เดินหน้าไพรมารีโหวต ถ้าแก้กฎหมายแล้วแย่เข้าสู่วงจรอุบาทว์แน่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/562086

  • วันที่ 26 ส.ค. 2561 เวลา 10:39 น.

เดินหน้าไพรมารีโหวต ถ้าแก้กฎหมายแล้วแย่เข้าสู่วงจรอุบาทว์แน่

“พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม” ไม่เห็นด้วยหากต้องแก้กฎเกณฑ์การทำไพรมารีโหวต หวั่นจะถอยหลังกลับไปสู่วิกฤตอีกครั้ง

***************************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ประเด็นการทำไพรมารีโหวตามเงื่อนไขที่กำหนดใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยังคงถูกพูดหนัก ณ เวลานี้ ท่ามกลางความกังวลของบรรดาพรรคการเมืองที่เกรงจะทำไม่ทันตามกรอบเวลาที่กำลังนับถอยหลังสู่การเลือกตั้งปีหน้า

พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ในฐานะอดีตประธานกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่ผลักดันเรื่องนี้ เปิดใจผ่าน “โพสต์ทูเดย์” พร้อมขอย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ในอดีต ก่อนที่จะเกิดวิกฤตทางการเมืองเมื่อเดือน พ.ค. 2557

พล.อ.สมเจตน์ บอกว่า ช่วงนั้นเกิดวิกฤตของรัฐสภา เพราะพรรคการเมืองไปเสนอกฎหมายสนองผลประโยชน์ผู้มีอำนาจทางการเมืองในกลุ่ม ในพรรค ของตนเอง จนนำไปสู่การชุมนุมเรียกร้องขนานใหญ่ และเกิดกระแสเรียกร้องให้ปฏิรูปพรรคการเมือง

“ช่วงนั้นคนมองพรรคการเมืองเป็นของกลุ่มทุน ครอบครัว กลุ่มการเมือง ไม่ได้เป็นของประชาชน หลังจากเข้าสู่อำนาจของ คสช. ได้ประกาศเจตนารมณ์ไว้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 มาตรา 27 ด้วยการตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติขึ้นมามีหน้าที่ปฏิรูปทางการเมือง และมีการเสนอแนวทางปฏิรูปพรรคไม่ให้ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง จึงเสนอให้มีการเลือกตั้งขั้นต้น หรือไพรมารีโหวต”

พล.อ.สมเจตน์ อธิบายต่อว่า ระบบนี้เป็นการให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วยตัวเอง จากข้อเสนอ สปช.ส่งต่อมา สปท.ซึ่งได้เสนอใน กมธ.ทางด้านการเมือง สปท.และคณะกรรมการชุดนี้ก็มีนักการเมืองที่เป็นผู้ใหญ่หลายคน เสนอแนวทาง วิธีการทำปฏิรูปพรรค ต้องทำให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมือง ให้พรรคการเมืองเป็นโดยสมาชิกพรรคมีส่วนร่วม โดยเฉพาะการเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งด้วยตัวเอง

อย่างไรก็ดี จากแนวความคิดที่สืบเนื่องมา ที่สุดไปบรรจุในรัฐธรรมนูญ 2560 ได้พูดไว้ในมาตรา 45 มาตรา 90 สิ่งสำคัญที่สุด มาตรา 258 การปฏิรูปทางการเมือง พูดชัดเจนปฏิรูปพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันทางการเมือง ให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายพรรคการเมือง มีส่วนร่วมในการเลือกผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ซื่อสัตย์ สุจริต มีความรู้ความสามารถ คุณธรรม จริยธรรม อย่างแท้จริงและเป็นรูปธรรม

“การเสนอ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง จะไม่มีการเสนอชัดเจนว่าให้วิธีการเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งโดยการเลือกตั้งขั้นต้น แต่ก็ได้พูดไว้ภาพรวมๆ ชัดเจน และจากการเข้าไปศึกษาวิธีการที่จะทำให้สถาบันพรรคมีวิธีการแบบใดบ้าง ถ้าไม่ชัดเจน ที่สุดขึ้นอยู่กับพรรคการเมืองทำอย่างไร ซึ่งพบในข้อ สปท.คือ วิธีการนี้”

ทั้งนี้ หากถามว่าทำไมต้องปฏิรูปพรรคการเมือง ในอดีตบรรดาผู้สมัคร สส.ของพรรค ต่างกลัวว่า การเลือกตั้งครั้งต่อไป ผู้มีอำนาจ ผู้มีอิทธิพล ในพรรคการเมือง จะไม่ส่งลงเลือกตั้ง ดังนั้น เห็นได้ว่าเมื่อ สส.เข้าสู่สภา แม้บอกว่าจะต้องทำตามมติพรรค แต่มติพรรคนั้นต้องสนองต่อประโยชน์ประเทศชาติส่วนร่วม แต่ถ้ามติพรรคนั้นสนองต่อประโยชน์ส่วนตัว สมาชิกจำเป็นต้องปฏิบัติตาม

“เรามองเห็นว่าวิธีการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง จากผู้มีอิทธิพลในพรรคให้เป็นอำนาจสมาชิกพรรค สอดคล้องกับเจตนารมณ์ รัฐธรรมนูญ กรธ.ที่ยกระดับความสำคัญสมาชิกพรรค ซึ่งอดีตความสำคัญของสมาชิกพรรคกับพรรค เพียงแค่เข้ามาสมัครสมาชิกแล้วก็ลืม”

ขณะเดียวกัน กรธ.จึงไปกำหนดว่า สมาชิกพรรคการเมืองจะต้องจ่ายค่าบำรุงพรรค เพื่อสร้างความสัมพันธ์ แต่เมื่อกำหนดความสำคัญของสมาชิก ก็จบเพียงแค่จ่ายค่าสมาชิก แต่ควรมีอำนาจในการเลือกผู้สมัคร แล้วสอดคล้องกับมาตรา 258 ก.อย่างแท้จริงและเป็นรูปธรรม คือ ปฐมบทที่มาด้วยเหตุและผล ว่าทำไมเสนอแนวทางนี้

สำหรับปัญหาการทำไพรมารีโหวตนั้น พล.อ.สมเจตน์ ขยายความว่า ปัญหาคืออะไร ทำไม่ดี ไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่เป็นการปฏิรูปพรรค ดังนั้นต้องมาพูดกันว่า มีวิธีการปฏิรูปได้ดีกว่าวิธีการนี้หรือไม่ ก็เสนอเข้ามา แต่ถ้าดี เป็นไปตามแนวทางประชาธิปไตย ทำไมถึงไม่ทำ เพราะอะไร ถ้าบอกว่ามีปัญหา เงื่อนไขของเวลา ก็ไม่ใช่เงื่อนไขของการปฏิรูป

“เงื่อนไขของเวลาก็ต้องไปแก้ไขในเรื่องเวลา ดีหรือไม่ดี ทำหรือไม่ทำ มันต้องตีให้ชัดเจน ถ้าดีก็ควรจะทำ ถ้าไม่ดีก็ไม่ควรทำ หรือถ้ามีวิธีการอื่นดีกว่านี้ ก็เอาวิธีการนั้น มันต้องแก้ไปทีละเปลาะ แต่บอกว่าดีควรทำ แต่ติดเรื่องเวลา ก็ไปแก้ที่เวลา”

พล.อ.สมเจตน์ กล่าวด้วยว่า หลังจาก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประกาศใช้ ซึ่งจะเริ่มต้นก็ประมาณเดือน ก.ย.นี้ จากนั้นกฎหมายมีผลบังคับใช้ไปอีก 90 วัน และยังอีก 90 วัน ต้องจัดการเลือกตั้งภายใน 150 วัน ก็รวมตั้งแต่เดือน ก.ย.ไปเป็นระยะเวลาประมาณ 240 วัน หรือ 8 เดือน ระยะนี้ก่อนไปถึงกำหนดวันเลือกตั้ง มีเวลาเพียงพอในการจัดตั้งขบวนการเพื่อให้เกิดการทำไพรมารีโหวตหรือไม่ ถ้ามีเวลาไม่พอ ก็ขยายเวลาออกไป

อย่างไรก็ตาม หากการขยายเวลาต้องไปกระทบโรดแมป ก็ถือเป็นความต้องการของพรรคการเมือง บางอย่างจะเอา บางอย่างไม่เอา แล้วบอกมีปัญหา แล้วจะเอาอะไร ฉะนั้นอย่าเอาปัญหาหนึ่ง ไปตีรวนกับอีกปัญหาหนึ่ง อย่าเอาเงื่อนเวลามาบอกว่าไม่อยากทำ เพราะการปฏิรูปพรรคการเมือง คือ การปรับลดอำนาจของผู้มีอำนาจในพรรค มาเป็นอำนาจของสมาชิก แนวความคิดนี้ดีหรือไม่ ถ้าไม่ดีแล้วไหนบอกว่าประชาธิปไตย

“เพียงแต่คุณจะให้สิทธิสมาชิกพรรคการเมือง ซึ่งเป็นพรรคของคุณ ยังไม่ยอมให้ แล้วคุณจะมาบอกว่าเป็นปวงแทนประชาชนชาวไทยได้อย่างไร ถ้ามีเวลานี้คุณต้องใช้เวลาอีกเท่าไร ก็ต้องคุยกับ คสช. กกต. เวลาที่ผมบอกไปอีก 240 วัน ถ้าคุณไม่พอก็เลื่อนการเลือกตั้งออกไป แม้บ้านเมืองไม่มีเลือกตั้ง 4 ปี ก็สงบเรียบร้อยดี ต้องแก้ทีละประเด็น”

“การทำไพรมารีโหวตอย่าคิดแต่งเพียงว่าให้ทำ และชี้ว่ามีส่วนร่วมแล้ว แต่ไม่เห็นอะไร มันไม่ใช่วิธีการปฏิรูปพรรคให้เป็นสถาบันการเมือง แต่เป็นการเลี่ยงที่จะไม่ทำแบบนั้น และไม่ให้ขัดแย้งรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าต้องย้อนมาดูกฎหมายว่าแก้ได้หรือไม่เพราะกฎหมายคนเขียนต้องแก้ได้ แต่ถ้าแก้แล้วต้องดีกว่าของเดิม ไม่ใช่แก้แล้วแย่กว่าเดิม มันไม่สมควรจะทำ ดังนั้นไพรมารีโหวตต้องมีต่อไป ไม่อยากให้ยกเลิก ยกเว้นมีแนวทางที่ดีกว่าก็พร้อมสนับสนุน แต่ถ้าแก้แล้วแย่ไปกว่านี้ จะทำไปทำไม”

ส่วนจะใช้มาตรา 44 เข้ามาแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ประเด็นเรื่องไพรมารีโหวตนั้น ถามว่าแก้เพื่ออะไร แก้แล้วอะไรดีขึ้น หรือมันแย่ลง ต้องชี้เป็นประเด็นๆ ไป แต่อยากให้คิดว่าการจะแก้ จะต้องไม่ให้ทำให้ประเทศชาติกลับเข้ามาสู่วงจรอุบาทว์เหมือนแต่ก่อน

พล.อ.สมเจตน์ กล่าวต่อว่า หากพูดถึงวงจรอุบาทว์ มันจะมองทหารเข้ามายึดอำนาจ แต่ต้องถามจุดเริ่มคือใคร ได้นักการเมืองที่ไม่ดี ได้อำนาจแล้วเอาไปใช้อย่างไม่เป็นธรรม ไปทุจริต จนบ้านเมืองไม่สามารถอยู่ได้ ทหารจึงต้องมายึดอำนาจ แต่ถามว่าใครให้ประชาธิปไตย นักการเมือง หรือทหาร การเลือกตั้งเริ่มต้นมาจากทหารทั้งนั้น ในที่สุดเมื่อยึดอำนาจบ้านเมือง ก็กลับไปสู่การเลือกตั้ง

