การตรวจสุขภาพจำเป็นจริงหรือ แล้วอายุเท่าไหร่จึงควรไปตรวจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/589969

  • วันที่ 24 พ.ค. 2562 เวลา 08:30 น.

การตรวจสุขภาพจำเป็นจริงหรือ แล้วอายุเท่าไหร่จึงควรไปตรวจ

คุณหมอไขข้อข้องใจ การตรวจสุขภาพจำเป็นจริงหรือ แล้วควรเริ่มตรวจสุขภาพตั้งแต่อายุเท่าไร

เชื่อว่าหลายท่านคงมีคำถามนี้ในใจ คำตอบก็คือ การตรวจสุขภาพเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เนื่องจากปัญหาสุขภาพ เช่น ความดันโลหิตสูง น้ำตาลในเลือดสูง ไขมันสูง ถ้าเป็นระยะแรกมักไม่มีอาการ แต่ถ้าปล่อยไว้ก็จะลุกลามกลายเป็นโรคเรื้อรังที่รักษายาก เช่น โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน หลอดเลือดสมองอุดตันหรือแตก โรคตับแข็ง โรคมะเร็ง ซึ่งโรคเรื้อรังเหล่านี้สามารถป้องกันรักษาหายได้ถ้ารู้ปัญหาตั้งแต่ระยะแรก  แต่คนส่วนใหญ่มักรอให้มีเหตุหรืออาการแสดงก่อนจึงค่อยมาตรวจสุขภาพกัน

การตรวจสุขภาพเป็นการหาปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคบางโรคที่มีความผิดปกติซ่อนอยู่ แอบแฝงอยู่เป็นปีๆ แต่ยังไม่แสดงอาการ การที่เราตรวจก่อนก็จะได้รู้ถึงความเสี่ยง หรือโอกาสที่จะเป็น เพื่อจะได้หาทางป้องกัน และบางโรคถ้าตรวจเจอก่อน ก็มีโอกาสรักษาให้หายมากกว่าเจอในขั้นที่รุนแรงแล้ว

แล้วใครบ้างที่ต้องตรวจสุขภาพ?

พญ.กฤดากร เกษรคำ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจาก Addlife Total Check Up Center ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) ได้แนะนำว่า ทุกคนควรได้รับการตรวจสุขภาพ โดยทั่วไปเริ่มตรวจสุขภาพได้ตั้งแต่อายุ 30 ปี ทั้งนี้ ขึ้นกับภาวะสุขภาพ อายุ ประวัติครอบครัว โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงด้านปัญหาสุขภาพ วัยทำงานซึ่งเครียดพักผ่อนน้อยไม่มีเวลาออกกำลังกาย มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน วัยผู้สูงอายุ เพศหญิง เพศชายมีความเสี่ยงที่แตกต่างกัน หรือบางคนที่มีความเสี่ยงมากก็อาจต้องได้รับการตรวจเฉพาะทางเพิ่มเติม ซึ่งเหล่านี้แพทย์จะเป็นผู้ประเมินแนะนำโปรแกรมการตรวจที่เหมาะกับแต่ละบุคคล โปรแกรมตรวจสุขภาพเมื่ออายุมากขึ้นก็ต้องตรวจละเอียดเพิ่มเติมตามวัย ร่างกายเสื่อมถอยมากขึ้นความเสี่ยงโรคต่างๆ ก็สูงขึ้น

อายุ 30-40 ปี

เป็นวัยทำงานที่มีพฤติกรรมเสี่ยง ทั้งรูปแบบการใช้ชีวิต การรับประทานอาหาร จึงควรรับการตรวจสายตา ความดันลูกตา ระบบเม็ดเลือด น้ำตาล ไขมัน ค่าการทำงานตับ ค่าการทำงานไต กรดยูริก ความยืดหยุ่นหลอดเลือด เอกซเรย์ปอด อัลตราซาวด์ช่องท้อง ตรวจการทำงานหัวใจ เช่น EKG ตรวจปัสสาวะ อุจจาระ

อายุ 40-50 ปี

ตรวจพื้นฐานเหมือนกับอายุ 30-40ปี และตรวจเพิ่มเติมละเอียดมากขึ้น เช่น ตรวจคัดกรองมะเร็ง ตรวจฮอร์โมน การทำงานของปอด ตรวจการทำงานหัวใจที่ละเอียดมากขึ้น เช่น EXERCISE STRESS TEST, ECHOCARDIOGRAM VO2Max และสำหรับชาย หญิงจะมีการตรวจที่แตกต่างกันและเพิ่มเติมอีกคือ

  • ผู้หญิง ควรตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก และเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยเครื่อง Mammogram แต่อาจต้องตรวจเร็วกว่านี้ถ้ามีประวัติเป็นมะเร็งเต้านมในคนอายุน้อยกว่า 40 ปี ในครอบครัว
  • ผู้ชาย ตรวจต่อมลูกหมากและตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมาก

อายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป

การตรวจก็จะตรวจพื้นฐานเหมือนกับอายุ 40-50 ปี และตรวจเพิ่มเติมเน้นค้นหาโรค เนื่องจากพบว่าปัญหาสุขภาพในผู้สูงอายุส่วนใหญ่เป็นโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดสมอง มะเร็ง และภูมิคุ้มกันลดลง เป็นหวัดบ่อย เช่น

  • ตรวจวัดระดับสารอาหารวิตามิน เช่น วิตามินดี
  • CT Heart Calcium Score ตรวจหลอดเลือดหัวใจอุดตัน
  • MRI and MRA Brain ตรวจดูเนื้อสมอง โรคสมองขาดเลือด เนื้อสมองฝ่อ มะเร็งสมอง
  • Low Dose CT Scan Lung ตรวจโรคปอด มะเร็งปอด
  • CT Intra-Abdominal Fat วัดปริมาณไขมันในช่องท้องซึ่งสัมพันธ์กับ(หรือบอกความเสื่ยง)โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง โรคความดันโลหิตสูง
  • Carotid Intima Thickness and Color Doppler ตรวจวัดการอุดตันและการไหลเวียนเลือดของเส้นเลือดแดงใหญ่บริเวณคอที่นำเลือดไปเลี้ยงสมอง

นอกจากนี้ ยังมีการตรวจยีน (Gene Testing) เพื่อหาความเสี่ยงการเกิดโรคก็มีความสำคัญ สามารถบอกความเสี่ยงการเกิดโรคได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่ต้องรอให้ผลเลือดผิดปกติ ช่วยวางแผนดูแลสุขภาพทั้งการออกกำลังกาย อาหาร การตรวจทางการแพทย์ที่เหมาะสมตามความเสี่ยงทางพันธุกรรม

อย่างไรก็ตาม การตรวจสุขภาพเราควรคำนึงถึงสถานที่ตรวจสุขภาพ ควรเป็นสถานที่สะอาด ปลอดเชื้อ ไม่เสี่ยงต่อการติดโรค เพราะเมื่อตรวจสุขภาพแล้ว เราก็จะได้ทราบถึงสุขภาพโดยรวม เพื่อจะได้หาวิธีดูแลและป้องกัน ทั้งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต เพื่อสุขภาพที่ดีและปราศจากโรคภัย

กินมื้อเล็กแต่บ่อยขึ้น ช่วยคุมน้ำหนักได้ผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/589774

  • วันที่ 23 พ.ค. 2562 เวลา 17:00 น.

