านมา แม้ความขัดแย้งทางการเมืองยังมีอยู่แค่จางๆ ลงไปเท่านั้น แต่หากการเมืองยังคงเป็นการเมืองสองฝ่ายหรือสองขั้ว ความเข้มข้นของความขัดแย้งเรื่องสีเสื้อก็จะกลับมารุนแรงขึ้นอีกทันที จากนั้นก็นำประเทศไปจุดที่เดินต่อไปไม่ได้”สนธิรัตน์ ระบุ

เมื่อถามถึงว่าที่หรือผู้ท้าชิงนายกรัฐมนตรี ในนามพรรคพลังประชารัฐ “สนธิรัตน์” บอกว่า วันนี้พรรคยังไม่ได้ตัดสินใจเสนอว่า จะชูใครเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรี หรือแม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่ยอมรับว่าการเลือกตั้งครั้งนี้กดดันพอสมควร เพราะเป็นการเลือกตั้งโดยใช้บัตรใบเดียว ตัวแปรสำคัญที่จะชนะเลือกตั้ง คือ ชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรี มีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนสูงมาก เพราะประชาชนต้องเลือกทั้ง สส.เป็นผู้แทน พรรคการเมืองที่อยากได้ และนายกรัฐมนตรีที่อยากให้เป็น โดยเลือกเพียงครั้งเดียว ดังนั้นวันนี้พรรคยังไม่ขอเปิดชื่อ

“ที่มาของพรรค คือ สานต่อการทำงานขับเคลื่อนประเทศจากรัฐบาลปัจจุบันที่ตัวแทนพรรคมีส่วนผลักดันเพราะเป็นนโยบายที่ดีและต่อยอดได้ รวมถึงจะเป็นนโยบายสำคัญของพรรค โดยจะเลือกเฉพาะนโยบายที่ดีมาสืบสานต่อไป เช่น นโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยจะเลือกมาเฉพาะที่สำคัญ เพราะรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ผลงานยาวเป็นหางว่าวจะนำมาทั้งหมดคงไม่ได้”

สำหรับเรื่องเป้าจำนวน สส.ของพรรค พปชร.นั้น “สนธิรัตน์” กล่าวว่า วันนี้ยังเร็วเกินไปที่จะตอบว่าพรรคจะได้กี่ที่นั่ง ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชน หากได้ที่นั่ง สส.มากก็สามารถกำหนดทิศทางนโยบายได้ชัดเจน แต่หากได้น้อยบทบาทในการจัดตั้งรัฐบาลก็ลดลงตามลำดับ เพราะผลการเลือกตั้งจะมีผลสำคัญในการกำหนดทิศทางการบริหารประเทศ แต่สิ่งสำคัญ คือ จะเลือกนายกรัฐมนตรีที่เข้มแข็ง และเป็นคนที่มีความเชื่อถือศรัทธาจากประชาชน

“รัฐบาลผสมไม่อาจที่จะคิดทำนโยบายตัวเองได้เต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ต้องรวมสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน การบริหารทางการเมืองแบบนี้ คือ ประชาธิปไตยแท้ๆ ที่ต้องเคารพซึ่งกันและกันถือเป็นระบบถ่วงดุล โดยพลังประชารัฐเปิดกว้างพร้อมเป็นพันธมิตรกับทุกฝ่ายเพื่อยุติความขัดแย้งและเดินหน้าประเทศ โดยยึดหลักเพียงอุดมการณ์หรือนโยบายไปด้วยกันได้หรือไม่ นี่คือหลักการรัฐบาลผสม” สนธิรัตน์ กล่าว

ในส่วนที่มองกันว่าพรรค พปชร.เป็นพรรคพลังดูด พลังเงินนั้น “สนธิรัตน์” แย้งทันทีว่าลองคิดดู พลังประชารัฐเป็นพรรคเดียวที่มีทุกเสื้อสีอยู่ในพรรค แปลว่ามีความพร้อมในทางปฏิบัติที่จะสามัคคีปรองดองทางการเมือง โดยมีพรรคพลังประชารัฐเป็นตัวกลาง และที่สำคัญพรรคนี้ไม่มี คสช.สักคนเดียวที่เป็นกรรมการบริหารพรรค หรือชูนโยบายทหารให้สืบทอดอำนาจ หากย้อนกลับไปวันแรกๆ พรรคนี้เกิดจากศูนย์ กว่าจะทำให้นักการเมืองเชื่อถือศรัทธาเป็นเรื่องยากมาก เพราะต้องทำให้เป็นพรรคที่นักการเมืองฝากความหวังได้ไม่ใช่เรื่องง่าย