“จะบอกว่าทหารทำลายประชาธิปไตยหรือผู้ให้ประชาธิปไตย คนทำลายประชาธิปไตยไม่ใช่ทหาร ถ้านักการเมืองสามารถบริหารประเทศไปตามแนวทางประชาธิปไตย เจริญเติบโต ประชาชนมีความสุข การปฏิวัติไม่เกิดขึ้น ฉะนั้นใครเป็นคนทำลายประชาธิปไตย ก็นักประชาธิปไตยเป็นผู้ทำลาย”

ทั้งนี้ ทหารมาหยุดยั้งความเสียหายของประเทศ ไม่ให้เสียหายไปมากกว่านั้น เมื่อจัดระเบียบได้พอสมควร ทหารเป็นผู้กำหนดการเลือกตั้งทุกครั้ง การทำลายวงจรนี้ต้องพัฒนาปฏิรูปพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันทางการเมือง เวลาได้อำนาจบริหารจะบริหารประเทศชาติไปตามครรลองคลองธรรมที่ถูกต้อง

“เราเป็นประชาธิปไตยมา 80 กว่าปีแล้ว ยังกระท่อนกระแท่น ถามว่าไม่เอาหรือไม่ ก็ไม่ใช่ ก็ต้องเดินไป วิธีการนี้ยาก ลำบาก แต่ดีหรือไม่ พรรคการเมืองมองว่าไม่ดีตรงไหน ก็ต้องบอกมา แต่ขอร้องพรรคอย่าอ้างว่า การเลือกตั้งแบบนี้ ทำให้พรรคการเมืองแตกแยก เพราะเป็นข้ออ้างที่ทำลายประชาธิปไตย

…ขนาดเลือกในพรรคยังแตกแยก แล้วการเลือกในประเทศจะไม่แตกแยกหรือ อย่าเอาวิธีนี้มาเป็นข้ออ้าง เพื่อทำลายประชาธิปไตย แสดงว่าการเลือกตั้งไม่ดี ซึ่งคิดว่าไม่ใช่ การเลือกจากคนหลายๆ คน มันก็มีดีบ้างไม่ดีบ้าง แต่มันก็มีการตรวจสอบถ่วงดุลกันไป การตัดสินใจโดยคนคนเดียว เวลาดีก็ดีสุดโต่ง แต่เวลาตกเหวก็ตกเลย แต่ประชาธิปไตยมันจำทำหน้าที่บาลานซ์กันในตัว”

10 ชุมชนในกรุงเฝ้าระวังไฟไหม้ มาตรการดับเพลิงเชิงรุกป้องกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/562080

  • วันที่ 26 ส.ค. 2561 เวลา 10:03 น.

10 ชุมชนในกรุงเฝ้าระวังไฟไหม้ มาตรการดับเพลิงเชิงรุกป้องกัน

ความแออัดในกทม.ทำให้พบว่ามีชุมชน 10 แห่งเป็นพื้นที่ต้องเฝ้าระวัง เพราะหากเกิดอัคคีภัยอาจทำให้ยากต่อการเข้าไปช่วยเหลือ

**************************

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

ผลจากการสำรวจของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ประเมินพื้นที่เสี่ยงเกิดเหตุอัคคีภัยในชุมชนภายในพื้นที่ กทม.พบว่ามีชุมชน 10 แห่ง ถือได้ว่าเป็นพื้นที่ต้องเฝ้าระวัง เพราะหากเกิดอัคคีภัยอาจทำให้ยากต่อการเข้าไปช่วยเหลือดับเพลิงได้ทันท่วงที

ชุมชนที่พบความเสี่ยง ประกอบด้วย 1.เคหะห้วยขวางแฟลต 21-24 สถานีห้วยขวาง 2.วานิชสัมพันธ์ สถานีสวนมะลิ 3.ประตูน้ำฉิมพลี สถานีตลิ่งชัน 4.มะนาวหวาน สถานีตลาดสวนพลู 5.โชคชัยร่วมมิตร สถานีสุทธิสาร 6.ชุมชนผาสุก สถานีดาวคะนอง 7.ชุมชนร่วมกันสร้างลาดพร้าว 101 แยก 48 สถานีหัวหมาก 8.ริมคลองราชมนตรี สถานีบางแค 9.เลียบคลองทวีวัฒนา สถานีบางแค และ 10.ประชาร่วมใจ สถานีลาดยาว

ด้วยปัจจัยความเสี่ยงที่มีผลต่อการป้องกันและบรรเทาอัคคีภัยในชุมชน ประกอบด้วย บางชุมชนยังไม่มีถังดับเพลิงหรือมีแต่ไม่เพียงพอ การติดตั้งสัญญาณเตือนภัยที่รับรู้กันได้ทั้งชุมชนไม่ทั่วถึง ประปาหัวแดงในชุมชนยังมีไม่ครบทุกพื้นที่ ทำให้เมื่อเกิดอัคคีภัยเจ้าหน้าที่ดับเพลิงต้องใช้แหล่งน้ำสาธารณะสำรองต่างๆ อาจส่งผลให้การปฏิบัติงานไม่คล่องตัว

ทั้งยังขาดการฝึกซ้อมร่วมกับประชาชนที่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ทำให้ไม่ทราบว่าขั้นตอนเบื้องต้นต้องปฏิบัติตัวอย่างไร รวมถึงบางพื้นที่อยู่ห่างไกลจากสถานีดับเพลิง และมีสภาพแวดล้อมคับแคบ มีปัญหาด้านการจราจรติดขัด

พ.ต.ท.สมเกียรติ นนทแก้ว รองผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม. เปิดเผยว่า พื้นที่ที่สำรวจพบว่าชุมชนเหล่านี้มีโอกาสเกิดอัคคีภัยมากกว่าพื้นที่อื่นๆ และด้วยสภาพแวดล้อมอาจส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ดับเพลิงให้เป็นไปด้วยความยากลำบาก แต่ที่กล่าวเช่นนี้ไม่ได้ต้องการให้ชุมชนเกิดความตื่นตระหนก เนื่องจากสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย กทม.ได้วางมาตรการลดความเสี่ยงไว้ให้แล้ว

สำหรับวิธีการลดความเสี่ยง เริ่มที่การเพิ่มวงรอบส่งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเข้าไปจัดกิจกรรมในชุมชน แจกแผ่นพับให้ความรู้ช่วยเหลือตนเองได้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ฝึกสังเกตเฝ้าระวังปลั๊กไฟ สายไฟต่างๆ เสื่อมโทรมแล้วหรือไม่ รวมถึงตรวจถังดับเพลิงให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน วงรอบจัดกิจกรรมให้ความรู้จากเดิมเฉลี่ยปีละ 1 ครั้งเปลี่ยนเป็นทุก 6 เดือน วิธีนี้พิสูจน์มาแล้วว่าได้ผล ทำให้ประชาชนป้องกันรับมือก่อนที่จะมีหน่วยดับเพลิงเข้าไปช่วยเหลือ

พร้อมกันนี้ ยังประสานกับสำนักงานเขตทุกแห่ง สำรวจพื้นที่โดยรอบของชุมชนว่ามีพื้นที่รกร้างหญ้าแห้งจุดใดบ้าง หากพบต้องเร่งทำความสะอาด และการจอดรถในชุมชนสามารถเข้าออกได้สะดวกหรือไม่หากเกิดเหตุฉุกเฉิน เนื่องจากเคยประสบกับปัญหารถดับเพลิงเข้าไปในพื้นที่ไม่ได้ ขณะที่ประชาชนขนทรัพย์สินออกมาไม่ได้เช่นกันปัญหานี้ไม่ควรเกิดขึ้นโดยเด็ดขาด

พ.ต.ท.สมเกียรติ กล่าวว่า ในส่วนของเจ้าหน้าที่ดับเพลิงไม่ใช่แต่จะนั่งรอเกิดเหตุอยู่ที่สถานีดับเพลิงเพียงอย่างเดียว เพราะหากสถานการณ์เป็นปกติเจ้าหน้าที่ต้องลงพื้นที่สำรวจทางหนีทีไล่ ตรวจสอบค้นหาประปาหัวแดงมีน้ำใช้งานได้จริง รถกระเช้าเข้าไปฉีดน้ำได้อย่างไร หรือในชุมชนนั้นมีจุดเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เช่น โรงเรียนอนุบาล สถานที่รับเลี้ยงเด็ก รวมถึงสถานที่สะสมเชื้อเพลิง อย่างร้านจำหน่ายก๊าซหุงต้ม เป็นต้น เพื่อให้ได้รู้ข้อมูลนำมาเตรียมความพร้อม ในยามที่ต้องเข้าไปป้องกันให้ทันก่อนที่ไฟจะลุกลามจนยากจะควบคุม เหมือนทำแผนผังของพื้นที่นั้นๆ เมื่อกางออกมาจะทราบขั้นตอนปฏิบัติงานเป็นขั้นตอนทันที

นอกจากนี้ นโยบายของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. ได้สั่งการให้สำนักป้องกันฯ จัดหาถังดับเพลิงจำนวน 5 หมื่นถัง เป็นกรณีเร่งด่วนเพื่อกระจายเสริมเข้าไปใน 50 เขตทั่ว กทม. ในจุดที่ไม่ยังขาดแคลนให้ทันช่วงฤดูแล้งที่มักมีเหตุเพลิงไหม้บ่อยครั้ง

ส่วนระบบการประสานงานกรณีมีเหตุ ประชาชนสามารถโทรสายด่วน 199 แจ้งเหตุดับเพลิงโดยตรง นอกจากเป็นสายด่วนรับแจ้งเหตุแล้วยังให้ความรู้ ให้คำปรึกษาหรือรับฟังข้อเสนอแนะอีกด้วย เช่น โทรมาถามว่าถังดับเพลิงแบบไหนดี ก็จะมีผู้เชี่ยวชาญมาให้คำแนะนำได้หรือหากนึกไม่ออกสามารถโทรเบอร์ 191 ของตำรวจได้เช่นกัน เนื่องจากมีการสื่อสารผ่านวิทยุของทั้งสองระบบนี้ตลอดเวลา

ดังนั้นขอฝากเตือนเด็กๆ อย่าโทรเล่น เพราะอาจทำให้คู่สายเต็มเป็นการกระทำที่ไม่ดี สร้างความเดือดร้อนให้ผู้ที่มีความจำเป็นจริงๆ ไม่สามาถโทรแจ้งเหตุได้

พ.ต.ท.สมเกียรติ กล่าวอีกว่า การประสานงานกับผู้บริหารของ กทม.เพื่อรายงานความคืบหน้าของเหตุการณ์ มีระบบลำดับขั้นผู้บัญชาการเหตุการณ์อยู่แล้ว ในกรณีที่ผู้บริหารระดับสูงยังไม่มา หน้างานใครจะเป็นผู้บัญชาเหตุการณ์ต่อไปได้ รวมถึงประสานกับผู้อำนวยการสำนักงานเขตซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ประกอบด้วยหน่วยที่เกี่ยวข้องอย่าง ฝ่ายโยธาเทศกิจ เข้ามาวางแผนช่วยเหลือประชาชน ไม่ว่าจะเป็นกางเต็นท์ สั่งอพยพผู้คน ขนส่งเครื่องจักรหนักขุดเจาะตัดถ่าง ทุบทำลาย ด้านเทศกิจ ตำรวจ ทหาร ช่วยกั้นพื้นที่ ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนหรือแม้แต่ช่วยชาวบ้านขนของออกจากบ้านเรือนอีกด้วย

“ทุกวันนี้ความช่วยเหลือจากดับเพลิงอย่างเดียวไม่พอแล้ว ต้องใช้ความร่วมมือทุกภาคส่วนของ กทม.เข้ามาช่วยกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ในอนาคตจะมีอาสาสมัครเข้ามาฝึกอบรม และร่วมทำงานประจำแต่ละสถานีดับเพลิง เป็นการส่งเสริมคนรุ่นใหม่ที่รักในอาชีพนี้ให้เข้ามาทำงานเต็มตัว เชื่อมั่นว่ามาตรการเพิ่มความปลอดภัยและเฝ้าระวังนี้จะทำให้ชุมชนทั่ว กทม.ปลอดภัยจากอัคคีภัยได้แน่นอน” พ.ต.ท.สมเกียรติ กล่าว

วิกฤตอุดมศึกษา มหา’ลัยล้น-ห้องเรียนร้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/561856

  • วันที่ 24 ส.ค. 2561 เวลา 07:11 น.

