‘Heroes of Thailand’บทเพลงขอบคุณ เหล่า ‘ฮีโร่’ ทั่วโลกที่ช่วยชีวิตทีมหมูป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/371722

‘Heroes of Thailand’บทเพลงขอบคุณ เหล่า ‘ฮีโร่’ ทั่วโลกที่ช่วยชีวิตทีมหมูป่า

‘Heroes of Thailand’บทเพลงขอบคุณ เหล่า ‘ฮีโร่’ ทั่วโลกที่ช่วยชีวิตทีมหมูป่า

วันจันทร์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

บริษัท ทูน เอเชีย จำกัด จัดงานเปิดตัวผลงานเพลงและมิวสิกวีดีโอ “Heroes of Thailand” สร้างสรรค์และอำนวยการผลิต เพื่อเป็นการรำลึกถึง “ฮีโร่” ผู้ที่มีส่วนในการปฏิบัติภารกิจช่วย 12 ชีวิตทีมหมูป่า อะคาเดมีและโค้ช ออกจากถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา อีกทั้งยังนำเงินรายได้ทั้งหมดจากการดาวน์โหลด มอบให้กับมูลนิธิเด็กยากไร้บ้านนานา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย โดยมี มร.วิลเลียม (วิล) โรบินสัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทูน เอเชีย จำกัดผู้สร้างสรรค์และอำนวยการผลิตมิวสิกวีดีโอ” The Heroes of Thailand” ให้รายละเอียด ณ ห้อง “Lecture Hall” แอท เดอะ แคมปัส โรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ

มร.วิลเลียม (วิล) โรบินสัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทูน เอเชีย จำกัด กล่าวว่า “ได้แต่งเพลง “Hero” ร่วมกับ แดเนียล ไรอัน เมื่อ 7 ปีที่แล้ว ให้กับ ไบรอัน ร็อบสัน อดีตผู้จัดการทีมฟุตบอลทีมชาติไทย และอดีตกัปตันทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และทีมชาติอังกฤษ ซึ่งบทเพลง Hero นี้มีเมโลดี้ที่มีพลัง โดยหลังจากเหตุการณ์ช่วยเหลือ 12 ชีวิตทีมหมูป่าอะคาเดมี และโค้ชเอก ออกจากถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย จึงคิดว่าน่าจะทำเพลงนี้เพื่อเป็นการขอบคุณและยกย่องอาสาสมัครนักดำน้ำ และทุกคน ทุกภาคส่วนที่ได้มีส่วนร่วมในการปฏิบัติภารกิจช่วยชีวิตในครั้งนั้น ซึ่งก็ได้มีการเปลี่ยนเนื้อเพลงให้เป็นภาษาเหนือ ผสมผสานกับเครื่องดนตรีไทย เพื่อให้เข้าถึงท้องถิ่นนั่นเอง”

สำหรับเพลง Heroes of Thailand ได้เดินทางไปบันทึกเสียงที่สตูดิโอหลายแห่ง ทั้งในเมืองแมนเชสเตอร์ ลอนดอน สิงคโปร์ และกรุงเทพฯ เพื่อให้คุณภาพเสียงออกมาดีที่สุด ส่วนการถ่ายทำมิวสิกวีดีโอ จะเน้นวิวภูเขา ที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีรณรงค์ คำผำ นักแสดงและช่างฟ้อน จากจังหวัดพะเยา เป็นผู้ขับร้องภาษาเหนือ พร้อมกับโชว์ศิลปะการฟ้อนล้านนาร่วมสมัยในแบบฉบับของตัวเองในมิวสิกวีดีโอ “ The Heroes of Thailand” อีกทั้งยังมีความพิเศษในเรื่องของการร้องประสานเสียงพร้อมๆ กันกับนักแสดงคนอื่นๆ ซึ่งทำให้เพลงนี้ดูมีพลังเป็นอย่างมาก และยังมีภาพของฮีโร่ ที่มีส่วนในการปฏิบัติภารกิจประกอบเพลงนี้อีกด้วย

ด้าน รณรงค์ คำผำ นักแสดงและช่างฟ้อน จากจังหวัดพะเยา เผยว่า “รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร้องเพลงและแสดงในมิวสิกวีดีโอ The Heroes of Thailand การกุศลชุดนี้ นอกจากจะได้บุญแล้ว ยังสื่อให้เห็นถึงศิลปวัฒนธรรมของล้านนา ผ่านเสียงดนตรีและมิวสิกวีดีโอชุดนี้อีกด้วย อีกทั้ง ยังเป็นการขอบคุณ “ฮีโร่” ทุกๆ คน ที่มาช่วยน้องๆ ทีมหมูป่าอะคาเดมี และโค้ช ออกจากถ้ำหลวงอย่างปลอดภัย นับว่าเป็นน้ำใจที่ยิ่งใหญ่ ที่คนไทยทุกคนไม่มีวันลืม”

ทั้งนี้ มิวสิกวีดีโอ Heroes of Thailand สามารถดาวน์โหลดได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่ iTunes และ ร้านขายเพลงออนไลน์ โดยเงินรายได้ทั้งหมดจากการดาวน์โหลด จะมอบให้กับมูลนิธิเด็กยากไร้บ้านนานา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

เซเลบฯ เผยทิปส์มิกซ์แอนด์แมทช์ กระเป๋าแบรนด์ SAVE MY BAG สุดลํ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/371724

เซเลบฯ เผยทิปส์มิกซ์แอนด์แมทช์ กระเป๋าแบรนด์ SAVE MY BAG สุดลํ้า

เซเลบฯ เผยทิปส์มิกซ์แอนด์แมทช์ กระเป๋าแบรนด์ SAVE MY BAG สุดลํ้า

วันจันทร์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สาวไทยที่ชื่นชอบกระเป๋า ต้องว้าวสุดๆ เพราะ บริษัท ไมเนอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าไลฟ์สไตล์ โดย เจมส์ ริชาร์ด อมตวิวัฒน์ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้เปิดตัวแบรนด์ “เซฟ มาย แบค”(SAVE MY BAG) แบรนด์กระเป๋าและแอคเซสซอรี่สุดล้ำจากประเทศอิตาลี ที่มีชื่อเสียงและมีความโดดเด่นในเรื่องการดีไซน์และฟังก์ชั่น การันตีจากเหล่าเซเลบริตี้คนดังที่ตบเท้ามาร่วมงานเปิดตัวแบรนด์ ณ ชั้น M พารากอน ดีพาร์ทเมนท์สโตร์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ไปเมื่อเร็วๆ นี้

งานนี้ 3 สาวเซเลบริตี้แฟชั่นนิสต้ายังแนะทิปส์การมิกซ์แอนด์แมทช์กระเป๋า SAVE MY BAG ให้เข้ากับสไตล์การแต่งตัวของแต่ละคน เริ่มที่เซเลบริตี้สาวสุดแซ่บ อ๋อย-อุไรพร เฉลิมทรัพยากร ได้แชร์เทคนิคในการเลือกกระเป๋าว่า ปกติแล้วเป็นคนแต่งตัวได้ทุกแนว ไม่มีสไตล์เฉพาะเจาะจง อย่างวันนี้มาร่วมงานเปิดตัวแบรนด์ SAVE MY BAG ก็แต่งตัวแนวสตรีทคัลเลอร์ฟูล เพราะทราบมาว่ากระเป๋าแบรนด์นี้โดดเด่นในเรื่องของสีสัน ปลื้มมาก เพราะมีสีให้เลือกกว่า 40 สี และยังมีน้ำหนักเบา ทำให้รู้สึกสนุกไปกับการมิกซ์แอนด์แมทช์ให้เข้ากับชุดสวยๆ ของเรา

“เวลาเลือกซื้อกระเป๋า ไม่ได้มีเกณฑ์อะไรในการเลือก จะเลือกตามใจชอบ ส่วนตัวเป็นคนชอบแต่งตัวสีจัดจ้านอยู่แล้ว ซึ่งสาวๆ หลายคนไม่กล้าถือกระเป๋าที่มีสีสัน แต่อ๋อยอยากแนะนำให้สาวๆ ทุกคนลองปรับลุคของตัวเองดู ลองเลือกกระเป๋าที่มีสีสันสักใบ พร้อมการแต่งตัวเก๋ๆ เพียงแค่นี้ทุกคนก็สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดต่างๆ แล้วมาเป็นสาวมั่นแบบอ๋อยได้แล้วค่ะ”

มาที่คุณแม่คนสวย ตอง-นิสามณี ภิรมย์ภักดี เล่าถึงวิธีการเลือกกระเป๋าให้แมทช์กับสไตล์การแต่งตัวว่า เป็นคนที่มีไลฟ์สไตล์เรียบง่าย และมักจะชอบอยู่บ้าน ไม่ค่อยออกไปข้างนอกเท่าไหร่ กระเป๋าที่มีอยู่จึงเป็นกระเป๋าสีเรียบๆ เพื่อเข้ากับไลฟ์สไตล์ของเรา และสามารถถือได้ทุกโอกาส แต่ก็แอบมีกระเป๋าที่มีสีสันติดบ้านไว้บ้าง เพราะมักจะถือเวลาไปเที่ยวต่างจังหวัด เพื่อให้เข้ากับฤดูกาลต่างๆ เช่น ช่วงซัมเมอร์ และเทศกาลท่องเที่ยว ที่เน้นสีสันเป็นหลัก