“เวลาใครจะสละเรือ นักการเมืองคิดหนักกว่าใคร คือ สอบได้หรือสอบตก ไม่มีใครที่จะตัดสินใจโดยจ่ายเงินให้ สำหรับนักการเมือง คือ อยู่ตรงไหนก็ได้ขอให้ตัวเองเป็น สส.ต่อไป หรือโอกาสชนะเลือกตั้ง ดังนั้นเงินไม่ใช่ปัจจัย แม้ได้เงินไปแล้วแต่ไม่ได้เป็น สส. เท่ากับรอไปอีก4 ปี ปัจจัยสำคัญ คือ ต้องได้เป็น สส.เท่านั้นเองเชื่อเถอะไม่มีนักการเมืองคนไหนเห็นแก่เงิน แต่เห็นว่าพลังประชารัฐเป็นทางออกและมีโอกาสในการเข้ามาทำงานให้กับประเทศชาติในทิศทางที่อยากจะทำหรืออยากจะเป็น เพราะนักการเมืองรู้ดีว่าแนวทางใดจะพาประเทศชาติให้ไปต่อได้”

ขณะเดียวกัน เลขาธิการพรรค พปชร.ยังได้ให้คำมั่นว่า จะทำให้พรรค พปชร.เป็นสถาบันทางการเมืองอย่างแท้จริง ไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจเพื่อชนะเลือกตั้งแล้วเลิก แต่สถาบันการเมือง คือ พรรคที่พี่น้องประชาชนฝากความหวังได้ และประชาชนมีสิทธิมีเสียงหรือมีส่วนร่วมกับพรรคในการช่วยขับเคลื่อนประเทศ ไม่จำเป็นต้องเป็นพรรคขนาดเล็กหรือใหญ่ หรือเก่าแก่ยาวนาน แต่ขอให้เป็นพรรคใหม่ที่มีองค์ประกอบสำคัญ คือ มีความเชื่อถือเชื่อมั่นประชาชนฝากความหวังไว้ได้ และเชื่อมโยงกับประชาชนในการใช้กลไกของพรรคในการขับเคลื่อนประเทศนั้นคือ พรรคพลังประชารัฐ

ศึกวัดบารมี สนามเลือกตั้งกาญจน์’62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/573123

  • วันที่ 07 ธ.ค. 2561 เวลา 07:03 น.

ศึกวัดบารมี สนามเลือกตั้งกาญจน์'62

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แค่เสียงปี่เสียงกลองของการเลือกตั้งเริ่มขึ้นก็สับกันเละแล้ว นักการเมือง สมรภูมิเมืองกาญจนบุรี จากอดีตพื้นที่นี้ สู้กันระหว่าง 2 พรรคใหญ่ ค่ายเพื่อไทยกับเลือกตั้ง 2562 ค่ายประชาธิปัตย์ เรียกว่า ศึกช้างชนช้าง

ยุคใหม่ ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง เพื่อไทย-ไทยรักษาชาติ (ทษช.) ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย พลังประชารัฐ สส.เก่าหมดยุค แต่บารมียังอยู่ เช่น บ้านใหญ่ “กำนัน เซี้ยะ” ประชา โพธิพิพิธ นพ.เดชา สุขารมณ์ เหลือเชื้อเก่า “เสธ.นิด” พล.ต.ศรชัย มนตริวัต

รัฐธรรมนูญ 2560 ก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงสลายขั้ว ส่งผลให้เกิดการโยกย้ายไปตามกระแส กลุ่มลูกกำนัน เซี้ยะออกจาก “ประชาธิปัตย์” เข้าสังกัดพรรคใหม่ “พลังประชารัฐ” “เพื่อไทย” ไม่ส่งเปิดทางให้ “ไทยรักษาชาติ” ส่งทีมสู้นักการเมืองรุ่นใหม่ ไฟแรง ถูกชิงตัดหน้าหันมาเข้าสังกัด “ภูมิใจไทย” กาญจนบุรี 5 เขต ได้ลุ้นกันสนุก 4 พรรคหลัก วัดใจประชาชน

