ดราม่า2.2ล้านล้านบาท เชื่อ’บิ๊กตู่’แค่โยนหินถามทาง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399525?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ดราม่า2.2ล้านล้านบาท เชื่อ’บิ๊กตู่’แค่โยนหินถามทาง

17 พฤศจิกายน 2562 – 20:10 น.
ดราม่า22ล้านล้าน,่ บิ๊กตู่,นายชาลี ลอยสูง,ปล่อยกู้่,เงินประกันสังคม
เปิดอ่าน 683 ครั้ง

ค้านปล่อยกู้เงินกองทุนประกันสังคม”ชาลี”เชื่อดราม่า 2.2ล้านล้านบาท “บิ๊กตู่” แค่โยนหินถามทาง ชี้เสี่ยงกองทุนล่ม-ผิดกฏหมาย แนะรื้อบอร์ดใหม่ หลังม.44ไม่เคยเปลี่ยน

กลายเป็นประเด็นดราม่าในสังคมไทย หลังพลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สำนักงานประกันสังคม (สปส.) หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการนำเงินกองทุนประกันสังคม ให้ผู้ประกันตนกู้ยืมเพื่อลงทุนทางสังคมหรือตามความจำเป็นอื่นๆนั้น

อ่านข่าว :  “คสรท.-สรส.”บุกทำเนียบวันแรงงานทวงถาม 10 ข้อเสนอ

เกี่ยวกับเรื่องนี้ “นายชาลี ลอยสูง”  รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.)เปิดเผยกับ “เว็บไซด์คมชัดลึก” ว่า ตามพ.ร.บ.ประกันสังคมฯ ไม่สามารถนำเงินมาปล่อยกู้ให้ผู้ประกันตนได้ เพราะผิดกฏหมาย อีกทั้งหากทำเช่นนั้นจะเกิดปัญหาผู้ประกันตนหลั่งไหลเข้ามากู้และสุดท้ายจะกระทบกองทุนภาพรวมอาจล่มได้ไปจนถึงเงินบำนาญของผู้ประกันตนทุกคน

 “ดังนั้นหากจะปล่อยกู้ให้กับผู้ประกันตนและคิดดอกเบี้ยนั้นผมไม่เห็นด้วย เนื่องจากขณะนี้สถานการณ์การเลิกจ้างมีมากขึ้น  จึงไม่รู้ว่าหากกู้ไปแล้วจะเอาเงินที่ไหนจ่ายคืน แต่จะสนับสนุนหากเป็นในลักษณะของการนำเงินบำเหน็จบำนาญบางส่วนมาใช้โดยมีเงื่อนไข แต่ก็ต้องยอมรับว่าเมื่อถึงวันรับเงินบำนาญเงินจะลดน้อยลงเพราะต้องหักส่วนที่เอาไปใช้ก่อนแล้ว และเรื่องนี้เคยมีการทำประชาพิจารณ์ผู้ประกันตนไปแล้วเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับกรณีนี้” นายชาลีกล่าว

นายชาลี กล่าวอีกว่า ในส่วนหากจะปล่อยกู้ให้กับนายจ้าง ผู้ประกอบการ จริงๆ เคยทำมาแล้ว โดยทำเป็นโครงการร่วมกับทางธนาคาร ซึ่งมีเงื่อนไขมาก โดยนายจ้างหรือผู้ประกอบการที่ประสบปัญหาการดำเนินการและต้องการเงินสามารถขอกู้ผ่านโครงการของสำนักงานประกันสังคมร่วมกับธนาคารได้ มีวงเงิน 10,000 ล้านบาท ซึ่ง 3 ปีที่ผ่านมาใช้ไป 5,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เรื่องการกู้เงินนั้น หากสำนักงานประกันสังคมจะทำก็ต้องทำร่วมกับธนาคาร โดยสามารถใช้เงิน 10 เปอร์เซ็นต์จากกองทุนไปลงทุนได้ แต่ก็จะมีเงื่อนไขจำนวนมาก รวมไปถึงการให้ผู้ประกันตนกู้ซื้อบ้านก็จะทำเป็นโครงการ

ในระเบียบของสปส. ได้หาช่องทางในการเพิ่มมูลค่าจากวงเงิน 2.2ล้านล้านบาท จากผู้ประกันตนจำนวน 11-12 ล้านคน อยู่แล้ว ในรูปแบบของนำเงินไปฝากกับทางธนาคารเพื่อกินดอกเบี้ย การซื้อหุ้นบางจาก  การซื้อพันธบัตรรัฐบาล  การลงทุนตราสารเงินต่างประเทศ  เป็นเรื่องที่สำนักงานประกันสังคมทำกันอยู่แล้ว และได้รับผลประโยชน์ประมาณ 5-6 หมื่นล้านบาท

“ผมเชื่อว่า นายกรัฐมนตรี แค่โยนหินถามทาง  คงไม่ปล่อยกู้เงินกองทุนประกันสังคม เพราะหากจะทำจริงต้องศึกษาผลดี ผลเสีย อีกทั้งหากปล่อยกู้โดยไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ใครจะประกันความเสี่ยง เพราะเงินเหล่านี้เป็นสิทธิ์ที่ผู้ประกันตนควรได้รับการคุ้มครอง เพราะกองทุนฯเสี่ยงล่ม ไม่ใช่คิดจะเอาเงินไปทำอะไรก็ได้ ขณะนี้ผมเดินหน้าฟ้องสปส.อยู่หลายคดีถึงความไม่ชอบมาพากล ในการนำเงินไปใช้ เช่นการซื้อหุ้นบางจาก ของปตท.” นายชาลี กล่าว

นายชาลี เสนอรัฐบาลว่า สิ่งที่ควรทำคือการขยายเวลาเกษียณในตำแหน่งงานของผู้ประกันตน จาก 55 ปี เป็น 60 ปีเพื่อให้ผู้ประกันตนอยู่ในระบบให้นานที่สุด รองรับสังคมผู้สูงวัย และเป็นการยืดระยะเวลาเงินในกองทุนให้ได้มากขึ้น ขณะเดียวกันควรจะมีการทบทวนบอร์ดประกันสังคม ทั้ง 3 ชุด หลังมีคำสั่งตามมาตรา 44 ไม่เคยมีการเปลี่ยนบอร์ดสปส.ชุดนี้อีกเลย ทั้งที่หมดวาระไปนานหลายปีแล้ว หากปล่อยไว้ อาจจะมีการร้องเรียนเพราะผิดมาตรา 157

  “ขอให้นายกฯล้มเลิกความคิดนี้ซะ เพราะไม่งั้นผู้ประกันตนเกือบ 12 ล้านคน อาจจะเข้าใจผิดว่ารัฐบาลถังแตก  อาจจะมีการฟ้องร้องศาลปกครองได้ อีกทั้งขยายการเปิดช่องให้โรงพยาบาลเอกชนเก็บ 60 บาทเป็นค่าบริการทางการแพทย์นั้น ดูไม่ชอบมาพากล เพราะค่าบริการทางการแพย์คิดค่าหัว1,500 บาท อยู่แล้ว เรื่องนี้ผมกำลังดำเนินการตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกันตน”  รองประธาน คสรท.กล่าวในที่สุด

                 …กมลทิพย์  ใบเงิน…รายงาน

โยน’ดร.สุวิทย์’แก้ปัญหาตั้ง อายุเกิน60ปี เป็นอธิการบดี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399500?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โยน’ดร.สุวิทย์’แก้ปัญหาตั้ง อายุเกิน60ปี เป็นอธิการบดี

17 พฤศจิกายน 2562 – 17:05 น.
โยนดรสุวิทย์,อายุเกิน60ปี เป็นอธิการบดี,ผศดรรัฐกรณ์ คิดการ
เปิดอ่าน 3,959 ครั้ง

โยน’ดร.สุวิทย์’แก้ปัญหาตั้ง อายุเกิน60ปี เป็นอธิการบดี เผยทำผิดกฏหมายเยอะแต่ไม่มีเจ้าทุกข์เหมือนม.รามฯ แนะทางออก “ดร.สุวิทย์” ควรแก้ไข พ.ร.บ. ก.พ.อ. ม.ราชการ

อีกแล้ว..มหาวิทยาลัยรามคำแหง เตรียมจะประกาศแต่งตั้งคณะผู้บริหารของมหาวิทยาลัยชุดใหม่ อย่างเป็นทางการในวันที่ 3 มี.ค. 2563 นี้ ที่น่าสังเกตเป็นการแต่งตั้งผู้เกษียณอายุราชการอายุเกิน 60 ปีนับว่ามีจำนวนมากที่สุดในประเทศไทย เมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยของรัฐทุกแห่งทั่วประเทศ เพราะมีจำนวนมากถึง 29 ราย

อ่านข่าว: ร้อง ป.ป.ช.สอบอธิการฯ ม.ราม ตั้งผู้บริหารอายุเกิน60ปี 

แบ่งเป็น3กลุ่มคือ กลุ่มผู้บริหารที่มีอายุ 60-65 ปี จำนวน 10 ราย กลุ่มอายุ 66-70 ปี จำนวน 9 ราย และกลุ่มอายุเกิน 70 ปี จำนวน 6 ราย ซึ่งมี 1 คนอายุมากที่สุดถึง 78 ปี และผศ.วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหงคนปัจจุบันอยู่ในตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลา 7 ปีกว่า ซึ่งจะครบ 2 วาระในเร็วๆนี้

ด้วยเหตุนี้ กลายเป็นประเด็นร้อน ที่“ดร.ปรมต วรรณบวร” อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัยตัวแทนอาจารย์มหาวิทยาลัยรามคำแหงเข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)เพื่อขอให้ตรวจสอบการใช้อำนาจแต่งตั้งคณะผู้บริหารของมหาวิทยาลัยที่มีอายุเกิน 60 ปี ไล่เรียงมาตั้งแต่ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี, รองอธิการบดี, ผู้ช่วยอธิการบดี, คณบดี, ผู้อำนวยการสถาบัน, ผู้อำนวยการสำนัก จำนวน 29 ราย ซึ่งส่อขัดคำสั่งศาลปกครองสูงสุด หรือไม่

เกี่ยวกับเรื่องนี้ “ผศ.ดร.รัฐกรณ์ คิดการ” ประธานที่ปรึกษาที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.)ช่วยคลีปมปัญหาดังกล่าวกับ“เวบไซด์ คมชัดลึก”ว่ามหาวิทยาลัยของรัฐมี 2 กลุ่ม คือ 1.มหาวิทยาลัยนอกระบบ และ 2.มหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการ

มหาวิทยาลัยนอกระบบ มีอยู่ 2 รูปแบบ ได้แก่ กลุ่มแรก มหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบตั้งแต่ก่อตั้ง เช่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.)กลุ่มที่สองมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบภายหลังและเคยเป็นมหาวิทยาลัยในส่วนราชการมาก่อน เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดดล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถาบันเทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(มก.)ฯลฯ

2.มหาวิทยาลัยของรัฐกลุ่มที่สอง ได้แก่มหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการ เช่น มหาวิทยาลัยรามคำแหง(ม.ร.) มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) กลุ่มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลทั้ง 9 สถาบัน และกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏทั้งหมด ยกเว้นมหาวิทยาสวนดุสิต ที่ออกนอกระบบไปแล้ว

“มหาวิทยาลัยของรัฐ2กลุ่ม นี้มีความแตกต่ากันอยู่2 เรื่องใหญ่ คือเรื่องของการบริหารเงินงบประมาณ  และการบริหารงานบุคคล ซึ่งมหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการต้องบริหรงบประมาณตามพ.ร.บ.งบประมาณ ใช้ระเบียบราชการในการเบิกงบประมาณ ส่วนการบริหารงานบุคคล มหาที่เป็นส่วนราชการต้องบริหารตามระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา แต่มหานอกระบบสามารถออกระเบียบเรื่องการบริหารงบประมาณเอง รวมถึงการบริหารงานบุคคล มีสภามหาวิทยาลัยออกระเบียบรองรับการจ้างผู้บริหารจะเกษียณ หรืออายุเท่าไหร่ก็ได้ สามารถจ้างคนได้เลย” 