“วันนี้ตองมีโอกาสได้มาสัมผัสกระเป๋าของ SAVE MY BAG ซึ่งก่อนหน้านี้จะเห็นแต่ในรูปภาพ เลยรู้สึกว่าน่ารักดี สีสันสดใส แต่พอได้มาทดลองใช้เลยรู้สึกแอบตกใจ เพราะกระเป๋ามีน้ำหนักเบากว่าที่คิด ซึ่งเราสามารถแมทช์ให้เข้ากับเสื้อผ้าในโอกาสต่างๆ ได้เป็นอย่างดี เพราะมีสีให้เลือกเยอะ และสามารถใช้งานได้ทุกวัน สำหรับสาวๆ ที่ไม่ชอบเปลี่ยนกระเป๋าบ่อยๆ แบบตอง ถือว่าตอบโจทย์มากเลยค่ะ”

ปิดท้ายที่ เบสท์-ณิชชารีย์กิจวิริยะธนโชติ เผยทิปส์การเลือกกระเป๋าในสไตล์ของตนเองว่า ควรเลือกกระเป๋าที่สะดวกต่อการใช้งาน เพราะในแต่ละวันจะต้องออกไปข้างนอกตลอดเวลา ทั้งไปทำงาน เจอเพื่อน และออกกำลังกาย ทำให้ต้องเลือกกระเป๋าที่ต้องบรรจุของได้เยอะเป็นพิเศษ

“เบสท์เป็นคนที่ชอบซื้อกระเป๋าอยู่แล้ว ที่บ้านจึงมีกระเป๋าทุกแบบทุกสไตล์เวลาเลือกซื้อกระเป๋าแต่ละใบ เบสท์จะดูจากความสวยงามก่อน จากนั้นจะดูว่าใช้งานสะดวกหรือไม่ เพราะกระเป๋าบางใบแม้จะสวย แต่หยิบของยากมาก เลยทำให้เราไม่ค่อยได้ใช้ ซึ่งกระเป๋า SAVE MY BAG มีน้ำหนักเบาสบาย สะดวกเวลาพกพาไปไหนมาไหน และยังสามารถจุของได้เยอะ เหมาะสำหรับไลฟ์สไตล์อย่างเบสท์ และสาวๆ ที่ชอบทำกิจกรรมหลากหลายในวันเดียว”

คุณเองก็สามารถเลือกกระเป๋าใบโปรดมามิกซ์แอนด์แมทช์เสริมบุคลิกให้ดูดีได้เช่นกัน โดยเฉพาะใครที่ชื่นชอบกระเป๋าที่มีความทนทาน น้ำหนักเบา และไม่ทำร้ายสัตว์เพียงแค่เลือกกระเป๋า SAVE MY BAG ให้แมทช์เข้ากับลุคในแบบฉบับของคุณ เพียงเท่านี้ก็ช่วยเสริมลุคของคุณให้ดูโดดเด่นขึ้นมาได้ไม่ยาก ตามไปช็อปกันได้ที่ SAVE MY BAG ทุกสาขาทั้งที่ท่าอากาศยานดอนเมือง เทอร์มินอล 2 ชั้น 3, เคาน์เตอร์ สาขา พารากอนดีพาร์ทเมนท์ สโตร์ ชั้น M, สาขา ดิ เอ็มโพเรียม ดีพาร์ทเมนท์ สโตร์ ชั้น 1 และเตรียมพบกับสาขาศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 พัทยา ชั้น G เร็วๆ นี้ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร.061-4207410 หรือ Facebook & Instagram: SAVEMYBAGTHAILAND #SAVEMYBAGTHAILAND #BAGSREVOLUTION #LIGHTBAG

‘เอเชียบุ๊คส’ณ เซ็นทรัลเวิลด์ แหล่งเรียนรู้โฉมใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/371747

‘เอเชียบุ๊คส’ณ เซ็นทรัลเวิลด์ แหล่งเรียนรู้โฉมใหม่

‘เอเชียบุ๊คส’ณ เซ็นทรัลเวิลด์ แหล่งเรียนรู้โฉมใหม่

วันจันทร์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หลังจากปิดปรับปรุงมาหนึ่งเดือนเต็ม “เอเชียบุ๊คส’ สาขาศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ได้ฤกษ์งามยามดีจัดพิธีเปิดร้านอย่างเรียบง่าย ด้วยการนิมนต์พระสงฆ์มารับเครื่องสังฆทาน พร้อมให้พรเพื่อความเป็นสิริมงคล โดยมี เกศริน อเนก กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชียบุ๊คส จำกัด พร้อมด้วยพนักงาน ร่วมพิธี ณ เอเชียบุ๊คส ชั้น 6 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

เกศริน อเนก กรรมการผู้จัดการ บริษัทเอเชียบุ๊คส จำกัด เผยว่า เมื่อทุกคนที่เดินเข้ามาภายในร้านหนังสือ เอเชียบุ๊คส สาขาศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ จะเห็นถึงการเปลี่ยนแปลง และความแตกต่างไปจากเดิมมาก โดยเฉพาะโซนของเด็กๆ ที่เราตั้งใจพลิกโฉมให้ออกมาสดใสและมีขนาดใหญ่กว่าเดิมเพื่อตอบโจทย์การเรียนรู้ของเด็กๆ ซึ่งในโซนนี้ เราจะเน้นสีเหลืองเป็นหลัก นอกจากให้ความสดใสแล้ว ยังเป็นมิตรกับเด็กๆ อีกด้วย อีกทั้งยังเพิ่มหนังสืออาร์ต-ดีไซน์ และมุมนั่งอ่านที่ใหญ่ขึ้น เพื่อเอาใจสายอาร์ตโดยเฉพาะ รวมไปถึงสินค้าอุปกรณ์เครื่องเขียนที่เอาใจวัยรุ่น ด้วยแบรนด์ Art Box ร้านเครื่องเขียนชื่อดังจากประเทศเกาหลีเข้ามาจำหน่ายในราคาที่ใกล้เคียงกับประเทศเกาหลี พร้อมเพิ่มการอำนวยความสะดวกในการค้นหาหนังสือ และสินค้าต่างๆ จากเทคโนโลยีและพนักงานภายในร้านอีกด้วย

สำหรับการปรับเปลี่ยน “เอเชียบุ๊คส” ในครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการเปลี่ยนแนวคิดจากร้านหนังสือในรูปแบบเดิม ที่เป็นผู้นำเฉพาะการขายเพียงหนังสือภาษาอังกฤษมากที่สุดในประเทศไทย มาสู่การขายสินค้าและบริการที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น เพื่อมอบประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ๆ และตอกย้ำความเชื่อมั่นให้กับคนรุ่นใหม่ว่าเราจะเป็นร้านหนังสือชั้นนำที่พร้อมจะก้าวทันความต้องการของผู้อ่าน

“เราพยายามที่จะผลักดัน “เอเชียบุ๊คส” ให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้สำหรับทุกคนในครอบครัว ซึ่งทุกคนสามารถเข้ามาชมร้าน หรือเข้ามานั่งอ่านหนังสือก็ได้ ไม่ซื้อก็ไม่เป็นไร ขอแค่ให้เข้ามานั่งอ่าน มาหยิบหนังสือสักเล่มหนึ่ง ชอบก็ซื้อไป ไม่ชอบวันหลังก็มาอ่านอีกก็ได้ เรายินดีต้อนรับทุกคน เพราะเราอยากให้ทุกคนรักในการอ่าน และที่สำคัญ ทุกๆ วันเสาร์-อาทิตย์ จะมีกิจกรรมสำหรับน้องๆ หนูๆไม่ว่าจะเป็นการเล่านิทานภาษาไทย และภาษาอังกฤษรวมไปถึงกิจกรรมดีๆ ให้น้องๆ ได้เข้ามาร่วมสนุกกันโดยติดตามข่าวสารและกิจกรรมดีๆ ได้ที่ http://www.asiabooks.com”

‘วูบหมดสติ’ สัญญาณอันตราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/371701

‘วูบหมดสติ’ สัญญาณอันตราย

‘วูบหมดสติ’ สัญญาณอันตราย

วันจันทร์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ภาวะวูบหมดสติ (Syncope) เป็นอาการสูญเสียความรู้สึกตัว และการทรงตัวชั่วคราว โดยทั่วไปเกิดจากเลือดไปเลี้ยงสมองลดลง การศึกษาทางระบาดวิทยาของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด Framingham Heart Study พบอุบัติการณ์ของภาวะนี้ในคนทั่วไป ٣٪ และในผู้สูงอายุพบมากถึง ٢٣٪ สำหรับผู้ที่เคยมีอาการวูบหมดสติมีโอกาสเกิดซ้ำได้อีกถึง ١ ใน ٣ เท่า