วิกฤตอุดมศึกษา มหา’ลัยล้น-ห้องเรียนร้าง

โดย..ธเนศน์ นุ่นมัน

ฤดูเปิดภาคเรียนใหม่ เริ่มขึ้นท่ามกลางบรรยากาศความยินดี เพราะเป็นช่วงเวลาที่มหาวิทยาลัยหลายแห่งใช้โอกาสนี้แนะนำตัวเองกับนักศึกษาใหม่หรือที่เรียกกันติดปาก ว่า “เฟรชชี่” ผู้ที่มีแววตาเปี่ยมไปด้วยความยินดี ความหวัง จากการที่จะได้เข้ามาใช้ชีวิตในสถาบันที่วาดหวังไว้ตั้งแต่แรก ที่นี่เปรียบเสมือนโลกใบใหม่ ที่ต้องฝากอนาคตไว้

แต่ท่ามกลางบรรยากาศดังกล่าว ดูเหมือนปีนี้ จะเป็นปีแรกๆ ที่ต่างออกไป เพราะมีรายงานว่า มหาวิทยาลัยบางแห่งไม่ได้เปิดเทอมใหม่ท่ามกลางบรรยากาศยินดีเหมือนสถาบันอื่น เพราะมีผู้เรียนน้อยจนความเงียบเหงาเข้าปกคลุม

“เท่าที่ทราบ ตอนนี้มีมหาวิทยาลัยถึง 2 แห่ง ที่มีนักศึกษาทุกชั้นปี รวมกันทั้งสถาบันไม่ถึง 200 คน บางแห่งซึ่งตั้งอยู่ในทำเลทองของกรุงเทพฯ ก็เตรียมที่จะเปลี่ยนไปทำธุรกิจอื่น เอาที่ดินไปสร้างคอนโดมิเนียม เพราะมองว่าคุ้มค่ากว่า บางแห่งถึงกับเตรียมขายกิจการ

แน่นอน กรณีที่มีเด็กหรือผู้เรียนที่ลดลง กำลังส่งผลต่อมหาวิทยาลัยหลายแห่งอย่างปฏิเสธไม่ได้ และเมื่อประกอบกับปัญหาที่นั่งเรียนที่มีมากกว่าผู้เรียนก็ยิ่งเห็นปัญหานี้ชัดเจน ปีนี้ที่นั่งเรียนทั้งหมดประมาณ 9 แสนที่ แต่เด็กที่สอบเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษามีเพียง 3 แสนคน มีที่ว่างถึง 6 แสนที่

จำนวนดังกล่าว ทำให้มหาวิทยาลัยทุกแห่งกลายเป็นมหาวิทยาลัยเปิดไปโดยปริยาย เด็กเลือกที่จะเรียนบางสาขาก็ได้ การแข่งขันกันสอบเข้าบางคณะที่เคยคึกคักก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด” ศ.สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ ราชบัณฑิตประเภทวิชาศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ทางสารัตถะ และนักวิชาการด้านการศึกษา สะท้อนถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับมหาวิทยาลัยของไทยใน พ.ศ.นี้

ราชบัณฑิตประเภทวิชาศึกษาศาสตร์ ระบุอีกว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ ผลพวงจากจำนวนผู้เรียนที่ลดลง จะส่งผลไปถึงคุณภาพการเรียนการสอนอีกด้วย

“ปีนี้ ทราบมาว่ามหาวิทยาลัยในกำกับรัฐบางแห่ง ซึ่งเคยมีนักศึกษาทุกชั้นปี รวมกันถึง 1.4 หมื่นคน แต่ปีนี้ลดลงเหลือเพียง 7,000 คน เรื่องนี้จะทำให้เกิดปัญหาอื่นตามมา เพราะอย่าลืมว่างบประมาณแต่ละปีของมหาวิทยาลัยโดยทั่วไปนั้น จะถูกกำหนดให้มาจากค่าเล่าเรียนหรือค่าเทอมเพียง 1 ใน 3 ส่วน อีก 2 ส่วนมาจากงบประมาณที่รัฐบาลสนับสนุน และรายได้ที่มาจากการทำงานวิจัย งานด้านวิชาการ หรือการหารายได้จากด้านต่างๆ ที่แต่ละแห่งดำเนินการ แต่สัดส่วนงบประมาณของมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐหลายแห่งกลับไม่เป็นเช่นนั้น บางแห่งงบประมาณผูกกับรายได้จากค่าเล่าเรียนถึง 80% เมื่อผู้เรียนลดลงก็ประสบปัญหาเรื่องงบประมาณในการบริหารทันที” ศ.สมหวัง กล่าว

นอกจากที่เล่ามา นักวิชาการด้านการศึกษาท่านนี้ ยังบอกด้วยว่า เด็กวัยเรียนในปัจจุบันมีสำนึกในการเรียนเพื่อให้มีงานทำมากขึ้น ต่างจากในอดีตที่เรียนมหาวิทยาลัยเพื่อต้องการทำงานราชการ และหลายคนทราบดีว่าระบบราชการแทบทุกแห่ง เริ่มปรับโครงสร้างการทำงานใหม่ ลดจำนวนข้าราชการลง ปัจจุบันหลายคนหันไปเลือกเรียนสายอาชีพเพื่อเลี่ยงตกงาน วางแผนชีวิตแบบทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยมากขึ้น เพราะมหาวิทยาลัยต่างชาติระดับโลกมาเปิดหลักสูตรออนไลน์ เพื่อดึงนักศึกษาสร้างทางเลือกให้คนวัยเรียนมากขึ้น

“ระบบมหาวิทยาลัยออนไลน์ได้พยายามตอบโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่อย่างเต็มที่ เช่น บางสถาบันที่มีชื่อเสียงมากของสิงคโปร์ถึงกับดึงดูดผู้เรียนทุกกลุ่มด้วยการเปิดโอกาสว่าสามารถเรียนได้ โดยไม่ต้องมีวุฒิการศึกษาจบชั้นมัธยม ใครก็ได้ที่ต้องการเรียนสามารถสะสมหน่วยกิตจนครบจบการศึกษาได้ มีระบบออกแบบไว้รองรับ หลายประเทศมีการเรียนออนไลน์ที่แพร่หลาย เพราะตอบโจทย์คนวัยทำงาน สำหรับในประเทศไทยก็เริ่มมีบางสถาบันจัดหลักสูตรนี้อยู่ ซึ่งยังต้องมีหน่วยงานเข้าไปกำกับดูแลและรับรอง” นักวิชาการด้านการศึกษา กล่าว

ศ.สมหวัง กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่มหาวิทยาลัยไทยต้องมาทบทวนเป้าหมายกันใหม่ ว่าจะมุ่งเน้นความโดดเด่นทางด้านไหน เช่น กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏก็ต้องมุ่งเน้นการส่งเสริมท้องถิ่นที่เป็นจุดแข็ง แต่ที่ผ่านมาเปิดสาขาที่หลากหลาย ส่วนมหาวิทยาลัยเอกชนที่ได้รับผลกระทบหนักก็ต้องมีจุดเน้นจุดแข็งของตนเอง การแข่งขันในเรื่องของคุณภาพการเรียนการสอน โดยในอนาคตมหาวิทยาลัยจำเป็นต้องมีขนาดที่ไม่ใหญ่จนเกินไป

“ที่ผ่านมา อุดมศึกษาของเรา เราไม่เน้นคุณภาพ เน้นธุรกิจกันมากไปมีการเปิดสอนนอกสถานที่กันมาก มีหลักสูตรพิเศษต่างๆ ที่เน้นแต่ปริมาณหารายได้จากค่าเล่าเรียน พอนักศึกษาลดลง ดีมานด์ก็ย่อมลดลงเป็นปกติ ในหลายประเทศการจะขออนุมัติเปิดหลักสูตรไม่ใช่เรื่องง่าย เช่น ญี่ปุ่น ถ้าจะขอเปิดปริญญาเอกสาขาใดสาขาหนึ่งรัฐบาลต้องอนุมัติ เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางต่างๆ

แม้หลายประเทศจะมีอัตราการเกิดของประชากรที่ลดลง เช่น ญี่ปุ่น แต่เขาก็ไม่มีปัญหาเรื่องการปิดตัวของมหาวิทยาลัย นั่นเป็นเพราะมีจำนวนมหาวิทยาลัยที่พอดี ไม่ได้มากเกินไปเช่นเดียวกับไทย การปรับตัวแข่งขันในด้านคุณภาพ การสร้างจุดแข็ง กลับไปเน้นอัตลักษณ์ที่เคยโดดเด่นของแต่ละมหาวิทยาลัย ถือเป็นทางรอดที่จะตอบโจทย์ให้หลุดพ้นจากวิกฤตครั้งนี้ได้” ศ.สมหวัง กล่าว

22ส.ค.มวลน้ำเหนือ ทะลักถึงสุโขทัย-เตือนภัยเขตศก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/561484

  • วันที่ 21 ส.ค. 2561 เวลา 07:06 น.

22ส.ค.มวลน้ำเหนือ ทะลักถึงสุโขทัย-เตือนภัยเขตศก.

โดย…ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์

อิทธิพลของพายุ “เบบินคา” ทำให้ปริมาณฝนตกสะสมในหลายจังหวัดภาคเหนือเป็นจำนวนมาก และกำลังไหลผ่านแม่น้ำยมจนวิกฤต โดยปริมาณน้ำในแม่น้ำยมสูงสุด 1,116 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที น้ำไหลผ่าน อ.เมือง จ.แพร่มีปริมาณสูงสุด 900 ลบ.ม./วินาที และผ่านที่ อ.วังชิ้น จ.แพร่ มีปริมาณสูงสุด 900 ลบ.ม./วินาที ซึ่งในวันที่ 22 ส.ค.นี้ จะไหลผ่าน อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย มีปริมาณสูงสุด 850 ลบ.ม./วินาที โอกาสเสี่ยงสูงที่น้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่เขตเศรษฐกิจเมืองสุโขทัย

ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้ประกาศแจ้งเตือนประชาชนชาว จ.สุโขทัย เตรียมพร้อมรับมือน้ำในแม่น้ำยมเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือน ดังนั้นขอให้ยกสิ่งของนำไปเก็บไว้ที่สูง อย่างไรก็ตามทางกรมชลฯ ได้เตรียมการล่วงหน้ารับมือน้ำท่วมเมืองสุโขทัยแล้ว โดยลดระดับน้ำที่หน้าประตูระบายน้ำหาดสะพานจันทร์ ที่ระดับต่ำสุด สามารถรองรับปริมาณน้ำได้ 8-10 ล้าน ลบ.ม. กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการไหลของน้ำในคลองยม-น่าน และแม่น้ำยมสายเก่า พร้อมกับพร่องน้ำในแก้มลิงทุ่งทะเลหลวงลงที่ระดับต่ำสุด สามารถรองรับปริมาณน้ำได้ 25 ล้าน ลบ.ม.