ผศ.ดร.รัฐกรณ์  อธิบายอีกว่า แต่มหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการ เช่น มหาวิทยาลัยรามคำแหง ยังเป็นมหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการอยู่ ในการบริหารมหาวิทยาลัยต้องอยู่ภายใต้ พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยรามคำแหง 2541 ต้องบริหารเงินและบริหารบุคลตามตามระเบียบราชการ ซึ่งตาม พ.ร.บ.ข้าราชการพลเรือน นั้น ข้าราชการต้องเกษียณเมื่ออายุ 60 ปี แต่ถ้าข้าราชการคนนั้น สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก จบ“ดอกเตอร์(ดร.)”และมีตำแหน่งทางวิชาการเป็นถึง “รองศาตราจารย์(รศ.)”สามารถเสนอสภมหาวิทยาลัยเพื่อขอขยายอายุเกษียณเป็น 65 ปีได้ แต่ไม่สามารถดำรงตำแหน่งฝ่ายบริหารได้ แต่ปฏิบัติหน้าที่งานสอนและงานวิจัยได้

 “ปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการ ทำผิดกฏหมายกันเยอะมาก  แต่ก็อยู่กันได้เพราะไม่มีใครยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช. ตรวตสอบ หรือไม่มีใครยื่นเรื่องร้องศาลปกครอง ซึ่งสถาบันเหล่านี้ได้แต่งตั้งผู้ที่อายุเกิน 60 ปีให้ดำรงตำแหน่ง อธิการบดี รองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี คณะบดี ผอ.สำนัก ฯลฯ เช่น สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร  มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ(มทร.สุวรรณภูมิ)”

 สิ่งที่น่าเป็นห่วง ก็คือ การแต่งตั้งบุคคลที่ไม่ใช่ข้าราชการ แต่มาปฏิบัติหน้าที่ราชการ นั้นไม่มีเงินงบประมาณรองรับ ต้องเบียดบังเงินค่าเทอมนักศึกษามาจ่ายเป็นค่าตอบแทนอีกทั้งเมื่อบุคคลเหล่านี้กระทำผิดประพฤติมิชอบ ก็อยากที่จะเอาผิดทางวินัยได้ เพราะไม่ใช่ข้าราชการ เป็นคนนอกราชการ นอกจากฟ้อง ป.ป.ช.ซึ่งใช้เวลานาน 10-20 ปีกว่าคดีจะเห็นผล ทำให้ราชการเกิดความเสียหาย

“หากคิดว่าจะตั้งคนเกษียณ ดำรงตำแหน่งฝ่ายบริหาร ก็ควรทำให้ถูกกฏหมาย จะสนับสนุนคนวัยเกษียณแต่สมองดี สุขภาพร่างกายยังแข็งแรงดี อายุมากกว่า 60ปี  ดร.สุวิทย์  เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ควรจะแก้ไขพ.ร.บ.ข้าราชการพลเรือยในสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งครอบคลุมทุกมหาวิทยาลัย อีกทั้งเป็นต้นเหตุปัญาเรื่้อรังมานาน เกิดปัญหาธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัย เป็นเรื่องตลกที่ขำไม่ออกเมื่อไม่เป็นข้าราชการแต่มาบริหารราชการ อย่าลืมว่า ตามมาตราา 22 ให้อธิการบดีปฏิบัติหน้าที่เสมือนเป็นเป็นอธิบดี” ผศ.ดร.รัฐกรณ์ กล่าวในที่สุด

 …กมลทิพย์ ใบเงิน…รายงาน 

น้ำตา “มึนอ” ในวันที่ป่ากว้าง ทางยังไกล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399297?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

น้ำตา “มึนอ” ในวันที่ป่ากว้าง ทางยังไกล

16 พฤศจิกายน 2562 – 09:30 น.
บิลลี่,คดีบิลลี่,ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอั,กะเหรี่ยง,แก่งกระจาน,เจาะประเด็นร้อน,มึนอ
เปิดอ่าน 2,483 ครั้ง

รายงานพิเศษจากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก

****************************

การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักว่าเจ็บลึก แต่การสูญเสียจิตวิญญาณสาหัสกว่า

สำหรับ มึนอ” หรือ พิณนภา พฤกษาพรรณ แล้ว บิลลี่” พอละจี รักจงเจริญ ไม่ใช่แค่สามีและพ่อของลูกทั้ง 5 แต่เขาคือลมหายใจและวิญญาณของเธอด้วย

เพราะกว่า 5 ปีที่ผ่านมา จากวัย 27 สู่วัย 32 จากผู้หญิงตัวเล็กๆ มาสู่บทบาทที่ต้องเดินหน้าต่อสู้เพื่อหาคำตอบในการหายตัวไปของคนรัก มาจนถึงคำว่า วันที่รอคอยกำลังจะมาถึง” นั้น คือคำอธิบายที่ชัดเจน แต่นั่นก็เหมือนว่ายังไม่เพียงพอ หากเทียบเส้นทางความรักในแบบฉบับของมึนอและบิลลี่

วันนี้สำหรับมึนอ แม้ฝ่ายชายจะไม่อยู่แล้ว แต่ภายใต้เงาของร่มไม้ใหญ่แห่งชาติพันธ์ุกะเหรี่ยงที่มีความเชื่อ มีวิถีของตนเอง มีความงดงามเรียบง่าย ไปจนถึงเรื่องราวอันลึกซึ้งเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตหลังสูญเสียคู่ชีวิต ชีวิตจากนี้ของมึนอที่เหมือนเดินอยู่ในป่าใหญ่ ไร้ทิศทาง หลายคนก็อดเป็นห่วงไมได้

หลักการแห่งชาติพันธุ์

เราพอทราบกันว่ากลุ่มชนที่คนไทยเรียกว่าชาวกะเหรี่ยง (หรือ กาเรน กะยีน หรือ คนยาง ในภาษาเมียนมาร์และมอญ) มีแบบแผนการดำรงชีวิตของกลุ่มที่แม้จะเรียบง่าย สมถะ แต่ก็แข็งแรง เคร่งครัด

และถ้าพูดถึงการสร้างครอบครัวของชนชาติกะเหรี่ยง ข้อมูลทั่วไประบุว่าในการแต่งงานสร้างครอบครัวของชาวกะเหรี่ยงนั้นตามหลักประเพณีกะเหรี่ยงฝ่ายหญิงจะต้องเป็นฝ่ายไปขอฝ่ายชาย

โดยเมื่อเป็นที่รับรู้แล้วว่าหญิงชายรักชอบพอกัน พ่อแม่และญาติพี่น้องของฝ่ายหญิงก็จะส่งคนไปหาฝ่ายชายเพื่อสอบถามให้แน่ใจว่าฝ่ายชายรัก และยินดีที่จะแต่งงานกับฝ่ายหญิงจริงหรือไม่ หากฝ่ายชายรักชอบพอกัน และยินยอมที่จะแต่งงานกับฝ่ายหญิงก็จะมีการนัดหมายวันเวลาทำพิธีแต่งงานกันในเวลานั้น

หนุ่มสาวกะเหรี่ยงที่ตามงานถึงจะได้พบปะกัน

สำหรับการหมั้นหมาย หรือ เตอะ โหล่ เกิดขึ้นเมื่อฝ่ายชายตกลงปลงใจว่าจะแต่งงานกับฝ่ายหญิงและนัดหมายวันเวลาแต่งงานที่แน่นอนแล้ว ฝ่ายชายก็ส่งเถ้าแก่ไปทำพิธีหมั้นหมายฝ่ายหญิงก่อนวันแต่งงาน

ในพิธีฝ่ายหญิงจะฆ่าไก่ 2 ตัว ในการทำอาหารเพื่อเลี้ยงรับรองเถ้าแก่ของฝ่ายชาย และวันรุ่งขึ้นก็จะนัดหมายวันเวลาที่ฝ่ายชายและเพื่อนๆ จะมาหาฝ่ายหญิงเพื่อทำพิธีแต่งงานต่อไป

อย่างไรก็ตามกะเหรี่ยงนั้นมีทั้งกะเหรี่ยงโป กะเหรี่ยงปะโอ หรือ กะเหรี่ยงบะเว ฯลฯ แต่ละที่ก็จะมีรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกันไปเล็กน้อย

หากในแง่มุมของชีวิตคู่ ว่าตรงกันว่าการแต่งงานคือความหวังสูงสุดที่หนุ่มสาวกะเหรี่ยงรอคอยและทั้งสองคนอาจมิใช้กะเหรี่ยงในหมู่บ้านเดียวกันก็ได้

ที่สำคัญชาวกะเหรี่ยงมีความเคร่งครัดการแต่งงานแบบผัวเดียวเมียเดียว การหย่าร้างมีน้อย และการแต่งงานใหม่ไม่ค่อยมีให้เห็น ตามธรรมดาของสามีภรรยาผูกพันรักกันอย่างมั่นคงและการแต่งงานเป็นข้อตกลงของคนสองคน

หันมาที่มึนอ แน่นอนในวันที่ไร้บิลลี่ย่อมมีแต่ความเจ็บปวด คิดถึง และอ่อนแรง เพราะเธอต้องทำงานหาเลี้ยงลูกทั้ง 5 คนเพียงลำพังจากที่ก่อนหน้านี้เพียงแค่คอยดูแลบ้านและลูกๆ ส่วนสามีเป็นฝ่ายออกไปทำงานทั้งทำสวน ทำไร่ ทำงานเพื่อมวลชนในฐานะแกนนำกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ทั้งยังเป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี อีกด้วย

แต่หากย้อนดูเรื่องราวความรักของคนทั้งคู่ก็เชื่อว่าสิ่งนี้น่าจะทำให้มึนอมีรอยยิ้มบ้างในวันที่เงียบเหงา หรือเหนื่อยล้า

มึนอ-บิลลี่ รักตามเสียง

ว่ากันที่วิถีของชนชาติกะเหรี่ยงนั้น หากเทียบกับคนทั่วไปการเริ่มต้นความสัมพันธ์ของหนุ่มสาวชาวกะเหรี่ยงมีข้อจำกัดเรื่องการพบปะที่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ง่ายนักตามประเพณี

แต่ผู้ใหญ่ชาวกะเหรี่ยงก็ไม่ได้ห้ามเด็ดขาด โดยทั่วไปหนุ่มสาวจึงมักพบกันตามงานสำคัญ โดยเฉพาะที่พบมากคือตาม “งานศพ” แต่สำหรับคู่ของมึนอและบิลลี่ พวกเขาเจอกันในวันคริสต์มาสของชาวกะเหรี่ยงที่นับถือศาสนาคริสต์

ข่าวจากไทยรัฐสัมภาษณ์มึนอถึงเส้นทางความรัก เธอเล่าว่าตนเองกับบิลลี่พบกันตั้งแต่ราวปี 2545 โดยเธอได้โทรศัพท์ไปหาพี่ชายที่เป็นญาติ และคนที่รับโทรศัพท์ทุกครั้งก่อนที่จะได้คุยกับพี่ชายก็คือ “บิลลี่” ซึ่งเป็นเพื่อนของพี่

แต่ตอนนั้นเธอไม่รู้ว่าคนปลายสายชื่อเสียงว่าอะไร จนกระทั่งในงานคริสต์มาสของหมู่บ้านเมื่อปลายเดือนธันวาคม 2545 ทั้งคู่ก็ได้เจอกันเป็นครั้งแรก