แพทย์หญิงชาดา โชติพันธุ์วิทยากุล อายุรแพทย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลเวชธานี ให้ข้อมูลว่า สาเหตุของภาวะวูบหมดสตินั้นโดยส่วนใหญ่เกิดจากการกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติผิดปกติ (Vasovagal Syncope) นอกจากนั้นอาจเกิดจากภาวะโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะภาวะร่างกายขาดน้ำ หรือเสียน้ำมาก และจากยาบางชนิด ทั้งนี้ อาการวูบหมดสติ ที่เกิดจากการกระตุ้นของระบบประสาทอัตโนมัติผิดปกติชั่วคราว อาจถูกกระตุ้นในสถานการณ์ต่างๆ ได้เช่น การขับปัสสาวะ การขับถ่ายอุจจาระ การกลืนอาหาร การไอ จาม ภาวะกลัวสถานการณ์ต่างๆเช่น การถูกเจาะเลือด และการฉีดยา เป็นต้น อันตรายจากภาวะวูบหมดสตินั้น ผู้ป่วยที่เป็นลมหมดสติมีโอกาสเกิดอันตรายจากการหมดสติแล้วล้มลงโดยเฉพาะบางอาชีพที่มีความเสี่ยงสูง เช่น พนักงานขับรถ นักบิน นักประดาน้ำ คนงานก่อสร้าง ซึ่งอาจเกิดอุบัติเหตุซ้ำเติมจากการเป็นลมได้ เมื่อพบผู้ป่วยเป็นลมหมดสติ ให้รีบช่วยเหลือด้วยการพานั่ง หรือนอนราบ ในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก และรีบขอความช่วยเหลือเพื่อนำตัวส่งโรงพยาบาลต่อไป เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย หาสาเหตุ และการรักษาให้ตรงกับสาเหตุที่ก่อโรค โดยแพทย์จะตรวจประเมินร่างกายเบื้องต้น ตรวจพิเศษทางระบบหัวใจหลอดเลือด และตรวจพิเศษทางระบบประสาทอัตโนมัติ

ทั้งนี้ การดูแลสุขภาพให้สมบูรณ์ แข็งแรง โดยรับประทานอาหารให้ถูกสัดส่วน ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ออกกำลังกายสม่ำเสมอพักผ่อนอย่างเพียงพอ และดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอต่อวัน ถือเป็นแนวทางพื้นฐานสำคัญ ที่ช่วยป้องกันภาวะวูบหมดสติได้เป็นอย่างดี

สร้างสมดุลร่างกาย ปลุกผิวสวย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/371700

สร้างสมดุลร่างกาย ปลุกผิวสวย

สร้างสมดุลร่างกาย ปลุกผิวสวย

วันจันทร์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คอลลาเจน เซนโก (Collagen Zengo) ครั้งแรกในประเทศไทยที่ผสานคุณประโยชน์ระหว่างคอลลาเจนและเห็ดหลินจือแดงเพื่อสุขภาพ สร้างสมดุลร่างกายพร้อมปลุกผิวสวย

บริษัท เนเจอร์ไบโอเทค จำกัด ผู้นำเข้าและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร คอลลาเจน เซนโก (Collagen Zengo) รูปแบบผงชงดื่ม ขนาดบรรจุ 30 ซอง เป็นคอลลาเจนเปปไทด์จากหนังปลาแซลมอน นำเข้าจากสวิตเซอร์แลนด์ ที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงและความยืดหยุ่นให้แก่อวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย และคอลลาเจนยังเป็นส่วนประกอบของชั้นผิวหนัง หลอดเลือด ข้อกระดูกเส้นเอ็น รวมถึงกระดูกอ่อนอีกด้วย โดยได้ผสานคุณประโยชน์จากเห็ดหลินจือแดงแท้จากประเทศเกาหลี ที่มีส่วนช่วยในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ลดไขมันและระดับน้ำตาลในเลือด เหมาะสำหรับคนรักสุขภาพและบำรุงผิวพรรณ สามารถสร้างสมดุลร่างกายพร้อมปลุกผิวสวย มีจำหน่ายแล้วที่ร้านขายยาชั้นนำทั่วไป หรือสามารถหาสั่งซื้อได้ที่ http://www.facebook.com/linhzhinmin.co.th, Line@หลินจือมิน และทาง Tele direct สอบถามรายละเอียดได้ที่ 02-2688188 และ http://www.linhzhimin.com

บำรุงราษฎร์นำร่องใช้ AI ตรวจหาจุลชีพก่อโรค-ดื้อยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/371703

บำรุงราษฎร์นำร่องใช้ AI ตรวจหาจุลชีพก่อโรค-ดื้อยา

บำรุงราษฎร์นำร่องใช้ AI ตรวจหาจุลชีพก่อโรค-ดื้อยา

วันจันทร์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปัจจุบันทั่วโลกมีคนเสียชีวิตจากการติดเชื้อดื้อยาประมาณปีละ 700,000 ราย และหากไม่มีการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ในอีก 35 ปีข้างหน้า (ค.ศ.2050) คาดว่าการเสียชีวิตจะสูงถึง 10 ล้านคน สำหรับประเทศไทย การประมาณการเบื้องต้นคาดว่ามีการติดเชื้อดื้อยาประมาณปีละ 87,751 ครั้ง เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยา 38,481 ราย (ร้อยละ 40 ของผู้ติดเชื้อดื้อยา) อยู่รักษาตัวในโรงพยาบาลนานขึ้น 3.24 ล้านวัน มูลค่ายาต้านจุลชีพที่ใช้รักษาคิดเป็น 2,539-6,084 ล้านบาท สูญเสียทางเศรษฐกิจโดยรวมไม่ต่ำกว่า 40,000 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 0.6 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ

ปัจจุบันการดื้อยาของจุลชีพกำลังเป็นปัญหาคุกคามทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง องค์การอนามัยโลก (WHO) จึงได้เร่งรณรงค์ให้มีการคิดค้นนวัตกรรมการวินิจฉัยโรค พร้อมหาแนวทางใหม่ๆ ในการระบุชนิดของจุลชีพและการดื้อยาให้ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะช่วยให้แพทย์สามารถรักษาการติดเชื้อตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น รวมทั้งในรายที่เป็นมากแล้ว ได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที โดยเฉพาะการให้การรักษาในระยะเริ่มต้นที่ถูกต้อง จะช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ วิธีการเพาะเชื้อเพื่อหาชนิดของจุลชีพก่อโรคและการดื้อยาปฏิชีวนะแบบดั้งเดิม ได้ใช้มาตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา ซึ่งแม้ว่าจะเป็นวิธีที่มีประโยชน์ แต่มักใช้เวลาเนิ่นนาน ด้วยต้องอาศัยกระบวนการและแรงงานของบุคลากรอย่างมาก และจากวิธีปฏิบัติดังกล่าว ทำให้การวินิจฉัยล่าช้า หรือ อาจไม่ได้ผลการวินิจฉัยเลย ซึ่งพบได้ในบ่อยครั้ง

ล่าสุดได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีการหาลำดับเบสในสารพันธุกรรมของจุลชีพก่อโรค[next-generation sequencing (NGS)] ร่วมกับการสร้างนวัตกรรมซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้สามารถระบุชนิด และลักษณะของจุลชีพได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ โดยเทคโนโลยีใหม่ดังกล่าว ได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในการวินิจฉัยโรคติดเชื้อ การประเมินผลลัพธ์ ตลอดจนการคัดกรองจุลชีพก่อโรคเพื่อเฝ้าระวัง และลดอัตราการติดเชื้อในโรงพยาบาล ซึ่งพบว่าเกิดขึ้นกับผู้ป่วยถึง 1 ใน 25 รายในปัจจุบัน (ข้อมูลจาก Centers for Disease Control and Prevention (CDC) และ Healthcare Associated Infection (HAI) สหรัฐอเมริกา)

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สมศักดิ์ เชาว์วิศิษฐ์เสรีผู้อำนวยการด้านบริหารและผู้อำนวยการด้านการแพทย์โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยว่า จากอุบัติการณ์โรคติดเชื้อดังกล่าว และความรุดหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ระดับโลกที่เกิดขึ้น โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ และบริษัทไบโอเชีย ซึ่งเติบโตมาจากสตาร์ทอัพ ประเทศสหรัฐอเมริกามีความเชี่ยวชาญและคิดค้นเทคโนโลยี AI หรือซอฟต์แวร์ต่างๆ ด้านสุขภาพให้แก่โรงพยาบาลอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในการวิเคราะห์ ตรวจหาเชื้อต่างๆ รวมถึงวินิจฉัยและประมวลผลอย่างแม่นยำและรวดเร็ว นับเป็นนิมิตหมายอันดีในการร่วมเป็นพันธมิตรและดำเนินงานร่วมกัน โดยมีความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือผู้ป่วยและเพื่อนมนุษย์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และเพื่อก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่แห่งเทคโนโลยีทางการแพทย์ในการตรวจหาจุลชีพก่อโรค โดยการหาลำดับเบสในสารพันธุกรรมที่รวดเร็ว จากการเก็บตัวอย่างจากผู้ป่วย 1,000 ราย มาวิเคราะห์และสร้างฐานเทคโนโลยีนี้ไว้ที่ศูนย์ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

สำหรับความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์กับไบโอเชียในครั้งนี้ นับเป็นอีกมิติในการพลิกโฉมทางการแพทย์ซึ่งมุ่งให้ความสำคัญในการนำ AI เข้ามาร่วมวิจัยค้นคว้าและพัฒนาเพื่อยกระดับนวัตกรรมทางการแพทย์ให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยได้นำเสนอถึงความก้าวหน้าของวิธีการตรวจหาชนิดจุลชีพ ด้วยเทคโนโลยีชนิดพกพาที่รายงานผลแบบทันทีทันใด (เรียลไทม์) โดยใช้ร่วมกับซอฟต์แวร์ปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (AI: Artificial Intelligence) ของไบโอเชีย เพื่อระบุชนิดจุลชีพก่อโรค โดยเทคโนโลยีใหม่ดังกล่าว มีความก้าวล้ำ และมีจุดเด่น คือ หนึ่ง ช่วยลดเวลาในการตรวจหาเชื้อก่อโรค ตัวบ่งชี้การดื้อยา และปัจจัยแสดงความรุนแรงของโรค ให้เหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง จากในอดีตผู้ปฏิบัติการต้องใช้เวลาดำเนินการหลายวันหรือหลายสัปดาห์ และสอง ช่วยให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำยิ่งขึ้น ทำให้สามารถควบคุม และจัดการการติดเชื้อ ตลอดจนลดความเสี่ยงต่อการดื้อยาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ครั้งนี้ นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีการหาลำดับเบสฯ มาใช้ในการวินิจฉัยโรคติดเชื้อ โดย บำรุงราษฎร์ ถือเป็นหนึ่งในโรงพยาบาลแห่งแรกๆ ในการพัฒนาโครงการควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ด้วยเทคโนโลยีใหม่นี้ จะสามารถช่วยให้การรักษาโรคติดเชื้อใดๆ ที่ตรวจพบได้อย่างมั่นใจ ช่วยให้ผลการรักษาดีขึ้น และลดความเสี่ยงที่จะเกิดการดื้อยาได้

ดร.นีม โอฮารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของไบโอเชียเปิดเผยว่า ไบโอเชียได้คิดค้นชุดวิธีการตรวจหาจุลชีพก่อโรค ตัวบ่งชี้การดื้อยา และปัจจัยที่แสดงความรุนแรงของเชื้อก่อโรคที่แม่นยำและรวดเร็วกว่าวิธีการโดยทั่วไปที่ใช้กันอยู่ โดยโครงการความร่วมมือระหว่างไบโอเชีย และโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ นับเป็นโครงการในระยะยาว ซึ่งทางไบโอเชียจะได้ใช้วิธีการต่างๆ ประกอบด้วย ด้านที่หนึ่ง วิธีการตรวจหาจุลชีพก่อโรคของไบโอเชีย เทคนิคทางห้องปฏิบัติการและการหาลำดับเบสฯ ซึ่งพัฒนาขึ้นโดย Oxford Nanopore, ร่วมกับการใช้ซอฟต์แวร์ปัญญาประดิษฐ์เชลซีของไบโอเชีย (Biotia AI software, ChelseaTM)และด้านที่สอง ฐานข้อมูลต่างๆ โดยจะมีการพิสูจน์ความถูกต้องด้วยการเพาะเชื้อตัวอย่างจุลชีพชุดย่อย ประกอบกับการใช้เทคนิค PCR (Polymerase Chain Reaction) และ Illumina sequencing โดยเชื่อมั่นว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นครั้งสำคัญที่ขับเคลื่อนให้มีการใช้เทคโนโลยีนี้ทางการแพทย์ในวงกว้าง

ศึกชิงหัวหน้าประชาธิปัตย์ แพ้ชนะกันที่ทหารราบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/566019

  • วันที่ 30 ก.ย. 2561 เวลา 10:21 น.

ศึกชิงหัวหน้าประชาธิปัตย์ แพ้ชนะกันที่ทหารราบ

“ถาวร เสนเนียม” อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะคีย์แมนคนสำคัญที่สนับสนุน นพ.วรงค์ลงชิงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรค มองว่า ศึกครั้งนี้แพ้ชนะอยู่ที่ทหารราบ แปลว่าคนระดับสมาชิกพรรคจะเป็นตัวกำหนด

*************************

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

การเปิดตัวชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต สส.พิษณุโลก นำมาสู่คำถามมากมายทั้งในแง่ความเป็นไปได้กับการหาเสียงรวมคะแนนไปสู้กับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ครองตำแหน่งหัวหน้าพรรคมายาวนานร่วม 13 ปี

หลายเสียงสนับสนุนว่านี่อาจเป็น “จุดเปลี่ยน” ให้พรรคเก่าแก่สามารถปรับภาพลักษณ์ “อนุรักษนิยม” ครั้งสำคัญ หลายเสียงห่วงว่า นี่อาจเป็นแค่แผนเตรียมฮุบพรรคของฝั่งแกนนำปีก กปปส. ที่เห็นเงาของ สุเทพ เทือกสุบรรณ ชักใยอยู่เบื้องหลัง

ถาวร เสนเนียม อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะคีย์แมนคนสำคัญที่สนับสนุน นพ.วรงค์ ลงชิงตำแหน่งเป็นหัวพรรค เปิด “วอร์รูม” ซึ่งไม่ไกลจากที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์พิเศษ ทุกแง่มุมกับ “ศึกใน” รอบใหม่ที่เจ้าตัวยืนยันว่าเป็น “การแข่งขันแบบพี่น้อง ซึ่งไม่ใช่มวยล้มต้มคนดู”

ที่ผ่านมา หัวหน้าพรรคมีความคิดเป็นประชาธิปไตยเปิดให้ทุกคนในพรรคเสนอตัวเพื่อแข่งขันเป็นหัวหน้า หรือที่เรียกว่าไพรมารีโหวตให้สมาชิกหยั่งเสียง ส่วนตัวได้คิดกับเพื่อนที่ออกมาทำกิจกรรมนอกพรรค ทุกคนบอกว่าเอาคนรุ่นใหม่ดีไหมคนที่น่าจะเข้าใจประชาชน ส่วนตัวจึงเสนอชื่อ หมอวรงค์

ถาวร กล่าวว่า บุคลิกภาพของวรงค์เป็นเทรนด์ที่คนไทยต้องการ หนึ่งห่วงหาอาทรเกษตรกร พี่น้องชาวนาซึ่งเป็นคนส่วนมากของประเทศนี้ เขาคิดว่าปล่อยให้ชาวนาถูกโกงอยู่ได้อย่างไร จึงเสนอนโยบายหลักประกันราคาข้าว และตรวจสอบการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวจนอดีตนายกฯ หนีไปต่างประเทศ รัฐมนตรีติดคุก เถ้าแก่พร้อมบริวารติดคุก ใช้คำสั่งทางปกครองยึดเงินกลับคืนกระทรวงการคลังร่วมแสนล้านบาท

“​ผลงานเช่นนี้ ผมจึงบอกพี่ๆ เพื่อนๆ ว่าเทรนด์นี้ กล้าเปลี่ยน กล้าทำเพื่อประชาชน ​จึงโทรหาหมอวรงค์ เขาก็บอกเรื่องใหญ่ขอเวลาคิดสักประมาณเดือนหนึ่งโทรไป เขาก็บอกว่าพี่น้องภาคเหนือคิดแบบนี้เหมือนกัน อยากให้เขาเสนอตัวเพื่อเป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งต่อมามีกลุ่มที่สนับสนุนทั้งภาคกลาง ภาคใต้ กทม. อีสาน”

ถาวร ย้ำว่า จุดขายที่จะนำมาหาเสียงเรื่องความกล้าเปลี่ยนนั้นเป็นการกล้าเปลี่ยนเพื่อประชาชน เพื่อประเทศ ไม่ใช่แค่การกล้าเปลี่ยนเพื่อพรรค ​กล้าเปลี่ยนโครงการรับจำนำมาเป็นประกันราคาข้าว ​กล้าเปลี่ยนความคิดของคนโกง ให้เห็นว่าการทุจริตเป็นเรื่องบั่นทอนชาติ บั่นทอนประเทศ​