“ก่อนหน้านี้ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมพื้นที่เพาะปลูกในทุ่งบางระกำ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก พื้นที่ 3.82 แสนไร่เพื่อใช้เป็นพื้นที่รับน้ำจากภาคเหนือ ปัจจุบันพื้นที่เพาะปลูกได้เก็บเกี่ยวไปแล้ว 90% ที่เหลืออีก 10% เป็นพื้นที่ดอนไม่ได้รับผลกระทบจากการนำน้ำเข้าไปพัก รวมทั้งแก้มลิง บึงขี้แร้ง บึงตะเคร็ง และบึงระมาณ มีปริมาณน้ำประมาณ 50% สามารถรับน้ำได้ประมาณ 16 ล้าน ลบ.ม.” ทองเปลว กล่าว

สำหรับการบริหารจัดการลดผลกระทบเขตเทศบาลเมืองสุโขทัย ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงมีระดับตลิ่งต่ำสุด โดยผันน้ำเข้าคลองสวรรคโลก-พิชัย (ยม-น่าน) ผ่านประตูระบายน้ำคลองหกบาท ในอัตรา 250 ลบ.ม./วินาที ผันน้ำลงแม่น้ำน่าน ในอัตรา 100 ลบ.ม./วินาที รวมทั้งผันน้ำลงแม่น้ำยมสายเก่า ในอัตรา 150 ลบ.ม./วินาที โดยควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านประตูระบายน้ำหาดสะพานจันทร์ ในอัตราสูงสุดไม่เกิน 650 ลบ.ม./วินาที เพื่อทำการหน่วงน้ำที่ประตูระบายน้ำหาดสะพานจันทร์ ผันน้ำเข้าคลองเล็กฝั่งซ้าย-ขวาในอัตราสูงสุดรวมไม่เกิน 150 ลบ.ม./วินาที ผันน้ำเข้าไปเก็บที่ทุ่งทะเลหลวงผ่านคลองตาดินและคลองบางคลอง เข้าเก็บกักในแก้มลิงต่างๆ ที่ยังมีช่องว่างเพื่อควบคุมปริมาณน้ำผ่านสถานี Y4 อ.เมือง จ.สุโขทัย ในอัตราสูงสุดไม่เกิน 550 ลบ.ม./วินาที

ขณะเดียวกัน ได้ประสานผู้ว่าราชการจังหวัดที่ติดแนวแม่น้ำยมขอให้เตรียมความพร้อมเครื่องสูบน้ำและเครื่องจักรกลหนัก เช่น รถขุดตัก ให้พร้อมปฏิบัติงานได้ทันที แจ้งข้อมูลสถานการณ์น้ำให้กับทาง จ.สุโขทัย ทราบ เพื่อประชาสัมพันธ์และแจ้งเตือนประชาชนให้ทราบและเตรียมรับสถานการณ์ การเฝ้าระวังพื้นที่จุดเสี่ยง เฝ้าระวังพื้นที่เขตเทศบาลเมืองสุโขทัยตามแนวกำแพงป้องกันน้ำท่วม ที่อาจจะมีน้ำผุดลอดใต้กำแพง

ด้าน พิพัฒน์ เอกภาพันธ์ ผวจ.สุโขทัย กล่าวว่า ได้ประกาศเตือนประชาชนผ่านหน่วยงานทุกพื้นที่และสื่อทุกแขนง พร้อมทั้งได้กำชับทุกหน่วยงานให้เตรียมความพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น ทั้งสภาวะน้ำล้นตลิ่งและน้ำท่วมฉับพลันในตั้งแต่วันที่ 21-24 ส.ค. โดยเฉพาะในวันที่ 22 ส.ค.คาดว่ามวลน้ำจาก จ.แพร่ ซึ่งมีปริมาณ 1,350 ลบ.ม. จะไหลเข้าสู่พื้นที่ จ.สุโขทัย และให้ปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 100% จนกว่าสถานการณ์จะยุติ แต่ได้พร่องน้ำในแม่น้ำยมตลอดสายไว้แล้ว

ด้าน สำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤต กล่าวว่า ฝนตกหนักจากอิทธิพลเบบินคาทำให้มีน้ำไหลเข้าเขื่อนขนาดใหญ่ รวมทั้งประเทศ 2,674 ล้าน ลบ.ม. สูงสุดที่ภาคตะวันตก 1,062 ล้าน ลบ.ม. ภาคเหนือ 627 ล้าน ลบ.ม. ภาคใต้549 ล้าน ลบ.ม. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 256 ล้าน ลบ.ม. ภาคตะวันออก 119 ล้าน ลบ.ม. และภาคกลาง 61 ล้าน ลบ.ม. โดยมี 5 เขื่อนใหญ่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษเพราะมีน้ำกับเก็บ 84% ของความจุ ทำให้ต้องพร่องน้ำออกต่อเนื่องและรับมือฝนตกหนักหลังจากกรมอุตุนิยมวิทยาของเวียดนามคาดการณ์ว่าจะเกิดพายุไต้ฝุ่นและพายุดีเปรสชันเขตร้อนราว 5-6 ลูกในทะเลจีนใต้ส่งผลกระทบต่อเวียดนามและไทยด้วย

ทั้งนี้ 5 เขื่อนใหญ่ที่ต้องเฝ้าระวังพิเศษ ประกอบด้วย เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ปริมาณน้ำ 776 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็น 109% เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร ปริมาณน้ำไหลเข้าน้อยกว่าระบายออก 5.28 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี ปริมาณน้ำ 7,984 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 90%เขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก ปริมาณน้ำ 194 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 86% เขื่อนปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ปริมาณน้ำ 330 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 84%

ไม่ลดข้าราชการ เปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/561361

  • วันที่ 19 ส.ค. 2561 เวลา 18:58 น.

ไม่ลดข้าราชการ เปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล

เปิดวิสัยทัศน์ “ปกรณ์ นิลประพันธ์” เลขาธิการ ก.พ.ร. คนใหม่ล่าสุด กับการทำงานยกเครื่องระบบราชการให้ทันสมัย

*******************************

โดย…ปริญญา ชูเลขา

องค์กรภาครัฐที่มีความสำคัญอันดับหนึ่งในการนำพาการปฏิรูประบบราชการ คือ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และในยุคเปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐบาลดิจิทัล 4.0 “ปกรณ์ นิลประพันธ์” ลูกหม้อสำนักงานกฤษฎีกา ซึ่งมานั่งเป็นเลขาธิการ ก.พ.ร. คนใหม่ล่าสุด ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ในการทำงานยกเครื่องระบบราชการให้ทันสมัยกับหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ โดยมีสาระน่าสนใจดังนี้

ปกรณ์ ตั้งเป้าว่าภารกิจแรกในการเป็นรัฐบาลดิจิทัล คือ จะต้องรื้อระบบตัวชี้วัดผลงานหรือความดีความชอบใหม่ โดยทุกกระทรวง ทบวง กรม ต้องมีเป้าหมายเดียวกัน คือ การทำงานต้องทำให้ชีวิตประชาชนดีขึ้น ด้วยการยกเลิกระบบการทำงานแบบเดิมๆ เก่าๆ ออกไป คือ ต่างฝ่ายต่างยึดภารกิจของตัวเองหรือทำงานแบบแท่งแนวดิ่งรอการสั่งการจากส่วนกลาง

สำหรับตัวชี้วัด หรือ Key Performance Indicator : KPI จากเดิมที่ยึดกระบวนการทำงาน แต่ระบบใหม่จะเน้นผลสัมฤทธิ์ หรือ Outcome ตัวอย่างที่เห็นเป็นรูปธรรม เช่น ภารกิจแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำหรือ ความยากจน เป้าหมายในปี 2562 ต้องเปลี่ยนจากเดิมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำเสนอโครงการแก้จนว่าในแต่ละปีได้ทำไปแล้วกี่โครงการ

“ระบบใหม่จะต้องมีตัวชี้วัดให้เห็นชัดเจนว่าคนจนลดลงไปเท่าไรอย่างไร หรือประชาชนประกอบอาชีพสร้างรายได้ไปเท่าไรต่างหาก หรือภารกิจลดอุบัติเหตุของหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบ ต้องเลิกเอาตัวเลขหรือจำนวนคนตายมานำเสนอ แต่ต้องบอกให้ได้ว่าจำนวนคนดื่มแล้วไม่ขับเพิ่มขึ้นหรือลดลงเท่าไร” ปกรณ์ ระบุ

ขณะที่ภารกิจที่สองของ ก.พ.ร. คือ การบูรณาการฐานข้อมูลเดียวกันเพื่อนำไปสู่การเป็นรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Government โดย ก.พ.ร.เป็นเจ้าภาพร่วมกับสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือเรียกโดยย่อว่า ดีจีเอ เบื้องต้นการจะดำเนินการหรือนโยบายใดทาง ก.พ.ร.จะเริ่มปฏิบัติจนสำเร็จก่อน จากนั้นจึงนำไปขยายผลให้หน่วยราชการปฏิบัติตาม โดยเน้นการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ เช่น นโยบายการลดใช้กระดาษ ในเรื่องการส่งหนังสือเวียนชี้แจง หรือเรียกประชุมหัวหน้าส่วนราชการ ต่อไปอาจใช้ระบบคิวอาร์โค้ดมาใช้แทนการเดินหนังสือ หรือข้อมูลบัตรประชาชนและทะเบียนบ้าน

ทั้งนี้ทุกหน่วยงานต้องมีฐานข้อมูลเชื่อมโยงกันโดยประชาชนไม่จำเป็นต้องถ่ายสำเนาบัตรประชาชน หรือทำเบียนบ้านมาจากบ้านเพื่อมายื่นคำร้องให้สิ้นเปลืองกระดาษ หรือคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายเดิมจะต้องส่งเอกสารประวัติและข้อมูลข้าราชการเป็นแฟ้ม ที่เรียกในภาษาราชการว่า กคช.7 เป็นเอกสารที่ต้องไปยื่นให้หน่วยงานต้นสังกัดด้วยตัวเองต่อไปอาจส่งผ่านอีเมลแทน ดังนั้นอนาคตรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์เลขบัตรประชาชน 13 หลัก คือ กุญแจสำคัญในการให้ หรือ รับบริการภาครัฐทุกหน่วยงาน

“รัฐบาลดิจิทัล คือ การเชื่อมโยงข้อมูลกันและกัน เช่น เรื่องร้องเรียนการทำงานของหน่วยงานรัฐ ที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อน หรือร้องทุกข์เรื่องทุจริต ระบบต้องมีการเชื่อมโยงกันได้ว่าเรื่องที่ประชาชนร้องเรียนเข้ามาแล้วไปอยู่ที่หน่วยงานไหน กรม หรือใครกำลังทำอยู่ หรือจะใช้เวลาเท่าไรในการชี้แจง ในทุกขั้นตอนต้องสามารถอธิบายหรือให้คำตอบแก่ประชาชนได้ ซึ่งระบบดังกล่าวอาจเป็นแอพพลิเคชั่นหรือเว็บไซต์ โดยมีเลขรหัสบัตรประชาชนเพียงใบเดียวสามารถรับบริการได้ เหมือนกับที่เราใช้บริการขนส่งสินค้าของบริษัทเอกชน เพียงคีย์เลขส่งของก็สามารถรู้ได้เลยว่าของหรือสินค้าที่สั่งซื้อไป ตอนนี้ที่กำลังส่งอยู่ตรงไหนและจะมาถึงมือเราตอนกี่โมงหรือวันไหน” ปกรณ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม อยากสื่อสารถึงข้าราชการ 3 ล้านคนทั่วประเทศว่าการไปสู่รัฐบาลดิจิทัลไม่ได้ลดจำนวนข้าราชการ หรือลดอำนาจหน่วยงานภาครัฐลงแต่อย่างใด ทาง ก.พ.ร.ต้องการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการแก่ประชาชน อย่างเช่น นโยบายลดกระดาษ ประโยชน์ คือ ลดการทุจริต เพราะเหตุใดการขอใบอนุญาตหรืออนุมัติ ต้องสร้างภาระการลงนามเซ็นเอกสารเป็นตั้งๆ ที่ต้องผ่านหลายโต๊ะหรือหลายคนรับผิดชอบไปทำไมเพียงเพื่อได้ลายเซ็นลงบนเอกสาร