มึนอเวลานั้นเป็นสาวรุ่นในวัย 15 ก็ได้คุยกับชายหนุ่มแปลกหน้า แต่ไม่แปลกเสียง เพราะบิลลี่ในวัย 18 ไม่รีรอที่จะเข้ามาชวนคุย

งานผูกข้อมือเรียกขวัญเดือนเก้า (ลาขุ) เป็นอีกงานที่หนุ่มสาวกะเหรี่ยงได้พบกัน

สังคมทั่วไปบางทีแค่สมาร์ทโฟนเครื่องเดียวก็ลงเอยแล้วในเส้นทางความรัก แต่บิลลี่และมึนอ ทั้งคู่เริ่มสานสัมพันธ์กันในแบบฉบับที่เคร่งครัดในหลักการของชาติกะเหรี่ยง

โดยจะนัดโทรคุยกันทุกวันที่ 15 ของทุกเดือน ซึ่งมึนอจะโทรหาบิลลี่ ส่วนบิลลี่จะโทรหามึนอทุกวันที่ 30 จนเมื่อพูดคุยดูใจกันได้ 1 ปี จึงตัดสินใจร่วมชีวิตกัน โดยครอบครัวทั้งสองฝ่ายยินยอม

เป็นอันว่าจากความรักตามเสียง ก็กลายมาเป็นคู่ชีวิต ทัั้งคู่อยู่กินสร้างครอบครัวชาวปกาเกอะญอด้วยกันอยู่ที่ “บ้านบางกลอย” หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า “ใจแผ่นดิน” อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี

อย่างที่รู้ที่สุดราวปี 2554 ชีวิตต้องมาเกี่ยวพันกับปัญหาการย้ายชาวบ้านจากใจแผ่นดินลงมาอยู่ที่บ้านโป่งลึก มึนอและบิลลี่ต้องพบเห็นภาพของบ้านเรือนยุ้งถูกเผาราบโดยเจ้าหน้าที่อุทยานทำการปราบปรามหนัก

และทุกคนเชื่อว่าสิ่งนี้ได้นำมาซึ่งการหายตัวไปของบิลลี่ตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2557 ขณะที่เขามีอายุเพียง 31 ปี เพราะบิลลี่เป็นพยานปากสำคัญและเป็นผู้ประสานงานในคดี ทั้งยังเดินหน้าเป็นแกนนำชาวกะเหรี่ยงในการต่อสู้เรื่องสิทธิ์ในที่ทำกินของพวกเขามาตลอด

อยู่เพื่อรัก

หากเส้นทางของนักต่อสู้หลายคนมัก “จบแบบนี้” บิลลี่เองก็เหมือนจะรู้ชะตากรรม จึงเคยพูดกับลูกเมียและญาติพี่น้องเสมอว่า “ถ้าหายไป ไม่ต้องตาม คือโดนเก็บไปแล้ว” คำถามคือแล้วเส้นทางของ “เมียนักต่อสู้” ที่ต้องสูญเสียคืออะไร

แน่นอนการที่ได้รับรู้ว่าคนรักเหลือเพียงชิ้นส่วนกระดูกในถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร ที่พบเอาเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2562 ตอนที่ผ่านมาถึง 5 ปี ภายในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี พื้นที่บ้านเกิดที่เขาโลดแล่นมาทั้งชีวิต

จากคดีคนหายพลิกกลายเป็นคดีฆาตกรรม สำหรับมึนอต่อให้เตรียมใจมาแล้ว แต่ยังไงก็ต้องเจ็บปวดเกินบรรยาย

แต่ภาพที่เราเห็นมาตลอดคือใบหน้าเรียบเฉย แววตาเข้มแข็ง และคำพูดที่ไม่เคยหมดหวังของแม่ลูก 5 มึนอเคยพูดในงานเสวนาเรื่องปัญหาสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองกะเหรี่ยงแห่งบ้านบางกลอยบน-ใจแผ่นดิน กับการขึ้นทะเบียน “ผืนป่าแห่งกระจาน” เป็นมรดกโลก เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2562 ที่มหาวิทยาลัยรังสิตว่า

กว่า 5 ปีที่ผ่านมา ลำบากเพราะบ้านเหลือเพียงเสาหลักเดียว ทำให้บ้านไม่มั่นคง ต้องทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ ต้องทำงานในบ้าน นอกบ้าน เข้าไร่เข้าสวน จนหลังแน่ชัดแล้วว่าสามีหายไปจึงเดินหน้าหาความจริงท่ามกลางข้อติดขัดในระบบราชการ

คำพูดล่าสุดหลังจากมีการจับกุมผู้ต้องหา (4 ราย) ที่สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการตายของบิลลี่ แต่ที่สุดผู้ต้องหาก็ได้รับการประกันตัวออกมา เจ้าตัวบอกแม้จะเกรงกลัวความปลอดภัยแต่ก็กัดฟันพูดว่ายังไงก็ขอให้มีความยุติธรรม

ส่วนตัวไม่ได้เจาะจงว่าใครเป็นคนทำสามีแต่ก็คิดว่าเป็นเจ้าหน้ารัฐ อยากให้คนทำออกมารับผิดชอบ”

อย่างไรก็ดี ในแต่ละวันของมึนอก็ยังพอมีรอยยิ้มออกมาให้เห็นบ้างในเฟซบุ๊ก “รักจง เจริญ” ที่เธอใช้เป็นพื้นที่บอกเล่าเรื่องราวชีวิต คำอธิบายทั้งหมดนี้อาจเพราะยังไงก็ต้องไปต่อ และมึนอยังมีอีก 5 ชีวิตที่ต้องดูแล

“น้ำตา” ถึงเวลามันก็ต้องแห้งหายไปสักวัน

หากอีกมุมหนึ่งก็อาจเป็นวิถีแห่งกะเหรี่ยง ผู้ซึ่งดำรงชีวิตท่ามกลางภูเขาและผืนป่า รวมถึงการดิ้นรนต่อสู้ในรอยยับของความขัดแย้งทางพื้นที่และชาติพันธุ์ ซึ่งตลอดมาพวกเขาต้องถูกทำให้กลายเป็น คนนอก” ความเจ็บปวดน้อยเนื้อต่ำใจสะสมกดเก็บ

แต่เหล่านี้ก็ได้กลั่นเป็นดีเอ็นเอแห่งความเข้มแข็งและต้องยืนหยัดสู้วิ่งพล่านอยู่ในสายเลือดกะเหรี่ยงทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ “มึนอ”

***********************************

ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก รักจง เจริญ

บทเรียน “คนหัวร้อน” ถนนไม่ใช่ของคุณ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399305?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บทเรียน “คนหัวร้อน”  ถนนไม่ใช่ของคุณ

16 พฤศจิกายน 2562 – 08:25 น.
คนหัวร้อน,อุบัติเหตุ,ฟอร์จูนเนอร์,ฟอร์จูนเนอร์หัวร้อน,รายงานพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 4,778 ครั้ง

รายงานพิเศษ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 16-17 พ.ย.62

*****************************

นับวันข่าวสารเรื่อง มนุษย์หัวร้อน” บนท้องถนนจะปรากฏให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วไม่ใช่แค่การหัวร้อนในรถคือขับไปด่าไปไม่เกี่ยวใคร แต่นี่เรากำลังพูดถึงเรื่องภาวะหัวร้อนจนถึงขั้น “ปะฉะดะ” กับคู่กรณีชนิดต้องเป็นข่าว

อย่างเคส ฟอร์จูนเนอร์ชนแล้วหนี” ล่าสุดกับคลิปที่เห็นชัดๆ จะจะคาตา ไม่ต้องถามว่าใช้โทรศัพท์อะไรถ่าย ต้องถามว่าใช้ใจเบอร์ไหนมากกว่าที่ตามถ่ายไล่ล่าฟอร์จูนเนอร์หัวร้อน จนมีภาพมาประจานฝากให้เป็นข่าวดังช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้

แต่ที่ต้องถามมากกว่า คือก็ไม่รู้ว่าเพราะโลกออนไลน์ที่ทำให้มันดูเยอะขึ้น เพราะมีอะไรนิดก็มีคลิปแฉ หรือเพราะจริงๆ แล้ว มนุษย์เองที่เพิ่มดีกรีความหัวร้อนของตนเองกันแน่

ลองไล่ๆ ดูแต่ละเคสน่ากลัวทั้งนั้น เหนืออื่นใด งานนี้น่าเห็นใจผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมจริงๆ !

อิสรภาพแห่งการขับขี่

ไม่ใช่สโลแกนรถ แต่นี่คือเคส “ฟอร์จูนเนอร์ชนแล้วหนี” เลยแล้วกัน เคสนี้แทบต้องตั้งชื่อเรื่องว่า “ถนนนี้ใครคุม” เพราะวันพุธที่ 13 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา คนไทยต้องตื่นตะลึงกับคลิปที่มีการแชร์ในสังคมออนไลน์โดยผู้ใช้เฟซบุ๊ก Warayoot Pinjai ซึ่งเป็นคลิปวิดีโอเหตุการณ์รถยนต์ โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ คันหนึ่งไปเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ แต่ไม่ยอมลงมาดูผู้เสียหาย ผู้โพสต์จึงระบุว่า “ตามเจอแน่ ผมแค่ อดให้ลุงลงมาดู รถคู่กรณีที่ลุงไปเบียดเค้า”

ในคลิปเป็นภาพการไล่ล่าฟอร์จูนเนอร์คันดังกล่าว จากกล้องของผู้ขับรถจักรยานยนต์ โดยได้ยินเสียงบีบแตรไล่ไม่ลดละทั้งจากเจ้าของคลิป และแนวร่วมสายแว้นคันอื่นๆ ที่ช่วยกันบีบแตรไล่ตาม

โดยเจ้าของคลิปชื่อ วรยุทธ ปิ่นใจ เปิดเผยภายหลังว่า เห็นรถยนต์คันดังกล่าวปาดหน้ารถจักรยานยนต์สีดำ ก่อนคนขับจักรยานยนต์จะลงมาเคาะกระจก เพื่อให้คนขับรถยนต์ลงมาพูดคุย แต่คนขับรถยนต์ไม่ยอมลงมา จากนั้นก็ขับรถหนีไป ตนเลยขับตามรถยนต์คันดังกล่าว

ที่สุดคลิปวิดีโอความยาว 2 นาทีกว่าๆ ยังเผยให้เห็นถึงลีลาการขับรถของเจ้าของรถฟอร์จูนเนอร์ที่ต้องบอกเลยว่าฉีกกฎทิ้งหมด เพราะเขาขับแซงแทรกไปตามถนนอย่างน่าหวาดเสียว

กระทั่งพอถึงช่วงรถชะลอตัว เจ้าของคลิปจึงพุ่งเข้าไปจอดรถขวางเพื่อให้คนขับฟอร์จูนเนอร์ลงมาจากรถเพื่อพูดคุย แต่ภาพที่คนต้องปิดตาดูหนึ่งข้างคือ คนขับฟอร์จูนเนอร์กลับเร่งเครื่องชนมอเตอร์ไซค์ที่ขวางอยู่ล้มระนาว แล้วหักออกขับหลบหนีไปเฉย !!

