ถูกสั่งเป็นผู้ทิ้งงาน:เพราะก่อสร้างไม่เสร็จไม่มีเหตุอันสมควร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/398940?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ถูกสั่งเป็นผู้ทิ้งงาน:เพราะก่อสร้างไม่เสร็จไม่มีเหตุอันสมควร

15 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
คำสั่งทางปกครอง,ผู้ทิ้งงาน,เรื่องน่ารู้วันนี้กับคดีปกครอง
เปิดอ่าน 2,043 ครั้ง

ถูกสั่งเป็นผู้ทิ้งงาน : เพราะก่อสร้างไม่เสร็จโดยไม่มีเหตุอันสมควร คอลัมน์… เรื่องน่ารู้วันนี้…กับคดีปกครอง  โดย… นายปกครอง

มีอำนาจพิจารณาออกคำสั่งให้คู่สัญญาในสัญญาทางปกครองเป็นผู้ทิ้งงานได้นั้น ต้องเข้าหลักเกณฑ์สองประการ คือ ประการแรก คู่สัญญาไม่ปฏิบัติตามสัญญา และประการที่สอง การไม่ปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวไม่มีเหตุผลอันสมควร…

อ่านข่าวนี้… รถพยาบาลเกิดอุบัติเหตุเพราะเศษมันสำปะหลังตกหล่น

ซึ่งคำสั่งให้เป็น “ผู้ทิ้งงาน” มีสถานะเป็น “คำสั่งทางปกครอง” ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539

ฉะนั้นหากผู้ประกอบกิจการที่ได้รับคำสั่งเห็นว่า เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และต้องการที่จะใช้สิทธิทางศาล ก็จะต้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวก่อนนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง ทั้งนี้ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ

ขึ้นชื่อว่า…ถูกสั่งให้เป็นผู้ทิ้งงาน ย่อมส่งผลกระทบให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง ตลอดจนโอกาสในการเข้ารับงานกับหน่วยงานของรัฐต่างๆ เนื่องจากผลของการถูกสั่งลงโทษให้เป็นผู้ทิ้งงานนั้น ระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 กำหนดห้ามมิให้หน่วยงานของรัฐก่อนิติสัมพันธ์กับผู้ทิ้งงานที่ถูกระบุชื่อไว้ในบัญชีรายชื่อผู้ทิ้งงานและได้แจ้งเวียนชื่อแล้ว เว้นแต่จะได้มีการเพิกถอน

การเป็นผู้ทิ้งงานดังกล่าว เรียกได้ว่า หากถูกสั่งให้เป็นผู้ทิ้งงานก็จะหมดโอกาสในการรับงานของหน่วยงานของรัฐนั่นเองครับ

ดังเช่น…ข้อพิพาทที่ยื่นฟ้องเป็นคดีต่อศาลปกครอง ที่นายปกครองจะนำมาเล่าให้ฟังในวันนี้

โดยมีมูลเหตุมาจาก…การที่ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (ผู้ถูกฟ้องคดี) ได้ทำสัญญาจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด พ (ผู้ฟ้องคดี) ทำการก่อสร้างสวนสมุนไพรเพื่อการศึกษา ณ สถาบันวิจัยฯ ดังกล่าว ซึ่งในระหว่างการก่อสร้างนั้น ห้างหุ้นส่วนจำกัด พ ได้อ้างว่าบริเวณพื้นที่จริงมีบ่อน้ำ จำนวน 3 ถึง 4 แห่ง ซึ่งไม่มีอยู่ในแบบก่อสร้างและไม่มีรายการให้ผู้รับจ้างต้องถมบ่อน้ำในตารางปริมาณงาน เป็นเหตุให้ปริมาณดินในการถมพื้นที่ไม่เพียงพอและมีค่างานจ้างเพิ่มขึ้น อันเป็นปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการก่อสร้าง จึงขอหยุดงานก่อสร้างจนกว่าจะได้รับการพิจารณาแนวทางแก้ไข ซึ่งห้างหุ้นส่วนจำกัด พ ไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จตามสัญญาได้ ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ฯ จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและมีคำสั่งให้เป็นผู้ทิ้งงานด้วย !

คดีนี้…ศาลปกครองสูงสุด พิจารณาแล้ว มีคำวินิจฉัย โดยสรุปได้ว่า การที่ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างสวนสมุนไพรเพื่อการศึกษาให้แล้วเสร็จและส่งมอบงานได้ตามสัญญานั้น เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีไม่ปฏิบัติตามสัญญา ส่วนข้อที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า พื้นที่ก่อสร้างจริงมีบ่อน้ำหลายแห่ง ซึ่งไม่มีอยู่ในแบบก่อสร้างและไม่มีรายการให้ผู้รับจ้างต้องถมบ่อน้ำในตารางปริมาณงาน จึงเป็นเหตุให้ผู้รับจ้างจะต้องเพิ่มปริมาณดินในการถมพื้นที่ และมีค่างานเพิ่มขึ้นนั้น เห็นว่า เป็นปัญหาและอุปสรรคที่เกิดจากสิ่งที่ปรากฏอยู่แล้วแต่เดิมในสถานที่ก่อสร้าง ซึ่งหากผู้ฟ้องคดีได้ตรวจดูสถานที่ก่อสร้าง พร้อมกับตรวจสอบและทำความเข้าใจในแบบรูปและรายการก่อสร้าง โดยละเอียดถี่ถ้วนก่อนการเสนอราคา ผู้ฟ้องคดีย่อมตรวจพบค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าถมพื้นที่ที่เป็นบ่อดังกล่าว รวมทั้งได้คำนวณค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ในการเสนอราคาต่อผู้ถูกฟ้องคดี