พรรคประชาธิปัตย์ อดีต สส. ศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ หรือซ้อเจน คู่ชีวิต รังสรรค์ รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ นายก อบจ.กาญจนบุรี ผันตัวมาเป็นผู้กำกับอำนวยการ ส่ง “หมอพงษ์” นพ.สุรพงษ์ ตันธนศรีกุล อดีต สว.กาญจนบุรี ลงเขต 5 อ.ไทรโยค ทองผาภูมิ  สังขละบุรี ฐานเสียงหลักของพรรค

เขต 4 อ.บ่อพลอย ห้วยกระเจา เลาขวัญ หนองปรือ ส่ง “เสธ.นุ” พล.ท. ทำนุ โพธิ์งาม ลูกพี่ลูกน้อง “เสธ.มะ” พล.ท. มะ โพธิ์งาม อดีต สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย สู้กับพรรครัฐบาล พลังประชารัฐและไทยรักษาชาติ

เขต 3 อ.ท่ามะกา พนมทวน ส่ง “กำนันบอย” ปารเมศ โพธารากุล อดีต สส.กาญจนบุรี ทวงพื้นที่คืน

เขต 2 อ.ท่าม่วง ด่านมะขามเตี้ย ฐานเก่า ส่งอดีต “สส.แมน” ฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร ป้องกันแชมป์

ส่วนเขต 1 อ.เมือง ศรีสวัสดิ์ พรรคยังไม่เคาะว่าจะส่งใคร เพราะเป็นหัวใจเป็นศูนย์กลางที่มั่นคงในอดีตจนปัจจุบัน

พรรคพลังประชารัฐ หรือชาวบ้านเรียก พรรครัฐบาล ได้ตัวดีเด่นดังครบ 5 เขต

เขต 1 พล.อ.สมชาย วิษณุวงศ์ อดีต สส.พรรคเพื่อไทย ย้ายมาสังกัดพรรคพลังประชารัฐ เต็ง 1 มีแบ็กเป็นพลัง สีเขียวจากค่ายใหญ่

เขต 2 “กำนันฉอย” สมเกียรติ วอนเพียร นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลสำรอง คนสนิท สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ เลขาฯ พรรคพลังประชารัฐ

เขต 3 “ผู้การจี” พล.ต.ต.กมลสันติ กลั่นบุศย์ อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.กาญจนบุรี เจ้าของค่ายมวย ก.กลั่นบุศย์ ญาติมิตรเต็มเมือง นายกสมาคมศิษย์เก่าวิสุทธรังษี

เขต 4 และ 5 ตระกูล “โพธิพิพิธ” ย้ายจากประชาธิปัตย์มาแบบแพ็กคู่ เขต 4 ส่ง “ผู้ใหญ่แหลม” ลูกกำนันเซี้ยะ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ หวังรักษาฐานเก่าผู้เป็นพ่อ

เขต 5 ได้ “สุเมธ” หรือ อัฏฐพล โพธิพิพิธ ลูกรักอีกคนของกำนันเซี้ยะ จากเขต 1 ย้ายมา หวังยึดเขต 5 โค่นพรรคเก่าได้ ต้องลุ้นกันไม่จบ

มาถึงพรรคไทยรักษาชาติ ที่พรรคเพื่อไทย หลีกให้สู้ศึกสนามเมืองกาญจน์

คาดหวังความมั่นใจในพลังประชาชนว่า ถ้าเบื่อรัฐบาลหันมาสายนี้ เหนือ กลาง ใต้ ออก ตก ล็อกถล่ม

เขต 1 ดร.จุ๊บ-วรสุดา สุขารมณ์ ลูกสาวหมอเดชา ดาวรุ่ง หลักมั่นคง มนุษยสัมพันธ์เป็นเลิศ ลงพื้นที่ถี่ยิบ มีสิทธิลุ้นเข้าวินได้