กินมื้อเล็กแต่บ่อยขึ้น ช่วยคุมน้ำหนักได้ผล

แพทย์เผยเทคนิคการกินอาหารอย่างมีความสุข เพื่อการควบคุมแคลอรีและควบคุมน้ำหนักในระยะยาวอย่างได้ผล

หนักเช้า เบาเที่ยง เลี่ยงเย็น เว้นดึก อาจเป็นคำคุ้นหูของใครหลายคนที่กำลังควบคุมน้ำหนัก เพราะปัจจัยสำคัญในการลดน้ำหนักมาจากพฤติกรรมการกินอาหารที่ถูกต้อง และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ถึงจะเป็นหลักการที่รู้กันโดยทั่วไปอยู่แล้ว แต่จะมีสักกี่คนที่ทำได้จริงจนเป็นนิสัย และถ้ากินครบ 3 มื้อ แล้วยังรู้สึกหิวอยู่จะทำอย่างไรดี?

ข้อมูลจากสถาบันสุขภาพนิวทริไลท์ เผยเทคนิคการกินอาหารอย่างมีความสุข ไม่ทรมานใจ โดย นพ.สมบูรณ์ รุ่งพรชัย แพทย์ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ และเวชศาสตร์การกีฬา เพื่อการควบคุมแคลอรี และควบคุมน้ำหนักในระยะยาวอย่างได้ผล

การกินมื้อเล็กๆ หลายมื้อ ดีกว่ากินมื้อใหญ่

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การควบคุมอาหารมีประสิทธิภาพคือ การวางแผนการกิน แต่บางครั้งสูตรการกินที่เคร่งครัดมากเกินไปทำให้รู้สึกหิวระหว่างวัน ย่อมทำให้คนที่กำลังลดน้ำหนักรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับการควบคุมแคลอรีจนพานให้ตบะแตกได้ง่ายๆ การกินอาหารมื้อเล็กๆ แต่บ่อยขึ้นเป็นเทคนิคที่จะช่วยให้ควบคุมแคลอรีจากอาหารได้ในระยะยาว เพราะไม่ต้องคุมอาหารไป หิวไป ให้ทรมานใจเหมือนที่ผ่านมา

การแบ่งมื้ออาหารเป็นมื้อย่อยดีกว่าการกินมื้อใหญ่

การแบ่งกินเป็นมื้อย่อย หรือเลือกกินอาหารว่างที่มีประโยชน์จะช่วยรักษาระบบเผาผลาญให้ทำงานอย่างสม่ำเสมอ และช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ แถมยังช่วยควบคุมน้ำหนักได้ดีในระยะยาวอีกด้วย แต่อาหารว่างยอดฮิตของคนส่วนใหญ่มักมีแคลอรีและน้ำตาลสูง รวมถึงไขมันทรานส์ ไม่ว่าจะเป็นลูกชิ้นทอด ขนมหวาน เบเกอรี่ ซึ่งให้ความอิ่ม แต่อาจได้ความอ้วนมาเป็นของแถม

อาหารว่างที่ดีต่อสุขภาพควรมีคุณค่าทางโภชนาการ

ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน วิตามิน เกลือแร่ และไฟโตนิวเทรียนท์ ที่ช่วยให้ร่างกายสามารถดึงแคลอรีเข้าสู่การทำงานของเซลล์ได้อย่างรวดเร็ว เสริมระบบการเผาผลาญให้ดีขึ้น นอกจากนี้ ยังต้องเลือกอาหารว่างที่ไม่มีไขมันทรานส์ และมีปริมาณแคลอรีที่เหมาะสม เช่น ผลไม้ ถั่ว ขนมปังโฮลวีต

ภาพ : freepik

โบกมือลา 5 สิ่งต้องห้าม ‘กินเป็น อยู่เป็น ไม่ป่วย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/589741

  • วันที่ 23 พ.ค. 2562 เวลา 13:00 น.

โบกมือลา 5 สิ่งต้องห้าม 'กินเป็น อยู่เป็น ไม่ป่วย'

“กินเป็น อยู่เป็น ไม่ป่วย” ด้วยเคล็ดลับง่ายๆ กับการตัดขาดจาก 5 สิ่งต้องห้าม เพื่อสุขภาพกายและใจที่พร้อมลุยทุกสถานการณ์

1.การจินตนาการเชิงลบ การเผชิญกับความเครียดสะสมเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา เพราะความคิดหรือจินตนาการเชิงลบจะทำให้เราไม่เป็นสุข สะสมลงสู่จิตใต้สำนึกโดยไม่รู้ตัว จนทำให้ร่างกายเกิดเจ็บป่วยตามความคิดไปด้วย

2.ความอ้วน หลายคนอาจคิดว่าตัวเองไม่ได้อ้วนแต่แค่มีพุงเล็กน้อย แต่การอ้วนลงพุงนั้นอันตรายกว่าที่คิด เป็นสาเหตุของโรคมากมาย เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง อัมพฤกษ์-อัมพาต โรคตับอักเสบ-ตับแข็ง แม้กระทั่งมะเร็ง ตามเกณฑ์แล้วหากวัดจากรอบเอวผู้ชายไม่ควรเกิน 36 นิ้ว หรือประมาณ 90 ซม. สำหรับเอวผู้หญิงไม่ควรเกิน 32 นิ้วหรือ 80 ซม.

3.ลดการบริโภคน้ำตาล มีงานวิจัยหลายชิ้นบ่งชี้ว่าคนไทยส่วนใหญ่มีอาการติดรสหวานโดยไม่รู้ตัว ร่างกายคนเราต้องการน้ำตาลเพียงครึ่งช้อนชาต่อวันเท่านั้น การบริโภคน้ำตาลมากเกินความต้องการ จะทำให้เราเข้าสู่พฤติกรรม “แช่อิ่ม” เพราะทำให้เกิดการสะสมของน้ำตาลในร่างกายมากเกินความจำเป็นและนำมาสู่โรคภัยต่างๆ ได้

4.งดบริโภคไขมันทรานส์ แนะนำให้เลี่ยงอาหารประเภททอด แล้วหันมาเน้นกินอาหารที่ปรุงแบบนึ่ง ต้ม หรือย่าง โดยมีสิ่งห่อหุ้มระหว่างอาหารกับที่ย่าง เช่น ใบตอง

5.หลีกเลี่ยงการกินสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อย่างหมู เนื้อวัว ฯลฯ เพราะถือเป็นสายพันธ์ุใกล้เคียงกับคน อาจเกิดการสะสมพิษชนิดเดียวกัน ทั้งยังมีไขมันและกล้ามเนื้อที่เป็นโทษและย่อยยาก แนะนำให้หาแหล่งโปรตีนอื่นที่มีคุณภาพแทน เช่น ปลาทะเลน้ำลึก เห็ดชนิดต่างๆ และธัญพืชต่างๆ เป็นต้น

นอกจากนี้ ควรควบคู่ไปกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ดูแลสุขภาพจิดให้แจ่มใส ฝึกนิสัยคิดบวก ก็จะช่วยให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บได้ 

ภาพ : freepik

องค์กรแบบไหนตรงใจเราที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/589732

  • วันที่ 23 พ.ค. 2562 เวลา 08:30 น.