ทั้งนี้ หลังการตัดสินใจได้เข้าพูดคุยกับทั้ง ชวน หลีกภัย บัญญัติ บรรทัดฐาน และผู้ใหญ่ในพรรคอีกหลายคน ท่านชวนบอกว่าเป็นประชาธิปไตยดี และบอกว่า “ประชาธิปัตย์เป็นหัวหน้าพรรคง่าย แต่ก็เป็นหัวหน้าพรรคยาก” ง่ายคือหมายความว่าคนเป็นลูกแม่ค้าอย่างท่านก็เป็นหัวหน้าพรรคได้ แต่ยากคือไม่มีใครเป็นเจ้าของพรรค ทุกคนมีสิทธิเท่ากันที่จะเสนอแนะเข้ามามีส่วนร่วม ต้องรับฟังคนทุกคน

“เราสัญญาว่าพรรคไม่แตกแน่ พวกเราไม่ออกไปไหนแน่นอน ทุกคนถามว่าพรรคจะแตกไหม เกือบทุกคนเป็นห่วงเพราะเรามีประวัติศาสตร์ ตอน 10 มกราฯ ตอนคุยกับหัวหน้าอภิสิทธิ์ ยืนยันกับท่านว่า หนึ่ง หาเสียงจะไม่มีเนกาทีฟแคมเปญ ​สอง แพ้ชนะทุกคนยังอยู่ในพรรคและทำงานร่วมกับทุกคนได้”

ถาวร เลี่ยงที่จะเปรียบเทียบคะแนนระหว่าง อภิสิทธิ์ และวรงค์ ​บอกแต่เพียงว่าอยากให้มองแบบ “เอาต์ไซด์อิน” เพราะคนในพรรคจะกล้าหรือไม่กล้าเปลี่ยนนั้นไม่กล้าถาม แต่หากให้คนนอกที่เคยเลือกประชาธิปัตย์ 11 ล้านเสียงมองเข้ามาข้างใน แล้วเราบอกเขาว่าเรากล้าเปลี่ยนเพื่อประชาชน ประชาชนได้ประโยชน์​ หากเขาเห็นด้วยเขาเหล่านั้นก็จะส่งเสียงเข้ามาในพรรคเอง

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนหัวหน้าพรรคในช่วงนี้จะไม่มีผลกระทบกับการเลือกตั้งที่ใกล้เข้ามา เพราะไม่ว่าจะเป็น อภิสิทธิ์ หรือวรงค์ ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค ก็จะรับไม้ต่อในสิ่งที่พรรค กรรมการบริหารพรรค หรือคนของพรรคทำไว้ ทุกคนมีสิทธิรับไม้นั้นวิ่งต่อไปด้วยความกล้า ความตั้งใจ ทุกคนยังคงรักพรรค เป็นเอกภาพ ทำงานให้พรรคต่อไป

ส่วนที่มีเสียงสะท้อนว่านี่เป็นเพียงแค่แผนให้เกิดความปั่นป่วน สร้างแรงกดดันในพรรคเท่านั้น ถาวร อธิบายว่า การวิจารณ์ของคนที่ผิดเพี้ยนส่วนหนึ่งเพราะไม่ได้รับทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับหมอวรงค์ทั้งหมด ทั้งพฤติกรรม ความตั้งใจ จนมีอวิชชาและวิจารณ์ไปในทำนองที่ผิด ซึ่งต้องให้กาลเวลาได้พิสูจน์ ซึ่งเขาจะได้รู้เอง เราไม่โกรธ ไม่ตอบโต้

บางเสียงสะท้อนมองว่านี่เป็นยุทธศาสตร์ฮุบประชาธิปัตย์ของฝั่ง กปปส. ​ถาวร ตอบทันทีว่า ไม่ใช่ ​หลายคนที่สนับสนุนหมอวรงค์ก็ไม่ใช่ กปปส. และ กปปส.​สลายไปหมดแล้วไปตั้งมูลนิธิ ตั้งโรงเรียนอาชีวศึกษา สุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ไปร่วมตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.)

“ถ้ามองว่าท่านสุเทพครอบงำประชาธิปัตย์ ยึดพรรค ก็คงไม่เป็นธรรมกับท่าน เพราะท่านกำลังตั้งพรรค แล้วสมาชิกพรรคท่านจะเข้าใจผิด”

ถามว่าหาก หมอวรงค์เป็นหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์จะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง ถาวร ชี้แจงว่า หนึ่ง ประชาชนทุกหมู่เหล่าต้องอยู่ดีกินดี สอง ต้องลดความเหลื่อมล้ำให้ได้ สาม ต้องปราบปรามการทุจริตให้สิ้นซาก ​สี่ ​การศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ต้องจัดการศึกษาให้ตรงความต้องการของตลาดภายในประเทศและโลก ไม่ใช่แค่เน้นแต่ปริญญาแต่จบออกไปไม่มีงานทำ ​และเด็กจะต้องมีวิสัยทัศน์ รู้จักเสียสละ

“​เมื่อเราบอกว่ากล้าเปลี่ยนเพื่อประชาชน สิ่งเหล่านี้จะลบคำว่าเจ้าขุนมูลนาย ลบคำว่าอนุรักษนิยม ​ชนชั้นกรรมาชีพก็จะเข้าถึงเราได้ พ่อค้าวาณิช คนข้างถนน ก็เข้าถึงเราได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 7 ปีมานี้ คนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้ใช้สิทธิเลือกตั้งเราจะเชิญชวนเขาเข้ามา เช่นเดียวกับคนสูงอายุด้วยเราจะเชิญเข้ามา

…คนสูงอายุก่อนหน้านี้ หลายคนกลัวว่าหากเข้ามาพรรคแล้วต้องมาต่อคิว ต้องมาต่อถาวร แต่ต่อไปนี้จะวัดกันที่ความรู้ความสามารถ ใครมีศักยภาพก็จะได้ขึ้นมา มีหลักการชี้วัดประเมินผล เอาความพึงพอใจประชาชนเป็นที่ตั้ง”

ถาวร กล่าวอีกว่า รวมไปถึงการส่งผู้สมัครของพรรค เช่น ​ถาวรเดิมลงสงขลา เขต 6 มาตลอด ก็ต้องใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์ ทำโพลดูว่าคนใหม่ที่จะมาลง สส. กับถาวร ประชาชนชอบใครมากกว่า หรือจะมาบอกว่าเป็นลูกถาวร แล้วได้ลง สส.ก็ดี หรือเป็นน้องถาวรได้ลง สส.ก็ดี หรือถาวรเป็น สส.อยู่แล้วก็ดีจะได้ลง สส.อีก สิ่งเหล่านี้จะไม่มีให้วิพากษ์วิจารณ์อีกแน่นอน นี่เป็นการกล้าเปลี่ยนเพื่อประชาชน

ในแง่การหาเสียงหลังจาก หมอวรงค์ พร้อมทีมงานซึ่งเปิดตัวที่พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช จ.พิษณุโลก แล้วจะเริ่มเดินสายพบปะสมาชิกพรรค และประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งจะเป็นการลงไปรับฟังความคิดความเห็นและนำมาเป็แนวนโยบายของพรรคต่อไป

ทั้งนี้ ในวันที่ 30 ก.ย.​-1 ต.ค. ​หมอวรงค์​และคณะจะเดินทางไป จ.สงขลา และนครศรีธรรมราช จะไปพบปะเกษตรกรสวนยาง คนขายของในตลาด ชาวนา ชาวประมง จากนั้นจะไปอีสาน และพื้นที่อื่นๆ ต่อไป

“เวลานี้เรามีแนวร่วมที่เป็นอดีต สส.ซึ่งกล้าประกาศตัวสนับสนุน 20 กว่าคน หลังจากที่แอบช่วยซึ่งก็ต้องขอบคุณ และมีรอตัดสินใจอีกเยอะ เพราะถือเป็นเรื่องใหญ่ของเขาคนที่จะกล้าเปลี่ยนเรื่องนี้มันเป็นเรื่องใหญ่มาก”

ถามว่าหากเทียบสัดส่วนแนวร่วม 20 คน จากอดีต สส.ทั้งหมด 130 คน อาจจะชนะได้ยาก ถาวร กล่าวสั้นๆ ว่า “ศึกครั้งนี้แพ้ชนะอยู่ที่ทหารราบ” แปลว่าคนระดับสมาชิกพรรคจะเป็นตัวกำหนด คือทหารราบทต้องบุกไปข้างหน้ายึดพื้นที่นี่คือตำราพิชัยสงคราม

ส่วนที่วิเคราะห์กันว่าการส่งหมอวรงค์มาแข่งขันชิงหัวหน้าพรรค เพราะอภิสิทธิ์ประกาศไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ถาวร กล่าวว่า ทุกคนมีสิทธิในการมอง แต่อยู่ว่าเขารับข้อมูลเพียงไร​ แต่พรรคประชาธิปัตย์จะเข้าร่วมเป็นรัฐบาลกับใครต้องเข้าที่ประชุมใหญ่พรรค ​แต่ทั้งนี้ ผู้บริหารพรรคต้องมีธงอยู่ในใจว่าแต่ละครั้งในการจัดการเลือกตั้ง เราจะจับมือกับใครหรือให้ใครมาจับ

ถาวร อธิบายว่า การจะเลือกร่วมรัฐบาลกับใครนั้นต้องดูที่หนึ่งอุดมการณ์และนโยบายดูพฤติกรรมที่ผ่านมา และที่จะเดินไปข้างหน้า ส่วนตัวถูกกระทำโดยระบอบทักษิณดังนั้นจึงจะไม่จับกับพรรคเพื่อไทย ซึ่งรู้ว่าเถ้าแก่พรรคเพื่อไทยเป็นใคร ส่วนจะร่วมกับ คสช.หรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับที่ประชุมพรรค แต่ส่วนตัวไม่ปฏิเสธ

ส่องทริป “บิ๊กตู่” ปั้นคะแนนนิยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/566003

  • วันที่ 30 ก.ย. 2561 เวลา 07:35 น.

