ข้ามขัดแย้งเพื่อประชาชน เปิดใจแกนนำต่างพรรค‘ลดาวัลลิ์-ธรรมนัส’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/575124

  • วันที่ 27 ธ.ค. 2561 เวลา 07:54 น.

ข้ามขัดแย้งเพื่อประชาชน เปิดใจแกนนำต่างพรรค‘ลดาวัลลิ์-ธรรมนัส’

โดย…อักษรา ปิ่นนราสกุล

นับถอยหลังเลือกตั้งใหญ่ในปี 2562 ใกล้เข้ามาทุกขณะ แต่ละพรรคการเมืองมีขุนพลคนสำคัญขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของพรรคแตกต่างกันไป แต่ก็มองไปที่เป้าหมายใหญ่ปลายทางของทุกพรรค คือ การได้รับโอกาสจากประชาชนมอบความไว้วางใจให้เป็นรัฐบาลบริหารประเทศ แต่ละพรรคจึงต้องฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ นานาในสนามการเมือง

สนามการเมืองภาคเหนือ คู่ขับเคี่ยวที่ต้องจับตา คือ พรรคเพื่อไทย (พท.) แชมป์เก่าเจ้าของพื้นที่ และพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ซึ่งเป็นฝ่ายที่มาท้าชิง ทั้งสองพรรคต่างก็มีขุนพลนำทัพ โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐที่ได้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า นายกสมาคมชาวพะเยาเพื่อชาวพะเยา และนักธุรกิจชื่อดัง เข้ามาเป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์การเลือกตั้งภาคเหนือของพรรคพลังประชารัฐ ขุนพลนำทัพคนสำคัญ

การเข้าสังกัดพรรคพลังประชารัฐของ ร.อ.ธรรมนัส ทำให้หลายฝ่ายต้องจับตา เพราะในอดีต ร.อ.ธรรมนัส ถือเป็นกำลังหลักที่สำคัญของพรรคเพื่อไทยทั้งใน จ.พะเยา และพื้นที่ใกล้เคียง

ครั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส ประกาศชัดว่า จะลงสมัครในเขต 1 จ.พะเยา บ้านเกิดด้วยตัวเอง

“ที่ผ่านมาผมได้อยู่กับประชาชนชาวพะเยา เขาเห็นว่าผมเอาจริงเรื่องการพัฒนาให้คนพะเยา มีเสียงเรียกร้องให้ผมลง สส. ซึ่งใช้เวลาคิดอยู่หลายวัน ท้ายที่สุดก็ตัดสินใจที่จะลงเขต 1 ผมลงเองอยู่แล้ว มั่นใจว่าผมยกทีมทั้ง 3 เขต”

ร.อ.ธรรมนัส เล่าถึงการวางฐานการเมืองในพื้นที่ภาคเหนือว่า กลุ่มพลังของจังหวัดต่างๆ ได้มีการรวมกลุ่มกัน ซึ่งเขาได้ให้การช่วยเหลือดูแลเพื่อสร้างการเมืองใหม่ เพื่อพัฒนาจังหวัดตนเองด้วยกลุ่มพลังท้องถิ่น สร้างแนวร่วมของประชาชน ผู้นำ กลุ่มจิตอาสาต่างๆ เลือกแนวทางที่ทำให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์จากรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้จังหวัดหรือท้องถิ่นมีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง

“เป้าหมายที่ต้องการ คือ ทำให้ประชาชนเข้าถึงโอกาสที่จะร่วมบริหารผลประโยชน์จากนโยบายของรัฐบาล ผ่านตัวแทนที่เลือกเข้าไปได้อย่างสบายใจ ตรวจสอบผู้แทนตนเองได้ กลุ่มการเมืองที่ผมดูแลอยู่ในจังหวัดต่างๆ เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีเป้าหมาย รับรู้และคลุกคลีกับท้องถิ่น ประชาชนตลอดเวลา ก้าวสู่ภารกิจพลิกโฉมการ เมืองเพื่อพัฒนาท้องถิ่น นำพากันก้าวข้ามความขัดแย้งเพื่อสิ่งที่ดีกว่า”

ขณะที่ฟากพรรคเพื่อไทย แกนนำสำคัญในพื้นที่ ก็คือ ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ อดีต รมช.แรงงาน สมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ปัจจุบันรั้งตำแหน่งโฆษกพรรคเพื่อไทย

“ภาคเหนือ คือ ถิ่นกำเนิดของนายกรัฐมนตรีประเทศไทยถึงสองคน คือ ดร.ทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพราะต้นทุนทางการเมืองของพรรคไทยรักไทยและเพื่อไทยที่มีมายาวนานอย่างเหนียวแน่น” ลดาวัลลิ์ ประกาศถึงความมั่นใจและย้ำว่า นโยบายของพรรคเป็นที่เชื่อมั่นของประชาชน พร้อมด้วยผลงานของรัฐบาลเพื่อไทยที่ผ่านมาได้เป็นเครื่องพิสูจน์ จึงนำมาซึ่งความเชื่อมั่นว่าพรรคเพื่อไทยจะกลับมาเป็นผู้นำรัฐบาลอีกครั้ง

แม้จะมีความมั่นใจ แต่ก็ไม่ประมาท สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ ลดาวัลลิ์บอกว่าไม่เป็นที่หนักใจแต่อย่างใด โดยอดีต สส.ในพื้นที่ต่างก็ไม่ได้ทิ้งพื้นที่ มีการคลุกคลีกับประชาชนด้วยความสัมพันธ์แนบแน่น พบปะประชาชนไม่ขาด พบปะแกนนำ กลุ่มอาชีพ ฯลฯ ในลักษณะของการไปเยี่ยมเยียน สอบถามสารทุกข์สุกดิบ ทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อกัน

ในฐานะที่แกนนำของทั้งสองพรรคเคยร่วมงานการเมืองเป็นทีมงานเดียวกันมาก่อน เมื่อถึงคราวที่ต้องกลายมาเป็นคู่แข่งขันทางการเมือง ลดาวัลลิ์ บอกว่า การได้ทำงานการเมืองแม้ว่าอาจจะต่างพรรค แต่เป้าหมายเดียวกัน คือ เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ

“ท่านผู้กองฯ กับพี่ต้อย เรานับถือกันมาตลอดเวลา ทราบมาตลอดว่าท่านผู้กองฯ ให้เกียรติและกล่าวถึงพี่ต้อยในทางที่เป็นกัลยาณมิตรทั้งต่อหน้าและลับหลัง” ลดาวัลลิ์ กล่าวถึงแกนนำของพรรคการเมืองคู่แข่งขันอย่างชื่นชม

เช่นเดียวกับ ร.อ.ธรรมนัส ก็กล่าวยกย่องว่า ลดาวัลลิ์ คือ นักการเมืองต้นแบบที่ทำเพื่อบ้านเกิดเมืองนอน

“พี่ต้อยคือต้นแบบคนทำงานการเมืองเพื่อบ้านเกิด เห็นผลประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก ท่านเป็นนักประสานและเข้าได้กับทุกกลุ่ม ปรับตัวกับสถานการณ์ได้ดี ให้คำแนะนำคำสอนที่มีประโยชน์แก่นักการเมืองรุ่นหลัง ทุกวันนี้ผมกับพี่ต้อยเราก็ติดต่อสนทนากันด้วยความเป็นพี่น้องอย่างอบอุ่น จึงจะเป็นการเมืองที่ก้าวข้ามความขัดแย้งที่แท้จริง”

รวมพลคนสภา รำลึกปิดฉาก 44 ปีอู่ทองใน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/575030

  • วันที่ 26 ธ.ค. 2561 เวลา 07:55 น.

รวมพลคนสภา รำลึกปิดฉาก 44 ปีอู่ทองใน

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

การเมืองไทยกำลังเตรียมบันทึกประวัติศาสตร์อีกหนึ่งบท ภายหลังอาคารรัฐสภาที่ตั้งอยู่ที่ถนนอู่ทองใน เขตดุสิต กำลังจะปิดตัวลงอย่างทางการในสิ้นปี 2561 โดยวันที่ 26 ธ.ค.จะมีการจัดกิจกรรม “Big Cleaning สภาครั้งใหญ่” เชิญสมาชิก สนช. ผู้ปฏิบัติงาน สื่อมวลชน ร่วมกิจกรรม เพื่อเป็นการรวมพลังคนสภาทุกกลุ่มเป็นครั้งประวัติศาสตร์และเป็นครั้งสุดท้ายของสภาแห่งนี้ก่อนส่งมอบให้สำนักพระราชวังในปี 2562

รัฐสภาแห่งนี้เปิดใช้งานตั้งแต่เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2517 ถ้านับถึงเวลานี้ก็มีเวลาถึง 44 ปี จากเดิมที่ใช้พระที่นั่งอนันตสมาคมเป็นสถานที่ประชุมตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475

ถ้าเปรียบอาคารรัฐสภาเป็นคนธรรมดาแล้ว คนคนหนึ่งในวัย 44 ปี เรียกได้ว่าผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควร ถ้ามองย้อนกลับไปก็เป็นเช่นนั้นอย่างแท้จริง

เหตุการณ์สำคัญของประเทศไทย ส่วนใหญ่ก็ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นที่อาคารรัฐสภาแทบทั้งสิ้น การยุบสภาผู้แทนราษฎรทั้งน้ำตาของพรรคชาติไทย การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่นำมาสู่การยุบสภาหลายครั้ง การเกิดปรากฏการณ์งูเห่าของ สส.พรรคพลังประชาชนที่ ไปสนับสนุนให้พรรคประชาธิปัตย์เป็น แกนนำจัดตั้งรัฐบาล การเสียบบัตรลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญแทนกัน หรือ การเร่งอนุมัติร่างกฎหมายนิรโทษกรรมกันตอนตีสี่ หน้าประวัติศาสตร์เหล่านี้ต่างอุบัติขึ้นที่ถนนอู่ทองในทั้งนั้น

มาวันนี้อาคารรัฐสภาหลังปัจจุบันกำลังจะปิดตัว และเตรียมย้ายไปอยู่สถานที่แห่งใหม่ ย่านเกียกกายที่จะสร้างเสร็จในเดือน มิ.ย. 2562

สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร เล่าความ ในใจว่า เป็น สส.ครั้งแรกและทำงานที่อาคารรัฐสภาที่ถนนอู่ทองในมาตั้งแต่เมื่อปี 2529 เรียกว่าเป็นสถานที่ทำงานการเมืองที่ได้มีโอกาสทำงานและพบเห็นอะไรมากมาย ล้วนแต่เป็นความทรงจำที่ดี ตลอดที่ทำงานที่สภามา ยอมรับว่าสถานที่ค่อนข้างคับแคบพอสมควร

“เหตุการณ์สำคัญที่ตัวเองไม่มีวันลืม คือ การที่กลุ่มผู้ชุมนุมทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดงมาชุมนุมล้อมอาคารรัฐสภา ครั้งหนึ่งผมและท่านบรรหาร ศิลปอาชา ต้องข้ามกำแพงรัฐสภาออกมาเพื่อหลบกลุ่มผู้ชุมนุม หรืออีกครั้งก็ได้อาศัยรถพยาบาลออกมาพร้อมกับบุตรชาย”