แน่นอนมีคลิปให้เห็นขนาดนี้ ที่สุดแล้วก็ต้องไปคุยกับตำรวจตามระเบียบในช่วงเย็นวันเดียวกัน และคนไทยก็ได้รู้ว่าคนขับยนต์คันดังกล่าว คืออดีตนายทหาร ยศพลตรี คนหนึ่ง

เจ้าของโพส ผู้เสียหาย

วันนั้นเขาถูกแจ้งข้อหาขับรถโดยประมาท-ทำให้เสียทรัพย์ ส่วนข้อหาพยายามฆ่า ที่มีคนแจ้งความร้องทุกข์เอาไว้นั้น ตร.เปิดเผยว่า ต้องตรวจสอบพยานหลักฐาน ว่าจะเพียงพอต่อการแจ้งข้อหานี้หรือไม่

คนขับรถฟอร์จูนเนอร์

แต่ที่เด็ดคือวันนั้นคนขับรถยนต์คันดังกล่าวบอกว่า ไม่ได้ชน ไม่รู้สึกอะไร ที่ไม่ลงจากรถเพราะกลัว เนื่องจากมีรถมอเตอร์ไซค์เยอะแยะมาล้อมหน้ารถไว้ เลยตัดสินใจขับหนี ไม่ได้ตั้งใจชน ยืนยันว่าไม่ได้ชน

งานนี้ใครผิดก็ว่ากันไปตามกฎหมาย แต่ที่แน่ๆ คำพูดที่ว่าเหล็กหุ้มเนื้อ กับเนื้อหุ้มเหล็กอย่าไปวัดกันเด็ดขาด หลายคนเข้าใจถึงแก่นก็เคสนี้แหละ

ขอร้อง…อย่าปาด!

มาอีกเคส นักท่องโซเชียลแทบแชร์ไม่ทัน เพราะเกิดขึ้นวันเดียวกันเลย (อะไรกันเนี่ย!) โดยเคสนี้เป็นเรื่องราวของ พี่โชเฟอร์หัวร้อน”

โดยเพจ “เฮีย” เผยคลิปวิดีโอความยาวกว่า 6 นาที เหตุเกิดบนถนนรัตนาธิเบศร์ มุ่งหน้าขึ้นสะพานพระนั่งเกล้าไปบางบัวทอง จ.นนทบุรี และเช่นเคย คนไทยได้ดูคลิปแบบชัดๆ จะจะ เป็นเหตุการณ์ที่มีรถคันหนึ่งขับมาตามถนนรัตนาธิเบศร์ มุ่งหน้าไปสะพานพระนั่งเกล้า ก่อนมาเจอแท็กซี่สีฟ้าขับแช่เลนขวา ทำให้รถที่ถ่ายคลิปจากกล้องหน้ารถได้ขับแซงแล้วไปปาดหน้ารถแท็กซี่

ปรากฏว่า ปาดไปครั้งเดียวทำเสียวทั้งถนน เพราะพี่แท็กซี่ไม่ยอม แล้วมาไล่ปาดกลับ จนมาจอดขวางรถคู่กรณี มีเรื่องเถียงกันไปมาบนถนน จนผู้หญิงและเด็กร้องไห้ลงมาจากรถแท็กซี่คันดังกล่าว ทราบภายหลังว่าเป็นลูกเมียของพี่แท็กซี่เองที่นั่งมาด้วยกัน

ที่สุดก็ต้องขึ้นโรงพักตามระเบียบ และเจ้าตัวคือคนขับแท็กซี่ชี้แจงว่า ในวันเกิดเหตุได้ไปร่วมงานแต่งงานญาติ ขณะขับรถกลับบ้านย่านบางใหญ่ ได้ถูกรถของคู่กรณีขับปาดหน้าก่อนถึง 2 ครั้ง จึงเกิดบันดาลโทสะขับรถตามไปปาดคืนเพื่อให้จอดและจะถามว่าทำไมถึงขับรถแบบนี้ แต่คู่กรณีขับหนีจึงขับตามและเกิดเหตุการณ์ตามที่ปรากฎในคลิปวิดีโอดังกล่าว

งานนี้พี่แท็กซี่เลยโดนไป 2 กระทง คือ ความผิดฐานขับรถประมาทหวาดเสียว ปรับ 1,000 บาท และ ความผิดฐานแสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพ  เปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 200 บาท พร้อมทั้งส่งตัวเข้ารับการอบรมกฎ ระเบียบและการให้บริการที่ดี จำนวน 3 ชั่วโมง บันทึกประวัติการกระทำผิดไว้ในระบบหากตรวจพบว่า มีการฝ่าฝืนกระทำผิดอีกจะพักใช้ใบอนุญาตขับรถต่อไป

จริงอยู่ที่ที่สุดแล้ว เขาได้ออกมาขอโทษประชาชนและเพื่อนร่วมอาชีพแท็กซี่ ที่กล่าววาจากิริยาไม่สุภาพ แต่ก็น่าคิดเหมือนกันว่า การโดนปาดนี่มันร้ายแรงขนาดนี้เลยหรือนี่

ใครๆ ก็เกลียดวันจันทร์

เคสสุดท้ายคงต้องตั้งชื่อแบบนี้ เพราะเหตุเกิดในเช้าวันจันทร์ 11 พฤศจิกายน ที่ผ่านมานี่เอง

ในขณะที่ทุกคนกำลังเร่งรีบเพื่อไปทำงานในวันแรกของสัปดาห์ วันที่ไม่มีใครอยากให้มาถึง แต่แล้วก็ต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้อีก ยิ่งทำให้เกลียดวันจันทร์หนักกว่าที่เคยเป็น

ทวิตเตอร์ @bankkamikunkai

เมื่ออยู่ๆ ผู้โดยสารที่กำลังนั่งง่วงๆ อยู่บนรถประจำทางสาย 40 กับสาย 56 เพื่อไปทำงาน แล้วคนขับเกิดไปปาดหน้ากันตอนไหนไม่รู้ แต่ผลคือคนไทยได้เห็นคลิปที่ต้องส่ายหน้า

เป็นคลิปที่ได้รับการแชร์โดยสมาชิกทวิตเตอร์ @bankkamikunkai ซึ่งสามารถบันทึกภาพเหตุการณ์ระหว่างโชเฟอร์รถเมล์ สาย 40 และสาย 56 ลงไม้ลงมือทะเลาะวิวาทกัน บนถนนอิสรภาพ โดยพบว่ามีอาวุธอยู่ในมือวิ่งไปรอบๆ กลางถนน

ทวิตเตอร์ @bankkamikunkai

สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าว ที่สุดแล้ว ขสมก.ได้ลงโทษพนักงานขับรถมินิบัส สาย 40 ก่อเหตุทะเลาะวิวาทกับพนักงานขับรถมินิบัส สาย 56 จำนวน 2 คัน บนถนนอิสรภาพ

โดยสั่งพักการปฏิบัติหน้าที่พนักงานขับรถคนที่ก่อเหตุ และพักการเดินรถโดยสารทั้ง คัน เป็นเวลา วัน พร้อมลงโทษปรับ บริษัท พชรบัส จำกัด และบริษัท กิจประพล จำกัด บริษัทละ 5,000 บาท

แต่อย่างที่รู้กัน 3 เคสนี้เป็นเพียงแค่หยดน้ำในทะเล เพราะที่จริงแล้วเหตุการณ์ลักษณะนี้ยังมีอีกมากบนท้องถนนบ้านเรา นี่ก็ยังไม่หายเคืองกับเคส “หนุ่มแว่นหัวร้อนด่าคนไทย” อยู่เลย ปรากฏว่าพอไล่ข่าวดูยังมีให้เห็นอีกเพียบ !

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้เราเคยได้ยินข่าวว่ามีคุณหมอท่านหนึ่งจากกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ออกมาบอกถึงสาเหตุที่คนไทยหัวร้อน มี 3 ปัจจัยหลักๆ

คือ 1.ความเครียด กดดัน 2.สภาวะภายในจิตใจ ณ เวลาเกิดเหตุ คือเรื่องราวของเหตุทำให้โกรธ และ 3. คือ สารเสพติด/แอลกอฮอล์ อันนี้พูดง่ายๆ ว่าเอาเข้าร่างกายปั๊บนิสัยเปลี่ยนปุ๊บ

ทวิตเตอร์ @bankkamikunkai

ขณะเดียวกันยังมีข้อมูลที่ระบุถึง “สมาร์ทโฟน” และ “โซเชียลมีเดีย” ที่มีส่วนหล่อหลอมพฤติกรรม เนื่องจากเมื่ออะไรๆ ง่ายขึ้นแค่คลิกแค่เลื่อน พอเจออะไรไม่ถูกใจ ไม่ทันใจ คนไทยก็หัวร้อนง่ายอย่างที่เห็น

จริงอยู่ที่พอมีเรื่อง เจ้าตัวคนก่อเรื่องก็เหมือนโดนสังคมลงทัณฑ์ไปกลายๆ จากบรรดาคลิปที่เห็นจะจะแบบตัวจริงเสียงจริง แล้วคลิปนี้มันอยู่ชั่วลูกหลานเสียด้วย

แต่ก็ต้องถามกันต่อไปว่าจะแก้กันยังไง เพราะลำพังการจับ ปรับ และออกมาขอโทษขอโพย มันอาจเหมือนจบ แต่มันยังไม่พอ…คิดแค่นี้หลายคนก็ขึ้นแล้ว !

แก้ปัญหายาเสพติด..ลำพังไทยเอาไม่อยู่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399145?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แก้ปัญหายาเสพติด..ลำพังไทยเอาไม่อยู่

15 พฤศจิกายน 2562 – 14:10 น.
ยาเสพติด,ตำรวจ ปส,ปปส
เปิดอ่าน 1,135 ครั้ง

แก้ปัญหายาเสพติด..ลำพังไทยเอาไม่อยู่ คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  กรกมล อักษรเดช

เมื่อก่อนผลการจับกุมยาบ้าหลักหมื่นหลักแสนเม็ด ยาไอซ์จำนวน 10 กิโลกรัม ก็ถือเป็น “ผลงานชิ้นโบแดง” และปรากฏเป็นข่าวพาดหัวตามสื่อต่างๆ ว่าจับยานรก “บิ๊กลอต” 

อ่านข่าว… รวบเครือข่ายยานรก ยึดไอซ์หนัก 1 ตัน

ทว่าทุกวันนี้ต้องเรียกว่าเป็น “ซูเปอร์บิ๊กลอต” เนื่องจากหลายต่อหลายครั้งมีการจับกุมแก๊งลำเลียงยาเสพติดยึดของกลางได้แบบ “มโหฬาร” เฉกเช่นเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ตำรวจ ปส.จับกุมผู้ต้องหาได้ 3 คน ยึดของกลางยาไอซ์ได้ 1,000  กิโลกรัม หรือ 1 ตัน ซึ่งขนจากภาคเหนือตอนบน เป้าหมายส่งที่ภาคใต้ และส่งต่อไปยังประเทศมาเลเซีย นี่จึงเป็นคำตอบว่านอกจากปัญหาผู้ค้า ผู้เสพในประเทศไทยแล้ว ยังเป็นเส้นทางลำเลียงและจุดพักของเพื่อส่งไปประเทศที่สาม หรือทุกทวีปทั่วโลก จึงทำให้การจับกุมดูเหมือนว่า “ยิ่งจับยิ่งเยอะ”

ด้วยเหตุนี้สำนักงาน ป.ป.ส. จึงเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมภายใต้กรอบบันทึกความเข้าใจ 7 ฝ่าย ว่าด้วยการควบคุมยาเสพติดในอนุภูมิภาค (Mekong MOU) โดยมีผู้เข้าร่วมประกอบด้วย 6 ประเทศสมาชิก ได้แก่ กัมพูชา จีน เมียนมาร์ เวียดนาม สปป.ลาว (UNODC) และประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนการดำเนินงานเกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหายาเสพติดแถบลุ่มน้ำโขง และจัดทำแผนปฏิบัติการในอนุภูมิภาค สำหรับการควบคุมยาเสพติด ฉบับที่ 11 ตั้งแต่วันที่ 13-15 พฤสจิกายน 2562 โดย วันที่ 13 พฤศจิกายน นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานเปิดการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ภายใต้กรอบบันทึกความเข้าใจ 7 ฝ่าย ว่าด้วยการควบคุมยาเสพติดในอนุภูมิภาค  และวันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการประชุมระดับรัฐมนตรีและร่วมกันรับรองแผนปฏิบัติการ ฉบับที่ 11 และปฏิญญากรุงเทพฯ 2562