ส่องทริป "บิ๊กตู่" ปั้นคะแนนนิยม

การจัดวางปฏิทินบริหารประเทศทั้งการเดินสายในประเทศและต่างประเทศ ของ”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”ในช่วงนี้ล้วนมีนัยทางการเมืองเพื่อกอบโกยคะแนนนิยมก่อนเลือกตั้ง

**********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หากกำหนดการเลือกตั้งยังอยู่ในช่วงเดือน ก.พ. 2562 ก็เหลือเวลา 150 กว่าวันเท่านั้น ระยะเวลาใกล้เข้ามามากเท่าไร ทำให้นักการเมืองต่างต้องเตรียมความพร้อมให้มากที่สุด ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็มีการจัดวางปฏิทินบริหารประเทศทั้งการเดินสายในประเทศและต่างประเทศ อย่างมีนัยทางการเมืองเช่นเดียวกัน

ดังเห็นได้ว่า ตลอดเดือน ต.ค.คิวยาวเหยียด เริ่มตั้งแต่วันที่ 8-9 ต.ค.เข้าร่วมประชุมกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น ครั้งที่ 10 ที่ประเทศญี่ปุ่น จากนั้นวันที่ 11 ต.ค. ร่วมประชุมระดับผู้นำอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการกับผู้นำองค์การระหว่างประเทศที่สำคัญ ณ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ขณะวันที่ 18-20 ต.ค. เข้าร่วมประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป หรืออาเซียนซัมมิท ครั้งที่ 12 ณ ราชอาณาจักรเบลเยียม และสัปดาห์สุดท้ายของเดือน วันที่ 30-31 ต.ค.นี้

ขณะที่การเดินทางไปต่างประเทศ บุคคลที่ต้องประกบติดนายกฯ ไปด้วย หนีไม่พ้น สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ ที่ทราบกันดีว่า วันนี้ประกาศตั้งพรรคการเมือง “พรรคพลังประชารัฐ” ไปด้วย เพื่อได้ไปโชว์ผลงานของรัฐบาล อาทิ การขับเคลื่อนโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี เรียกความมั่นใจจากนักลงทุนต่างประเทศ

ส่วนการลงพื้นที่ต่างจังหวัดก็ได้ตัวช่วยนายกฯ เข้ามาเพิ่มขึ้น นอกจากได้เห็น “อุตตม สาวนายน” รมว.อุตสาหกรรม ซึ่งสวมหมวกหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ยังมีคีย์แมนคนในรัฐบาลร่วมเพียบ อาทิ “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” รมว.พาณิชย์ สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ กอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกฯ

อย่างล่าสุด แผนการลงพื้นที่ไปตรวจราชการ จ.ลำพูน ในวันที่ 3 ต.ค.นี้ นับเป็นพื้นที่เป้าหมายใหญ่ของพรรคพลังประชารัฐ ที่ต้องการไปเจาะ จึงมีการเตรียมรูปแบบกิจกรรมให้ประชาชนได้สัมผัส พล.อ.ประยุทธ์ อย่างใกล้ชิด และเป็นกันเอง ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมรถรางให้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้นั่งและเคลื่อนตัวไปยังวัดพระธาตุหริภุญชัย เพื่อพบกับพี่น้องประชาชนที่มาให้การต้อนรับ

ที่น่าจับตามองในการเดินสายต่างจังหวัด คราวนี้ต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะดึงนักการเมืองมืออาชีพมาร่วมทำงานใกล้ตัวเพื่อเป็นมือเป็นไม้ในการทำงานมวลชน อาทิ พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ หรือ สกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าฯ กทม. หรือ ร.ต.ปรพล อดิเรกสาร อดีต สส.สระบุรี มาช่วยทำงานมวลชนเดินหน้าเก็บคะแนนนิยมให้กับพรรคพลังประชารัฐ

ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ พูดชัดเจนว่า แม้ว่าประเทศไทยเดินเข้าสู่วันเลือกตั้ง แต่ คสช.ยังคงมีอำนาจพิเศษ มาตรา 44 เต็มพิกัด หรือการประชุม ครม.สัญจร หรือการอนุมัติงบประมาณโครงการต่างๆ ยังคงทำได้ตามปกติ เพราะไม่ใช่รัฐบาลรักษาการ

ฉะนั้นในช่วงเดือน พ.ย.นี้ ยังคงกำหนดไว้แล้วว่าจะประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.เชียงราย ยิ่งพรรคพลังประชารัฐ ได้ตัว รัตนา จงสุทธานามณี อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย หรือ ผู้กองมนัส ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า นายทหารและนักธุรกิจชื่อดังใน จ.พะเยา ผู้กว้างขวางในแวดวงการเมือง สวมเสื้อพรรคพลังประชารัฐ แท็กทีมช่วยบุกพื้นที่ฐานเสียงสำคัญของพรรคเพื่อไทย ระหว่างประชุม ครม.สัญจร

ณ เวลานี้ การที่ พล.อ.ประยุทธ์ และคณะรัฐมนตรี ที่มีหมวกอีกใบในฐานะนักการเมืองพรรคพลังประชารัฐ ออกเดินสายทั้งในและต่างประเทศอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จึงเป็นการกอบโกยความนิยมตุนไว้ก่อนเลือกตั้ง

โลกออนไลน์ พื้นที่อันตรายของผู้ป่วยซึมเศร้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/565426

  • วันที่ 25 ก.ย. 2561 เวลา 06:41 น.

โลกออนไลน์ พื้นที่อันตรายของผู้ป่วยซึมเศร้า

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

กระแสข่าวด้านลบหรือด้านมืดของโลกโซเชียลที่มีให้เห็นอยู่เนืองๆ ทั้งกรณีไลฟ์สดการฆ่าตัวตาย ข้อมูลทางวิชาการที่พบว่าปัญหาสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงติดโลกโซเชียลมีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะภาวะซึมเศร้าในหมู่เด็กวัยรุ่นหญิง

กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ก็ออกมาแสดงความห่วงใยพฤติกรรมโพสต์ภาพเซลฟี่โดยใช้แอพเติมแต่งความสวย สดใส ก่อนโพสต์ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากยอดไลค์ ที่จะทำให้เสี่ยงเป็นคนขาดความเชื่อมั่นในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่พอใจรูปลักษณ์ตัวเอง เกิดความกังวล ชีวิตไม่มีความสุข เมื่อสะสมไปเรื่อยๆ ก็อาจทำให้เกิดความผิดปกติทางจิตใจและอารมณ์ได้ง่าย

นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต ระบุว่า แม้โลกออนไลน์จะมีด้านดีหรือด้านบวกมากกว่าด้านลบ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่าภาวะซึมเศร้านั้นถูกพบร่วมกับอาการติดเกมหรือติดโลกออนไลน์

“แม้เด็กที่ติดเกมหรืออินเทอร์เน็ตจะเลิกไม่ได้ แต่ลึกๆ พวกเขาก็รู้สึกผิด ซึ่งนำไปสู่โอกาสที่ทำให้เกิดโรคร่วมอย่างโรคซึมเศร้า ที่กลายเป็นปัจจัยภายในที่ยิ่งซ้ำเติมให้มีอาการมากยิ่งขึ้น สิ่งที่ผู้ปกครองสามารถหามาตรการป้องกันเด็กกลุ่มนี้ก็คือ การวางกติกาการใช้งานอินเทอร์เน็ตร่วมกัน การกำหนดช่วงเวลาในการทำงานร่วมกันเป็นกติกา จะส่งผลให้เราใช้สมองในส่วนคิดมากกว่าส่วนอารมณ์ การสร้างจุดแข็งในการอยู่ร่วมกับอินเทอร์เน็ต โดยครอบครัวนั้นนับว่ามีส่วนสำคัญอย่างมาก”

นพ.ยงยุทธ บอกว่า ครอบครัวต้องยึดหลักปฏิบัติ 3 ต้อง 3 ไม่คือต้องกำหนดเวลาเล่น ต้องตกลงโปรแกรมให้กับลูก ต้องเล่นกับลูกบ้าง ไม่เป็นตัวอย่างที่ผิด ไม่เล่นในเวลาครอบครัว เช่น เวลาทานข้าว และไม่ใช้ในห้องนอน

