Refresh and Retreat เวิร์คช็อปสุขภาพเพื่อวัยเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/589589

  • วันที่ 20 พ.ค. 2562 เวลา 16:00 น.

Refresh and Retreat เวิร์คช็อปสุขภาพเพื่อวัยเกษียณ

จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ เมืองใหม่เพื่อคนวัยเกษียณ จัดเวิร์คช็อปสุขภาพ Refresh and Retreat สร้างสุขจุดพลังชีวิตเพื่อวัยเกษียณและครอบครัว ผ่านกิจกรรมบำบัดหลากหลายโดยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ

พญ.กอบกาญจน์ ชุณหสวัสดิกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการทางการแพทย์ สถาบัน จิณณ์ เวลส์เนส กล่าวถึงปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุ ซึ่งแบ่งออกเป็นทางด้านร่างกายและจิตใจ ว่า “ทางด้านร่างกาย” ก็คือความเสื่อมในทุกๆ มิติของอวัยวะ ส่วนใหญ่ผู้สูงวัยจะมีภาวะเสื่อมในด้านสมอง สายตา ไต อวัยวะภายใน ตับ หัวใจ หลอดเลือด ฯลฯ ถ้าเราเตรียมตัวที่จะแก่อย่างสมบูรณ์ เราต้องเตรียมตัวกันตั้งแต่อายุ 30-40 ปี แต่บางทีเราหลงลืมล่วงเลยไปจนถึงอายุ 60 แล้วค่อยมาตระหนักถึง ซึ่งถ้าไม่ได้เตรียมดูแลสุขภาพตั้งแต่เนิ่นๆ ก็จะกลายเป็นปัญหา

ส่วน “เรื่องจิตใจ” คือภาวะความหว้าเหว่ ตลอดจนการไม่อยากเข้าสังคม ซึ่งวิธีการดูแลคือการให้ความรู้ องค์ความรู้ต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง คนที่เตรียมตัวจะเป็นผู้สูงอายุทุกคน ต้องมีการตระหนักรู้ว่าในอนาคต อายุที่มากขึ้นเราจะต้องเตรียมตัวอย่างไร ถ้าเราตระหนักและตื่นรู้ เราก็จะได้มีการเตรียมตัว ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในโรคต่างๆ เช่น เบาหวาน ความดัน โรคเรื้อรัง หรือความเสื่อมต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในผู้สูงอายุ และในส่วนของจิตใจ เราต้องคิด รู้สึก และลงมือทำ มันต้องสมดุลกัน ไม่ใช่แค่คิดอย่างเดียวแล้วไม่ลงมือทำ คิดบ่นแต่ไม่คิดบวกก็ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ การดูแลสุขภาพที่ดี เราไม่จำเป็นต้องใช้เงินเยอะ แค่เรารู้ว่าจะต้องออกกำลังกายยังไง ทำให้ชีวิตเกิดวินัย เน้นความสม่ำเสมอ เราก็จะกลายเป็นคนแก่ที่อายุ 70-80 ปีที่ยังหลังตรง มีกล้ามเนื้อ และจิตใจที่ผ่องใสตลอดเวลา ต้องการคนดูแลที่เข้าใจ ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดที่เราจัดให้กลุ่มลูกค้าและครอบครัวได้สัมผัสและมีประสบการณ์ร่วมกันในครั้งนี้ก็จะตอบโจทย์ในสิ่งที่หมอกล่าวมาทั้งในด้านร่างกาย จิตใจ และจิตตปัญญา หรือ Body, Soul, Spirit นั่นเอง

สำหรับตัวอย่างกิจกรรมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแบบคนสูงวัยยุค 2019 ทางจิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ โครงการมิกซ์ยูสระหว่างที่พักอาศัยที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแบบคนสูงวัยรุ่นใหม่ ได้จัดเวิร์คช็อปสุขภาพ Refresh and Retreat เพื่อสร้างสมดุลของชีวิตทั้งทางร่างกาย จิตใจ และจิตตปัญญา (Body, Soul, Spirit) ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของการสร้างคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน แข็งแรงทั้งสุขภาพ ร่างกาย และจิตใจ โดยมี พญ.กอบกาญจน์ ชุณหสวัสดิกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการทางการแพทย์ สถาบัน จิณณ์ เวลส์เนส พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ จากหลากหลายสาขาอาชีพ อาทิ ครูเล็ก ภัทราวดี มีชูธน ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง และผู้ก่อตั้งภัทราวดีเธียเตอร์ ณภัศวรรณ จิลลานนท์ นักพัฒนาบุคลิกภาพ และตำรวจท่องเที่ยวอาสา จิตรา ก่อนันทเกียรติ นักเขียน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องจีน ดอกไม้มงคล และฮวงจุ้ย วิทยากรรับเชิญแบ่งปันประสบการการใช้ชีวิตและสร้างแรงบันดาลใจ วิชภา มีทองคลัง นักศิลปะบำบัด ดวงพร พงศ์ผาสุก นักร้องและครูสอนดนตรี กับกิจกรรมดนตรีบำบัด พร้อมทั้งผู้เชี่ยวชาญอีกมากมายผลัดเปลี่ยนมาให้ความรู้ แนะนำการปรับสมดุลย์ร่างกาย และจิตใจผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น การออกกำลังกายในน้ำเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต สร้างความสดชื่นเพิ่มความค่องตัว และกระตุ้นการนอนหลับ และกิจกรรมให้ความรู้ปรับกิจวัตรประจำวันเพื่อรักษาออฟฟิศซินโดรม เป็นต้น

กิจกรรมเวิร์คช็อปที่จัดขึ้นนั้นล้วนเป็นกิจกรรมที่จะมีให้บริการจริงๆ ในสถาบัน จิณณ์ เวลเนส อาทิ กิจกรรมศิลปะบำบัดจิต บำรุงใจ ที่ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ทดลองทำศิลปะบำบัดแนวมนุษย์ปรัชญา เป็นศิลปะที่มีความสัมพันธ์กับมนุษย์โดยรวมทั้งสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิตใจ รวมถึงจิตวิญญาณภายใน เพราะในการทำศิลปะเราจะไม่มีแบบอย่าง หรือข้อกำหนดมากฏเกณฑ์แต่เป็นศิลปะของการใช้สีและเล่นกับการผสมผสานของสี เพื่อให้ได้รับรู้ถึงพลังของสีเหล่านั้นที่จะมาช่วยสร้างความสมดุลในตัวเรา รวมถึงการผสานของสีต่างๆ ก็ช่วยให้ผ่อนคลายทั้งทางร่างกายและอารมณ์ภายในจากความเครียดต่างๆ ในชีวิตประจำวันที่พบเจอมา สิ่งเหล่านี้จะช่วยสร้างเสริมสุขภาพที่ดี

กิจกรรมดนตรีบำบัดผ่านการเรียนร้องเพลง เป็นการเรียนดนตรีบำบัดเพื่อปรับสมดุลในร่างกาย ซึ่งนอกจากความสนุกสนานได้ได้รับแล้ว ทุกคนยังได้มีโอกาสฝึกการใช้เสียง โดยมีสมาธิอยู่กับตัวเอง และได้รู้ศักยภาพของตัวเอง

กิจกรรม จิณณ์ที่ใจ สูงวัย กับคุณค่าแห่งการให้ไม่มีที่สิ้นสุด เป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้สูงอายุเห็นคุณค่าในศักยภาพตนเอง ในฐานะผู้มากประสบการณ์ และความรู้ที่พร้อมผ่องทายให้ผู้อื่นด้วยความยินดี เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ต่อสังคม กิจกรรมตรวจเช็คสุขภาพ การออกกำลังกายกับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง และนักกายภาพบำบัด เป็นต้น

ดาร์กช็อกโกแลต ของอร่อยที่อ่อยด้วยคุณประโยชน์แบบคาดไม่ถึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/589571

  • วันที่ 20 พ.ค. 2562 เวลา 13:30 น.