องค์กรแบบไหนตรงใจเราที่สุด

ก่อนสมัครงาน เราต้องมีแนวทางในการมองหางานที่ใช่สำหรับตัวเองเพื่อช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้น แต่การเลือกลักษณะขององค์กรก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ลองมาดูกันว่าตัวเราจะเหมาะกับองค์กรแบบไหนที่สุด

องค์กรแบบ Startup

ถ้าเป็นคนที่ชอบความอิสระ กล้าได้กล้าเสีย แนะนำให้ทำงานในองค์กรแบบ Startup เพราะเหมาะกับคนที่ต้องการเวทีแสดงความสามารถ โชว์ความคิดสร้างสรรค์ และต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อย่างเด็กจบใหม่หรือคนยุคใหม่ ส่วนคนที่มีประสบการณ์ทำงาน องค์กรแบบ Startup จะเหมาะกับคนที่สนใจในเรื่องการให้คำปรึกษาเพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวหน้า องค์กรแบบนี้จะมีโครงสร้างองค์กรไม่ตายตัว ให้อิสระในการสร้างสรรค์งานได้อย่างเต็มที่ แต่หากเลือกที่จะเติบโตไปพร้อมกับองค์กรแบบ Startup อาจต้องพร้อมรับมือกับปัญหา ต้องทำงานได้ในหลายหน้าที่ หรือทำงานไม่เป็นเวลา

องค์กรแบบ SME

องค์กรขนาดเล็กถึงขนาดกลาง หรือ SMEs เป็นองค์กรที่อยู่ระหว่างองค์กรแบบ Startup และองค์กรขนาดใหญ่ การทำงานในองค์กรนี้เราจะเติบโตไปพร้อมๆ กับองค์กร คล้ายองค์กรแบบ Startup แต่มีเวลาการทำงานที่แน่นอนมากกว่า เพราะมีโครงสร้างองค์กรที่เป็นระบบมากขึ้น มีทีมงาน การแบ่งงาน ทำให้จัดสมดุลชีวิตกับการทำงานได้ดีกว่า มีสิทธิมีเสียงในการออกความคิดเห็น การแข่งขันน้อย การเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งจึงง่ายกว่าองค์กรขนาดใหญ่ สำหรับเด็กจบใหม่และคนทำงานที่มีประสบการณ์ที่ต้องการมีชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงานที่สมดุล น่าจะเหมาะที่จะทำงานในองค์กรแบบ SMEs

องค์กรขนาดใหญ่

สำหรับคนหางานที่ต้องการทำงานกับองค์กรที่มีชื่อเสียง หรือต้องการความมั่นคง องค์กรขนาดใหญ่น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี แต่ต้องยอมรับกับบางสิ่ง เช่น การเป็นปลาเล็กในบ่อใหญ่ คือเป็นกำลังสำคัญในการทำงาน แต่กลับเป็นแค่ส่วนน้อยนิดหากเทียบกับทั้งหมดในองค์กร เนื่องจากองค์กรขนาดใหญ่มีโครงสร้างเป็นแบบแผน บทบาทและหน้าที่ในการทำงานจึงค่อนข้างชัดเจน ความอิสระในการสร้างสรรค์งานทำได้จำกัด แต่ก็ไม่มีองค์กรแบบไหนที่จะให้สิทธิประโยชน์ได้ดีเท่า สำหรับคนที่ต้องการมีความมั่นคงและก้าวหน้าในสายอาชีพ ควรเลือกทำงานกับองค์กรที่มีขนาดใหญ่ และอาจดูเหมือนว่าองค์กรขนาดใหญ่แบบนี้จะเหมาะกับคนทำงานที่มีประสบการณ์ทำงาน แต่จริงๆ แล้วองค์กรขนาดใหญ่ก็ต้องการเด็กจบใหม่เข้าร่วมงานเช่นกัน

องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร

สำหรับคนที่มีใจรักการบริการและมีจิตกุศล สายงานในองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรเป็นสายงานที่ใช่และเหมาะสม เพราะจุดมุ่งหมายขององค์กรคือการอุทิศตนเพื่อสังคมมากกว่าผลกำไร การทำงานในองค์กรรูปแบบนี้จะมีขอบเขตที่กว้าง ตั้งแต่ชุมชนขนาดเล็กไปจนถึงหน่วยงานขนาดใหญ่ งานที่ทำจะมีความสำคัญในทุกตำแหน่งงาน ไม่ว่าจะเพิ่งเริ่มเข้าไปทำงานหรือเป็นคนที่ทำงานมาหลายปี

ภาพ : freepik

กำจัดขนวิธีไหนให้ได้ผิวเนียนสวยน่าสัมผัส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/589769

  • วันที่ 22 พ.ค. 2562 เวลา 17:30 น.

กำจัดขนวิธีไหนให้ได้ผิวเนียนสวยน่าสัมผัส

สำหรับสาวๆ ที่ใฝ่ฝันถึงการใส่ขาสั้นอวดเรียวขาหรือว่าบิกินี่สุดเซ็กซี่ เห็นทีต้องมาดูเคล็ดลับเพิ่มความมั่นใจหลังกำจัดขน เพื่อให้ผิวยังคงเรียบเนียนน่าสัมผัส เรามีตัวเลือกในการกำจัดขนแบบต่างๆ มาแนะนำ พร้อมเผยข้อดี/ข้อเสียของการกำจัดขนแต่ละแบบมาให้สาวๆ ได้เลือก

แวกซ์ การแวกซ์ด้วยเจลหรือขี้ผึ้ง ซึ่งจะทำการแวกซ์โดยการตึงผิว ซึ่งเป็นวิธีที่ค่อนข้างเจ็บ หลังการแวกซ์ประมาณหนึ่งสัปดาห์ก็จะเกิดขนใหม่ขึ้นตามปกติ เนื่องจากเป็นแค่การดึงเส้นขนออก โดยไม่ได้ทำลายรากของเส้นขน จึงทำให้เส้นขนขึ้นมาใหม่อยู่เรื่อยๆ

โกน เป็นวิธีที่ถูก ง่าย รวดเร็ว แต่เป็นวิธีที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะขนที่ขึ้นใหม่หลังจากการโกนจะมีลักษณะเส้นขนที่ค่อนข้างแข็งและดูไม่งาม ยิ่งจะทำให้สาวๆ เสียความมั่นใจ เมื่อต้องใส่กางเกงขาสั้นโชว์เรียวขา

ถอน การกำจัดขนด้วยการใช้แหนบหรือเครื่องถอน นับเป็นวิธีที่ช่วยให้ผิวเรียบเนียนกว่าการโกน เพราะการถอนจะดึงรากขนออกมาด้วย แต่มักจะเกิดการระคายเคือง อีกทั้งยังทำให้เกิดแนวขนงอกใหม่ที่ไร้ทิศทาง ซึ่งจะทำให้เกิดขนคุด ผิวอักเสบ หรือเกิดสิวได้ง่าย

ครีมกำจัดขน การใช้สารเคมีในการกำจัดขน นับเป็นวิธีที่ไม่เจ็บและหาซื้อง่ายในปัจจุบัน แต่ตัวครีมจะมีกลิ่นค่อนข้างแรง ซึ่งวิธีนี้จะใช้สารเคมีจำพวกซัลไฟด์และไทโอไกลโคเลต ที่จะเข้าไปทำลายโปรตีนของเส้นขน ซึ่งอาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้มากกว่าปกติ ซึ่งไม่เหมาะกับคนที่มีผิวหนังบอบบาง แพ้ง่าย อีกทั้งเมื่อใช้ไปนานๆ ก็อาจจะมีการตกค้างของสารเคมี และไม่ค่อยได้ผลเท่าไรนัก สำหรับวิธีนี้แนะนำว่าควรใช้สำหรับการถอนขนในบริเวณหน้าแข้ง และไม่ควรใช้กับบริเวณผิวที่มีความบอบบางอย่างใบหน้าหรือจุดซ่อนเร้น

เลเซอร์ เป็นวิธีการกำจัดขนที่เจ็บน้อยและให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ จึงได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นวิธีที่ค่อนข้างเห็นผลได้ในระยะยาว โดยแนะนำว่าการทำเลเซอร์นั้นต้องใช้ระยะเวลาในการทำประมาณ 5-8 ครั้ง จึงจะเห็นผลที่ชัดเจน โดยควรเว้นระยะการทำประมาณ 4-6 สัปดาห์

5 เหตุผลที่ทำให้เรารู้สึกมีความสุขกับงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/589717

  • วันที่ 22 พ.ค. 2562 เวลา 11:00 น.

