กทม.เปิดตัว”นักสืบตาสับปะรด” เพิ่มช่องทางจัดระเบียบสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/565247

  • วันที่ 23 ก.ย. 2561 เวลา 08:54 น.

กทม.เปิดตัว"นักสืบตาสับปะรด" เพิ่มช่องทางจัดระเบียบสังคม

“นักสืบตาสับปะรด” โครงการล่าสุดของกทม. ที่หวังดึงประชาชนร่วมจัดระเบียบเมือง พร้อมให้ส่วนแบ่งค่าปรับแก่ผู้แจ้งเบาะแส

***************************

โดย….นิติพันธุ์ สุขอรุณ

กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงแห่งนี้ยังคงมีหลากหลายเรื่องราวความเดือดร้อนไม่เป็นระเบียบหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทางเท้าไม่สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย ปัญหาขยะ น้ำท่วมขัง ไปจนถึงต้นไม้ริมถนน แม้ว่าจะมีข้าราชการ เจ้าหน้าที่ บุคลากรของ กทม. ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคอยดูแลแก้ปัญหาให้กับประชาชนแล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอทำให้บ้านเมืองเป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างสมบูรณ์

เป็นที่มาของการตั้งโครงการ “นักสืบตาสับปะรด” เพื่อต้องการให้กรุงเทพฯ มีความสะอาด เป็นระเบียบ แก้ปัญหาในทุกจุดที่เกิดขึ้นทั่วเมือง จึงดึงประชาชนเข้ามาร่วมเครือข่ายเป็นนักสืบ คอยสอดส่องปัญหาและส่งเรื่องเข้ามาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้าไปแก้ไข

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า นักสืบตาสับปะรด เป็นโครงการที่ขอความร่วมมือจากประชาชนทุกเพศ ทุกวัย ทุกสาขาอาชีพ ที่เล่นเฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นในโลกสังคมออนไลน์ เข้ามาสมัครเป็นนักสืบแจ้งเหตุความเดือดร้อนที่พบเห็น เช่น การก่อมลพิษ ทิ้งขยะในที่สาธารณะ การใช้พลังงานสิ้นเปลือง หลอดไฟไม่ติด พื้นที่เปลี่ยวรกร้าง สถานที่ล่อแหลมเสี่ยงอาชญากรรม และการขับรถจักรยานยนต์บนทางเท้า หรือเห็นใครทำความดีสามารถแจ้งข่าวเข้ามาเพื่อเป็นกำลังใจให้คนทำดีได้อีกด้วย

“ผมอยากให้คน กทม.มาช่วยกันสอดส่อง เป็นหูเป็นตา เพื่อทำให้เมืองสะอาดเป็นระเบียบ ปลุกจิตสำนึกให้คนรุ่นใหม่ใช้เฟซบุ๊กเป็นพื้นที่แสดงออกถึงการทำความดี และช่วยเหลือดูแลสังคม หากสมาชิกคนไหนส่งข่าวสารและทำความดีอย่างสม่ำเสมอ กทม.จะส่งใบประกาศเกียรติคุณทำความดีบนโลกดิจิทัลไปยังหน้าเฟซบุ๊กของสมาชิกดีเด่นด้วย” พล.ต.อ.อัศวิน กล่าว

ด้าน พล.ต.ท.โสภณ พิสุทธิวงษ์ ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. ได้รับมอบหมายให้ดูแลโครงการ กล่าวว่า โครงการนักสืบอาศัยหลักพฤติกรรมศาสตร์คือ ผู้ที่คอยดูแลสอดส่อง ตรวจสอบการกระทำผิดของผู้อื่น แต่ที่สำคัญคนคนนั้นจะต้องไม่กระทำผิดเสียเอง จึงเชื่อว่าจะมีประชาชนคอยดูแลปกป้องบ้านเมืองขยายออกไปเป็นวงกว้าง โดยเริ่มต้นจากดึงกลุ่มนักเรียน โรงเรียนในสังกัด กทม. จำนวน 437 แห่ง กลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง รวมถึงประชาชนทั่วไปทุกสาขาอาชีพเข้ามาลงทะเบียนเป็นสมาชิก

ขั้นตอนการสมัครเป็นนักสืบ เริ่มที่พิมพ์ค้นหา “นักสืบตาสับปะรด” บนหน้าเฟซบุ๊ก แล้วกดไลค์ กดลงทะเบียน กรอกข้อมูลออนไลน์ แล้วรอรับรหัสสมาชิก เมื่อได้รหัสสมาชิกแล้วสามารถส่งข้อมูลข่าวสาร ระบุพิกัดจุดเกิดเหตุ รูปภาพความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง เช่น การทิ้งขยะมูลฝอย การก่อมลพิษ ฯลฯ เข้ามาทางช่องแชตเฟซบุ๊ก จากนั้นเจ้าหน้าที่จะประสานเรื่องราวไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งแจ้งผลการแก้ไขปัญหากลับมาให้สมาชิกทราบเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การประเมินผลของโครงการนักสืบตาสับปะรด คาดว่าใช้เวลาประมาณ 3 เดือนนับตั้งแต่เดือน ส.ค. ที่มีสมาชิกแล้วกว่า 5,000 คน เพื่อชี้วัดผลสำเร็จด้วยจำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้น และจำนวนเรื่องที่ถูกส่งเข้ามา

พล.ต.ท.โสภณ กล่าวอีกว่า นักสืบตาสับปะรดถือเป็นการเพิ่มช่องทางการรับเรื่องราวร้องทุกข์ของประชาชน แตกต่างตรงที่กลุ่มผู้แจ้งสายด่วน 1555 หรือไลน์แอด “อัศวินคลายทุกข์” ส่วนใหญ่เป็นผู้ประสบความเดือดร้อนหรือมีทุกข์ แต่โครงการนักสืบตาสับปะรดเป็นการร่วมสอดส่อง เพื่อแก้ไขปัญหาภาพรวมของสังคม เช่น ไม่ได้เป็นผู้เดือดร้อนโดยตรง แต่ผ่านไปเห็นปัญหา ซึ่งกระทบส่วนรวม สามารถแจ้งเข้ามาในเพจเฟซบุ๊กได้ทันที

ขณะที่สถิติการใช้บริการแจ้งเบาะแสเรื่องร้องเรียนเพื่อรับเงินรางวัลนำจับผ่านไลน์แอด “รางวัลนำจับ” มีประชาชนเข้าร่วมแล้วจำนวน 107,537 ราย ในส่วนนี้มีการแจ้งเบาะแสและได้รับแจ้งเป็นคดีแล้ว 7,919 คดี เปรียบเทียบปรับแล้ว 506 คดี รวมยอดค่าปรับ 170,540 บาท โดยมีประชาชนผู้แจ้งเบาะแสติดต่อขอรับส่วนแบ่งแล้ว 395 คดี เป็นเงิน 137,640 บาท และยังคงมีเรื่องร้องเรียนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ยืนยันว่า กทม.ไม่ต้องการจับปรับใคร แต่ต้องการสร้างจิตสำนึกที่ดีให้กับผู้คนในสังคม

เปิดระเบียบกกต. เดินหน้าเลือกสว.เฉพาะกาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/565122

  • วันที่ 22 ก.ย. 2561 เวลา 08:01 น.

เปิดระเบียบกกต. เดินหน้าเลือกสว.เฉพาะกาล

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระบวนการสรรหาชุดเฉพาะกาล สว. 250 เสียง เริ่มต้นอย่างเป็นทางการ เมื่อระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าด้วยการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา

ถือเป็นการออกระเบียบตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. 2561 มาตรา 90 โดยกำหนดให้ดำเนินการจัดให้มีการเลือก สว. 200 คน เพื่อให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เลือกเหลือ 50 คนต่อไป

ขณะที่ สว.อีก 200 คนนั้น คสช. จะแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสรรหา 194 คน รวมกับบุคลากรในตำแหน่ง ผบ.เหล่าทัพ 6 ตำแหน่ง

สำหรับในส่วนของ  200 คน ที่ คสช.จะเลือกให้เหลือ สว. 50 คน  จะนับเป็นการเลือก สว.ครั้งแรกภายหลังรัฐธรรมนูญ 2560 โดยแบ่งการเลือก สว. ออกเป็นระดับอำเภอ จังหวัด ประเทศ ทั้งนี้ภายใน 20 วัน นับแต่ระเบียบมีผลบังคับใช้ กกต.ประกาศเกี่ยวกับการลงทะเบียนขององค์กรที่มีสิทธิแนะนำชื่อบุคคลเพื่อรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาภายใน 10 กลุ่ม ได้แก่

1.กลุ่มการบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง อันได้แก่ ผู้เคยเป็นข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรืออื่นๆ

2.กลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม อันได้แก่ ผู้เป็นหรือเคยเป็นผู้พิพากษา ตุลาการ อัยการ ตำรวจ ผู้ประกอบวิชาชีพด้านกฎหมาย หรืออื่นๆ

3.กลุ่มการศึกษาและการสาธารณสุข อันได้แก่ ผู้เป็นหรือเคยเป็นครู อาจารย์ นักวิจัย ผู้บริหารสถานศึกษา บุคลากรทางการศึกษา แพทย์ทุกประเภท เทคนิคการแพทย์ สาธารณสุข พยาบาล เภสัชกร หรืออื่นๆ

4.กลุ่มอาชีพกสิกรรม ปลูกพืชล้มลุก ทำ นา ทำสวน  ทำไร่ ป่าไม้ ปศุสัตว์ ประมง

5.กลุ่มพนักงานหรือลูกจ้างของบุคคลซึ่งมิใช่ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ ผู้ใช้แรงงาน ผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ

6.กลุ่มผู้ประกอบอาชีพด้านสิ่งแวดล้อม ผังเมือง อสังหาริมทรัพย์และสาธารณูปโภค ทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสาร การพัฒนานวัตกรรม

7.กลุ่มผู้ประกอบกิจการขนาดกลางและขนาดย่อมตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น และผู้ประกอบกิจการอื่นๆ ผู้ประกอบธุรกิจหรืออาชีพด้านการท่องเที่ยว อันได้แก่ ผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยว มัคคุเทศก์ ผู้ประกอบกิจการหรือพนักงานโรงแรม ผู้ประกอบอุตสาหกรรม

8.กลุ่มสตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ หรือทุพพลภาพ กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มอัตลักษณ์อื่น ประชาสังคม องค์กรสาธารณประโยชน์

9.กลุ่มศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี การแสดงและบันเทิง นักกีฬา สื่อสารมวลชน ผู้สร้างสรรค์ วรรณกรรม          10.กลุ่มอื่นๆสำหรับการเลือก สว.ให้ดำเนินการตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ ตามลำดับ โดยระดับอำเภอ มีนายอำเภอ หรือผู้อำนวยการเขต เป็นประธานกรรมการ การเลือกระดับจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัด หรือปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นประธานกรรมการ และระดับประเทศ มีประธาน กกต. เป็นประธานกรรมการ

ทั้งนี้ ผู้สมัครสามารถสมัครด้วยการยื่นใบสมัครด้วยตนเอง หรือสมัครโดยยื่นใบสมัครด้วยตนเอง พร้อมแสดงหนังสือแนะนำชื่อผู้สมัครจากองค์กร โดยจะต้องมีคุณสมบัติ คือ 1.มีสัญชาติไทยโดยการเกิด 2.มีอายุไม่ต่ำกว่า 40 ปี ในวันสมัครรับเลือก 3.มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ หรือทำงานในด้านที่สมัครไม่น้อยกว่า 10 ปี

4.ผู้สมัครต้องมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ด้วย (ก) เป็นบุคคลซึ่งเกิดในอำเภอที่สมัครรับเลือก (ข) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในอำเภอที่สมัครรับเลือกมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 2 ปี นับถึงวันสมัครรับเลือก (ค) ทำงานอยู่ในอำเภอที่สมัครรับเลือกมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 2 ปี นับถึงวันสมัครรับเลือก (ง) เคยทำงานหรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านอยู่ในอำเภอที่สมัครรับเลือก แล้วแต่กรณี เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า2 ปี (จ) เคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในอำเภอที่สมัครรับเลือกเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าสองปีการศึกษา