เขต 2 เสธ.นิด พล.ต.ศรชัย มนตริวัต (ถ้าไม่หลีกทางให้เสี่ยบุญชู วิวัฒนาทร เจ้าของคาสเซิลมอลล์ คนดังท่าม่วง ใจถึงพึ่งได้) คงได้ล้างตา สส. แมน แห่งค่ายประชาธิปัตย์แน่

เขต 3 ส่ง ชูเกียรติ อาจปักษา สจ.ท่ามะกา หวังว่าฐานเพื่อไทยเก่ายังเหนียวแน่นย่อมมีสิทธิ

เขต 4 ฐานเก่า “กำนันหยุน” ไพบูลย์ พิมพ์พิสิฐถาวร ที่หันไปลงแข่งนายก อบจ. คาดว่าจะส่งทนายคู่ใจ สันติชัย จีระพัฒน์ ลงแทน ทั้งนี้ หาก มนรัตน์ สารภาพ คู่ชีวิต “เสธ.มะ” พล.ท.มะ โพธิ์งาม เพื่อนร่วมรุ่น ตท.10 ซี้ปึ้ก ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลีกทางให้

เขต 5 “สจ.ไก่” พนม โพธิ์แก้ว คนรุ่นใหม่ไฟแรงอนาคตไกลใจเกินร้อย

ทั้งเขต 4 และเขต 5 มนรัตน์ สารภาพ เข้ามาเป็นตัวเลือกได้มีสิทธิได้แจ้งเกิดในสนามการเมืองกาญจนบุรี

ส่วน พรรคภูมิใจไทย มี “เสี่ยแกละ” กิตติวัฒน์ พงศ์ปฎิมาพรรณ ที่ปรึกษา ดร.บุญลือ ประเสริฐโสภา รองหัวหน้าพรรค ทำหน้าที่อำนวยการ คราวนี้ก็มีสิทธิลุ้นแจ้งเกิด เขต 1 อ.เมืองกาญจน์ และ อ.ศรีสวัสดิ์ เสี่ยจ๊อด ดร.ธีรชัย ชุติมันต์ อดีตประธานหอการค้าจังหวัด คนดีศรีเมืองกาญจน์ที่มีความพร้อมสุดๆ ผ่านสถาบันพระปกเกล้า น่าเลือกน่าลุ้น มีสิทธิเบียดแทรกได้ไม่ยาก

ส่วนอีก 4 เขต ก็คนหนุ่มรุ่นใหม่ ไฟแรง บางคนก็ลูกหม้อค่ายเพื่อไทย เขต 2 “เสี่ยโอ” สาทิตย์ จีนาภักดิ์ ลูกชาย สันทัด จีนาภักดิ์ อดีต สส.หลายสมัย บารมีพ่อก็มา

เขต 3 สจ.กุ๊ก-ยศวัฒน์ มาไพศาลสิน นายก อบต.ดอนชะเอม บุตรชาย “นายอำเภอกู้” วิฑิต มาไพศาลสิน ทำงานทางการเมืองมามากกว่า 11 ปี

เขต 4 ที่ต้องเจอบารมี “บ้านใหญ่” ส่ง อนุเทพ ตระกูลอิ่มน้อย ประธานสภาเทศบาลตำบลเลาขวัญ สามี สจ.อ้อ เขต อ.เลาขวัญ

เขต 5 “สจ.ตูน” อานนท์ ถนอมวงษ์ ลูกชาย จิรชัย ถนอมวงษ์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ คลุกคลีพี่น้องในพื้นที่มายาวนาน

ถ้าประชาชนเบื่อรัฐบาล ไม่อยากได้คนเก่า ไม่เอาพรรคใหม่ ภูมิใจไทย ก็ย่อมได้

แต่ในโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน เหมือนสุภาษิตที่ว่า “สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร” เอวัง ก็เป็นด้วยประการฉะนี้

เจาะพื้นที่เมืองสุราษฎร์ธานี ศึกสายเลือดปชป.-รปช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/572995

  • วันที่ 05 ธ.ค. 2561 เวลา 20:45 น.

เจาะพื้นที่เมืองสุราษฎร์ธานี ศึกสายเลือดปชป.-รปช.

