ครม.สัญจรเชียงราย ปฏิบัติการเจาะฐาน”ทักษิณ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/562971

  • วันที่ 03 ก.ย. 2561 เวลา 07:30 น.

ครม.สัญจรเชียงราย ปฏิบัติการเจาะฐาน"ทักษิณ"

ทุกครั้งที่ “บิ๊กตู่” จัดประชุมครม.สัญจรที่จังหวัดใด ต้องจับตาสนามการเมืองในพื้นที่นั้นทันที

*********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ทุกครั้งที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จัดประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรที่จังหวัดใด ต้องจับตาสนามการเมืองในพื้นที่นั้นทันที เพราะอาจเป็นพื้นที่เป้าหมายทางการเมือง

ล่าสุดการประชุม ครม.สัญจรที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-18 ก.ย.นี้ ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน 2 คือ จ.พะเยา แพร่ น่าน และเชียงราย เป็นที่ทราบดีว่า 4 จังหวัดเหนือตอนบนนี้ เป็นพื้นที่สีแดงทางการเมือง โดยเฉพาะ จ.เชียงราย สถานที่ประชุม ครม. เป็นฐานที่มั่นอันดับ 2 ของ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีถิ่นเกิดใน จ.เชียงใหม่ ภาคเหนือส่วนใหญ่เป็นของพรรคเพื่อไทยยึดครองเก้าอี้

ภาคเหนือตอนบนตระกูลการเมืองล้วนเข้มแข็งและยึดครองกันเพียงไม่กี่ตระกูล อย่าง จ.เชียงราย อาทิ ตระกูลปัญญาดี ได้แก่ จ.ส.อ.ทรงธรรม ปัญญาดีและอำไพ ปัญญาดี ตระกูลจงสุทธนามณี ได้แก่ มงคล จงสุทธนามณี และ รัตนา จงสุทธนามณี ตระกูลติยะไพรัช ได้แก่ ยงยุทธ ติยะไพรัช และละออง ติยะไพรัช ตระกูลเตชะธีราวัฒน์ ได้แก่ วิสาร เตชะธีราวัฒน์ และวิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ และตระกูลวันไชยธนวงศ์ ได้แก่ สมบูรณ์ วันไชยธนวงศ์ และรังสรรค์ วันไชยธนวงศ์

ทุกครั้งที่ “บิ๊กตู่” ลงพื้นที่ไม่มีพลาดที่จะเทงบประมาณและโครงการสนับสนุนเอาใจพี่น้องประชาชน

สำหรับ จ.พะเยา จังหวัดที่ “บิ๊กตู่” ลงไปตรวจราชการ รัฐบาลเตรียมอัดงบสนับสนุนโครงการการขับเคลื่อน จ.พะเยา ให้เป็นเมืองแห่งนกยูง โครงการเกษตรอุตสาหกรรมแปรรูปมูลค่าสูงเพื่อการส่งออกและการท่องเที่ยวเชิงเกษตร และโครงการดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจรภาคเหนือ รวมถึงอัดงบสนับสนุนการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน โดยเน้นโครงการไทยนิยม ยั่งยืน อาทิ การก่อสร้างอ่างเก็บน้ำน้ำปี้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.เชียงม่วน การพัฒนากว๊านพะเยาและโครงการฝาย เป็นต้น

และในการประชุม ครม. ที่ จ.เชียงราย ครั้งนี้ “บิ๊กตู่” จะมาโชว์ผลงานความสำเร็จที่ไม่มีเคยมีรัฐบาลไหนสามารถทำได้ คือ โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ รวมระยะทาง 323 กิโลเมตร (กม.) โดยคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ภายในปี 2562 งบประมาณ 8.5 หมื่นล้านบาท ที่เพิ่งผ่านความเห็นชอบ ครม. เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองของ “บิ๊กตู่” ขยับคู่ขนานไปกับความเคลื่อนไหวของ “กลุ่มสามมิตร” มี สมศักดิ์ เทพสุทิน อดีต สส.สุโขทัย และ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีต รมว.คมนาคม เป็นแกนนำ ที่เตรียมประกาศสังกัดพรรคพลังประชารัฐ พรรคที่จัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย กลุ่มสามมิตรเชื่อมผ่าน สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ซึ่งเคยร่วมงานกับทักษิณ ยุคพรรคไทยรักไทย กลุ่มสามมิตร หรือพลังประชารัฐ เดินเกมดูดอดีต สส.ภาคอีสานและภาคเหนือของพรรคเพื่อไทย ล่าสุดยกตัวเลขมาโชว์ว่าได้เกือบ 30 คนแล้ว ประเดิมเปิดตัวที่ จ.เลย

จึงปรากฏภาพ สุริยะ สมศักดิ์ พร้อมทั้ง ภิรมย์ พลวิเศษ อดีต สส.นครราชสีมา และ อนุชา นาคาศัย อดีต สส.ชัยนาท รวมถึง ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข อดีต สส.เลย และ เปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข และ วันชัย บุษบา ตอบรับเข้าร่วม นอกจากนี้ยังมีอดีต สส.อีสานพรรคเพื่อไทยอีกหลายจังหวัดขานรับเข้าร่วมเช่น นครราชสีมา ชัยภูมิ ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี หนองบัวลำภู ขอนแก่น และมหาสารคาม เป็นต้น

สำหรับภาคเหนือในนามพรรคพลังประชารัฐได้ตัวผู้กองมนัส หรือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เป็นแม่ทัพในฐานะเจ้าถิ่นเมืองพะเยา ซึ่งประกาศลั่นจะส่งน้องชายและญาติ รวมถึงคนรุ่นใหม่ และอดีต สส.พรรคเพื่อไทยและไทยรักไทยลงสมัครเลือกตั้งท้าชนทุกจังหวัดในภาคเหนือ ส่วนตัวเองจะลงบัญชีรายชื่อ พร้อมประกาศลั่นว่าคนเหนือจะเลือกที่ตัวบุคคลไม่ใช่พรรค

แม้ทราบดีว่าภาคเหนือและภาคอีสานเป็นฐานที่มั่นสำคัญของพรรคเพื่อไทย และยากที่จะเปลี่ยนใจไปจาก “ทักษิณ” หรือ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี แต่ ร.อ.ธรรมนัส มั่นใจว่าจะเจาะเข้า เพราะอย่าลืมว่าศักยภาพด้านกำลังทุนและคอนเนกชั่นทางการเมืองแข็งโป้ก ของ ร.อ.ธรรมนัส ที่เป็นทั้งนักการเมืองและนักธุรกิจ ในฐานะประธานบริษัท ธรรมนัส กรุ๊ป เป็นนักการเมืองผู้กว้างขวาง เปรียบบารมีได้เท่ากับเพื่อนซี้ที่เรียนรุ่นเดียวกัน คือ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่มาในนามของนักธุรกิจ ที่ข่าวลือกันว่าทั้ง ร.อ.ธรรมนัสกับเสี่ยหนูจะเป็นกองหนุนของ คสช. พร้อมร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐในอนาคต

ในเดือน ก.ย.นี้ หลังปลดล็อกการเมืองต้องจับตาท่าที “บิ๊กตู่” ที่เคยสัญญาว่าจะประกาศชัดอนาคตทางการเมืองของตัวเองในเดือนนี้ว่าจะเล่นการเมืองหรือไม่ ท่ามกลางกระแสข่าวลือสะพัดที่เชื่อกันว่า “บิ๊กตู่” ได้รับอำนาจพิเศษบางอย่างหนุนหลังให้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป จะด้วยอำนาจพิเศษหรืออำนาจกระสุนดินดำ โน้มน้าวทำให้ อดีต สส.พาเหรดไหลเข้าพรรคพลังประชารัฐกันต่อเนื่อง จะเป็นเช่นไรคงไม่อาจทราบได้ ให้แน่นอนต้องรอพิสูจน์กันหลังเลือกตั้งเดือน ก.พ. 2562 พลังประชารัฐหรือเพื่อไทย ใครจะแพ้ยับ!

วงการแพทย์ยุคใหม่ “หมอ-ผู้ป่วย” ต้องเข้าใจกันมากขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/562957

  • วันที่ 02 ก.ย. 2561 เวลา 19:57 น.

วงการแพทย์ยุคใหม่ "หมอ-ผู้ป่วย" ต้องเข้าใจกันมากขึ้น

คุยกับ “พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ” เลขาธิการแพทยสภา กับเป้าหมายที่หวังจะให้วงการแพทย์ยุคใหม่เกิดความเข้าใจกันมากขึ้นระหว่างผู้ป่วยกับแพทย์

*********************************

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

ความสำเร็จขององค์กรยุคใหม่ นอกจากต้องมีความเชี่ยวชาญในสายงานแล้ว ยังต้องนำองค์ความรู้ใหม่ๆ โดยเฉพาะเรื่องเทคโนโลยี ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก มาเพิ่มประสิทธิภาพให้องค์กรสามารถพัฒนาไปได้อย่างก้าวกระโดด

เลขาธิการแพทยสภาป้ายแดง เห็นว่าจำเป็นต้องรีบพัฒนาระบบฐานข้อมูล ซึ่งจากประสบการณ์ 12 ปีในแพทยสภา ระบบฐานข้อมูลที่มีตั้งแต่ปี 2511 จากระบบกระดาษประมวลผลได้ยาก ใบประกอบวิชาชีพมีขนาดใหญ่ยากต่อการแสดงตนหรือพกติดตัว เป็นสาเหตุให้การแก้ปัญหาต่างๆ ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

ปัญหานี้จึงต้องพัฒนาระบบฐานข้อมูลแพทย์ให้เป็นระบบดิจิทัล สามารถตรวจสอบความถูกต้องรวดเร็ว และแม่นยำ จึงมีการนำระบบบัตรประจำตัวแพทย์แบบดิจิทัล หรือ MD CARD เข้ามาใช้ ร่วมกับฐานข้อมูลออนไลน์เป็นครั้งแรก โดยบัตรประจำตัวแพทย์แบบใหม่มีขนาดเท่าบัตรประชาชน สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ทั้งบนเว็บไซต์ การยิงบาร์โค้ด และรุ่นล่าสุดยังได้พัฒนาให้เป็นระบบคิวอาร์โค้ดที่สามารถเช็กข้อมูลของแพทย์คนนั้นๆ ได้ทันทีว่าเป็นหมอจริงหรือไม่

เมื่อมีฐานข้อมูลที่ดีแล้ว ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ยังมีปัญหาขาดแคลนแพทย์ จึงต้องเพิ่มกำลังการผลิตแพทย์ ซึ่งแพทยสภาได้สนับสนุนคณะแพทยศาสตร์ทั้ง 22 แห่ง ในการผลิตแพทย์ จากแพทย์จบใหม่ปีละ 1,300 คน เพิ่มเป็น 3,000 คน โดยปัจจุบันไทยมีแพทย์มากกว่า 6 หมื่นคน แต่ก็ยังขาดแพทย์ผู้เชี่ยวชาญบางสาขา ทางราชวิทยาลัยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญภายใต้แพทยสภา 15 แห่ง จึงได้ผลิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ 85 สาขา ปีละกว่า 1,600 คน

นอกจากนี้ แพทยสภาได้ตั้งศูนย์ประเมินและรับรองความรู้ความสามารถในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม (ศ.ร.ว.) มาควบคุมมาตรฐานแพทย์จบใหม่ และศูนย์การศึกษาต่อเนื่องของแพทย์ (ศนพ.) มาดูแลการเรียนรู้ของแพทย์ตลอดชีวิต เพื่อพัฒนาความรู้ในการดูแลคนไข้ให้ทันสมัย มีประสิทธิภาพตลอดเวลา และมีสถาบันส่งเสริมจริยธรรม (สจพ.) มาสนับสนุนหลักสูตรธรรมาภิบาล และจริยธรรม เพื่อดำรงมาตรฐานการรักษาพยาบาลผู้ป่วยกว่าปีละ 300 ล้านครั้ง

สำหรับเข็มมุ่งการพัฒนาวงการแพทย์ไทยหลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2561 คุณหมออิทธพรได้กำหนดไว้ 4 มิติหลักๆ