การลงคะแนนจะเป็นการเลือกกันเองของผู้สมัครทั้ง 10 กลุ่ม ซึ่งแยกเป็นสมัครด้วยตนเองและรับรองโดยองค์กร โดยการลงคะแนนใช้วิธีการเลือกตรง คือ ให้เขียนหมายเลขผู้สมัครที่ต้องการเลือกในกลุ่มเดียวกันและวิธีการสมัครเดียวกันด้วยตัวเลขอารบิกใน “ช่องเขียนหมายเลขผู้สมัคร” ได้ช่องละหนึ่งหมายเลข และให้ผู้สมัครได้ไม่เกิน 2 คน โดยจะลงคะแนนให้ตนเองก็ได้ แต่จะลงคะแนนให้ผู้สมัครใดเกินหนึ่งคะแนน ไม่ได้

การนับคะแนนของแต่ละกลุ่มและแต่ละวิธีการสมัครให้กระทำ ณ สถานที่ เลือก โดยเปิดเผย ผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุด 3 ลำดับแรกในส่วนของการเลือกระดับอำเภอ ทั้งสมัครตรง และรับรองโดยองค์กร รวม 60 คน ถือเป็นผู้ได้รับเลือกในระดับอำเภอ และส่งไปเลือกในระดับจังหวัดต่อไป

การเลือกในระดับจังหวัด ผู้มีสิทธิจะเลือกตรงในกลุ่มและวิธีการสมัครเดียวกัน โดยคนที่ได้คะแนนสูงสุด 4 ลำดับแรก จากแต่ละกลุ่มและวิธีการสมัครเดียวกัน รวม 80 คน จะถือเป็นผู้ได้รับเลือกในระดับจังหวัด ส่งไปเลือกในระดับประเทศต่อไป

การเลือกในประเทศ ผู้ได้รับคะแนนสูงสุด 10 คน ในแต่ละกลุ่ม และแต่ละวิธีการสมัคร รวม 200 คน จะได้รับการเสนอชื่อให้ คสช.เลือกเหลือ 50 คนต่อไป โดยกำหนดให้ กกต. ซึ่งได้รับรายงานผลการนับคะแนนแล้วต้องรอเวลาไว้ไม่น้อยกว่า 5 วันก่อน หากเห็นว่าเป็นการเลือกตั้งโดยสุจริตและเที่ยงธรรมถึงส่งให้ คสช.

ทั้งนี้ เพื่อเปิดให้มีการดำเนินการสืบสวนและไต่สวน เรื่องราวร้องเรียนหากพบผู้สมัครกระทำ การใดๆ อันเป็นเหตุให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริต และเที่ยงธรรม ให้ กกต.สั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้นไว้เป็นการชั่วคราวเป็นเวลาไม่เกิน 1 ปี พร้อมทั้งให้เลื่อนลำดับของผู้ได้รับคะแนนในลำดับถัดไปของกลุ่มและวิธีการสมัครนั้นขึ้นมาแทน

อย่างไรก็ตาม หาก กกต.ยังดำเนินการสืบสวนและไต่สวนไม่แล้วเสร็จ ให้ดำเนินการส่งรายชื่อ แล้วรายงานเหตุดังกล่าวให้ คสช. ทราบ แล้วให้ดำเนินการสืบสวนและไต่สวนให้แล้วเสร็จ โดยเร็ว เมื่อ กกต.มีคำสั่งให้ผู้สมัคร คนใดไม่ดำเนินการให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม ให้ยื่นคำร้อง ต่อศาลฎีกา เพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้นต่อไป

เปิด350เขตเลือกตั้ง “อีสาน-เหนือ-กทม.”เก้าอี้ลด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/564886

  • วันที่ 19 ก.ย. 2561 เวลา 22:05 น.

เปิด350เขตเลือกตั้ง "อีสาน-เหนือ-กทม."เก้าอี้ลด

ชำแหละประกาศกกต.เรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้ง “ภาคเหนือ-อีสาน-กทม.”เก้าอี้สส. ลดลง แนวโน้มแข่งขันดุเดือด

*********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับเขตเลือกตั้งสส.จำนวน 350 เขตจากทั้งหมด 77 จังหวัด ตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรื่อง จำนวนสสส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่แต่ละจังหวัดจะพึงมีและจำนวนเขตเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งของแต่ละจังหวัด

เมื่อพิจารณาเป็นภาพรวมของแต่ละภูมิภาคโดยอาศัยการแบ่งภูมิภาคตามหลักของคณะกรรมการภูมิศาสตร์แห่งชาติ จะสามารถแบ่งออกมาเป็นจำนวน 6 ภูมิภาค ซึ่งพบว่าในบางภูมิภาคมีจำนวนสส.ลดลง จากเดิมที่รัฐธรรมนูญพ.ศ.2550กำหนดให้มีสส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวน 375 คน ดังนี้

1.ภาคเหนือ 9 จังหวัด มีสส.ทั้งหมด 33คน จากเดิมที่การเลือกตั้งสส.ครั้งล่าสุดในปี 2557 (เป็นการเลือกตั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ) มีสส. 36 คน

จังหวัดที่มีสส.ลดลง ได้แก่ เชียงใหม่ 9 คน จากเดิม 10 คน แพร่ 2 คน จากเดิม 3 คน อุตรดิตถ์ 2 คน จากเดิม 2 คน

ส่วนจังหวัดที่เหลือต่างมีจำนวนสส.เท่าเดิม ไม่ว่าจะเป็น เชียงราย 7 คน น่าน 3 คน พะเยา 3 คน แม่ฮ่องสอน 1 คน ลำปาง 4คน และ ลำพูน 2 คน

2.ภาคใต้ 14 จังหวัด มีสส.ทั้งหมด 50คน จากเดิมมีสส.ได้ 53 คน

จังหวัดที่มีสส.ลดลง คือ กระบี่ 2 คน จากเดิม 3 คน นครศรีธรรมราช 8 คนจากเดิม 9 คน ตรัง 3 คน จากเดิม 4 คน

ขณะที่อีก 11 จังหวัดที่เหลือมีสส.เท่าเดิม ได้แก่ ชุมพร 3 คน พังงา 1 คน พัทลุง 3 คน ภูเก็ต 2 คน ระนอง 1 คน สุราษฎร์ธานี 6 คน นราธิวาส 4 คน ปัตตานี 4คน สงขลา 8 คน สตูล 2คน ยะลา 3 คน

3.ภาคกลาง 22 จังหวัด (รวมกทม.) มีสส.ทั้งหมด 106 คน จากเดิม115 คน

จังหวัดที่มีการเปลี่ยนจำนวนสส. ได้แก่ กทม. 30 คน จากเดิม 33 คน เพชรบูรณ์5 คน จากเดิม 6 คน สระบุรี 3 คน จากเดิม 4 คน อยุธยา 4คน จากเดิม 5 คน สุพรรณบุรี 4 คน จากเดิม 5 คน อ่างทอง 1 คน จากเดิม 2 คน นนทบุรี 6คน จากเดิม 7 คน

ส่วนจังหวัดอื่นๆที่เหลือในภาคกลางพบว่ามีสส.จำนวนเท่าเดิม พิษณุโลก 5 คน สุโขทัย 3คน พิจิตร 3คน กำแพงเพชร 4 คน นครสวรรค์ 6 คน ลพบุรี 4คน ชัยนาท 2 คน อุทัยธานี 2คน สิงห์บุรี 1 คน นครนายก 1คน ปทุมธานี 6 คนนครปฐม 5คน สมุทรปราการ 7คน สมุทรสาคร 3 คน และ สมุทรสงคราม 1 คน

4.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) 20จังหวัด มีสส.ทั้งหมด 116 คน จากเดิม 126 คน

กลุ่มจังหวัดในอีสานที่มีสส.ลดลง ประกอบด้วย กาฬสินธุ์ 5คน จากเดิม 6 คน ชัยภูมิ 6 คน จากเดิม 7 คน นครราชสีมา 14 คน จากเดิม 15 คน บุรีรัมย์ 8 คน จากเดิม 9 คน ร้อยเอ็ด 7 คน จากเดิม 8 คน เลย 3 คน จากเดิม 4 คน สกลนคร6คน จากเดิม 7 คน สุรินทร์ 7 คน จากเดิม 8 คน อุดรธานี 8 คน จากเดิม 9 คน และ อุบลราชธานี 10 คน จากเดิม 11 คน

กลุ่มจังหวัดที่สส.เท่าเดิม ได้แก่ ขอนแก่น 6คน นครพนม 4คน มหาสารคาม5คน มุกดาหาร 2 คน ยโสธร 3คน ศรีสะเกษ 8คน หนองคาย 3คน หนองบัวลำภู 3คน อำนาจเจริญ 2คน บึงกาฬ 2 คน

5.ภาคตะวันออก 7 จังหวัด มีสส.ทั้งหมด 26 คน

ทั้งนี้ เป็นภูมิภาคที่จำนวนสส.ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง โดยแต่ละจังหวัดมีจำนวนสส.ดังนี้ จันทบุรี 3 คน ฉะเชิงเทรา 4 คน ชลบุรี 8 คน ตราด 1 คน ปราจีนบุรี 3 คน ระยอง 4 คน และ สระแก้ว 3 คน

6.ภาคตะวันตก 5 จังหวัด มีสส.ทั้งหมด 19 คน

เป็นอีกภูมิภาคหนึ่งที่ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงจำนวนสส.ไปจากเดิม ประกอบด้วย กาญจนบุรี 5คน ตาก 3 คน ราชบุรี 5คน เพชรบุรี 3 คน และ ประจวบคีรีขันธ์3 คน

ดังนั้น จะเห็นได้ว่ามี 4ภูมิภาคที่มีการเปลี่ยนแปลงจำนวนเก้าอี้สส. ได้แก่ ภาคเหนือ ลดลง 3 คน ภาคอีสาน ลดลง 10 คน ภาคกลาง ลดลง 9 คน ภาคใต้ ลดลง3 คน ตัวเลขที่ออกมาย่อมมีผลต่อการจัดตัวผู้สมัครสส.ของแต่ละพรรคการเมืองอย่างแน่นอน

โดยบางคนที่มีพื้นที่ทับซ้อนกันจากเขตเลือกตั้งที่เปลี่ยนแปลงไปจนมีผลให้จำนวนเก้าอี้ลดลง อาจต้องไปอยู่ในบัญชีของสส.ระบบบัญชีรายชื่อแทน ซึ่งการขึ้นไปอยู่ในแบบผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีโอกาสเป็นสส.ได้ง่าย เพราะต้องไม่ลืมว่าระบบการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญพ.ศ.2560 ได้เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง

ที่สุดแล้วไม่เพียงแต่การแข่งกันในพื้นที่ระหว่างพรรคการเมืองจะดุเดือดแล้ว การห่ำหั่นกันภายในพรรคก็น่าจับตาไม่แพ้กัน

หยั่งเสียง “ผู้นำประชาธิปัตย์” ไม่ผูกมัดเลือกหัวหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/564445

  • วันที่ 16 ก.ย. 2561 เวลา 11:43 น.