ดาร์กช็อกโกแลต ของอร่อยที่อ่อยด้วยคุณประโยชน์แบบคาดไม่ถึง

น้อยนักที่ของหวานแสนอร่อยจะอุดมด้วยคุณประโยชน์ เพราะส่วนใหญ่มักเต็มไปด้วยความหวานจากน้ำตาลที่ให้แคลอรีสูงปรี๊ด แต่หนึ่งในร้อยที่เราอยากบอกคือ “ดาร์กช็อกโกแลต” ของหวานดำๆ ที่ทุกๆ คำมีดีซ่อนอยู่

ดีกับสมอง

สารฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) ในดาร์กช็อกโกแลตช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว ส่งผลให้ออกซิเจนและเลือดลำเลียงไปสู่สมองได้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้สมองตื่นตัว กระตุ้นการรับรู้ หากต้องการให้สมองทำงานอย่างเฉียบแหลมนาน 2-3 ชั่วโมง ดาร์กช็อกโกแลตสักชิ้นก็น่าจะช่วยให้การประชุมยามบ่ายง่ายขึ้น ซึ่งสารฟลาโวนอยด์ที่พบในดาร์กช็อกโกแลตนี้ จากผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยนอตติงแฮม ระบุว่าเป็นสารตัวเดียวกับที่พบในไวน์แดง ชาเขียว หรือบลูเบอร์รี่

ดีกับสายตา

Physiology & Behavior ตีพิมพ์ผลการวิจัยชิ้นหนึ่ง ระบุว่า ดาร์กช็อกโกแลตช่วยเรื่องสายตาได้จริง หลังให้ผู้ร่วมการทดลองกินดาร์กช็อกโกแลตที่มีฟลาโวนอยด์ปริมาณ 750 มิลลิกรัม พบว่าการมองเห็นดีขึ้น สามารถจับความเคลื่อนไหวและอ่านตัวอักษรได้ดีขึ้น ซึ่งสาเหตุหนึ่งมาจากการที่เลือดไปเลี้ยงจอประสาทตาและสมองดีขึ้นด้วย

ดีกับหัวใจ

การกินดาร์กช็อกโกแลตสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ช่วยลดความดันโลหิต ทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ป้องกันเส้นเลือดอุดตันและป้องกันภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัว

ดีกับหุ่น

ประการแรก เพราะในช็อกโกแลตหรือโกโก้อุดมด้วยไฟเบอร์และโปรตีนที่ช่วยให้อยู่ท้อง ประการที่สอง จากผลการวิจัยของชาวเนเธอร์แลนด์ พบว่า กลิ่นของดาร์กช็อกโกแลตความเข้มข้นที่ 85 เปอร์เซ็นต์ ช่วยกระตุ้นการผลิตฮอร์โมนต้านหิว ทำให้ความอยากอาหารของคนเราลดลงกว่าครึ่งเพียงแค่ได้กลิ่น แถมยังส่งผลนานนับชั่วโมง

ดีกับวัยและอายุ

สารแอนตี้ออกซิเดนต์ที่พบมากในดาร์กช็อกโกแลตช่วยในเรื่องของการต้านความแก่ได้ดี ป้องกันเซลล์ถูกทำลาย ลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง นอกจากนี้ จากผลการวิจัยของ Journal of Cosmetic Dermatology ยังพบว่าดีต่อผิวหนังโดยเฉพาะผิวที่ต้องอยู่กลางแจ้งเป็นประจำ

ดีกับการเพิ่มไขมันดี

ใน American Journal of Clinical Nutrition ระบุไว้ว่า ในโกโก้และดาร์กช็อกโกแลตจะมีสารโพลีฟีนอลที่ช่วยลดคอเลสเตอรอลเลว (LDL) ในร่างกาย รวมทั้งเข้าไปเพิ่มคอเลสเตอรอลดีอย่าง HDL

ดีกับการเบิร์น

คุณสมบัติของดาร์กช็อกโกแลตที่มีผลกับการออกกำลังกาย อาทิ ช่วยเพิ่มพลังก่อนเข้าคลาส เสริมสร้างความอึด และบรรเทาอาการปวดระบมหลังเล่นเสร็จ เพราะในโกโก้มีสารที่ช่วยให้กล้ามเนื้อซึมซับสารอาหารได้มากขึ้น มีแรงรับมือกับเวิร์กเอาท์หนักๆ หรือการวิ่ง และเล่นกีฬา ซึ่งช่วยทำให้เราไม่หมดแรงกลางคัน

ดีกับจิตใจ

จากกรณีศึกษาชิ้นหนึ่งในปี 2009 พบว่า คนที่กินดาร์กช็อกโกแลตปริมาณ 40 กรัมทุกวัน นาน 2 สัปดาห์ ส่งผลให้ระดับฮอร์โมนแห่งความเครียดลดลงเมื่อเทียบกับวันแรกที่เริ่มกิน นอกจากนี้ หากกินติดต่อกันนาน 30 วัน ระดับความเครียดจะลดลง 10 เปอร์เซ็นต์ และจิตใจสงบขึ้นอีก 10 เปอร์เซ็นต์ แบบนี้กินไปยิ้มไปได้สบายเลยทีเดียว

ภาพ : freepik

2 มะเร็งยอดฮิตความเสี่ยงในชีวิตคนทำงานออฟฟิศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/589518

  • วันที่ 20 พ.ค. 2562 เวลา 08:30 น.

2 มะเร็งยอดฮิตความเสี่ยงในชีวิตคนทำงานออฟฟิศ

รู้ทัน ‘มะเร็ง’ ยอดฮิตของคนทำงานออฟฟิศ ทั้งมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งเต้านม พร้อมวิธีการตรวจสอบและแนวทางการรักษา

สำหรับประเทศไทย “มะเร็ง” เป็นโรคร้ายที่คร่าชีวิตประชากรไปเป็นจำนวนมาก และเป็นสาเหตุการตายสูงสุดอันดับ 1 ของคนไทยต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา โรคร้ายดังกล่าวไม่เพียงสร้างความเจ็บปวดให้กับผู้ป่วย แต่ยังนำความทุกข์ทรมานใจมาสู่คนรอบข้าง สำหรับหนุ่มสาวออฟฟิศควรตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งและทำการรักษาได้ทันท่วงที

โรคมะเร็งที่พบมากในกลุ่มคนวัยทำงาน ได้แก่ “มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ” ที่พบได้บ่อยในเพศชายอายุ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งสาเหตุหนึ่งเป็นผลมาจากการสูบบุหรี่ และ “มะเร็งเต้านม” ซึ่งเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มสาววัยทำงานยุคใหม่ที่นิยมใช้ชีวิตโสดจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่อาจเป็นมะเร็งชนิดนี้

มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ

โรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ เป็นมะเร็งที่มักพบในผู้ที่มีอายุราว 40 ปีขึ้นไป แต่ปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะพบในผู้ที่มีอายุน้อยลง และพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ปัจจัยเสี่ยงหนึ่งเกิดจากบุหรี่ ทั้งผู้สูบบุหรี่และผู้ที่ได้รับควันพิษจากการอยู่ใกล้ชิดกับผู้สูบบุหรี่ และผู้ที่เคยมีประวัติสูบบุหรี่แม้จะเลิกสูบแล้วก็ตาม รวมถึงการสัมผัสสารเคมีบางชนิดต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอ ยาง หนัง สี และการพิมพ์ เป็นต้น

สาเหตุโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ เกิดจากการที่เซลล์เยื่อบุผนังด้านในของกระเพาะปัสสาวะแบ่งตัวเพิ่มมากขึ้นอย่างผิดปกติจนกลายเป็นเนื้องอกและมะเร็งในที่สุด ในกรณีที่มีการลุกลาม เซลล์มะเร็งจะแพร่กระจายลึกเข้าไปยังผนังกระเพาะปัสสาวะชั้นอื่น และอาจลุกลามออกไปยังเนื้อเยื่อและอวัยวะอื่นๆ เช่น ต่อมน้ำเหลือง กระดูก ปอด และตับ

การตรวจเบื้องต้น ได้แก่ การตรวจปัสสาวะ เพื่อหาว่ามีเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะมากผิดปกติหรือไม่ รวมทั้งหาเซลล์มะเร็งที่อาจปนออกมากับปัสสาวะ (Urine Cytology) การส่องกล้องตรวจกระเพาะปัสสาวะ (Cystoscopy) โดยแพทย์จะส่องกล้องผ่านท่อปัสสาวะเข้าไปยังกระเพาะปัสสาวะ เพื่อตรวจหาตำแหน่ง ขนาด จำนวนและรูปร่างของเนื้องอก และตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา การตรวจทางรังสีวิทยา อาทิ การตรวจอัลตราซาวนด์ไต ท่อไต และกระเพาะปัสสาวะ (Ultrasound KUB) การตรวจไตและทางเดินปัสสาวะโดยการฉีดสี (Intravenous Pyelogram) และการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) บริเวณช่องท้องทั้งหมด

วิธีการรักษามะเร็งกระเพาะปัสสาวะ ทำได้โดยการผ่าตัดด้วยการส่องกล้องผ่านท่อปัสสาวะเข้าไปตัดเนื้องอกในกระเพาะปัสสาวะ (Transurethral Resection of Bladder Tumor หรือ TURBT) เพื่อตัดหรือทำลายก้อนมะเร็งและนำเนื้อเยื่อมาตรวจว่าเป็นมะเร็งชนิดใด และลุกลามลึกถึงชั้นไหนของกระเพาะปัสสาวะ ในผู้ป่วยบางราย แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยาฆ่าเซลล์มะเร็งร่วมด้วยเพื่อลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ ในกรณีที่มะเร็งลุกลามเข้าสู่ชั้นกล้ามเนื้อ หรือตั้งแต่ระยะที่ 2 ขึ้นไป แพทย์อาจต้องพิจารณาผ่าตัดกระเพาะปัสสาวะออกทั้งหมด ร่วมกับการทำเคมีบำบัด หรือรังสีรักษาเพื่อลดการลุกลามและเกิดซํ้าของมะเร็ง

มะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านมพบบ่อยในผู้หญิงทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ซึ่งคุณผู้หญิงที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเต้านม ได้แก่ กลุ่มที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ ผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป ผู้หญิงยุคใหม่ที่ไม่เคยตั้งครรภ์หรือมีบุตรแต่ไม่ได้เลี้ยงลูกด้วยนมตนเอง เป็นต้น ซึ่งถือว่าสาวๆ ออฟฟิศ จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่ควรตรวจมะเร็งเต้านมอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีการรักษามะเร็งเต้านมได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้น ผู้ป่วยมีทางเลือกในการรักษาที่หลากหลายและตรงจุดมากขึ้น ทั้งยังลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำและช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วยได้ดีกว่าเดิม

การผ่าตัดรักษามะเร็งเต้านมถือว่าเป็นการรักษาหลัก ซึ่งการผ่าตัดแบบเดิมคือตัดเต้านมออกทั้งเต้าและเลาะต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ออก แต่ปัจจุบันแพทย์สามารถเก็บเต้านมไว้ได้โดยไม่ต้องตัดออกทั้งหมด ในกรณีที่สภาวะของเต้านมเหมาะสม เรียกว่าการผ่าตัดแบบสงวนเต้านม ซึ่งแพทย์จะตัดเฉพาะก้อนมะเร็งและเนื้อเยื่อปกติบางส่วนรอบๆ ก้อนมะเร็งออกไป และทำการฉายแสงบริเวณเต้านมที่เหลือเพิ่มเติมเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ

การผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ จากเดิมที่ทำการเลาะต่อมน้ำเหลืองออกทั้งหมด ปัจจุบันผู้ป่วยมีทางเลือกเพิ่มขึ้นคือผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองออกเท่าที่จำเป็น ช่วยลดผลข้างเคียงจากการผ่าตัด เช่น แขนบวม ยกแขนไม่ขึ้น ผู้ป่วยยังคงรักษารูปทรงของเต้านมไว้ได้ แต่ผู้ป่วยต้องมีภาวะที่เหมาะสม เช่น ก้อนมะเร็งไม่ใหญ่เกินไป เต้านมมีขนาดใหญ่พอที่จะคงรูปลักษณ์ไว้ได้หลังผ่าตัด เป็นต้น นอกจากการผ่าตัดแล้ว แพทย์ยังพิจารณาให้การรักษาอื่นๆ ประกอบกันเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดและลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำโดยกำจัดเซลล์มะเร็งที่อาจยังหลงเหลืออยู่ ด้วยเคมีบำบัดหรือคีโม (Chemotherapy) การฉายรังสี (Radiation Therapy) การให้ยาต้านฮอร์โมน (Hormonal Therapy) การให้ยาที่ออกฤทธิ์จำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง (Targeted Therapy) เพื่อประสิทธิภาพในการรักษาที่ดีขึ้น

โภชนาการต้านมะเร็ง นอกจากการรักษาทางการแพทย์แล้ว การดูแลภาวะโภชนาการยังช่วยให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งสามารถทนต่อผลข้างเคียงของการรักษาและช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีขึ้นได้เช่นกัน สำหรับอาหารที่ผู้ป่วยมะเร็งควรได้รับคืออาหารที่ให้โปรตีนและพลังงานสูง เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงและชดเชยน้ำหนักที่ลดลง แต่การรับประทานเฉพาะเนื้อสัตว์และแป้งก็ยังไม่เพียงพอ เพราะวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ที่จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ผู้ป่วยควรได้รับแต่อาหารที่มีประโยชน์และสมดุล คาร์โบไฮเดรตต้องเป็นชนิดที่ดี เช่น ธัญพืชไม่ขัดสีที่มีกากใยสูง ทั้งนี้ ผู้ป่วยไม่ควรละทิ้งไขมันเสียหมด เพราะไขมันเป็นอาหารอีกประเภทหนึ่งที่ให้พลังงานสูง เพียงแต่ต้องละเว้นไขมันอิ่มตัวจำพวกนมเนยทั้งหลาย และเลือกรับประทานเฉพาะชนิดที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว ซึ่งเป็นไขมันดี เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว หรือกรดไขมันที่เรียกว่าโอเมก้า 3 ซึ่งพบได้ในปลาทะเล เพราะนอกจากจะบำรุงสมองและหัวใจแล้ว ยังช่วยลดการอักเสบได้อีกด้วย

ภาพ : freepik

คัมภีร์วิธีสวย JAPAN vs KOREA

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/589511

  • วันที่ 19 พ.ค. 2562 เวลา 17:00 น.