5 เหตุผลที่ทำให้เรารู้สึกมีความสุขกับงาน

พบกับงานที่มีความสุขตามทฤษฎีความสุขของเจ้าพ่อจิตวิทยาเชิงบวก ศาสตราจารย์ มาร์ติน เซลิกแมน (Martin Seligman) ภายใต้งานวิจัยที่สนับสนุนจำนวนมหาศาล ที่พบว่ามี 5 ปัจจัยที่ทำให้คนเรารู้สึกแฮปปี้กับงาน ได้แก่

Positive Emotions อารมณ์ที่ดี

อารมณ์ดีในที่นี้ไม่ใช่แค่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ แต่งานที่ดีจะต้องทำให้คนทำงานรู้สึกทั้งเพลิดเพลิน ทั้งเกิดแรงบันดาลใจ ตื่นเต้นที่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ สนุกกับงานที่ท้าทายความสามารถ สนุกกับการได้เรียนรู้จากคนเก่งๆ รู้สึกพึงพอใจ และรักงาน งานไหนที่เจอแต่ปัญหา มีแต่การเมือง เพื่อนร่วมงานจ้องแทงข้างหลัง แบบนี้ตัดออกไปได้เลย เพราะคงไม่ใช่งานที่ดีที่จะทำให้เรามีความสุขได้แน่ๆ

Engagement ความใส่ใจ หลงใหล และจดจ่อ

งานที่ใช่จะทำให้เราเกิดภาวะ Flow ทำให้มีสมาธิ สามารถจดจ่อ มีความปรารถนาจะทำให้สำเร็จ รู้สึกเป็นเจ้าของงาน รู้สึกรับผิดชอบ ซึ่ง มาร์ติน เซลิกแมน กล่าวว่า ชีวิตคนเราจำเป็นอย่างมากที่จะต้องมีงานหรืองานอดิเรกที่ทำให้เราเกิดภาวะมี Engagement นี้ งานไหนที่เราไม่มีใจ ไม่ชอบ รู้สึกเบื่อหน่าย จะไม่เข้าข่ายงานที่ทำให้มีความสุขได้อย่างแน่นอน

Relationships ความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน

เพราะมนุษย์เราเป็นสัตว์สังคม เรื่องความสัมพันธ์ที่ดีจึงเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับทุกคน ดังนั้น งานที่ดีต้องทำให้เรามีสัมพันธภาพที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน หัวหน้างาน ลูกน้อง และทีมงานคนอื่นๆ ด้วยการคอยช่วยเหลือสนับสนุน ให้กำลังใจ เห็นอกเห็นใจ และมีเป้าหมายร่วมกัน

Meaning งานที่มีคุณค่าและมีความหมาย

งานที่ทำต้องมีคุณค่า มีเหตุผลบางอย่างให้เราต้องทำ และต้องเห็นว่าผลลัพธ์ที่ทำจะไปช่วยทำให้ชีวิตใครหรือโลกใบนี้ดีขึ้นได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง นอกเหนือจากค่าตอบแทนและเงินทองที่ได้ ไม่อย่างนั้นข้างในใจเราจะว่างเปล่า เพราะแค่ทำงานแลกเงินแต่ไม่รู้ว่าทำไปทำไม

Achievement ความสำเร็จ

งานที่ดีต้องมีเป้าหมาย มีความทะเยอทะยาน อยากเห็นการพัฒนา เปรียบเหมือนการทำธุรกิจที่ต้องเห็นการเติบโต ทิศทางที่ตรงตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ และต้องท้าทายทำให้สำเร็จ เกิดเป็นแรงผลักดันให้เราต้องพัฒนาตัวเอง และความสุขจะเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อเราได้เห็นตัวเองเติบโตขึ้น หากใครทำงานทั้งปีทั้งชาติแล้วชีวิตไม่ก้าวหน้า ไม่รู้สึกว่าตัวเองพัฒนาขึ้น ฉลาดขึ้น เก่งขึ้น ก็ถึงเวลาที่ต้องคิดใหม่ และมองหาช่องทางที่ทำให้ตัวเองเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ

ภาพ : freepik

ขาย (ปากกา) อย่างไรให้ได้งาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/589728

  • วันที่ 22 พ.ค. 2562 เวลา 08:30 น.

ขาย (ปากกา) อย่างไรให้ได้งาน

การสัมภาษณ์งานนับเป็นขั้นตอนที่เครียดและกดดันที่สุดในการสมัครงานเลยก็ว่าได้ เพราะถ้าเราสามารถสร้างความประทับใจให้กับผู้สัมภาษณ์ได้ นั่นก็หมายถึงโอกาสที่เราจะคว้างานที่ใฝ่ฝันไว้ได้

แต่แม้จะเตรียมตัวมาดีแค่ไหน ถ้าต้องเจอคำถามแบบแหวกแนว หรือคำถามที่ใช้กันจนกลายเป็นหนึ่งในคำถามคลาสสิกอย่าง “ขายปากกาด้ามนี้ซิ” ผู้สัมภาษณ์บางรายอาจไปต่อไม่ถูกเลยทีเดียว

คำถามให้ขายปากกานี้อาจฟังดูเหมือนง่าย แต่หากดูจากฉากในภาพยนตร์ฮอลลีวูด เรื่อง คนจะรวยช่วยไม่ได้ (The Wolf Of Wall Street) การตอบคำถามนี้กลับไม่ง่ายอย่างที่คิด

คำตอบของคำถามข้อนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการขายชื่อดังได้นำเทคนิคส่วนตัวของพวกเขามาโพสต์เพื่อเป็นแนวทางไว้ในโลกออนไลน์มากมาย ซึ่งเรารวบรวมส่วนหนึ่งไว้ ดังนี้