การที่ผู้ฟ้องคดีไม่ปฏิบัติตามสัญญา เนื่องจากพบว่ามีรายการถมดินเพิ่มขึ้นตามสภาพความเป็นจริงภายหลังจากได้ทำสัญญากับผู้ถูกฟ้องคดีแล้ว ทั้งปัญหาและอุปสรรคดังกล่าว เป็นเพียงเหตุที่ทำให้ผู้ฟ้องคดีต้องมีค่าใช้จ่ายในการทำงานเพิ่มขึ้น ไม่ถึงขนาดที่ทำให้ไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างให้เป็นไปตามสัญญาจ้างได้ ผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจอ้างเหตุดังกล่าวเพื่อหยุดการก่อสร้างได้ การที่ผู้ฟ้องคดีทำงานไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดในสัญญาจึงไม่ใช่เหตุสุดวิสัย แต่เป็นความบกพร่องในการเข้าเสนอราคาของผู้ฟ้องคดีเองที่ไม่ตรวจดูสถานที่และไม่ได้ตรวจสอบหรือทำความเข้าใจในแบบก่อสร้างก่อน จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามสัญญาโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

เมื่อข้อ 129 วรรคหนึ่ง ของข้อบังคับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2536 กำหนดให้ผู้ว่าการฯ มีอำนาจพิจารณาให้ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกแล้วไม่ยอมปฏิบัติตามสัญญาหรือข้อตกลงนั้นโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ให้เป็นผู้ทิ้งงานได้ ดังนั้นการที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่ง ให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ทิ้งงาน จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.558/2562)

สรุปได้ว่า…ข้อบังคับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ฯ ข้างต้น กำหนดให้การสั่งให้เป็นผู้ทิ้งงาน ต้องเข้าหลักเกณฑ์สองประการ คือ ประการแรก คู่สัญญาไม่ปฏิบัติตามสัญญา และประการที่สอง การไม่ปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวไม่มีเหตุผลอันสมควร

นอกจากนี้…คดีดังกล่าวยังเป็นอุทาหรณ์สำหรับเอกชนที่จะเข้ามาเป็นคู่สัญญากับฝ่ายปกครองด้วยว่า ก่อนที่จะเข้าร่วมประกวดราคา ต้องตรวจดูสถานที่จริงที่จะดำเนินการ รวมทั้งตรวจสอบและทำความเข้าใจในแบบรูป รายการก่อสร้าง รายละเอียดของงาน และข้อตกลงในสัญญาให้รอบคอบ และคำนวณค่าใช้จ่ายให้ครบถ้วนก่อนการเสนอราคา

          (ปรึกษาคดีปกครองได้ที่ สายด่วนศาลปกครอง 1355 และสืบค้นเรื่องอื่นๆ ได้จาก http://www.admincourt.go.th เมนูวิชาการ เมนูย่อยอุทาหรณ์จากคดีปกครอง)

งบทหารปี 63 กับภาพสะท้อน…ลัทธิอาวุธนิยม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/398925?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

งบทหารปี 63 กับภาพสะท้อน…ลัทธิอาวุธนิยม

14 พฤศจิกายน 2562 – 13:20 น.
กระทรวงกลาโหม,พรบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563,อาวุธ
เปิดอ่าน 2,941 ครั้ง

งบทหารปี 63 กับภาพสะท้อน…ลัทธิอาวุธนิยม

แม้การอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 จะผ่านพ้นไปแล้ว และกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวาระ 2 หรือชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ก็ตาม แต่ประเด็นเกี่ยวกับการจัดทำงบประมาณของรัฐบาล ซึ่งครองอำนาจต่อเนื่องมาจากยุค คสช. ยังคงได้รับความสนใจและถูกจับตาจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะงบด้านการทหาร

ศาสตราจารย์ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขียนบทความตั้งข้อสังเกต 6 ข้อเกี่ยวกับการจัดงบทหาร ในหัวข้อ “งบประมาณทหาร 2563! ความเห็นบางประการ” ซึ่งสาระสำคัญเป็นการสะท้อนภาพ “ลัทธิอาวุธนิยม” และ “วัฒนธรรมอาวุธ” อย่างแจ่มชัดยิ่งในกองทัพไทย

หลังจากรัฐประหาร 2557 แล้ว เห็นได้ชัดว่างบประมาณของกระทรวงกลาโหมมีทิศทางเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และแนวโน้มเช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงการจัดซื้อจัดหายุทโธปกรณ์ที่มีทิศทางเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

สำหรับงบประมาณของกระทรวงกลาโหมปี 2563 มีจำนวน 2.33 แสนล้านบาท (จากงบประมาณทั้งหมดของประเทศ 3.2 ล้านล้านบาท) และเพิ่มจากงบในปี 2562 เป็นจำนวน 6.2 พันล้านบาท

    ข้อสังเกต
ในงบประมาณของปีใหม่นี้ หากพิจารณาเฉพาะในส่วนของการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ มีประเด็นสำคัญที่อาจตั้งเป็นข้อสังเกตได้ 6 ประการ ดังนี้