คัมภีร์วิธีสวย JAPAN vs KOREA

สตรีเพศไม่ว่าจะชาติไหนๆ ต่างก็ใส่ใจในเรื่องการดูแลตัวเองและความสวยเป็นพิเศษ ส่วนสาวญี่ปุ่นและเกาหลีจะมีตำราเสริมสวยด้วยอะไรกันบ้าง มาดูกัน

JAPAN

สาวแดนปลาดิบ จะพิถีพิถันในการดูแลตัวเองสุดๆ เพื่อการมีผิวขาวอมชมพูดุจดอกซากุระ แถมยังมีเคล็ดลับที่ชาติไหนๆ คาดไม่ถึงอีกด้วย ส่วนคัมภีร์วิธีสวยของสาวญี่ปุ่นที่ทำต่อกันมา อาทิ

  • ชาเขียวช่วยเผาผลาญ ชาเขียวร้อนๆ ช่วยเผาผลาญไขมันส่วนเกิน ลดคลอเลสเตอรอล ช่วยขับสารพิษสะสม แถมช่วยลดอัตราเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง ใช้ขัดผิวเพื่อขจัดสิ่งอุดตัน และทําให้ใบหน้าสดใส
  • แช่น้ำอุ่นดีท็อกซ์ผิว นอนแช่น้ำอุ่นเพียง 10 นาที ก็ทําให้รูขุมขนเปิดกว้างพร้อมขับของเสียและสิ่งสกปรกออกมา ช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต ให้ผิวดูเปล่งปลั่งมีเลือดฝาด
  • งดบํารุงผิวสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อให้ผิวได้พักและฟื้นฟูตัวเองตามธรรมชาติ โดยหลังล้างหน้าเสร็จไม่ต้องทาครีมบํารุงใดๆ ก่อนนอน ตื่นเช้ามาค่อยล้างหน้าโดยไม่ใช้โฟมล้างหน้า
  • ตบให้ผิวสดใส สาวญี่ปุ่นไม่ได้ทาครีมแบบธรรมดาๆ แต่จะใช้ปลายนิ้วตบเบาๆ ไล่ตั้งแต่ลําคอขึ้นมา เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และให้ครีมซึมซาบสู่ผิวได้ดีขึ้น
  • ผิวเปล่งปลั่งด้วยสาเก สูตรผิวสวยที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ เพียงแช่ตัวในน้ำผสมสาเก กรดโคจิกจะช่วยผลัดเซลล์ผิว ลดเลือนริ้วรอยและจุดด่างดํา

KOREA

ด้านสาวแดนกิมจิ มีผิวขาวใสไร้ที่ติซึ่งเป็นความงามที่น่าอิจฉา ส่วนการมีผิวพรรณสวยฉ่ำอิ่มน้ำเป็นการสื่อสุขภาพที่ดีจากภายในสู่ภายนอก ซึ่งวิธีที่พวกเธอเลือกทำคือ

  • โสมสารพัดประโยชน์ ในโสมมีสารซาโพนินที่มีคุณค่าฟื้นบํารุงและต้านอนุมูลอิสระ ลดความร้อนภายในร่างกาย เสริมสร้างประสิทธิภาพในการไหลเวียนของเลือด ช่วยชะลอความอ่อนเยาว์ จึงไม่น่าแปลกที่อาหารเสริมและครีมบํารุงของเกาหลีจะมีสารสกัดจากโสมฃ
  • ผิวใสด้วยไข่ขาวและน้ำผึ้ง มาสก์หน้าแบบสาวเกาหลีโบราณด้วยไข่ขาว 1 ฟอง กับน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน ทาทั่วหน้าแล้วทิ้งไว้ให้แห้งแล้วล้างออก
  • บํารุงตั้งแต่เด็ก คนเกาหลีถูกปลูกฝังว่าหน้าตาที่ดีจะนําโอกาสดีๆ เข้ามาในชีวิต เด็กเกาหลีจึงเริ่มทาครีมกันแดดและเริ่มบํารุงผิวตั้งแต่ 7 ขวบ จนติดเป็นนิสัยถึงตอนโต ส่งผลให้ผิวสวยแม้อายุมากขึ้น
  • น้ำแข็งกระชับผิว สาวแดนโสมมักใช้น้ำแข็งนวดหน้าเบาๆ เพราะเชื่อว่าจะทําให้ใบหน้าดูเล็กลง นอกจากนี้ ความเย็นจากน้ำแข็งจะทําให้รูขุมขนกระชับ ช่วยให้ผิวแข็งแรงขึ้น
  • ล้างหน้าด้วยนมสด แหล่งโปรตีนและวิตามินหลายชนิด ช่วยบํารุงผิวให้นุ่มเนียน ทำให้ใบหน้าเต่งตึงและเกลี้ยงเกลาอยู่เสมอ

‘อาหารกระป๋อง’ เลือกให้ปลอดภัย เก็บให้ถูกต้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/589507

  • วันที่ 19 พ.ค. 2562 เวลา 14:00 น.

'อาหารกระป๋อง' เลือกให้ปลอดภัย เก็บให้ถูกต้อง

ช็อปปิ้งวันหยุดฉบับมนุษย์เงินเดือน นอกจากข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวและเสื้อผ้าแล้ว อาหารก็เป็นปัจจัยหลักที่เราต้องบริโภคในชีวิตประจำวัน ซึ่ง “อาหารกระป๋อง” เป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่คนไทยส่วนใหญ่นิยมบริโภค เนื่องจากหาซื้อได้ง่าย สะดวกต่อการบริโภคและพกพา

การนำอาหารมาบรรจุในกระป๋อง ใช้เทคโนโลยีการให้ความร้อนเพื่อทำลายเชื้อจุลินทรีย์ ทำให้อาหารที่อยู่ในกระป๋องปลอดเชื้อจุลินทรีย์ซึ่งเป็นสาเหตุของการเน่าเสีย ช่วยให้มีอายุการเก็บนานเป็นปีที่อุณหภูมิห้อง โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

1.กลุ่มอาหารที่เป็นกรด (acid foods) คืออาหารที่มีค่าพีเอชต่ำกว่า 4.5 ส่วนมากเป็นผลไม้กระป๋อง เช่น สับปะรด ส้ม หรือผักที่มีรสเปรี้ยว เช่น มะเขือเทศ กระเจี๊ยบแดง เป็นต้น