“ในแง่ของสถานที่ โดยเฉพาะห้องประชุมใหญ่รัฐสภาเป็นสถานที่ที่มีความงดงามเป็นอย่างมาก เพราะมีพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงขนาดใหญ่ประดับอยู่ ซึ่งจะเป็นเครื่องเตือนใจสมาชิกรัฐสภาทุกคนต้องทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญให้สมกับเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย”

สมศักดิ์ ยอมรับว่า มีหลายคนอาจ มองว่ารัฐสภาอาจจะไม่ได้แก้ไขปัญหากับประเทศได้มากนัก แต่ถ้ามองในอีกแง่หนึ่งจะพบว่ารัฐสภาได้มีส่วนในการแก้ไขปัญหาของประเทศหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ระบบของรัฐสภา แต่เป็นเรื่องของคนที่ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประชาชน”

“สมัยผมเป็น สส. ผมได้เห็นความงดงามของการทำงานในสภาหลายครั้ง เช่น การอภิปรายโต้เถียงกันในห้องประชุมสภากันอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่พอออกมานอกห้องประชุมก็ยังสามารถ

มานั่งกินกาแฟเพื่อหารือเรื่องบ้านเมืองกันได้ แต่ระยะหลังมานี้ไม่ใช่อย่างนั้น มีแต่การผูกใจเจ็บและบานปลายจนเกิดความขัดแย้ง ดังนั้น หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบรรยากาศการทำงานร่วมกันที่ดีจะกลับมาอีกครั้ง”

เช่นเดียวกับ วิสุทธิ์ ไชยณรุณ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ครั้งหนึ่งได้ตำแหน่งดาวเด่นจากสื่อมวลชนประจำรัฐสภา เนื่องจากปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมากับ สส.ทุกคน แม้แต่ สส.ในพรรคเดียวกันเอง ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มีความผูกพันกับสถานที่แห่งนี้ไม่น้อยเหมือนกัน

“ผมเป็น สส.ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2544 แต่ก่อนจะมาเป็น สส.ก็มีความผูกพันกับอาคารรัฐสภา เพราะเวลานั้นก็ได้นำปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่มายื่นต่อสมาชิกรัฐสภาและ ผลักดันได้สำเร็จหลายเรื่อง เช่น โฉนดที่ดิน ปัญหาที่ดินทำกิน จึงเห็นว่ารัฐสภาสามารถแก้ปัญหาให้กับประชาชนได้ จากนี้ไปผู้แทนราษฎรจะต้องร่วมกันทำให้สภากลับมามีความน่าเชื่อถือและเป็นที่พึ่งของประชาชนอีกครั้ง” อดีตดาวเด่นประจำสภา ตั้งความหวัง

แรงต้านกำลังหนัก เหวี่ยงใส่’พลังประชารัฐ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/574930

  • วันที่ 25 ธ.ค. 2561 เวลา 06:56 น.

แรงต้านกำลังหนัก เหวี่ยงใส่'พลังประชารัฐ'

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ไม่น่าเชื่อว่ายังไม่ทันลงสนามเลือกตั้งและยังไม่ทันได้เป็นรัฐบาล ปรากฏว่า พรรคพลังประชารัฐ จะกลายเป็นพรรคการเมืองใหญ่อันดับหนึ่งในเวลานี้

โดยดูได้จากปริมาณของอดีต สส.และบรรดาว่าที่ผู้สมัคร สส.ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ ทั้งผู้สมัครเกรดเอและผู้สมัครเกรดรองที่พร้อมเข้ามาชิงเก้าอี้ สส.ล้วนแล้วแต่เป็นขาใหญ่แทบทั้งสิ้น

ประกอบกับ พรรคพลังประชารัฐ ยังมีรัฐมนตรีในรัฐบาลปัจจุบันถึง 4 คนเข้ามาร่วมงานด้วย ซึ่งเป็นการชี้ให้เห็นว่าพรรคการเมืองพรรคนี้พร้อมจะเข้ามาเป็นขั้วอำนาจการเมืองใหม่แทนพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์

อย่างที่ทราบกันดีว่าพรรคพลังประชารัฐมีความได้เปรียบเหนือคู่แข่งแทบทุกด้าน โดยเฉพาะการมีจุดเชื่อมโยงกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน และการประกาศพร้อมสานงานของรัฐบาลนี้ต่อ ยิ่งทำให้พรรคมีจุดขายเรื่องความเป็นรูปธรรมและความต่อเนื่องของนโยบาย ผิดกับพรรคการเมืองอื่นๆ ที่แม้จะเปิดตัวไฉไล แต่ก็ยังมีคำถามว่าจะมีความเป็นรูปธรรมหรือไม่ เนื่องจากต้องมานับหนึ่งใหม่ทั้งหมด

จึงไม่แปลกที่เวลานี้พรรคพลังประชารัฐ จะกลายเป็นพรรคการเมืองที่มีโอกาสดีกว่าพรรคการเมืองขนาดใหญ่ในปัจจุบัน ที่สำคัญยังเนื้อหอมกว่าเพื่อนด้วย ภายหลังปรากฏตัว 650 ล้านบาท ซึ่งเป็นยอดเงินที่ได้จากการจัดงานระดมทุนของพรรคเมื่อไม่นานมานี้

ยิ่งเป็นการตอกย้ำห้ามประมาทพรรคพลังประชารัฐเป็นอันขาด

อย่างไรก็ตาม ความได้เปรียบของพรรคพลังประชารัฐในเวลานี้ ด้านหนึ่งแม้จะเป็นคุณแก่พรรคพลังประชารัฐ แต่ในทางกลับกันอาจเป็นหนามแหลมเข้ามาทิ่มพรรคพลังประชารัฐอย่างคาดไม่ถึง ภายหลังมีประเด็นทางการเมืองที่มีการพาดพิงมาถึงพรรคพลังประชารัฐค่อนข้างรุนแรง

เริ่มแรกมาตั้งแต่การประกาศท่าทีของ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” หนึ่งใน แกนนำคนสำคัญที่บอกในวันเปิดตัวร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐว่า “การเลือกตั้งครั้งนี้รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ดีไซน์มาเพื่อพวกเรา เราจะ ต้องใช้ประโยชน์จากสิ่งต่างๆ เหล่านี้”

กลายเป็นวาทกรรมที่พรรค การเมืองฝ่ายตรงข้ามเอามาถล่มทันที เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าพรรคการเมืองปัจจุบันต่างตกเป็น ฝ่ายเสียเปรียบภายใต้กติกาการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ เมื่อแกนนำ พรรคพลังประชารัฐออกมาระบุเช่นนั้น ยิ่งเป็นการเติมเชื้อไฟเข้าไปอีก

ก่อนไฟจะลามทุ่งไปมากกว่านี้ ทำให้ต้องออกมาชี้แจงเพื่อลดกระแสว่าเป็นการพูดสร้างขวัญและกำลังใจให้กับพรรคพลังประชารัฐเท่านั้น เพื่อให้ลงพื้นที่พบประชาชนอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากทุกคะแนนเสียงของประชาชนมีความหมาย

ฝุ่นควันยังไม่ทันจะจางลงไป ปรากฏว่าพรรคพลังประชารัฐก็มีเรื่องขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดงานระดมทุนของพรรคเมื่อไม่นานมานี้ เพราะเหตุที่ไปมีชื่อหน่วยงานภาครัฐเข้าไปร่วมจองโต๊ะด้วย ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าหน่วยงานเหล่านี้เอาเงินจากที่ไหนมาอุดหนุนพรรคพลังประชารัฐ

ครั้งนี้ดูเหมือนว่าพรรคพลังประชารัฐถูกตะลุมบอนหนักกว่าทุกครั้ง หลายพรรคต่างพร้อมใจถล่มพรรคพลังประชารัฐอย่างพร้อมเพรียง ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนที่พรรคพลังประชารัฐจะขอเวลาอีก 2-3 สัปดาห์ทำการตรวจสอบเรื่องนี้ให้เกิดความชัดเจน

ไม่น่าเชื่อว่าจุดแข็งของพรรคพลังประชารัฐจะกลายเป็นจุดเปราะบางที่ทำให้พรรคการเมืองฝั่งตรงข้ามมีช่องฉวยโอกาสเข้ามาโจมตีได้

ปฏิเสธไม่ได้ว่าพรรคพลังประชารัฐถูกจับตามองด้วยสายตาของการจับผิด มากกว่าการมองด้วยความชื่นชมในความเป็นพรรคการเมืองใหม่

พรรคการเมืองคู่แข่งหลายพรรคต่างได้รับผลกระทบจากการเกิดขึ้นของพรรคพลังประชารัฐ อย่างการถูกพรรคพลังประชารัฐดูดอดีต สส.หรือนักการเมืองหน้าใหม่ที่มีกระแสดีไปเป็นจำนวนมาก จึงไม่แปลกที่พรรคการเมืองในฐานะเจ้าที่เดิมจะออกอาการไม่ชอบหน้าเป็นพิเศษ

เรียกได้ว่าสถานการณ์ของพรรคพลังประชารัฐในเวลานี้กำลังเผชิญกับศึกรอบด้าน ถ้าปล่อยไว้นานมากกว่านี้ พรรคพลังประชารัฐจะตกที่นั่งลำบากทันที

ดังนั้น บางทีการแก้ไขสถานการณ์ด้วยการที่ 4 รัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐลาออกจากตำแหน่งในช่วงนี้ น่าจะเป็นทางออกที่ดีทางหนึ่ง

การสวมหมวกสองใบของรัฐมนตรีทั้ง 4 คนจะไม่เป็นปัญหาเลย หาก เป็นรัฐบาลรักษาการตามระบบปกติ แต่ตอนนี้เป็นรัฐบาลที่มีอำนาจบริหารประเทศเต็มที่สามารถอนุมัติโครงการหรืองบประมาณที่มีผลผูกพัน ระยะยาวได้

เชื้อไฟลูกนี้ถูกจุดติดและเกิดสะเก็ดไฟมาสักพักใหญ่แล้ว แต่ดูเหมือนว่าพรรคพลังประชารัฐจะพยายามทำเป็นมองไม่เห็น ทั้งๆ ที่กระแสกดดันต่อเรื่องนี้มีมากพอสมควร

สถานการณ์กำลังเดินทางมาถึงจุดที่พรรคพลังประชารัฐต้องเลือกแล้วว่าจะตัดสินใจอย่างไร เป็นไปไม่ได้แน่นอนที่จะสามารถรวบทุกอย่างไว้ในมือได้หมด

การยอมปล่อยมือจากบางอย่างออกไปอาจเป็นทางที่ดีทางหนึ่ง มิเช่นนั้นแรงเหวี่ยงและแรงต่อต้านที่ส่งมายังพรรคพลังประชารัฐอาจมีมากถึงขนาดทำให้ไปไม่ถึงดวงดาวก็เป็นได้

“พรรคประชาชาติ เพื่อทุกชาติพันธุ์” เปิดใจ”วันมูหะมัดนอร์ มะทา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/574852

  • วันที่ 24 ธ.ค. 2561 เวลา 08:54 น.