มิติที่หนึ่ง เร่งพัฒนาระบบไอทีสำนักงานเลขาธิการแพทยสภาให้เอื้อต่อการทำงานให้สะดวกรวดเร็วมากขึ้นในทุกๆ ด้าน โดยการต่อยอดจากสิ่งที่มีเข้าสู่ระบบ 4จี ไม่ใช้กระดาษ (Paperless) ออนไลน์ โมบาย และคลาวด์ โดยวิเคราะห์และจัดกำลังพลรุ่นใหม่เข้าเสริมอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ สร้างความมั่นใจให้กับทั้งแพทย์และประชาชน

มิติที่สอง เรื่องจริยธรรมและกฎหมาย จะปรับปรุงระบบการทำงานและขั้นตอนใหม่ให้การพิจารณาเรื่องร้องเรียนรวดเร็วและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แก้ไขระเบียบที่ล่าช้าไม่ทันสมัยวางระบบไอทีเต็มรูปแบบตั้งแต่รับเรื่องร้องเรียน ติดตามคดีแบบโปร่งใส นำข้อมูลต่างๆ ที่เป็นปัญหาการให้การรักษาไปสื่อสารกับแพทย์และประชาชนในรูปแบบต่างๆ ที่ง่ายต่อการเข้าใจ ทั้งการ์ตูน เรื่องสั้น อินโฟกราฟฟิก ผ่านโซเชียลมีเดียควบคู่กันไป เพื่อแก้ปัญหาเชิงรุกให้สอดคล้องความเป็นจริง

ทั้งนี้ ปัจจุบันได้ให้ความรู้ผ่านทางเว็บไซต์และเฟซบุ๊กควบคู่กันไป ทั้งข้อมูลข้อกฎหมายให้ทั้งแพทย์และประชาชนรู้ทันและเข้าใจ สามารถปกป้องสิทธิตนเองได้ในกรณีได้รับความเดือดร้อนจากการให้หรือรับการบริบาลทางการแพทย์ ขณะเดียวกันมีการยกร่างกฎหมายสำคัญหลายฉบับโดยเฉพาะเทเลเมดิซีน หรือระบบแพทย์ทางไกล ที่จะทำให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลไม่ต้องมาหาหมอในโรงพยาบาลขนาดใหญ่

มิติที่สาม สนับสนุนการทำงานของแพทย์ให้ดูแลประชาชนได้อย่างเต็มที่ นอกจากองค์ความรู้ทันสมัย ยังต้องดูแลคุณภาพชีวิตในการทำงานที่ดีให้แก่แพทย์ก่อน ให้แพทย์มีความมั่นใจ และพร้อมไปอยู่ในพื้นที่ห่างไกล โดยควบคุมปริมาณงานที่เหมาะสม ไม่หนักเกินกำลัง เกินเวลา จนเกิดความเสี่ยง เพราะเมื่อเสี่ยงรัฐต้องคุ้มครอง บนข้อเท็จจริงที่สำคัญก็คือ

“เราทุกคนต่างอยู่ในระบบที่ไม่สมบูรณ์” โดยเฉพาะระบบการแพทย์ไทยที่ยังขาดแคลน ซึ่งความท้าทายคือต้องแก้ปัญหาบนระบบที่ไม่สมบูรณ์นี้ให้เข้าใจกันทุกฝ่ายให้ได้ ทั้งเรื่องความเหลื่อมล้ำของขนาดสถานพยาบาล อัตรากำลังเจ้าหน้าที่ และกองทุนต่างๆ ที่ไม่พอเพียง และโรงพยาบาลที่ขาดทุน เป็นต้น

“หากมัวแต่ไปไล่จับผิดข้อไม่สมบูรณ์ก็จะไม่มีวันแก้ปัญหาที่ต้นเหตุได้ แม้เราไม่สามารถทำระบบให้สมบูรณ์ได้ทั้งหมด แต่เราสามารถทำให้ประชาชนเข้าใจความจริง สร้างกำลังใจให้แก่แพทย์เพื่อทำงานในระบบด้วยจิตใจอาสา ช่วยกันรักษาระบบได้ ซึ่งวันนี้เรามีการขับเคลื่อนทั้งแพทย์และประชาชนร่วมกัน

“อย่างไรก็ตาม ปัญหาเหล่านี้ซับซ้อน เป็นหน้าที่ของหลายหน่วยงานตามกฎหมาย นอกเหนือจากแพทยสภา วันนี้ถึงเวลาที่ต้องมาช่วยกันคิดว่าจะถ้อยทีถ้อยอาศัยกันอย่างไร เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจ และเดินไปด้วยกันด้วยธรรมาภิบาลในระบบที่ไม่สมบูรณ์นี้ มากกว่าการจ้องความผิดกัน”

มิติที่สี่ เรื่องสังคม ทุกวันนี้วงการแพทย์ไทยมีเรื่อง “สังคม” เข้ามาเกี่ยวข้องมาก ทั้งองค์ความรู้ การรักษา การสื่อสารที่เปลี่ยนไปความเชื่อผิดๆ แพทยสภายุคนี้มุ่งเน้นการเข้าใจและตามสังคมรุ่นใหม่ให้ทัน ขณะเดียวกันพยายามสื่อให้สังคมเข้าใจข้อเท็จจริง ข้อจำกัดของวงการแพทย์ในการรักษาบริบาล พร้อมทั้งให้ความรู้ด้านสุขภาพแก่ประชาชนอย่างเพียงพอ เพื่อดูแลตนเองก่อนป่วย ตลอดจนการป้องกันความเจ็บป่วยด้วยตนเอง ไม่ใช่เน้นการรักษาขณะป่วยที่ต้องเข้าโรงพยาบาลเช่นปัจจุบัน แต่ต้องทำให้สังคมมีความรู้ด้านสุขภาพ และเข้าใจวงการแพทย์

อย่างไรก็ตาม ยุคต่อไปต้องทำให้สังคมและวงการแพทย์เกิดความเข้าใจ มั่นใจ แล้วเกิดความร่วมใจกัน เพราะหากจะให้ฝ่ายใดเดินแต่เพียงผู้เดียวคงเป็นไปไม่ได้ การพัฒนาและแก้ปัญหาต่างๆ ทุกฝ่ายต้องช่วยกันให้ระบบการแพทย์ของประเทศมีประสิทธิภาพมากที่สุดแบบยั่งยืน ในงบประมาณและบุคลากรที่มีจำกัด และประชาชนต้องมีสุขภาพดี

คุณหมอจ๊วด อธิบายถึงบทบาทแพทย์แต่ละกลุ่มด้วยว่า ประกอบด้วย 4 เสาหลัก คือ 1.แพทย์กระทรวงสาธารณสุข มีหน้าที่ดูแลประชาชนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย และชนบท 2.อาจารย์แพทย์ มีหน้าที่ผลิตแพทย์เพิ่มพร้อมกับนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาทำให้คนมีอายุยืนยาวมากขึ้น 3.แพทย์รัฐกลุ่มภารกิจเฉพาะ เช่น แพทย์ทหาร ตำรวจ กทม. มีภารกิจของตนเองตามสังกัด และ 4.แพทย์ภาคเอกชน ดูแลประชาชนที่มีฐานะให้สามารถดูแลตัวเองได้เพื่อไม่ต้องเข้ามาใช้ทรัพยากรในระบบรัฐที่ขาดแคลน

ทั้ง 4 เสาหลักภายใต้แพทยสภา มีภารกิจดูแลประชาชน 65 ล้านคน โดยแยกออกจากกันไม่ได้ ต้องเชื่อมโยงไปพร้อมกันทั้ง 4 เสา หากจะให้แยกหรือให้ความสำคัญฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง วงการแพทย์ทั้งระบบก็ไม่สามารถพัฒนาให้มีความยั่งยืนได้

เปิดศูนย์วันสต็อปเซอร์วิสร้องเรียน “หมอค้าความงาม”

กระแสไหลบ่าของวัฒนธรรมข้ามพรมแดน ทั้งเรื่องเทคโนโลยีและการศัลยกรรมความงามเป็นอีกบทบาทหนึ่งที่วิชาชีพแพทย์ต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการที่แพทย์ส่วนหนึ่งลงไปทำธุรกิจนี้เสียเองด้วย ซึ่ง พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ หรือทุกคนเรียกติดปากว่า “หมอจ๊วด” เลขาธิการแพทยสภา บอกว่า จากการตรวจสอบการขายหรือโปรโมทสินค้าความงามผ่านในโลกออนไลน์จริงๆ แล้วมีจำนวนแพทย์ไปเกี่ยวข้องไม่ถึง 10% ส่วนใหญ่มักเป็นบุคลากรสายวิชาชีพอื่นที่แอบอ้างความเป็นแพทย์

ในแง่การตรวจสอบหรือควบคุมการจำหน่ายสินค้าเสริมความงามในสังคมออนไลน์ หากเป็นแพทย์ดำเนินกิจการเองสามารถร้องเรียนผ่านแพทยสภาได้ทันที ซึ่งจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ โดยประชาชนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และหากพบว่ามีความผิดจะดำเนินการเอาผิดทั้งทางวินัยและกฎหมาย แต่หากตรวจสอบพบว่าไม่ใช่แพทย์จริง ประชาชนสามารถแจ้งความกับตำรวจ โดยเรื่องเหล่านี้มีกฎหมายหลายฉบับดูแล ทั้ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ร.บ.ยาและเครื่องมือแพทย์ และ พ.ร.บ.สถานพยาบาล เป็นต้น

พล.อ.ต.นพ.อิทธพร ระบุอีกว่า การรับเรื่องร้องเรียนเหล่านี้ในอนาคต แพทยสภากำลังร่วมกับ สคบ. อย. และกระทรวงสาธารณสุข ตั้งคณะทำงานเพื่อจัดตั้งศูนย์กลางรับเรื่องร้องเรียนของวิชาชีพต่างๆ ไว้ด้วยกันในรูปแบบคณะกรรมการวันสต็อปเซอร์วิส ซึ่งจะเป็นหน่วยงานที่คอยรับเรื่อง ไกล่เกลี่ย ตลอดจนดำเนินการคดีจริยธรรม บุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องในกฎหมายหลายฉบับพร้อมๆ กัน เพื่อลดขั้นตอนและความยุ่งยาก ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงศึกษาเตรียมการข้อมูลก่อนเริ่มดำเนินการจริง

สำหรับปัญหาจากการใช้โซเชียลมีเดียนั้น คุณหมอจ๊วด คิดว่าวันนี้ไม่ใช่เรื่องเฉพาะศาสตร์การแพทย์เท่านั้น แต่มีปัญหากับทุกวิชาชีพ ทุกเรื่องเป็นการสื่อในที่สาธารณะ แม้จะลับเท่าใดก็ตาม ในที่สุดสามารถบ่งบอกตัวตนได้ ดังนั้นแนะนำว่าคุณหมอจะโพสต์ข้อมูลอะไรที่เกี่ยวกับคนไข้และการรักษาลงไปควรใช้สติให้มาก

“ฝากเตือนว่าอะไรที่ลงในโซเชียล ขอให้จำไว้ว่ามันจะไม่ใช่ความลับแน่นอน ขอให้เข้าใจไว้ว่า ยิ่งเป็นแพทย์ก็จะเป็นที่จับตามองของสังคมมากขึ้น ฉะนั้นหากจะสื่ออะไรออกไปก็ต้องพร้อมรับผิดชอบกับสิ่งที่สื่อออกไปด้วยจะทำอะไรก็ขอให้นึกว่ามันอาจส่งผลต่อสถานะหน้าที่ของตนเองในอนาคต ที่ไม่สามารถลบออกได้ และกลับมาทำร้ายท่านได้ในอนาคต”

นอกจากนี้ยังให้คำแนะนำด้วยว่า หากประชาชนพบเจอบุคคลที่อ้างเป็นแพทย์ไปทำให้มีปัญหา เบื้องต้นสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ที่เว็บไซต์แพทยสภา www.tmc.or.th ซึ่งจะทำให้ทราบว่าบุคคลนั้นเป็นแพทย์จริงหรือไม่ หากเป็นแพทย์จริงก็มาร้องเรียนได้ทันที แต่หากไม่ใช่สามารถแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ได้ทันทีเช่นกัน

เลขาธิการแพทยสภา ย้ำว่า การตัดสินความผิดของแพทย์กับประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อน ในทางความจริงเมื่อผลการตรวจสอบออกมาจะต้องมีฝ่ายหนึ่งถูก ฝ่ายหนึ่งผิดเสมอ ฝ่ายที่ชนะย่อมพึงพอใจ ฝ่ายไม่สมหวังย่อมเสียใจกลับมาร้องเรียนแพทยสภา ทำให้แพทยสภาตกอยู่ในที่นั่งลำบากและอาจเป็นจำเลยในทุกคดี ซึ่งแพทยสภาพยายามปรับปรุงแก้ไขด้วยการให้ข้อมูลแก่ทุกฝ่ายให้เข้าใจข้อเท็จจริงมากที่สุด และเน้นป้องกันก่อนเกิดปัญหา

ท้ายนี้วิชาการแพทย์ของไทยวันนี้ถูกจัดเป็นชั้นนำในระดับโลก แต่สิ่งที่สำคัญกว่าในยุคแพทยสภาครบรอบ 50 ปี คือความเชื่อมั่นของแพทย์และประชาชน กรรมการทุกคนภายใต้การนำของนายกแพทยสภา พร้อมใจปรับทิศทางให้องค์กรสามารถสร้างความเข้าใจเชื่อใจ มั่นใจให้สังคม และสุดท้ายนำไปสู่ความร่วมใจกันกับประชาชนในการดูแลระบบสุขภาพให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ที่สำคัญแพทยสภาไม่ใช่องค์กรของแพทย์เพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นของประชาชนไทยทุกคนเพราะแพทย์ก็คือลูกหลานของประชาชนที่เรียนรู้วิชาแพทย์กลับมาดูแลรับใช้เพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทยทุกคนนั่นเอง

“สามมิตร”เป็นมิตรทุกพรรค ขอทำประโยชน์ให้ประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/562874

  • วันที่ 02 ก.ย. 2561 เวลา 10:19 น.