หยั่งเสียง "ผู้นำประชาธิปัตย์" ไม่ผูกมัดเลือกหัวหน้า

“ถวิล ไพรสณฑ์”อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้จัดทำร่างข้อบังคับฉบับใหม่ เผยที่มาการเลือกหัวหน้าพรรคที่มีการปรับปรุงครั้งสำคัญ

*********************************

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

การเปิดให้สมาชิกพรรคสามารถเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ได้โดยตรง นับเป็นการขยับครั้งสำคัญของพรรคที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนานกว่า​ 71 ปี

ทั้งในแง่การยกเครื่องปรับภาพลักษณ์ให้ดูทันสมัยกับการไพรมารีโหวตหัวหน้าพรรคผ่านแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือ อีกด้านยังลดภาพการผูกขาด เปิดกว้างให้สมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมเลือกหัวหน้าพรรคอย่างกว้างขวาง

แม้จะมีเสียงสะท้อนตามมาว่า นี่อาจเป็นเพียงแค่พิธีกรรม เพราะสุดท้ายอำนาจชี้ขาดการเลือกหัวหน้าพรรคก็ยังอยู่ในมือของที่ประชุมใหญ่ 250 คนอยู่ดี แถมรายละเอียดปลีกย่อยยังคล้ายจะกีดกันบุคคลที่จะขึ้นมาท้าชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ​

ถวิล ไพรสณฑ์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้จัดทำร่างข้อบังคับฉบับใหม่ ให้สัมภาษณ์พิเศษแจกแจงรายละเอียดตลอดจนที่มาที่ไปของแนวคิดดังกล่าว เริ่มตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ต้องแก้ไขข้อบังคับเพราะต้องปรับปรุงประเด็นต่างๆ ให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

สำหรับประเด็นสำคัญที่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างกว้างขวางตามรัฐธรรมนูญ คือ วิธีการ​หยั่งเสียงเพื่อเลือกตั้งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จาก​ที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง กำหนดให้อำนาจเลือกหัวหน้าและกรรมการบริหารเป็นของที่ประชุมใหญ่อันประกอบด้วย อดีต สส.และสมาชิกพรรค ไม่น้อยกว่า 250 คน แต่ทาง ​อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค เห็นว่าไม่กว้างขวางพอ อยากให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมเลือกหัวหน้าพรรคโดยตรง

ทั้งนี้ บุคคลที่จะสามารถมีส่วนร่วมหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคตามข้อบังคับพรรคใหม่ คือ 1.สมาชิกที่มายืนยันความเป็นสมาชิกก่อนวันที่ 30 เม.ย. 2561 ประมาณ 8 หมื่นคน 2.อดีตสมาชิกเกือบ 2 ล้านคน ที่ไม่ได้มายืนยันความเป็นสมาชิกแต่มีความประสงค์ที่จะลงคะแนนก็สามารถลงทะเบียนเพื่อขอใช้สิทธิ และ 3.กลุ่มคนที่จะมาสมัครสมาชิกหลังปลดล็อกทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่เปิดให้อดีตสมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมเลือกหัวหน้าพรรคนั้น เพราะเขาเหล่านั้นมีความผูกพันกับพรรค แต่เขาไม่ได้มายืนยันจึงทำให้หมดความเป็นสมาชิก หากไปดู พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 141 จะพบว่ามีความขัดแย้งกันเอง คือ ถ้าไม่มายืนยันในวันที่ 30 เม.ย. 2561 จะพ้นจากการเป็นสมาชิก แต่ถ้าไม่เสียค่าบำรุงจะพ้นจากสมาชิกภาพเมื่อครบ 4 ปี

“ยืนยันว่าความคิดเหล่านี้มีมานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมาคิด เพราะการที่ คสช.ให้เวลาเราเดือนเดียวในการยืนยันความเป็นสมาชิกกว่า 2 ล้านคนนั้นทำไม่ทัน เพราะเขาต้องมายืนยันที่พรรค เสียงเงินร้อยบาท 30 วัน ไม่มีทางทัน แม้แต่การประชาสัมพันธ์ก็ทำไม่ได้ เขามีความผูกพันกับเราอยู่แล้ว เราจะปล่อยเขาทิ้งได้อย่างไร และการให้เขามีส่วนร่วมมองดูแล้วก็ไม่ขัดกฎหมาย”

ถวิล ขยายความว่า การหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคครั้งนี้ จะใช้รูปแบบเดียวคือการออกเสียงผ่านแอพพลิเคชั่นทางโทรศัพท์มือถือ ซึ่งอยู่ระหว่างให้ทางฝ่ายไอทีไปดำเนินการเพราะต้องระวังเรื่องการลงคะแนนซ้ำหรือมีคนอื่นมาใช้โทรศัพท์ โดยจะต้องให้หนึ่งคนมีสิทธิออกเสียงแค่หนึ่งครั้ง

“กรณีนี้ไม่จำเป็นต้องทำเรื่องขออนุมัติจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพราะในที่สุด ใครที่ได้อันดับแรกของผลการหยั่งเสียงก็ไม่ถือเป็นข้อผูกมัดของที่ประชุมใหญ่ ซึ่งที่ประชุมใหญ่ 250 คน จะไม่เอาก็ได้ เพราะในกฎหมายบัญญัติชัดเจนว่าคนที่จะเลือกหัวหน้าพรรคได้คือที่ประชุมใหญ่เท่านั้น ในข้อบังคับพรรคจึงเขียนว่า การลงคะแนนหยั่งเสียงเบื้องต้นเพื่อเลือกตั้งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

…เราทำเพื่อให้ที่ประชุมใหญ่คำนึงว่า เสียงส่วนใหญ่ของสมาชิกต้องการคนนี้เป็นหัวหน้าพรรค แต่ 250 คนจะไม่เอาก็ได้ในทางปฏิบัติ แต่ถ้าคุณเป็นคนเลือกคุณจะไม่เอาคนที่ได้ที่หนึ่งหรือ มันก็ฝืนความเป็นจริง แต่เราก็ทำอะไรเขาไม่ได้ เพราะที่ประชุมใหญ่เขามีอำนาจเด็ดขาดตามกฎหมายพรรคการเมือง”​

ถามว่าทำไมไม่เขียนข้อบังคับให้ชัดเจนไปเลย ว่าที่ประชุมใหญ่จะต้องยึดตามผลการหยั่งเสียงของสมาชิกไปเลย ถวิล กล่าวว่า เขียนล็อกเช่นนั้นไม่ได้ เพราะหากเขียนล็อกจะผิดกฎหมาย เพราะกฎหมายให้อำนาจของที่ประชุมใหญ่เป็นคนเลือกหัวหน้าพรรค การเขียนแค่นี้จึงทำให้เราไม่ทำผิดกฎหมาย

ถวิล ย้ำว่า ในการหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคจะมีคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุด จำนวน 5 คน ซึ่งผู้ที่เป็นแคนดิเดตชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคจะเป็นคนเลือกกรรมการชุดนี้ ไม่ใช่กรรมการบริหารเป็นคนเลือกเพื่อมาทำหน้าที่จัดการหยั่งเสียง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมไม่มีความได้เปรียบเสียเปรียบในการแข่งขัน

ส่วนคุณสมบัติคนที่จะมาเป็นหัวหน้าพรรคนั้น รายละเอียดจะคล้ายกับข้อบังคับเดิม แต่มีแก้ไขเพิ่มตรงที่กำหนดให้เคยเป็นอดีต สส.ในนามพรรคประชาธิปัตย์ แต่มีข้อยกเว้นถ้าเป็นคนนอกมาสมัคร โดยไม่ใช่อดีตสมาชิกพรรคต้องมีอดีต สส.รับรอง 40 คน และสมาชิกพรรคภาคละ 1,000 คน ขณะที่หากเป็นสมาชิกพรรค จะให้อดีต สส.รับรองเพียงแค่ 20 คน และสมาชิกภาคละ 500 คน

ถามว่ารายละเอียดตรงนี้คิดขึ้นมาสกัดกระบวนการฮุบพรรคของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือไม่ ถวิล ชี้แจงว่า คงไม่ใช่เรื่องการป้องกัน โดยข้อบังคับเดิมเรามีอยู่แล้วว่าคนเป็นหัวหน้าพรรคต้องมีคุณสมบัติอย่างไร เราเพิ่มเติมขึ้นมาเพียงแต่ให้คนนอกที่จะมาสมัครเป็นสมาชิกใหม่อย่างน้อยที่สุดต้องให้มีคนในรับรอง หรือรู้เห็นเป็นใจบ้าง ไม่ใช่คุณมาจากไหนก็ไม่รู้ หรือให้ใครที่ไหนมาขอลงเลย

“สิ่งที่จะได้จากการหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรค คือ หนึ่ง สมาชิกพรรคจะได้มีความตื่นตัวทางการเมือง สอง สอดคล้องกับเจตนารมณ์ที่เขียนในรัฐธรรมนูญ คือ การดำเนินการของพรรคต้องเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง และสาม เมื่อไพรมารีโหวตไม่มีแล้ว การให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางก็ไม่มี ดังนั้นจึงต้องมีทางอื่นให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง”

ถวิล อธิบายว่า ในข้อบังคับพรรคไม่สามารถกำหนดรายละเอียดว่ากระบวนการหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคจะต้องแสดงวิสัยทัศน์หรือหาเสียงอย่างไร เพราะขณะนี้ คสช.ยังไม่ได้คลายล็อกให้พรรคการเมืองหาเสียงได้ รายละเอียดจึงต้องรอจนกว่า คสช.จะคลายล็อก

ส่วนขั้นตอนนั้นเวลานี้ร่างแก้ไขข้อบังคับเสร็จ 100% แล้ว รอเข้าที่ประชุมกรรมการบริหารพรรค หาก คสช.คลายล็อกให้พรรคการเมืองประชุมได้ ก็นำเข้าที่ประชุมกรรมการบริหารเพื่ออนุมัติการแก้ไข และนำเข้าที่ประชุมใหญ่ 250 คน เพื่อให้เห็นชอบการแก้ไขข้อบังคับพรรค จากนั้นถึงจะเริ่มต้นกระบวนการหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคต่อไป

อย่างไรก็ตาม เวลานี้ไม่มีสาขาพรรค เพราะคำสั่ง คสช.ให้ยกเลิกสาขาพรรคทั้งหมด ที่ประชุมใหญ่ 250 คน จึงมีเพียงแค่อดีต สส. 100 กว่าคน ซึ่งกรรมการบริหารพรรคจะแต่งตั้งสมาชิกเพิ่มให้ครบ 250 คน โดยจะให้รองหัวหน้าพรรคแต่ละภาคไปพิจารณาว่าจะเลือกใคร​จากสมาชิกที่มีอยู่แล้ว 8 หมื่นกว่าคน

ถามถึงความเป็นไปได้สำหรับการต่อยอดไปสู่การทำไพรมารีโหวตเลือกผู้สมัคร สส.ในอนาคตด้วยรูปแบบเดียวกันนี้ ถวิล ระบุว่า ไม่มีปัญหา เพราะเดิมประชาธิปัตย์ใช้วิธีให้สาขาพรรคเป็นผู้พิจารณาผู้สมัครซึ่งเป็นวิธีทำไพรมารีโหวตอยู่แล้ว แต่เมื่อ คสช.เปลี่ยนให้ใช้เป็นรูปแบบกรรมการ 11 คน พิจารณาผู้สมัคร พรรคก็จะต้องแก้ไขให้เป็นไปตามที่กำหนด

“ส่วนอนาคตจะปรับให้เป็นระบบสรรหาจากสาขาพรรคหรือไม่อย่างไรนั้น ต้องค่อยดูกันต่อไป เพราะเวลานี้ยังไม่มีสาขาพรรค แต่ตั้งใจว่าจะตั้งให้ได้ครบ 350 เขต ตามเขตเลือกตั้ง เวลานี้ก็เขียนข้อบังคับให้สอดรับกับกฎหมายพรรคการเมืองไปก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายที่ยุ่งยากสำหรับพรรคการเมือง ไม่เห็นใจพรรคการเมืองเลย แต่ก็ต้องทำตาม”​

ถวิล อธิบายว่า การมีสาขาพรรคครบ 350 เขต ก็จะคล้ายกับต่างประเทศมีสมาชิกกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ เป็นศูนย์กลางพบปะประชาชน ทำงานร่วมกับประชาชน ในขณะที่พรรคการเมืองอื่นไม่ค่อยมีสาขาพรรค แต่เพราะประชาธิปัตย์เป็นพรรคมานานมีการสั่งสมมาเรื่อยๆ จนมีสมาชิก 2.5 ล้านคน พรรคอื่นคงทำไม่ได้

ถามว่า ในฐานะที่อยู่ประชาธิปัตย์มายาวนานเห็นการเปลี่ยนแปลงมาหลายรอบเป็นห่วงหรือไม่ว่าการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคครั้งนี้จะสร้างความปั่นป่วนภายในหรือไม่ ถวิล กล่าวว่า คนภายนอกอาจจะมองว่ามีความปั่นป่วนบ้าง แต่ส่วนตัวเขาเห็นว่าเป็นเรื่องดี การเลือกตั้งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ที่ผ่านมาก็มีการแข่งขันดุเดือดบ้าง ไม่มีบ้าง นี่แหละคือประชาธิปัตย์​ ​เป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องประชาธิปไตย

ส่วนการเปิดให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมเลือกหัวหน้าพรรคจะทำให้เกิดการเกณฑ์หาสมาชิกมาสนับสนุนฝั่งตัวเองจนเกิดปัญหาหรือไม่นั้น ถวิลกล่าวว่า ไม่อยากให้คิดในมุมนั้น อย่างไรมันก็ต้องเริ่มต้น อยากให้มองมุมกลับว่า กลไกนี้จะทำให้ความขัดแย้งไม่เกิดขึ้น เพราะถ้านาย ก.ได้รับเลือกจากสมาชิกพรรคทั่วประเทศ ​นาย ข. นาย ค. จะไม่ยอมรับได้อย่างไร

“สุดท้ายเชื่อว่าการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคครั้งนี้จะไม่ทำให้เกิดความขัดแย้งหรือ​มีการแยกตัวออกไปตั้ง​พรรคใหม่เหมือนในอดีต เวลานี้พรรคการเมืองมีเป็นร้อยแล้วอย่าไปเพิ่มเลย” ถวิล กล่าว​พร้อมหัวเราะ

แค่คลายล็อก เปิดฤดูกาลเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/564418

  • วันที่ 16 ก.ย. 2561 เวลา 08:13 น.