"พรรคประชาชาติ เพื่อทุกชาติพันธุ์" เปิดใจ"วันมูหะมัดนอร์ มะทา"

ส่องวิสัยทัศน์ “วันมูหะมัดนอร์ มะทา” หัวหน้าพรรคประชาชาติที่หวังให้พรรคเป็นทางเลือกใหม่ของประชาชน และเป็นพรรคเพื่อคนทุกชาติพันธุ์

****************************

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เป็นอีกหนึ่งพรรคการเมืองที่น่าจับตาไม่น้อยสำหรับพรรคประชาชาติ ภายใต้การนำของ “วันมูหะมัดนอร์ มะทา” หัวหน้าพรรค ซึ่งสั่งสมประสบการณ์การเมืองมาอย่างโชกโชน อีกทั้งยังมีดีกรีถึงอดีตประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎรชาวมุสลิมคนแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

วันนอร์ เท้าความความเป็นมาถึงการก่อกำเนิดพรรคว่า หลังจากปฏิวัติรัฐประหารเมื่อปี 2557 ซึ่งช่วงนั้นไม่มีพรรคการเมือง แต่ประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้รู้สึกว่าเมื่อมีรัฐธรรมนูญใหม่และเปิดโอกาสให้ตั้งพรรคการเมือง ประชาชนในพื้นที่จึงมาหาตนกับ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรค

“เพื่อความมั่นใจผมกับคุณทวีลองทำโพลดูว่า ถ้ามีการตั้งพรรคการเมืองใหม่กับพรรคการเมืองเก่า ประชาชนต้องการแบบไหน โดยเฉพาะ 3-4 จังหวัด รวมถึง จ.สงขลา มีความเห็นว่าควรตั้งพรรคการเมืองใหม่ น่าจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในพื้นที่มากกว่า ซึ่งเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์อยู่ที่ 60% กว่าๆ ที่เหลือไปนิยมพรรคเก่า เช่น ประชาธิปัตย์ เพื่อไทย และพรรคอื่นๆ”

หัวหน้าพรรค เล่าต่อว่า เลยลองตั้งพรรคและเชิญชวนผู้นำชุมชน ผู้นำทางศาสนา และอื่นๆ อีกหลากหลาย และมอบให้ พ.ต.อ.ทวี รับผิดชอบเรื่องนโยบายพรรค ว่าแนวโน้มถ้าพรรคการเมืองใหม่เกิดขึ้นควรประกอบด้วยอะไรบ้างที่ไม่ใช่พรรคของ 3 จังหวัดภาคใต้เพียงอย่างเดียว แต่เป็นพรรคของทั่วประเทศ

“ท่านทวีก็ระดมนักวิชาการจากหลายสถาบันชั้นนำของประเทศ โดยใช้เวลา 5-6 เดือน เพื่อจะเห็นพรรคการเมืองที่น่าจะเป็นทางออกใหม่ ไม่เหมือนพรรคการเมืองที่มีอยู่แล้ว แต่อันใหม่ที่เราเห็นว่ามีพี่น้องประชาชนในประเทศนี้ยังตกสำรวจอยู่เยอะ เช่น คนชายขอบ ชาติพันธุ์ทั้งหลาย หรือพวกมีวัฒนธรรม ภาษาที่แตกต่าง ยังอยู่ชายขอบที่ไม่ค่อยมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการประเทศ”

อย่างไรก็ตาม พรรคจึงได้เน้นเรื่องดังกล่าว แม้กระทั่งชื่อพรรคก็เน้นว่า “ชาติ” ซึ่งเป็นของประชาชนที่มีความหลากหลาย และใช้หลัก “พหุสังคม” ไม่ว่าใครจะมาจากเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ศาสนา วัฒนธรรม เพื่อมาร่วมเป็นพลังสร้างชาติ นี่คือหลักการของพรรค

ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นวันนอร์เห็นว่าจำเป็นเนื่องด้วยเนื้อหาสาระรัฐธรรมนูญซ่อนเงื่อน ไม่เป็นประชาธิปไตยอยู่มาก ถ้าไม่แก้จะเกิดปัญหาวิกฤตในด้านการปกครอง เช่น มาตรา 272 กำหนดว่าเวลาเลือกนายกรัฐมนตรีต้องใช้สมาชิก 2 สภา แน่นอนมี สว.สนับสนุน 250 เสียง และไปเอา สส.เพียง 125 เสียง ก็ได้เป็นนายกฯ

นอกจากนี้ ถ้านายกฯ คนนั้นเสียงในสภาผู้แทนฯ ไม่เกินครึ่งหนึ่ง รัฐธรรมนูญเขียนไว้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณ อภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือเสนอกฎหมาย ต้องเสนอโดยสภาผู้แทนฯ จะเห็นว่าได้นายกฯ แต่ไม่สามารถบริหารประเทศได้ ดังนั้น ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

“สว.ไม่น่าจะมายุ่งเกี่ยวกับการเลือกผู้บริหารประเทศ ควรจะเป็นผู้กลั่นกรองกฎหมาย ถ้าไม่แก้ไขจะมีปัญหาพอกพูน เมื่อมีปัญหาบ้านเมือง คือ ได้นายกฯแต่ไม่มีศักยภาพบริหารประเทศ แน่นอนการแก้ปัญหาไม่ว่าเป็นความสงบภาคใต้ เศรษฐกิจ ย่อมทำได้ลำบาก นี่เป็นเพียงมาตราเดียว แต่รัฐธรรมนูญนี้มีปัญหา 10 กว่ามาตรา”

วันนอร์ ขยายความต่อว่า แต่เนื่องจากรัฐธรรมนูญเขียนให้แก้ยาก เช่น ถ้ามีฝ่ายค้านเกินกว่า 10% ไม่เห็นด้วยก็แก้ไม่ได้ ทางออก คือ เมื่อรัฐธรรมนูญนี้ยืนยันด้วยประชามติ 16 ล้านเสียง ก็ควรให้ประชาชนทำประชามติอีกครั้ง เพื่อถามว่าจะแก้หรือไม่ ถ้าประชาชนมีมติให้แก้ก็ดำเนินการตามแบบรัฐธรรมนูญ ปี 2540 คือ ตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ขึ้นมาจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะประชาชนและนักวิชาการมาช่วยกันแก้

“ผมไม่ได้เห็นรัฐธรรมนูญ 2540 มันดีเลิศวิเศษ แต่มันดีกว่าทุกฉบับ แต่มันมีอะไรที่ยังบกพร่อง รัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ใช่ว่าไม่ดีทั้งหมด ดังนั้น เอาความดีของรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับและของฉบับปัจจุบันเอามาใส่ มันก็จะได้รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ดีกว่าใช้ไปทั้งๆ ที่รู้ว่าบกพร่อง”

วันนอร์ กล่าวต่อว่า แม้จะเคยอยู่มาหลายพรรคการเมือง แต่ข้อดีการมาอยู่พรรคเล็ก คือ ไม่แบ่งฝ่ายจนเกินไป สามารถสร้างความเป็นเอกภาพได้ แต่พรรคต้องดำเนินการในการสร้างนโยบายที่ชัดเจน แล้วต้องฟังเสียงของประชาชน และเห็นอย่างยิ่งว่าถึงเวลาที่ต้องพัฒนาพรรคการเมือง

“ผมอยู่มาหลายพรรคการเมือง เป็นประธานรัฐสภา ผมเห็นว่าฝ่ายบริหาร ตุลาการ ค่อนข้างมีการพัฒนาไปตามลำดับ แต่สภาไม่ค่อยจะเห็นสมาชิกรัฐสภาหรือบทบาทของสภาในทางพัฒนามากนัก ดังนั้นเราอยากเห็นฝ่ายของสภามีการพัฒนาไปในทางประชาธิปไตย แล้วสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน”

สำหรับปัจจัยชี้ขาดการเลือกตั้งรอบนี้หากเทียบกับปี 2544 และ 2548 ที่เน้นในเรื่องนโยบาย วันนอร์ ขยายความว่า อยากให้เป็นข้อสังเกตเพื่อติดตาม เพราะอาจเคยชาชินกับการเลือกตั้งในประเทศไทย บางทีซ้ำๆ เดิม คือ แยกเผด็จการกับประชาธิปไตยไม่ออก แล้วนำไปสู่วงจรอุบาทว์

อย่างไรก็ตาม ถ้าสังเกตการเลือกตั้งในเมียนมา เห็นว่าคาดไม่ถึงที่ฝ่ายประชาธิปไตยของอองซานซูจีจะชนะถล่มทลาย 80% แม้รัฐธรรมนูญเอื้อต่อทหาร ซึ่งทหารเข้ามา 25% แต่ไม่มีความหมาย เพราะประชาชน 80% เทคะแนนให้ถล่มทลาย หรือมาเลเซีย พรรครัฐบาลอัมโนของนาจิบ ราซัค เป็นรัฐบาลใช้ประชานิยม ช่วงใกล้เลือกตั้งมีการขึ้นเงินเดือนข้าราชการ เพิ่มเงินบำนาญ ให้ปุ๋ยฟรีกับเกษตรกร ดูแลราคาพืชผล ให้ทุนการศึกษา แต่พอเลือกตั้ง มหาเธร์ โมฮัมหมัด ชนะ

“ผมอยู่ใกล้ชายแดน นึกไม่ถึงว่าพรรคมหาเธร์ ซึ่งเคยแพ้เลือกตั้งจะชนะพรรคที่มีอิทธิพล แม้วันเลือกตั้งกลับเลือกวันปกติ เพราะคาดว่าฝ่ายค้านจะไปใช้สิทธิน้อย แต่คำเดียวที่มหาเธร์พูด คือ คราวนี้ประชาชนต้องจับมือกัน เพื่อล้มล้างการคอร์รัปชั่นของรัฐบาลให้หมดสิ้นไป แล้วเริ่มต้นให้ประเทศสร้างเศรษฐกิจ

ผมคิดว่าไม่แน่ ที่เราคาดๆ เพราะเราคิดเอาเอง เราไม่เข้าในหัวใจประชาชน ไม่รู้ว่าประชาชนทนกับความลำบาก หรือไม่พอใจ ในการถูกบริหารจากอำนาจของคนกลุ่มหนึ่งแล้วทำท่าสืบต่ออำนาจ เขาคิดอย่างไร ถ้าเขาไม่เอาเรื่องการสืบทอดอำนาจ เขาจะหันหลังและมุ่งหน้าไปว่าไม่เอาสืบทอดอำนาจ แล้วต้องการประชาธิปไตย เงินจะไม่มีความหมาย อิทธิพลก็อาจไม่กลัว ไม่รู้ได้เห็นหรือไม่ เพราะผมก็อยากเห็น”

วันนอร์ ย้ำว่า ที่ผ่านมากำลังวิเคราะห์สูตรเดิมของประเทศไทย เพราะคิดว่าประชาชนยังอยู่ที่เดิม วันนี้ประชาชนอาจไปเกินเมียนมา มาเลเซีย แต่สิ่งสำคัญคือ ช่วยเชียร์ว่าการแข่งขัน นักการเมือง คือ ผู้เล่น ประชาชน คือ ผู้ดู กรรมการ คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำอย่างไรให้การเลือกตั้งคราวนี้มีคุณภาพ ไม่เอาปริมาณ 80% คนมาใช้สิทธิ ทำให้ไม่มีการทุจริต ซื้อสิทธิ ขายเสียง หรือใช้อิทธิพล แล้วไม่มีการโกง