“สาเหตุที่ควรจะห้ามไม่ให้มีการใช้อินเทอร์เน็ตในห้องนอน เพราะเด็กกลุ่มติดเกมสารภาพเองว่าการท่องโลกออนไลน์ในห้องนอนนั้นทำให้เข้าสู่ภาวะควบคุมตัวเองไม่ได้ พ่อแม่ผู้ปกครองต้องกำหนดขอบเขตเหล่านี้ในครอบครัว”

นพ.ยงยุทธ กล่าวอีกว่า แม้การดูแลลูกจะเปลี่ยนไปจากเดิมในหลายเรื่อง แต่ชีวิตเด็กวัยรุ่นก็ยังต้องการการดูแลจากผู้ปกครอง การปล่อยให้พวกเขาอยู่ตามลำพังกับโลกออนไลน์ทำให้กลายเป็นกลุ่มเสี่ยง กลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือกลุ่มเด็กเปราะบางที่มีปัญหาสุขภาพจิตจะมีความเสี่ยงต่อปัญหาและภัยรูปแบบต่างๆ ในโลกออนไลน์

นพ.ยงยุทธ บอกว่า การเสพติดอินเทอร์เน็ตแบ่งเป็น 5 ประเภท คือ 1.การเสพติดการพนัน 2.เสพติดสังคมออนไลน์ 3.ติดเกม 4.เสพติดข่าวและการหาข้อมูลเสพข่าวซ้ำไปมาไม่สามารถควบคุมตนเองได้ 5.ความบันเทิงรูปแบบต่างๆ

“ปัจจุบันองค์การอนามัยโลกได้กำหนดการเสพติดโลกออนไลน์เป็นปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งอาการเสพติดนั้นพิจารณาได้จากใช้เวลากับการเล่นที่มากและหลายชั่วโมง ไม่สามารถควบคุมตนเองจนเสียหน้าที่การงาน ซึ่งการคาดการณ์ในอนาคตพฤติกรรมนี้จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น และหากพบหรือสงสัยว่ามีอาการเสพติดโลกออนไลน์จนเสี่ยงต่อโรคอื่นๆ ก็จำเป็นที่จะต้องพบผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอคำปรึกษาที่ถูกต้อง” นพ.ยงยุทธ กล่าว

ด้าน สมโภชน์ เอี่ยมสุภาษิต นักวิชาการด้านจิตวิทยา คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การใช้โลกออนไลน์สำหรับเด็กวัยรุ่นทั่วไป ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลมากนักหรือเสี่ยงต่ออาการป่วยนัก โดยเฉพาะหากผู้ใช้ไม่ได้หมกมุ่นหรือให้ความสำคัญกับตัวตนของตัวเองในโลกออนไลน์ ต้องการการยอมรับมากเกินไป

“ส่วนที่น่ากลัวไม่ใช่โลกออนไลน์เสียทีเดียว แต่เป็นกลุ่มคนที่ใช้โลกออนไลน์ โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่นซึ่งถูกทอดทิ้งอยู่ในโลกออนไลน์ เด็กกลุ่มนี้จะมีโอกาสหลงทาง ไม่มีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ กลายเป็นคนที่นึกเอาเอง จากโลกที่เขาเห็นในโลกออนไลน์ ที่สุดก็ไปลอก หรือมีพฤติกรรมเลียนแบบสิ่งที่จะทำให้ตัวเองโดดเด่นขึ้นมา โดยที่หลงลืมไปว่า วิธีการดังกล่าวจะสร้างปัญหาอะไรตามมาบ้าง และกลายเป็นคนที่นึกถึงแต่สิทธิของตัวเอง ไม่สนใจสิทธิของคนอื่น พร้อมที่จะแสดงตัวตนกลั่นแกล้งคนอื่นๆ ในโลกออนไลน์ ก็ยิ่งทำให้โลกออนไลน์กลายเป็นพื้นที่ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อปัญหาอื่นๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ” นักวิชาการด้านจิตวิทยา กล่าว

นี่คือประเด็นข้อห่วงใยสำคัญของการเสพติดโลกออนไลน์ ซึ่งแม้ว่าจะส่งผลเสีย แต่โลกออนไลน์ก็มีประโยชน์อย่างมากเช่นกัน ดังนั้นจึงต้องหาวิธี ต้องดึงเยาวชนให้ถอยห่างออกมาในระยะที่เหมาะสม เพื่อให้ใช้โลกออนไลน์ได้อย่างถูกต้องและเกิดประโยชน์

ฟันธงเลือกตั้งใหญ่ปี’62 ทุจริตกว่าทุกครั้งเหตุอั้นมาหลายปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/565257

  • วันที่ 23 ก.ย. 2561 เวลา 10:59 น.

ฟันธงเลือกตั้งใหญ่ปี’62 ทุจริตกว่าทุกครั้งเหตุอั้นมาหลายปี

“สังศิต พิริยะรังสรรค์” คาดเลือกตั้งใหญ่ปี2562 จะเกิดการทุจริตทางการเมืองที่มีมูลค่าความเสียหายมหาศาลและรุนแรงกว่าทุกปี

******************************

โดย…ปริญญา ชูเลขา การทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการหรือการเมืองเป็นปัญหาที่หยั่งรากฝังลึกในสังคมไทยมาอย่างยาวนานและเป็นปัญหาที่จัดการยาก แม้จะมีความพยายามแก้ปัญหาสารพัดวิธีการ แต่ยังไม่สามารถจัดการปัญหาการทุจริตให้หมดสิ้นไปได้ รวมทั้งรูปแบบการทุจริตในปัจจุบันมีความซับซ้อนและแยบยลขึ้นเรื่อยๆ กว่าในอดีต จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ประชาชนจะต้องรู้เท่าทันไม่ตกเป็นเครื่องมือ

โพสต์ทูเดย์สัมภาษณ์พิเศษ “สังศิต พิริยะรังสรรค์” คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต หนึ่งในคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผู้เชี่ยวชาญปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นคาดการณ์ว่าการเลือกตั้งเดือน ก.พ. 2562 จะมีการทุจริตซื้อเสียงอย่างรุนแรงมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

สังศิต กล่าวว่า การเลือกตั้งเกิดขึ้นในปีหน้า จะเกิดการทุจริตทางการเมืองที่มีมูลค่าความเสียหายมหาศาลและรุนแรงกว่าทุกปีที่ผ่านมา เพราะไม่มีการเลือกตั้งทั้งในระดับชาติและท้องถิ่นมานานถึง 4 ปี บรรดานักการเมืองจึงต้องการเอาชนะเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งและอำนาจ ยิ่งมีการห้ามหาเสียง และกฎหมายเลือกตั้งใหม่ที่กำหนดข้อบังคับในการหาสมาชิก โดยสมาชิกต้องจ่ายเงินส่วนตัวสมัครเป็นสมาชิกพรรค 100 บาท แน่นอนประชาชนทั่วไปย่อมไม่สนใจที่จะสมัครเป็นสมาชิกพรรค ดังนั้นนักการเมืองจึงต้องใช้วิธีเกณฑ์หรือจ่ายแทน เพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกพรรค ดังนั้นในการเลือกตั้งครั้งนี้จะมีการซื้อเสียงกันอย่างมหาศาลกว่าการเลือกตั้งที่ผ่านๆ มา

“การเลือกคนขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคบางพรรคมีการกำหนดตัวกันแล้วอาจจะไม่มีปัญหา แต่บางพรรคที่มีการแข่งขันสูงๆ มีผู้สมัครหลายคน แน่นอนจะต้องมีการช่วงชิงซื้อขายกันเพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียงในการโหวต หรือแม้แต่การเลือกผู้สมัคร สส.เขต ตามกฎหมายใหม่เขตการเลือกตั้งลดลง ขณะที่จำนวนประชากรในพื้นที่ไม่ได้ลดลงตามไปด้วย จึงทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างอดีต สส.เขต กับผู้สมัครหน้าใหม่ ที่ต้องการลงสมัครและชนะเลือกตั้ง ดังนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้จะมีการซื้อเสียงกันสูงมาก” สังศิต กล่าว

สังศิต กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้ปัญหาคอร์รัปชั่นประเทศไทยเพิ่มสูงอย่างรวดเร็วเพราะไทยมีระบบการเมืองแบบปิด มีจุดอ่อนคือไม่มีหน่วยงานใดตรวจสอบการทำงานได้อย่างแท้จริง แม้จะมีรัฐสภาหรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ แต่ไม่สามารถตรวจสอบการทำหน้าที่ของนักการเมืองได้ อย่างไรก็ตามรัฐบาลปัจจุบันได้ออกกฎหมายดีๆ เกี่ยวกับการป้องกันและป้องปรามการทุจริตจำนวนมาก และหากจะเปรียบเทียบว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หรือ รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร รัฐบาลใดคอร์รัปชั่นมากกว่ากัน ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลใดมีอำนาจเข้มแข็ง เพราะไม่ว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหรือไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง หากมีอำนาจเข้มแข็งปราศจากฝ่ายค้าน หรือ องค์กรใดสามารถตรวจสอบได้ ย่อมสามารถทุจริตคอร์รัปชั่นได้มากพอๆ กัน