2.กลุ่มอาหารที่เป็นกรดต่ำ (Low acid foods) คืออาหารที่มีค่าพีเอชสูงกว่า 4.5 โดยส่วนมากจะเป็นอาหารกระป๋องจำพวกเนื้อสัตว์ และผักต่างๆ เช่น เนื้อ หมู ปลา ข้าวโพดฝักอ่อน และหน่อไม้ฝรั่ง เป็นต้น

การเลือกซื้อเลือกบริโภคอาหารกระป๋องให้ปลอดภัย

  1. ดูลักษณะกระป๋อง ไม่บุบบี้ หรือ โป่งพอง ตะเข็บหรือรอยต่อต้องเรียบร้อยและแน่นหนา กระป๋องต้องไม่เป็นสนิม
  2. เมื่อกดนิ้วลงไปบนฝากระป๋องแล้วยุบลงไป หรือส่วนอื่นของฝากระป๋องหรือพองออก ไม่ควรเลือกอาหารกระป๋องนั้น
  3. เมื่อเขย่ากระป๋อง ถ้ามีเสียงกระฉอกของน้ำกับอากาศ ไม่ควรซื้อหรือบริโภคอาหารในกระป๋องนั้น
  4. เมื่อเปิดกระป๋อง ถ้ามีอากาศ (ลม) พุ่งออกมาจากภายในกระป๋อง ห้ามบริโภคอาหารซึ่งบรรจุในกระป๋อง
  5. เมื่อเปิดกระป๋องแล้วได้กลิ่นบูดเน่าหรือกลิ่นผิดปกติ ห้ามบริโภคอาหารในกระป๋องนั้นเด็ดขาด
  6. เมื่อเทอาหารออกจากกระป๋องแล้ว ถ้าภายในกระป๋องมีสนิมรอยถลอก หรือรอยด่างของโลหะ ไม่ควรบริโภคอาหารในกระป๋องนั้นเช่นเดียวกัน
  7. ควรดูฉลากและสังเกตวันเดือนปีที่ผลิตอาหารกระป๋องนั้น ไม่ควรซื้อหรือบริโภคอาหารกระป๋องที่เก็บไว้นาน เพราะทำให้คุณค่าทางอาหารลดลง

การเก็บรักษาอาหารกระป๋องที่ถูกต้อง

  1. เปิดแล้วและเหลือ ควรถ่ายใส่ภาชนะอื่นๆ เช่น ภาชนะแก้วมีฝาปิดแล้วเก็บไว้ในตู้เย็น
  2. ไม่ควรเก็บอาหารกระป๋องไว้นาน ควรเลือกบริโภคอาหารกระป๋องที่ยังอยู่ในสภาพดี สังเกต วัน เดือน ปี ที่หมดอายุด้วย
  3. ควรเก็บอาหารกระป๋องไว้ในที่แห้งและเย็น แต่ไม่อับชื้นและไม่ถูกแสงแดด ป้องกันการเสียและเป็นสนิมเร็วกว่าปกติ
  4. เก็บอาหารกระป๋องไว้ในที่สูง มากกว่า 60 เซนติเมตร เพื่อป้องกันความสกปรกจากพื้นและสัตว์นำโรค

ทั้งนี้ มีข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้แนะนำหลัก “3 ฉ.” เพื่อความปลอดภัยในการบริโภคอาหารกระป๋อง ดังนี้

ฉ…ฉลาก ต้องอ่านฉลากก่อนซื้อทุกครั้ง โดยฉลากต้องแสดงประเภทอาหารเลขสารบบอาหารอยู่ในกรอบเครื่องหมาย อย. ชื่อและที่ตั้งสถานที่ผลิต ปริมาตรหรือน้ำหนักสุทธิ และที่สำคัญควรสังเกตวันเดือนปีที่ผลิตหรือหมดอายุ

ฉ…ฉลาด ในการซื้อ เช่น สังเกตที่ฉลากโภชนาการ หรือสูตรส่วนประกอบ ซึ่งไม่ควรมีน้ำตาล ไขมัน หรือเกลือสูงเกินไป

ฉ…เฉลียว โดยต้องตรวจสอบสภาพของผลิตภัณฑ์ รวมทั้งความสะอาดทุกครั้ง โดยภาชนะจะต้องไม่ยุบ ไม่เป็นสนิม และไม่มีรอยรั่ว

ภาพ : freepik

4 อาหารเร่งสิว ตัวการทำร้ายผิวพัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/589347

  • วันที่ 19 พ.ค. 2562 เวลา 09:00 น.

4 อาหารเร่งสิว ตัวการทำร้ายผิวพัง

รู้หรือไม่ว่าอาหารที่เรากินอยู่ทุกวัน โดยเฉพาะอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ ซี ดี โอเมก้า 3 และสังกะสี จะช่วยป้องกันการอักเสบ ลดโอกาสการเกิดสิวใหม่ ช่วยให้ผิวสุขภาพดีขึ้น แต่อาหารบางชนิดอาจไปกระตุ้นให้เกิดสิวหรือการระคายเคือง จึงควรหลีกเลี่ยงอาหารดังต่อไปนี้

  • อาหารที่มีดัชนีน้ำตาลสูง (Glycemic Index) เช่น ขนมปังขัดขาว พาสต้า มันฝรั่ง ช็อกโกแลต เครื่องดื่มและขนมที่มีรสหวานมาก เป็นต้น โดยงานวิจัยเมื่อไม่นานมานี้พบว่าอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูงอาจกระตุ้นให้เกิดสิวได้ เนื่องจากจะทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนอินซูลินออกมาจำนวนมาก โดยระดับอินซูลินที่เพิ่มสูงขึ้นอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดสิว และอาจนำไปสู่ภาวะอ่อนเพลียโดยฉับพลัน (Insulin Crash) ที่ส่งผลให้รู้สึกเหนื่อยและทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่นได้อีกด้วย

  • อาหารขยะ การรับประทานอาหารขยะอย่างเบอร์เกอร์ นักเก็ต เฟรนช์ฟรายส์ และมิลค์เชค อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดสิวได้ โดยมีงานวิจัยหนึ่งศึกษาพฤติกรรมการรับประทานอาหารของวัยรุ่นและผู้ใหญ่ชาวจีนกว่า 5,000 คน พบว่าผู้ที่รับประทานอาหารไขมันสูงอาจเสี่ยงเกิดสิวได้ถึง 43 เปอร์เซ็นต์ และผู้ที่รับประทานอาหารขยะเป็นประจำอาจเสี่ยงเป็นสิว 17 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างการเกิดสิวและการรับประทานอาหารขยะยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่นักวิจัยบางรายสันนิษฐานว่าการรับประทานอาหารขยะอาจส่งผลกระทบต่อการแสดงออกของยีน (Gene Expression) และระดับของฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการเกิดสิวได้

  • อาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า 6 การรับประทานอาหารแบบตะวันตกอาจเสี่ยงทำให้เกิดสิวและการอักเสบได้ เนื่องจากอาหารประเภทนี้มักประกอบไปด้วยข้าวโพดและน้ำมันถั่วเหลืองที่อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 6 ในขณะที่มีอาหารเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้นที่ประกอบด้วยกรดโอเมก้า 3 เช่น ปลา และวอลนัท เป็นต้น ซึ่งหากร่างกายมีอัตราส่วนของกรดไขมันโอเมก้า 6 และกรดไขมันโอเมก้า 3 ไม่สมดุลกัน อาจทำให้เกิดการอักเสบและส่งผลให้อาการของสิวรุนแรงขึ้น โดยการรับประทานกรดไขมันโอเมก้า 3 เสริมอาจช่วยลดการอักเสบและบรรเทาสิวได้ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างการเกิดสิวกับการได้รับกรดไขมันโอเมก้า 6 ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมอีกมาก

  • ผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นม โยเกิร์ต และชีส เป็นต้น เพราะอาหารเหล่านี้อาจมีส่วนประกอบของฮอร์โมนต่าง ๆ โกรทฮอร์โมน และสเตียรอยด์บางชนิด ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดสิวได้ นอกจากนี้ ผงโปรตีนที่มีส่วนประกอบของเวย์ (Whey) และเคซีน (Casein) ก็อาจทำให้เกิดสิวได้เช่นกัน ดังนั้น ผู้ที่มีปัญหาสิวไม่ควรบริโภคผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมากจนเกินไป โดยอาจรับประทานแคลเซียมเสริม หรืออาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียมอย่างน้ำส้มคั้น ซีเรียล เต้าหู้ และนมถั่วเหลือง เพื่อให้ร่างกายได้รับแคลเซียมในปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละวัน

ภาพ : freepik

ดูแลรอยสักอย่างไรให้ปลอดภัยจากการติดเชื้อ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/589432

  • วันที่ 18 พ.ค. 2562 เวลา 09:00 น.

ดูแลรอยสักอย่างไรให้ปลอดภัยจากการติดเชื้อ?

หากตัดสินใจสัก นอกจากการเลือกใช้บริการจากร้านที่น่าเชื่อถือ ถูกสุขอนามัยแล้ว การดูแลรัษาให้รอยสักโชว์ออกมาสวยสมใจควรทำอย่างไรบ้าง

นอกจากการเลือกใช้บริการจากร้านสักที่น่าเชื่อถือและสะอาดถูกสุขอนามัย มีช่างสักที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี และช่างต้องใส่ถุงมือคู่ใหม่ทุกครั้งที่สักให้ลูกค้าแต่ละรายแล้ว อุปกรณ์สำหรับสักลาย เช่น เข็มสัก หมึกสี ถาดรอง รวมถึงอุปกรณ์อื่นๆ บางอย่างต้องผ่านการฆ่าเชื้อและไม่ใช้ซ้ำกับลูกค้ารายอื่น ส่วนโต๊ะ เตียง และอ่างล้างมือ ควรได้รับการทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคก่อนใช้เสมอ

หลังสักเสร็จแล้วเพื่อความคงทนของรอยสัก และป้องกันการติดเชื้อที่นำไปสู่การเจ็บป่วยต่างๆ ควรดูแลรอยสักด้วยวิธีต่อไปนี้

  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าช่างสักได้ใช้ปิโตรเลียมเจลลี่ทาลงบริเวณรอยสักและปิดแผลด้วยพลาสเตอร์หรือผ้าพันแผลเรียบร้อยแล้ว
  • ลอกพลาสเตอร์ออกหลังจากปิดแผลนาน 24 ชั่วโมง จากนั้นล้างแผลด้วยสบู่ต้านเชื้อแบคทีเรียและน้ำสะอาด แล้วจึงซับแผลให้แห้ง
  • ทาขี้ผึ้งที่มีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียบริเวณรอยสักวันละ 2 ครั้ง โดยไม่ต้องปิดพลาสเตอร์
  • ล้างแผลด้วยสบู่และน้ำสะอาดอย่างสม่ำเสมอ แล้วทาขี้ผึ้งเพื่อรักษาความชุ่มชื้น โดยทำต่อเนื่องนาน 2-4 สัปดาห์
  • หลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าที่อาจเสียดสีกับบริเวณที่สัก
  • หลีกเลี่ยงการออกแดด การอาบน้ำอุ่น และการว่ายน้ำเป็นเวลา 2 สัปดาห์ เพราะอาจทำให้หมึกสีบริเวณรอยสักจางลง ผิวหนังเกิดการระคายเคือง และอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อโรคอื่นๆ
  • ไม่ควรแกะ เกา หรือลอกสะเก็ดแผลบริเวณรอยสัก เพราะอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อ และหากมีสัญญาณของการติดเชื้อเกิดขึ้น เช่น ผิวหนังหยาบ มีผื่นคัน และปรากฏรอยแดงรอบรอยสัก ควรไปพบแพทย์ทันที

เพียงเท่านี้ เราก็จะมีรอยสักที่สวยดั่งความตั้งใจ แถมปลอดภัยไม่ติดเชื้อ

ภาพ : freepik

มะม่วงหาวมะนาวโห่ กับสรรพคุณทางยาคุณค่าจากธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/589346

  • วันที่ 17 พ.ค. 2562 เวลา 18:30 น.

มะม่วงหาวมะนาวโห่ กับสรรพคุณทางยาคุณค่าจากธรรมชาติ

ผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ พบว่ามะม่วงหาวมะนาวโห่อุดมไปด้วยสารที่มีคุณประโยชน์ เช่น สารต้านการอักเสบ สารต้านอนุมูลอิสระ อย่างฟลาโวนอยด์และฟีนอลิก เป็นต้น

มะม่วงหาวมะนาวโห่สุกปริมาณ 100 กรัม

  • ให้พลังงานประมาณ 75 แคลอรี
  • มีไขมัน 2-5 กรัม
  • น้ำตาล 7-12 กรัม
  • วิตามินซี 9-11 มิลลิกรัม

สรรพคุณทางยาของมะม่วงหาวมะนาวโห่ที่ผ่านการทดลองทางวิทยาศาสตร์ อาทิ

บรรเทาอาการท้องผูกและท้องเสีย 

ตำรายาแผนโบราณ กล่าวว่า น้ำต้มจากใบมะม่วงหาวมะนาวโห่มีสรรพคุณช่วยรักษาโรคเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร ตลอดจนบรรเทาอาการท้องผูกและท้องเสีย งานวิจัยชิ้นหนึ่งจึงทดลองให้หนูกินสารสกัดหยาบจากใบมะม่วงหาวมะนาวโห่ ผลลัพธ์ชี้ให้เห็นว่าสารสกัดดังกล่าวมีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของลำไส้ รวมทั้งอาจช่วยบรรเทาอาการท้องผูกและท้องเสียได้

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากงานวิจัยชิ้นนี้ศึกษากับสัตว์และมีข้อจำกัดในด้านต่างๆ อยู่มาก จึงยากที่จะยืนยันถึงประสิทธิภาพเมื่อนำมาใช้กับคน จำเป็นต้องวิจัยเพิ่มเติมกับคนจำนวนมากและต้องออกแบบงานวิจัยอย่างรัดกุมเพื่อพิสูจน์ว่าได้ผลจริงหรือไม่ ผู้ที่ต้องการใช้ผลไม้ชนิดนี้ช่วยบรรเทาอาการท้องผูกหรือท้องเสียควรเลือกใช้อย่างเหมาะสม และทางที่ดีควรปฏิบัติตามแนวทางการรักษาที่ถูกต้อง หากท้องผูกควรเริ่มจากการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยเน้นผักผลไม้ที่มีกากใยสูง ดื่มน้ำให้มากเพื่อช่วยให้อุจจาระอ่อนตัวลง และออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อกระตุ้นให้กล้ามเนื้อในระบบขับถ่ายทำงานได้ดี ส่วนผู้ที่ท้องเสียควรดื่มน้ำมากๆ หรือใช้ผงเกลือแร่โออาร์เอส (ORS) เพื่อชดเชยน้ำที่ร่างกายสูญเสียไปจากการขับถ่าย และอาจขอคำแนะนำจากเภสัชกรเกี่ยวกับการใช้ยาช่วยหยุดถ่ายเพื่อบรรเทาอาการถ่ายท้อง