“ถ้า กกต.ทำได้ ประเทศไทยได้มีการปฏิรูปการเมือง แต่เราจะปฏิรูปไม่ได้ ถ้าเลือกตั้งสกปรก เพราะถ้ายังมีแบบนั้นอยู่ การถอนทุน โกง จะเกิดขึ้น เป็นเหตุให้เกิดปฏิวัติรัฐประหาร ดังนั้น ตัวกลางสำคัญ คือ ทำให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ ยุติธรรม ไม่มีการถอนทุนคนทำได้ คือ กกต. 7 คน ถ้าใจไม่ถึง อย่าเป็น กกต. ให้เสียเงินงบประมาณ 5,000 ล้านบาท แถมเสียเวลาคนไปเลือก”

วันนอร์ กล่าวถึงประเด็นสำคัญ ถ้าเปลี่ยนโดยประชาชนพร้อมใจกัน พรรคการเมืองที่ประชาชนเปลี่ยนนั้น ต้องบริหารประเทศอย่างระมัดระวังและโปร่งใส แต่ถ้าพรรคเข้ามาด้วยความเหิมเกริมไม่ระวังตัว สักพักก็มีคนต่อต้าน กลับไปอย่างเดิมอีก และคิดว่าบทเรียนที่ผ่านมา 10 ปี มันสอนพรรคการเมืองเยอะ ว่าชนะไม่ใช่เด็ดขาด โอกาสล้มมันมี

“อยู่ที่ประชาชนจะต้องคอยตักเตือน ปราม ขณะเดียวกันต้องใจเย็นด้วยใช่ว่าไม่พอใจแล้วมาเดินกลางถนน ควรรอสุดท้าย และในที่สุดผมอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนสอนนักการเมืองเลวๆ พรรคการเมืองที่คิดว่าขอให้ได้เสียงข้างมาก ใช้เงินลงทุนซื้อเสียง ซื้อนักการเมือง ถอนทุนแน่

และสิ่งสำคัญที่สุด คือ จิตสำนึกประชาชน ถ้าเหมือนมาเลเซีย ไม่รู้พร้อมใจอย่างไร ทำให้ชนะได้ รวมถึงสื่อมวลชนก็สำคัญ เพราะต้องเฝ้าทั้งกรรมการและผู้เล่นแล้วปรามประชาชน แต่ประเทศไทยไม่เหมือนเพื่อน รอบประเทศเราไม่มีปฏิวัติแต่เรายังมีอยู่”

คาด 25 ที่นั่งบวกลบ

“วันนอร์” ได้ประเมินเสียงที่พรรคประชาชาติจะได้รับหลังการเลือกตั้งว่า เป้าหมายพรรคอาจคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงไม่มากนัก ซึ่งน่าจะประมาณ 20 บวก ลบ อาจจะ 25 หรือ 15 ที่นั่ง เพราะถือเป็นพรรคใหม่เพิ่งเริ่มตั้ง และพรรคมีนโยบายชัดเจนคือ เอาคนอุดมการณ์ตรงกันมาร่วมกันทำ ไม่ใช้วิธีการดูดหรือเสนออะไรให้กับผู้สมัคร ต้องการเป็นพรรคค่อยๆ โตขึ้นอย่างมั่นคง

“ภาคใต้มี 11 เขต พรรคคิดว่าน่าจะได้ สส.เขต 6-7 คน แล้วอีก 5 คน อาจจะปริ่มๆ หรืออาจได้มากกว่านั้น แต่พรรคต้องทำงานอย่างหนัก ทว่าทั้งหมดไม่ได้หมายความว่าเราจะเน้นส่งในพื้นที่ 3 จังหวัดให้เต็มที่ ตอนนี้เราส่งพื้นที่ชาวเขา ชาวม้ง ชาวจีนฮ่อ 6-7 เขต ซึ่งการส่งเพราะต้องการให้เห็นว่าให้โอกาสทุกฝ่าย และคิดว่าน่าจะได้คะแนนดีพอสมควร”

อดีตประธานรัฐสภาวิเคราะห์ว่าหลังเลือกตั้งพรรคใหญ่มี สส. เกินร้อย 2-3 พรรค พรรคมี สส. เกิน 50 อาจจะหลายพรรค และพรรคเกิน 10 หรือต่ำกว่า 10 ตามกันมาอีกหลายพรรค เพราะการส่งเลือกตั้งจะมีพรรคการเมืองไปจดจัดตั้งทั้งเก่าและใหม่รวมกว่า 100 พรรค แต่จะส่งผู้สมัครไม่น่าจะเกิน 30-40 พรรคเท่านั้น

ทั้งนี้ เพราะการส่งผู้สมัครต้องทำไพรมารีโหวต มีกรรมการสรรหา ล้วนเป็นเงื่อนไขที่ค่อนข้างต้องใช้เวลาและคน สมมติส่งไป 30-40 พรรคการเมืองที่จะได้ สส.อาจครึ่งหนึ่งหรืออาจไม่ได้

“เลือกข้างไปเลย อยากเป็นประชาธิปไตยหรือเผด็จการ” เปิดใจ “วัน อยู่บำรุง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/574786

  • วันที่ 23 ธ.ค. 2561 เวลา 08:04 น.

"เลือกข้างไปเลย อยากเป็นประชาธิปไตยหรือเผด็จการ" เปิดใจ "วัน อยู่บำรุง"

“วัน อยู่บำรุง”กับเส้นทางการเมืองในการเลือกตั้งปี62 เขายืนยันว่าแม้จะมีเรื่องราวในอดีต แต่วันนี้ได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงพร้อมเข้าสู่ถนนการเมืองอีกครั้ง

*********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่ร้อนแรงเข้มข้นขึ้นทุกขณะ เพราะใกล้ถึงเวลาเลือกตั้ง แต่ละพรรคต่างเริ่มงัดนโยบายออกมาประชันกัน เช่นเดียวกับว่าที่ผู้สมัคร สส.ที่ต่างขยับเริ่มลงพื้นที่เพื่อหวังให้ได้เข้ามาในสภา สำหรับ “วัน อยู่บำรุง” ว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม.พรรคเพื่อไทย ลูกชาย “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง”แกนนำพรรคเพื่อไทย แม้จะมีเรื่องราวในอดีตมากมาย แต่เจ้าตัวก็ยังมั่นใจว่าจะได้รับโอกาสจากประชาชน

วัน เปิดใจผ่าน “โพสต์ทูเดย์” ถึงประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นพร้อมยอมรับว่า “แม้ผมไม่ใช่คนดีร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เคยถูกกล่าวหามาในอดีต ผมเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่รักพรรคพวก รักเพื่อนพ้องน้องพี่ ผมยอมเจ็บปวดกับคนที่ผมรัก ผมอาจผิดพลาด บกพร่อง จากเรื่องราวในอดีต แต่ทุกวันนี้ผมปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแล้ว

ก็หวังว่าวันหนึ่งสังคมไทยจะให้โอกาสผม และด้วยผลงาน 7-8 ปีที่ผ่านมา ถ้าใครติดตาม จะเห็นว่าผมทำอะไรบ้าง ผมรวบรวมคนไม่รู้จักแสนกว่าคนให้มารู้จักกัน มาทำความดี มาช่วยเหลือสังคม ในนามครอบครัว ใจถึงพึ่งได้ ขอเพียงรู้จักและจะรัก เข้าใจ ในตัวผม”

วัน เท้าความถึงการอยากเป็น สส. เนื่องด้วยมีโอกาสได้ติดตาม ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง (บิดา) ไปหาเสียงตั้งแต่ยังเด็กๆ จนซึมซับและกลายเป็นการปลูกฝัง และส่วนตัวมีความคิดอยากทำหน้าที่ สส.เหมือนบิดา ซึ่งเป็นความฝันสูงสุดในชีวิต ประกอบกับครอบครัวอยู่บำรุงเล่นการเมืองมา 30 กว่าปี

“ตระกูล อยู่บำรุง ทั้งประเทศรู้จักได้ เพราะคนชื่อว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง และตอนนี้คุณพ่อเริ่มอายุมากขึ้น ไม่รู้ว่าจะเล่นการเมืองได้อีกกี่ครั้ง ผมไม่อยากให้ อยู่บำรุง เลือนหายไปจากวงการการเมืองไทย และยังมีคุณอา นวรัตน์ อยู่บำรุง สก.กทม. เขตหนองแขม 7 สมัย

อีกทั้ง พี่ชาย น้องชาย ไม่ชอบการเมือง มีผมที่ชอบ เพราะตามคุณพ่อไปหาเสียงตั้งแต่จำความได้ และคุณพ่อบอกเสมอว่า การเมืองไม่ใช่มรดก พ่อไม่สามารถเซ็นโอนตำแหน่ง สส. ให้ได้ ถ้าอยากได้ต้องทำเอาเอง ผมถามพ่อแล้วต้องทำยังไง พ่อบอกเพียงว่าทำอย่างไรก็ได้ ให้ได้นั่งอยู่ในหัวใจของประชาชน”

สำหรับการเลือกตั้งที่ใกล้เข้ามาถึง วัน บอกด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า ส่วนตัวมีความพร้อมมาก รอเพียงอย่างเดียวจะได้เบอร์เมื่อไหร่ เพราะด้วยบทเรียนจากการสอบตก สส. เมื่อปี 2554 ซึ่งมุ่งหวังในใจมาตลอดว่า อย่างไรก็ต้องมีเลือกตั้งใหม่ จากวันนั้นจนถึงวันนี้ 7 ปี ได้ทำงานรับใช้ประชาชนในพื้นที่ตลอด ไม่ว่าจะงานเล็กหรืองานใหญ่ งานบวช งานแต่ง งานศพ มีอะไรให้ทำขอให้บอก ไปหมด

วัน เล่าด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มถึงเหตุการณ์สอบตกครั้งนั้นว่า ตอนลงสมัคร สส. เมื่อปี 2554 มารู้ตัวเพียง 3 เดือนก่อนเลือกตั้ง และก่อนหน้านี้ไม่ได้ทำพื้นที่เลย พอทราบว่าได้ลงก็เริ่มทำงานบริการ อาทิ ฉีดยุง หรืออะไรเท่าที่ทำได้ และยอมรับว่าอาศัยคะแนน รวมถึงอานิสงส์จาก ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย

“ช่วงหาเสียงตอนปี 2554 ถูกชาวบ้านถามเหมือนกันว่า ยังเกเรอยู่ไหม บางคนพูดว่าไม่มีเลือกตั้งไม่เห็นหัวเลยนะ ผมทำได้แค่เพียงบอกว่าเพิ่งรู้ตัวครับ ยังไงก็ขอฝากเนื้อฝากตัวไว้ด้วย ช่วยรับผมไว้พิจารณา แม้กระทั่งผมเดินแจกบัตร คนยังเมินหน้าหนี แต่เดี๋ยวนี้เวลาผมไปไหนช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ประชาชนให้การยอมรับ มีคนรักและเข้าใจผมมากขึ้น ซึ่งตลอด 7 ปี ผมทำมาตลอดไม่มีหยุด”

ขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยถือว่าระบบดีมาก มีการมอนิเตอร์ รีเช็กผู้สมัครตลอดเวลาว่า เขตไหนใครทำผลงานอย่างไร ยกตัวอย่างบางเขต หากผู้สมัครทิ้งช่วงมาหลายปีไม่ทำอะไรเลย แล้ววันหนึ่งอยากกลับมาลงเขตเก่า พรรคไม่ส่ง ส่วนตัวทำมา 7 ปี มีความเคลื่อนไหวตลอด หากทิ้งพื้นที่พรรคก็ไม่ส่งเหมือนกัน แม้พ่อจะอยู่พรรคนี้ก็ช่วยอะไรไม่ได้

แน่นอนว่าการหาเสียงช่วงใกล้เลือกตั้งประเด็นส่วนตัวอาจถูกหยิบยกขึ้นมาโจมตี วันมองว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่จะนำเรื่องเหล่านี้มาใช้ แต่อย่าลืมว่าเด็กยุคใหม่ๆ 20 ปีให้หลัง ไม่ได้เสพข่าวเก่า ดูผลงานปัจจุบัน แม้ส่วนตัวมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งตามประสาวัยรุ่นจริง แต่มันเป็นความผิดต่อตัวบุคคล ครอบครัวไม่เคยทำความเดือดร้อนให้กับสังคมไทยส่วนรวม และทุกอย่างคดีความต่างๆ มันจบลงแล้ว

“อย่าลืมว่าทั้งคุณพ่อและอาผมไม่เคยถูกกล่าวหาว่าทุจริตคอร์รัปชั่น และไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด เมื่อก่อนคุณพ่อเป็นนักปราศรัย นักอภิปรายในสภา ดาวสภา มีบทบาทและถูกวิพากษ์วิจารณ์เยอะ และถ้าไปเปิดหลังคุณพ่อ เอาทิงเจอร์ไปราด ท่านไม่มีแสบ เพราะท่านไม่มีแผล แต่บังเอิญผมตอนวัยรุ่นไปเที่ยวและมีเรื่องมีราว ซึ่งผ่านไปแล้วกว่า 20 ปี

ก็เอาเรื่องนั้นมาเป็นประเด็นจนถึงทุกวันนี้ ว่าลูกเฉลิมเกเร แต่อยากบอกให้เข้าใจ ณ วันนี้ว่า คำกล่าวหาที่เคยถูกยัดเยียดจนกลายเป็นวลีเด็ดของบ้านอยู่บำรุง มึงรู้ไหมกูลูกใคร ผมขอย้ำ อาจหาญ วัน ดวง ยืนยันว่า ผมจำพ่อกับแม่ผมได้ ผมไม่ต้องถามชาวบ้านหรอก เพราะผมไม่เคยพูด”

วัน ยังได้สะท้อนถึงปัญหาพื้นที่จากการได้ลงพบปะประชาชนอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่จะเป็นในเรื่องของเศรษฐกิจปากท้อง ซึ่งบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่าปัจจุบันนั้นไม่ดี หากเมื่อเทียบกับสมัยรัฐบาล สมัคร สุนทรเวช และโดยเฉพาะช่วง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ บริหารประเทศ

วัน ยกตัวอย่างจากการสอบถามวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างในเขตหนองแขม เมื่อก่อนเคยขับตั้งแต่เวลา 07.00-22.00 น. ได้วันละ 800-900 บาท ปัจจุบันขับเหมือนเดิม ได้ไม่เกินวันละ 500 บาท ซึ่งมันสะท้อนชัดเจน ขณะที่แม่ค้าตามตลาดนัดต่างตอบเป็นเสียงเดียวกัน สมัยรัฐบาล สมัคร และยิ่งลักษณ์ คนออกมาจับจ่ายใช้สอยกันเยอะ

“ผมอยากให้ประชาชนกลับไปดูถึงตัวนโยบายซึ่งเป็นรูปธรรมและสามารถทำได้ ตั้งแต่พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย เศรษฐกิจมันดีขึ้น ดังนั้น จึงอยากฝากพรรคเพื่อไทยไว้ เพราะมั่นใจว่าจะมีนโยบายดีๆ ออกมา ให้ประชาชนตัดสินใจ เพราะพรรคขายนโยบาย และขายผลงานในอดีตที่เป็นรูปธรรม”

วัน ยังมองถึงบริบทของกฎหมายที่เปลี่ยนไปจากเดิม พร้อมยอมรับว่าทำให้นักการเมืองทำงานยากขึ้น โดยเฉพาะกฎระเบียบต่างๆ รวมถึงรายละเอียดปลีกย่อยซึ่งมีมากกว่าแต่ก่อน อาทิ การแบ่งเขต การติดป้ายหาเสียง ยิ่งเฉพาะเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยจากการถามเพื่อน สส. ต่างจังหวัด เกี่ยวกับการแบ่งเขตนั้นกระโดดมาก

ทั้งนี้ จริงๆ แล้วบางเขตต้องติดต่อกัน ดังนั้น การหาเสียงยากมากขึ้น ทำให้ผู้สมัครบางเขตพื้นที่ทับซ้อนกันของผู้สมัครภายในพรรคเดียวกัน บางรายจำเป็นต้องออกจากพรรคเดิม เพื่อไปหาพรรคสังกัดใหม่ เหมือนเป็นการบอนไซพรรคการเมือง

วัน ให้ความเห็นต่อว่า เมื่อการเลือกตั้งเปลี่ยนกฎหมายใหม่แล้ว ก็ต้องยอมรับกติกาตรงนั้น เพราะเมื่ออยากเป็นผู้เล่นก็ต้องยอมรับสภาพ แล้วไปสู้กันตามกติกาที่มี ยกเว้นแต่ไม่อยากเป็นผู้เล่น ก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก

“จากกฎหมายใหม่ที่ออกมา ผมชอบและรักคำว่าประชาธิปไตย จึงอยากฝากประชาชน ถ้ารักประชาธิปไตยเลือกผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย แต่ถ้าไม่ชอบก็เลือกพรรคอื่น ซึ่งแนวคิดนี้ไม่ได้ถือเป็นความรุนแรงอะไร แต่เป็นความชัดเจนที่ต้องนำเรื่องจริงมาพูดกัน ที่สำคัญ คือ อยากวิงวอนให้ประชาชนออกมาเยอะๆ เลือกข้างไปเลยว่า อยากเป็นประชาธิปไตย หรือเป็นเผด็จการ”

แม้กฎหมายใหม่ที่ถูกเปลี่ยนจนทำให้มีพรรคการเมืองเกิดขึ้นมากมายนั้น วัน มองว่าเป็นเรื่องดีและเห็นด้วย เพราะจะเป็นตัวเลือกให้ประชาชนตัดสินใจ โดยเฉพาะนโยบายพรรคไหนดีกว่า ให้ประชาชนได้เลือกคนที่รัก เลือกพรรคที่ชอบ และถ้าให้รอบคอบเลือกทั้งคนและพรรค

สำหรับวันเลือกตั้งจะเป็นวันที่ 24 ก.พ. 2562 หรือไม่ ส่วนตัวคงตอบไม่ได้ แต่จากการได้ลงพื้นที่สัมผัสพบปะประชาชน เขาอยากเลือกตั้ง ยกตัวอย่าง อาชวิน อยู่บำรุง หรือน้องกาโม่ (บุตรชาย) อายุ 21 ปี จนอายุเกือบ 30 ปี ซึ่งเด็กรุ่นใหม่อยากเลือกตั้ง และการเลือกตั้งคราวนี้เชื่อว่ากลุ่มคนเหล่านี้จะออกมาใช้สิทธิเป็นจำนวนมาก

“ผมไม่กังวลกับการเลือกตั้ง แต่กังวลอย่างเดียว อย่าให้บัตรเสียเหมือนรอบที่แล้ว แม้เขตในกรุงเทพฯ จะลดลงจากเดิมเหลือ 30 เขต แต่ละเขตเลือกตั้งคราวที่แล้วบัตรเสียไม่เกิน 2,000 ใบ แต่เขตบางบอน หนองแขม มีบัตรเสียสูงถึง 7,000 กว่าใบ ถือเป็นเขตเดียวที่บัตรเสียสูงสุดในกรุงเทพฯ ซึ่งผมไม่ทราบว่าเพราะอะไร”

นอกจากนี้ ส่วนตัวอยากเชิญชวนโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ออกมาใช้สิทธิให้มาก เพราะการเมืองทุกวันนี้เป็นเรื่องระดับชาติ เกี่ยวข้องกับปากท้อง รวมถึงชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคน จึงอยากเห็นเด็กรุ่นใหม่ออกมาลงคะแนน เนื่องจากเด็กรุ่นใหม่จะต้องเติบโตถือเป็นอนาคตของชาติ และต้องมาพัฒนาประเทศต่อจากคนรุ่นเก่าๆ เพราะประเทศเป็นของทุกคน

ปชป. ลุยประกันรายได้ พท. ไม่ปล่อยให้ประเทศล้าหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/574733

  • วันที่ 22 ธ.ค. 2561 เวลา 12:47 น.

ปชป. ลุยประกันรายได้ พท. ไม่ปล่อยให้ประเทศล้าหลัง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สองพรรคใหญ่ “ประชาธิปัตย์ (ปชป.)สมรภูมิเพื่อไทย (พท.)” ต่างประกาศนโยบายเบื้องต้นเน้นแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจ โดยพรรค ปชป.เน้นยกระดับความเป็นอยู่ประกันรายได้คนไทย ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ส่วนพรรค พท.เตรียมขึ้นคัตเอาต์ทั่วประเทศ “จะไม่ปล่อยให้ประเทศล้าหลัง ล้มเหลว ถดถอย สิ้นหวัง” ส่วนรายละเอียดของแต่ละพรรคมีดังนี้

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้า พรรคประชาธิปัตย์ ประกาศนโยบายเศรษฐกิจของพรรค ปชป. ว่า จะยกระดับความเป็นอยู่ประกันรายได้คนไทย ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง 6 ข้อ ได้แก่ 1.โครงการโฉนดสีฟ้า  โดยการจัดทำโฉนดชุมชน เพื่อให้สิทธิในการจัดการชุมชน อย่างแท้จริง และยกระดับ ส.ป.ก.ให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนของรัฐ โดยการกู้ผ่านธนาคารและตกทอดถึงลูกหลานได้ พร้อมเดินหน้าธนาคารที่ดิน เร่งออกโฉนดทันใจ สะสางโฉนดที่ดินที่ค้างท่อมานานที่มีเอกสิทธิ์ ส.ค.1 และ น.ส.3 เพื่อออกสิทธิตามกฎหมายให้ แล้วเสร็จ

2.จัดตั้งกองทุนน้ำชุมชน ให้เกษตรกรมีน้ำใช้ตลอดปี มีเงินทำแหล่งน้ำทุกหมู่บ้าน โดยรับการจัดสรรงบจากผู้เชี่ยวชาญ แนะนำชาวบ้านจัดการแหล่งน้ำด้วยตนเอง ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นที่ของรัฐ หากเป็นที่ของประชาชนแต่เหมาะสมที่จะทำสระน้ำก็สามารถเข้ามาร่วมโครงการ ซึ่งจะต้องปลดล็อกกฎระเบียบของราชการและใช้ยางพาราในการทำสระน้ำ