1.จากทิศทางการใช้งบประมาณของรัฐบาลทหาร 2557 จนถึงรัฐบาลปัจจุบัน (รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ 2/1) จะเห็นได้ชัดเจนว่า กองทัพไทยให้ความสำคัญกับการจัดหายุทโธปกรณ์เป็นทิศทางหลัก จนอาจตั้งเป็นข้อสังเกตได้ว่าการพัฒนากองทัพไทยปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมเพียงด้านเดียว คือ การนำเอายุทโธปกรณ์ใหม่เข้าประจำการ

สภาวะเช่นนี้จึงมักทำให้กองทัพถูกวิจารณ์ว่า การพัฒนาทางทหารของไทยมีความหมายเพียงการซื้ออาวุธสมรรถนะสูงเท่านั้น ดังจะเห็นว่ารายการจัดซื้อที่สำคัญในช่วงที่ผ่านมา ได้แก่ เรือดำน้ำ รถถัง รถหุ้มเกราะล้อยาง และเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง เป็นต้น ปรากฏการณ์ในการจัดทำงบทหารในปี 2563 จึงเป็นการตอกย้ำทิศทางเดิมที่เป็นมา คือ การดำรงอยู่ของ “ลัทธิอาวุธนิยม” ที่ยังมีความเข้มแข็งอย่างมากในกองทัพ จนหลายครั้งกลายเป็น “ลัทธิบริโภคอาวุธนิยม” ในตัวเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย

2.คงปฏิเสธไม่ได้ว่ารายการอาวุธที่กองทัพจะจัดหาในช่วงที่ผ่านมา และที่เตรียมการจัดซื้อในอนาคตนั้น เป็นอาวุธสมรรถนะสูงที่มีราคาแพง ไม่ว่าจะเป็นการซื้อจากสหรัฐอเมริกา เช่น รถหุ้มเกราะล้อยางจากสหรัฐเพิ่มเติม ปืนใหญ่ขนาด 155 มม. และจัดซื้อจากจีน ได้แก่ เรือดำน้ำอีก 2 ลำ และการจัดสร้างอู่ต่อเรือเพื่อรองรับเรือดำน้ำที่เข้าประจำการ และอาจมีการจัดหาเรือฟริเกตเพิ่มเติม

สำหรับกองทัพอากาศมีกระแสข่าวว่า อาจมีการปลดประจำการเครื่องบินรบแบบ เอฟ-16 โดยอาจจะมีการจัดหาเครื่องบินรบแบบ เอฟ-15 ซึ่งเป็นเครื่องบินรบแบบสองเครื่องยนต์เข้ามาทดแทน นอกจากนี้ มีข่าวในอีกส่วนที่มีการกล่าวถึงการจัดหาเครื่องบินรบสมรรถนะสูง เช่น เครื่องแบบ เอฟ-18 หรือแม้กระทั่งเครื่องบินแบบ เอฟ-22 หรือ เอฟ-35 เป็นต้น แต่ก็อาจจะเป็นไปได้ยาก เพราะราคาแพงมาก และมีค่าใช้จ่ายในการปรนนิบัติบำรุงรักษาที่แพงมากเช่นกันด้วย

จากตัวอย่างของรายการจัดหาเช่นนี้ ชี้ให้เห็นถึงค่าใช้จ่ายที่เป็นมูลค่ามหาศาลในการจัดหายุทโธปกรณ์ใหม่ในอนาคต ทั้งที่งบประมาณกองทัพนั้น ร้อยละ 70 เป็นงบกำลังพล (เช่น เงินเดือน และสวัสดิการ) และที่เหลืออีกร้อยละ 30 เป็นส่วนที่เหลือ ซึ่งก็มิได้หมายความว่า กองทัพจะสามารถใช้งบประมาณร้อยละ 30 นี้ในการจัดหายุทโธปกรณ์ได้ทั้งหมด เพราะยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่กองทัพต้องแบกรับในแต่ละปีด้วย

3.การจัดซื้ออาวุธสมรรถนะสูงเหล่านี้อาจจะไม่ตอบโจทย์ความต้องการทางยุทธศาสตร์ของประเทศได้ทั้งหมด เพราะถ้าแนวโน้มของสงครามในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ลดลง หรือในอีกด้านอาจจะต้องยอมรับว่า โอกาสเกิดสงครามตามแบบขนาดใหญ่ในภูมิภาคจนกลายเป็น “สงครามกับเพื่อนบ้าน” ก็ดูจะมีความเป็นไปได้น้อยลงมาก การจัดหายุทโธปกรณ์เหล่านี้อาจจะต้องการคำอธิบายสำหรับสาธารณชนและรัฐสภา

และในอีกด้านหนึ่งจะเห็นได้จากการประชุมอาเซียนที่เกิดขึ้นที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพล่าสุดนั้น สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศในภูมิภาค ซึ่งไม่ได้มีภาพสะท้อนของความขัดแย้งที่ชัดเจนในภูมิภาคแต่ประการใด เว้นแต่นักการทหารไทยสายอนุรักษนิยมจะเชื่อว่า การจัดหายุทโธปกรณ์ของกองทัพไทยไม่มีความจำเป็นต้องพิจารณาบริบทของสถานการณ์ในภูมิภาค หรือการจัดซื้อไม่มีความจำเป็นที่จะต้องการวิเคราะห์ทางวิชาการว่าด้วยเรื่องปัญหาภัยคุกคาม กล่าวคือไม่ว่าภัยคุกคามจะมีหรือไม่ หรือภัยคุกคามจะเปลี่ยนแปลงไปเช่นไรก็ตาม แต่กองทัพจะจัดซื้อจัดหาอย่างที่ “อยากได้”