  • คนแรกคือ จอร์แดน เบลฟอร์ท โบรกเกอร์ชาวอเมริกันชื่อก้องโลกที่มีอิทธิพลในวงการตลาดหุ้น แต่สุดท้ายก็ถูกจับในข้อหาปั่นหุ้น จนผู้กำกับชื่อดังนำเส้นทางชีวิตของเขามาสร้างภาพยนตร์เรื่อง The Wolf Of Wall Street ปัจจุบันผันตัวมาเป็นนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ เขาได้บอกวิธีขายปากกาไว้ว่า …ก่อนอื่นต้องรู้จักคนที่เราจะขายสินค้าให้ก่อน ต้องรู้ความต้องการของลูกค้าว่าใช้ปากกาหรือเปล่า ใช้แบบไหน ใช้บ่อยแค่ไหน เมื่อได้ข้อมูลเบื้องต้นแล้วค่อยเริ่มการขายด้วยการบอกลูกค้าว่า ปากกาที่คุณขายเหมาะกับความต้องการของเขามากที่สุด
  • มีร่า ซาสเลิฟ ผู้อำนวยการฝ่ายการขาย เข้ามาตอบไว้ใน http://www.quora.com ว่าต้องทำตาม 4 ขั้นตอนนี้
  1. ถามถึงกิจวัตรประจำวัน ให้ความสนใจกับภูมิหลังของลูกค้า เพื่อให้เข้าใจความต้องการและทราบแนวทางว่าจะจูงใจให้คนคนนั้นซื้อสินค้าของคุณอย่างไร
  2. ทำความเข้าใจถึงความสำคัญของอาชีพของลูกค้า แล้วพยายามชวนคุยว่าลูกค้าใช้ปากกาครั้งสุดท้ายเมื่อไร จากนั้นเชื่อมโยงความสำคัญของงานนั้นๆ กับการใช้ปากกา อาทิ หากลูกค้าต้องเซ็นเอกสารทางกฎหมาย ก็ควรแนะนำปากกาสีน้ำเงินเข้ม เพื่อใช้แยกแยะระหว่างเอกสารตัวจริงกับสำเนาเอกสาร
  3. เล่นกับอารมณ์ความรู้สึกของลูกค้าด้วยการเล่าเรื่องราว เช่น บอกว่าคุณส่งโน้ตที่เขียนด้วยลายมือของตัวเองไปให้คนรัก พ่อแม่ หรือเพื่อนฝูง แล้วปล่อยให้ลูกค้านึกถึงคนที่เขาอยากเขียนโน้ตให้
  4. ยื่นปากกาคืนแล้วปิดการขาย โดยให้ปิดด้วยสิ่งที่ลูกค้าสนใจมากที่สุด ซาสเลิฟ กล่าวว่า หากประเมินแล้วขั้นตอนที่ 2 ตรงใจลูกค้าที่สุด ให้บอกลูกค้าว่าถึงเวลาต้องซื้อปากกาด้ามนี้เพื่อไปเซ็นเอกสารสำคัญของคุณแล้ว หรือหากลูกค้าบอกว่าพรุ่งนี้จะถึงวันเกิดแม่แล้วแต่ยังไม่มีของขวัญ ให้บอกลูกค้าว่าซื้อปากกาด้ามนี้แล้วใช้มันเขียนการ์ดพิเศษๆ สักใบ
  • ซิก ซิกลาร์ พนักงานขายชื่อดัง ตอบคำถามให้เสนอขายที่เขี่ยบุหรี่ของ จอห์นนี คาร์สัน พิธีกรรายการโทรทัศน์ โดยถามพิธีกรกลับไปว่าทำไมถึงต้องการที่เขี่ยบุหรี่อันนี้ คิดว่ามันมีค่าเท่าไร พอพิธีกรตอบกลับมาว่า 20 เหรียญสหรัฐ ซิกลาร์ก็ปิดการขายทันทีในราคาที่คาร์สันเสนอ

บทความจาก http://www.everydayinterviewtips.com เขียนโดย MICAH ระบุไว้ว่า คำถามนี้ต้องการทดสอบว่าผู้ถูกสัมภาษณ์มีความสามารถในการจูงใจมากน้อยแค่ไหน การขายที่มีประสิทธิภาพไม่ใช่การลิสต์คุณสมบัติของสินค้าเป็นข้อๆ สิ่งที่ควรทำคือขายสินค้าที่ตอบโจทย์ลูกค้า โดยเน้นที่ความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก แล้วมองย้อนว่าสินค้าของเราตอบโจทย์ลูกค้าอย่างไร ที่สำคัญคืออย่ากลัวที่จะคิดต่าง โดยในบทความได้ยกตัวอย่างผู้สมัครคนหนึ่งที่ตอบคำถามนี้ด้วยการสั่งจ่ายเช็ค 100 เหรียญสหรัฐโดยไม่ระบุชื่อ แล้วยื่นเช็คใบนั้นให้ผู้สัมภาษณ์พร้อมกับพูดว่า ถ้าคุณมีปากกาสักด้ามอยู่ในมือตอนนี้จะดีกว่ามั้ย

ภาพ : freepik / The Wolf Of Wall Street

‘คิดแล้วทำ’ วัยรุ่นยุคใหม่ใช้ความชอบต่อยอดปั้นแบรนด์เงินล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/589701

  • วันที่ 21 พ.ค. 2562 เวลา 15:00 น.

'คิดแล้วทำ' วัยรุ่นยุคใหม่ใช้ความชอบต่อยอดปั้นแบรนด์เงินล้าน

ในสังคมที่เปิดกว้างทำให้คนรุ่นใหม่กล้าที่จะคิดและลงมือทำธุรกิจตั้งแต่อายุยังน้อย เช่นเดียวกับ กิฟท์-ลลิตา คุณาดิเรกวงศ์ ที่ต่อยอดความชอบส่วนตัวกับเงินลงทุนเพียงหลักหมื่นสู่ผลตอบแทนหลักล้าน

ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไปและความมีอิสระทางความคิดมากขึ้น ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่ต้องรอให้เรียนจบก็สามารถมีธุรกิจเป็นของตัวเองได้แล้ว “ลลิตา คุณาดิเรกวงศ์” หรือ “กิฟท์” หนึ่งในคนรุ่นใหม่ที่สามารถมีธุรกิจเป็นของตัวเองตั้งแต่อายุเพียง 19 ปี จากความชอบส่วนตัวกับเงินลงทุนหลักหมื่น สู่งานที่ใช่ที่ให้ผลตอบแทนหลักล้าน

เด็กมหา’ลัยกับธุรกิจออนไลน์

ปัจจุบันกิฟท์มีอายุ 21 ปี กำลังศึกษาอยู่ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เส้นทางธุรกิจของเธอเริ่มขึ้นจากความชอบในเรื่องของแฟชั่น โดยเฉพาะกางเกงเพราะเป็นพื้นฐานในการแต่งตัว

“ทุกคนต้องมีกางเกงในตู้เสื้อผ้าแต่การจะหากางเกงที่เข้ากับรูปร่างของเราจริงๆ นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดเป็นไอเดียที่อยากจะผลิตกางเกงขาย ตั้งแต่การออกแบบ การไปเลือกซื้อผ้า การหาร้านตัดเย็บ จนออกมาเป็นแบรนด์ที่ชื่อว่า Copper.bkk ในคอนเซ็ปต์ที่เน้นความเรียบง่ายใส่แล้วดูดี เริ่มจำหน่ายครั้งแรกผ่านช่องทางอินสตาแกรม (Instagram) และค้นหางานอีเว้นท์ที่เป็นที่นิยมเพื่อไปออกบูท”

ด้วยราคาที่จับต้องได้ในหลักร้อยและแบบซึ่งเป็นที่ถูกใจลูกค้า ทำให้มีออร์เดอร์เข้ามาเป็นจำนวนมาก แม่ค้าออนไลน์มือใหม่ต้องตอบข้อความลูกค้า อัพเดทสินค้า แพ็คสินค้าและส่งให้ลูกค้าเพียงคนเดียวจนส่งผลกระทบต่อการเรียน หลักจากแบรนด์ติดตลาดแล้วก็เริ่มดึงครอบครัวเข้ามาช่วย อย่างให้แม่เป็นคนคุยกับลูกค้า น้องชายเป็นคนแพ็คสินค้า แล้วตัวเองก็กลับไปทุ่มเทให้กับการเรียนอีกครั้ง แต่ยังคงเหลือบทบาทของการดูแลด้านโซเชียลมีเดีย เพราะมีความถนัดที่สุด