3.ประกันรายได้เกษตรกรให้ครอบคลุมพืชทุกชนิด สร้างความมั่นคงรายได้ให้เกษตรกรไทยทุกคนได้มีหลักประกันรายได้ขั้นต่ำการทำอาชีพเกษตรกรรม ข้าวไม่ต่ำกว่าเกวียนละ 1 หมื่นบาท ยางพาราไม่ต่ำกว่า 60 บาท/กิโลกรัม ปาล์ม 10 บาท/กิโลกรัม รวมถึงทำประกันภัยพืชผลคุ้มครองต้นทุนการผลิต 4.ประกันรายได้แรงงานไม่ต่ำกว่า 1.2 แสนบาท/ปี แต่ถ้ามีรายได้ต่อเดือนเมื่อคำนวณแล้วไม่ถึงที่กำหนด รัฐบาลก็จะจ่ายเงินส่วนต่างให้

5.เบี้ยผู้สูงอายุ 1,000 บาท/เดือน และจะไปปรับโครงการเกี่ยวกับการออมเพื่อการชราภาพ และ 6.เบี้ยสวัสดิการผู้ยากไร้ 800 บาท/เดือน ซึ่งโอนตรงสมุดบัญชีผู้มีรายได้ต่ำกว่า 1 แสนบาท/ปี ซึ่งทุกคนจะต้องเข้าระบบรายงานสถานะทางการเงินของตนเองทุกปี

“นโยบายทั้ง 6 ข้อนี้ จะทำได้ทันทีเมื่อพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล หลังจากนั้นจะเปิดเผยที่มาของงบประมาณอีกครั้ง ซึ่งยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยสร้างภาระให้ประเทศ” อภิสิทธิ์ ระบุ

ด้านพรรคเพื่อไทยได้จัดประชุมใหญ่ โดยมีแกนนำพรรค พท.เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง กล่าวในที่ประชุมว่า จากการที่ได้ไปรับสมัครสมาชิกพรรคและพบปะประชาชนมาทั่วทุกภาค ต่างร้องเป็นเสียงเดียวกันว่าเศรษฐกิจแย่มาก ค้าขายไม่ได้ มีแต่หนี้สินท่วมหัว ซึ่งเป็นเพราะการบริหารของรัฐบาล คสช.ไร้ประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ พรรคมั่นใจว่าจะแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจเหล่านี้สำเร็จ โดยจะใช้เวลา ไม่นาน เพราะพรรคบริหารจัดการเป็น โดยทุกครั้งที่พรรคได้มีโอกาสทำงาน เป็นผู้บริหารประเทศ สามารถทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นทุกครั้ง และขอให้ความมั่นใจว่าเพื่อไทยมองเห็นทางออก และมีวิธีบริหารจัดการเพื่อแก้วิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้ “เราคิดต่างจากรัฐบาลนี้ ที่ยิ่งทำคนส่วนใหญ่ยิ่งจนลง รวยกระจุก จนกระจาย ทำให้ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำสูงอย่างมาก เราจะใช้งบประมาณอย่างชาญฉลาด ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน จะไม่ใช้งบเยอะแต่เลอะเทอะ จะลงทุนเพื่อให้เกิดรายได้และทรัพย์สินใหม่” คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าว

ทั้งนี้ รัฐบาลที่ใช้เงินมากๆ ต้องหารายได้เป็น ไม่ใช่ใช้เป็นเพียงอย่างเดียว และต้องไม่ใช่การหาเงินจากการขึ้นภาษี ยุคภาษีอานจะต้องไม่เกิดขึ้น เราจะแก้หนี้ให้คนไทยด้วยรายได้ ไม่ใช่แก้หนี้ด้วยหนี้อีกต่อไป

“เราพร้อมที่จะพาคนไทยออก จากความทุกข์ในครั้งนี้ไปให้ได้ เพราะทุกข์ของประชาชน คือทุกข์ของเรา จะนำความสุขที่แท้จริงกลับมาสู่คนไทยทุกคน เราจะไม่ยอมปล่อยให้ประเทศต้องล้าหลัง ล้มเหลว ถดถอย และสิ้นหวังอีกต่อไป” คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุ

ขณะที่ ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ระบุว่า พรรคจะมีการจัดกิจกรรมขึ้นป้ายที่มีข้อความว่า “พรรค พท.จะไม่ปล่อยให้ประเทศล้าหลัง ล้มเหลว ถดถอย สิ้นหวัง” พร้อมกันทั่วประเทศ เนื่องจากตลอด 4 ปี 7 เดือนที่ผ่านมา ประชาชนต่างต้องอดทนอยู่กับสภาวะความล้าหลัง ล้มเหลว ถดถอย และสิ้นหวัง ล้มเหลว เพราะหนี้คนไทยท่วมหัว โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นถึง 1.79 ล้านบาท

“ในระยะเวลาอีก 65 วันข้างหน้าที่จะถึงนี้ ประชาชนไทยจะมีโอกาสเข้าคูหาไปเลือกอนาคตของตนเองว่าจะเลือกทนอยู่กับความล้มเหลว เช่นในช่วง 4 ปี 7 เดือนที่ผ่านมา หรือจะเลือกโอกาสในการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น” ลดาวัลลิ์ กล่าว

ระดมทุนพปชร. ปมอลวน 650 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/574615

  • วันที่ 21 ธ.ค. 2561 เวลา 08:46 น.

ระดมทุนพปชร. ปมอลวน 650 ล้าน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การจัดระดมทุนของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)ที่อิมแพ็ค ฟอรั่ม ฮอลล์ เมื่อ วันที่ 19 ธ.ค.ที่ผ่านมา ได้ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ตามมามากมาย เพราะสามารถระดมทุนได้กว่า 650 ล้านบาท ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์

ทั้งนี้ “ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” รองหัวหน้าพรรค พปชร. ในฐานะแม่งานการจัดงานระดมทุน ระบุว่า  มีการจองโต๊ะไว้ครบทั้ง 200 โต๊ะ ซึ่งบางโต๊ะบริจาคเงินให้พรรคเกินกว่า 3 ล้านบาท ทำให้ยอดการบริจาคได้มากเกินกว่าเป้าที่เราตั้งไว้ที่ 600 ล้านบาท คาดว่าได้เกือบ 650 ล้านบาท

ขณะเดียวกันมีรายงานว่า “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” แกนนำพรรค พปชร. ควักกระเป๋าซื้อบัตร 30 โต๊ะ รวมแล้ว 90 ล้านบาท ส่วน “ประชัย เลี่ยวไพรัตน์” อดีตหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย บอกว่า ซื้อไว้ 2 โต๊ะ รวม 6 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ปัญหาอยู่ที่ภายหลังการระดุมทุนได้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในหลายแง่มุม ทั้งข้อกฎหมายที่สุ่มเสี่ยงจะมีความผิดและในแง่ความเหมาะสมต่อการระดมทุนครั้งนี้

ไม่ว่าจะเป็น “พรรคเพื่อชาติ” ที่ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า ในงานซึ่งมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินหลายกลุ่มจะเป็นการกระทำที่เข้าข่ายผิด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 73 ข้อ 3 หรือไม่

โดยมาตรา 73 ได้ระบุไว้ว่า ไม่ให้กระทำการสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่จูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปลงคะแนนให้ตนเองหรือผู้อื่นด้วยวิธีการต่อไปนี้ โดย (3) ระบุว่า ทำการโฆษณาหาเสียงโดยจัดให้มีมหรสพหรืองานรื่นเริงต่างๆ

ถัดมาที่ สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.   และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า การระดมทุนดังกล่าวสามารถทำได้หลังปลดล็อกทางการเมืองแล้ว แต่ต้องไปพิจารณาต่อไปว่าคนที่มาร่วมงานดังกล่าวมาเพราะอะไร มีการใช้ตำแหน่งหน้าที่รัฐมนตรีเข้าไปบีบบังคับขอร้องหรือไม่

ทั้งนี้ จะเห็นว่าจากข้อมูลที่ปรากฏมีทั้ง “ททท.” ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ 3 โต๊ะ 9 ล้านบาท “คลัง” 20 โต๊ะ 60 ล้านบาท ก็ต้องไปดูรายละเอียดว่าเงินดังกล่าวมีที่มาจากไหน หากมาด้วยความเกรงใจก็อาจเข้าข่ายเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ไม่เหมาะสมได้

“เรื่องเหล่านี้พิสูจน์ได้ยาก เพราะคนมาก็ต้องเต็มใจมา แต่จะมาเพราะรัฐมนตรีขอมาหรือมาเพราะเกรงใจ หรือไม่ได้มองแค่ประโยชน์ปัจจุบัน แต่มองไปถึงประโยชน์ในอนาคตหรือไม่ รวมถึงประเด็นคนที่เป็นรัฐมนตรีใช้ตำแหน่งไปขอร้องหรือไม่อย่างไร เป็นประเด็นที่ต้องตั้งคำถามกัน” สมชัย กล่าว

สมชัย กล่าวว่า อีกมุมหนึ่งคือต้องไปดูว่าหน่วยงานอย่าง ททท. หรือคลังนั้น หากเป็นหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ เขานำเงินจากไหนมา หากเป็นเงินของราชการหรือรัฐวิสาหกิจก็จะยิ่งไม่เหมาะสม เป็นความผิดสองทาง

ประเด็นเหล่านี้ กกต.ต้องเข้าไปตรวจสอบแม้ไม่มีผู้ใดยื่นเรื่องร้องเรียน แต่เรื่องนี้เป็นความที่ปรากฏต่อสาธารณะ กกต.ควรสนใจไปดูรายละเอียด ไม่ต้องรอให้มีคนร้อง และไม่เกี่ยวข้องกับมีกฤษฎีกาเลือกตั้งหรือไม่ เพราะ กกต.มีอำนาจเข้าไปตรวจสอบได้ตั้งแต่ก่อนมีกฤษฎีกาเลือกตั้งและหลังกฤษฎีกาเลือกตั้ง

อีกด้านหนึ่ง  วีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน ระบุว่า งานระดมทุนโต๊ะจีนตกที่นั่งละ 3 แสนบาท ต้องตรวจสอบว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งรัฐมนตรีและข้าราชการที่มาร่วมงานนั้นซื้อบัตรมาร่วมงานเองหรือมีผู้ใดออกเงินให้

ทั้งนี้ หากคนอื่นออกเงินให้ก็จะเข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีรับของขวัญมีมูลค่าเกิน 3,000 บาท หากบรรดาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เข้าร่วมงานอ้างว่าซื้อบัตรเข้าร่วมงานเองก็ต้องเอาใบเสร็จมาแสดง

ขณะที่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) บอกว่า การจะจัดระดมทุนจะเป็นโต๊ะจีนหรือเป็นอะไรก็แล้วแต่ หากผู้ที่บริจาคเงินเกินถ้าจำไม่ผิดคือ 1 แสนบาท หรือตั้งแต่ 1 แสนบาทขึ้นไป จะต้องเปิดเผยชื่อตัวเองอยู่แล้ว ไม่ใช่บอกว่าผมจัด 200 โต๊ะ แล้วก็ขายบัตร โดยไม่รู้ใครมาซื้อบัตร แล้วมีเงินมา 600 ล้านบาท อย่างนี้ทำไม่ได้ ต้องมีการแสดงว่าใครเป็นคนที่ซื้อโต๊ะ ซึ่งถือเสมือนเป็นผู้บริจาค เขาต้องเปิดเผยชื่อผู้บริจาค สื่อก็ไปตรวจสอบได้ว่าใครไปนั่งกินบ้าง กรณีของ พปชร.มีประเด็นว่า ต้องให้มั่นใจด้วยว่าไม่มีการเอาตำแหน่งหน้าที่ในรัฐบาลไปใช้ในการระดมทุน

“จตุพร พรหมพันธุ์” แกนนำพรรคเพื่อชาติ มองว่า การจัดงานระดมทุนแบบนี้ เห็นกระดานกันหมดแล้ว การจัดแบบนี้เป็นเพียงพิธีกรรมทางการเมือง มันสะท้อนอะไรหลายๆ อย่าง ทั้งนี้ รายนามผู้บริจาคกี่คน คนละเท่าไรนั้น ก็ควรจะมีการเปิดเผยต่อประชาชน เพื่อให้เห็นความบริสุทธิ์ใจ ไม่มีอะไรทับซ้อน ไม่มีผู้เกี่ยวข้องกับโครงการต่างๆ ของรัฐบาล เป็นไปได้หรือไม่หากมีการจัดงานในลักษณะแบบนี้อีก ขอให้มีการแสดงรายชื่อรายนามผู้ซื้อโต๊ะ ส่วนคนที่จัดไปแล้วก็แถลงมา กกต.ก็นำมาเผยแพร่กับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา

ด้าน ธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรค พปชร. กล่าวว่า ขั้นตอนหลังจากงานระดมทุนทางพรรคจะเข้าไปตรวจสอบอีกทีว่าเงินมาจากที่ไหน อย่างไร เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดและระเบียบของ กกต.