ดังนั้น การทุจริตขึ้นอยู่กับรัฐบาลใดมีอำนาจมากหรือมีอำนาจน้อยแค่ไหน ตัวอย่างเช่น รัฐบาลสมัย อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี อยู่ในตำแหน่งได้ไม่นานภารกิจหลักของรัฐบาลอานันท์ในสมัยนั้น คือ การร่างรัฐธรรมนูญและจัดการเลือกตั้ง เช่นเดียวกับรัฐบาล สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี เข้ามาอยู่ในอำนาจได้ไม่นานไม่สามารถทำอย่างอื่นได้มากนักจึงเกิดการทุจริตน้อย

“ถ้ารัฐบาลเลือกตั้งที่ได้เสียงข้างมาก โดยที่ฝ่ายค้านอภิปรายหรือตรวจสอบไม่ได้ก็เกิดการทุจริตได้มากเหมือนกัน เช่นเดียวกับรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่หากรัฐบาลเลือกตั้ง แล้วเสียงรัฐบาลไม่เยอะ เสถียรภาพไม่สูงการทุจริตก็ทำได้ยากเช่นกัน ดังนั้นรัฐบาลเลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งขึ้นกับว่ารัฐบาลใดมีอำนาจมากก็ทุจริตมาก มีอำนาจน้อยก็ทุจริตน้อย”

สังศิต กล่าวว่า อยากให้ความรู้ถึงกลโกงรูปแบบใหม่ของการคอร์รัปชั่นเพื่อให้ประชาชนได้รู้เท่าทันว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมารูปแบบการทุจริตได้กลายพันธุ์และเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง ปัจจุบันจากการศึกษาวิจัยพบว่ารูปแบบหรือกลโกงการทุจริตแบบใหม่ๆ เกิดขึ้นให้เห็นตลอดผ่านการหาช่องโหว่ช่องว่างเพื่อคอร์รัปชั่นผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง

ตัวอย่างเช่น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ ซึ่งน่าสนใจอย่างมาก เนื่องจากอยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่มีหน่วยงานใดกล้าเข้าไปตรวจสอบ ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงหลายหน่วยงานฉวยโอกาสใช้สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่แสวงหาผลประโยชน์ ด้วยการใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่เอื้อต่อการทุจริตรูปแบบพิเศษ คือ ใช้วิธีพิเศษในการจัดซื้อจัดจ้างโดยเป็นการดำเนินการจากข้าราชการระดับสูงจากส่วนกลางในการกำหนดโครงการต่างๆ ซึ่งไม่ได้สอดคล้องกับความต้องการหรือความจำเป็นของคนในพื้นที่แต่อย่างใด

“หลายกิจกรรม หรือโครงการในพื้นที่ที่เกิดขึ้นเป็นการแสวงหาผลประโยชน์จากข้าราชการระดับสูงจากส่วนกลาง ไม่ได้เป็นความต้องการของคนในพื้นที่ การกระทำลักษณะนี้เกิดในหน่วยงานอื่นๆ ด้วย จึงอยากให้ยกเลิกการใช้กฎหมายพิเศษในการจัดซื้อจัดจ้าง ควรนำกฎหมายปกติ คือ พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 และพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 พร้อมกับให้มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นธรรมและโปร่งใสในระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือประกาศบนเว็บไซต์ รวมถึงให้มีการติดป้ายประกาศตั้งแต่ก่อนและหลังประมูล เพื่อให้ประชาชนได้ทราบว่าผู้ใดชนะการประมูล มูลค่าโครงการเท่าไร และดำเนินการจะแล้วเสร็จเมื่อไร เพื่อแก้ปัญหาการใช้อำนาจจากส่วนกลางมาเอื้อให้เกิดการทุจริต” สังศิต กล่าว

นอกจากนี้ ยังพบอีกว่ารูปแบบการทุจริตได้แพร่กระจายไปในหลายระดับ ทั้งจากส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งในระดับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) โดยเฉพาะโครงการขนาดเล็กเกิดการทุจริตอย่างมาก แต่ปราศจากการตรวจสอบ เพราะมูลค่าโครงการไม่สูงมากนัก เช่น 1-5 ล้านบาท เพราะในสายตาคนทั่วไปมองว่าคงทุจริตกันไม่เยอะ หรือทุจริตกันจริงๆ ก็คงคิดเป็นเงินเพียงนิดเดียวเท่านั้น ถือว่าเป็นความคิดอันตราย แต่หากรวมกันทั้งประเทศ หรือย้อนหลังรวมกันหลายๆ ปีที่ผ่านมาจะพบว่ามูลค่ามหาศาลนับหมื่นล้านบาทเช่นกัน

ขณะที่โครงการลงทุนภาครัฐขนาดใหญ่มูลค่านับพันหรือหมื่นล้านบาทเกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นน้อยมาก เพราะทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต่างให้ความสนใจและสื่อมวลชนก็จับตามองจึงเกิดการทุจริตน้อยกว่าโครงการลงทุนขนาดเล็กๆ ในท้องถิ่น ที่สำคัญมี พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ ควบคุมอยู่ แต่โครงการขนาดเล็กในท้องถิ่นกฎหมายปกติเข้าไปดูแลไม่ทั่วถึงและสื่อมวลชนไม่ได้สนใจด้วย ดังนั้นต้องมีมาตรการที่บังคับให้ท้องถิ่นต้องจัดประมูลหรือจัดซื้อจัดจ้างอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้สาธารณะได้รับรู้ และต้องติดประกาศแจ้งเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้รู้ว่าใครชนะประมูล เพราะทราบดีบางพื้นที่ใช้ผู้มีอิทธิพลและใช้ระบบเครือญาติในการเอาชนะการประมูลโครงการ จึงทำให้บางตระกูลหรือนักการเมืองท้องถิ่นบางคนผูกขาดได้โครงการจากภาครัฐมาโดยตลอด

“การคอร์รัปชั่นมีโอกาสขยายตัวสูงเนื่องจากเจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจบิดเบือนในการตัดสินใจแสวงหาผลประโยชน์ให้ตัวเองและพวกพ้อง ซึ่งผลจากการคอร์รัปชั่นในระดับจุลภาคทำให้การแข่งขันทางธุรกิจไม่เป็นธรรมและทำลายระบบเศรษฐกิจของไทยโดยตรง” สังศิต กล่าว

สังศิต กล่าวว่า ยังมีการทุจริตซื้อขายตำแหน่ง หรือเรียกว่า Bureaucratic Corruption ซึ่งแพร่ระบาดมากในการเมืองท้องถิ่น สาเหตุมาจากการเมืองท้องถิ่นมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการบรรจุหรือแต่งตั้งบุคลากรได้โดยปราศจากการตรวจสอบจากหน่วยงานใด ตัวอย่างเช่น การเปิดประกาศรับสมัครหรือสอบคัดเลือกเจ้าหน้าที่เป็นเพียงพิธีกรรมบังหน้าเท่านั้น แต่นักการเมืองท้องถิ่นได้ล็อกตัวบุคคลที่จะบรรจุเข้าไปอยู่ในตำแหน่งนั้นอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น ที่ จ.ระยอง ผู้สมัครสอบเจ้าหน้าที่ อบต.ประท้วงไม่ยอมรับผลสอบไปร้องเรียนต่อผู้ว่าราชการจังหวัดว่ามีการซื้อขายตำแหน่ง ทางผู้ว่าราชการจังหวัดจึงไม่ลงนามแต่งตั้งตามที่ อบต.แห่งนั้นเสนอชื่อขึ้นไป ต่อมาเกิดมีมวลชนมาขับไล่ผู้ว่าราชการจังหวัด ทางส่วนกลางจึงต้องย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดคนดังกล่าวออกนอกพื้นที่ ดังนั้นในการแต่งตั้งหรือสอบคัดเลือกตำแหน่งในท้องถิ่น ควรกระจายอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดได้มีส่วนเข้าไปตรวจสอบด้วย ไม่ควรให้อำนาจท้องถิ่นเบ็ดเสร็จ

“เวลามีการสอบแข่งขันบรรจุคนเข้าทำงานในท้องถิ่นมีการแข่งขันกันสูงและคนมาสอบกันจำนวนมาก บางแห่งประกาศรับสมัครแต่ไม่ได้มีการสอบกันจริงๆ เพราะเป็นอำนาจนักการเมืองท้องถิ่น ที่อยากจะตั้งใครเข้าทำงาน ถือเป็นการคอร์รัปชั่นทางการเมืองรูปแบบหนึ่งที่สร้างความเสียหายแก่สังคมไทย” สังศิต ทิ้งท้าย