ระบบใหม่นี้เพียงคลิกเดียวสามารถรู้ได้ทันทีว่าเรื่องที่ขออนุญาตหรืออนุมัติได้ดำเนินการไปถึงไหนอย่างไร เรื่องนี้นับว่าสำคัญมากเพราะจะเป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นจากการใช้อำนาจหน้าที่ เพราะระบบ หรือเทคโนโลยีจะมาช่วยตรวจสอบและสร้างความโปร่งในการทำงานของภาครัฐ

เลขาธิการ กพร.อธิบายอีกว่า การขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล ก.พ.ร.จะเป็นเหมือน Government Lab นำร่องระบบใหม่ เช่น หลักการบริหารราชการ 76 จังหวัดกำหนดจำนวนรองผู้ว่าราชการจังหวัดตามขนาดของจังหวัดใหญ่ กลางและเล็ก 2,3, 4 หรือ 5 คนตามลำดับ ระบบใหม่ควรกำหนดตามภารกิจที่เห็นชัดเจน คือ จ.ภูเก็ต มีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเพียง 2 คน แต่กลับเป็นจังหวัดที่มีภารกิจมากมายสร้างรายได้เป็นอันดับหนึ่งในภาคใต้ จึงควรเพิ่มตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด 3-4 คน ดังนั้นระบบการบริหารแบบแท่งควรปรับเปลี่ยนให้เกิดการบูรณาการภายในและบริหารในแนวราบมากขึ้น

สำหรับตัวอย่างที่ ก.พ.ร.จะนำร่องให้เห็นเป็นรูปธรรม คือ ขณะนี้ ก.พ.ร.ได้รับมอบหมายภารกิจจำนวนมากการบริหารภายในองค์กรมี 10 หน่วยงาน ซึ่งบางภารกิจจำเป็นต้องเพิ่มกำลังคนและงาน ดังนั้นหัวหน้าหน่วยงานต้องชาญฉลาดในการคลี่กำลังคนจากหน่วยหนึ่งไปอีกหน่วยหนึ่ง เพื่อตอบสนองภารกิจใหม่ที่สำคัญกว่า ซึ่งแนวทางดังกล่าวถือเป็นเรื่องใหม่ที่จะนำมาใช้ในระบบราชการ โดยให้หัวหน้าส่วนราชการออกเป็นคำสั่งหรือหนังสือเวียนภายใน เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการทำงานได้

“ที่ผ่านมาการทำงานภายในไม่อาจบูรณาการได้ เพราะไม่ได้ใช้อำนาจภายในเพื่อให้เกิดความคล่องตัวจริงๆ เรามักจะอ้างว่าทำไม่ได้เพราะติดข้อกฎหมายโน้นนี่ ซึ่งเราควรเลิกใช้ระบบ One-size-fits-all ได้แล้ว ต้องคิดว่าจะเพิ่มผลงานและประสิทธิภาพได้อย่างไร” ปกรณ์ กล่าว

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญในการเป็นรัฐบาลดิจิทัล คือ ก.พ.ร.จะนำการปฏิรูปได้อย่างไร ดังนั้นสิ่งใดที่ ก.พ.ร.ทำไม่ได้จะไม่ให้คนอื่นทำ เพราะ ก.พ.ร. คือ หน่วยงานนำการพัฒนาเพราะถ้าทำไม่ได้ย่อมไม่มีใครเชื่อถือ ดังนั้นบทบาท ก.พ.ร.ยุคใหม่จะเป็น “พี่เลี้ยง” ไม่ใช่ “คนสั่งการ” โดยจะเน้นการสร้างความร่วมมือ และขอยืนยันว่าระบบดิจิทัลหรือเทคโนโลยีเข้ามาจะไม่ทำให้คนล้นงานอย่างแน่นอน แต่เราจะนำไอทีเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชน

สร้างหลักประกัน หลังเกษียณอายุ

อีกภารกิจในตำแหน่งเลขาธิการ ก.พ.ร. “ปกรณ์” บอกว่า จะต้องการสร้างหลักประกันแก่ข้าราชการที่เกษียณอายุราชการไปแล้วต้องมั่นคง เพราะประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว ชีวิตหลังเกษียณของเพื่อนพี่ๆน้องๆข้าราชการในอนาคตไม่อาจจะนั่งกินนอนกินบำเหน็จหรือบำนาญได้อีกแล้ว เพราะมูลค่าเงินจะลดน้อยลงไปเรื่อยๆตามอัตราเงินเฟ้อ

ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เมื่อแก่ตัวลงไปร่างกายย่อมเสื่อมถอยและย่อมต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นจากการรักษาพยาบาลทั้งการดูแลสุขภาพหรือยารักษาโรค หรือข้าราชการบางคนยังต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูบุตรหลาน หรือภาระหนี้สินที่ยังใช้หนี้ไม่หมด เช่น บ้าน คอนโด หรือรถยนต์ เป็นต้น

ดังนั้นเงินเกษียณอายุราชการ บำเหน็จ หรือ บำนาญอาจไม่เพียงพอต่อการยังชีพ จึงจำเป็นที่ ก.พ.ร.ต้องหาวิธีการในการสร้างหลักประกันในชีวิตหลังเกษียณแก่เพื่อข้าราชการกว่า 3 ล้านคน ทาง ก.พ.ร.เตรียมจัดโครงการ อาทิ จะสร้างความรู้ด้านการเงินการออมพร้อมๆกับเสริมความรู้และทักษะการประกอบอาชีพหลังเกษียณอายุราชการด้วยเพื่อจะได้ไปประกอบอาชีพหรือหารายได้เลี้ยงตัวเองในช่วงเวลาที่เหลือ

“ผมไม่อยากเห็นเพื่อนชีวิตข้าราชการต้องน่าสงสารในตอนบั่นปลายชีวิต เพราะช่วงหนุ่มสาวรับราชการใหม่ๆ ก็กู้หนี้ยืมสินมาเยอะหลังเกษียณไปแล้วยังใช้หนี้ไม่หมดเลย แล้วแบบนี้จะใช้ชีวิตหลังเกษียณในยุคสังคมผู้สูงอายุได้อย่างไร ดังนั้น ก.พ.ร.จะเป็นหน่วยงานหลักหาแนวทางรับมือสังคมผู้สูงอายุ เพราะเมื่อข้าราชการเกษียณไปแล้วก็คือประชาชนคนหนึ่งที่เราต้องดูแล” ปกรณ์ กล่าวทิ้งท้าย

เรือนจำชั่วคราวเขาระกำ แปลง”1 ไร่ มีกิน ไม่จน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/561276

  • วันที่ 19 ส.ค. 2561 เวลา 08:22 น.

เรือนจำชั่วคราวเขาระกำ แปลง"1 ไร่ มีกิน ไม่จน"

เรือนจำชั่วคราวเขาระกำส่งเสริมให้ผู้ต้องขังน้อมนำศาสตร์พระราชามาปรับใช้ในการดำเนินชีวิต ก่อนกลับไปสู่การใช้ชีวิตตามปกติในสังคม

*****************************

โดย…เอกชัย จั่นทอง

เรือนจำชั่วคราวเขาระกำ อ.เขาสมิง จ.ตราด หนึ่งในเรือนจำที่มีการส่งเสริมให้ผู้ต้องขังน้อมนำศาสตร์พระราชา ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ในโครงการ “กำลังใจ” ในพระดำริของพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา มาปรับใช้ในการดำเนินชีวิต ได้รู้จักการปรับตัวปรับเปลี่ยนความคิด ก่อนปล่อยตัวสู่การใช้ชีวิตตามปกติในสังคม ถือเป็นเป้าหมายหลักที่กรมราชทัณฑ์ ต้องการเห็นนักโทษกลับตัวกลับใจเป็นคนดี

อเนก ทองลอย ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดตราด เปิดเผยว่า ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงเรือนจำชั่วคราวเขาระกำ จ.ตราด ในโครงการ “กำลังใจ” ในพระดำริของพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ที่พระองค์ท่านส่งเสริมผู้ต้องขังเรือนจำชั่วคราวเขาระกำ ให้รู้จักเรียนรู้พึ่งพาตัวเอง ด้วยวิธีการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ในการดำเนินชีวิต

ในส่วนของโครงการกำลังใจ มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 10 แปลง ให้ผู้ต้องขังได้ทดลองจริง แบ่งการทำแปลงละ 3-5 คน โดยได้ฝึกอาชีพทำกินได้ไม่เกิน 1 ไร่ ตามโครงการ “แปลงสาธิต 1 ไร่ ทำจริง มีกิน ไม่จน” ให้ผู้ต้องขังได้ทดลองเรียนใช้ชีวิตบริหารจัดการพื้นที่อย่างเหมาะสม ตามหลักศาสตร์ของพระราชา จำนวนพื้นที่ 1 ไร่นั้น ประกอบด้วยบ้านพักจำลอง แปลงผักสวนครัว บ่อเลี้ยงปลาเลี้ยงกบ ฯลฯ ผู้ต้องขังต้องบริหารจัดการเรียนรู้การใช้ชีวิตและการใช้ประโยชน์ในพื้นที่จำนวน 1 ไร่ ให้สามารถมีอาหารมีรายได้จากการปฏิบัติจริง

“ผลผลิตจากแปลงสาธิต หากเพียงพอกับการบริโภคภายในเรือนจำแล้ว ทางเรือนจำจะส่งไปจำหน่ายตามตลาด เป็นการเสริมสร้างรายได้ให้กับผู้ต้องขังและเรือนจำในการนำไปปรับปรุงในส่วนที่ขาดเหลืออย่างเหมาะสม ผลผลิตส่วนใหญ่ที่นำไปขาย เช่น ผัก ปุ๋ย ปลา สุกร ไข่ เห็ด ฯลฯ” ผู้บัญชาการเรือนจำชั่วคราวฯ

อเนก เสริมขึ้นอีกว่า เท่านั้นยังไม่หมด ในเรือนจำแห่งนี้ยังมีการอบรมทักษะชีวิตหลากหลายด้าน ทั้งการอบรมการทำบัญชีในครัวเรือน การปรับวิธีใช้ชีวิต ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ กระบวนการพึ่งพาตัวเอง เพื่อให้มีชีวิตอยู่อย่างพอเพียงเหมาะสม ทั้งนี้พื้นที่ในเรือนจำชั่วคราวเขาระกำมีทั้งหมด 1,100 ไร่ มีผู้ต้องขังประมาณ 159 คน มีเจ้าหน้าที่ดูแลประมาณ 12 คน และกว่า 70% ผู้ต้องขังต้องโทษคดียาเสพติด

ผู้บัญชาการเรือนจำชั่วคราวเขาระกำ เผยด้วยว่า ในเรือนจำแห่งนี้เป็นที่ราบสูงและไม่มีน้ำเพียงพอที่จะมาใช้ในทางเกษตร ทางเรือนจำชั่วคราวเขาระกำ จึงได้น้อมนำศาสตร์พระราชามาปรับใช้ให้เกิดความเหมาะสม ใช้พลังงานแสงอาทิตย์จากแผงโซลาร์เซลล์ผ่านเครื่องดูดน้ำจากอ่างเก็บน้ำใกล้เคียงขึ้นมาใช้มากักเก็บไว้ยังที่สูงให้ได้มากที่สุด ก่อนจะทยอยปล่อยน้ำให้ผ่านฝายที่สร้างไว้ยาวประมาณ 1,300 เมตร เพื่อใช้ในการเกษตรและหล่อเลี้ยงทุกชีวิตในเรือนจำชั่วคราวฯ