บัตรเลือกตั้ง แก้เกมกระแสต้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/574598

  • วันที่ 21 ธ.ค. 2561 เวลา 07:04 น.

บัตรเลือกตั้ง แก้เกมกระแสต้าน

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

ยื้อกันอยู่นานสองนาน ในที่สุดปัญหาบัตรลงคะแนนเลือกตั้งก็ลงเอยด้วยความสุขของทุกฝ่าย หลังจากเกือบจะกลายเป็นปัญหาน้ำผึ้งหยดเดียว

เดิมก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เสนอไอเดียระหว่างการประชุมร่วมกับพรรคการเมืองว่าอยากเห็นบัตรเลือกตั้งที่มีแต่หมายเลขผู้สมัครเท่านั้น โดยไม่ต้องมีโลโก้พรรคการเมือง

ทันทีที่มีไอเดียดังกล่าวออกมาปรากฏว่าเกิดกระแสต้านอย่างหนัก โดยเฉพาะจากพรรคการเมืองคู่แข่งทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมองว่ากำลังทำให้พรรคการเมืองเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ

แม้ในอดีตบัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จะมีเพียงแต่หมายเลขผู้สมัคร แต่ถ้าให้ลึกเข้าไปจะเห็นว่าการเลือกตั้งเป็นระบบบัตรสองใบ ใบหนึ่งเลือก สส.บัญชีรายชื่อหรือที่เข้าใจกันดีว่าเป็นการเลือกพรรคการเมือง ส่วนอีกใบเลือก สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้ง

ขณะเดียวกัน ระบบการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันแตกต่างไปจากอดีตที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง เพราะเป็นการใช้บัตรเลือกตั้ง สส.เขต เลือก สส.บัญชีรายชื่อไปในตัว หนำซ้ำยังกำหนดกติกาไม่ให้พรรคการเมืองใช้หมายเลขเดียวหาเสียงทั่วประเทศ ตามมาด้วยการแบ่งเขตเลือกตั้งที่มีรูปร่างหน้าตาแบบพิสดารเข้าไปอีก ย่อมทำให้บัตรเลือกตั้งที่มีแต่ตัวเลขผู้สมัครน่าจะสร้างความวุ่นวายอีกพอสมควร

จึงไม่แปลกที่พรรคการเมืองหลายพรรคจะออกมาแสดงความไม่พอใจกับท่าทีของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ที่แสดงท่าทีตอบรับแนวคิดของ พล.อ.ประยุทธ์ ในเวลานั้นอยู่พอสมควร

กระแสต่อต้านของพรรคการเมืองไม่ได้ถูกจำกัดวงเฉพาะคนในวงการเลือกตั้งเท่านั้น แต่ยังลามไปในภาคสังคมส่วนอื่นๆ ถึงขั้นเกิดกระแสในทำนองว่าการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นอาจเป็นการเลือกตั้งที่ไม่มีความโปร่งใสมากที่สุด ยิ่งกว่าการเลือกตั้งในอดีต

ด้วยเหตุนี้เอง จึงกลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้ กกต.ต้องกลับลำแบบ 360 องศา โดยกำหนดให้บัตรเลือกตั้งมีทั้งชื่อพรรคการเมืองและตราสัญลักษณ์ของพรรคการเมืองครบถ้วน ซึ่งเป็นบัตรเลือกตั้งที่มีความสมบูรณ์ครึ่งหนึ่ง ขาดแต่เพียงชื่อผู้สมัคร สส.เท่านั้น

“กกต. คุยกัน ก็บอกว่าครั้งนี้ จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เนื่องจากที่ผ่านมาเรามีบัตรเลือกตั้งสองแบบ คือ แบบแบ่งเขต หรือแบบดั้งเดิมที่จะมีเบอร์และกากบาท แบบบัญชีรายชื่อเริ่มใช้เมื่อปี 2544 ที่มีชื่อโลโก้พรรค ครั้งนี้บัตรเลือกตั้งจะเป็นแบบไฮบริด เหมือนรถยนต์ 1 คัน ใช้ 2 ระบบ โดยในที่ประชุมก็มี กกต. ท่านหนึ่ง บอกว่า อยากเห็นบัตรเลือกตั้งมีชื่อและโลโก้พรรค เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง” อิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.ระบุเมื่อวันที่ 18 ธ.ค.

การกลับไปใช้บัตรเลือกตั้งตามที่ กกต.กำหนดออกมาล่าสุด ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีเหตุผลทางการเมืองมาเป็นปัจจัยหนึ่งในการตัดสินใจ เพราะต้องยอมรับระหว่างที่มีความคิดในเรื่องบัตรเลือกตั้งที่มีเฉพาะหมายเลขผู้สมัครนั้นเกิดกระแสลบกับ กกต.และ คสช.พอสมควร และถ้าปล่อยให้นานไป แรงต้านจะลามไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะว่าที่ผู้ท้าชิงตำแหน่งนายกฯ ด้วย

ดังนั้นเมื่อ กกต.กลับลำ จึงนำมาซึ่งความพอใจแก่ทุกฝ่าย โดยเฉพาะพรรคการเมืองฝั่งตรงข้าม

การใช้บัตรเลือกตั้งแบบไฮบริดตามที่ กกต.ภูมิใจนั้นทำให้พรรคการเมืองทุกพรรคไม่เว้นแม้แต่พรรคพลังประชารัฐก็ได้ประโยชน์กันถ้วนหน้า พรรคการเมืองจะสามารถใช้วิธีการหาเสียงแบบในอดีตที่เน้นความนิยมของพรรคการเมือง เพื่อกวาดคะแนนเสียงทั่วประเทศได้เหมือนกับที่พรรครักประเทศไทยเคยทำมาก่อน พรรคประชาธิปัตย์ พรรคอนาคตใหม่ พรรคชาติไทยพัฒนา หรือแม้แต่พรรคไทยรักษาชาติและพรรคเพื่อไทย ก็สามารถอาศัยความนิยมของหัวหน้าพรรค เพื่อหาเสียงทั่วประเทศได้ โดยเน้นกลยุทธ์ให้คนจดจำตราสัญลักษณ์และชื่อของพรรค โดยไม่ต้องเน้นให้คนจำเฉพาะชื่อผู้สมัครเท่านั้น

ทั้งนี้ หากใช้บัตรเลือกตั้งที่มีแต่หมายเลขผู้สมัคร แน่นอนว่าการสร้างความจดจำให้กับคนทั่วไป น่าจะลำบากพอสมควร เนื่องจากแต่ละเขตเลือกตั้งพรรคการเมืองหนึ่งจะมีหมายเลขผู้สมัครต่างกัน

เมื่อ กกต.ยอมถอย ด้านหนึ่งย่อมทำให้พรรคการเมืองไม่มีโอกาสสร้างเงื่อนไขเพื่อมาก่อหวอดกันอีก และพรรคการเมืองต้องกลับมาเล่นในเกมบนกระดานที่ กกต.เป็นคนควบคุมโดยปริยาย เพราะมัวแต่มาทะเลาะกับ กกต. จะเป็นผลเสียกับพรรคการเมืองเอง

หมากเกมนี้ของ กกต. จึงมีแต่ได้กับได้ โดยเฉพาะการลดแรงเสียดทานที่หลายฝ่ายเคยกังขาความเป็นกลางของ กกต.ไปในคราวเดียวกัน

ใครบอกว่า กกต.ชุดนี้เป็นมือใหม่ อาจต้องกลับมาคิดกันใหม่เลยทีเดียว

คนรุ่นใหม่ตัวแปรชี้ขาด กกต.ต้องคุมให้ยุติธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/574460

  • วันที่ 20 ธ.ค. 2561 เวลา 06:29 น.

คนรุ่นใหม่ตัวแปรชี้ขาด กกต.ต้องคุมให้ยุติธรรม

หมายเหตุ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนาเรื่อง “เลือกตั้ง กุมภาฯ 62 ฟรีและแฟร์ สำหรับใคร” เพื่อเป็นเวทีให้นักวิชาการวิเคราะห์มุมมองการเลือกตั้ง สส.ที่จะมีขึ้นใน วันที่ 24 ก.พ. 2562

สิริพรรณ นกสวน สวัสดี หัวหน้าภาค วิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า การเลือกตั้งถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่เปลี่ยนกระสุนให้เป็นบัตรเลือกตั้ง ตามกระบวนการสันติวิธีที่สุด โดยส่วนตัวมองหวังว่าหลังการเลือกตั้งจะได้รัฐบาลที่เคารพเสียงของประชาธิปไตย แต่โจทย์ใหญ่ของสังคมไทย คือ หลังการเลือกตั้งเราจะปลี่ยนผ่านทางการเมืองจากระบอบอำนาจนิยมไปสู่ระบอบอะไรได้บ้าง ซึ่งเป็นทาง 3 แพร่ง ได้แก่ 1.มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นทิศทางที่ค่อนข้างสลัว และต้องการ พลังของประชาชนจำนวนมาก ผ่านการเลือกตั้ง 2.ยังเดินอยู่ในเขาวงกตทางความขัดแย้งทางการเมือง เป็นการตอกย้ำความไร้เสถียรภาพทางการเมือง 3.เป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งทางการเมืองครั้งใหม่ ซึ่งการจัดการเลือกตั้งนั้นต้องเป็นที่ยอมรับของคนในสังคม

สติธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า โพลของสถาบันพระปกเกล้าพบว่า ประชาชนประมาณ 30% จำไม่ได้ว่ามี สส.แบ่งเขต และบัญชีรายชื่อกี่คน ซึ่งตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเฉพาะระบบบัตรเลือกตั้งแบบใบเดียว อย่างไรก็ดีระบบดังกล่าวไม่ปิดโอกาสให้สามารถตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ หากพรรคไหนได้รับคะแนนเสียง จากประชาชนเกิน 50% หรือชนะการเลือกตั้งระดับเขตให้เกิน 251 เขต ในทางหลักการนั้นสามารถเป็นไปได้ยังสามารถเป็นรัฐบาลพรรคเดียวได้