แค่คลายล็อก เปิดฤดูกาลเลือกตั้ง

วันนี้ “คสช.”คลายล็อกให้เพียงบางส่วนก่อน และเมื่อครบ 90 วันที่ กฎหมายเลือกตั้ง สส.มีผลใช้จริงจึงจะปลดล็อกให้ทั้งหมด

*********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในที่สุด “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่งมาตรา 44 เปิดทางทำกิจกรรมทางการเมืองได้ เพราะ พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส.และ พ.ร.ป.การได้มาซึ่ง สว.ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตามที่ “บิ๊กตู่” เคยให้คำมั่นสัญญาไว้

อย่างไรก็ตาม คสช.จะคลายล็อกให้เพียงบางส่วนก่อน หลังกฎหมายเลือกตั้ง สส.ประกาศลงราชกิจจานุเบกษา เมื่อครบ 90 วันที่กฎหมายมีผลใช้จริง ทาง คสช.จะปลดล็อกให้ทั้งหมด จึงเป็นที่มาคำสั่งที่ 13/2561 เรื่อง การดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (เพิ่มเติม) โดยมีเนื้อหา 9 ข้อ

สำหรับเนื้อหาสำคัญที่ “คลายล็อก” มากกว่าปลดล็อกทางการเมือง เพื่อเตรียมพร้อมในการเลือกตั้งโดยกำหนดกิจกรรม 7 ประเภท ที่พรรคการเมืองต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า 5 วันก่อนดำเนินการ ประกอบด้วย แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับ คำประกาศอุดมการณ์การเมือง และนโยบาย, เลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหาร, จัดตั้งสาขาพรรค, รับสมาชิกพรรค, จัดให้มีคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง, มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นในการแบ่งเขตเลือกตั้ง และกิจกรรมการเมืองอื่นที่ คสช.กำหนด

เหตุผลที่ต้องคลายล็อก อาทิ การเปิดประชุมพรรค เป็นสิ่งสำคัญในการตรวจสอบรายชื่อจำนวนสมาชิกพรรค เพราะสมาชิกพรรคมีความสำคัญกับการเลือกผู้บริหารพรรค การกำหนดยุทธศาสตร์ หรือนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้ง หรือการตัดสินใจว่าจะส่งผู้สมัครคนใดลงแข่งขันในแต่ละพื้นที่

การเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค ซึ่งมีหลายพรรคเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในโครงสร้างผู้บริหารพรรค หรือบางพรรคต้องการเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ เพราะตำแหน่งหัวหน้าพรรคนับเป็นสิ่งสำคัญมากในการจะกำหนดยุทธศาสตร์และนโยบายพรรค การจัดทำข้อบังคับพรรค จะต้องเป็นการดำเนินการที่ให้สมาชิกพรรคได้มีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง หรือการตั้งสาขาพรรคการเมืองใหม่ โดยเฉพาะพรรคการเมืองเก่าสาขาพรรคต้องถูกยุบไปตามคำสั่ง คสช. ที่ 53/2560

การหาสมาชิกพรรคการเมืองต้องดำเนินการตามเงื่อนไขของกฎหมายใหม่และคำสั่งของ คสช. ไม่ว่าจะเป็นการหาสมาชิกใหม่แทนสมาชิกเก่าที่พ้นสภาพไป และการขยายเวลาตั้งกองทุนประเดิมพรรค ซึ่งต้องมีไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท เพราะทราบดีว่าพรรคเก่าสามารถนำเงินที่มีอยู่ในบัญชีของพรรค หรือตีมูลค่าทรัพย์สินที่มี รวมเป็นทุนประเดิม 1 ล้านบาทได้

ส่วนพรรคใหม่กลับกำหนดวิธีการให้สมาชิกก่อตั้ง 500 คน ต้องมีส่วนร่วมในการสละเงินเป็นทุนประเดิมอย่างทั่วหน้า คือ ต้องไม่น้อยกว่า 1,000 บาท และไม่เกิน 5 หมื่นบาท/สมาชิกก่อตั้ง 1 คน ดังนั้นการหาสมาชิกก่อตั้ง 500 คน ในทางปฏิบัตินับเป็นเรื่องยากมาก จึงเกิดเสียงคัดค้านจากบรรดาพรรคเกิดใหม่ เพราะข้อกำหนดนี้จะทำให้พรรคเล็กๆ เกิดยาก เพราะไม่อาจหาเงินทุนประเดิม 1 ล้านบาท ได้ทัน 180 วัน

นอกจากนี้ คำสั่ง คสช.ได้สั่งยกเลิก แก้ไข หรือเพิ่มเติมข้อความใน พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 รวมทั้งสิ้น 5 มาตรา ที่น่าสนใจคือมีความชัดเจนแล้วว่าจะไม่ให้นำระบบเลือกตั้งขั้นต้น หรือไพรมารี มาบังคับใช้กับการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งครั้งแรก แต่ให้มีคณะกรรมการสรรหาผู้สมัคร 11 คน ประกอบด้วย กรรมการบริหาร 4 คน และตัวแทนสมาชิกที่พรรคเลือก 7 คน แล้วเสนอให้กรรมการบริหารพรรคให้ความเห็นชอบ และ คสช. เปิดทางให้พรรคการเมืองใช้เทคโนโลยีหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ประชาสัมพันธ์ได้ แต่ต้องไม่มีลักษณะเป็นการหาเสียง

ขณะนี้แทบจะไม่มีปัจจัยใดที่ทำให้ต้องจัดการเลือกตั้งช้ากว่าวันที่ 24 ก.พ. 2562 ดังนั้นประเด็นสำคัญวันนี้คือต้องจับตาดูว่าคำสั่งคลายล็อกพรรคการเมือง ฝ่ายการเมืองจะยอมรับได้หรือไม่

เบื้องหลัง’ศึกใน’ ประชาธิปัตย์ ยุทธการโค่นเก้าอี้มาร์ค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/564191

  • วันที่ 14 ก.ย. 2561 เวลา 06:49 น.

เบื้องหลัง'ศึกใน' ประชาธิปัตย์ ยุทธการโค่นเก้าอี้มาร์ค

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

บรรยากาศในพรรคประชาธิปัตย์กลับมาร้อนระอุอีกครั้งในวันที่เก้าอี้หัวหน้าพรรคของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เริ่มสั่นคลอนเมื่อมีความเคลื่อนไหวภายในที่ต้องการปลุกปั้นคนใหม่ขึ้นไปท้าชิง สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในพรรคเก่าแก่กว่า 70 ปีแห่งนี้

ฟางเส้นสุดท้ายอยู่ที่การออกมาประกาศจุดยืนแบะท่าไม่ร่วมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คัมแบ็กเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ด้วยเงื่อนไข หากไม่สามารถได้เสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎร

นี่ถือเป็นแผลเก่า หากจำได้ก่อนหน้านี้เคยมีแกนนำพรรคซีกกปปส.ออกมาเคลื่อนไหวเชิงหยั่งเสียงเดินเกมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ แต่ถูกเบรกจากเสียงส่วนใหญ่ภายในพรรค จนถึงขั้นอภิสิทธิ์ต้องออกมาเบรกกระแสด้วยการประกาศว่าใครหนุน พล.อ.ประยุทธ์ ให้ไปอยู่พรรคอื่น

ท่าทีของอภิสิทธิ์ทำให้อดีตแกนนำฝั่ง กปปส. ซึ่งแนบแน่น “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ที่หันไปก่อตั้ง พรรครวมพลังประชาชาติไทย เตรียมใช้จังหวะหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปลดล็อกการเมือง ปั้นคนฝั่งตัวเองขึ้นมาท้าชิงตำแหน่งนี้

ทั้งนี้ เพราะสบช่องที่ “อภิสิทธิ์” ประกาศให้มีการเลือกหัวหน้าพรรคใหม่ โดยใช้รูปแบบไพรมารีโหวต ด้วยการเปิดโอกาสให้สมาชิกพรรคร่วมโหวตด้วย เพื่อเป็นการช่วงชิงการปฏิรูปพรรคการเมืองโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด

ทว่าในช่วงที่ คสช.ประกาศรีเซตสมาชิกพรรคการเมือง ทำให้สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ที่มีอยู่ประมาณกว่า 2 ล้านคน ต้องพ้นสภาพไปทันที ทำให้ต้องมีการยืนยันสมาชิกกันใหม่ ซึ่งมีเงื่อนไขสมาชิกต้องจ่ายค่าบำรุงพรรคปีละ 100 บาท ก็ปรากฏว่าพรรคประชาธิปัตย์หา สมาชิกมายืนยันสิทธิได้กว่า 8 หมื่นคน โดยกว่า 5 หมื่นคนนั้นมาจากอดีต สส.ฝ่าย กปปส.ที่ได้รวบมา

เมื่อได้ตัวเลขสมาชิกเกินครึ่งเช่นนี้ กลุ่มอดีต สส.ฝ่าย กปปส.จึงมั่นใจที่จะโค่น “อภิสิทธิ์” ได้ จึงเดินแผนปฏิบัติการ แต่ในแง่ตัวบุคคลก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหาใครมาท้าชิงกับทางอภิสิทธิ์ได้

เดิมทีมีการเล็ง “อลงกรณ์ พลบุตร”ที่เคยสร้างผลงานจุดประเด็นปฏิรูปพรรคเมื่อหลายปีก่อน และมีแนวร่วมจำนวนไม่น้อยออกมาสนับสนุน

ทว่าปัจจุบันสถานะขาลอยของอลงกรณ์ที่ลาออกจากพรรคและต่อมาไปดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ทำให้หากจะหวนกลับมาสมัครเป็นหัวหน้าพรรคครั้งนี้ จะต้องใช้เสียงรับรองจากอดีต สส. 40 เสียง และเสียงจากสมาชิกภาคละ 1,000 คน ที่ยากจะฝ่าด่านแรกนี้ได้

ตัวเลือกถัดมาจึงไปลงล็อกที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต สส.พิษณุโลก ที่ฝากผลงานสร้างชื่อด้วยการเกาะติดเปิดโปงเงื่อนงำความไม่โปร่งใสในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

แม้ในทางปฏิบัติจะไม่ใช่เรื่องง่ายกับการผลักดันหมอวรงค์ ซึ่งยังไม่มีบารมีเพียงพอจะได้รับการยอมรับจากอดีต สส. และสมาชิกพรรคให้เข้าไปรับตำแหน่งสำคัญนำทัพการเลือกตั้งในอนาคต