สนามเลือกตั้ง ส.ส. ในพื้นที่ สุราษฎร์ธานี ครั้งนี้ จะเป็นการแข่งขันที่ขับเคี่ยวระหว่างพรรคประชาธิปัตย์และพรรครวมพลังประชาชาติไทย

********************************

โดย…ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์

สนามการเลือกตั้ง สส.สุราษฎร์ธานี ที่คาดว่าจะมีขึ้นในวันที่ 24 ก.พ. 2562 นี้ พื้นที่เขตเลือกตั้งเดิม 6 เขตนั้นไม่เปลี่ยนแปลง จำนวน สส. 6 ที่นั่งที่ผ่านมาหลายสิบปี มีแต่พรรคสีฟ้าประชาธิปัตย์ (ปชป.) เป็นเจ้าของครอบครองมาตลอด

แต่เมื่อถึงการเปลี่ยนแปลง สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตแม่ทัพใหญ่สุราษฎร์ธานีได้ลาออกจากพรรคไปเป็นผู้นำกลุ่ม กปปส. กระทั่งเป็นแกนนำก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่ในชื่อ พรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ก็ถึงคราวที่การเมืองใน จ.สุราษฎร์ธานี อาจเกิดการเปลี่ยนแปลง

แน่นอนว่า 3 พี่น้องตระกูลเทือกสุบรรณ ทั้งสุเทพ เชน และธานี เข้าสังกัด รปช.ด้วยกันทั้งหมด ส่วนอดีต สส.ประชาธิปัตย์ คนอื่นยังปักหลักอยู่กับพรรคเหมือนเดิม ฉะนั้น สนามการเมือง สส.ที่ จ.สุราษฎร์ธานี จึงหลีกไม่พ้นว่าที่ผู้สมัคร ปชป. กับอดีต สส.ปชป.ต้องมาโคจรเจอกันเอง โดยมีว่าที่ผู้สมัคร สส.พรรคการเมืองอื่นอีกหลายพรรคพร้อมกระโดดลงสู่สนามเดียวกันแบบไม่หวั่นศักดิ์ศรีพรรคใหญ่

ไล่เรียงศึกสายเลือดกันแบบเขตต่อเขตจึงน่าระทึกใจไม่น้อย สำหรับเขตเลือกตั้งที่ 1 พรรคประชาธิปัตย์ เตรียมส่ง ภาณุ ศรีบุศยกาญจน์ อดีตรองนายกเทศมนตรีนครสุราษฎร์ธานี ส่วนพรรครวมพลังประชาชาติไทย ยังไม่ประกาศตัวว่าที่ผู้สมัคร แต่หากเป็นกำนันเล็ก หรือธานี เทือกสุบรรณ ลงเขตนี้เองก็จะเป็นเขตที่น่าจับตามองที่สุด

เขต 2 พรรคประชาธิปัตย์ จะส่งวิวรรธน์ นิลวัชรมณี บุตรชาย ประวิช นิลวัชรมณี อดีต สส.หลายสมัย และเป็นหลานชาย ประพนธ์ นิลวัชรมณี อดีต สส.เขต 2 พรรคประชาธิปัตย์คนล่าสุด ลงสนามพบกับ ยอดขวัญ ชุมวาระ นักธุรกิจที่ทำงานการเมืองติดตามสุเทพมานาน ใส่เสื้อพรรครวมพลังประชาชาติไทย เขตนี้ทั้งคู่แม้จะเป็นหน้าใหม่ แต่มีแบ็กอัพเก๋าพอกัน

เขต 3 ถิ่นเดิมของ โสภา และ ชุมพล กาญจนะ แห่งพรรคประชาธิปัตย์ รอบนี้จะส่ง วชิราภรณ์ กาญจนะ บุตรสาวลงประเดิมสนาม ส่วนพรรครวมพลังประชาชาติไทย ยังไม่ประกาศตัว แต่ถือเป็นด่านหินที่คู่ชนต้องแข็งพอ