4.เป็นที่รับรู้กันในทางยุทธศาสตร์ว่า ภัยคุกคามทั้งในบริบทภายในและในบริบทภายนอกนั้น ไม่ว่าจะมองจากมุมของไทย (หรืออาจรวมทั้งในมุมของประเทศเพื่อนบ้านก็ตาม) จะเห็นได้ว่าโอกาสของการเกิดสงครามตามแบบ จนถึงขั้นต้องใช้กำลังขนาดใหญ่นั้น เป็นสิ่งที่ห่างไกลจากความเป็นจริงอย่างมาก แต่สิ่งที่ดำรงอยู่และเป็นปัญหาภัยคุกคามที่สำคัญกลับมีลักษณะเป็น “สงครามอสมมาตร” (Asymmetric Warfare) ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสงครามก่อความไม่สงบในภาคใต้ ปัญหาการก่อการร้าย ที่มีทิศทางเป็น “การก่อการร้ายในเมือง” (Urban Terrorism) ดังเช่นกรณีการระเบิดที่ศาลพระพรหม หรือการวางระเบิดในกรุงเทพฯ ในช่วงที่ผ่านมา ทำอย่างไรที่รัฐบาลจะลงทุนเพื่อการรับมือปัญหาภัยคุกคามในมิติเช่นนี้ มิใช่จะเน้นอยู่กับการจัดหาอาวุธสำหรับสงครามตามแบบเท่านั้น

5.ในอีกด้านหนึ่งของการจัดหายุทโธปกรณ์สมรรถนะสูงนั้น สะท้อนให้เห็นทัศนะของผู้นำระดับสูงของกองทัพที่ให้ความสําคัญกับอาวุธใหม่ๆ จนแทบจะกลายเป็นมิติของชุดความคิดทางทหารว่า การพัฒนากองทัพมีนัยหมายถึงการนำอาวุธใหม่เข้าประจำการ และผลจากการนี้ถูกประกอบสร้างให้กลายเป็นภาพจำลองของ “ความสำเร็จทางทหาร” ที่อาวุธเหล่านี้จะเป็นดังผลงานชิ้น “โบแดง” ที่จะถูกกล่าวขานในกองทัพว่า ยุคของผู้บังคับบัญชาท่านใดมีอาวุธอะไรใหม่ประจำการในกองทัพ

นัยทางความคิดเช่นนี้ทำให้เราแทบไม่เห็นทิศทางการพัฒนาในส่วนอื่น และขณะเดียวกันทุกอย่างในกองทัพก็ถูกผูกโยงเข้ากับเรื่องหลักประการเดียวคือ ปีงบประมาณนี้กองทัพจะซื้ออะไร

6.ในอีกส่วนของปัญหาที่เห็นได้ในหลายปีที่ผ่านมาคือ การตรวจสอบในเรื่องการจัดหายุทโธปกรณ์เป็นสิ่งที่มีข้อจำกัดอย่างมาก ไม่ว่าจะในมุมของกระบวนการทางรัฐสภา หรือกระบวนการทางสังคมก็ตาม จนเหมือนว่าการตรวจสอบที่ถ้าจะเกิดขึ้นบ้าง ก็แทบไม่เคยส่งผลกระทบให้เกิดความเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด อันทำให้เกิดปัญหาข้อวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นการจัดซื้อของกองทัพเสมอมา โดยเฉพาะในเรื่องของความโปร่งใส จนเป็นดังเรื่อง “อื้อฉาว” (หรือที่เรียกว่าเป็น “arms scandals” ในการเมืองก็ได้)

ประเด็นนี้ทำให้ต้องคิดต่อมากขึ้นในอนาคตถึง “บทบาทของรัฐสภาในด้านกิจการทหาร” ที่ควรจะต้องยกระดับให้มีขีดความสามารถในการตรวจสอบในเรื่องของการจัดซื้อจัดหายุทโธปกรณ์ทางทหาร ดังเช่นรัฐสภาของประเทศประชาธิปไตยที่พัฒนาแล้ว

ท้ายบท
อย่างไรก็ตาม การจัดทำงบประมาณปี 2563 ยังมีประเด็นสำคัญอื่นๆ ในทางทหารอีก แต่บทความนี้จะขอนำเสนอเฉพาะในส่วนที่เป็นเรื่องของการจัดหายุทโธปกรณ์เป็นหลัก และเป็นการนำเสนอประเด็นในระดับภาคของกองทัพในภาพรวมเท่านั้น เพื่อต้องการเสนอให้เห็นปัญหาหลักบางประการในกรณีนี้ และเพื่อตอกย้ำให้เห็นถึงปัจจัยที่เรียกว่า อิทธิพลของ “วัฒนธรรมอาวุธ” (arms culture) ที่ดำรงอยู่อย่างมั่นคงทางความคิดในกองทัพไทย…

  โดยเฉพาะในหมู่ผู้บังคับบัญชาระดับสูง !