แต่ก็ใช่จะสิ้นหวังเสียทีเดียว ยิ่งงานนี้ได้ทาง “ถาวร เสนเนียม” อดีตรองเลขาธิการพรรค ในฐานะแกนนำ กปปส. ซึ่งประกาศลงชิงเก้าอี้เลขาธิการพรรคคู่กับหมอวรงค์คงจะไม่ยอมแพ้โดยง่าย

ยิ่งหากไล่พิจารณาเครือข่ายแกนนำ กปปส. ที่ตบเท้ากลับเข้าพรรคประชาธิปัตย์ จะเห็นว่าแต่ละคนยังมีพาวเวอร์ทั้งในพรรคและพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น ถาวร ชินวรณ์ บุณยเกียรติ วิทยา แก้วภราดัย ชุมพล จุลใส สาทิตย์ วงศ์หนองเตย อิสสระ สมชัย ยิ่งทำให้ช่องทางการเคลื่อนไหวที่พอจะสามารถเลื่อยขาเก้าอี้อภิสิทธิ์ได้

แต่หากพิจารณาในทางปฏิบัติจริงๆ แล้ว ทางฝั่ง กปปส.เองก็รู้ว่าเป็นไปได้ยากกับการปลุกปั้นใครขึ้นไปท้าชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

เริ่มตั้งแต่แง่ตัวบุคคล ซึ่งหมอวรงค์แม้จะเป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่ภาพลักษณ์ก็ยังยากจะได้รับเสียงสนับสนุนเพียงพอให้มารับตำแหน่งสำคัญขนาดนี้ ต่างจากแรงสนับสนุนอภิสิทธิ์ที่ยังคงเหนียวแน่น แม้จะมีแรงแซะมาหลายรอบ แต่ก็ยังได้รับเลือกกลับมาทุกครั้งท่ามกลางแรงสนับสนุนจากผู้หลักผู้ใหญ่อย่าง ชวน หลีกภัย และบัญญัติ บรรทัดฐาน

ที่สำคัญเสียงโหวตตามข้อบังคับพรรคใหม่ที่กำลังจะแก้ไขไม่ได้เปิดให้เฉพาะสมาชิกพรรคที่มายืนยันความเป็นสมาชิกจำนวนแสนกว่าคนเท่านั้น แต่จะเปิดให้สมาชิกเดิม 2 ล้านกว่าคนที่สนใจมาลงทะเบียนสามารถเลือกหัวหน้าพรรคผ่านแอพพลิเคชั่นได้ ทำให้การควบคุมเสียงในกลุ่มของ กปปส.ทำได้ยากขึ้น

แถมคนชี้ขาดสุดท้ายการเป็นหัวหน้าพรรคคือที่ประชุมใหญ่ 250 เสียง จากอดีต สส. และสมาชิกพรรคที่พอจะเห็นทิศทางความคิดกันอยู่ จึงจะยิ่งทำให้โอกาสของหมอวรงค์เป็นไปได้ยาก

แต่ทุกอย่างก็ยังเป็นไปได้ โดยเฉพาะเมื่อฝั่ง กปปส.เปิดหน้าประกาศท้าชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรค ดังนั้นต้องคอยติดตามดูความเคลื่อนไหวว่าจะมีหมัดเด็ดอะไรออกมาต่อไปหรือไม่

ปฏิรูป”ชาติไทยพัฒนา”เป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/563642

  • วันที่ 09 ก.ย. 2561 เวลา 11:35 น.

ปฏิรูป"ชาติไทยพัฒนา"เป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็ได้

“สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” หนึ่งในเลือดใหม่หลังยุคบรรหาร ศิลปอาชา กับเส้นทางการเมืองของ “พรรคชาติไทยพัฒนา”

****************************

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเลือกตั้ง สส.ครั้งแรกของประเทศไทยในรอบ 5 ปีกำลังจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ ภายหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เตรียมคลายล็อกให้กับพรรคการเมืองให้สามารถทำกิจกรรมทางการเมืองได้บางส่วน

จากท่าทีของ คสช.ดังกล่าว ส่งผลให้พรรคการเมืองต่างเร่งเดินหน้าแต่งตัวเพื่อให้ตัวเองพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งสำคัญครั้งนี้มากที่สุด ซึ่ง “พรรคชาติไทยพัฒนา” ก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่ “บรรหาร ศิลปอาชา” อดีตนายกรัฐมนตรี ถึงแก่อนิจกรรม

ถึงแม้มังกรการเมืองจะได้จากไปแล้ว แต่เวลานี้พรรคก็ได้เดินหน้าปฏิรูปตัวเองครั้งสำคัญ คือ การดันคนรุ่นใหม่ขึ้นมาเป็นผู้บริหารพรรค จากเดิมที่จะผูกติดกับความอาวุโสเป็นสำคัญ ในโอกาสนี้เอง “สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” หนึ่งในเลือดใหม่ของพรรคที่กำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นเลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา ได้เล่าถึงการเปลี่ยนแปลงของพรรคอย่างน่าสนใจ

“ที่ผ่านมามีการพูดคุยกันของผู้ใหญ่ในพรรคว่าจะทำพรรคต่อไปในทิศทางไหน ซึ่งเราคุยกันว่าถ้าเราปล่อยให้สภาพของพรรคดำเนินการไปอย่างที่ผ่านๆ มา คือ เหมือนกับว่าเราไม่สามารถเป็นทางเลือกที่เป็นกลางได้จริงๆ พรรคก็จะเล็กลงทุกวัน”

“หลายคนก็อาจมองว่า พี่ท็อป-วราวุธ ศิลปอาชา ยังไม่มีอาวุโสทางการเมืองและยังไม่เคยเห็นฝีไม้ลายมือทางการเมือง แต่หลังจากที่ได้มีการพูดคุยกันกับพี่ท็อป ก็เห็นว่าพี่ท็อปมีความเป็นผู้นำสูง เป็นคนที่มีความประนีประนอม มีความรู้ และองค์ความรู้”

“อาจเป็นการยากสักหน่อยสำหรับพรรคที่มีความเก่าแก่ในการที่จะดันคนรุ่นใหม่ขึ้นมา และในบางครั้งก็อาจจะมองว่าเหมือนกับเป็นการข้ามเจเนอเรชั่น (รุ่นอายุ) เพราะยังมีรุ่นใหญ่ รุ่นกลาง และรุ่นเล็กอย่างพวกเรา มันก็อาจจะมีแรงเหวี่ยงบ้าง แต่มันก็มีความจำเป็นที่จะต้องทำ เพราะว่าไม่อย่างนั้นเราเปลี่ยนตามโลกไม่ทัน เพราะเราอยากเป็นทางเลือกที่สามจริงๆ ให้ได้”

“รุุ่นใหม่ของจะออกสู่สาธารณะมากขึ้นเพื่อขายไอเดียและแสดงความคิดเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ในขณะที่จะมีผู้ใหญ่คอยให้คำปรึกษา เพราะยังมีหลายอย่างที่จำเป็นต้องใช้ประสบการณ์ เช่น ข้อกฎหมายสำคัญ หรือ นโยบายบางเรื่อง ซึ่งเราคิดว่าน่าจะเป็น Perfect Combination (ส่วนผสมที่ลงตัว) ได้”

“จุดยืนทางการเมืองของพรรคมีความชัดเจนอยู่แล้ว บางคนบอกว่าพรรคชาติไทยตั้งใจจะเป็นรัฐบาลอย่างเดียว แต่ในประวัติศาสตร์ของพรรคชาติไทยเราเป็นมาครบแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล พรรคร่วมรัฐบาล แกนนำหรือพรรคร่วมฝ่ายค้าน”

“ภาพในอดีตเราอาจจะเปลี่ยนไม่ได้ แต่เราจะพยายามนำเสนอว่าเราไม่ได้เป็นพรรคแบบนั้น เพราะถ้ามองดีๆ จะเห็นว่าพรรคชาติไทยพัฒนาไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้ง และเราพยายามเสนอทางออกของการเมืองไทยมาตลอด 10 ปี” ว่าที่เลขาธิการพรรคย้ำจุดยืน

สำหรับแนวทางการทำนโยบายของพรรคเพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาวว่าที่เลขาธิการพรรค ระบุว่า ปัจจุบันปัญหาของสังคมไทยมีมากมาย ของบางอย่างถ้าเราไปเร่งหรือรีบกับมันจนเกินไป มันก็จะไม่ใช่การแก้ปัญหา หากแต่ว่าต้องเรียนรู้และใช้เวลากับมันเพื่อให้มันพัฒนาต่อไป ดังนั้น ถ้าเรามองข้ามปัญหาการเมือง เราก็จะเห็นได้ว่าสังคมไทยมีปัญหาเยอะมาก เช่น ความเหลื่อมล้ำ การศึกษา ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายที่ลักลั่นกัน เป็นต้น

“หลายอย่างเราต้องอาศัยความสงบภายในประเทศ พอถึงเวลาคนก็จะพูดเข้ามุมตัวเอง คือ ถ้าบอกว่าฉันไม่ชอบรัฐประหาร ก็จะไม่พูดเลยว่าความสงบสำคัญอย่างไร หรือถ้าเป็นฝั่งที่นิยมการรัฐประหารก็จะบอกว่ามันมีความสงบนะ”

“ผมคิดว่าทุกอย่างมันมีข้อดีข้อเสีย เช่น การรัฐประหาร มันอาจจะขาดความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติ การขยายฐานการผลิตของบางประเทศที่นิยมในประชาธิปไตยก็อาจลดลงไป แต่ผมเชื่อว่านักลงทุนก็ไม่ได้นิยมแค่จะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ เพราะอาจจะนิยมความชัดเจนว่าประเทศของคุณจากวันนี้จะเดินหน้าไปอย่างไร สมมติถ้าเลือกตั้งไปแล้ว ทำอย่างไรที่ประเทศจะเดินหน้าต่อไปได้”

“ถ้าทุกคนต่างยืนอยู่ฝั่งของตัวเองเป็นกระต่ายขาเดียวแบบนี้ มันก็จะกลับเข้าสู่วังวนเดิม 12 ปีที่ผ่านมาจะไม่ได้ให้บทเรียนอะไรกับเราเลย เราก็จะต้องวนไปอีกนานเท่าไรก็ไม่รู้”

ส่วนทิศทางการเมืองในอนาคตว่าที่เลขาธิการพรรควิเคราะห์ว่า ต้องยอมรับว่าโครงสร้างของรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้งมันเอื้อมากกับการให้มีการสืบทอดอำนาจ เนื่องจากการเลือกนายกรัฐมนตรีจะต้องใช้เสียงเกินกึ่งของสมาชิกรัฐสภา หมายความว่าถ้าเราคิดโดยทฤษฎีในปัจจุบัน สว.250 คน เป็นของรัฐบาลปัจจุบัน รัฐบาลต้องการเสียงอีกแค่ 126 เสียง ก็จะสามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้

“ถ้าเราดูเกมนี้ง่ายๆ สั้นๆ เราอาจจะได้นายกรัฐมนตรีที่ได้มาจากการเลือกของประชาชนส่วนมาก ซึ่งผมก็จินตนาการไม่ออกนะว่ามันจะเป็นอย่างไร แต่เท่าที่ดูจากบทเรียนที่ผ่านมา ก็จะมีอยู่ 2-3 เกม คือ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ การพิจารณางบประมาณ การให้ความเห็นชอบกฎหมาย ซึ่งมันอาจจะไม่ผ่าน อาจจะมีเกมกันนอกสภาที่บอกว่านายกฯ มาได้ด้วยเสียงข้างน้อยและเกิดความไม่ชอบธรรม”

“ผมก็คิดว่ามันก็จะกลับเข้าสู่วังวนเดิมเป็นไปได้สูงมาก แต่หากพรรคการเมืองทุกพรรคสามารถจับมือกันได้ ก็อาจจะมีโอกาส แต่ปัญหาคือจะทำอย่างไรที่เมื่อพรรคการเมืองจับมือกันได้แล้ว ทุกคนจะช่วยกันคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชน”