เขต 4 พรรคประชาธิปัตย์ จะส่งสมชาติ ประดิษฐ์พร ประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี บุตรชายดำรง ประดิษฐ์พร หรือกำนันเซ่ง อดีตกำนัน ต.ท่าโรงช้าง อ.พุนพิน ซึ่งเป็นเขตเก่าของ เชน เทือกสุบรรณ เจ้าของพื้นที่ หากเชนลงเองก็จะเป็นอีกเขตหนึ่งที่น่าตื่นเต้นเร้าใจเช่นกัน

เขต 5 สินิตย์ เลิศไกร แห่งพรรคประชาธิปัตย์ เจ้าของเก้าอี้เดิมประกาศชัดลงพื้นที่เดิมไม่เปลี่ยนแปลง โดยครั้งนี้จะต้องพบกับ ปรีติ เชาวลิต สจ.สุราษฎร์ธานี เขต อ.ชัยบุรี สวมเสื้อพรรครวมพลังประชาชาติไทย เชื่อว่าจะน่าลุ้นไม่น้อย

เขต 6 ธีรภัทร พริ้งศุลกะ อดีต สส.เจ้าของเก้าอี้เดิม บุตรชาย นิภา พริ้งศุลกะอดีต สส.หลายสมัยเจ้าของพื้นที่ลงต่อ แน่นอนเจอกับ ภูมิ เทือกสุบรรณสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) สุราษฎร์ธานี เขต อ.ท่าชนะ บุตรชาย ดำรงค์ เทือกสุบรรณ รองนายก อบจ.สุราษฎร์ธานี ลูกพี่ลูกน้องของกำนันสุเทพ ภูมิจึงมีศักดิ์เป็นหลานชายสุเทพ เขตนี้จึงเป็นอีกหนึ่งเขตที่น่าจับตา เพราะเป็นคนรุ่นใหม่ แต่มีแบ็กที่แข็งหนุนหลังด้วยกันทั้งคู่

ลำพังผู้สมัคร 2 พรรคใหญ่ในพื้นที่สุราษฎร์ธานี เริ่มเห็นเค้าลางแบบหัวคะแนนนั่งไม่ติด ไม่นับพรรคการเมืองอื่นทั้งพรรคภูมิใจไทย พรรคชาติพัฒนา พรรคเพื่อไทย พรรคไทยรักษาชาติ พรรคเสรีรวมไทย พรรคพลังประชารัฐ เป็นต้น ที่ล้วนทาบทามบุคคลที่มีชื่อเสียงในพื้นที่ลงชิงคะแนนและลงพื้นที่พบปะประชาชนแบบไม่เกรงใจเจ้าถิ่นเดิม การเลือกตั้ง สส.งวดนี้ที่อัดอั้นรอคอยมานานกว่า 4 ปี พร้อมที่จะผ่าศึกสายเลือดวัดกันแบบใครดีใครได้

ฟื้นระบบตัดแต้มใบขับขี่ สร้างวินัยจราจร เข้มงวด กม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/572833

  • วันที่ 04 ธ.ค. 2561 เวลา 06:33 น.

ฟื้นระบบตัดแต้มใบขับขี่ สร้างวินัยจราจร เข้มงวด กม.

โดย…วัสยศ งามขำ

ถือเป็นงานหนักสำหรับผู้การป้ายแดงที่ต้องมาคุมงานจราจรในกรุงเทพฯ ที่มีงานก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนครั้งใหญ่ในเมืองหลวง

แนวทางหนึ่งที่ พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บังคับการตำรวจจราจร (ผบก.จร.) จะนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาจราจร และสร้างวินัยกับผู้ขับขี่ คือ การตัดแต้ม จากใบขับขี่และระบบตรวจจับทางอิเล็กทรอนิกส์จะนำมาใช้อย่างเป็นรูปธรรมกับผู้ที่ผิดวินัยจราจร

“ผมจะนำระบบการตัดแต้มจากใบขับขี่กลับมาใช้อย่างเข้มงวดไม่ว่าจะเป็น ใบสั่งทางมือ หรือใบสั่งอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากเสียค่าปรับแล้วจะถูกตัดแต้มไปจนถึงขั้นยึดใบอนุญาตขับขี่ ทำให้ไม่สามารถต่อรองกับตำรวจได้”