สมรภูมิซักฟอก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/398911?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สมรภูมิซักฟอก

14 พฤศจิกายน 2562 – 11:00 น.
สมรภูมิซักฟอก,วงในวงนอก,พลตอเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส,สุทิน คลังแสง,ปารีณา ไกรคุปต์,ปิยบุตร แสงกนกกุล
เปิดอ่าน 903 ครั้ง

สมรภูมิซักฟอก คอลัมน์…  วงในวงนอก   โดย…  อสนีบาต  aussaneebard @hotmail.com

สมรภูมิการเมืองบ้านเรากำลังเดินเข้าสู่การใช้เวทีสภาเปิดปะทะคารม ตอบโต้อีกครั้ง นับตั้งแต่ฝ่ายค้านขยับขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

เมื่อไม่กี่วัน สุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้านแถลงถึงความพร้อมในการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอีกรอบว่าจะยื่นญัตติภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายน หรือไม่เกินวันที่ 5 ธันวาคม 62 โดยบอกเพิ่มเติมว่า ตอนนี้ประชาชนส่งข้อมูลและหลักฐานมามากขึ้น ถือเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างส.ส.และประชาชนเพื่อตรวจสอบรัฐบาล

ฝ่ายรัฐบาลโดย ธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกพรรคพลังประชารัฐ ตอบโต้ว่า ฝ่ายค้านยื่นญัตติเร็วเกินไปมั้ย ถึงแม้เป็นสิทธิทำได้ เป็นหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล แต่เนื่องจากรัฐบาลทำงานได้แค่ 4 เดือนเอง ร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 63 ก็ยังไม่ออกมาบังคับใช้ อีกอย่างการอ้างว่าสังคมต้องการให้อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล อยากถามว่าสังคมไหน สังคมของคุณสุทิน แห่งพรรคเพื่อไทยอ๊ะเปล่า?!?
ประเด็นรัฐบาล “ลุงตู่” ทำงานได้แค่สี่เดือน ตรงนี้อาจทำให้ฝ่ายค้านถูกย้อนถามเหมือนกัน แล้วสี่เดือนของส.ส.พรรคร่วมฝ่ายค้านทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันบ้าง นอกจากเห็นส.ส.สอบตก เช่น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์นั่งยิ้มแป้นถ่ายรูปขณะลงพื้นที่เกี่ยวข้าว โพสต์เฟซบุ๊ก เรียกร้องให้รัฐบาลเหลียวแลปัญหาราคาข้าวตกต่ำ
เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเห็นจะมีอยู่แค่เรื่องสองเรื่อง คือ ผลักดันญัตติตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ วันดีคืนดีกระบอกเสียงพรรคเพื่อไทยออกมาแถลงกดดันว่า มีการสมคบคิดระหว่างฝ่ายรัฐบาลและส.ว.ต้องการยื้อการแก้ไขรัฐธรรมนูญบ้างหละ บ้างขอให้เลื่อนญัตติขึ้นมาโดยเร็ว
กระทั่ง ชวน หลีกภัย ประธานสภา ต้องออกมาแจง เป็นไปตามวาระปกติไม่ใช่ทำตามอำเภอใจของใครบางคน …โดยเฉพาะประโยคหลังคงทราบว่าหมายถึงใคร ฝ่ายไหน อีกอย่าง ชวน บอกชัดเจน ญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญจัดลำดับเข้าสู่การพิจารณาของสภาสัปดาห์หน้า ทำให้ตั้งปุจฉาถึงฝ่ายค้านจะไล่บี้อะไรนักหนา หรือเป็นเพราะไม่มีอะไรทำจึงต้องการสร้างประเด็นความเคลื่อนไหวให้เกิดขึ้นบนหน้าสื่อ

อีกประการอุตส่าห์มีกลไกในสภาผ่านคณะกรรมาธิการชุดต่างๆ โดยกำหนดสัดส่วนให้ส.ส.ฝ่ายค้านเป็นประธานกมธ. แทนที่จะนำปัญหาเกี่ยวข้องกับความทุกข์ร้อนประชาชนมาเป็นวาระแรกๆ เพื่อเป็นปากเป็นเสียงส่งต่อไปยังผู้มีอำนาจรัฐช่วยแก้ไข ปรากฏว่ากลับใช้ความเป็นกมธ. ดันเรื่องดิสเครดิตรัฐบาลมาเป็นหลัก …ดูดู๊ดูเอาแล้วกัน

อย่างเมื่อวานคณะกรรมาธิการปราบปรามการทุจริตมิชอบ ซึ่งมี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส เป็นประธาน เปิดประชุมต้อนรับกมธ.น้องใหม่ ปารีณา ไกรคุปต์ และ สิระ เจนจาคะ ที่เข้ามาแทน ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐที่ขอลาออกเนื่องจากไม่อาจทนต่อประธานกมธ. ต่อการแสดงบทบาทหน้าที่กมธ.ไม่ถูกเรื่องถูกราว
กมธ.ชุดนี้มีหน้าที่พิจารณาประเด็นการทุจริตคอร์รัปชั่นแต่ตะบี้ตะบันตรวจสอบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ กรณีถวายสัตย์ไม่ครบถ้วนอยู่ท่าเดียว ซึ่งปมปัญหาดังกล่าวศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว ในที่สุดเป็นไปตามคาดการณ์ “น้องเอ๋” เปิดศึกปะทะคารมเดือดกับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ จนได้
ฝ่ายปารีณาเตือน “ส.ส.รุ่นลุง” ที่ยังวนเวียนอยู่กับการเชิญ “ลุงตู่” มาชี้แจงปมถวายสัตย์ไม่ครบถ้วนอยู่นั่นหละ เธอบอกเสรีพิศุทธ์ “ระวังจะติดคุก” ฝ่ายลุงเสรีพิศุทธ์สวนกลับส.ส.รุ่นหลานว่า “คุณขู่ผมเหรอ จบอะไรมา”