“พรรคชาติไทยพัฒนานั้นต้องการให้การเมืองมีทางออกไปได้ และเราอยากเห็นเสถียรภาพและความมั่นคง ไม่ได้หมายความว่าเราจะร่วมรัฐบาลอย่างเดียว เพราะเราเป็นฝ่ายค้านก็ได้ ถ้ารัฐบาลมีเสียงมากเกินไปจนมันจะเป็นเผด็จการรัฐสภา เสียงของเราก็ย่อมไม่มีความจำเป็นแล้ว เราก็เป็นฝ่ายค้านได้ ไม่มีปัญหา”

“สิ่งที่สำคัญ คือ ประเทศต้องการการขับเคลื่อนที่ผลักดันกลไกต่างๆ ได้จริงๆ และต้องการการยอมรับจากต่างชาติด้วย ดังนั้น Perfect Combination คือ ทุกพรรคจับมือกัน แต่ถ้ามันเป็นไปได้ก็ต้องมาดูกันว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ประเทศเดินหน้าไปได้”

พรรคประเมินโอกาสของพรรคในการเลือกตั้งอย่างไร? สิริพงศ์ คิดว่า เราต้องยอมรับว่าวันนี้เรามี สส.เก่าที่ขอแยกทางกับเราจำนวนหนึ่ง แต่ขณะเดียวกันเราก็มีผู้สมัครใหม่ หรืออดีต สส.ที่มาขอร่วมทางกับเราจำนวนมากพอสมควร เรามีเป้าที่จะส่งผู้สมัคร สส.ทั้งสิ้น 350 เขต แต่เราคงหวังที่ประมาณ 30 ที่นั่งทั้งระบบแบ่งเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อ

“คราวนี้จำเป็นที่พรรคต้องส่งผู้สมัครครบทุกเขตจากเดิมที่ส่งไม่ครบ เพราะระบบเลือกตั้งเปลี่ยนไปตามรัฐธรรมนูญ ในอดีตเราตั้งเป้าให้คะแนน สส.บัญชีรายชื่อ 5% ก็ได้ตามเป้านะ แม้จะไม่ได้ส่งผู้สมัครครบทุกเขต ดังนั้นถึงตอนนี้จะเป็นระบบบัตรเลือกตั้งใบเดียว แต่โอกาสที่ได้คะแนน สส.บัญชีรายชื่อระดับ 4-5% เหมือนที่ผ่านมาก็ยังพอมีโอกาสอยู่”

“ระบบการเลือกตั้งแบบบัตรใบเดียวเราอาจจะเสียเปรียบบ้าง เพราะพรรคอาจจะถูกมองว่าที่ผ่านมาเป็นพรรคการเมืองเล็ก แต่ข้อดีของเราคือ เรามี สส.ที่เป็นจุดแข็งของพรรคในระดับหนึ่ง”

“เราคงไปหว่านแหไม่ได้ เพราะพรรคเรามีทรัพยากรจำกัด จึงไม่ได้หวังว่าจะได้ สส. 70-80 ที่นั่ง เราแค่ต้องการได้ สส.มาส่วนหนึ่ง เพื่อให้พรรคสามารถทำงานได้ และเราจะได้พิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่าการทำบทบาท สส.ของเราเป็นไปในลักษณะใด ซึ่งเรามองเห็นว่าเมื่อมีสภาแล้ว การทำบทบาทของ สส.ของพรรคเรา ประชาชนจะต้องได้เห็นและเป็นทางเลือกให้กับประชาชน”

โอกาสของพรรคในการได้ สส.หลากหลายพื้นที่ จากเดิมที่จะอยู่ที่ภาคกลางเป็นหลัก? ว่าที่เลขาฯ ระบุว่า เมืองหลวงของเราอยู่ที่สุพรรณบุรี และภาคกลางเป็นภูมิภาคที่มีทัศนคติเรื่องการเมืองไม่ได้รุนแรงมากนัก การเลือก สส.จะเลือกจากคุณภาพของคนสมัครมากกว่าพรรค ดังนั้น ภาคกลางอาจเป็นภาคที่เหมาะกับพรรคชาติไทยพัฒนา

“แต่ในขณะเดียวกันเราก็ขยายฐานของเรา เรามี สส.อีสาน เราเคยได้ สส.ภาคใต้ หรือภาคเหนือ แต่ไม่ว่าการเมืองจะเปลี่ยนไปอย่างไร พรรคชาติไทยพัฒนาก็จะยังมี สส. ไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจแน่นอน เนื่องจากเรามีฐานที่มั่นชัดเจน แม้พรรคจะไม่ใหญ่ก็ตาม”

“พรรคชาติไทยพัฒนายืนอยู่ท่ามกลางความเก่าและความใหม่ เราก็บอกได้ไม่ชัดว่าเราใหม่ 100% เพราะเราผสมผสานและมีประสบการณ์ เราอยากเป็นตัวแทนของคนที่ไม่ได้ทัศนคติแบบสุดโต่ง ซึ่งเราก็พยายามนำเสนอแนวทางของเรามาตลอด”

“ถ้าภาพจำของคนที่มีต่อท่านบรรหาร คือ การเป็นพรรคปลาไหล ผมคิดว่าเป็นภาพจำที่ผิดทันที เพราะถ้าเรามาดูดีๆ กลุุ่มคนที่มีพฤติกรรมปลาไหลจริงๆ ไม่ได้อยู่พรรคชาติไทยพัฒนาในปัจจุบันแล้ว ลองไปไล่เรียงดูกันว่ากลุ่มต่างๆ ในสมัยไหนที่ทำให้พรรคถูกเรียกว่าปลาไหลไปอยู่พรรคไหนแล้ว”

“ท่านบรรหารน่าจะเป็นอดีตนายกฯ ที่ไม่มีเรื่องด่างพร้อยเลย เหมือนเมื่อก่อนคนอาจมองว่าพรรคนี้เป็นเฉพาะของสุพรรณบุรี แต่วันนี้พรรคชาติไทยพัฒนาจะดูแลคนทั้งประเทศมากขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม” สิริพงศ์ สรุป

ถึงเวลาเปิดรับ ‘คนนอกวัยเรียน’ ปรับตัวสู้วิกฤตนักศึกษาลด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/563407

  • วันที่ 07 ก.ย. 2561 เวลา 05:22 น.

ถึงเวลาเปิดรับ 'คนนอกวัยเรียน' ปรับตัวสู้วิกฤตนักศึกษาลด

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

ผลกระทบจากจำนวนนักเรียนที่ลดลงกลายเป็นปัญหาที่ซ้ำเติมสถาบันการศึกษาที่เริ่มเห็นภาพชัดขึ้นทุกที ทั้งจากกรณีล่าสุดที่มีรายงานข่าวว่า มีมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งในพื้นที่ภาคกลางรับเด็กเข้าเรียนได้เพียง 7 คน

ขณะที่บางแห่งพบว่าทั้งสถาบัน มีจำนวนผู้เรียนไม่ถึง 200 คน รวมถึงมีมหาวิทยาลัยเอกชน 5 แห่ง ได้ยื่นกับสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เพื่อขอปิดตัวเอง แม้เหตุผล ด้านกฎหมายจะทำให้ไม่สามารถเปิดเผยชื่อมหาวิทยาลัยเหล่านั้นได้ แต่ทุก ฝ่ายที่เกี่ยวข้องและรับผิดชอบก็เริ่ม ออกมายอมรับและแสดงความกังวลในเรื่องนี้

ประเสริฐ คันธมานนท์ รอง อธิการบดีอาวุโสฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ในฐานะเลขาธิการที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ยอมรับว่า หลายฝ่ายกำลังกังวลกับจำนวนผู้เรียนที่ลดลงจริง ซึ่งมีมาต่อเนื่องหลายปี สาเหตุหนึ่งมาจากเดิมมีเด็กเกิดใหม่ ปีละ 1.1 ล้านคน ลดเหลือ 7 แสนคน/ปี หรือลดลง 4 แสนคน ส่งผลต่อจำนวนเด็กนักเรียนที่ลดน้อยลง และตัวเลขเด็กมัธยมปลายที่หายไป 1 ใน 5 ย่อมกระทบไปถึงจำนวนนักศึกษาที่จะเข้าเรียนต่อระดับอุดมศึกษาอย่างต่อเนื่อง

เลขาธิการ ทปอ. ระบุว่า ตัวเลข จากสำนักงานสถิติแห่งชาติที่ฟ้องให้ เห็นทุกปีนั้น กำลังบอกเราว่าปัญหาจะยิ่งชัดขึ้นในอนาคต เมื่อดูตัวเลขของนักเรียนชั้นประถม 1 ในระยะ 8 ปี ที่ผ่านมา โดยหากเปรียบเทียบตัวเลขในปี 2550 ถึงปี 2558 พบว่ามีจำนวนเด็กลดลงไปถึง 1.9 แสนคน อีกไม่นานเด็กกลุ่มนี้จะอยู่ในวัยที่เข้าเรียนอุดมศึกษา

ตัวเลขดังกล่าวเป็นโจทย์ที่สถาบันอุดมศึกษา ทั้งมหาวิทยาลัย วิทยาลัย สถาบันการศึกษาทั้งของรัฐ ในกำกับรัฐและเอกชน ที่มีอยู่ในประเทศไทยมากถึง 170 แห่ง ต้องนำมาพิจารณา

“ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติแสดงให้เห็นว่าจะมีเด็กลดลงอย่างแน่นอน ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเป็นเรื่องที่ทำให้มหาวิทยาลัยต้องตระหนักว่าจะวางแผนรับมืออย่างไรบ้าง เพราะแต่ละแห่งต้องพึ่งพาค่าเล่าเรียนเพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในแต่ละปีมากกว่า 70% ถ้าไม่ทำอะไรเลยก็อยู่ยาก แต่ละแห่งต้องเปิดกว้างขึ้น ด้วยการไม่เลือกเปิดรับเฉพาะผู้ที่อยู่ในวัยเรียนเท่านั้น แต่ต้องหันไปเปิดรับคนในวัยทำงาน ซึ่งมีอยู่ประมาณกว่า 38 ล้านคน”

รองอธิการบดีอาวุโสฝ่ายบริหาร มจธ. ระบุอีกว่า หากมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งไม่เปลี่ยนแปลงและยังคงคิดว่าเป็นเพียงฝ่ายบริการการด้านวิชาการเหมือนเดิม ก็จะต้องแบกรับฟิกซ์ คอสต์ หรือต้นทุนคงที่ ขณะที่มีรายได้จากจำนวนผู้เรียนที่ลดลง

“อย่าลืมว่าฟิกซ์คอสต์นั้นเปลี่ยน ไม่มาก ไม่ว่าแต่ละแห่งจะสอนหนึ่งคน สิบคน หรือร้อยคน ก็ยังแบกรับ รายจ่ายเท่าเดิม เพราะการสอนเป็น วิชา 3 เครดิตในระยะเวลา 15 สัปดาห์ มีรูปแบบที่บังคับรายจ่ายที่ไม่ต่างกัน แต่ละแห่งจึงต้องไปปรับการเรียนการสอนใหม่ ให้คนในวัยทำงานเข้ามาเรียนควบคู่กับเด็กวัยเรียนได้ ประมาณ 70% ซึ่งแต่ละสถาบันต้องพยายามสร้างค่านิยมเรื่องการเรียนกับการจบการศึกษาใหม่

คนในอนาคตอาจจะไม่สนใจดีกรีหรือสนใจวุฒิการศึกษาจากสาขาที่จบมา เพราะดูที่ความสามารถมากกว่า แน่นอนบางอาชีพอาจจะมีกรอบเรื่องวุฒิการศึกษาที่ต้องตรงตามสาขาจึงจะประกอบอาชีพได้ แต่ในอนาคตหลายอาชีพจะคำนึงถึงเรื่องนี้น้อยลง และให้ความสำคัญกับความสามารถในการทำงานมากกว่า” ประเสริฐ กล่าว

เลขาธิการ ทปอ. ยังระบุด้วยว่า การเรียนเพื่อรู้กับเรียนเพื่อให้ได้วุฒิการศึกษาตามกรอบหลักสูตร อาจจะเป็นเรื่องการจัดการศึกษาที่ต้องถูกมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งพิจารณาจัดสรรมากขึ้นเพื่อดึงดูดผู้เรียนในวัยอื่นๆ