ผบก.จร. กล่าวว่า ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างศึกษาและจัดทำระบบโดยเฉพาะการเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมการขนส่งทางบก เพราะปัจจุบันคนไม่ไปจ่ายค่าปรับจำนวนมากเนื่องจากข้อมูลยังไม่เชื่อมโยงออกใบสั่งไป 13 ล้านฉบับ มาจ่ายที่ 3-8 ล้านเท่านั้น

พล.ต.ต.นิธิธร ยอมรับว่า ปัจจุบันมีการก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนบนถนนสายสำคัญหลายสาย ทำให้รถติดมากขึ้น เมื่อดูจากล้องซีซีทีวีดูจะเห็นภาพรวมทั้งหมด การจราจรในกรุงเทพฯ จึงไม่ใช่มาจากพื้นที่เดียว แต่รวมไปถึงปริมณฑลด้วย ทั้ง นนทบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร ชลบุรี ดังนั้น ทุกที่ต้องมีการแก้ไขในภาพรวมก่อนนำไปหารือแก้ไขในคณะทำงานที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธานซึ่งจะประชุมทุกหนึ่งเดือนร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เช่น รฟม. บีทีเอส การรถไฟฯ ไฟฟ้า ประปา

พล.ต.ต.นิธิธร กล่าวว่า ปัจจุบันมีการวิจัยพบว่า รถยนต์และรถสาธารณะในกรุงเทพฯ มี 9 ล้านกว่าคันแต่ พื้นที่เส้นทางบนถนนมีแค่ 5,000 กว่ากิโลเมตร แค่เอารถ 9 ล้านกว่าคันมาเรียงต่อกันก็เกินแล้วดังนั้น ใครจะมาล้ำพื้นที่บนถนนไม่ได้ สั่งให้จัดการอย่างเด็ดขาดกับพื้นที่ก่อสร้างไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานรัฐหรือเอกชนก็ตาม หากเจอให้จับปรับทันที

“นอกจากรถยนต์ในกรุงเทพฯ แล้วยังมีรถจากต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานในเมืองในแต่ละวันอีกเป็นจำนวนมาก การระบายรถก็เหมือนการระบายน้ำ ตามที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านตรัส ให้ บก.จร.เป็นส่วนในการแก้ไขปัญหาจราจร โดยใช้มอเตอร์ไซค์เข้าไปแก้ไข” ผบก.จร. กล่าว

ผบก.จร. คนปัจจุบัน กล่าวว่า การแก้ปัญหาจะเน้นระบายรถจากบ้านถึงที่ทำงานและจากที่ทำงานถึงบ้านให้เร็วรวมถึงระบายรถออกนอกเมืองให้คล่องตัว เพราะในกรุงเทพฯ นอกจากจะมีปัญหาเรื่องรถเยอะแล้ว ยังมีเรื่องรถฉุกเฉินที่วิ่งตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็น หญิงใกล้คลอด คนบาดเจ็บ หรือเหตุร้ายอื่นๆ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่จราจรต้องอำนวยความสะดวกรถพวกนี้ด้วย ตำรวจจราจรจึงยังมีความจำเป็นที่จะต้องอยู่บนถนน ตนให้เครดิตกับตำรวจจราจรพื้นที่ เพราะเขาโบกรถมา 20-30 ปี เขาย่อมรู้ดีว่า ชั่วโมงไหนจำเป็นต้องระบายรถบริเวณไหน

“บางท่านจะแก้ปัญหาจราจรด้วยความพยายามจะอัดเทคโนโลยีมาเต็มๆ แต่เทคโนโลยีจำเป็น เพียงบางส่วนเท่านั้นเมื่อนำมาใช้ในบ้านเรา เช่น ในเรื่องการตรวจจับ หรือสำรวจว่ารถติดตรงไหน แต่ไม่สามารถเอาเทคโนโลยีของยุโรป อเมริกา หรือญี่ปุ่น มาใช้ได้ทั้งหมด แต่สามารถนำมามิกซ์ เพราะคนไทยมักง่าย ผมก็ต้องพูดแบบนี้ พื้นฐานของคนไทย เอาง่ายเข้าว่า เพราะคิดว่าตำรวจจราจรก็คงอะลุ้มอะล่วย อันนี้ไม่ได้อีกต่อไป