"สามมิตร"เป็นมิตรทุกพรรค ขอทำประโยชน์ให้ประชาชน

“ธนกร วังบุญคงชนะ” โฆษกกลุ่มสามมิตรกับการขยับก้าวพร้อมเป็นมิตรกับทุกพรรคหากได้เป็นรัฐบาล

***********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลุ่มการเมืองในนาม “สามมิตร” นับเป็นกลุ่มการเมืองที่ถูกจับตามองอย่างมากในช่วงนี้ จนถูกจับจ้องจากฟากการเมืองว่าอาจเป็นกลไกหนึ่งให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งหลังการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

“ธนกร วังบุญคงชนะ” โฆษกกลุ่มสามมิตร เล่าผ่าน “โพสต์ทูเดย์” พร้อมย้อนหลังถึงจุดเริ่มต้นของกลุ่มมาจาก สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ สมศักดิ์ เทพสุทิน อนุชา นาคาศัย และ ภิรมย์ พลวิเศษ ซึ่งได้พูดคุยจนเห็นพ้องร่วมกันว่าอยากให้ประเทศเดินไปข้างหน้า และมีเป้าหมายต้องการสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มเกษตรกร รวมถึงสร้างความปรองดองให้คนในชาติ

ธนกร ขยายความต่อว่า ตลอดการลงพื้นที่ของกลุ่มสามมิตรที่ผ่านมาจนถูกจับตาจากหลายฝ่ายว่าทำเพื่อประโยชน์ทางการเมือง แต่ในข้อเท็จจริงกลุ่มสามมิตรลงไปเพื่อรับฟังปัญหาของประชาชนและนำเสนอผ่านรัฐบาลตามช่องทางของสื่อต่างๆ จนหลายปัญหาทำให้ได้รับการแก้ไขเร่งด่วน เช่น เรื่องราคาข้าว จนรัฐบาลมีมาตรการปรับราคาข้าวจากเดิม 6,000 บาท เป็น 8,000 บาท

“เราเข้าไปช่วยเขา วันนี้ทุกคนได้ประโยชน์หมด แต่คำถามต่อมาพอเราเดินมากๆ ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากทุกฝ่ายว่าเราขัดคำสั่ง คสช.หรือไม่ แต่จริงๆ ในการลงพื้นที่เราทำตามกติการะเบียบของ คสช.อย่างเคร่งครัด ไม่เคยชุมนุมหรือพูดคุยทางการเมือง สามารถไปตรวจสอบได้ เราไปเพื่อรับฟังปัญหาอย่างเดียว”

อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลจะฟังทุกกลุ่ม แต่เวลากลุ่มสามมิตรสะท้อนปัญหาไป เชื่อว่ารัฐบาลเข้าใจในเจตนาบริสุทธิ์ของกลุ่มสามมิตร เช่น ไปต่างจังหวัด ชาวบ้านพูดเลยว่านโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ชาวบ้านพอใจ บัตรคนจน 11 ล้านใบ เดี๋ยวจะเพิ่มอีก 5 ล้านใบ

“วันแรกที่เราไป ชาวบ้านรูดได้ 200 300 500 ได้แต่ของอย่างเดียว ขณะนั้นมีเครื่องรูดแค่ 2 หมื่นเครื่อง เราสะท้อนไป รัฐบาลเพิ่มเครื่องรูดให้อีก 1 แสนเครื่อง พอสะท้อนไปอีกว่าชาวบ้านอยากได้เงินสดสัก 200 บาทได้ไหม เสนอผ่านไปยังรัฐบาลตอนลงพื้นที่ วันนี้ให้อีก 100-200 บาท สามารถรูดเป็นเงินสดได้ ไปซื้อร้านอื่นได้ วันนี้พี่น้องประชาชนคนยากจนได้ประโยชน์

การที่หลายฝ่ายบอกว่าเกษตรกรหรือคนยากจนเขาเริ่มมีความรู้สึกดี หรืออาจจะรักท่านนายกฯ ก็เป็นไปได้ หลังจากที่เราได้ลงพื้นที่ ผมไม่ได้เชียร์ท่านนายกฯ แต่นโยบายหลายอย่างตอบโจทย์คนยากคนจน วันนี้เมืองไทยเราอย่ามองว่ามันเป็นประชานิยม แต่เมืองไทยต้องมีสวัสดิการส่วนหนึ่งเหมือนประเทศสวีเดน”

ทั้งนี้ เมืองไทยคนยากคนจน 70% เพราะฉะนั้นต้องมีสวัสดิการบ้างถึงอยู่ได้ วันนี้ฐานล่างของประเทศยังเหนื่อยอยู่ ถ้าทำให้เกษตรกรมีความเข้มแข็ง มีอาชีพช่วย ไม่ใช่แค่ให้ปลาหรือเบ็ดไปดูแลตัวเองได้ นโยบายหลายอย่างของรัฐบาลมันต้องตอบโจทย์ของประเทศ

ธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกกลุ่มสามมิตร

โฆษกกลุ่มสามมิตร เล่าพร้อมยกตัวอย่าง เวลาไปพบเกษตรกรหรือชาวบ้าน พอเห็นหน้าคุณสมศักดิ์ บอกว่าอยากเลี้ยงโค เพราะจำได้ว่าคุณสมศักดิ์เคยคิดนโยบาย “โคแก้จน คนปลดหนี้” วันนี้ชาวบ้านเป็นหนี้กองทุนหมู่บ้านสามกองแต่ไม่มีปัญญาจ่าย วันนี้กองทุนหมู่บ้านที่เห็นมันกลายเป็นสิ่งดีๆ ที่ปรากฏในสื่อ แต่ขณะเดียวกันล้มเหลวเยอะมาก

“ประชาชนเป็นหนี้กองทุนหมู่บ้านก็ไปกู้หนี้นอกระบบมา เป็นวงจรแบบนี้ แต่วันนั้นถ้าคุณเอาเงินส่วนหนึ่งไปแจกโคเพศเมียให้ชาวบ้านครอบครัวละ 2 ตัว ตอนแจกเราคิดเป็นน้ำหนักให้ยืม และอีก 10 ปีมาคืน เชื่อหรือไม่ เมื่อดูตัวเลขมีโค 45 ตัว เราเป็นคนต่างจังหวัด เรารู้วิถีชีวิตว่าอยู่ได้ แต่วันนี้ไม่ใช่ไปสร้างหนี้อย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม นอกจากปัญหาเรื่องภาคเกษตรแล้วยังมีปัญหาเรื่องหนี้นอกระบบเยอะมาก แต่เป็นเรื่องดีที่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เข้าไปดูในเรื่องดังกล่าว ฉะนั้นขอนแก่นโมเดล ถือว่าเป็นเรื่องดีมาก มันมีนโยบายหลายอย่าง เศรษฐกิจกระเตื้องขึ้น แต่ในเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ อาจใช้เวลาอีกนิด

ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายมองว่ากลุ่มสามมิตรเคลื่อนไหวในหลายพื้นที่จะเป็นเครื่องมือให้กับรัฐบาลนั้น ธนกร อธิบายว่า วันนี้ไม่ใช่กลุ่มสามมิตรอย่างเดียวลงพื้นที่พบประชาชน แต่ยังมีพรรคการเมืองอื่นๆ ด้วย ซึ่งส่วนตัวเข้าใจ คสช.ไม่สองมาตรฐาน เพราะเวลาปฏิวัติมันเนิ่นนานมาแล้ว ช่วงแรกๆ อาจจะห้าม แต่ก็ผ่อนคลายมาช่วงหนึ่ง ไม่ได้จับ ฉะนั้นไม่ได้สองมาตรฐาน ปล่อยให้กลุ่มสามมิตรไปอย่างเดียว

“กลุ่มสามมิตรพร้อมน้อมรับคำวิพากษ์วิจารณ์จากทุกฝ่าย แต่วันนี้น่าจะเอาเวลาไปคิดนโยบาย หรือทำประโยชน์ให้กับประชาชนดีกว่า ดีกว่ามานั่งจับผิดหรือวิพากษ์วิจารณ์ เพราะการเมืองไม่ควรจะเป็นวงจรแบบนี้แล้ว วันนี้ควรหยุดกันได้แล้ว เนื่องจากเป็นภาวะพิเศษ เราน่าจะหยุดสักพักเพื่อให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าได้

เหมือนหมูป่าเกิดวิกฤต คนไทยทุกภาคส่วน ทุกสี ทุกกลุ่ม ที่เคยขัดแย้งมาร่วมมือกันหมด ผมอยากให้กรณีมาใช้กับทางการเมือง ในช่วงภาวะพิเศษ ผมเชื่อว่าประเทศไปได้ เราลองมาคิดทบทวน แต่วันนี้เป็นเรื่องประเทศชาติ จึงอยากให้คิดก่อน เพราะถ้าคิดก่อนประเทศจะไม่มีความขัดแย้ง”

ทั้งนี้ ยอมรับว่าในการรวมตัวของกลุ่มสามมิตรอาจจะมีบุคคลสำคัญทางการเมืองในอดีตมาร่วม แต่กลุ่มสามมิตรมีจุดยืนชัดเจนว่า วันนี้เป็นกลุ่มแล้ว มีอดีตนักการเมืองระดับชาติ อดีตรัฐมนตรี หรืออดีต สส.ที่มา เพราะเชื่อมั่นในตัวสมศักดิ์และสุริยะ เนื่องจากคร่ำหวอดในเวทีการเมืองเป็นที่น่าเชื่อถือของนักการเมืองหลายคน แม้วันนี้ยังเป็นกลุ่ม แต่เดือนหน้าเข้าใจว่ากระบวนการตัดสินใจจะไปอยู่ตรงไหนคงจะเริ่มต้นขึ้น

สำหรับประเด็นที่กำลังถูกมองโดยเฉพาะเรื่องการทาบทามอดีตนักการเมืองจากพรรคต่างๆ มาเข้าร่วมกลุ่มสามมิตรนั้น โดยส่วนตัวมองว่าเวลา สส.ย้ายพรรคมองว่าเป็นการดูด ซึ่งฟังแล้วไม่สบายใจ แต่มันเป็นเสรีภาพ สส. หรือกล่าวหาว่าเอาเงินไปซื้อตัว ซึ่งมันซื้อไม่ได้

“วันนี้เวลาเราอยู่พรรคไหน ถามว่าต้องอยู่ตลอดชีวิตหรือไม่ คือ ไม่ใช่ วันหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่งเราอยู่ตรงนี้แล้วสบายใจ แล้วทำประโยชน์ให้กับประชาชนได้ก็อยู่ แต่วันหนึ่งเราอยู่พรรคนี้แล้วทำประโยชน์ให้ประชาชนไม่ได้ เพราะเราไม่ได้เป็นรัฐบาล ก็อาจจำเป็นต้องย้ายพรรค อย่าไปต่อว่าหรือตำหนิคนย้ายพรรค ถือเป็นเรื่องปกติในทางสังคม แต่พอย้ายไปส่วนใหญ่ชอบมองกันในแง่มุมเชิงลบ