ปัญหาที่เกิดคำถามมากที่สุด คือ กระบวนการปรุงแต่งภายใน อย่างเรื่องอำนาจ กกต. ซึ่งหาก กกต.มีอิสระในการใช้อำนาจบังคับใช้เท่าเทียมกับทุกฝ่าย มีโอกาสที่การเลือกตั้งครั้งนี้เท่าเทียมกันทุกฝ่าย แต่หากมีการให้ใบเหลือง ใบส้ม และใบแดง โดยเลือกปฏิบัติ ในแต่ละพื้นที่รับรองว่ามีปัญหาแน่ เพราะเรื่องนี้สามารถเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้งได้เลย แม้โทษจะไม่รุนแรงเท่าใบแดงเดิม แต่ก็สามารถปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้งได้เช่นกัน

ประจักษ์ ก้องกีรติ รองคณบดีฝ่ายวิจัย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การเลือกตั้ง ครั้งนี้จะเป็นตัวตัดสินในการขยับจากอำนาจนิยมไปสู่ระบอบอื่น ซึ่งในอาเซียนประเทศที่เป็นโมเดลของความเป็นประชาธิปไตย คือ อินโดนีเซีย ที่ภายหลังการเลือกตั้ง พรรคคู่แข่งของรัฐบาลยอมรับความพ่ายแพ้โดยสันติวิธี ขณะที่เป็นโมเดลตรงข้ามของอินโดนีเซีย คือ ประเทศมาเลเซีย และกัมพูชา ช่วงก่อนหน้าที่จะเปลี่ยนรัฐบาล ซึ่งเป็นระบอบอำนาจนิยมที่ยอมจัดการเลือกตั้ง แต่พยายามใช้ทุกวิธีที่ทำให้ฝ่ายรัฐบาลชนะ อย่างการเลือกตั้งครั้งล่าสุดของกัมพูชา ที่มีการเชิญผู้สังเกตการณ์เลือกตั้ง แต่พวกเขาเหล่านั้นปฏิเสธเพราะรู้อยู่แล้วว่า ฮุนเซน ชนะแน่ๆ จากการพยายามเอาชนะทุกทาง

ขณะที่มาเลเซีย มีการกำหนด การเลือกตั้งในวันพุธ ออกกฎยุบยิบเรื่องการหาเสียง เช่น ห้ามพรรคของ มหาเธร์จดทะเบียน ห้ามใช้รูปมหาเธร์หาเสียงเลือกตั้ง มีการออกกฎหมายควบคุมสื่อช่องทางโซเชียลมีเดีย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้ามกับที่รัฐบาลต้องการ เพราะประชาชนรู้สึกว่ารัฐบาลทำมากเกินไป ทำให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิมากขึ้น หลายบริษัทให้ลูกจ้างหยุดงานเพื่อไปเลือกตั้ง จนทำให้รัฐบาลของพรรคอัมโนแพ้การเลือกตั้งเป็นครั้งแรกในรอบ 60 ปี โดยเสียงของประชาชน

“ขณะนี้การวิเคราะห์ของนักวิชา การ สื่อ พรรคการเมือง อิงกับการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว และอิงกับจำนวนประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งเพียง 75% แต่ครั้งนี้หากมาใช้สิทธิถึง 80-85% ทุกอย่างจะเปลี่ยนหมด โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยใช้สิทธิมาก่อน นั่นเป็นส่วนที่ไม่สามารถกำหนดอะไรได้เลย”

ทั้งนี้ เชื่อว่าหลังการเลือกตั้ง หากมีรัฐบาลผสม คาดว่ารัฐบาลจะอยู่ ไม่ครบ 4 ปี จากความขัดแย้งที่น่าจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจ เนื่องจากพรรคร่วมรัฐบาลที่ผสมกันไม่ได้มาจากอุดมการณ์เดียวกัน

อนุสรณ์ อุณโณ คณบดีคณะสังคม วิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การเลือกตั้ง ครั้งนี้เป็นแนวปะทะใหญ่ ระหว่างเครือข่ายอนุรักษนิยม กับความท้าทายใหม่ แต่ขณะนี้พรรคการเมืองที่มีรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าพรรคจะลงเลือกตั้งด้วย ได้ออกนโยบายของรัฐบาลเพื่อมัดใจคนระดับล่าง โดยการหว่านเม็ดเงินลงไป อย่างนโยบายประชารัฐ

ขณะที่ตัวนายกรัฐมนตรี ก็เปิดเผยแล้วว่าเป็นนักการเมืองเต็มตัว แต่ก็ ไม่ยอมลาออก อีกทั้งยังมีกฎหมายพรรคการเมือง ประกาศและคำสั่งของ กกต.และ คสช. บวกกับการดูดอดีต สส.จากพรรคใหญ่ หรือการใช้ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ในการเอาผิดพรรคการเมืองขั้วตรงข้ามทางโลกออนไลน์

เจาะสนามเมืองตาก สมรภูมิเดือด‘พปชร.’ท้าชิง‘ปชป.’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

  • วันที่ 19 ธ.ค. 2561 เวลา 08:17 น.

เจาะสนามเมืองตาก สมรภูมิเดือด‘พปชร.’ท้าชิง‘ปชป.’

โดย…อัศวิน พินิจวงษ์

จ.ตาก ถือเป็นพื้นที่อันเหนียวแน่นของพรรคประชาธิปัตย์มาอย่างต่อเนื่องแต่ครั้งนี้ก็มีคู่แข่งที่น่ากลัวอย่างพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งได้ตัว ณัฐวุฒิ ทวีเกื้อกูลกิจ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ตาก ซึ่งในอดีตเคยให้การสนับสนุนพรรคไทยรักไทยจนมาถึงเพื่อไทยมาเป็นหัวหน้าทีมพรรค

ส่องกล้องมองรายเขต ในเขตเลือกตั้งที่ 1 นั้น คู่ชิงชัยเมื่อเริ่มต้นยกแรกน่าจะอยู่ที่ นพ.เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ แห่งพรรคประชาธิปัตย์ และ ธนัสถ์ ทวีเกื้อกูลกิจ อดีต สส.ตาก พรรคไทยรักไทย ในการเลือกตั้งปี 2548 บุตรชายของณัฐวุฒิ ครั้งนี้ลงในนามพรรคพลังประชารัฐ  และ ชนินทร์ หาญสืบสาย อดีต สว.ตาก ที่ลงสมัครในนามพรรคภูมิใจไทย

เขตเลือกตั้งที่ 2 ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ อดีต รมว.อุตสาหกรรม อดีต สส. ตากทุกสมัย แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ จ.ตาก และภาคเหนือ ย่อมได้เปรียบคู่แข่งอยู่หลายขุม แต่เมื่อเปิดตัวผู้สมัครของแต่ละพรรค ปรากฏว่าไม่ธรรมดาเลย เขตนี้ ณัฐวุฒิ หัวหน้าทีมพรรคพลังประชารัฐ ส่งลูกชายคนเล็กดีกรีว่าที่ดอกเตอร์ป้ายแดง ฑีฆะพล ทวีเกื้อ กูลกิจ ลงสู้ศึก งานนี้คนในตระกูล “ทวีเกื้อกูลกิจ” มาสู้เต็มรูปแบบ จึงกลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของแชมป์เก่าอย่างชัยวุฒิ

การลงสมัครของฑีฆะพลนั้นบ่งบอกว่าตระกูลทวีเกื้อกูลกิจจะสู้ศึกทุกสนาม ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ เพราะลูกชายคนที่ 2 ของนายก อบจ.ตาก นั่นคือ อนันท์ชัย ทวีเกื้อกูลกิจ ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองตากอีกด้วย

อีกคนหนึ่งที่น่าจับตาคือ อัมพร นันทหาร ส.อบจ.ตาก เขต 2 อ.แม่สอด ที่จะลงพรรคภูมิใจไทย คนนี้ก็ไม่ธรรมดา ฐานเสียงในพื้นที่แม่สอดแน่น และยังขยันลงพื้นที่มาโดยตลอด ส่วนพรรคเพื่อไทยนั้นกำลังตัดสินใจเลือกผู้สมัคร นอกจากนี้ยังมี วราทิต ไชยนันทน์ จากพรรคไทยรักษาชาติ ลูกชายคนโตของ เทอดพงษ์ ไชยนันทน์ แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ แต่อยู่คนละขั้วการเมือง และยังมี จันทรัสม์ ศรีสมุทร จากพรรคชาติไทย เขตนี้การต่อสู้ก็สนุกไม่น้อย

เขตเลือกตั้งที่ 3 นี้มี ธนิตพล ไชยนันทน์ หรือ สส.เดี๊ยบ จากพรรคประชาธิปัตย์ ลูกชาย เทอดพงษ์ แกนนำ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นเจ้าของตำแหน่งแชมป์เก่าทุกสมัย แต่ครั้งนี้ต้องเจอศึกหนัก เพราะคู่แข่งเตรียมตัวมาดี และมีความพร้อมค่อนข้างสูง ที่เปิดตัวมาแน่นอน แล้วประกอบด้วย ภาคภูมิ บูลย์ประมุข รองนายก อบจ.ตาก จากพรรคพลังประชารัฐ ลูกหลานตระกูลดัง อ.แม่ระมาด โดยมี ณัฐวุฒิ นายก อบจ.ตาก ในฐานะหัวหน้าทีมพรรคพลังประชารัฐ จ.ตาก เป็นผู้สนับสนุน ซึ่งถือว่าจะประมาทไม่ได้อย่างเด็ดขาด

นอกจากนี้ ยังมีคู่แข่งจากพรรคภูมิใจไทยที่ส่งดอกเตอร์ป้ายแดง สุกัลยา โชคบำรุง หรือหมอนกน้อย สมญานาม “เทพธิดาดอย” นักต่อสู้หญิงแห่งเทือกเขาถนนธงชัย คู่ปรับเก่าที่ทำการบ้านลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องมาสมัครชิงชัยกันอีกครั้ง

ในส่วนของพรรคอื่นๆ ก็เปิดตัวออกมาแล้ว เช่น พ.ต.ท.ปฐมพงษ์ ก่อพาราภิรมย์ หรือสารวัตรศาล ลูกหลานคน อ.แม่ระมาด มาในนามพรรคเสรีรวมไทย และ อภิสิทธิ์ สายธารอิสระ ตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์จากพรรคอนาคตใหม่

และคนสุดท้ายที่ยังไม่ได้เปิดตัว 100% แต่เป็นที่แน่นอนแล้วว่าจะลงสมัคร นั่นคือ ชัยณรงค์ มะเดชะ หรือนายกอาร์ท นายกเทศมนตรีตำบลแม่ระมาด ซึ่งข่าวว่าจะสังกัดพรรคเพื่อไทย

ศึกครั้งนี้อดีต สส.เก่าจากพรรคประชาธิปัตย์คงต้องทำการบ้านหนักขึ้น หากต้องการที่จะนั่งเก้าอี้เดิมเอาไว้