“มหาวิทยาลัยในต่างประเทศ แก้ปัญหาผู้เรียนที่ลดลงด้วยการปรับตัวเอง เช่น สแตนฟอร์ด สหรัฐอเมริกา ก็ริเริ่มเปิดการเรียนการสอนโดยไม่มีภาควิชา ใครที่เข้าไปเรียนอะไรก็ได้ เก็บหน่วยกิตไปเรื่อยๆ โดยผู้เรียนอยากจบสาขาไหน มหาวิทยาลัยของเขาก็จะสร้างกลไกขึ้นให้จบสาขานั้น อีก 6 ปีข้างหน้า สแตนฟอร์ดตั้งเป้าว่ามหาวิทยาลัยของเขาจะไม่มีกระทั่งคณะวิชา” เลขาธิการ ทปอ. กล่าว

อย่างไรก็ตาม ตามความเห็น ของเลขาธิการ ทปอ. มองว่าการปรับตัวของมหาวิทยาลัยไทยเพื่อรองรับ ผู้เรียนในวัยทำงานหรือวัยอื่นๆ อย่างวัยเกษียณเข้ามาเรียนมากขึ้น ยังต้องมีการเตรียมการอีกหลายด้าน หากสถาบันอุดมศึกษาจะเดินหน้าเรื่องนี้ จำเป็นจะต้องมีกลไกควบคุม กำกับคุณภาพการศึกษาที่เข้มข้น  เพราะการดึงดูดผู้เรียนให้มาเรียนโดยไม่ได้ใช้วุฒิการศึกษาเป็นแรงดึงดูด ก็ต้องแสดงให้สังคมเห็นอย่างชัดเจนว่าเรียนแล้วได้อะไรที่จับต้องได้ และนี่ย่อมเป็นสิ่งที่ท้าทายความสามารถของมหาวิทยาลัยไทยทุกแห่งในอนาคต

เภสัชมหิดลไม่เอา (ร่าง) พ.ร.บ.ยาฯ ขออย.ทบทวน-ยึดหลักประชาชนปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/563160

  • วันที่ 04 ก.ย. 2561 เวลา 18:14 น.

เภสัชมหิดลไม่เอา (ร่าง) พ.ร.บ.ยาฯ ขออย.ทบทวน-ยึดหลักประชาชนปลอดภัย

เสียงคัดค้านจาก “เภสัชกร มหาวิทยาลัยมหิดล” ที่เสนอให้ อย. ทบทวน ร่าง พ.ร.บ.ยา เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมาหารือ นำข้อเสนอที่เป็นทางออกของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ยึดหลักความปลอดภัยของผู้ป่วย

****************************

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดงานเสวนา “ผ่า (ร่าง)พ.ร.บ.ยา ฉบับ อย.-ทันสมัยและคุ้มครองประชาชนจริงหรือ?” ที่ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป้าหมายเพื่อแสดงออกถึงการคัดค้าน ร่างพ.ร.บ.ยา พ.ศ…. ที่ส่งผลต่อการคุ้มครองความปลอดภัยด้านการใช้ยาของประชาชน หลังจากร่างพ.ร.บ.ยาฯ ถูกนำเสนอต่อสังคม ก็ได้รับการคัดค้านจากกลุ่มเภสัชกร เนื่องเพราะหัวใจของร่างพ.ร.บ.ยาฯ อาจกำหนดให้วิชาชีพอื่น สามารถจ่ายยาให้กับประชาชนได้เอง รวมถึงความไม่เป็นสากลตามที่กลุ่มคัดค้านได้กล่าวอ้าง

ภก.วรวิทย์ กิตติวงศ์สุนทร อุปนายกสภาเภสัชกรรม ที่อธิบายภาพของพ.ร.บ.ยาฯว่าคืออะไร และมีไว้เพื่อใคร เขาระบุว่า แต่เดิมประเทศไทยเริ่มมีโรงเรียนแพทย์ปรุงยาในปี 2456 กระทั่งมีการปรับปรุงกฎหมายในช่วงนั้นคือปี 2566 ที่ระบุว่าผู้ที่มีหน้าที่ปรุงยา ขายยา จะต้องได้รับการร่ำเรียนอย่างถูกต้อง รวมถึงมีการจัดระเบียบแบ่งประเภทวิชาชีพไว้ชัดเจน และต่อมาในปี 2472 ข้อกำกับในเรื่องธรรมจรรยาในวงการแพทย์ก็เริ่มขึ้นอย่างชัดเจน ข้อกำหนดในกฎหมายระบุเอาไว้ชัดเจนว่า หากขึ้นทะเบียนวิชาชีพแล้ว จะต้องไม่ก้าวก่ายวิชาชีพอื่น เพราะไม่ได้ฝึกหัดด้านยาหรือด้านการแพทย์ จึงจะมีอันตรายต่อประชาชนหรือผู้ป่วย

“กระทั่งในปี 2537 มีกฎหมายแยกให้เภสัชกรรรมต้องดุแลตัวเอง มีหน้าที่ปรุงยา จ่ายยา และขายยา นี่คือขอบเขตเภสัชกรรม แต่ก็มีข้อยกเ้นเข้ามาในมาตรา 28 ระบุว่า หากไม่มีบุคลากร ก็ให้บุคลกรสายอื่นเข้าไปทำหน้าที่ ซึ่งกฎหมายทุกฉบับจะเขียนเอาไว้เช่นนี้ และทำให้สุ่มเสี่ยงอันตรายกับผู้บริโภค” ภก.วรวิทย์ กล่าว

ภก.ปัญจพล เหล่าพูนพัฒน์ ศิษย์เก่าเภสัชมหิดล สะท้อนว่า กลไกของสากลคือการแยกการจ่ายยา กับการสั่งยาออกจากกัน ข้อดีคือมีการตรวจสอบซึ่งกันและกัน ไม่ว่าแพทย์จากชุมชน หรือโรงพยาบาล เพราะแพทย์สั่งมาแล้ว เภสัชกรก็จะช่วยตรวจอีกครั้งก่อนจะให้กับผู้ป่วยพร้อมกับคำแนะนำ นี่คือการทำงานร่วมกัน อีกทั้งการใช้ใบสั่งยา คนไข้จะรู้ว่าได้ยาอะไรมาและตรวจสอบได้ว่าถูกต้องตามโรคและตามอาการหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยก็มีระบบตรวจสอบเช่นกัน แต่ส่วนใหญ่อยู่ในโรงพยาบาล แต่เมื่อออกจากสถานพยาบาลแล้ว การตรวจสอบก็ไม่มี เมื่อมีข้อสงสัยก็ไม่สามารถสอบถามได้

“ปัจจุบัน ประเทศเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย มีการแยกใช้ยาและการจ่ายยาออกจากกัน ขณะที่มาเลเซียก็ยังอยู่ระหว่างการทดลอง และแน่นอนว่าไทย ยังไม่มีการแยกบทบาทหน้าที่กันชัดเจน”

ภก.ปัญจพล ให้ภาพอีกว่า การเข้าถึงยาในประเทศไทยพบว่าคลินิคสามารถจ่ายยาได้ทั้ง 4 ประเภท คือยาควบคุมพิเศษ ยาอันตราย ยาที่ไม่ใช่ยาอันตราย และยาสามัญประจำบ้าน แม้จะไม่มีเภสัชกรก็ตาม ซึ่งทำให้ขาดการตรวจสอบร่วมกันว่ายาเหมาะสมกับผู้ป่วยหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาพบว่าประเทศไทยจำเป็นที่ต้องสร้างความปลอดภัยและควรเข้าถึงยาได้ตามความเหมาะสม แต่ต้องมีเภสัชกรคอยควบคุมดูแลการใช้ยาอย่างถูกต้อง ในต่างประเทศทั้งฝรั่งเศส และเกาหลีใต้ ก็มีการคัดค้านการจำหน่ายยาในร้านสะดวกซื้อโดยปราศจากเภสัชกรควบคุม เพราะมันอันตรายกับผู้บริโภค

ขณะที่มุมมองในด้านผลกระทบของพ.ร.บ.ยาฯ เมื่อเปรียบเทียบร้านขายขาระหว่างไทยกับต่างประเทศ รศ.ภก.ปรีชา มนทกานติกุล นักวิชาการจากภาควิชาเภสัชกรรม มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ภาพว่า การใช้ยามีปัญหา ถึงขนาดมีการะบุในพ.ร.บ.วิชาชีพเภสัชกรรมฯ ว่า เภสัชกรจะมีหน้าที่ค้นหาป้องกันและหาวิธีแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการใช้ยา เห็นได้ว่ามีข้อกำหนดเอาไว้เพราะยาถือเป็นเรื่องอันตราย นั่นจะส่งผลให้เห็นถึงการใช้ยามีผลอันตรายถึงกับชีวิตกับผู้ใช้ได้

ข้อมูลจากสธ. พบว่ามีรายงานผู้ป่วยได้รับอันตรายจากการใช้ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ มากถึงปีละ 4-5 หมื่นคนต่อปี และมีอันตรายรุนแรงในสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้น เพราะปัจจุบันยามีความอันตรายมาก โดยเฉพาะยาด้านแก้อักเสบ หรือยาฆ่าเชื้อที่จะมีปัญหามากที่สุด

“กาแพ้ยาเราพบบ่อยมาก เพราะผู้ป่วยแพ้ยาตัวหนึ่งก็สามารถแพ้ยาอีกชนิดได้เช่นกัน ซึ่งเภสัชกรจะรู้ดี เพราะการแพ้ยามักเกิดจาการแพ้ในส่วนโครงสร้างของยา เมื่อคนไข้มาซื้อยาและมีการสอบถามประวัติการแพ้ยา เภสัชกรก็จะเห็นว่ายาตัวใดที่ผู้ป่วยแพ้ และหากให้ยาชนิดใดที่จะมีผลต่ออาการแพ้ได้บ้าง เภสัชกรจะมีความสำคัญอย่างมากต่อการใช้ยา ไม่ใช่ใครก็ได้เข้ามาดูแล” รศ.ภก.ปรีชา ให้ความเห็น

ด้าน ภก.กิตติ พิทักษ์นิตินันท์ ศิษย์เก่าเภสัชมหิดล และอดีตนายกสภาเภสัชกรรม มองว่า ปัญหาพ.ร.บ.ยาฯ เหมือนมีอาถรรรพ์ เพราะพูดกันคราใดก็มีปัญหา เพราะครั้งก่อนเราต้องการให้มีการออกใบสั่งยาให้ชัดเจนก็ทะเลาะกับกลุ่มแพทย์ และล่าสุดในปี 2557 ที่เราเรียกว่าพ.ร.บ.ยา ฉบับกฤษฎีกา ก็ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง เพราะมีปัญหาอยู่ทั้ง 7 ประเด็น อาทิ การจัดประเภทยาที่ไม่เป็นสากล ข้อยกเว้นการประกอบวิชาชีพ ไม่ต้องขออนุญาต หรือการให้ผู้ไม่เชี่ยวชาญเป็นผู้ประกอบการด้านยาได้ หรือแม้แต่ให้นักวิทยาศาสตร์ด้านเคมีเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือการโฆษณาการรักษาโรคร้ายแรงได้ เป็นต้น เราก็มองว่าไม่ถูกต้องและพยายามขอให้แก้ไข แต่ก็ไม่เป็นผล

“ที่ผ่านมากลุ่มเภสัชกรเคยเสนอการจำแนกยาให้เป็นสากล โดยแบ่งเป็น 3 ด้าน คือ ยาที่ต้องจ่ายตามใบสั่งยา ยาควบคุม และยาสามัญประจำบ้าน ซึ่งก็ไม่ได้รับการแก้ไข แต่ยึดแบบเดิมเมื่อครั้งปี 2510 คือแบ่งออกเป็น 4 ประเภท” ภก.กิตติ กล่าว