ธนกร ยืนยันหนักแน่นว่า วันนี้กลุ่มสามมิตรไปเช็กดูได้ไม่มีเรื่องต่อรองผลประโยชน์ ไม่มีการใช้เงินซื้อ สส. ไม่มีเรื่องเหล่านี้ สุริยะและสมศักดิ์ทำการเมืองสร้างสรรค์ ไม่มีศัตรูทางการเมืองเลย แต่เรื่องบิ๊กเซอร์ไพรส์ ถ้าลงตัวมันสำคัญมาก ไม่ใช่ สส. หรืออดีตรัฐมนตรีย้ายมาแล้วเซอร์ไพรส์ แต่ความสำคัญบริบทหลายอย่างที่ย้ายมาสำคัญ แต่การวิจารณ์ว่าดูด ไม่สร้างสรรค์ เป็นเสรีภาพทุกคน ที่ทำให้มั่นใจ ตรงไหนที่ทำประโยชน์ให้กับประชาชนได้ ก็อยู่ตรงนั้น

ขณะเดียวกันยืนยันกลุ่มสามมิตรไม่ได้ตั้งมาเฉพาะกิจ การวิจารณ์ทางการเมืองก็ว่ากันไป แต่กระบวนการเป็นพรรคเดือนหน้าก็รู้แล้วว่าอยู่ตรงไหน และอยู่ในจุดที่ดีด้วย อยู่ในจุดที่ทำประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนได้ ถ้าเป็นรัฐบาลสามารถทำประโยชน์ให้กับประชาชนได้ ไม่ว่าพรรคไหนมีนโยบายดีอย่างไร ถ้าไม่ได้เป็นรัฐบาล มันทำไม่ได้

ส่วนจะสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อหรือไม่หลังจากการเลือกตั้ง ซึ่งวันนี้นโยบายรัฐบาลตอบโจทย์ประชาชนได้หลายอย่าง อาทิ รถไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานหรืออีอีซี คิดว่าอีก 5-6 ปี ข้างหน้า คนไทยจะเห็นสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้กับบ้านเมือง แม้จะไม่ได้มาตามระบอบประชาธิปไตย แต่ก็ทำประโยชน์ให้กับประเทศ ฉะนั้นการเลือกตั้งครั้งหน้า ประชาชนมีความสุข กลุ่มสามมิตรก็อยู่ตรงนั้น แต่ก็เป็นเรื่องอนาคต และขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่ในกลุ่มจะตัดสินใจ

สำหรับนโยบายของกลุ่มสามมิตรก็มีคิดไว้ประมาณ 10 ข้อ อาทิ ส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงโค สร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร เช่น ในเรื่องของการจัดสวัสดิการให้กับเจ้าหน้าที่ อปพร. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อสม. เบี้ยคนชรา ซึ่งต้องปรับตรงนี้ เพราะได้น้อยเกินไป เนื่องด้วยปริมาณงานที่ทำมีมาก จึงต้องปรับให้อยู่ได้

“เราไปอยู่พรรคไหนในอนาคต เราต้องเป็นคนเลือกพรรค ไม่ใช่พรรคมาเลือกเรา เรานำเสนอนโยบายกับเขา ถ้าเขารับนโยบายที่เราคิด ยอมรับกันได้ เราก็ไปอยู่ตรงนั้น และยืนยันว่าเราไม่ตั้งพรรคการเมืองเด็ดขาด”

ผลกระทบนโยบาย 4.0 เสี่ยงทำแรงงานไร้อาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/562857

  • วันที่ 02 ก.ย. 2561 เวลา 07:28 น.

ผลกระทบนโยบาย 4.0 เสี่ยงทำแรงงานไร้อาชีพ

เสียงสะท้อนจาก “คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย” นโยบายไทยแลนด์ 4.0 อาจทำให้คนตกงานอย่างทวีคูณ ขาดการรองรับดูแลจากภาครัฐ

******************************

โดย…เอกชัย จั่นทอง

นโยบายไทยแลนด์ 4.0 หลายคนเข้าใจความหมายว่า เป็นความทันสมัยที่มีการติดต่อสื่อสารผ่านระบบเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ลดการทำงานซับซ้อน รวมถึงการนำระบบเทคโนโลยีมาใช้งานในสถานประกอบการทั่วไปที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายลดเวลาเพิ่มคุณภาพงาน แต่อาจลืมไปว่านโยบายที่ถูกใช้นั้น อาจส่งผลทางอ้อมกับแรงงาน ซึ่งคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ส่งเสียงสะท้อนคัดค้านว่า นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ทำให้คนตกงานอย่างทวีคูณ ขาดการรองรับดูแลจากภาครัฐ

ชาลี ลอยสูง รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) วิพากษ์นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่กำลังสร้างผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้แรงงานว่า นโยบายดังกล่าวทำให้มีประชาชนจำนวนมากตกงาน เนื่องจากผู้ใช้แรงงานปรับตัวไม่ทันตามนโยบาย ทำให้แรงงานหลายคนได้รับผลกระทบอย่างมากและยังรวมถึงครอบครัวของผู้ใช้แรงงานอีกด้วย

เช่นเดียวกัน ยังพบแรงงานหลายคนถูกละเมิดสิทธิ ทางผู้ประกอบการเองต่างกดดันสารพัดเพื่อให้แรงงานที่ปรับตัวไม่ทันลาออก โดยที่เจ้าของกิจการไม่ต้องเสียค่าชดเชยตามกฎหมาย แต่ใช้วิธีกดดันอื่นๆ ลักษณะบีบบังคับกดดันให้ลาออกเอง นอกจากนี้ยังพบว่าโรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน

“นโยบายไทยแลนด์ 4.0 มีข้อดีก็เยอะ ส่วนข้อเสียก็มีเช่นกัน ข้อดีคือมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทดแทนกำลังคนที่ขาดแคลนในแรงงานต่างๆ ได้ดี มีการใช้หุ่นยนต์เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวก ลดขั้นตอนการทำงาน มีระบบ AI เข้ามาช่วยเสริมประสิทธิภาพ มีเครื่องจักรกลทันสมัยเข้ามาสู่ระบบงาน” ชาลี กล่าว

รองประธาน คสรท. ระบุด้วยว่า ส่วนข้อเสียของนโยบายดังกล่าวที่ทำอย่างทันทีแบบฮวบฮาบ คือ ไม่มีการให้เวลาแรงงานทยอยปรับตัวตามความเปลี่ยนแปลง ท้ายที่สุดเมื่อแรงงานปรับตัวไม่ได้ก็ต้องถูกเลิกจ้าง ตกงาน ขาดรายได้ เรื่องนี้น่าเป็นห่วงอย่างมาก ที่สำคัญประเทศไทยประกาศเป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี แต่วันนี้แรงงานหลายคนกำลังเผชิญปัญหาเสี่ยงตกงานจากนโยบายไทยแลนด์ 4.0 คนไม่มีรายได้ ประเทศชาติจะดีขึ้นได้อย่างไร ถ้าเศรษฐกิจดีต้องทำให้ประชาชนมีเงินและไม่ตกงาน และเป็นผลกระทบที่ไม่ควรเกิดขึ้น

“รัฐบาลมีกฎหมายอะไรบ้างไหมที่จะมารองรับแรงงานที่ตกงานหรือเสี่ยงตกงาน เคยมีมาตรการผ่อนปรนช่วยเหลือหาช่องทางรองรับคนกลุ่มนี้หรือไม่ ถ้าแรงงานเหล่านั้นพัฒนาตัวเองไม่ทันตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 รัฐบาลมีอาชีพสำรองเตรียมพร้อมไว้อย่างไร หากรัฐบาลยังนิ่งเฉย เชื่อว่านโยบายดังกล่าวคงเดินต่อไปไม่ได้อย่างแน่นอน” รองประธาน คสรท. กล่าว

สำหรับสถานประกอบการที่ดำเนินการไปตามนโยบาย 4.0 นั้น อยากให้ย้อนไปดูว่าส่วนใหญ่กลุ่มเหล่านั้นดำเนินการมาก่อนที่จะมีนโยบายไทยแลนด์ 4.0 จึงไม่แปลกที่จะปรับตัวทันกับนโยบายนี้

อนุสรณ์ ธรรมใจ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ฉายภาพสถานการณ์แรงงานว่า เครื่องจักรอัตโนมัติ หุ่นยนต์สมองกลอัจฉริยะ จะเข้ามาพลิกโฉมหลากหลายอุตสาหกรรมทั้งการผลิตและการบริการ ในระยะ 5-10 ปีข้างหน้า ธุรกิจอุตสาหกรรม ตลาดแรงงานและการจ้างงานจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ในบางกิจการนั้น ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์จะเข้ามาแทนที่แรงงานคนได้มากกว่า 70% ประเทศที่มีค่าแรงสูงมากเกินไปและมีระบบคุ้มครองผู้ใช้แรงงานอ่อนแอจะเกิดการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด โดยเทคโนโลยีอัตโนมัติจะถูกนำมาใช้แทนที่แรงงานคนมากที่สุด

ผู้กำหนดนโยบาย นายจ้าง ลูกจ้าง และสถาบันฝึกอบรมต้องเร่งพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานให้สอดรับกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปและเตรียมรับมือกับผลกระทบของเทคโนโลยี หุ่นยนต์อัตโนมัติ อินเทอร์เน็ตของทุกสิ่ง เทคโนโลยีเหล่านี้จะกระทบต่ออุตสาหกรรมสิ่งทอ เสื้อผ้า รองเท้า อุตสาหกรรมอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมยานยนต์และตลาดการจ้างงานโดยรวม

อนุสรณ์ ยังหยิบยกงานวิจัยขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) คาดการณ์ว่า ในสองทศวรรษข้างหน้า ตำแหน่งงานและการจ้างงานในไทยไม่ต่ำกว่า 44% (กว่า 17 ล้านตำแหน่ง) มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกแทนที่โดยระบบอัตโนมัติ โดยกลุ่มคนงานที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ พนักงานขายตามร้านหรือพนักงานบริการตามเครือข่ายสาขา พนักงานบริการอาหาร ภาคเกษตรกรรม แรงงานทักษะต่ำที่ทำงานซ้ำๆ คนงานโดยเฉพาะอุตสาหกรรมสิ่งทอ เสื้อผ้าและรองเท้าอาจได้รับผลกระทบสูงถึง 70-80%

อนุสรณ์ ยังให้ความเห็นด้วยว่า แรงงานที่มีการศึกษาและทักษะไม่สูงจะมีความเสี่ยงในการถูกเลิกจ้างสูงและจะถูกทดแทนโดยเทคโนโลยีการผลิตมากยิ่งขึ้นในอนาคต ฉะนั้นต้องเตรียมความพร้อมและรับมือกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้วยการเตรียมทักษะให้สามารถทำงานกับนวัตกรรมเทคโนโลยีเหล่านี้ให้ได้

นอกจากนี้ แรงงานผู้หญิงในอุตสาหกรรมสิ่งทอ คนงานทักษะต่ำและมีระดับการศึกษาน้อย เป็นกลุ่มคนที่รัฐบาลต้องดูแลด้วยมาตรการต่างๆ เป็นพิเศษ เพราะเป็นกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงมากที่สุดในการถูกเลิกจ้างจากการนำระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีเข้ามาทดแทนแรงงาน เทคโนโลยีใหม่เข้ามาแทนที่เทคโนโลยีเก่าและทำให้กิจการอุตสาหกรรมและการจ้างงานจำนวนหนึ่งหายไป

ท้ายที่สุดแล้ว การใช้เทคโนโลยีน้อยเนื่องจากเห็นว่ายังมีต้นทุนสูงและขาดแคลนผู้ปฏิบัติงานที่มีทักษะในการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง หากไม่เตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและปรับตัว ย่อมไม่สามารถอยู่รอดหรือแข่งขันได้ในโลกยุคใหม่

ทางรอด‘เมืองริมน้ำ’ แก้ปัญหาน้ำท่วม ภูมิอากาศเปลี่ยน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/562735

  • วันที่ 01 ก.ย. 2561 เวลา 09:01 น.