พฤติกรรมอำนาจนิยมเข้าสิง ประมาณว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เป็นอดีตผบ.ตร. ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อน อ่านกฎหมายรู้ดูกฎหมายเป็นกว่าผู้ร่วมกมธ. ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปการทำงานของกมธ.จะราบรื่นหรือไม่ ดูแล้วก็ปวดตับดีแท้
มิใช่แค่ กมธ.ป.ป.ช. ก่อนหน้านั้น กรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ที่มี ปิยบุตร แสงกนกกุล เป็นประธาน ซึ่งตอนนั้นก็มี สิระ เจนจาคะ ร่วมด้วย เคยปะทะคารมกับนักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เข้ามาชี้แจงต่อกมธ.ชุดนี้มาแล้ว แม้กระทั่งเมื่อครั้งกมธ.ลงพื้นที่ภาคใต้ ติดตามรับฟังปัญหาความไม่สงบชายแดนภาคใต้ จากนั้นออกมาแถลงดิสเครดิตการทำงานของทหาร กระทั่ง โฆษกทัพภาค 4 ต้องออกมาตอบโต้ ปิยบุตรและคณะไม่ควรจะเล่นการเมืองเกินไป แบบว่าเช้ามาชื่นชมตกเย็นด่ายับ

เมื่อเห็นวิธีการทำงานของส.ส.ฝ่ายค้านช่างน่าละเหี่ยใจจริงๆ ทำให้มองข้ามช็อตไปถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ยิ่งประธานวิปฝ่ายค้านบอกจะเก็บเกี่ยวข้อมูลจากกมธ.มาอภิปรายด้วย ทำให้พอเห็นภาพลางๆ ของการซักฟอกครั้งนี้หนีไม่พ้นใช้เวทีสภา ย้อนเวลาเล่าเรื่องเก่าฉายหนังซ้ำให้ประชาชนรับชมกันอีกครั้งนั่นหละครับ

พูดคุยสันติสุขฯ บนทางสองแพร่ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/398915?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พูดคุยสันติสุขฯ บนทางสองแพร่ง

14 พฤศจิกายน 2562 – 10:40 น.
มาราปาตานี,มหาเธร์ โมฮัมหมัด,พลออักษรา เกิดผล
เปิดอ่าน 831 ครั้ง

พูดคุยสันติสุขฯ บนทางสองแพร่ง คอลัมน์…  ถอดรหัสลายพราง  โดย…  พลซุ่มยิง

เป็นไปได้อย่างไร ที่รัฐบาลไทยจะไม่รู้ว่า ความสูญเสียตลอด 15 ปีของเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) จะต้องเดินหน้าพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้กับ ‘ใคร’ ในกลุ่มบีอาร์เอ็น ถึงขนาดที่ ‘บิ๊กตู่’ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ขอให้ มหาเธร์ โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ช่วยสแกนหาตัวจริง เสียงจริง

กว่า 6 ปีบนเส้นทางการพูดคุยฯ เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สงบ จชต. หลังยืดเยื้อมายาวนาน เริ่มต้นขึ้นในปี 2555 ยุคของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ภายใต้ชื่อ กระบวนการพูดคุยสันติภาพ กับกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ โดยมี พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในขณะนั้น เป็นหัวหน้าคณะ และมาเลเซียทำหน้าที่ผู้อำนวยความสะดวก

แต่ทุกอย่างมาหยุดชะงักท่ามกลางความกังวลของฝ่ายรัฐไทยว่าจะนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดนในอนาคต หลังกลุ่มผู้เห็นต่างยื่นข้อเสนอมา 5 ข้อ โดยหนึ่งในนั้นคือ การเรียกร้องสิทธิความเป็นเจ้าของดินแดนปาตานี ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็น ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)ในขณะนั้น แสดงท่าทีไม่เห็นด้วย ประจวบเหมาะกับเสถียรภาพของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถูกสั่นคลอน เนื่องจากปัจจัยการเมืองภายในประเทศ จนนำไปสู่การรัฐประหารปี 2557

ในห้วงประเทศอยู่ภายใต้การบริหารงานรัฐบาลทหารของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยังคงเดินหน้าสานต่อแนวทางดังกล่าว แต่ยกเครื่อง กระบวนการพูดคุยสันติภาพ ใหม่ทั้งหมด โดยให้ พล.อ.อักษรา เกิดผล เข้ามาทำหน้าที่หัวหน้าคณะ พร้อมเปลี่ยนชื่อเป็น การพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในขณะกลุ่มผู้เห็นต่างให้ความสำคัญกับกลุ่ม ‘มาราปาตานี’

ต้องยอมรับว่า ตลอดช่วง 4 ปี การทำหน้าที่ของ พล.อ.อักษรา ควบคู่ไปกับมาตรการดูแลพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 4 ทำให้สถิติการเกิดเหตุการณ์ลดลงอย่างเห็นได้ชัด จนนำไปสู่ข้อตกลงการกำหนดพื้นที่ปลอดภัย อำเภอเจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ห้ามเกิดเหตุการณ์ เพื่อแสดงความจริงใจและเป็นสิ่งยืนยันว่า ‘มาราปาตานี’ มีศักยภาพในการควบคุมกองกำลังระดับพื้นที่ได้จริง