Copper.bkk ความเรียบง่ายที่เข้าถึงทุกความต้องการ

Copper.bkk เป็นแบรนด์ที่เน้นความเรียบง่ายแต่ใส่แล้วดูดี แบบทันสมัยตลอดเวลา รูปทรงสวยงาม สามารถใช้ได้ทุกโอกาส มีขนาดให้เลือกหลากหลายตั้งแต่ XS-XXL จุดเด่นของแบรน์คือการให้บริการตัดขากางเกงให้เหมาะสมกับส่วนสูงของลูกค้าแต่ละคน มีกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายช่วงอายุตั้งแต่วัยรุ่นไปจนถึงวัยทำงาน หรือแม้แต่รุ่นคุณแม่ ทั้งยังมีวิธีการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าด้วยการสื่อสารผ่านอินสตาแกรม (Instagram) ทั้งการโพสต์รูปรีวิวสินค้าของลูกค้า ไลฟ์สด คอยสอบถามและขอข้อเสนอแนะจากลูกค้า สร้างคอลเลคชั่นเสื้อออกมาตามคำเรียกร้องของลูกค้า เป็นความใส่ใจที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกประทับใจ

 

ร้านอยู่ถูกที่มีรายได้หลัก “ล้าน”

ย้อนไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว กิฟท์เริ่มด้วยเงินลงทุนหลักหมื่นและจำหน่ายสินค้าผ่านทางอินสตาแกรมแต่จำนวนลูกค้าก็ขยายอยู่แค่กลุ่มเพื่อนฝูง จึงคิดว่าจะขยายฐานลูกค้าอย่างไรเพื่อให้มีลูกค้าเพิ่มขึ้น โดยเริ่มลงโฆษณาผ่านโซเชียลมีเดีย ส่งสินค้าให้ Influencer ได้สวมใส่ รวมถึงคิดโปรโมชั่นใหม่ๆ ตลอดเวลา แม้จะมียอดขายเพิ่มขึ้นแต่ไม่มากนัก จึงตัดสินใจเข้าร่วมเป็นผู้ค้ากับทางลาซาด้าในกลุ่ม Instyle ตั้งแต่เดือนเมษายน 2561 จนถึงปัจจุบัน

“การมาอยู่ในแพลทฟอร์มของลาซาด้าทำให้มีโอกาสได้ร่วมกิจกรรมเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ค้า อบรมเครื่องมือช่วยจัดจำหน่าย สอนการใช้ระบบจัดการหน้าร้าน และด้วยความที่เป็นแพลทฟอร์มที่มีผู้ใช้งานทั่วประเทศทำให้ Copper.bkk มีจำนวนออร์เดอร์เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมถึง 3 เท่า โดยเฉพาะช่วงแคมเปญสำคัญยิ่งเป็นช่วงที่ลูกค้ารอคอยเพราะจะมีโปรโมชั่นลด แลก แจก แถม ซึ่งแบรนด์เองก็มีการเตรียมการช็อปของลูกค้าด้วยการทำรูปอธิบายวิธีช็อปช่วงแคมเปญเอาไว้ว่าช้อปอย่างไรจึงได้ส่วนลดมากหรือคุ้มค่าที่สุด ทำให้เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนที่เข้าสู่แคมเปญจะมียอดสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง พีคขึ้นเรื่อยๆ จนถึงประมาณตีหนึ่งครึ่งก็เริ่มซาลง เหมือนลูกค้าเตรียมตัวรอคอยเวลานี้อยู่ ล่าสุดกับแคมเปญครบรอบ 7 ปีของลาซาด้า น่าตกใจมากที่มียอดจำหน่ายสูงถึง 1.2 ล้านบาท ทั้งที่สินค้ามีราคาเพียงหลักร้อยเท่านั้น ขนาดไปออกบูธในงานที่ขายดีมากๆ แล้วยังไม่เท่านี้เลย”

นอกจากนี้ ยังช่วยลดปัญหาระบบหลังบ้านลงได้มาก ด้วยระบบของลาซาด้าเองที่จัดการไว้ให้เรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลการสั่งซื้อสินค้า ระบบการชำระเงิน สิ่งที่ถูกส่งมาถึงแบรนด์คือลาเบลชื่อ-ที่อยู่ของลูกค้า ซึ่งสามารถ พริ้นต์แปะกล่องได้เลย ตลอดจนสิทธิพิเศษและโปรโมชั่นที่มอบให้ลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ พร้อมเจ้าหน้าที่ติดตามความเป็นไปอยู่ตลอดจนเหมือนเพื่อนสนิท ทำให้แม้จะมีช่องทางการขายของตัวเองอยู่แล้ว แต่มักจะบอกให้ลูกค้ามาซื้อผ่านทางลาซาด้าเพราะได้ส่วนลดมากกว่า เรียกได้ว่าลาซาด้าเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยทำให้ผู้หญิงยุคใหม่ที่ต้องการมีธุรกิจเป็นของตัวเองประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก

 

ข้อคิดสำคัญจากประสบการณ์นอกห้องเรียน

แน่นอนว่าเส้นทางของการเป็นแม่ค้าออนไลน์ไม่ได้สวยงามเหมือนรายได้ เพราะกว่าจะประสบความสำเร็จในธุรกิจของนั้น ต้องพบเจอกับปัญหาและอุปสรรคมากมาย เป็นเหมือนบทเรียนให้ได้เรียนรู้ที่จะต้องก้าวผ่านมันไปให้ได้ ตั้งแต่เรื่องของการแบ่งเวลาซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากของชีวิตไม่ว่าจะวัยเรียนหรือวัยทำงาน เพราะทุกคนมีเวลาเท่ากัน ดังนั้นการแบ่งเวลาจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยในการที่จะเรียนควบคู่ไปกับการทำธุรกิจ ในช่วงที่กิฟท์ทุ่มเทให้กับงานแต่ก็มีปัญหาเรื่องผลการเรียนที่ลดลงจนเกือบจะโดนรีไทร์

การทำธุรกิจต้องมีความทุ่มเทและความใส่ใจในทุกขั้นตอน เป็นสิ่งที่กิฟท์ได้เรียนรู้จากความผิดพลาดที่ไม่ได้ตรวจเช็กสินค้าให้ดีก่อนทำการแพ็ค ทำให้ส่งของที่มีตำหนิไปให้ลูกค้า จนลูกค้าตำหนิและรีวิวสินค้าไปในทางลบ ทำให้ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ลดลง

ขณะเดียวกัน ความรวดเร็วในการส่งสินค้าเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจว่าจะเลือกซื้อหรือไม่ เพราะลูกค้าทุกคนอยากได้สินค้าที่รวดเร็วและมีคุณภาพ แต่ความรวดเร็วนั้นอาจมาพร้อมกับความไม่รอบคอบ กิฟท์เคยจัดส่งสินค้าผิดเพราะความเร่งรีบที่อยากจะส่งสินค้าทั้งหมดในวันถัดไป ทำให้ลูกค้าไม่พอใจอย่างมาก

อย่างไรก็ดี ทั้งสองปัญหานี้แบรนด์ได้แสดงความรับผิดชอบต่อความผิดพลาดอย่างเต็มที่ด้วยการเปลี่ยนสินค้าให้ใหม่ บทเรียนที่ได้จากความผิดพลาดและนำมาแก้ไขจนสามารถเรียกความน่าเชื่อถือจากลูกค้ากลับมาได้อีกครั้ง ซึ่งทำให้ Copper.bkk เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