ทางรอด‘เมืองริมน้ำ’ แก้ปัญหาน้ำท่วม ภูมิอากาศเปลี่ยน

จ.สมุทรปราการ เป็นเมืองที่มีชุมชนหนาแน่น มีการพัฒนาของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำ จึงมีความเสี่ยงต่อปัญหาน้ำท่วม

สภาพอากาศที่แปรปรวนส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในเมืองใหญ่เป็นประจำ และมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น เป็นที่มาของการศึกษาวิจัยในโครงการแนวทางการวางผังเมืองเพื่อรับมือความเสี่ยงต่อภาวะน้ำท่วมในอนาคตจากอิทธิพลของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ กรณีศึกษาเทศบาลนครสมุทรปราการ โดยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่งเป็นแบบอย่างในการศึกษาเมืองที่ใกล้เคียง

วนารัตน์ กรอิสรานุกูล อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะนักวิจัยและหัวหน้าโครงการ เปิดเผยว่า จ.สมุทรปราการ เป็นเมืองที่มีชุมชนหนาแน่น มีการพัฒนาของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและเป็นจังหวัดที่มีการเติบโตของจีพีพีในภาคอุตสาห กรรมเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ รองจากกรุงเทพฯ จ.ชลบุรี และระยอง แต่ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำ จึงมีความเสี่ยงต่อปัญหาน้ำท่วม โดยเฉพาะจากริมแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาจนถึงบริเวณถนนสุขุมวิทถือเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อภาวะน้ำท่วมมากที่สุด

สาเหตุนอกจากเกิดจากปริมาณน้ำทะเลหนุนที่ถือว่ามีความเสี่ยงสูงถึง 60-70% แล้วยังพบว่ามีแผ่นดินทรุดตัวร่วมด้วย จึงทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น

จากผลการศึกษาวิจัย ชี้ให้เห็นว่า ในทางกายภาพพื้นที่ของเทศบาลนครสมุทรปราการ เป็นทั้งพื้นที่ลุ่มต่ำ ติดชายฝั่งทะเลมีระยะทางยาวถึง 47 กิโลเมตร อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา และมีแนวคลองสาขา เป็นที่ตั้งของศูนย์ราชการ และเป็นเมืองที่มีชุมชนหนาแน่น ประกอบกับมีการทรุดตัวของแผ่นดินที่เพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้ความเสี่ยงรุนแรงมากถึงมากที่สุด อีกทั้งพบว่าปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเลสูงขึ้นมากกว่าปริมาณน้ำฝน และบริเวณที่มีความหนาแน่นของชุมชนมีแนวโน้มที่ได้รับความเสียหายจากผลกระทบของน้ำท่วมมากขึ้น ขณะที่เมืองมีการพัฒนาด้านเศรษฐกิจสูง มีการขยายตัวทั้งการก่อสร้างรถไฟฟ้าและอสังหาริมทรัพย์

“ในช่วงฤดูฝนมีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมคิดเป็น 10.91% ของพื้นที่ทั้งหมด ระยะเวลาเฉลี่ยที่น้ำท่วมขังประมาณ 1 วัน โดยช่วงที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมมากที่สุด คือ ในช่วงเดือน ก.ย.-พ.ย. สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากน้ำทะเลหนุนสูง

วนารัตน์ กรอิสรานุกูล อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นอกจากนี้ ยังพบว่าอาคารที่อยู่อาศัย 36% ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม และมีอาคารราชการถึง 60% ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมปานกลาง ขณะที่ถนนสายหลัก ได้แก่ ถนนสุขุมวิท ถนนศรีนครินนท์ และถนนสายลวด อยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงน้ำท่วมต่ำถึงปานกลาง ส่วนการประเมินผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคม จากการจำลองภาพฉายอนาคตในอีก 50 ปี (พ.ศ. 2607) พบว่าการขยายตัวของประชากรและการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน หากเกิดภาวะน้ำท่วมจะก่อให้เกิดความเสียหายได้ถึง 30.5% หรือคิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 9.7 หมื่นล้านบาท/ปี โดยมีอาคารที่จะได้รับผลกระทบทั้งสิ้นจำนวน 1.7 หมื่นหลัง

เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านกายภาพ เศรษฐกิจ และสังคม จะเห็นชัดว่าเทศบาลนครสมุทรปราการมีความเสี่ยงมากที่สุด แต่การลงทุนเพื่อเตรียมรับมือความเสี่ยงที่ยังไม่เกิดขึ้นถือว่าเป็นเรื่องยากในการตัดสินใจเพราะต้องใช้งบประมาณมหาศาล จึงควรถูกผลักดันไปสู่นโยบายระดับประเทศ แต่เมืองจำเป็นต้องมีแนวทางในการป้องกันที่จะทำให้เมืองอยู่รอดได้จากศักยภาพที่มีและลดการสูญเสียในอนาคต

งานวิจัยนี้จึงเข้ามาช่วยในการศึกษาสำรวจลงพื้นที่เก็บข้อมูลระดมความคิดเห็นร่วมกับนักผังเมือง ผู้เชี่ยวชาญ และผู้เกี่ยวข้อง และศึกษาวิเคราะห์ทางเลือกทางรอดและแนวทางการปรับตัวที่เหมาะสม ทำให้ได้แนวคิดออกมาเป็น “การวางผังเมือง และแผนการพัฒนาเมือง” เพื่อรับมือต่อความเสี่ยงน้ำท่วมและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคตแบ่งออกเป็น 2 ส่วน

ประกอบด้วย 1.การรับมือภาวะน้ำท่วมระยะยาวจากน้ำทะเลหนุน อาทิ การกำหนดรูปแบบอาคาร ยกระดับความสูงของอาคารที่อยู่ติดน้ำ ปรับรูปแบบอาคารให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ การสร้างเส้นทางเดินเท้ายกระดับ (Sky Walk) เชื่อมระหว่างตัวอาคารกับสถานีรถไฟฟ้า การสร้างกำแพงกันน้ำ เพิ่มพื้นที่สีเขียวบริเวณริมแม่น้ำเพื่อใช้เป็นพื้นที่กันชน และ 2.การรับมือต่อภัยพิบัติน้ำท่วม อาทิ การจัดหาเส้นทางอพยพ การจัดให้มีระบบเตือนภัย แผนที่หนีภัยและสถานที่รองรับ รวมทั้งจัดทำแผนฟื้นฟูหลังประสบภัยน้ำท่วม

ด้านแนวทางการพัฒนาเมืองที่สำคัญ อาทิ การพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีขนส่งมวลชน ทางเลือกใหม่ในการพัฒนาเมืองที่ใช้ “ระบบขนส่งมวลชนเป็นศูนย์กลาง” พร้อมไปกับการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีรถไฟฟ้าให้มีการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างคุ้มค่าและหลากหลาย

วนารัตน์ กล่าวว่า กรณีศึกษาของพื้นที่เทศบาลนครสมุทรปราการ ถือเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยใช้แนวคิดด้านการวางผังเมืองเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม ซึ่ง จ.สมุทรปราการ มีความเสี่ยงในอนาคต

อัดงบ’62 ลุยเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/562731

  • วันที่ 01 ก.ย. 2561 เวลา 08:32 น.

อัดงบ'62 ลุยเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ผ่านไปอย่างรวดเร็วสำหรับร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 วงเงิน 3 ล้านล้านบาท ภายหลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเอกฉันท์ 206 คะแนน เห็นชอบกับร่างกฎหมายดังกล่าวภายในเวลา 3 ชั่วโมง

ทั้งนี้ โครงสร้างของงบประมาณประจำปี 2562 อยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ 6 ด้าน

1.ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง 329,239 ล้านบาท เพื่อปฏิรูปกลไกการบริหารประเทศและพัฒนาความมั่นคงทางการเมือง ขจัดคอร์รัปชั่น ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้านความมั่นคง พัฒนาระบบเตรียมความพร้อมแห่งชาติ

2.ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 406,496 ล้านบาท เพื่อการพัฒนาอุตสาหการและการผลิตภาคการเกษตร พัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ขับเคลื่อนเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก

3.ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน 560,884 ล้านบาท เพื่อพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต ยกระดับคุณภาพการศึกษา และการเรียนรู้ให้มีคุณภาพ เท่าเทียมและทั่วถึง

4.ยุทธศาสตร์ด้านการแก้ไขปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างการเติบโตจากภายใน 397,581 ล้านบาท เพื่อการสร้างความมั่นคงและลดความเหลื่อมล้ำทางด้านเศรษฐกิจและสังคม การพัฒนาระบบประกันสุขภาพ การสร้างความเสมอภาคเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ สร้างความ เข้มแข็งของสถาบันทางสังคม

5.ยุทธศาสตร์ด้านการจัดการน้ำและสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน 117,266 ล้านบาท เพื่อจัดระบบอนุรักษ์ ฟื้นฟูและป้องกันการทำลายทรัพยากรธรรมชาติให้มีความหลากหลายทางชีวภาพคงความอุดมสมบูรณ์ บริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ

6.ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ 838,422 ล้านบาท เพื่อลดปัญหาการทุจริตในสังคมไทยโดยปลุกจิตสำนึกและสร้างค่านิยมให้ทุกภาคส่วนตระหนักรู้ในเรื่องความซื่อสัตย์ สุจริต คุณธรรม จริยธรรม ปรับปรุงและพัฒนากฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ทำให้งบประมาณปี 2562 จึงมีความสำคัญขึ้นมาทันที เพราะแน่นอนว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในการเดินหน้าสู่สนามเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นช่วงกลางปีหน้า

งบประมาณก้อนแรกที่สำคัญที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ คือ รายจ่ายงบกลางโดยงบกลางหมายถึงงบประมาณที่ตั้งไว้เพื่อจัดสรรให้ส่วนราชการและหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐเพื่อนำไปใช้นอกเหนือจากงบประมาณที่ได้รับตามกฎหมายปกติ และเป็นงบประมาณสำหรับใช้จ่ายเฉพาะเรื่อง ซึ่งในทางการเมืองต่างทราบดีว่างบประมาณในส่วนนี้ส่วนใหญ่จะถูกนำไปใช้เพื่อสร้างนโยบายทางการเมือง

เดิมทีงบกลางถูกตั้งไว้จำนวน 1.02 แสนล้านบาท แต่เมื่อกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของ สนช.โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ พบว่าตัวเลขสุดท้ายของงบกลางอยู่ที่ 1.055 แสนล้านบาท

งบกลางที่ได้รับเพิ่มขึ้นนั้นไปอยู่ที่เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 9.9 หมื่นล้านบาท จากเดิมที่ถูกตั้งไว้ที่จำนวน 9 หมื่นล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับแก้ไขปัญหาเร่งด่วนที่เกิดขึ้นและใช้จ่ายตามสภาพเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นโดยมิได้คาดหมาย ไม่สามารถประมาณการค่าใช้จ่ายที่แน่นอน และไม่อาจจัดสรรงบประมาณรายจ่ายให้แก่หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบได้โดยตรง

งบประมาณที่น่าจะเป็นตัวสะท้อนถึงความคิดทางการเมืองของรัฐบาลและ คสช.ได้เป็นอย่างดีคงหนีไม่พ้น “กองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก” จำนวน 4 หมื่นล้านบาท  วัตถุประสงค์ของกองทุนดังกล่าว เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยสร้างความมั่นคง เพิ่มศักยภาพและพัฒนาระบบคุ้มครองทางสังคมอย่างครบวงจรสำหรับประชาชนผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกร อันจะสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นตั้งแต่ระดับฐานราก และทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจเป็นไปอย่างยั่งยืน ตลอดจนเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการโครงการเพื่อสังคม และช่วยเหลือคนในชุมชนท้องถิ่นให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน รวมถึงทำให้จำนวนผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 1 แสนบาท/ปี ลดลงปีละ 6 แสนคน

ทั้งนี้ กรณีของงบประมาณกองทุนประชารัฐฯ จะพบว่า สนช.ไม่ได้มีการแก้ไขหรือปรับลดแม้แต่น้อย ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าการเมืองนับจากนี้ไป รัฐบาลจะใช้กองทุนประชารัฐฯ เป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญ

เช่นเดียวกับงบประมาณสำหรับแผนบูรณาการขับเคลื่อนเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ได้รับงบประมาณ 14,848 ล้านบาท ซึ่งอภิมหาโครงการเศรษฐกิจของรัฐบาลที่พยายามใช้เป็นผลงานชิ้นโบแดงมาโดยตลอด

ดังนั้น จะเห็นได้ว่ารัฐบาลและ คสช.กำลังเดินหน้าแซงพรรคการเมืองไปหลายช่วงตัว โดยอาศัยความเป็นฝ่ายบริหารในระหว่างที่พรรคการเมืองยังไม่สามารถทำกิจกรรมทางการเมืองได้ จึงอาจเรียกได้ว่ารัฐบาลและ คสช.น่าจะพร้อมแล้วสำหรับการเลือกตั้ง

สภาวิชาชีพค้านพรบ.อุดมศึกษา หวั่นเกิดหมอเถื่อน บริการตกต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/562517

  • วันที่ 30 ส.ค. 2561 เวลา 06:36 น.