เหตุการณ์เดินมาถึงจุดพลิกผันอีกครั้ง เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในมาเลเซีย ‘มหาเธร์’ ชนะการเลือกตั้งได้จัดตั้งรัฐบาล พร้อมปรับเปลี่ยนแนวทางการพูดคุยสันติสุขใหม่ทั้งหมด  แต่งตั้ง ‘ตัน สรี อับดุลราฮิม บิน โมห์ด นูร์’ อดีตผู้บัญชาการตำรวจและผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล เข้ามาทำหน้าที่ผู้อำนวยความสะดวก

ในส่วนของกลุ่มผู้เห็นต่าง มาเลเซียให้ความสำคัญไปยัง กลุ่มแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติ หรือ บีอาร์เอ็น ภายใต้การนำของ ‘ดูนเลาะ แวมะนอ’ และเชื่อว่า ‘มาราปาตานี’ คือ กลุ่มที่หมดอำนาจไปแล้ว ไม่มีศักยภาพในการควบคุมสั่งการกองกำลังระดับพื้นที่อย่างแท้จริง และส่งผลให้ฝ่ายไทยเปลี่ยนหัวหน้าคณะพูดคุยฯ จาก พล.อ.อักษรา เป็น พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 เมื่อปลายปี 2561 เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่า ‘คุยผิดตัว’

การพูดคุยกับกลุ่มผู้เห็นต่างในห้วง พล.อ.อุดมชัย นั่งเป็นหัวหน้าคณะ ไม่เคยเกิดขึ้นแม้แต่ครั้งเดียว ขณะที่ บีอาร์เอ็น ปรับโครงสร้างใหม่ หลัง ‘ดูนเลาะห์ แวมานอร์’ ขอถอนตัวทันทีที่ตกเป็นเป้าเวทีพูดคุยสันติสุขฯ และตั้งผู้นำคนใหม่ ‘คอ ซารี’ ซึ่งเป็นสายการเมือง และให้ ‘วอเฮะ’ เป็นเลขาธิการ ในส่วนกองกำลังทหารให้ ‘เป๊าะนีมะ’ ขึ้นคุมกำลัง พร้อมปรับยุทธศาสตร์การก่อเหตุเน้นส่วนลวง-ส่วนเปิด-ส่วนปิด

ส่วน พล.อ.อุดมชัย ทำหน้าที่ได้เพียงไม่กี่เดือน พล.อ.ประยุทธ์ ก็เปลี่ยนตัวหัวหน้าพูดคุยฯ อีกครั้ง หลังการเลือกตั้งปี 2562 ท่ามกลางกระแสข่าวต้องการหาตำแหน่งให้ พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ที่กำลังจะเกษียณราชการในห้วงนั้น

แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะแสดงท่าทีขึงขัง หลังเกิดเหตุผู้ก่อความไม่สงบบุกถล่มฐานจุดตรวจร่วมชุดคุ้มครองตำบล (ชคต.) บ้านทุ่งสะเดา หมู่ 5 ต.ลำพะยา อ.เมืองยะลา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 15 ศพ และได้รับบาดเจ็บ 5 คน เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา โดยขอให้มาเลเซียเร่งหาแกนนำบีอาร์เอ็นตัวจริง เข้าร่วมเวทีการพูดคุยสันติสุขฯ

แต่กระนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่ได้ชี้ชัดลงไปว่าจริงๆ แล้วต้องการคุยกับใคร จึงทำให้แนวทางพูดคุยสันติสุขฯ ยังคงเน้นภาพรวมเหมือนที่แล้วมา ไม่ได้พุ่งไปที่ต้นตอของปัญหา เพราะยังติดอยู่กับข้อกังวลว่า หากยอมรับการมีอยู่ของบีอาร์เอ็น จะถูกยกระดับเป็นก่อการร้าย และนำไปสู่การเสียดินแดนในอนาคต

ส่วนการเดินทางไปมาเลเซียของ พล.อ.วัลลภ เป็นเพียงการไปแนะนำตัวตามธรรมเนียม และเพื่อทำให้เห็นว่าฝ่ายรัฐไทยไม่ได้ปฏิเสธแนวทางการพูดคุยสันติสุขฯ เท่านั้น ส่วนวิธีการ นโยบาย ยังไม่มีอะไรเป็นรูปธรรม หรือมีเส้นตายจากนายกรัฐมนตรีที่ชัดเจน

เหตุผู้ก่อความไม่สงบ บุกถล่มฐานจุดตรวจร่วมชุดคุ้มครองตำบล (ชคต.) จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 15 คน ก็คงไม่ต่างอะไรกับเหตุการณ์อื่นใน 3 จชต. เพราะสุดท้ายแล้วก็จะเงียบหายไป เช่นเดียวกับ 6 ปีการพูดคุยสันติสุขฯ ความหวังที่จะดับไฟใต้ ยังอยู่บนเส้นทางที่รัฐไทยยังคิดไม่ตกระหว่างประคองสถานการณ์ ที่ต้องแลกกับการเสียชีวิตของประชาชน หรือก้าวผ่านความกลัวว่าจะเสียดินแดน พร้อมเปิดโปงและยอมรับการมีอยู่ของบีอาร์เอ็น และกดดันให้เข้าร่วมเวทีพูดคุย

รัฐไทยเตรียมรับมือ บำนาญแห่งชาติ…โอนให้ 3,000/เดือน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/398917?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รัฐไทยเตรียมรับมือ บำนาญแห่งชาติ…โอนให้ 3,000/เดือน

14 พฤศจิกายน 2562 – 10:35 น.
บำนาญ,แสงศิริ ตรีมรรคา,นิมิตร์ เทียนอุดม,ร่าง พรบบำนาญแห่งชาติ
เปิดอ่าน 14,444 ครั้ง