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายสมศักดิ์ เปิดเผยว่า จะเน้นกลไกสำคัญในการแลกเปลี่ยนดำเนินงานเพื่อป้องกันการลักลอบผลิต การค้า และการใช้ยาเสพติดในทางที่ผิดในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยเฉพาะพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำที่มีการผลิตและลักลอบลำเลียงยาเสพติดเป็นจำนวนมาก รวมทั้งการจัดทำแผนปฏิบัติการในอนุภูมิภาคเพื่อการควบคุมยาเสพติดฉบับที่ 11 ซึ่งแสดงออกถึงความร่วมมือจากทุกประเทศที่มีความตั้งใจแก้ไขปัญหายาเสพติดในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง และร่วมกันรับผิดชอบการดำเนินงาน โดยสนับสนุนทรัพยากรต่างๆ เพื่อการควบคุมยาเสพติด และการรับรองปฏิญญากรุงเทพฯ เพื่อความต่อเนื่องในการร่วมมือกันแก้ไขปัญหายาเสพติด ถือเป็นหนึ่งเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องเร่งแก้ไขปัญหาตามนโยบายรัฐบาล รวมถึงลดความต้องการยาเสพติดในประเทศซึ่งมีความสำคัญเพราะแม้ว่าจะสามารถทำลายแหล่งผลิตได้มากเท่าใดหากความต้องการยังคงมีอยู่แหล่งผลิตก็จะเกิดขึ้นใหม่

ด้าน นายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการ ป.ป.ส. บอกว่า ในช่วงปี 2562 ที่ผ่านมา ขบวนการค้ายาเสพติดลักลอบนำเข้าเคมีพันธุ์และสารตั้งต้นเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยสารดังกล่าวมาจากประเทศจีนและอินเดีย หรือกลุ่มประเทศที่มีอุตสาหกรรมเครื่องหนัง หรือยาฆ่าแมลง แม้ที่ผ่านมาจีนจะมีการสกัดกั้นแต่ยังพบมีการลักลอบนำเข้าประเภทหัวเชื้อและเคมีภัณฑ์บางชนิด บางครั้งลักลอบนำเข้าผ่านประเทศไทย เนื่องจากสารที่ใช้ในเชิงอุตสาหกรรมบางชนิดไม่ผิดกฎหมาย แต่สารบางตัวสามารถนำไปสกัดและผลิตเป็นยาเสพติดบางชนิดได้ ทำให้การควบคุมเป็นไปได้ยาก นอกจากนี้ยังพบว่ากองกำลังชนกลุ่มน้อยที่ยังมีอิทธิพลอยู่ตามแนวชายแดนไทยและประเทศเพื่อนบ้านมีการผลิตยาเสพติดเพื่อส่งเข้ามาขายในประเทศไทย ขณะที่บางกลุ่มไม่ได้ผลิตแต่มีการเรียกเก็บค่าผ่านทางก่อนส่งเข้ามาตามแนวชายแดน ทำให้ยาเสพติดทะลักเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

ปัญหานี้เห็นชัดว่าสถิติตัวเลขการจับกุมสูงขึ้นและปริมาณของกลางมากขึ้นอย่างผิดปกติ ซึ่งถ้าประเทศไทยสู้เพียงลำพัง ปราบเก่งขนาดไหนก็เอาไม่อยู่ หากไม่ได้รับความร่วมมือจากประเทศลุ่มน้ำโขง..!!

อึ้ง 3 สารพิษแปลงโฉม พาราควอตผสมปุ๋ยอินทรีย์ ดีเอสไอบุกทลาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399129?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อึ้ง 3 สารพิษแปลงโฉม พาราควอตผสมปุ๋ยอินทรีย์ ดีเอสไอบุกทลาย

15 พฤศจิกายน 2562 – 13:10 น.
พาราควอต,ปุ๋ยอินทรีย์,ดีเอสไอ
เปิดอ่าน 1,768 ครั้ง

อึ้ง 3 สารพิษแปลงโฉม พาราควอตผสมปุ๋ยอินทรีย์ ดีเอสไอบุกทลายแหล่งผลิต

เป็นไปตามคาด 3 สารเคมีอันตราย พาราควอต, ไกลโฟเซต และ คลอร์ไพริฟอส วันใดวันหนึ่งต้องแปลงโฉมกลายพันธุ์เพื่อรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ทางธุรกิจของนายทุนผู้หากินกับเกษตรกร หลังจากที่สารพิษทั้ง 3 ชนิดนี้ ถูกสั่งแบนจาก คณะกรรมการวัตถุอันตราย ให้เป็นสารต้องห้ามไปแล้ว
อ่านข่าว… ดีเอสไอจับ 5 แหล่งผลิตปุ๋ยผสมพาราควอต

เหตุผลที่ 3 สารเคมีที่ว่านี้ถูกแบนก็เพราะเป็นสารที่มีพิษอันตรายร้ายแรงกว่าสารเคมีที่ใช้ในการเกษตรชนิดอื่นหลายเท่า ซึ่งจากการสำรวจแปลงพืชผักผลไม้ของเกษตรกรพบว่ามีสารพิษที่เกิดจากการใช้สารเคมีดังกล่าวตกค้างอยู่ในดินและแหล่งน้ำในปริมาณสูง เป็นอันตรายต่อทั้งเกษตรกร ผู้บริโภค และระบบนิเวศ

โดยเฉพาะตัวเกษตรกรนั้น มีความเสี่ยงในระดับน่าวิตกอย่างยิ่งที่จะเป็น โรคมะเร็ง และ พาร์กินสัน ทั้งยังส่งผลต่อการพัฒนาสมอง ไอคิวเด็กลดลง สมาธิสั้น และมีผลกระทบต่อระบบต่อมไร้ท่อ ข้อมูลนี้ตรงกับงานวิจัยขององค์การอนามัยโลก(WHO)

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ามติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่ให้ปรับสารเคมีทั้ง 3 ชนิด จากวัตถุอันตรายประเภทที่ 3 ให้เป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 4 คือ ห้ามผลิต ห้ามนำเข้า ห้ามส่งออก และมีไว้ในครอบครอง จะยังไม่มีผลตามกฎหมายที่กำหนดไว้ในวันที่ 1 ธันวาคม 2562

แต่ปัจจุบันสารเคมีทั้ง 3 ก็ยังอยู่ในสถานะถูกจำกัดการใช้ตามมติ คณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 ให้จำกัดการใช้ภายใต้ มาตรการควบคุมอย่างเข้มงวด โดยให้ใช้ได้เฉพาะ 6 พืช คือ มันสำปะหลัง ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน ไม้ผล พืชไร่ ไม้ดอกที่ขึ้นทะเบียนเท่านั้น

ขณะที่เกษตรกรผู้ใช้สารเคมีจะต้องลงทะเบียนเข้ารับการอบรมการใช้งานและขอรับสิทธิ์การซื้อสารเคมี ซึ่งจะต้องถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวด โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2562 ทำให้การซื้อขายสารเคมีดังกล่าวถูกจำกัดอยู่ในวงแคบและส่วนใหญ่เป็นการลักลอบจำหน่าย ขณะที่ความต้องการใช้ของเกษตรกรที่ยังหาสารเคมีอื่นที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันมาทดแทนไม่ได้ยังมีอยู่จำนวนมาก จึงเป็นช่องทางให้เกิดการซื้อขายกันในตลาดมืด และส่วนหนึ่งมาในรูปแบบการดัดแปลงผลิตภัณฑ์

ล่าสุดวันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 ว่าที่ ร.ต.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และเจ้าหน้าที่จากกองคดีคุ้มครองผู้บริโภคและศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 3 (นครราชสีมา) กรมสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมกับกรมวิชาการเกษตร เข้าตรวจค้นบริษัทและแหล่งผลิต และจำหน่ายวัตถุอันตราย สารพาราควอตไดคลอไรด์และไกลโฟเซต–ไอโซโพรพิลแอมโมเนียม หลังได้รับการร้องเรียนจากกรมส่งเสริมการเกษตร ว่ามีการลักลอบแอบจำหน่ายสารต้องห้ามให้เกษตรกร

โดยทำการตรวจค้น 2 บริษัท รวม 5 จุดพร้อมกัน ได้แก่ บริษัท สมาร์ท ไบโอเทค คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืช ยี่ห้อ สมาร์ทไบโอ รวมทั้งผลิตภัณฑ์ชนิดอื่นๆ อีกหลายชนิด เช่น สารเสริมประสิทธิภาพกำจัดโรคพืช ยี่ห้อ ท็อปเคลียร์  สารปรับสภาพน้ำชนิดพิเศษ ยี่ห้อ สมาร์ท ไบโอ อะควอ  และ ปุ๋ย เป็นต้น ตั้งอยู่ที่ จ.นนทบุรี 2 จุด (คดีพิเศษที่ 73/2562)

บริษัท วีไอพี คิงดอม999 จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืช ยี่ห้อซุปเปอร์ไลค์ รวมทั้งมีผลิตภัณฑ์ชนิดอื่นๆ อีกหลายชนิด เช่นยาฆ่าแมลง ยี่ห้อ ออแกนิค คิล และปุ๋ยสินแร่นาโน บูม ชนิดเม็ด เป็นต้น ตั้งอยู่ที่ จ.ปทุมธานี จำนวน 1 จุด และ จ.นครราชสีมา 2 จุด (คดีพิเศษที่ 74/2562)

พ.ต.อ.ไพสิฐ ระบุว่า การตรวจค้นครั้งนี้สืบเนื่องจากได้รับการร้องเรียนมาจากกรมส่งเสริมการเกษตร ว่ามีการลักลอบจำหน่ายวัตถุอันตรายให้เกษตรกร ซึ่งจากการสืบสวนสอบสวนของกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค พบว่าทั้ง 2 บริษัท ได้นำสารพาราควอตไดคลอไรด์และไกลโฟเซต–ไอโซโพรพิลแอมโมเนียม ซึ่งเป็นสารควบคุมตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย พ.ศ.2556 บัญชี 1.1 ลำดับที่ 353 และลำดับที่ 43 ที่เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 มาผสมกับผลิตภัณฑ์ชีวภาพอินทรีย์ โดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายและขายผ่านทางสื่อโซเชียลมีเดีย ทำให้ผู้ซื้อไปใช้เข้าใจผิดคิดว่าผลิตภัณฑ์ชีวภาพดังกล่าวไม่มีผลต่อสุขภาพ เป็นเหตุทำให้ผู้ซื้อได้รับอันตรายต่อสุขภาพจากการใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว

จากการนำหมายศาลเข้าตรวจค้นทั้ง 5 จุด สามารถยึดผลิตภัณฑ์ต่างๆ และเอกสารที่เกี่ยวข้องได้เป็นจำนวนมาก รวมถึงสารตั้งต้นที่ใช้ในการผลิต และได้มีการอายัดอุปกรณ์การผลิตไว้เพื่อตรวจสอบ โดยผลิตภัณฑ์ที่ยึดได้ทั้งหมดจะถูกนำไปให้กรมส่งเสริมการเกษตรและสำนักนิติวิทยาศาสตร์ ตรวจสอบว่ามีส่วนประกอบของสารต้องห้ามจริงหรือไม่ หลังจากนั้นจะสามารถระบุตัวผู้ต้องหารวมถึงออกหมายเรียกหรือหมายจับมาดำเนินคดีต่อไปได้