ที่สำคัญ ไม่ใช่ว่านักโทษทุกคนจะเข้ามาอยู่ในเรือนจำชั่วคราวฯ แห่งนี้ได้ เพราะต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ ต้องเป็นนักโทษชั้นดีขึ้นไป กระทำความผิดครั้งแรก ต้องโทษจำคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของกำหนดโทษครั้งสุดท้าย เหลือโทษจำไม่เกิน 5 ปี ทั้งนี้ผู้ต้องขังคดี พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ จะต้องอยู่ในหลักเกณฑ์พักการลงโทษในเรื่องของปริมาณยาเสพติด และไม่เป็นผู้กระทำความผิดรายสำคัญ ขณะเดียวกันต้องไม่ป่วยด้วยโรคประจำตัว หรือพิการ ที่สำคัญต้องผ่านการจำแนกลักษณะผู้ต้องขัง และการติดตามผลแล้วว่ามีความประพฤติดี ไม่เคยทำความผิดวินัยในเรือนจำ

นช.ประวัฒน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 49 ปี ผู้ต้องขังความผิดต่อร่างกาย โทษจำคุก 15 ปี เผยความรู้สึกว่า ขณะนี้เหลืออีกเพียง 7 เดือน จะได้รับการปล่อยตัว หลังเข้ามาอยู่ในเรือนจำชั่วคราวเขาระกำได้ประมาณ 2 ปี ยอมรับว่าได้ความรู้สารพัดจากพื้นที่ตรงนี้ ทั้งวิธีการเลี้ยงกบ ปลูกผักแบบเกษตรอินทรีย์ เลยตั้งเป้าหมายไว้ว่าหลังพ้นโทษจะนำความรู้ที่ได้รับจากในเรือนจำไปใช้ประกอบอาชีพ เนื่องจากการทำเกษตรตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงทำให้เราเห็นเลยว่ามี “ต้นทุนต่ำมาก” ไม่ต้องลงทุนมาก

“ทำแบบนี้ก็อยู่รอดได้แล้ว เลี้ยงครอบครัวได้ เป็นการเกษตรครบวงจร หากผลผลิตเหลือกินเหลือใช้สามารถนำไปจำหน่ายแลกเป็นเงินทองสร้างรายได้ให้ครอบครัวอิ่มท้องและมีเงินสำหรับใช้จ่ายในครัวเรือน ตามวิธีการทำบัญชีที่ได้รับการสอนจากเจ้าหน้าที่ในเรือนจำ” นช.ประวัฒน์ ระบุ

นช.ประวัฒน์ ยอมรับว่า ที่ต้องมาอยู่ในเรือนจำก็เพราะความ “ใจร้อน” ไม่มีความเมตตา ขาดการหยั่งคิด สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองจึงถือเป็นความผิดพลาดในชีวิตที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ที่สำคัญเราต้องสูญเสียครอบครัวและหลายสิ่งหลายอย่างไปแต่ก็ไม่ท้อ กลับกันตอนนี้เราได้ความรู้ ได้วิชาทักษะชีวิต ติดตัวมาหลายอย่าง หลังพ้นโทษไปจะนำความรู้นี้ไปเลี้ยงชีวิต

นช.มานะ (สงวนนามสกุล) อายุ 36 ปี ผู้ต้องขังคดีรับของโจร โทษจำคุก 3 ปี สะท้อนความรู้สึกว่า เรือนจำชั่วคราวนี้แตกต่างจากเรือนจำที่มีรั้วรอบขอบชิดกำแพงสูง ที่เรือนจำชั่วคราวเขาระกำ มีกิจกรรมให้ มีงานให้ทำตลอด และได้อยู่กับธรรมชาติ ได้ทำสิ่งที่ตัวเองถนัด บรรยากาศไม่เครียด ตอนนี้ได้ความรู้เคล็ดลับจากการทำเกษตรแบบผสมผสานบนพื้นที่ 1 ไร่

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวมีที่ดินอยู่แล้วหลังพ้นโทษไปคงไปพัฒนาที่ดินของตัวเองให้เหมือนตอนนี้ ปัจจุบันต้องโทษมาแล้ว 2 ปี 2 เดือน เหลืออีก 10 เดือนเท่านั้น จะได้รับการปล่อยตัว ต้องย้ำเลยว่า สิ่งที่เห็นคือการใช้รูปแบบเกษตรอินทรีย์ไม่มีสารเคมีเข้ามาเกี่ยวข้องเลย ทำให้พืชผักเติบโตสมบูรณ์ น่ากินและนำไปขายได้

“สังคมก้มหน้า” สร้างร้อยร้าว ทำลายสัมพันธ์ในครอบครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/560956

  • วันที่ 15 ส.ค. 2561 เวลา 15:55 น.

"สังคมก้มหน้า" สร้างร้อยร้าว ทำลายสัมพันธ์ในครอบครัว

ผู้คนในปัจจุบันเผชิญสภาวะอยู่ด้วยกันแต่ต่างคนต่างอยู่ หรือ Living together but apart มากขึ้น และสังคมก้มหน้าทำให้ปัญหานี้ขยายวงกว้างอาจยากต่อการแก้ไข

*******************************

โดย…เอกชัย จั่นทอง

องค์กรทำงานด้านเด็กประกอบด้วย มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก มูลนิธิเด็ก มูลนิธิผู้หญิง ร่วมกับ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็ก จัดเสวนา “พิทักษ์เด็ก พิทักษ์อนาคตชาติ ด้วยสังคมก้มหน้าได้จริงหรือ” ถือเป็นประเด็นปัญหาของชาติในขณะนี้ หลายฝ่ายกังวลว่าการละเลยปัญหาเด็ก อาจกลายเป็นระเบิดเวลาที่จะนำหายนะมาสู่ชาติได้

ผศ.ดร.ภูเบศร์ สมุทรจักร รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและวิเทศสัมพันธ์ สถาบันวิจัยประขากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เริ่มฉายภาพว่า ปัจจุบันพบว่าพ่อแม่ลูกหลายครอบครัวต่างคนต่างอยู่กันคนละบ้าน ด้วยปัจจัยสถานที่ทำงาน สภาวะเศรษฐกิจจนลามไปถึงผลกระทบต่อการมีทายาทกระทบไปถึงอัตราเกิด

เป็นการพลัดพรากจากครอบครัวในรูปแบบใหม่ ในลักษณะครอบครัวพ่อเลี้ยงเดี่ยว แม่เลี้ยวเดี่ยวมากขึ้น ขณะที่บุตรอยู่อาศัยแบบครอบครัวพ่อแม่และลูกในปัจจุบัน พบสถิติน่าสนใจมีเพียง 57.6 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวแตกแยก ขาดความอบอุ่น

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2560 พบว่าประชากรอายุ 6 ปีขึ้นปี ใช้มือถือ 88.2 เปอร์เซ็นต์ คอมพิวเตอร์ 52.9 เปอร์เซ็นต์ และอินเทอร์เน็ต 30.3 เปอร์เซ็นต์ นั่นส่งผลทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวลดลง สภาวะอยู่ด้วยกันแต่ต่างคนต่างอยู่ “Living together but apart” เพราะสังคมก้มหน้าทำให้ปัญหาขยายวงกว้างอาจยากต่อการแก้ไข

นอกจากนี้ยังพบข้อมูลว่า กลุ่มอายุ 6-14 ปี ใช้โซเชียล 60 เปอร์เซ็นต์ 15-24 ปี ใช้ 80 เปอร์เซ็นต์ 25-34 ปี ใช้ 60 เปอร์เซ็นต์ อายุ 35-49 ปี ใช้ 30 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่กลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไป ใช้น้อยที่สุดเพียง 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

ผศ.ดร.ภูเบศร์ กล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกระจุกตัวอยู่ในเขตเมืองและขยายสู่พื้นที่ใกล้เคียงจนไปในพื้นที่ต่างจังหวัด ทั้งนี้ยังพบว่าพ่อแม่ผู้ปกครองไม่มีทรัพยากรเพียงพอในการเลี้ยงดูแลลูก แม้ว่าจะประกอบอาชีพมีรายได้จำนวนมากก็ตาม ปัญหานี้เกิดขึ้นในชนชั้นกลางถึงระดับล่าง สุดท้ายเกิดปัญหาไม่สามารถดูแลลูกได้ ต้องยอมรับทุกวันนี้โลกจริงกับโลกเสมือนวิ่งคู่มากับโลกแห่งความจริง

วาสนา เก้านพรัตน์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก ให้ภาพสถานการณ์เด็กปัจจุบันว่า ในช่วงระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา สามารถช่วยเหลือเด็กได้ 135 คน พบว่า 99 คน เด็กถูกล่วงละเมิดจากบุคคลในครอบครัวทั้งสิ้น ปัญหาทั้งหมดไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น อยากสะท้อนถึงรัฐบาลที่ออกกฎหมายหลายอย่าง แต่ไม่มีกฎหมายในรูปแบบของประชาชนที่เข้ามาช่วยทำความเข้าใจกับสังคม

“แม้ว่าหลายหน่วยงานพยายามผลิตสื่อเกี่ยวกับการเลี้ยงดูลูก แต่ในแง่สาธารณะเองรัฐอาจยังไม่มีการส่งเสริม จึงอยากฝากไปถึงกระทรวงสาธารณสุขให้เข้ามาช่วยดูแลส่งเสริมเพราะถือว่าใกล้ชิดที่สุด ถ้าปมปัญหาเกิดขึ้นในพื้นที่และในครอบครัว ควรย้อนกลับไปมองต้นตอการจัดการแก้ไขปัญหา รัฐควรทำหลายๆเรื่องเกี่ยวกับเด็กให้มากกว่านี้”

ศิริพร สโครบาเนค ประธานกรรมการมูลนิธิผู้หญิง เสริมมุมคิดว่า สังคมอาจต้องเปิดกว้างมากกว่านี้ แต่จะเป็นแบบไหนต้องคุยกัน เพื่อให้มีพื้นที่อยู่ร่วมกันได้ในสังคมท่ามกลางความหลากหลาย รัฐถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างมาก แต่จะรอเพียงรัฐไม่ได้ จากการร่วมงานที่ผ่านมาพบว่า รัฐยังออกแบบครอบครัวในปัจจุบันในสัดส่วนพ่อแม่ลูกเท่านั้น รวมถึงงบประมาณจำนวนมากของรัฐใช้ไปในการจัดอบรมสัมมนา คิดว่าไม่น่าจะมีประโยชน์อะไรมากเท่าที่ควร

“ถ้ารัฐจะแก้ไขปัญหาทั้งหมดต้องลงทุนกับแม่ให้มากกว่านี้ ต้องให้ความสำคัญกับผู้หญิงมากกว่าปัจจุบัน แล้วจะทำอย่างไรคงต้องเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันหาทางแก้ไข และควรกำหนดอายุของเด็กในการใช้โซเชียลมีเดีย”

เช่นเดียวกับ พญ.เบญจพร ตันตสูติ จิตเวชเด็กและวัยรุ่น เจ้าของเพจเข็นเด็กขึ้นภูเขา ระบุว่า เนื่องจากสังคมไทยมีปัญหาเรื่องจิตเวชมากขึ้น และมีเจ้าหน้าที่จิตเวชที่ไม่สอดคล้องกับสภาพปัญหาปัจจุบัน เพจนี้เองจะช่วยเสริมสร้างความรู้ให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กได้อีกช่องทาง และที่น่าตกใจคือปัญหาที่พ่อแม่ยุคใหม่กังวลมากที่สุดคือ “การเลี้ยงดู” ที่ลูกไม่ยอมเชื่อฟัง ไม่พูดคุยในครอบครัวไม่รู้เรื่อง ปัจจุบันยอมรับว่า ครอบครัวขาดกาปฏิสัมพันธ์กันในครอบครัว โดยมาการไม่มีเวลาให้กับคนในครอบครัว

“ต้องทำงานหาเงิน จึงต้องส่งลูกไปให้ญาติเลี้ยงในต่างจังหวัด พอโตก็มาอยู่กับพ่อแม่ คิดดูว่าพ่อแม่ไม่เจอเด็กเลย จนโตประมาณ 5-6 ขวบ และอีกสาเหตุที่เชื่อว่าส่งผลกระทบต่อครอบครัวคือปัญหาสังคมก้มหน้า ติดโชเชียลมีเดียมีผลในแง่ดีและไม่ดี แต่เราต้องเลือกใช้ให้ถูกต้องเหมาะสม”