ภก.กิตติ เสนอทางออกไว้ว่า ร่างพ.ร.บ.ยาฯ ที่ปรับแก้ควรต้องเป็นไปตามระบบสากล ที่สร้างมาเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน และประเทศไทยก็พัฒนาด้านการแพทย์ตามแนวทางแพทย์ตะวันตกก็น่าจะสมควร รวมถึงหากมีการจำเป็นจะต้องยกเว้นกรณีใด ต้องมีสาเหตุที่ชัดเจน และที่สำคัญคือกฎหมายยาไม่ควรไปก้าวล่าวงกฎหมายวิชาชีพ

ทั้งนี้ ก่อนการเสวนา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รวบรวมคณาจารย์ ศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน รวมถึงเภสัชกรอาชีพ เข้าร่วมแสดงพลังเพื่อย้ำจุดยืนของวิชาชีพเภสัชกรรม โดย ภญ.สุวัฒนา จุฬาวัฒนทล คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อ่านแถลงการณ์แสดงจุดยืน โดยใจความในแถลงการณ์นั้นขอคัดค้านร่างพ.ร.บ.ยาฯ เหตุผลสำคัญคืออาจส่งผลกระทบทำให้เกิดปัญหาความไม่ปลอดภัยในการใช้ยาหลายประการ แม้ก่อนหน้านี้ จะมีความเห็นจากหลายภาคส่วนให้ปรับแก้ไขจุดสำคัญของร่างพ.ร.บ.ยาฯ เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายกับประชาชน แต่อย.ก็ยังคงไม่แก้ไข

ภญ.สุวัฒนา จุฬาวัฒนทล อ่านถ้อยแถลงอีกว่า เภสัชกรเป็นวิชาชีพที่มีความเชี่ยวชาญด้านยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ เพราะต้องมีความรู้อย่างลึกซึ้งตั้งแต่โครงสร้างของยา การพัฒนาสูตรตำรับยา กลไกการออกฤทธิ์ และความรู้เชิงลึกอื่นๆ ด้านยา ดังนั้น เภสัชกรจะต้องเป็นผู้ผลิตยา จ่ายยา และคุ้มครองผู้บริโภคด้านยา และขอย้ำว่า ยาทุกชนิดมีความอันตรายหากใช้ไม่เหมาะสม

“ประเทศไทยประสบปัญหาอย่างหนักด้านการใช้ยาอย่างไม่เหมาะสม ทั้งปัญหาเชื้อดื้อยา การใช้ยาอย่างฟุ่มเฟือย และการใช้ยาในทางที่ผิด เพราะรายงานของกระทรวงสาธารณสุขเมื่อปี 2560 พบว่าการขายยาที่ไม่ใช่ยาสามัญประจำบ้านในชุมชนสูงถึง 67% ซึ่งแน่นอนว่าผิดกฎหมาย และยังไม่นับรวมถึงการใช้ยาปฏิชีวนะในโรคที่ไม่จำเป็นสูงมาก สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่ามีความจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านยาเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว”

ท้ายสุด ภญ.สุวัฒนา ได้เสนอทางออกเอาไว้ว่า อย.ต้องระงับการนำเสนอร่างพ.ร.บ.ยาฯ แล้วนำกลับมาทบทวนแก้ไขใหม่ เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมาหารือ นำข้อเสนอที่เป็นทางออกของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และต้องยึดหลักความปลอดภัยของผู้ป่วย และการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นสำคัญ รวมถึงต้องเป็นหลักสากลตามแบบประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่จะทำให้เกิดการตรวจสอบด้านความปลอดภัยของการใช้ยากับผู้ป่วยในทุกวิชาชีพ เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าผู้บริโภคจะได้ใช้ยาอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด

นักวิทย์ไทยดำน้ำสำรวจขั้วโลกเหนือ พบสัญญาณเตือนโลกร้อนหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/562978

  • วันที่ 03 ก.ย. 2561 เวลา 08:13 น.

นักวิทย์ไทยดำน้ำสำรวจขั้วโลกเหนือ พบสัญญาณเตือนโลกร้อนหนัก

ทีมนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลเดินทางไปดำน้ำสำรวจขั้วโลกเหนือ พบสัญญาณสะท้อนปัญหาสภาวะโลกร้อนมากขึ้น

*********************************

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

ประเทศไทยได้ส่งนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลเดินทางไปยังพื้นที่ขั้วโลกเหนือ เพื่อศึกษาผลกระทบจากปัญหาขยะพลาสติกขนาดเล็ก ซึ่งได้สร้างหายนะครั้งใหญ่ต่อสิ่งแวดล้อมของโลกใบนี้ เพราะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ อุณหภูมิที่ขยับตัวสูงขึ้น ไปจนถึงปัญหาสิ่งมีชีวิตอาจต้องเผชิญกับภาวะสูญพันธุ์ในอนาคต

สุชนา ชวนิชย์ หัวหน้าภาคและอาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่เดินทางไปในครั้งนี้ เล่าว่า การเดินทางด้วยเรือเพื่อขึ้นไปยังเหนือสุดขอบโลกที่หมู่เกาะสวาลบาร์ด ประเทศนอร์เวย์ จากนั้นลงดำน้ำที่ความลึกประมาณ 20 เมตร ทำการเก็บตัวอย่างตะกอนดิน สัตว์น้ำ ขึ้นมาวิจัยว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ได้กินอาหารอะไรเข้าไปบ้าง รวมถึงค้นหาว่าภายในกระเพาะอาหารมีเศษขยะมากน้อยเพียงใด ท่ามกลางอุณหภูมิของน้ำที่ขั้วโลกเหนืออยู่ที่ 5-6 องศาเซลเซียส

ทั้งนี้ ผลสำรวจเบื้องต้นพบสัญญาณบอกถึงปัญหาสภาวะโลกร้อนมากขึ้น เช่น พบว่าน้ำแข็งก้อนขนาดใหญ่ละลายจนแทบไม่หลงเหลือให้เห็น ซึ่งหากน้ำแข็งละลายจะมีสภาพเป็นน้ำจืด จึงทำให้ใต้ท้องทะเลขุ่นมัวบดบังแสงอาทิตย์ส่องลงมาถึง การดำน้ำเป็นไปด้วยความยากลำบาก จึงต้องใช้วิธีดำน้ำโดยไต่จากสมอเรือลงไป ยิ่งเกิดความกลัวมากขึ้นเพราะมองอะไรไม่เห็น ในขณะที่ต้องแบกถังอากาศลงไปด้วย

ถัดมาคือปรากฏการณ์พบแมงกะพรุนจำนวนมาก ทั้งที่ความจริงอาจจะพบเห็นได้แต่ต้องไม่มากเช่นนี้ เพราะแมงกะพรุนไม่สามารถอยู่ในน้ำเย็นจัด ถือเป็นดัชนีชี้วัดได้ว่าอุณหภูมิของน้ำสูงขึ้นจนสร้างการเปลี่ยนแปลงการดำรงอยู่ของสัตว์น้ำ โดยตัวอย่างสัตว์น้ำที่เก็บมา อาทิ ปลา ปู หอย ดอกไม้ทะเล และเพรียงหัวหอม

อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ว่าภายในท้องของสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลมีเศษขยะมากน้อยเพียงใด ต้องใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือนต่อจากนี้ แต่สันนิษฐานเบื้องต้นว่าหากเจอขยะบนบกแล้ว ในน้ำก็น่าจะมีขยะพลาสติกขนาดไมโครเต็มไปหมดเช่นกัน

ด้านการเก็บตัวอย่างตามชายหาดบริเวณนี้เหนือสุดของโลกที่ไม่มีมนุษย์อยู่แล้ว พบว่ามีขยะขวดพลาสติกจำนวนมากลอยตามกระแสน้ำมาติดที่ชายฝั่ง เรียกได้ว่าทุกย่างก้าวที่เดินไปเต็มไปด้วยขยะ แม้แต่นักวิทยาศาสตร์ของนอร์เวย์ที่ศึกษาเรื่องปัญหาขยะยังถึงกับตกใจในสิ่งที่พบเห็น ผิดจากที่คาดการณ์ไว้ว่ายิ่งห่างไกลมนุษย์มากเท่าใดต้องมีขยะน้อยลง สะท้อนว่าทุกกิจกรรมของมนุษย์ทั่วโลกได้ก่อให้เกิดมลพิษลอยตามกระแสลม-กระแสน้ำขึ้นไปสะสมที่ขั้วโลกเหนือเสมือนเป็นภาชนะรองรับสิ่งปฏิกูลอย่างแท้จริง

“ขยะที่เราพบบนชายหาดเหนือสุดของโลก น่าตกใจมากที่พบขวดพลาสติกหรือชิ้นส่วนประกอบพลาสติกเป็นจำนวนมาก เราก็รีบดูทันทีเพราะกลัวว่าจะมีฉลากเขียนเป็นภาษาไทยหรือไม่ ถ้าเป็นอย่างนั้นแย่แน่เลย แต่ปรากฏว่าทุกขวดฉลากมักหลุดหายไปแล้ว” สุชนา กล่าว

สุชนา เล่าอีกว่า ปรากฏการณ์ที่สังเกตเห็นได้ชัดถึงการเปลี่ยนแปลงคือ การกินอาหารของหมีขาวได้เปลี่ยนกลายมาเป็นมังสวิรัติ เพราะกินมอสเป็นอาหารหลัก ทั้งที่ควรจะออกล่าแมวน้ำเป็นอาหารกิน พฤติกรรมเช่นนี้เกิดจากผลกระทบของแผ่นน้ำแข็งในทะเลน้อย จึงไม่มีพื้นที่ให้หมีขาวได้ว่ายน้ำไปเกาะแผ่นน้ำแข็งเป็นที่พักอาศัยเพื่อเดินทางต่อไปล่าแมวน้ำ สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ลูกหมีไม่มีโอกาสเรียนรู้วิธีการล่าตามสัญชาตญาณ กลายเป็นหากินแต่มอสตามหน้าผา ซึ่งไม่ดีต่อร่างกาย ทำให้อ่อนแอ ให้พลังงานไม่เพียงพอต่อการจำศีลในฤดูหนาว

เรื่องนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์กลับมานั่งวิเคราะห์กันว่า หมีขาวเปลี่ยนมากินมอสนั้น เกิดจากปริมาณของแมวน้ำลดลงหรือไม่ ทว่าข้อเท็จจริงปรากฏสวนทางกัน เพราะจำนวนแมวน้ำทุกวันนี้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากไม่มีสัตว์ผู้ล่าที่คอยควบคุมปริมาณตามห่วงโซ่อาหาร หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ท้ายที่สุดหมีขาวอาจสูญพันธุ์เพราะไม่เป็นไปตามพฤติกรรมธรรมชาติ

อีกสิ่งหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์เป็นกังวลคือ กวางเรนเดียร์ จากเดิมมีพฤติกรรมหาหญ้า-มอสกินเป็นอาหาร แต่เปลี่ยนมากินสาหร่ายทะเลที่ลอยมาติดตามชายหาดมากขึ้น เกิดจากหญ้าและมอสเติบโตน้อย อีกส่วนคือถูกหมีขาวแย่งกิน ดังนั้นสภาวะที่เกิดขึ้นกับขั้วโลกเหนือขณะนี้ถือได้ว่าเข้าขั้นวิกฤตแล้ว เป็นผลมาจากภาวะโลกร้อน

“สัญญาณที่บ่งบอกถึงภาวะโลกร้อนได้ชัดเจนที่สุดคือ อุณหภูมิที่ขั้วโลกเหนือขณะนี้สูงเกิน 5 องศาไปมากแล้ว ทำให้การประชุมร่วมกับนักวิทยาศาสตร์หลายประเทศต้องตกใจอย่างมาก แม้ว่าทางสหประชาชาติจะออกประกาศให้ทุกประเทศทั่วโลกช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ป้องกันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับขั้วโลกเหนือ-ขั้วโลกใต้แล้วก็ตาม ปัญหานี้จะนำมาสู่ผลกระทบให้เกิดภัยพิบัติธรรมชาติตามมาในอนาคตต่อจากนี้” สุชนา กล่าว