สภาวิชาชีพค้านพรบ.อุดมศึกษา หวั่นเกิดหมอเถื่อน บริการตกต่ำ

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

สมาพันธ์สภาวิชาชีพแห่งประเทศไทย จาก 11 องค์กร อาทิ แพทย์สภา สภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทันตแพทยสภา และสภาวิศวกร มีมติร่วมกันในการแถลงเมื่อวันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา เพื่อคัดค้านมาตรา 64, 65, 66 และมาตรา 48 แห่งร่างพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. … เหตุผลเพื่อความปลอดภัยต่อชีวิตและสวัสดิภาพของประชาชนไทย

ทัศไนย ไชยแขวง อุปนายกสภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สะท้อนว่า มาตรา 64, 65 และ 66 ระบุว่า ห้ามไม่ให้สภาวิชาชีพมีอำนาจในการรับรองหรือกำหนดจัดการเรียนการสอนในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับสภาวิชาชีพนั้นของสถาบันอุดมศึกษา และไม่ให้ออกข้อบังคับหรือหลักเกณฑ์เพื่อจัดระเบียบประกอบอาชีพ ทำได้เพียงจัดประเมินความรู้และทักษะ ในการประกอบวิชาชีพนั้นแก่ผู้สำเร็จการศึกษาเพื่อประกอบอาชีพที่สภาวิชาชีพนั้นควบคุมอยู่ ซึ่งหมายถึงการสอบขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ

ทำให้เกิดผลกระทบคือ ไม่มีการประกันคุณภาพการศึกษา โดยเฉพาะวิชาชีพที่ให้การดูแลรักษาผู้ป่วยอาจเกิดอันตรายต่อสุขภาพและชีวิตได้ เนื่องจากการฝึกปฏิบัติของนักศึกษากับผู้ป่วยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการศึกษาในภาคปฏิบัติที่มีความจำเป็น และเมื่อนักศึกษาสำเร็จการศึกษาจากสถาบันแล้ว จะไม่มีหลักประกันว่าสามารถสอบวัดความรู้ผ่านเพื่อรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพได้ ส่งผลให้คุณภาพมาตรฐานของผู้ประกอบวิชาชีพต่ำลง หรืออาจทำให้เกิดผู้ที่ไม่มีใบอนุญาตแอบแฝงไปประกอบวิชาชีพอย่างผิดกฎหมายอยู่ตามสถานพยาบาล

สำหรับมาตรา 48 สถาบันอุดมศึกษามีหน้าที่ในการให้บริการทางวิชาการและวิชาชีพ ให้การศึกษาแก่สังคมภายนอกสถาบันอุดมศึกษา โดยนำความรู้มาจัดฝึกอบรม ผลิตงานวิจัยและสร้างนวัตกรรม เพื่อพัฒนาสังคมและความรู้แก่ประเทศชาติ เรื่องนี้ทางสมาพันธ์วิชาชีพฯ ขอคัดค้านเนื่องจากหากสถาบันการศึกษาไปให้บริการหรือคำปรึกษางานทางวิชาชีพที่เข้าข่ายเป็นการทำสัญญารับจ้าง โดยไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ถือเป็นการกระทำฝ่าฝืนกฎหมายสภาวิชาชีพนั้นๆ โดยเฉพาะสภาสถาปนิก และสภาวิศวกร เพราะจะมีผลไปขัดแย้งกับบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ที่บัญญัติให้ผู้รับจ้างออกแบบ ควบคุมงานจะต้องเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพจากสภาสถาปนิก สภาวิศวกร ก่อน

“การที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพถือเป็นหลักมาตรฐานสากล ได้รับความเชื่อถือต่อชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งสร้างความน่าเชื่อถือต่อประเทศชาติด้วย ตัวอย่างเช่นในวงการแพทย์ได้รับความเชื่อถือจากนานาชาติ เกิดจากสภาวิชาชีพนั้นๆ ได้กำหนดมาตรฐานของวิชาชีพที่เข้มแข็ง” ทัศไนย กล่าว

ทพ.ไพศาล กังวลกิจ นายกทันตแพทยสภา ยืนยันว่า แพทย์เห็นด้วยกับภาพรวมของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ แต่มีเพียงบางมาตรา ที่ระบุไม่ให้สภาวิชาชีพเข้ามารับรองหลักสูตร จะทำให้ไม่มีการประกันคุณภาพการศึกษา ไม่มีการคุ้มครองบุตรหลานที่จะเข้ามาศึกษาต่อในอุดมศึกษาตามมาตรฐานสากล รวมถึงไม่คุ้มครองผู้บริโภค

“มาตรฐานวิชาชีพจะตกต่ำลง เพราะไม่มีการควบคุมคุณภาพการศึกษาที่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ หากเป็นเพียงแค่จัดการสอบเพื่อให้เด็กจบมาครั้งละ 2,000-3,000 คนก็ทำได้ แต่ในเรื่องของการแพทย์ต้องได้ผู้จบการศึกษาที่มีคุณภาพแม่นยำ ไม่เช่นนั้นจะเกิดการบริการไม่ได้คุณภาพ หากไม่มีการรับรองหลักสูตรจะทราบได้อย่างไรว่าประชาชนได้รับการบริการที่มีคุณภาพ อีกหน่อยหมอเถื่อนจะมากขึ้น เป็นหมอเถื่อนที่ผลิตมาจากมหาวิทยาลัย เราไม่อยากให้เกิดสภาพเช่นนั้น ดังนั้นสิ่งที่สภาวิชาชีพคัดค้านเป็นการคุ้มครองบุตรหลานและคุ้มครองผู้บริโภคด้วย” ทพ.ไพศาล กล่าว

ทนพ.สมชาย วิริยะยุทธกร กรรมการสภาเทคนิคการแพทย์ กล่าวว่า เพื่อให้ได้ผลการตรวจที่ดี ต้องมีการใช้เครื่องมือ ห้องแล็บที่มีคุณภาพ จากประสบการพบว่าโรงพยาบาลเอกชนบางแห่งใช้เครื่องมือไม่ระบุยี่ห้อ ไม่รับรองคุณภาพ เพราะต้องคำนึงถึงผลกำไรเป็นสำคัญ เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่เพราะหากเทคนิคการแพทย์ใช้เครื่องมือไม่มีคุณภาพแล้วตรวจวัดค่าออกมาผิดพลาดไปหมด ผลกระทบจะเกิดกับผู้ป่วย ซึ่งที่ผ่านมาสภาเทคนิคการแพทย์เข้ามาควบคุมมาตรฐานเครื่องมือ ห้องแล็บพร้อมทั้งให้คำแนะนำเป็นไปในแนวทางเดียวกัน หากไม่ให้สภาเข้ามาทำแล้วใครจะทำ จึงขอให้ตัด 4 มาตราที่มีปัญหานี้ออกไป เพื่อสร้างสังคมแห่งความร่วมมือทำงานเพื่อประเทศ

กมล ตรรกบุตร นายกสภาวิศวกร กล่าวว่า วิชาชีพด้านวิศวกรต้องมุ่งเน้นถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก  ดังนั้นเมื่อมีมาตรา 48 การให้บริการวิชาชีพ โดยไม่ต้องมีใบอนุญาต ผลกระทบคือจะมั่นใจถึงความปลอดภัยในวิศวกรรมได้อย่างไร เพราะมาตรานี้ขัดแย้งกับการขอใบอนุญาตจากสภาวิศกร จึงขอเสนอให้ถอดคำว่าการให้บริการวิชาชีพออกไป โดยที่ผ่านมาสภาวิศวกรได้เข้าไปดูแลในสถาบันการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพราะเคยเกิดกรณีที่สถาบันการศึกษาไปออกแบบโครงสร้าง แต่สุดท้ายไม่ผ่านคุณภาพ ดังนั้นคนที่จบจากสถาบันการศึกษาแต่ไม่มีใบรับรองวิชาชีพจะทำงานได้หรือไม่ ทำคนตายหรือไม่ จะสร้างความมั่นใจได้อย่างไร

ด้าน สพ.ธวัชชัย ศักดิ์ภู่อร่าม นายกสัตวแพทยสภา กล่าวว่า อาชีพนี้นอกจากดูแลรักษาสัตว์เลี้ยงแล้ว สัตวแพทย์ยังมีหน้าที่ควบคุมเรื่องของโรคที่เกิดจากการบริโภคอาหาร สารปนเปื้อนต่างๆ เช่น สินค้าส่งออกต่างประเทศต้องได้รับการอนุญาตจากสัตวแพทย์ที่มีใบอนุญาตวิชาชีพรับรอง ต่างประเทศจึงจะยอมให้นำสินค้าเข้า สร้างวงเงินรายได้มหาศาลกลับเข้าสู่ประเทศไทย หากไม่มีใบรับรองวิชาชีพจะทำให้สูญเสียรายได้การส่งออกสินค้าจำนวนมาก

ร่างกฎคุมนศ.ลิดรอนสิทธิ มาตรการล้าหลัง ไร้ผลสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/562263

  • วันที่ 28 ส.ค. 2561 เวลา 07:08 น.

ร่างกฎคุมนศ.ลิดรอนสิทธิ มาตรการล้าหลัง ไร้ผลสำเร็จ

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ร่างกฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา ฉบับที่… พ.ศ. … ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาจนได้รับการอนุมัติ เกิดแรงสะท้อนต่อความกังวลแก่กลุ่มนักศึกษาที่มองว่า อาจไปกระทบต่อสิทธิเสรีภาพ เอนทางลิดรอนสิทธิหรือไม่ จนมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มนิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย หรือ สนท. ที่ออกมาคัดค้านไม่เห็นด้วย

มุมมองของนักวิชาการชื่อดังอย่าง อรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์ประจำสาขาวิชาการสอนสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ทัศนะน่าสนใจว่า รัฐบาลไม่ควรไปกำหนดเป็นรายละเอียดขนาดนั้น เพราะเป็นเรื่องสิทธิเด็กและเยาวชน มันคือสิทธิเสรีภาพในการแต่งตัว การแสดงออกทางสาธารณะ หากต้องการมีมาตรการบังคับใช้ ควรเป็นมาตรการระดับโรงเรียนและระดับโรงเรียนที่แตกต่างกัน ที่สำคัญต้องมีมาตรการอย่างเหมาะสม

“หากประกาศออกมาเป็นมาตรการนั่นคือเข้าไปแทรกแซงชีวิตเด็ก เข้าใจว่าผู้ใหญ่มีมาตรการความหวังดี แต่ส่วนตัวมองว่ามันล้ำเส้น ถ้าวันดีคืนดีออกคำสั่งให้ประชาชนแต่งตัวอย่างนั้นอย่างนี้ก็ดูไม่เหมาะสม แต่พวกคุณมองว่าพวกเขาเป็นเด็กสามารถทำอะไรก็ได้ ทั้งที่จริงไม่ใช่เด็กเพราะมีความเป็นพลเมืองที่กลุ่มนี้ต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่เช่นกัน”