อธิบดีดีเอสไอ ระบุว่า การกระทำดังกล่าว เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ฐานผลิตหรือมีไว้ในครอบครอง ซึ่งวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 โดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปีหรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ ตามมาตรา 23 ประกอบ มาตรา 73 และฐานผลิตหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 โดยไม่ได้ขึ้นทะเบียน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ ยังอาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ปุ๋ย พ.ศ.2518 เนื่องจากมีการผลิตปุ๋ยเพื่อการค้า โดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนหรือไม่ได้รับอนุญาต อันเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 12 ประกอบมาตรา 57 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจเข้าข่ายความผิด ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 เนื่องจากมีการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการที่จะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 14(1) อีกด้วย

อธิบดีดีเอสไอ เชื่อว่า การลักลอบผลิตและจำหน่ายสารเคมีที่ดัดแปลงมาในรูปแบบผลิตภัณฑ์อินทรีย์นี้ทำกันเป็นขบวนการโดยคนไทยทั้งหมด ประเมินมูลค่าทางธุรกิจมากกว่า 10 ล้านบาท และมีผู้ได้รับผลกระทบจากวัตถุอันตรายดังกล่าวมากกว่า 1,000 ราย โดยรูปแบบการขายของบริษัท วีไอพี คิงด้อม ใช้วิธีการสร้างเครือข่ายขนาดใหญ่โดยมีแรงจูงใจเป็นรายได้และการพาไปเที่ยวต่างประเทศ หากทำยอดได้ตามเป้า ลักษณะนี้อาจเข้าข่าย แชร์ลูกโซ่ ด้วย

ด้าน ธานินทร์ เปรมปรีดิ์ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ระบุว่า ผลการตรวจค้นในพื้นที่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี พบถังผสมปุ๋ย และเอกสาร ส่วนที่ จ.นครราชสีมา เข้าค้นร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ และโรงงานผลิต ขณะที่ในพื้นที่ปทุมธานี เป็นโกดังเก็บวัตถุอันตราย ซึ่งดีเอสไอจะยึดอายัดเครื่องจักร ถังผสม และผลิตภัณฑ์ส่งให้กรมวิชาการเกษตรตรวจสอบว่ามีสารอันตรายหรือไม่ รวมถึงจะตรวจสอบเอกสารที่พบว่ามีแหล่งที่มาจากไหน หากผลการตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการพบว่ามีส่วนผสมของพาราควอตและไกลโฟเซต จะออกหมายเรียกหรือหมายจับเจ้าของบริษัทมาแจ้งข้อกล่าวหา เพราะเป็นการแอบอ้างจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชีวภาพ แต่มีส่วนผสมของสารอันตรายโดยไม่ได้รับอนุญาต

ว่าที่ ร.ต.ธนกฤต บอกว่า ดีเอสไอพบว่าบริษัททั้ง 2 ราย นำวัตถุอันตรายมาลักลอบผลิตและจำหน่ายโดยหลอกลวงว่าเป็นสารชีวภาพ ที่ผ่านมา ดีเอสไอได้ล่อซื้อและนำของกลางไปตรวจพิสูจน์พบว่ามีสารเคมีอันตรายผสมอยู่จริง จึงนำมาสู่การตรวจค้นและจับกุม

“จากผลการวิจัยทางการแพทย์พบว่าในประเทศไทยมีผู้ป่วยจากสารพาราควอตปีละ 5,000 ราย ในจำนวนดังกล่าวประมาณ 10% หรือ 500 ราย จะเสียชีวิต เนื่องจากมีอาการแพ้รุนแรง นอกจากนี้ผู้บริโภคยังต้องได้รับสารเคมีปนเปื้อนในผักและผลไม้ ต้องตายผ่อนส่งกับพาราควอต รัฐบาลจึงต้องดำเนินการทางคดีให้ถึงที่สุด”

จังหวะจะโคนเรือเหล็กลุงตู่ยังกุมพังงาแน่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399120?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จังหวะจะโคนเรือเหล็กลุงตู่ยังกุมพังงาแน่น

15 พฤศจิกายน 2562 – 13:10 น.
เรือเหล็ก,ลุงตู่
เปิดอ่าน 1,410 ครั้ง

จังหวะจะโคนเรือเหล็กลุงตู่ยังกุมพังงาแน่น โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

การบริหารราชการแผ่นดินของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ย่างเข้า 4 เดือนแล้ว แม้จะมีหลากปัจจัยทางการเมืองที่โผล่ขึ้นมาเพราะคนการเมืองยามนี้มาจากการเลือกตั้ง โดยที่ พล.อ.ประยุทธ์จะสั่ง “ซ้ายหัน/ขวาหัน” เหมือนยุค 5 ปีของคสช.ไม่ได้แล้ว

เพราะคนการเมืองอ้างว่ามาจากการเลือกตั้งให้มาทำหน้าที่ ส.ส. และสามารถเดินหน้าตรวจสอบฝ่ายต่างๆ ได้ตามอำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ

เมื่อสภาพเป็นเช่นนี้ พล.อ.ประยุทธ์ต้องทำใจรับสภาพ แต่อีกมุมหนึ่งที่ปรากฏนั้นคล้ายว่า พล.อ.ประยุทธ์ทำงานการเมืองวันนี้เยี่ยงคนการเมืองมืออาชีพไปทุกขณะ เพราะลีลาการพูดกับชาวบ้านร้านตลาดรวมทั้งบนเวทีต่างๆ ที่แสดงออกมานั้น พล.อ.ประยุทธ์ออกอาการมั่นใจหลายครั้งว่า “เรือเหล็กลำนี้วิ่งฝ่าน่านน้ำไปได้อีกนาน และพร้อมที่จะไฟเขียวในปีหน้าว่าจะมีการเลือกตั้งท้องถิ่นแน่นอน”

ที่ พล.อ.ประยุทธ์ระบุเยี่ยงนี้ นัยว่าเพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากสังคมให้รับรู้ถึงความมั่นคงของการถือพังงาบังคับทิศทางการเคลื่อนเรือเหล็กว่า “เดินหน้าต่อแบบยาวๆ ไป”

แต่จังหวะจะโคนลึกๆ ในตอนนี้ แม้คนการเมืองที่ร่วมอยู่บนเรือเหล็กจะยังจับมือกันดีอยู่เพราะด้วยภาวะเสียงปริ่มน้ำ แต่กลเกมลึกๆ บางอย่างกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะกระแสข่าวความไม่เชื่อมั่นกันเองของคนบนเรือเหล็กมันเริ่มแว่วเข้าหูสื่อบางสำนักแล้ว

และ พล.อ.ประยุทธ์พร้อมจะอุดรอยรั่วบนเรือเหล็กที่บางคราวคนบนเรือกระทุ้งกันเองจนมีรอยปริเพราะปิดไว้ก่อนย่อมเบาใจกว่า…

อย่าลืมว่า เกมในสภาผู้แทนราษฎรหลายเรื่อง เช่น ศึกษาผลกระทบคำสั่งและประกาศ คสช.ตามมาตรา 44 ที่ยังมีผลบังคับใช้อยู่ในวันนี้, ศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน, การแก้ไขปัญหาบ้านเมืองหลากด้านที่ยังไม่ราบรื่น ตรงนี้บางครั้งอาจจะเกิดเหตุไม่คาดคิดกับเรือเหล็ก

ฝ่ายค้านเน้นน้ำหนักว่าทั้งหลายทั้งปวงมาจากการวางแผนงานของ พล.อ.ประยุทธ์เมื่อ 5 ปีที่แล้ว รวมทั้งวันนี้ด้วย ตรงนี้จะรับผิดชอบอย่างไร

อย่าลืมว่า การเปิดประเด็นใหม่ๆ ของคนการเมืองแต่ละฝ่ายที่ต่างงัดของเก่าและเปิดของใหม่มาขย่มกันบนเวทีการเมือง และบางเรื่องอาจกระเทือนสายสัมพันธ์กันและกัน

อย่าลืมว่า คะแนนนิยมจากโพลล์หลายสำนักคลอดมาแล้ว เสนาบดีคนใดโลกจำ รัฐมนตรีคนใดโลกลืม มันปรากฏแล้วและอาจเป็นปัจจัยประกอบการทำงานของครม.

อย่าลืมว่า คำถามเกี่ยวกับนโยบายที่ พปชร.ตระเวนให้คำมั่นกับชาวบ้านด้วย เพราะวันนี้หลายคนทวงถามกันมาแล้วว่า นโยบายที่เคยป่าวประกาศไว้ อยู่ที่ใด?

อย่าลืมว่า การเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ในบางเขตที่จะให้คำตอบกลายๆ กับฝ่ายค้านและรัฐบาล “เกี่ยวกับคณิตศาสตร์การเมือง”

อย่าลืมว่า เส้นทางของพรรคอนาคตใหม่รวมทั้งแกนนำพรรคจะประสบอะไรบ้าง…เพราะไม่กี่วันข้างหน้าบางคดีจะเริ่มเผยคำตอบออกมาและมีผลกับการเมืองไทยในช่วงต่อไป

อย่าลืมว่า ไม่กี่วันข้างหน้าจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจครม. หากคะแนนไว้วางใจรัฐมนตรีมีไม่เท่ากัน บางพรรคอาจไม่พอใจ

อย่าลืมว่า ช่วงหลังปีใหม่ ร่างกฎหมายงบประมาณประจำปี 2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท จะต้องลงมติวาระที่สาม ก่อนเสนอให้ ส.ว.เคาะอีกครั้ง

อย่าลืมว่า หลังไตรมาสแรกของปีหน้าจะมีการเลือกตั้งท้องถิ่น

ตรงนี้คือปัจจัยทั้งมวลที่ประกอบการอ่านการเคลื่อนเรือเหล็ก เพราะบางสิ่งบางอย่างอาจจะกระตุกจังหวะการถือพังงาของ พล.อ.ประยุทธ์ ไปบ้าง

สิ่งสำคัญสุดคือ จังหวะบริหารประเทศของครม.ชุดนี้ เพราะใครบางคนในครม.จากขั้วพปชร.ยังไม่แฮปปี้กับบทบาทที่ได้รับมอบหมาย แว่วว่า ใครบางคนในขั้วพปชร.ยังหวังที่จะให้มีการรื้อระบบการแบ่งงานของครม.ใหม่ เพราะโควตาที่บางพรรคร่วมรัฐบาลได้ไปนั้น มันเหมือน “หยิบชิ้นปลามัน” ไปเพลินๆ จนสมาชิกหลักเจ้าของเรือเหล็กนั่งมองตาปริบๆ และหากมีจังหวะในภายหน้า ชิ้นปลามันนั้นควรกลับมาปันกันใหม่ในบรรดาสมาชิกหลักเจ้าของเรือเหล็ก

แต่การไปชิงชิ้นปลามันนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะอย่าลืมว่าหนึ่งส.ส.ของพรรคร่วมเรือเหล็กมีความหมายเพียงใด ดังนั้นหากไปแตะต้องเก้าอี้เสนาบดีตัวหลักของพรรคร่วมเรือเหล็กนั้น คิดว่าแรงสั่นสะเทือนจะมิบังเกิดหรือ…

ตรงนี้คือสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์และสตาฟฟ์ต้องประมวลผลขั้นสูงสุดเกี่ยวกับผลลบและผลบวกทางการเมือง

รวมทั้งกระแสข่าวการร่างพิมพ์เขียวเพื่อรื้อเครื่องยนต์ชิ้นหลักของ พปชร. เพื่อขับดันการทำงานของพรรคให้ราบรื่น แปลว่าเร็ววันนี้จะมีการเกลี่ยเก้าอี้กรรมการบริหารพรรคใหม่เพื่อให้รับกับการทำงานของคณะยุทธศาสตร์พรรคที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธานคณะกรรมการชุดนี้

หากรื้อ “ระบบเดิม” ที่วางไว้ในช่วงการสร้าง “พลังประชารัฐ” ขึ้นมาเป็นพรรคเพื่อลงสนามเลือกตั้ง เพื่อวาง “ระบบใหม่” โดยหวังเดินหน้าพรรคให้บรรลุผลทางการเมืองนั้น ตรงนี้อาจมีผลกระทบกับโควตา รมต.ของพปชร.ด้วย เพราะมันอาจเป็นนัยแฝงทางการเมืองของหลากมุ้งในขั้ว พปชร. ว่าขั้วใดรุ่ง ขั้วใดร่วง…กับบทบาทการบริหารพรรคชุดใหม่

ตรงนี้มีส่วนเชื่อมโยงจังหวะของ พล.อ.ประยุทธ์ ด้วยเช่นกัน

แม้ พล.อ.ประยุทธ์อาจจะบอกว่าไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค พปชร. และไม่เกี่ยวข้องกับการรื้อระบบพรรค แต่ความจริงบนความจริงที่หลายคนมองกันออกนั้น พปชร.คือร่างหนึ่งของ พล.อ.ประยุทธ์ บนภาคการเมือง โดย พล.อ.ประยุทธ์มอบหน้าที่ให้ พล.อ.ประวิตรรับไปบริหารจัดการ พปชร.