ป้องกันตับอักเสบ

การใช้ยารักษาโรค อาหารเสริม การดื่มแอลกอฮอล์ หรือการได้รับสารพิษในระยะยาวอาจทำให้ตับอักเสบและเสียหายได้ ซึ่งในกรณีที่ร้ายแรงอาจนำไปสู่การเกิดแผลบริเวณเนื้อเยื่อตับ ตับวาย และอาจถึงขั้นเสียชีวิต

มะม่วงหาวมะนาวโห่เป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่เชื่อกันว่ามีสรรพคุณช่วยป้องกันภาวะเป็นพิษต่อตับมาอย่างยาวนาน ด้านข้อมูลทางวิทยาศาสตร์นั้น มีงานวิจัยในหนูชิ้นหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าสารสกัดจากรากมะม่วงหาวมะนาวโห่ในปริมาณ 100 200 หรือ 400 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่างช่วยป้องกันภาวะตับเป็นพิษจากการใช้ยาพาราเซตามอลและคาร์บอนเตตราคลอไรด์ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่าเป็นเพราะสารสกัดดังกล่าวมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ อย่างไรก็ตาม คุณประโยชน์ด้านนี้ของมะม่วงหาวมะนาวโห่จะนำมาใช้กับคนได้จริงหรือไม่ และควรใช้รูปแบบใดจึงจะเกิดผลดีที่สุด คงต้องรอให้มีการศึกษาในคนโดยตรงเสียก่อน

ดีต่อผู้ป่วยเบาหวาน 

สารสกัดจากผลมะม่วงหาวมะนาวโห่ดิบอาจมีสรรพคุณช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด เนื่องจากมีการศึกษาชิ้นหนึ่งชี้ให้เห็นว่าหนูที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานมีระดับน้ำตาลในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญหลังจากได้รับสารสกัดดังกล่าว ซึ่งคาดว่าเป็นผลมาจากสารต้านอนุมูลอิสระอย่างโพลีฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ และฟลาวาโนนที่พบ แต่ก็เช่นเดียวกันกับคุณประโยชน์ด้านอื่น ๆ ที่ยังไม่อาจยืนยันได้เพราะเป็นการทดลองกับหนู การนำมาใช้กับคนอาจมีกลไกการออกฤทธิ์และความปลอดภัยแตกต่างกัน ที่สำคัญ ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรควบคุมอาการของโรคด้วยการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ควบคุมการรับประทานอาหารอย่างเหมาะสม และใช้ยาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

ต้านการอักเสบ 

ภาวะอักเสบเป็นต้นเหตุสำคัญของการเกิดโรคหลายๆ ชนิด เช่น ข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคหืด โรคหลอดเลือดแดงแข็ง และการเกิดแผลต่างๆ ซึ่งแม้จะมียาสำหรับต้านการอักเสบช่วยบรรเทาภาวะนี้ได้ แต่ยาหลายๆ ชนิดก็มีผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ สมุนไพรต่างๆ จึงกลายมาเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้ที่ต้องการความปลอดภัย โดยเฉพาะมะม่วงหาวมะนาวโห่ที่ขึ้นชื่อในการต้านอักเสบมาแต่อดีต ทำให้เริ่มมีการศึกษาในด้านนี้ตามมา

ภาพ : freepik

9 ของแถมด้านสุขภาพที่มาพร้อมกับความอ้วน!!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/589274

  • วันที่ 17 พ.ค. 2562 เวลา 09:00 น.

9 ของแถมด้านสุขภาพที่มาพร้อมกับความอ้วน!!!

สำหรับคนอ้วนหรือคนที่มีน้ำหนักเกิน มักประสบปัญหาสุขภาพได้ง่ายเมื่อเทียบกับคนที่น้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติ กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และเป็นตัวการก่อให้เกิดโรคบางชนิด ซ้ำร้ายอาจรุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิต

 

มาดูกันว่าคนที่ประสบกับภาวะอ้วนนั้นจะเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยด้วยโรคและปัญหาสุขภาพด้านใดกันบ้าง

  1. ภาวะอ้วนจนหายใจไม่ออก เป็นภาวะที่ไม่สามารถสูดหายใจเข้าลึกๆ ได้ตามปกติ จนทำให้มีระดับออกซิเจนในเลือดต่ำและมีคาร์บอนไดออกไซด์สูง แม้สาเหตุของภาวะนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากระบบควบคุมการหายใจของสมองบกพร่อง และมีน้ำหนักส่วนเกินที่กระทบต่อการทำงานของผนังทรวงอก
  2. ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โรคอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจทำให้เกิดภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับได้ ซึ่งจะมีอาการ เช่น กรนเสียงดังมาก อาจหยุดหายใจเป็นระยะในขณะนอนหลับ อาจรู้สึกง่วงในตอนกลางวัน เป็นต้น ซึ่งภาวะนี้อาจทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดตามมาได้
  3. โรคข้อเสื่อม การมีน้ำหนักตัวเกินกว่ามาตรฐานมากๆ ทำให้ข้อต่อต้องรับน้ำหนักมากตามไปด้วย ส่งผลให้กระดูกอ่อนซึ่งทำหน้าที่ป้องกันข้อต่อค่อยๆ เสื่อมสภาพลง จนอาจเป็นเหตุให้รู้สึกปวดตามบริเวณที่เป็นกระดูกข้อต่อ เช่น หลัง สะโพก และหัวเข่า เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การลดน้ำหนักอาจช่วยลดแรงกดบริเวณกระดูกข้อต่อ บรรเทาอาการของโรค และชะลอความเสื่อมของข้อได้
  4. โรคเก๊าต์ เป็นภาวะมีกรดยูริกในเลือดสูงซึ่งทำให้เกิดการตกผลึกตามข้อต่างๆ จนทำให้เกิดอาการบวมตามข้อ โดยโรคเก๊าต์พบได้มากในผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน แต่การลดน้ำหนักหรือเพิ่มน้ำหนักอย่างรวดเร็วก็อาจทำให้อาการของโรคเก๊าต์รุนแรงขึ้นได้ ดังนั้น ผู้ที่ป่วยหรือเคยป่วยด้วยโรคเก๊าต์ควรปรึกษาแพทย์ถึงแนวทางที่เหมาะสมในการลดน้ำหนัก
  5. โรคเบาหวาน ผู้ที่มีภาวะอ้วนหรือน้ำหนักเกินมักป่วยเป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 2 ซึ่งการลดน้ำหนัก การออกกำลังกาย การรับประทานอาหารในปริมาณที่เหมาะสม และการนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานประเภทที่ 2 ได้ นอกจากนี้ การลดน้ำหนักและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและอาจลดการใช้ยารักษาเบาหวานได้
  6. โรคนิ่วในถุงน้ำดี เป็นโรคที่พบได้มากในผู้ที่มีภาวะอ้วน ทว่าการลดน้ำหนักตัวลงอย่างรวดเร็วหรือลดลงในปริมาณมากอาจทำให้เป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดีได้เช่นกัน ซึ่งขอบเขตการลดน้ำหนักที่ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพอยู่ที่ประมาณ 0.45-0.9 กิโลกรัม/สัปดาห์
  7. โรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง น้ำหนักตัวที่เกินเกณฑ์มาตรฐานมากๆ อาจทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูงและคอเลสเตอรอลในเลือดสูงซึ่งภาวะดังกล่าวอาจเป็นสาเหตุของโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองได้ โดยหากลดน้ำหนักตัวลงให้ได้ประมาณ 5-10 เปอร์เซ็นต์ก็อาจช่วยลดโอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคได้
  8. โรคมะเร็ง ภาวะอ้วนเป็นปัญหาสุขภาพที่อาจเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคมะเร็งได้ เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งที่ไต ถุงน้ำดี ตับอ่อน และรังไข่ เป็นต้น
  9. ปัญหาสุขภาพแทรกซ้อน โรคอ้วนอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ได้ เช่น อาการปวดหลังเรื้อรัง โรคกรดไหลย้อน ภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูง และปัญหาสุขภาพจิตอย่างการขาดความมั่นใจในตนเอง มีอาการเก็บตัวและซึมเศร้า เป็นต้น