สร้างโอกาสด้วยมือของเราเอง

ปัจจุบันนี้หากถามว่าหลังเรียนจบแล้วจะทำอย่างไรต่อไป คำตอบแรกที่กิฟท์ไม่ต้องคิดเลยคือ ไปเรียนต่อ เพราะความพยายามทุ่มเทตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้มีทุนทรัพย์จากการเก็บหอมรอบริบไว้แล้วก้อนหนึ่ง

“โอกาสต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เดินเข้ามาหาเองแต่ต้องรู้จักสร้างโอกาสขึ้นมาให้ได้ ชีวิตการทำงานไม่จำเป็นต้องเริ่มขึ้นหลังเรียนจบ ผู้หญิงทุกคนสามารถสร้างคุณค่าให้กับตัวเองได้ในทุกช่วงวัย เพียงรู้จักการบริหารเวลา ก็ทำในสิ่งที่รักควบคู่ไปกับการเรียนได้เช่นกัน เพียงกล้าที่จะก้าวข้ามความกลัวต่างๆ กล้าที่จะคิดวางแผน กล้าที่จะลงมือทำ กล้าที่จะลงทุน ทำด้วยความทุ่มเทใส่ใจทุกขั้นตอน และรู้จักหาช่องทางที่ดีในการจำหน่ายสินค้า ถึงจะทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน”

เร็วๆ นี้ กิฟท์จะมีแฟชั่นโชว์คอลเลคชั่นของตัวเองในงาน “ลาซาด้า วีเมนส์ เฟสติวัล” (Lazada Women’s Festival) Big Event ที่รวบรวมแบรนด์แฟชั่นยอดนิยมในอินสตาแกรมที่มาไว้ในที่เดียวกัน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์สำคัญที่น่าจดจำของสาวร่างเล็กแต่ใจไม่เล็กคนนี้

 

แวะเวียนไปพูดคุยกับเธอได้ ในวันที่ 24-26 พฤษภาคม 2562 ณ ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ แล้วจะรู้ว่าพลังของคน Gen Z นั้นยิ่งใหญ่เพียงใด

เทียบแคลอรีก่อนพักเที่ยง กินเส้นอะไรอ้วนที่สุด?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/589582

  • วันที่ 21 พ.ค. 2562 เวลา 11:00 น.

เทียบแคลอรีก่อนพักเที่ยง กินเส้นอะไรอ้วนที่สุด?

เมื่อเทียบสารพัดเส้นที่เป็นส่วนประกอบหลักในอาหารจานโปรด ในปริมาณ 100 กรัมเท่ากัน แต่ละเส้นที่เราเลือกกินจะให้พลังงานเท่าไหร่กันบ้าง?

เมนูอาหารจานเส้นนับเป็นความโปรดปรานของใครหลายคน เพราะทั้งกินง่าย ปรุงได้หลากหลาย แถมยังเป็นอาหารจานเดียวที่ราคาไม่แพง แต่หากกำลังกังวลกับการให้พลังงานแคลอรีที่แตกต่างกันอยู่ละก็ ลองมาดูปริมาณแคลอรีของเส้นแต่ละประเภทกัน มื้อเที่ยงวันนี้จะได้เลือกสั่งเมนูเส้นแบบคนรักสุขภาพ

บะหมี่เหลือง (280-300 kcal) เส้นที่เป็นแป้งล้วนๆ คือแหล่งพลังชั้นดี และเป็นตัวการที่ทำให้อ้วนมาก เพราะทำมาจากแป้งสาลีซึ่งเป็นแป้งที่มีโปรตีนสูงพอสมควร ส่วนประโยชน์ที่ได้จากเส้นบะหมี่เหลือก เช่น แคโรทีนอยด์ ฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มวิตามินเอ

Tips : บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นบะหมี่เหลืองที่ผ่านการทอดและปรุงรสจนมีไขมันและโซเดียมสูง ปริมาณ 1 ซอง (60 กรัม) ก็ให้พลังงานถึง 280 kcal และยังเป็นพลังงานจากไขมันเกือบครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว หากอยากกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ควรเลือกซื้อชนิดที่มีการเติมสารอาหาร เช่น ไอโอดีน ธาตุเหล็ก หรือวิตามินเอ เพิ่มเข้าไป เพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้มากขึ้น

เส้นใหญ่ (220 kcal) ทำจากแป้งข้าวเจ้า ดูดซึมน้ำมันที่เคลือบเพื่อไม่ให้เส้นติดกันมากที่สุด ควรควบคุมปริมาณการกิน

เส้นสปาเก็ตตี้ (160-200 kcal) เป็นอาหารประเภทแป้งที่จะถูกย่อยและดูดซึมกลายเป็นน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดได้ช้ากว่าขนมปังขาวหรือมันฝรั่ง ส่งผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นช้า จะส่งผลให้เราอ้วนและแก่ได้น้อยกว่าอาหารประเภทแป้งที่มีค่า ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นสูง

เส้นเล็ก (180 kcal) ทำจากแป้งข้าวเจ้า มีส่วนประกอบของน้ำมันเช่นกัน แต่ว่าจะน้อยกว่าเส้นใหญ่ แต่ให้แคลอรีมากกว่าเส้นหมี่

เส้นหมี่ขาว (150 kcal) อุดมด้วยคาร์โบไฮเดรต กินได้ไม่อ้วน ไม่ซับน้ำมัน

ขนมจีน (80-100 kcal) แคลอรีน้อย เพราะมีองค์ประกอบของน้ำมาก มีการสร้างจุลินทรีย์ดีต่อระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่าย

Tips : ควรเลือกแบบที่เป็นสีธรรมชาติ ไม่มีการแต่งสีเพิ่มเติม และหากซื้อมาแล้วยังไม่กินควรแช่ตู้เย็น แม้จะเป็นแป้งหมักแต่ก็ไม่ควรทิ้งไว้ข้ามวัน

วุ้นเส้น (80 kcal) แม้ทำจากถั่วเขียว แต่ผ่านกระบวนการแยกโปรตีนจนเหลือแต่แป้งจากถั่วเขียว ให้พลังงานไม่มาก เหมาะกับการลดน้ำหนัก

Tips : แม้ว่าวุ้นเส้นจะทำจากถั่วเขียว ซึ่งเป็นพืชที่มีโปรตีนสูง แต่ก็ไม่ได้นำส่วนของโปรตีนในถั่วเขียวมาผ่านกระบวนการผลิตวุ้นเส้น ดังนั้น วุ้นเส้นจึงเป็นอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเหมือนข้าวและแป้งต่างๆ

เส้นบุก (10 kcal) มีเส้นใยสูง ให้พลังงานต่ำ เหมาะที่สุดสำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก

Tips : เส้นบุกมีทั้งแบบเส้นใสและแบบผสมสาหร่ายทะเลเพื่อเพิ่มคุณค่าอาหาร แต่ให้พลังงานต่ำไม่ต่างกัน ส่วนการปรุงควรลวกในน้ำเดือดจัดจึงจะได้เส้นบุกที่นุ่มกำลังดี

เทคนิคใส่สูทให้ดูดีมีคลาส เสริมลุคหนุ่มสาวสายบิซิเนส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/589585

  • วันที่ 21 พ.ค. 2562 เวลา 08:30 น.