ปัจจัยนี้เป็นอีกปัจจัยหลักที่ชี้เส้นทางการถือพังงาบนเรือเหล็กของ พล.อ.ประยุทธ์ว่าจะฝ่าคลื่นลมบนทะเลการเมืองไปถึงฝั่งได้หรือไม่ เพราะหากเครื่องยนต์กลไกหลักของเรือเหล็กนั้น โครงสร้างหลักมาจาก พปชร.

หาก พปชร.วางเครื่องยนต์ใหม่แล้วเดินเครื่องไม่นิ่ง จังหวะการเคลื่อนเรือเหล็กบนพังงาที่ พล.อ.ประยุทธ์บังคับอยู่นั้น อาจจะไม่เป็นดั่งที่หวัง

ตรงนี้ก็เป็นปัจจัยหลักที่ยึดโยงกับเส้นทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์อย่างเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน

เพื่อไทยแตก ไร้ชื่อ “ส.จ.ตี๋” หนองเรือรุ่มร้อน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399110?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เพื่อไทยแตก ไร้ชื่อ “ส.จ.ตี๋” หนองเรือรุ่มร้อน

15 พฤศจิกายน 2562 – 09:40 น.
พรรคเพื่อไทย,ขอนแก่น,เลือกตั้งซ่อม เขต 7,นวัธ เตาะเจริญสุข,สจตี๋,ทวี สอดส่อง,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 9,924 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกฉบับวันที่ 15 พ.ย.62

****************************

กกต.ยังไม่กำหนดวันเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 7 ขอนแก่น (อ.หนองเรือ และ อ.มัญจาคีรี) แต่พรรคการเมือง 3 พรรค ที่คาดว่าจะส่งผู้สมัคร ส.ส. ได้มีความเคลื่อนไหวหาเสียงกันแล้ว

ย้อนไปดูผลคะแนนเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 นวัธ เตาะเจริญสุข พรรคเพื่อไทย ได้ 29,710 คะแนน, สมศักดิ์ คุณเงิน พรรคพลังประชารัฐ 26,553 คะแนน, สมควร ไกรพน พรรคอนาคตใหม่ 12,414 คะแนน และนาวิน คำเวียง พรรคประชาชาติ 9,350 คะแนน

คิดคำนวณแบบแยกเป็นฝ่ายรัฐบาล กับฝ่ายค้าน ดูจากผลคะแนนข้างต้น ฝ่ายค้านเหนือกว่าเยอะ แม้พรรคอนาคตใหม่แจ้งแล้วว่า จะไม่ผู้สมัคร ส.ส. แต่พรรคประชาชาติกลับมีมติส่งผู้สมัคร ส.ส. ตามคำเรียกร้องของประชาชนในพื้นที่

ไม่ส่ง “ส.จ.ตี๋” หนองเรือหนาว

ที่วุ่นวายภายในพรรคมาแต่เริ่มมีข่าวว่า ส.ส.นวัธ จะถูกตัดสิทธิ์ เมื่อมีอดีต ส.ส. ชาวขอนแก่น 2 คน แสดงเจตจำนงจะลงสมัครรับเลือกตั้ง

อดิศร เพียงเกษ กับ  ธนิก มาสีพิทักษ์

รายแรกคือ ธนิก มาสีพิทักษ์” อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อเพื่อไทย ซึ่งมีข่าวว่าพรรควางเป็นตัวแทน “นวัธ” ไว้ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 แต่เกิดกรณี “นวัธ” กระโดดถีบ “ธนิก” เพราะไปเสนอตัวที่จะลงสมัคร ส.ส.แทนตัวเอง

ว่ากันว่า ธนิกได้รับเสียงสนับสนุนจาก ส.ส.ขอนแก่น และ ส.ส.มหาสารคาม ในฐานะเป็นคนในพื้นที่เลือกตั้งเขต 7 (ธนิกเกิดที่ อ.มัญจาคีรี)

รายที่สองคือ อดิศร เพียงเกษ” อดีต ส.ส.ขอนแก่นหลายสมัย มีแรงหนุนจากสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ และคณะกรรมการบริหารพรรคบางส่วน เนื่องจากเห็นว่า อดิศรมีประสบการณ์การเมืองสูง และมีแฟนคลับเสื้อแดงเยอะ

นวัธ กับหลานชาย ส.จ.ตี๋

สำหรับ ส.จ.ตี๋” สุรพจน์ เตาะเจริญสุข ส.อบจ.ขอนแก่น เขต อ.หนองเรือ ที่เป็นหลานชายของนวัธนั้น แกนนำพรรคมองว่า หากนำไปเปรียบเทียบคู่แข่ง สมศักดิ์ คุณเงิน ถือว่า เสียเปรียบคู่ต่อสู้มากพอควร

หากเพื่อไทย ไม่ส่ง “ส.จ.ตี๋” ลงสนาม..หนองเรือ คงลุกเป็นไฟ

หนุ่มชูกำลัง

เมื่อ 2 ตุลาคม 2562 “นาวิน คำเวียง” อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาชาติ เขต 7 ขอนแก่น ได้แถลงผ่านเฟซบุ๊ก Nawin Kamwiang ยืนยันว่า เมื่อมีการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. จะลงสมัคร ส.ส.อีกครั้ง

“ถึงจะไม่ได้ผ่านการเลือกตั้ง แต่กระผมก็ยังคงช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในนามหัวหน้าสาขาพรรคประชาชาติจังหวัดขอนแก่นมาโดยตลอด…ขอทำเพื่อพี่น้องเขต 7 อีกสักครั้ง”

นาวิน คำเวียง และ อาจารย์วันนอร์

“นาวิน” เป็นชาว อ.หนองเรือ โดยกำเนิด และเป็นเจ้าของบริษัท นาวิน อินดัสตรี้ 1975(ไทยแลนด์) จำกัด และ หจก.นาวินเจริญยนต์ หนองเรือทรานสปอร์ต

สองปีที่แล้ว นาวินผลิตเครื่องดื่มชูกำลังวินพลัส ขายในภาคอีสานและข้ามไปจำหน่ายใน สปป.ลาว เขาจึงผลิตน้ำดื่มไว้บริการประชาชน เหมือนที่ “สมศักดิ์ คุณเงิน” และ “นวัธ เตาะเจริญสุข” ที่ต้องดูแลชาวบ้าน ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา จนถึงเชิงตะกอน

นาวิน ก็เดินตามรอยนักการเมืองรุ่นพี่ แจกน้ำดื่มช่วงบุญกฐินอย่างครึกโครม

ทวี”ปักธงอีสาน

หากพิจารณาคะแนนของ “นวัธ” มีความแตกต่างกัน ระหว่างเลือกตั้งปี 2554 กับปี 2562 เพราะเมื่อ 8 ปีที่แล้ว นวัธได้ 50,854 คะแนน แต่เลือกตั้งที่ผ่านมา ได้แค่ 29,710 คะแนน

แสดงว่า คะแนนของพรรคเพื่อไทย และนวัธ ที่หายไป หมื่นคะแนน น่าจะไปโผล่ที่ผู้สมัคร ส.ส. คนคือ สมควร ไกรพน พรรคอนาคตใหม่ 12,414 คะแนน กับนาวิน คำเวียง พรรคประชาชาติ 9,350 คะแนน

ช่วงกฐิน นาวินบริการน้ำดื่มแก่ชาวบ้าน

เนื่องจาก 2 พรรคดังกล่าว ได้ชูแคมเปญ “ไม่เอาประยุทธ์” เหมือนกัน บวกกับคนหนองเรือและมัญจาคีรี ที่อาจไม่ชอบบุคลิกส่วนตัวของนวัธ ได้หันไปเลือกพรรคฝ่ายประชาธิปไตยเหมือนกัน

วันที่ 20 กรกฎาคม 2562 แกนนำพรรคประชาชาติ ยกทัพไปเปิดสาขาพรรคประชาชาติแห่งแรก ในภาคอีสานที่ หจก.นาวินเจริญยนต์ หนองเรือทรานสปอร์ต ถ.มะลิวัลย์ ต.โนนทัน อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น โดยมอบให้นาวินเป็นแม่ทัพอีสาน

“นาวิน” มีต้นทุน 9 พันคะแนนก็จริง แต่วันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรค มองการณ์ไกล

จึงตัดสินใจเลือกนาวินเป็น “ธงผืนแรก” ที่จะโบกสะบัดในภาคอีสาน

แดงเงียบกริ๊บ กลัวเนรคุณ ฮุน เซน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399105?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แดงเงียบกริ๊บ กลัวเนรคุณ ฮุน เซน

15 พฤศจิกายน 2562 – 09:20 น.
ฮุน เซน,กัมพูชา,เสื้อแดง
เปิดอ่าน 46,050 ครั้ง

แดงเงียบกริ๊บ กลัวเนรคุณ ฮุน เซน คอลัมน์…  ชูธงทวนกระ  โดย…  พรานข่าว

จบไปอีกฉากละครการเมืองเขมร ระหว่าง “สมเด็จฮุน เซน” กับ “สม รังสี” หลังจากฝ่ายอดีตผู้นำฝ่ายค้านทำได้แค่มาชะเง้อคอมองอยู่แถวมาเลย์ เนื่องจากรัฐบาลไทยไม่อนุญาตให้สม รังสี และพวก มาใช้เมืองไทยเป็นจุดรวมพล “บุกเขมร” ด้านด่านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว
อ่าน… ส่องเขมร เห็นอนาคต ส้มหวาน

ฟิล โรเบิร์ตสัน รองผู้อำนวยการฮิวแมนไรท์วอทช์ องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนประจำภูมิภาคเอเชีย กล่าวชื่นชมมาเลเซียที่อนุญาตให้สม รังสี เดินทางเข้าประเทศได้ แถมเหน็บรัฐบาลไทย “การเคารพสิทธิมนุษยชนไม่ใช่เรื่องยาก ผิดกับประเทศไทยที่ไล่จัดการผู้ลี้ภัยกัมพูชา”

สมเด็จฮุน เซน ผู้มีบุญคุณกับคนเสื้อแดง

ขณะที่ “สุณัย ผาสุข” ที่ปรึกษาฮิวแมนไรท์วอทช์ ประจำประเทศไทย ไม่ได้แสดงท่าทีและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลประยุทธ์ในกรณีที่ห้ามสม รังสี เข้าประเทศไทย

เช่นเดียวกับพรรคอนาคตใหม่ก็ไม่ออกแถลงการณ์วิจารณ์รัฐบาลประยุทธ์ในประเด็นสิทธิมนุษยชน ตรงกันข้ามนักการเมืองมาเลย์ได้เชิญสม รังสี ไปพูดคุยกันที่รัฐสภา