พญ.เบญจพร ยังฝากถึงทุกภาคส่วนว่า ถ้าเด็กไม่มีอวัจนภาษาขาดความเห็นอกเห็นใจกัน แล้วเด็กที่เติบโตขึ้นมาในอนาคตจะเป็นอย่างไร ถ้าสิ่งเหล่านี้ขาดหายไปนั่นจะทำให้กลายเป็น “สังคมแห่งปัจเจก” ถึงเวลาที่ทุกคนควรร่วมกันแก้ไขปัญหาในตอนนี้

พิภพ ธงไชย กรรมการและเลขานุการมูลนิธิเด็ก กล่าวว่า นอกจากโซเชียลมีเดียแล้ว โทรทัศน์ยังเป็นต้นตอปัญหาของเด็กเช่นกัน ซึ่งพบว่าการดูโทรทัศน์ไปรบกวนการพัฒนาใยปราสาท จึงไม่ใช่เรื่องของกระทรวงศึกษาธิการเพียงหน่วยเดียว แต่กระทรวงสาธารณสุขต้องเข้ามาช่วยดูแลปัญหาเด็ก และทำควบคู่กันไป ควรต้องสนใจเด็กตั้งแต่พัฒนาการอยู่ในท้องมารดาด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุด นพ.สุริยเดว ทรีปาตี กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่น เสริมปิดท้ายว่า สังคมอย่าเลี้ยงลูกแบบเปรียญเทียบ การเติบแต่งลวดลายลงไปในเด็กที่เกิดขึ้นมาแตกต่างกันออกไป ซึ่งปัญหาที่พ่อแม่คนรุ่นใหม่กำลังเผชิญคือการกระบวนการเลี้ยงลูกสมัยใหม่แบบ “ปรนเปรอความสุข” หรือในทางการแพทย์เรียกการเลี้ยงดูแบบนี้ว่า “สำลักความสุข” ทั้งที่ความจริงแล้วเราต้องเลี้ยงลูกแบบความรักที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน

สร้างประชาธิปไตยเป็นวัฒนธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/560460

  • วันที่ 11 ส.ค. 2561 เวลา 08:13 น.

สร้างประชาธิปไตยเป็นวัฒนธรรม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

โครงการสร้างคนดี มองการณ์ไกล ไทยรุ่งเรือง มูลนิธิหมอเสม พริ้งพวงแก้ว ได้จัดเวทีเสวนาสาธารณะ เพื่อประชาธิปไตยจากล่างขึ้นบน “เลือกตั้งอย่างไรให้ประเทศไทย เป็นประชาธิปไตยที่มั่นคงและยั่งยืน” ณ ห้องประชุมมูลนิธิ 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ

สาวิทย์ แก้วหวาน ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวว่า ประชาธิปไตย รากฐานเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการ ถ้าไม่มีเสียงประชาชนก็ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ประชาธิปไตยหลังๆ อ้างอิงประชาชนเพื่อเข้าสู่อำนาจ

ทั้งนี้ โลกความจริงไม่เป็นอย่างนั้น อำนาจเป็นเรื่องหอมหวน ใครก็ต้องการ แต่ก็ต้องติดตาม ตรวจสอบ แม้ประเทศคอมมิวนิสต์ยังจัดกระบวนการเลือกตั้ง แต่วิธีการให้ได้มาซึ่งผู้แทนก็ออกแบบแตกต่างกันไป เครื่องมืออำนาจเหล่านั้น ขึ้นกับลักษณะของสังคมเป็นอย่างไร

“สำหรับต่างประเทศ คำว่าประชาธิปไตยถือเป็นวัฒนธรรม เช่น อังกฤษ แม้ไม่มีรัฐธรรมนูญ ทว่าอะไรผิด ถูก ควรไม่ควร หรือการเลือกตั้งบริสุทธิ์เป็นอย่างไร หากย้อนถามของไทยจากอดีตถึงปัจจุบัน การเปลี่ยนผ่านปี 2475 มาถึงขณะนี้เป็นประชาธิปไตยหรือไม่ คำตอบไม่ใช่ ประชาชนได้เลือกตั้ง ดังนั้นเจตจำนงประชาชนสำคัญที่สุด เพื่อป้องกัน ไม่ให้เกิดรัฐประหาร

ขณะเดียวกัน ตราบใดประชาชนไม่มีอำนาจ หรือเข้าไปนั่งในสภา เพื่อเขียนกฎหมายให้ตัวเอง ก็ยังทำอะไรไม่ได้ แต่ไม่ใช่การเลือกตั้งจะเป็นประชาธิปไตย เพราะอยู่ที่คนมีอำนาจจะใช้ถูกหรือไม่ แต่นักการเมืองไทยไม่เคยสำนึกเรื่องทำให้ประชาชนลืมตาอ้าปาก ซึ่ง สส.ต้องไม่ปฏิเสธอำนาจจากชาวบ้านในการเสนอกฎหมาย แต่ที่ผ่านมาโครงสร้างยังไม่เป็นประชาธิปไตย จึงต้องปลูกฝังวัฒนธรรมเรื่องนี้

สาวิทย์ แก้วหวาน ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.)

ด้าน กษิต ภิรมย์ คณะพลเมืองประชาธิปไตย และอดีต รมว.ต่างประเทศ ยกตัวอย่างประเทศฟิลิปปินส์ คนเป็น สส. หรือคนนามสกุลเดียวกันกับ สส.คนนั้น หากไปลงเล่นการเมืองในระดับท้องถิ่นจะกระทำไม่ได้ ซึ่งแตกต่างจากไทยครอบครัวหนึ่งสามารถครอบงำได้ทั้งจังหวัด

ขณะเดียวกัน สส.ฟิลิปปินส์จะต้องเว้นวรรคการเมือง 2 เทอม เพื่อไม่ให้เกิดความยึดโยง เพราะมองว่า การเมืองไม่ใช่อาชีพ หรือเพื่อเข้ามาหาผลประโยชน์ แต่เป็นอาสาสมัครในการเข้ามาบริหารพัฒนาให้กับประเทศชาติ

“สวิตเซอร์แลนด์ สส.ไม่มีเงินเดือน แต่จะให้เป็นเบี้ยประชุม เข้าประชุมเท่าไหร่ได้เท่านั้น แต่ สส.ไทยสามารถมีผู้ช่วยติดตามได้ถึง 7 คน ไม่มีประโยชน์ต่องานทั้งในด้านวิชาการหรือการเมือง จึงควรปรับลด แม้กระทั่งการขึ้นเครื่องบินฟรีได้เฉพาะไปปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น ไม่ควรใช้ในการส่วนตัว หากทำตรงนี้ได้ คนดีๆ จะเข้ามาอุทิศตัวเพื่อทำงานการเมือง ไม่ได้เข้ามาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์”

อย่างไรก็ดี ทุกอย่างต้องช่วยกันขับเคลื่อน ซึ่งการเป็นพลเมืองประชาธิปไตยไม่ใช่เพียงแค่ไปหย่อนบัตรเท่านั้น ประเด็นสำคัญต้องกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น และทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลเพื่อตรวจสอบ หรือเข้าไปร่วมตัดสิน เช่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย

“อินโดนีเซียตอนนี้ทหารเข้าค่ายหมด ไม่ออกมาเล่นการเมือง เป็นประชาธิปไตยเต็มใบ แม้อินโดนีเซียเคยเป็นเผด็จการมากว่า 30 ปี ก็ยังแก้ได้ หากไทยจะเอามาเป็นบทเรียนได้ไหม คำตอบคือได้ เพราะผมเห็นความเปลี่ยนแปลงสมัยตอนเป็นทูต ด้วยการกระจายอำนาจไปยังท้องถิ่น เพราะเป็นหัวใจสำคัญ”

กษิต ภิรมย์ คณะพลเมืองประชาธิปไตย และอดีต รมว.ต่างประเทศ

ขณะที่ ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์รองประธานองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (P-Net) มองว่า ประชาธิปไตยบางครั้งต้องรอคอยว่าเมื่อไหร่ ถ้าคิดใหม่รัฐธรรมนูญเขียนไว้อำนาจอยู่ในมือประชาชนคนไทยทุกคน แต่ต้องเข้าใจว่าอำนาจคือการยอมรับ

“ถ้าบ้านเมืองบอกว่าเราไม่ทำตามกฎหมายก็ถูกจับ แต่ถ้าเป็นกฎหมายไม่เป็นธรรม และทุกคนเห็นอย่างนั้น สุดท้ายกฎหมายต้องเปลี่ยน เพราะคนมีอำนาจรู้ว่าฝืนไปไม่มีประโยชน์ แต่ในอดีตคงพูดยาก ทว่าในยุคปัจจุบัน ผู้มีอำนาจฟัง แต่ชัดเจนยังไม่เป็นธรรม อำนาจอยู่ในมือทุกคน แต่ไปใช้ในวันเลือกตั้ง เมื่อมีในมือก็ใช้ศักยภาพของแต่ละคนเพื่อให้เป็นที่ประจักษ์”

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งหรือ ส่งเสริมประชาธิปไตย ปัญหาเป็นโครงสร้างที่ผู้มีอำนาจบอกว่า จน ไม่มีการศึกษา แต่ทำไมถึงบอกอย่างนั้น เช่น การเลือกตั้ง การซื้อสิทธิขายเสียง เป็นเพราะประชาชนไปรับเงิน แต่ไม่มีการพูดถึงคนจ่ายเงิน สมมติประเทศต้องการแก้เรื่องนี้ ถ้าคนแข่งขันทำ ตามกติกาตั้งแต่เริ่มต้น และมีการรวบรวมประวัติผู้สมัครให้เป็นที่รู้กันมาเปิดเผยแสดงผลงาน เพื่อผู้มีสิทธิจะได้เลือกถูก

ส่วนเรื่องไพรมารีโหวตถือเป็นข้อดีของรัฐธรรมนูญใหม่ เพราะสมาชิกพรรคได้มีส่วนร่วมในการคัดเลือก ต่างจากของเดิมที่กำหนดโดยหัวหน้าหรือกรรมการบริหารพรรค แต่ท้ายที่สุดเห็นว่าจะไม่มี เพราะ คิดว่าควบคุมไม่ได้ ทั้งหมด แต่เรื่องนี้สำคัญไม่น่าจะยอม เพราะเป็นหัวใจปฏิรูปพรรคการเมือง อีกทั้งยังเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้ กับพรรค

ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์รองประธานองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (P-Net)

มั่นใจยังเอาอยู่! ต้องมีฝนหนักอีก10เท่า น้ำถึงจะล้นเขื่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/560350

  • วันที่ 09 ส.ค. 2561 เวลา 20:19 น.