ภาพ : freepik

4 เรื่องควรรู้บนฉลากโภชนาการ อ่านก่อนเลือกซื้อ!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/589271

  • วันที่ 16 พ.ค. 2562 เวลา 10:30 น.

4 เรื่องควรรู้บนฉลากโภชนาการ อ่านก่อนเลือกซื้อ!!

การอ่านฉลากโภชนาการก่อนเลือกซื้ออาหารเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลย เพราะผู้บริโภคสามารถนำข้อมูลบนฉลากมาพิจารณาเพื่อเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะกับสุขภาพของตนเอง และหลีกเลี่ยงอาหารที่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้

คนทั่วไปอาจคิดว่าฉลากโภชนาการนั้นเข้าใจยาก แต่แท้จริงแล้วการอ่านฉลากโภชนาการสามารถทำได้ง่ายๆ หากเข้าใจความหมายของคำต่อไปนี้

  • หนึ่งหน่วยบริโภค คือปริมาณอาหารที่ผู้ผลิตแนะนำให้ผู้บริโภครับประทาน “ต่อ 1 ครั้ง” โดยคำนวณจากค่าเฉลี่ยของคนไทยว่าหากรับประทานอาหารในปริมาณเท่านี้จะได้รับสารอาหารตามที่กำหนดไว้บนฉลาก ซึ่งแสดงให้เห็นทั้งปริมาณที่เป็นหน่วยครัวเรือนอย่างกระป๋องหรือแก้ว และปริมาณที่เป็นมาตรฐานสากลอย่างกรัมหรือมิลลิลิตร ผู้บริโภคโดยเฉพาะผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักจึงไม่ควรรับประทานอาหารเกินกว่าปริมาณดังกล่าว
  • จำนวนหน่วยบริโภคต่อภาชนะบรรจุ คือจำนวนครั้งในการรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มนั้นๆ จนหมด เมื่อรับประทานครั้งละหนึ่งหน่วยบริโภค เช่น หากชาผงสำเร็จรูปบรรจุขวดมีปริมาณ 85 กรัม แล้วหนึ่งหน่วยบริโภคเท่ากับ 1 ช้อนชา หรือ 0.7 กรัม จำนวนครั้งที่รับประทานได้จะเป็น 121 ครั้ง เป็นต้น
  • คุณค่าทางโภชนาการต่อหนึ่งหน่วยบริโภค คือปริมาณพลังงานและสารอาหารที่ผู้บริโภคได้รับเมื่อรับประทานอาหารชนิดนั้น 1 หน่วยบริโภค โดยปริมาณดังกล่าวคิดเป็นร้อยละของปริมาณที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน
  • ร้อยละของปริมาณที่แนะนำต่อวัน คือปริมาณสารอาหารในหนึ่งหน่วยบริโภคที่คิดเป็นเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปริมาณสารอาหารที่แนะนำต่อวัน ซึ่งคำนวณจากพลังงานที่คนไทยโดยเฉลี่ยควรได้รับต่อวันหรือ 2,000 กิโลแคลอรี่นั่นเอง เช่น หากซีอิ๊วขาวให้ไอโอดีน 15 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน เมื่อผู้บริโภครับประทานซีอิ๊วขาวในปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคจะได้รับไอโอดีน 15 เปอร์เซ็นต์ และจำเป็นต้องได้รับไอโอดีนจากอาหารชนิดอื่นอีก 85 เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม สารอาหารจำพวกโปรตีนและน้ำตาลจะไม่แสดงปริมาณในรูปแบบเปอร์เซ็นต์ เพราะร้อยละของปริมาณที่แนะนำต่อวันของน้ำตาลเป็นส่วนหนึ่งของปริมาณที่แนะนำต่อวันของคาร์โบไฮเดรตอยู่แล้ว ส่วนโปรตีนนั้นมีหลายชนิดและมีคุณภาพแตกต่างกัน การแสดงปริมาณเป็นเปอร์เซ็นต์อาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดได้ ส่วนวิตามินและเกลือแร่ ส่วนใหญ่จะแสดงปริมาณในรูปแบบเปอร์เซ็นต์เท่านั้น เพราะร่างกายของคนเราต้องการวิตามินและเกลือแร่ในปริมาณน้อย การแสดงปริมาณจริงอาจทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสนได้

นอกจากนี้ข้อมูลโภชนาการยังถูกแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่

  1. ฉลากโภชนาการเต็มรูปแบบ เป็นฉลากแสดงชนิดและปริมาณสารอาหารสำคัญที่คนทั่วไปควรรู้ 15 รายการ ได้แก่ พลังงานทั้งหมด พลังงานจากไขมัน ไขมันทั้งหมด ไขมันอิ่มตัว คอเลสเตอรอล โปรตีน คาร์โบไฮเดรตทั้งหมด ใยอาหาร น้ำตาล โซเดียม วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 แคลเซียม และธาตุเหล็ก ส่วนใหญ่มักมีลักษณะเป็นชุดข้อมูลแนวตั้ง แต่หากบรรจุภัณฑ์นั้นมีความสูงจำกัดก็สามารถแสดงฉลากโภชนาการเต็มรูปแบบในแนวนอนตามเกณฑ์ที่กระทรวงสาธารณะสุขกำหนดไว้ได้เช่นกัน
  2. ฉลากโภชนาการแบบย่อ ใช้กรณีที่มีสารอาหารในอาหารหรือเครื่องดื่มเป็นปริมาณน้อยมากจนถือว่าเป็นศูนย์ตั้งแต่ 8 รายการขึ้นไปจากที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้ 15 รายการ จึงไม่มีความจำเป็นต้องแสดงฉลากเต็มรูปแบบ

ภาพ : Freepik