แกนนำ นปช. ที่หายใจเข้าออกเป็นประชาธิปไตย ก็เงียบเหมือนอมสากไว้ ไม่แสดงความเห็นใดๆ ทั้งทีี่ประชาคมโลกยกย่องว่า สม รังสี อดีตผู้ก่อตั้งพรรคซีเอ็นอาร์พี เป็นนักสู้เพื่อประชาธิปไตย และมองว่าสมเด็จฮุน เซน เป็นเผด็จการรัฐสภา

ถึงไม่วิจารณ์สมเด็จฮุน เซน โดยตรง ก็น่าจะประณามรัฐบาลไทยที่ไม่คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน ไม่อนุญาตให้ฝ่ายประชาธิปไตยในกัมพูชาได้มีที่ยืน และน่าจะเป็นเรื่องเดียวที่แกนนำ นปช. และก๊วนสิทธิมนุษยชนไม่วิจารณ์ลุงตู่

สม รังสี มาได้แค่มาเลย์

หากย้อนไปช่วงปี 2555 แกนนำ นปช. ตบเท้าเข้าไปคารวะสมเด็นฮุน เซน ถึงทำเนียบพนมเปญ และมีการเตะฟุตบอลมิตรภาพ มินับอดิศร เพียงเกษ และวิสา คัญทัพ ต่างแต่งเพลงสรรเสริญสมเด็จฮุน เซน

ด้วยเหตุนี้เองเมื่อถึงวันที่สม รังสี ประกาศปลุกประชาชนกัมพูชาให้ลุกฮือโค่นล้ม “เผด็จการฮุน เซน” แกนนำ นปช. และแนวร่วมคนเสื้อแดง จึงยึดคำว่า “ประชาธิปไตย” ใส่ลิ้นชักชั่วคราว

สาเหตุที่พวกเขาเหล่านี้ทำตัวเป็น “นักประชาธิปไตยสองมาตรฐาน” ก็หนีไม่พ้นเรื่องห่วง “แดงฮาร์ดคอร์” ที่ลี้ภัยอยู่ในกัมพูชา กลัวไม่ปลอดภัยหรือถูกส่งตัวกลับไทย

เหนืออื่นใดยุทธการยึดพนมเปญของสม รังสี และพลพรรคฝ่ายค้านเก่า ทำให้สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ต้องเอ่ยปากขอบคุณรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา วันละสามรอบ

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 “จรรยา ยิ้มประเสริฐ” แกนนำสมาคมนักประชาธิปไตยไร้พรมแดน ได้โพสต์ข่าวสารผ่านแฟนเพจ Junya Yimprasert ว่ามีข่าวฝ่ายผู้มีอำนาจในพนมเปญกำลังเจรจากับรัฐบาลประยุทธ์

“ในการแลกเปลี่ยนตัวนักโทษการเมืองเพื่อให้ไทยส่งผู้ลี้ภัยการเมืองกัมพูชาที่จะเดินทางผ่านไทยให้แก่ฮุนเซน แลกกับผู้ลี้ภัยการเมืองไทยที่อยู่ที่นั่น..”

“จรรยา” อ้างว่าข่าวชิ้นนี้ส่งมาจากกัมพูชา ย่อมหมายถึงแกนนำเสื้อแดงที่ลี้ภัยอยู่ในเขมรเป็นผู้แจ้งข่าวมาซึ่งเท่าที่ทราบยังเหลืออยู่ไม่กี่คน แต่ก็เป็น “บิ๊กเนม”

จรัล ไม่เชียร์สม รังสี

 “จรัล ดิษฐาอภิชัย” ประธานสมาคมนักประชาธิปไตยไร้พรมแดน ก็เงียบกริ๊บ ไม่แสดงความเห็นใดๆ เพียงอัพสเตตัสอวยพรประชาชนกัมพูชา จงเจริญ เนื่องในวันเอกราช 9 พฤศจิกายน

หลังรัฐบาลยิ่งลักษณ์ถูกยึดอำนาจ นักการเมืองค่ายเพื่อไทยและแกนนำคนเสื้อแดงไปรวมตัวอยู่ในอพาร์ตเมนต์กลางกรุงพนมเปญ ต่อมาพวกเขาเหล่านี้แยกย้ายกันไป ยังเหลือแกนนำหลักๆ ไม่กี่คน อาทิ จักรภพ เพ็ญแข และ พ.ต.ต.เสงี่ยม สำราญรัตน์ แกนนำ นปช.สายฮาร์ดคอร์ ที่ปักหลักจัดวิทยุใต้ดินอยู่ระยะหนึ่ง ตอนหลังเจอคำสั่งจาก “เบื้องบน” กัมพูชา ห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง เลยต้องอยู่เงียบๆ กับอดีตการ์ด นปช.จำนวนหนึ่ง

อีก 2 รายที่ไม่มีใครยืนยันว่าจริงหรือไม่? คือ “กี้ร์” อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง และวันชนะ เกิดดี จำเลยคดีล้มการประชุมอาเซียน ที่มีข่าวว่าหลบไปพักพิงที่กัมพูชา เพราะรู้จักมักคุ้นกับ “ผู้ใหญ่” ในฝ่ายผู้กุมอำนาจหลายคน

          สรุปว่าแกนนำ นปช.และแนวร่วม ไม่กล้าเนรคุณสมเด็จฮุน เซน เพราะไม่รู้ว่าวันข้างหน้าอาจต้องพึ่งบริการพรมแดนธรรมชาติ หนีตายเข้าไปอาศัยกัมพูชาเป็นทางผ่านไปประเทศที่สาม 

จรรยา ปูดข่าวแลกตัวผู้ลี้ภัย

อาวุธ ที่อยู่ในมือ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399107?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อาวุธ ที่อยู่ในมือ

15 พฤศจิกายน 2562 – 08:29 น.
อาวุธ,ปืน
เปิดอ่าน 1,800 ครั้ง

อาวุธ ที่อยู่ในมือ บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน 2562

เป็นเหตุการณ์สะเทือนเลื่อนลั่นหลังจากนายตำรวจวัยเกษียณยศพลตำรวจตรี กระทำการอุกอาจจ่อยิงคู่ความที่เป็นทั้งคู่เขย และทนายความฝ่ายตรงข้ามเสียชีวิตคาบัลลังก์ศาลก่อนที่ตนเองจะถูกเสมียนทนายคว้าปืนตำรวจประจำศาลยิงทะลุกระจกห้อง…กระสุน 6 นัดเจาะร่างพรุนตายตกไปตามกัน เหตุการณ์ครั้งนี้ผู้เสียชีวิตถึง 3 ราย ส่วนที่มาของสาเหตุปมคลั่งแค้นครั้งนี้มาจากชนวนที่ดินมรดกกว่า 3 พันไร่ ที่ฟ้องร้องกันในหมู่เครือญาติยาวนานมากว่า 10 ปี

อ่านข่าวนี้…  บทพิสูจน์ ทวงคืนผืนป่า

เหตุที่เกิดขึ้นในครั้งนี้มีเรื่องราวซับซ้อนมากมาย แต่คงต้องขอก้าวข้ามปล่อยให้คดีความดังกล่าวเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมต่อไป แต่ประเด็นทำให้สะดุดกึกจนต้องมานั่งปุจฉาวิสัชนาเอาน้ำลายแตะหัวแบบเณรน้อย “อิคคิวซัง” เห็นจะเป็นเรื่องที่นายกสภาทนายความ เสนอนโยบายให้ทนายความพกปืนได้ โดยให้เหตุผลเพื่อสวัสดิภาพในการทำงาน การเดินทาง และครอบครัว เพราะงานทนายความเป็นงานเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งของคู่ความจึงน่าจะมีอาวุธปืนไว้ป้องกันตัว โดยขั้นตอนการขออนุญาตจะมีประธานสภาทนายความจังหวัดรับรองความประพฤติ โดยนายกสภาทนายความ และ ผบ.ตร.ให้การรับรอง

อืม…เหตุผลก็พอฟังได้นะ แต่อยากให้หยุดคิดและหายใจเข้าลึกๆ สักสองสามฟืด จริงอยู่อาชีพทนายความเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งค่อนข้างสูง แต่ถ้าจะให้ถึงขนาดต้องพกอาวุธปืนกันได้ ส่วนตัวมองว่า สิ่งที่สภาทนายความร้องขอมันเป็นเรื่องใหญ่ที่มีความละเอียดอ่อนสูงลิ่ว ดังนั้นหากจะมีการผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจังแล้ว… หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต้องเปิดโต๊ะพูดคุยถึงเรื่องข้อกฎหมายต่างๆ รวมทั้งศึกษาถึงผลกระทบทั้งด้านดีและด้านร้ายที่อาจตามมาอย่างถี่ถ้วน และที่สำคัญขอตั้งคำถามกลับไปว่า ณ วันนี้ประเทศไทยพร้อมหรือยังในการรับมือเหตุร้ายต่างๆ ที่อาจเกิดจากความตั้งใจและไม่ตั้งใจจากบุคคลที่รัฐเองเป็นผู้อนุญาตให้คนเหล่านั้นพกพาอาวุธปืนไปยังที่ต่างๆ ได้

ที่เห็นแย้งไม่ใช่เพราะไม่เห็นความสำคัญของชีวิตเพื่อนร่วมโลกที่ประกอบอาชีพทนายความ แต่การแก้ปัญหาทุกเรื่องเราควรมองไปถึงผลกระทบที่เป็น “ภาพใหญ่” โดยเฉพาะเรื่องการบังคับใช้ข้อกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมอาวุธปืนให้เข้มงวด เพื่อไม่ให้มีช่องโหว่จนเป็นต้นเหตุของการก่ออาชญากรรมและเหตุร้ายต่างๆ มากกว่า ไม่ใช่ส่งเสริมให้ใครพกพาอาวุธปืนเพิ่มขึ้น และใครที่เห็นต่างก็อย่าเพิ่ง “หัวร้อน” เพราะต้องไม่ลืมว่า การพกพาอาวุธปืนนั้นเปรียบเสมือน “ดาบสองคม” ด้านหนึ่งมันอาจช่วยเราปกป้องชีวิต ครอบครัว และทรัพย์สินจากเหตุอันตรายต่างๆ ที่ไม่คาดคิดได้จริง แต่อีกด้านหนึ่งก็ไม่ต่างกับ “มหันตภัยร้าย” ที่รอวันปะทุ หากผู้ครอบครองอ่อนด้อยวุฒิภาวะ ใจร้อน ขาดสติยั้งคิดเมื่อยามเผชิญเหตุการณ์ขัดแย้งซึ่งหน้า

ตรงนี้ต่างหากที่สำคัญ เพราะใช่ว่ามนุษย์ทุกคนบนโลกสีสวยจะเป็น “perfect man” ที่มีวุฒิภาวะ ความคิด การไตร่ตรอง และสติสัมปชัญญะในการควบคุมและกำหนดอารมณ์ได้อย่างเลิศเลอในยามที่ต้องเผชิญเหตุการณ์ต่างๆ ได้อย่างเท่าเทียมกันเสียเมื่อไร เพราะแม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐที่ผ่านการฝึกฝน เรียนรู้ถึงการควบคุมและใช้สติในยามถือครองอาวุธปืนคู่กาย ก็ยังเคยพลาดพลั้งตกเป็นผู้กระทำผิดร้ายแรงเสียเอง…ดังนั้นทุกฝ่ายควรหยุดคิดตั้งสติใคร่ครวญให้ถ้วนถี่ด้วยหลักของเหตุและผล ก็จะได้คำตอบออกมาเองว่า…การมี “อาวุธปืน” อยู่ในมือมันไม่ใช่หนทางของการแก้ปัญหาแน่นอน…?