เทคนิคใส่สูทให้ดูดีมีคลาส เสริมลุคหนุ่มสาวสายบิซิเนส

เมื่อโอกาสสำคัญไม่ได้มีกันบ่อยๆ เราจึงไม่ควรปล่อยให้หลุดลอยไปเพียงเพราะภาพลักษณ์ที่ขาดความน่าเชื่อถือ มาสร้างความมั่นใจให้หนุ่มสาวสายบิซิเนส ด้วยเทคนิคการใส่สูทให้ดูดีมีคลาส สร้างภาพลักษณ์ที่ดี สะท้อนบุคลิกและความเป็นมืออาชีพในตัวคุณ

ทีมผู้เชี่ยวชาญจาก Fernandio by VP Group ห้องเสื้อสำหรับชุดสูทและเชิ้ตสำหรับสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีแบบครบวงจร เผยเทคนิคสร้างความมั่นใจให้หนุ่มสาวสายบิซิเนสเพื่อความเป็นมืออาชีพ ด้วยเทคนิคง่ายๆ ในการเสริมลุคให้สมาร์ทตั้งแต่หัวจรดเท้าโดยทีมผู้เชี่ยวชาญมากประสบการณ์ด้านภาพลักษณ์มืออาชีพ ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานการฝึกอบรมด้วยใบ Certified Image Consultant จากสถาบัน First Impressions Image International ประเทศอังกฤษ

เริ่มด้วย “การเลือกเนื้อผ้า” แนะนำควรเป็น ผ้าวูล สุดยอดของผ้าที่ใช้ตัดชุดสูทแบรนด์ดังระดับโลก เพิ่มลุคให้ผู้สวมใส่ดูภูมิฐาน เนื้อผ้ามีลักษณะพิเศษ ละเอียดเนียนนุ่ม เงางาม ทำให้ใส่สบาย ด้วยส่วนผสมของขนสัตว์เป็นส่วนประกอบหลัก ช่วยให้ผ้ามีสปริงอยู่ทรง เวลาสวมใส่ไม่ห่อตัวแถมทนทานดีมาก โดย “ผ้าวูล” แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่

  • ผ้าวูลแท้ (PURE WOOL) เนื้อผ้านุ่มละเอียดมาก มีน้ำหนักทิ้งตัวเป็นทรง เหมาะกับสถาพอากาศเย็นๆ อย่างต่างประเทศ
  • ผ้าวูลผสม (BLENDED WOOL) ความนุ่มละเอียดของเนื้อผ้าขึ้นอยู่กับเนื้อวูลที่ผสม ยิ่งมีเนื้อวูลผสมอยู่มาก เนื้อผ้าจะยิ่งนุ่มละเอียดมาก มีน้ำหนักเบา ใส่สบาย เหมาะกับสภาพอากาศร้อนๆ ในเมืองไทย

ถัดมาเป็นเรื่องของ “การเลือกสี” ยิ่งสีที่เหมาะสมจะยิ่งช่วยเสริมพลังและความน่าเชื่อถือ โดยสีที่นิยมมีเพียงไม่กี่เฉด ขึ้นอยู่กับวาระโอกาสในการใส่ เช่น

  • สีน้ำเงิน นิยมมากที่สุดในการออกงานสังคมหรือธุรกิจ แสดงถึงอำนาจ แต่ทำให้ผู้สวมใส่ดูเป็นมิตรและเข้าถึงได้
  • สีดำ คลาสสิกอมตะตลอดกาล นำเทรนด์ทุกยุค ที่ทุกคนต้องมีติดตู้เสื้อผ้ากันไว้สักตัว พร้อมจะมอบลุคเท่ๆ ในวันทำงานให้สมบูรณ์แบบที่สุดแบบ ใส่แล้วดูกระฉับกระเฉง เหมาะสำหรับไปประชุมหรือไปพบปะลูกค้า
  • สีเทาเข้ม สีหรูดูซอฟท์ ใส่ออกงานทางการหรือเดินทางไปพบปะผู้ใหญ่ในต่างแดนก็ดูแกรนด์ไม่ใช่น้อย
  • สีพาสเทล สำหรับสีโทนกลางๆ ก็เหมาะไปงานเลี้ยงสังสรรเบาๆ ส่วนงานมงคลอย่างงานแต่งงาน ควรเพิ่มเลเยอร์ให้การแต่งตัวเฟี๊ยซขึ้นด้วยใช้โทนสีสดใสจากผ้าเช็ดหน้า กระเป๋า รองเท้า เป็นต้น

สำหรับจุดเล็กๆ แต่สำคัญต่อรูปร่างมิใช่น้อยอย่าง กระดุม ทั้งแบบแถวเดียว และสองแถว สูทที่มีกระดุมสองแถวจะช่วยให้ผู้สวมใส่มีรูปร่างเพรียวขึ้น เหมาะสำหรับผู้ชายที่รูปร่างท้วมใหญ่ ในขณะที่ผู้ชายที่มีรูปร่างผอมและตัวเล็ก ควรสวมใส่สูทกระดุมแถวเดียว เพื่อให้ดูสมาร์ท สง่างาม นอกจากนี้ ชุดสูทแบบสองกระดุม ควรติดกระดุมเพียงจุดเดียว เพื่อให้ผู้สวมใส่ดูสูงเพรียว และที่สำคัญเม็ดกระดุมที่ต้องผลิตมาจากกระดูกเท่านั้น!!

ในส่วนของเรื่อง วัฒนธรรมการติดกระดุมหรือไม่ติดกระดุม? เมื่อผู้สวมใส่ยืนหรือเดินควรจะติดกระดุมบน หรือถ้าสูทมีมากกว่าสองกระดุม ให้ยกเว้นกระดุมเม็ดสุดท้าย ในทำนองเดียวกันกับสูทกระดุมสองแถว ด้านบนควรจะติดกระดุมโดยไม่ละกระดุมเม็ดสุดท้าย เมื่อนั่งเม็ดกระดุมทุกเม็ดจะต้องถูกปลดกระดุมเพื่อหลีกเลี่ยงสายตาที่ส่งมาว่าเหมือนกระสอบมันฝรั่ง!

 

สำหรับผู้ที่สนใจในเรื่องสูท สามารถไปได้ที่ห้องเสื้อ Fernandio by VP Group โดยสูทในร้านมีทั้งหมด 3 ประเภท ได้แก่ Tuxedo ทักซิโด้ ส่วนใหญ่เป็นสีสุภาพไม่ฉูดฉาด สีพื้นที่ไม่มีลวดลายใดๆ เพื่อเน้นความสุภาพและเป็นทางการ มีปกเสื้อนอกไว้เพิ่มลุคให้โดดเด่นมีสไตล์ โดยจะใช้ผ้าที่มีความมันเงาสะท้อนแสง หรือตัดด้วยสีอื่น มีปกให้เลือก 3 แบบคือ ปกธรรมดา (Notched Lapel), ปกโค้งหรือปกกล้วย (Shawl Lapel) และปกแหลม (Peak Lapel) รวมถึงผ้าคาดเอว หรือคัมเมอร์บันด์ ที่ ใช้พันทับเสื้อเชิ้ตด้านในเพื่อเก็บหน้าท้อง ทำให้คุณผู้ชายดูเพรียวยิ่งขึ้น รวมถึงสูทสำเร็จอย่าง สูทแบบ double breasted (สูทกระดุมสองแถว) และสูทแบบ single breasted (สูทกระดุมแถวเดียว)

สามารถเข้ามาเลือกชมชุดและขอคำปรึกษาที่ร้านได้ทุกวัน ที่ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ เปิดบริการตั้งแต่เวลา 10.00-19.00 น. หรือสอบถามรายละเอียดโทร. 063-692-9636 , Line@ : @fernandiobyvp และสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page : fernandiobyvp และwww.fernandiobyvp.com