ในความจริงปัจจุบันมีกลไกช่องทางต่างๆ ของโรงเรียนที่จะส่งเสริมอบรมให้เกิดความประพฤติปฏิบัติที่เหมาะสมหลายอย่าง ซึ่งต้องเริ่มปลูกฝังจากโรงเรียน ขนานไปกับแนวคิดการปกป้องจากสังคม เนื่องจากเด็กเยาวชนยุคใหม่นั้น “หมดยุคของการควบคุมไปนานแล้ว” แต่มันคือเรื่องของการสร้างศักยภาพมากกว่า วัตถุประสงค์เพื่อให้เด็กและเยาวชนรู้ว่าเขาควรปฏิบัติตนอย่างไรในที่สาธารณะ ให้รู้เข้าใจต่อการจัดการชีวิตตัวเองเติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างมีคุณภาพ

อรรถพล วิพากษ์อีกว่า ดังนั้นเราต้องส่งเสริมเรื่องเหล่านี้ตั้งแต่ในโรงเรียนและสถานศึกษาควรคำนึงถึงประเด็นคุณภาพ รวมถึงการเสริมพลังความความเข้มแข็งในตัวเด็กให้มีวุฒิภาวะ น่าจะเป็นโจทย์ใหญ่กว่าการบังคับใช้กฎระเบียบ สิ่งที่รัฐออกคือมาตรการเชิงนโยบาย เป็นการใช้อำนาจที่เลยเถิด แม้แฝงไปด้วยความหวังดีต้องการปกป้องคุ้มครองเด็กให้อยู่ในกรอบ ควบคุมพฤติกรรมให้คงเส้นคงวาลดปัญหา แม้ในความจริงทุกวันนี้กระบวนทัศน์การคุ้มครองเด็กเยาวชนยังคงแบบเก่าอยู่

“มองเป็นการบีบบังคับตีกรอบการเรียน จากการตีเส้นจากมาตรการดังกล่าว เด็กขาดความอิสระ ในความจริงรัฐบาลมีหน้าที่สร้างสิ่งแวดล้อมสังคมให้ปลอดภัย เตรียมพร้อมเด็กก่อนออกไปสู่โลกชีวิตจริง โดยรู้จักตัวเองและให้เกียรติให้ความเคารพต่อผู้อื่นเป็น ตรงนี้เป็นหน้าที่รัฐบาลที่จะต้องสร้างสังคมปลอดภัยให้เด็กเยาวชน” อรรถพล ยังมองว่า ใช่ว่ารัฐจะคิดแต่ว่าให้เด็กเอาตัวเองออกจากพื้นที่ที่มีความเสี่ยง ตราบใดพื้นที่เสี่ยงในสังคมยังมีอยู่ แม้จะพยายามสร้างโลกให้สวยงามแค่ไหน แต่โลกนอกโรงเรียนยังมีปัญหาอยู่คุณจะพยายามบังคับให้เด็กกลับบ้านเร็วสารพัดเหตุผลต่างๆ ทั้งที่เราไม่ได้กลับไปแก้ไขต้นตอต้นเหตุของปัญหาเลย เนื่องจากสังคมรอบตัวเด็กมีความเสี่ยง ถ้าต้องการสังคมและเด็กปลอดภัยต้องทำพร้อมกัน ทั้งเรื่องเสริมสร้างสุขภาพเด็ก วุฒิภาวะเด็ก และการสร้างสังคมรอบตัวให้ปลอดภัย ไม่ใช่การออกแต่กฎหมายให้เด็กอยู่กับบ้าน โรงเรียน กลับบ้านเร็ว แต่งตัวเรียบร้อย ซึ่งทั้งหมดไม่ใช่การแก้ไขปัญหา

ที่สำคัญหมดยุคที่รัฐจะเข้ามาควบคุมแบบนี้ไปนานแล้ว กลับกันถ้าเปลี่ยนจากเด็กมาควบคุมผู้ใหญ่จะรู้สึกเป็นอย่างไร โดยอ้างเหตุผลว่า “เขาเป็นเด็ก” แบบนี้เมื่อเด็กเติบโตขึ้นมาอยู่ในอาณัติผู้ใหญ่ แล้วเด็กจะเกิดการคิดไม่เป็น ไม่แปลกหากจะเรียกว่าการ “เคอร์ฟิวเด็ก”

ในเมื่อทำให้เด็กอยู่ในโลกความจริงไม่ได้ ตัวเด็กเองจึงต้องหันไปอยู่ในโลกเสมือนแทน แล้วรัฐก็ต้องมานั่งวิ่งไล่จับกันในโลกไซเบอร์ต่ออีก หลายประเทศประสบปัญหาจากมาตรการลักษณะนี้มาเยอะ สิ่งที่รัฐออกมาไม่ใช่การแก้ไขปัญหา แต่แค่แสดงแอ็กชั่น ไม่ได้มองการแก้ปัญหาทางพฤติกรรมเด็กเลย เทียบเคียงกับนานาประเทศตอนนี้ไม่มีประเทศใดใช้มาตรการนี้แล้วเกิดการควบคุมได้จริง แม้อาจเกิดจริงบ้างแต่ก็ไม่เกิดการป้องกันแก้ไขปัญหา โลกยุคใหม่ไม่ใช้แนวทางนี้แก้ปัญหา

เช่นเดียวกับ อังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) สังเคราะห์ประเด็นนี้ว่า ร่างกฎหมายฯ ที่ออกมายังมีความคลุมเครือไม่ชัดเจนในบริบทของคำที่ใช้ จึงเกิดการเข้าใจสื่อสารไม่ตรงกัน เช่น การรวมกลุ่ม การเสื่อมเสียศีลธรรม เป็นต้น ทางฝ่ายรัฐหรือผู้ร่างมองว่าเพื่อป้องกันไม่ให้นักเรียนตีกัน ส่วนฝ่ายเด็กมองว่าส่วนนี้จะไปครอบคลุมถึงเรื่องการชุมนุม การแสดงออกทางความคิดเห็นต่อที่สาธารณะไม่ได้อีก ตรงนี้เป็นเรื่องของดุลพินิจใคร ส่วนประเด็นการเสื่อมเสียศีลธรรมอันนี้งาม ก็ไม่มีการนิยามอย่างชัดเจน

เมื่อเกิดการตีกรอบแล้วใครจะเป็นผู้ตีความหมายเหล่านี้ว่า เช่น เด็กหญิงชายจับมือกันเสื่อมเสียศีลธรรมหรือไม่ ซึ่งสื่อไปถึงความไม่ชัดเจนเรื่องการใช้คำ ทำให้เกิดความคิดไปคนละทาง ขณะที่ประเด็นเรื่องป้องกันเด็กตีกัน มันคือเรื่องความผิดทางอาญา ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ระเบียบร่างกฎหมายฯ ที่ออกมา เมื่อทะเลาะวิวาทรุนแรงทุกคนทราบดีว่าเป็นการทำผิดกฎหมายอาญา สามารถใช้กฎหมายจัดการได้ทันที

อย่างไรก็ตาม สำหรับประเด็นข้อกังวลที่นักเรียนนักศึกษาห่วงว่าจะไปลิดรอนสิทธิในการแสดงความเห็นในที่สาธารณะ ตรงส่วนตัวมองว่า ยังไงก็สามารถทำได้เนื่องจากในรัฐธรรมนูญได้รับรองสิทธิการใช้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานไว้อย่างชัดเจน ดังนั้นถ้าหากจะออกระเบียบดังกล่าวจะต้องไม่ไปขัดกับรัฐธรรมนูญในเรื่องของสิทธิและเสรีภาพเด็ดขาด

“บิ๊กตู่”ซื้อใจคนจน ปูทางเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/562262

  • วันที่ 28 ส.ค. 2561 เวลา 07:00 น.

"บิ๊กตู่"ซื้อใจคนจน ปูทางเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการโพสต์ทูเดย์

ยิ่งใกล้วันเลือกตั้ง ยิ่งจะได้เห็นนโยบายอุ้มคนจนของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งทั้งหมดเพื่อปูทางไปสู่การเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง

โครงการช่วยคนจนที่บิ๊กตู่และ คสช.มั่นใจว่าจะครองใจรากหญ้าได้ คือ “โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ” หรือ “บัตรคนจน” โดยช่วยผู้มีรายได้น้อยกว่าปีละ 1 แสนบาท ซึ่งเปิดให้ลงทะเบียนแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรก  8.3 ล้านราย  รัฐบาลอัดงบไป 1.9 หมื่นล้านบาท เพื่อแจกเงิน 3,000 บาท แก่คนจนที่รายได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาท/ปี และคนละ 1,500 บาท แก่คนจนที่รายได้เกิน 3 หมื่นบาท/ปี

ต่อมาเฟส 2  แจกเงินผ่านบัตรอิเล็กทรอนิกส์จากแพ็กเกจสวัสดิการที่รัฐบาลจัดให้ สำหรับผู้มีรายได้มากกว่า 3 หมื่น-1 แสนบาท/ปี ได้รับวงเงินผ่านบัตร 200 บาท/เดือน ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท/ปี ได้รับวงเงินผ่านบัตร 300 บาท/เดือน  รวมถึงวงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้มจากร้านค้ากระทรวงพลังงาน 45 บาท/คน/3 เดือน และยังช่วยเหลือลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าโดยสารรถเมล์ รถไฟฟ้า 500 บาท/เดือน วงเงินค่าโดยสารรถ บขส. 500 บาท/เดือน และวงเงินค่าโดยสารรถไฟ 500 บาท/เดือน รวม 11.4 ล้านราย

ยิ่งล่าสุดบัตรคนจนเฟส 3 เตรียมเพิ่มวงเงินรายเดือนกรณีรายได้ตั้งแต่ 3 หมื่นบาทขึ้นไป แต่ไม่เกิน 1 แสนบาท/ปี จะได้วงเงินช่วยเหลือเพิ่ม 100 บาท/เดือน เพิ่มจาก 200 บาท/เดือน เป็น 300 บาท/เดือน ส่วนรายได้ไม่ถึง 3 หมื่นบาท/ปี จะได้วงเงินช่วยเหลือเพิ่มอีก 200 บาท/เดือน จาก  300 บาท/เดือน เพิ่มเป็น 500 บาท/เดือน และยังสามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลผ่านโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินแม้แต่บาทเดียว เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.นี้ เป็นต้นไป

นอกจากนี้ เตรียมแจก “ซิมคนจน” โดยรัฐบาลจะดูแลค่าใช้จ่ายอินเทอร์เน็ตรายเดือนให้ โดยเติมเงินผ่านบัตรคนจน เท่านั้นยังไม่พอคนถือบัตรคนจนรัฐบาลจะให้เพิ่มค่าเดินทางเดือนละ 1,000 บาท แบ่งเป็น รถไฟของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จำนวน 500 บาท/คน/เดือน และรถโดยสารประจำทางของบริษัท ขนส่ง (บขส.) จำนวน 500 บาท/คน/เดือน และในอนาคตจะเพิ่มค่าเดินทางในระบบรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและสายสีม่วงอีกเดือนละ 500 บาท

อีกโครงการที่ “บิ๊กตู่” ภูมิใจ คือ โครงการ “ บ้านคนไทยประชารัฐ”  เพื่อให้คนจนมีบ้านเป็นของตัวเอง โดยการนำที่ดินราชพัสดุ รวมทั้งหมด 317 ไร่ จัดเป็นที่อยู่อาศัย 2,757 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 3.5–7 แสนบาท ประกอบไปด้วย บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ และคอนโดมิเนียม พื้นที่ใช้สอยเริ่มต้น 28 ตร.ม. โครงการนี้รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณ 4,000 ล้านบาท  ผ่านธนาคารออมสินและธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธ.อ.ส.) โดยมีอัตราดอกเบี้ยคงที่ปีที่ 1-4 ร้อยละ 2.75 ต่อปี ส่วนปีที่ 5 เป็นต้นไป คิด MRR แบ่งเป็นรายย่อย MRR – 0.75 ต่อปี และกรณีสวัสดิการหักเงินเดือน MRR-1 ต่อปี พร้อมกำหนดระยะเวลาการกู้ไม่เกิน 30 ปี

นอกจากนี้ “บิ๊กตู่” ยังสั่งการให้การเคหะแห่งชาติ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จัดโครงการ “บ้านเคหะประชารัฐ” ผุดขึ้นทั่วประเทศกว่า 50 โครงการ มูลค่ากว่าหมื่นล้านบาท กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค เน้นสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ อัตราดอกเบี้ย 1.5% และฟรีค่าธรรมเนียมการโอนสิทธิราคาบ้านตั้งแต่ 4-7 แสนบาท