…ทุกวันนี้เมื่อใกล้สี่แยกสุภาพสตรีก็แต่งหน้าในรถ ทานข้าวในรถ โทรศัพท์ในรถ ผู้ชายบางคนก็อ่านหนังสือ จึงทำให้เมื่อรถเคลื่อนตัวได้ ท่านก็ใช้ความเร็วไม่เหมาะสม ตำรวจก็ต้องพยายามไปโบก เร่ง ให้รีบ มีหลายท่านบอก ตำรวจจราจรโบกมือให้เร็วๆ นี่ รถมันเร็วขึ้นไหม มันก็เร็วขึ้นผมบอกเลยผู้ขับขี่ทั้งหลาย อย่ามัวคุยโทรศัพท์ เล่นไลน์ ผิดกฎหมายทั้งนั้น เวลารถติด ก็ทำพวกนี้เพื่อฆ่าเวลา ถ้าตั้งใจขับ ก็จะเคลื่อนตัวได้เร็วขึ้น” พล.ต.ต.นิธิธร กล่าว

เขากล่าวว่า ในจุดที่การจราจรวิกฤตตอนนี้คือที่ห้าแยกลาดพร้าวยังเป็นปัญหาอยู่ เพราะมีโครงสร้างขนาดใหญ่ผ่าน แล้วก็ยังเป็นจุดสำคัญก่อนเข้าเมือง ส่วนถนนวิภาวดีรังสิตถือเป็นถนนสายเลือดหลักในการระบายรถ โดยในวันที่ 3 ธ.ค.ที่จะถึงนี้ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. สั่งประชุมการแก้ไขการระบายรถออกนอกเมืองในช่วงปีใหม่จะมีการแก้ไขปัญหาในการระบายรถขาออกด้วยการใช้รีเวิร์สซิเบิลเพื่อเพิ่มช่องทางการจราจรแต่ก็ต้องปรึกษากับปลายทางด้วยเพราะไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาคอขวด คือระบายรถออกไปแล้วก็ติดขัดอีก

พล.ต.ต.นิธิธร กล่าวว่า ตำรวจจราจรจะมีการตรวจสัญญาจ้างโครงการก่อสร้างต่างๆ บนผิวการจาจร ว่าจะเสร็จเมื่อไร เมื่อเสร็จแล้วต้องรีบคืนผิวจราจรทันที ถ้าไม่คืน ต้องดำเนินการตามกฎหมาย

“ผมเข้มงวดกับการบังคับใช้กฎหมาย แต่ผมก็ใช้ผสมผสานนะ โดยเฉพาะการสื่อสารกับประชาชน ผมตอบเพจตำรวจจราจรด้วยตัวเอง เพราะบางทีผมอ่านแล้วผมก็ไม่สบายใจ บางท่านไม่รู้กฎหมายอย่างถ่องแท้ มาหาว่าตำรวจไปกลั่นแกล้ง ทั้งๆ ที่ผมเป็นคนสั่งให้ตำรวจจราจรของเราเข้มงวดในเรื่องปัญหาข้อร้องเรียนของประชาชนเอง เช่น การจอดรถในที่ห้ามจอด รถรับจ้างใช้พื้นถนนจอดรถ มาเฟียตุ๊กตุ๊ก แท็กซี่ ผมลงไปจัดการ เพื่อคืนพื้นผิวจราจรให้กับประชาชนให้มากที่สุด” พล.ต.ต.นิธิธร กล่าว

ที่เป็นประเด็นขณะนี้กรณีรถจักรยานยนต์ย้อนศรขับขี่ขึ้นไปบนทางเท้าที่ประชาชนใช้ในการเดิน พล.ต.ต.นิธิธร กล่าวว่า ได้สั่งจัดการอย่างเด็ดขาด ซึ่งส่วนใหญ่ทางเท้าจะอยู่บริเวณที่ที่มีรถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดิน ที่มักเกิดอุบัติเหตุ ขณะนี้จึงได้ร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่เทศกิจ ปรับตั้งแต่ 1,000 บาท หรือถ้าตาม พ.ร.บ.ของการรักษาความสะอาดในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งเป็นอำนาจเจ้าหน้าที่เทศกิจสามารถทำได้มีโทษปรับสูงถึง  5,000  บาท