มั่นใจยังเอาอยู่! ต้องมีฝนหนักอีก10เท่า น้ำถึงจะล้นเขื่อน

โอกาสที่น้ำจะล้นสันเขื่อนในไทยนั้นไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะหน่วยงานที่รับผิดชอบได้พร่องน้ำในเขื่อนไว้รองรับสถานการณ์แล้วล่วงหน้า รวมทั้งต้องมีปริมาณฝนตกมากกว่าปัจจุบันอีก 10 เท่า

**************************

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

สถานการณ์น้ำท้ายเขื่อนแก่งกระจานมีปริมาณมาก น้ำในเขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เริ่มเอ่อล้นทางระบายน้ำฉุกเฉินหรือสปิลเวย์ ตั้งแต่เวลาประมาณ 10.00 น. ของวันที่ 6 ส.ค. หลังจากมีฝนตกลงอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ทุกภาคของประเทศไทย ประกอบกับเกิดเหตุการณ์เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย ในแขวงอัตตะปือ ของ สปป.ลาวแตก ทำให้คนไทย ต่างรู้สึกวิตกกังวลกับปริมาณน้ำที่ไหลลงเขื่อนเป็นอย่างมาก รวมถึงส่งผลให้เกิดข่าวลือ ว่า เขื่อนอาจจะรับปริมาณน้ำไม่ไหว

อนุรักษ์ ศรีอริยวัฒน์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า โดยปกติแล้ว ปัจจัยที่จะทำให้เขื่อนแตก มี 2 ปัจจัยหลัก คือมีน้ำล้นสันเขื่อน และฐานรากของเขื่อน ทรุดตัวลง แต่ปัจจัยทั้งสองอย่างนั้นเกิดขึ้นได้ยาก เพราะปัจจัยแรก จะเกิดขึ้นได้ คือต้องมีปริมาณน้ำมาก ซึ่งโดยหลักการ จะต้องถูกปล่อยออกไปก่อนที่จะปล่อยมีระดับที่จัดการไม่ได้ ขณะที่โอกาสที่เขื่อนจะเกิดปัญหาฐานรากทรุด นั้นโอกาสที่จะเกิดขึ้นอย่างฉับพลันนั้นเป็นไปได้ยาก

“การทรุดตัวของฐานรากเขื่อนจะไม่เกิดในทันที แต่จะค่อยๆ มีร่องรอยให้เห็น เช่น มีน้ำซึมออกมามากผิดปกติจากตัวเขื่อน ซึ่งยังไม่มีรายงานเรื่องนี้จากเขื่อนไหน หากจะมีความกลัวเรื่องเขื่อนแตก เพราะเป็นข้อกังวลที่เห็นข่าวว่ามีเขื่อนใน ประเทศลาวแตก ก็เป็นเรื่องที่นำมาเปรียบเทียบกันไม่ได้ เพราะมีปัจจัยที่แตกต่างกัน

เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย ที่ลาว เป็นเพียงเขื่อนลูก ไม่ใช่เขื่อนแม่หรือเขื่อนหลักที่ใช้รับน้ำ ประกอบกับเขื่อนดังกล่าวเพิ่งสร้างเสร็จและเพิ่งรับน้ำครั้งแรก ซึ่งโดยทฤษฏี ระบุว่า เขื่อนที่รับน้ำครั้งแรกนั้นมีความเสี่ยงที่จะแตกได้ เพราะการถมสันเขื่อนอาจจะยังมีปัญหาร่องน้ำที่มองไม่เห็นมีน้ำซึม และยังไม่ได้แก้ปัญหาก็ต้องถูกใช้รับปริมาณน้ำ ก็เสี่ยงแตกได้”หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ จุฬาฯ กล่าว

หาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิการจัดการน้ำแบบบูรณาการ กล่าวว่า โอกาสที่น้ำจะล้นสันเขื่อนนั้นไม่น่าจะเกิดขึ้น หากไม่มีพายุ หรือไต้ฝุ่นที่เป็นพายุหมุนเขตร้อน หรือมีปริมาณฝนมากกว่าที่ตกอยู่อีก 10 เท่า มาเป็นปัจจัยหนุน

“ตอนนี้ จากข้อมูลที่เห็น คือมีน้ำล้นสปิลเวย์ หากยังควบคุมน้ำได้ ก็อาจจะต้องระวังปัญหา คือมีน้ำท่วมเพียงบางจุด โดยเฉพาะจุดที่มีตลิ่งต่ำ ซึ่งเครื่องมือและมาตรการรับน้ำในเมืองเพชรบุรีนั้นสามารถ รับปริมาณน้ำ กรณีฉุกเฉินร้ายแรง ได้ถึงระดับ 150 ลบ.ม./ วินาที หรือหมายความว่า ถ้าปล่อยน้ำแบ่งไป 2 ทาง คือไปทางเขื่อนเพชรฯบุรี ไปทางท่ายาง กับอีกทางคือไปทางแม่น้ำเพชร น้ำที่เข้าสู่ตัวเมืองเพชรบุรี ที่ไม่เกิน 150 ลบ.ม./ วินาที ก็จะยังถือว่า เป็นปริมาณที่สามารถควบคุม บริหารจัดการได้

หากจะเกิดปัจจัยที่ทำให้เกิดข้อกังวลว่าเขื่อนจะแตก คือ มีปริมาณ น้ำเข้าเขื่อน มากกว่า 50 ล้าน ลบ.ม. และปล่อยออกจากเขื่อน ได้เพียง 16-17 ล้านลบ.ม. และตกอยู่ในสถานการณ์น้ำขนาดนี้ ประมาณ 1 อาทิตย์ ก็ค่อยห่วงว่าจะมีปัญหาสปิลเวย์อาจจะรับไม่ไหว เพราะน้ำก็จะมีมาก จนเขื่อนรับไม่ไหว แต่ปัจจุบัน มีน้ำเข้าเขื่อนเพียง 10 กว่าล้าน ลบ.ม.และถูกปล่อยออกไปถึง 8 ล้านลบ.ม.”ประธานมูลนิธิการจัดการน้ำแบบบูรณาการ

นอกจากนี้ กรณีที่มีข้อกังวลว่าจะเกิดน้ำท่วมหนักเหมือน อุทกภัยที่เกิดขึ้นเมื่อ ปี 2554 มีโอกาสเกิดขึ้นได้ยากเนื่องจากมีปัจจัยที่ต่างกัน ในปีนั้น นอกปริมาณน้ำจากภาคเหนือ ในเขื่อนต่างๆ มาสมทบแล้ว ยังพบว่าปริมาณน้ำในเขื่อนภาคกลางยังเต็มอีกด้วย ประกอบกับปริมาณน้ำในจุดต่างๆ คูคลองระบายน้ำ ในพื้นที่ที่อยู่ใต้เขื่อนก็ มีปริมาณน้ำฝนมาก จนไม่สามารถรองรับน้ำเพิ่มได้ทุกแห่ง จึงเกิดน้ำท่วมใหญ่

“สถานการณ์ปัจจุบัน ต่างออกไป หน่วยงานที่รับผิดชอบได้พร่องน้ำในเขื่อนไว้รองรับสถานการณ์แล้วล่วงหน้าและเตรียมแผนรับมือกับน้ำที่จะเข้ามาได้ทันท่วงที ตอนนี้ บางเขื่อน มีน้ำเพียง 20-40 % ยังสามารถรับน้ำที่จะเพิ่มเข้ามาได้”หาญณรงค์ กล่าว

โชว์ผลงาน 3 ปีรัฐบาล ฟุ้งปรองดอง-ชูปลดทุกข์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/560177

  • วันที่ 08 ส.ค. 2561 เวลา 12:13 น.

โชว์ผลงาน 3 ปีรัฐบาล ฟุ้งปรองดอง-ชูปลดทุกข์

รัฐบาลจัดทำรายงานผลการทำงานในช่วง 3 ปีความหนา 461 หน้า ชูการวางรากฐานพัฒนาประเทศ ปราบทุจริต สร้างปรองดอง

*************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 8 ส.ค.61ได้สรุปผลงานรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ได้บริหารประเทศครบ 3 ปี ออกเป็นรายงานผลงานการทำงานในช่วง 3 ปี ระหว่างวันที่ 12 ก.ย. 2559-12 ก.ย. 2560 มาแจกจ่ายให้กับสื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาล มีความหนาถึง 461 หน้า โดยภาพหน้าปกและหลังปก เป็นภาพบรรยากาศที่นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ระหว่างเยี่ยมประชาชน พร้อมระบุข้อความว่า มั่นคง มั่งคั่งยั่งยืน STRONGER TOGETHER

ทั้งนี้ ในคำนำของหนังสือดังกล่าวมีใจความตอนหนึ่งอธิบายว่า การนำเสนอข้อมูลที่ปรากฏในรายงานฉบับนี้มีรูปแบบเช่นเดียวกับรายงานปีที่ 1 และ 2 ประกอบด้วย ส่วนที่เป็นการแก้ปัญหาเร่งด่วนที่สำคัญของประเทศ การดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล 11 ด้าน การดำเนินการให้มีการปฏิรูปด้านต่างๆ และการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ เพื่อให้เกิดการรับรู้ของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสาธารณชน และเพื่อความสะดวกของผู้ที่จะนำไปใช้ ในการค้นคว้าอ้างอิง ศึกษาเปรียบเทียบหรือติดตามผลการดำเนินงานของรัฐบาลต่อไป

อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานของรัฐบาลในช่วงปีที่ 3 จุดเน้นสำคัญ เรื่องการวางรากฐานการพัฒนาประเทศ การป้องกันและปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบ ที่รัฐบาลได้ดำเนินการปรับปรุงและจัดให้มีกฎหมายเพื่อให้ครอบคลุมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และการประเมินระดับความน่าเชื่อถือของหน่วยงานภาครัฐ การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ การแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย การกำจัดขยะมูลฝอย และของเสียอันตราย การเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจ ที่ส่งผลให้ภาคการผลิตมีความเข้มแข็ง ประชาชนได้รับผลประโยชน์และโอกาสทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังระบุถึงการสร้างความสามัคคีปรองดอง และวัฒนธรรมการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ว่า ได้สร้างความรู้ความเข้าใจปลูกฝั่งวัฒนธรรมและวิถีประชาธิปไตยโดยการให้การศึกษา ฝึกอบรม และจัดหลักสูตร ในการศึกษา ในระดับกลุ่มเป้าหมายต่างๆ เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน และให้เกิดวัฒนธรรมทางการเมืองที่ยั่งยืน พร้อมจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมพัฒนาประชาธิปไตยตำบล เพื่อสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมีเป้าหมายจัดตั้ง 7,428 แห่งทั่วประเทศ

การแก้ไขปัญหาข้อร้องเรียนร้องทุกข์ พบว่ามีประชาชนเข้ารับบริการศูนย์ดำรงธรรมทั่วประเทศตลอด 3 ปี มี 3,212,070 เรื่อง แก้ไขแล้วเสร็จ 3,160,213 เรื่อง คิดเป็น 98.39% อยู่ระหว่างดำเนินการ 51,587 เรื่อง

ผลงานสำคัญที่รัฐบาลให้ความสำคัญ อาทิ การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบในภาครัฐ 2.การแก้ปัญหาที่ดินทำกินของประชาชนผู้มีรายได้น้อย สามารถจัดหาที่ดินทำกิน จำนวน 249 พื้นที่ 66 จังหวัด 3.โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ 4.การแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย และการจัดระบบคนต่างด้าวที่เข้าทำงานในประเทศ 5.การจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย

นโยบายด้านความมั่นคง รัฐบาลมุ่งเน้นการบริหารจัดการชายแดน การป้องกันปัญหายาเสพติด การเร่งแก้ปัญหาการใช้ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยม มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” การส่งเสริมบทบาทไทยในเวทีระหว่างประเทศ

นโยบายด้านการปรับปรุงกฎหมาย รัฐบาลได้ปรับปรุงกฎหมายที่ล้าหลัง ไม่เป็นธรรม ให้มีความทันสมัย มีมาตรฐานสากลและเป็นธรรม โดยแบ่งเป็น 5 กลุ่ม คือ 1.กฎหมายด้านเศรษฐกิจ เช่น พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ 2.กฎหมายเพื่อที่ออกตามพันธกรณีระหว่างประเทศ 3.กฎหมายที่ลดความเหลื่อมล้ำ 4.กฎหมายเกี่ยวกับสวัสดิการและมนุษยธรรม และ 5.กฎหมายเพื่อแก้ปัญหาสังคมและกฎหมายเกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อย

นอกจากนี้ ได้ดำเนินการปรับปรุงระบบการช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนโดยให้เข้าถึงความเป็นธรรมโดยง่าย โดยรัฐบาลได้ช่วยเหลือเยียวยาไปแล้ว 1.1 หมื่นราย สำหรับการฟื้นฟูผู้กระทำผิดคดียาเสพติด 7,500 คน รวมถึงการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตัวผู้ต้องขังด้วย