ยิ่งประชาชนในกลุ่มเกษตรกร รัฐบาลเอาใจมากเป็นพิเศษ โดยมีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นเจ้าภาพหลัก คือ “โครงการพักหนี้เกษตรกร” รอบที่ 1 วงเงิน 9.5 หมื่นล้านบาท  เพื่อลดภาระหนี้สินทั้งในและนอกระบบ และต่อมาพักหนี้เกษตรกร รอบที่ 2 วงเงิน 1.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งโครงการนี้เกษตรกรที่ได้รับประโยชน์ประมาณ 10 ล้านคน

ยังไม่หยุดเทงบประมาณเพียงเท่านี้ “บิ๊กตู่” ตั้งงบกลางปี 2561 จำนวน 1.5 แสนล้านบาท “โครงการไทยนิยม ยั่งยืน” โดยกระทรวงมหาดไทย เป็นเจ้าภาพปูพรม 8 หมื่นหมู่บ้านและชุมชนได้งบแห่งละ 2 แสนบาท

ไม่เฉพาะคนจนในชนบทเท่านั้น รัฐบาลเอาใจคนจนในเมืองผ่านโครงการ “กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง” อัดเม็ดเงินสนับสนุนตั้งแต่ปี 2559 ราว  6 หมื่นล้านบาท ปี 2560 อัดเงินไปราว  4  หมื่นล้านบาท ส่วนปี 2561 รัฐบาลอัดฉีดเม็ดเงินเพิ่มไปแล้ว  2 หมื่นล้านบาท

จุดพลิกจะได้เป็นรัฐบาลต่อหรือไม่ คือนโยบายแก้จนที่โดนใจ “บิ๊กตู่” จึงต้องสวมบทพ่อบุญทุ่ม อัดฉีดสารพัดโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า เน้นซื้อใจผู้มีรายได้น้อยเป็นหลักถึงจะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง

ปฏิรูปกฎหมายเพื่อ”สตรีทฟู้ด” ทางเท้ายุคใหม่ใช้ประโยชน์คุ้ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/562172

  • วันที่ 27 ส.ค. 2561 เวลา 08:15 น.

ปฏิรูปกฎหมายเพื่อ"สตรีทฟู้ด" ทางเท้ายุคใหม่ใช้ประโยชน์คุ้ม

กทม.ต้องเป็นเจ้าภาพจัดทำผังใช้ประโยชน์จากทางเท้าสาธารณะ เริ่มจากสำรวจกำหนดพื้นที่ใช้สอยประโยชน์ร่วมกัน

*********************************

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

เป็นที่ทราบกันดีในระดับสากลโลกว่า “ทางเท้า” หรือ “บาทวิถี” คือเส้นทางเล็กๆ ข้างถนนที่ยกระดับสูงขึ้นจากพื้นผิวช่องทางจราจร ใช้สำหรับเดินเท้าได้อย่างอิสรเสรี ทว่าทางเท้าของประเทศไทยมักถูกนำมาใช้ตั้งร้านค้าหาบเร่แผงลอย จอดรถยนต์ หรือแม้กระทั่งรถจักรยานยนต์ขึ้นมาขับขี่ลัดเลาะ ด้วยปัจจัยเหล่านี้ได้สะสมมายาวนาน จึงทำให้เป็นปัญหาใหญ่ที่สร้างผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมากต้องเผชิญกับความเดือดร้อน

กระนั้น กรุงเทพมหานคร (กทม.) เดินหน้าตามระเบียบการบริหารเมือง โดยอาศัย พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 เป็นที่มาของนโยบายจัดระเบียบร้านค้าหาบเร่แผงลอย รวมถึงสิ่งกีดขวางทุกชนิดที่บดบัง กีดขวางทางเท้า เพื่อทวงคืนเส้นทางสาธารณะให้กับประชาชนได้ใช้อย่างปลอดภัย

ด้วยการจัดระเบียบของ กทม. ซึ่งประกาศห้ามผู้ค้าตั้งร้านโดยเด็ดขาด พร้อมทั้งยกเลิกจุดผ่อนผันในหลายพื้นที่ จนได้ผลตอบรับดีจากประชาชนว่า นโยบายนี้สามารถทวงคืนความสะอาดเป็นระเบียบให้กลับคืนมา แต่ด้านหนึ่งได้ก่อให้เกิดการตั้งคำถามถึง “เสน่ห์” ของกรุงเทพฯ เมืองสตรีทฟู้ด จุดหมายปลายทางของเหล่านักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศรวมถึงผู้มีรายได้น้อยกำลังได้รับผลกระทบตามไปด้วย เสมือนเป็นการหักด้ามพร้าด้วยเข่า

นำมาสู่ความมุ่งหวังเพื่อแก้ปัญหาละเมิดสิทธิบนทางเท้า ผ่านการแก้กฎหมาย โดยคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับหาบเร่แผงลอย ที่มี บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธานฯ กำลังหาทางออก เพื่อทำให้ผู้ค้ากับประชาชนคนเดินเท้าใช้ประโยชน์จากทางสาธารณะร่วมกันได้

วิชญะ เครืองาม อนุกรรมการปฏิรูปกฎหมายหาบเร่แผงลอย เปิดเผยว่า ในฐานะคนกรุงเทพฯ ที่เลือกใช้การสัญจรด้วยทางเท้าเป็นส่วนใหญ่ ทำให้รู้ว่ามีทางเท้าหลายแห่งใช้งานไม่ได้ อาทิ มีเสาไฟฟ้าขวางทาง ร้านค้าหาบเร่ รถจักรยานยนต์วิ่งย้อนศร จึงคิดว่ากฎหมายที่จะออกมาเป็นการจัดระเบียบทางเท้าให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น คือ ทางเท้าที่ใดใช้การไม่ได้จะให้ กทม.ปรับปรุงอย่างมีแบบแผน จากนั้นเมื่อปรับปรุงเสร็จแล้ว ทางเท้าใดมีขนาดเล็กจะไม่ให้มีหาบเร่เด็ดขาด เพราะใช้สำหรับเดินเท่านั้น

สำหรับทางเท้าใดมีขนาดใหญ่สามารถจัดรูปแบบการใช้ประโยชน์ได้ ให้กำหนดโดยผ่านคณะกรรมการควบคุมบริหารจัดการพื้นที่นั้นๆ เพื่อทำให้เป็นพื้นที่ใช้สอยประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งต่อจากนี้ต้องมาสรุปว่าขนาดของทางเท้ากว้างเท่าใดถือว่าเล็กหรือใหญ่ต่อไป

วิชญะ เครืองาม อนุกรรมการปฏิรูปกฎหมายหาบเร่แผงลอย

วิชญะ กล่าวว่า ผู้ที่จะเข้ามาใช้ประโยชน์จากทางสาธารณะต้องเสียค่าใช้จ่ายให้คณะกรรมการบริหารจัดการพื้นที่หาบเร่ เพื่อส่งให้ กทม.นำไปใช้ปรับปรุง ซ่อมแซม ดูแลความสะอาด ทางสาธารณะอื่นๆ อย่างเพียงพอ เนื่องจากทุกวันนี้มีค่าใบอนุญาตตั้งแผงค้าในจุดผ่อนผันปีละ 100 บาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อการนำไปใช้ประโยชน์อะไรเลย จึงต้องออกกฎหมายเก็บค่าใช้ประโยชน์ทางสาธารณะที่มากขึ้นจากเดิม โดยจากการสอบถามความคิดเห็นจากผู้ค้าได้ผลตอบรับว่า เขายินดีที่จะจ่ายเพิ่มขึ้นได้แต่ไม่ใช่ห้ามขายถาวร

ด้านคณะกรรมการบริหารจัดการหาบเร่ ซึ่งตั้งขึ้นโดย กทม. ต้องควบคุมไม่ให้ใครล้ำเส้นนอกเหนือกฎหมาย โดยใช้ย่านถนนข้าวสาร ถนนเยาวราช เป็นพื้นที่โมเดลที่เพิ่มจุดตรวจ ห้องน้ำ จุดทิ้งขยะและล้างทำความสะอาดจาน ชาม ทิ้งเศษอาหาร คราบไขมัน ไม่ให้ตกลงไปในท่อระบายน้ำเป็นไปตามมาตรฐาน

“ผมให้ความสำคัญกับเรื่องความสะอาดมาก เพราะกรุงเทพฯ ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองสตรีทฟู้ดอาหารอร่อย แต่ความสะอาดแทบไม่มี แม้ว่าจะมีกฎหมายของกระทรวงสาธารณสุขควบคุมร้านอาหารริมทาง แต่ผู้ประกอบการต้องไปจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกกันเอง ดังนั้นถ้า กทม.ใช้เงินที่ได้จากการเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ค้ามาสร้างห้องน้ำก็จะเกิดความสะอาด สะดวกต่อผู้ค้าและประชาชนด้วยซึ่งนำไปสู่การกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมต่อไปแต่ละเขตพื้นที่อาจไม่เท่ากันก็ได้” วิชญะ กล่าว

ทั้งนี้ อยากให้ กทม.เป็นเจ้าภาพจัดทำผังใช้ประโยชน์จากทางเท้าสาธารณะ เป็นการรวมจากหลายภาคส่วน เริ่มจากสำรวจกำหนดพื้นที่ใช้สอยประโยชน์ร่วมกัน จากนั้นทำแผนปรับปรุงให้น่าเดิน น่าใช้ยึดหลักใช้ทางเท้าเพื่อเดินเป็นสำคัญ จึงจะเสริมเรื่องร้านค้าเข้าไป ส่วนปัญหารถจักรยานยนต์ขึ้นมาขับขี่ต้องห้ามมีเด็ดขาด

อีกส่วนหนึ่งคณะกรรมการจัดทำผังใช้ประโยชน์ทางเท้าสาธารณะนี้ ต้องกำหนดพื้นที่ใดห้ามขายเด็ดขาด เช่น บริเวณใกล้สี่แยก เขตพระราชฐาน หรือล้นออกจากตลาดไม่ได้ หากใครฝ่าฝืนต้องโทษทางกฎหมายขั้นเด็ดขาด

“ไอเดียที่กำลังทำอยู่คือ ส่งเสริมให้หน่วยราชการ เอกชน จัดสรรพื้นที่ใต้อาคารในช่วงเย็นสามารถจัดเป็นพื้นที่ร้านค้าได้ ซึ่งใครร่วมโครงการ กทม.อาจมีสิทธิประโยชน์ในบางเรื่องให้ก็ได้หากทำได้ผู้ค้าที่อยู่บนทางเท้าจะเปลี่ยนที่เข้ามาขายในพื้นที่รองรับด้วยความสมัครใจเบื้องต้นได้หารือกับ กทม.และผู้ค้าแล้วมีความเห็นร่วมกันกับแนวทางนี้”วิชญะ กล่าว

วิชญะ กล่าวอีกว่า การทำกฎหมายเรื่องหาบเร่แผงลอยให้ชัดเจน สามารถขจัดปัญหาด้านนโยบายที่อาจเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยของผู้ว่าฯ กทม.

เปลี่ยนไปตามความเข้มงวดที่ไม่แน่นอน หรือเปลี่ยนไปตามนโยบายทางการเมือง แต่หากเป็นกฎหมายควบคุมชัดเจนแล้วจะสามารถเดินหน้าต่อไปไม่หยุดชะงัก หรือสลายกลุ่มมาเฟียพื้นที่ได้อีกด้วย

“ส่วนตัวรู้สึกรับไม่ได้เหมือนกันที่ทางเท้ากว้างแค่ 2 เมตร ถูกเบียดด้วยร้านผัดไทย หอยทอดไปด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่งใช้ตั้งโต๊ะ แล้วพื้นก็ลื่นเต็มไปด้วยน้ำมันทอด อย่างนี้ต้องเอาประโยชน์คนเดินเป็นหลักสำคัญ ในตอนแรกผมก็อยากให้ทางเท้าใช้เดินเท่านั้น แต่เมื่อพิจารณาเรื่องนโยบายที่อาจเปลี่ยนไปมาได้ จึงหาทางออกด้วยการกำหนดข้อกฎหมายให้เป็นรูปธรรมปฏิบัติ ก็จะยั่งยืนต่อไปในอนาคต” วิชญะ กล่าวทิ้งท้าย