รัฐไทยเตรียมรับมือ บำนาญแห่งชาติ…โอนให้ 3,000/เดือน โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

วินาทีนี้ปัญหาสังคมระดับโลกคือ “สัดส่วนผู้สูงวัย” เนื่องจากประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมคนชรา” (aged society) เฉพาะประเทศไทย ปี 2560 “คนวัยทำงาน” 100 คน ต้องช่วยกันดูแลผู้สูงอายุและเด็ก 51 คน และอีก 10 ปีข้างหน้า ในปี 2570 ต้องดูแลเพิ่มเป็น 64 คน…ดังนั้นรัฐไทยต้องเร่งสร้างหลักประกันให้ผู้สูงวัยทุกคนมีรายได้ หรือ “ระบบเงินบำนาญแห่งชาติ”

อ่านข่าว…‘ไทย’ เปิดตัวศูนย์อาเซียนเพื่อผู้สูงอายุ

ผลสำรวจธนาคารแห่งประเทศไทย ปี 2559 พบว่าคนไทยร้อยละ 35 ไม่มีเงินออม โดยเฉพาะคนที่ย่างเข้าสู่วัยชรา มีเพียงร้อยละ 14 เท่านั้นที่วางแผนการออมไว้ล่วงหน้า ส่วนอีกร้อยละ 60 คิดแล้วแต่ยังไม่ทำหรือทำไม่สำเร็จ ที่น่าสนกว่านั้นคือ

คนไทยมากถึงร้อยละ 25 ไม่เคยคิดหรือวางแผนเกี่ยวกับเงินที่จะเอามาใช้จ่ายเมื่ออายุเกิน 60 หรือตอนเกษียณจากการทำงาน !?!

หมายความว่า คนไทยวัย 60 ปีขึ้นไป ที่มีอยู่ตอนนี้ 13 ล้านคน หรือร้อยละ 18 ของประชากรไทยทั้งหมดนั้น มี 4.5 ล้านคนที่ไม่มีเงินออม และอีก 3.3 ล้านคนไม่เคยวางแผนเตรียมเงินไว้ใช้ในวัยชรา…ทุกวันนี้ส่วนใหญ่อาศัยให้ลูกหลานดูแล หรือมีรายได้จาก “เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ”

แสงศิริ ตรีมรรคา ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ ให้ข้อมูล “คมชัดลึก” ว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลจ่าย “เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ” เดือนละตั้งแต่ 600–1,000 บาท ตามสัดส่วนอายุที่เพิ่มมากขึ้น แต่สภาพค่าครองชีพปัจจุบัน เงินช่วยเหลือนี้ไม่ค่อยเพียงพอเท่าไร เพราะไม่ได้กำหนดมาจากเกณฑ์ความต้องการพื้นฐานขั้นต่ำของคนไทย นั่นคือการคำนวณจาก “เส้นความยากจน” ซึ่งปี 2560 มีค่าประเมินอยู่ที่ 2,660 บาท หมายความว่าคนไทยจะใช้ชีวิตอยู่ได้ในแต่ละเดือนนั้น ควรมีเงินในกระเป๋าไม่ต่ำกว่านี้

“ข้อมูลการสำรวจพบผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ใช้ชีวิตในแต่ละวันด้วยเงินเบี้ยยังชีพที่รัฐให้เดือนละ 600 บาท หมายความว่ามีเงินใช้แค่วันละ 30 บาท ทั้งที่เส้นความยากจน 2 ปีที่แล้วระบุว่าควรมีไม่ต่ำกว่า 2,660 บาท แปลว่าปี 2562 พวกเขาควรได้ไม่ต่ำกว่า 3,000 บาท เพราะค่าใช้จ่ายประจำวันเพิ่มสูงขึ้นทุกปี”

 แสงศิริ อธิบายต่อว่า ปัจจุบันรัฐจัดสรรงบประมาณจ่าย “เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ” ประมาณปีละ 6–7 หมื่นล้านบาท หากปรับเปลี่ยนเป็นกฎหมายให้ผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ได้รับเบี้ยบำนาญ 3,000 บาทต่อเดือน ตาม “ร่าง พ.ร.บ.บำนาญแห่งชาติ” ที่เครือข่ายภาคประชาชนกำลังช่วยกันผลักดันให้ผ่านรัฐสภานั้น จะเพิ่มงบประมาณส่วนนี้เป็นปีละ 2 แสนกว่าล้านบาท ถือเป็นจำนวนเงินไม่มากนัก หากเปรียบเทียบกับเงินงบประมาณส่วนอื่นๆ และผู้สูงอายุจะมีเงินใช้เป็นวันละ 100 บาท น่าจะพอเพียงในเบื้องต้น ส่วนรัฐบาลต้องหาวิธีจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้น เช่น ภาษีหุ้น ภาษีสิ่งแวดล้อม ภาษีโรงงาน ฯลฯ รัฐบาลทำได้แน่นอนถ้าปฏิรูประบบจัดเก็บภาษีให้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ และยังนำเงินกองทุนต่างๆ สำหรับผู้สูงอายุเข้ามาร่วมได้ด้วย

“เครือข่ายประชาชนกำลังหาแนวร่วม ตอนนี้มีทั้งพรรคฝ่ายค้านและพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคสนใจผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้แล้ว และจากการรวบรวมรายชื่อได้ถึง 1 หมื่นกว่าชื่อ ภายในเวลา 1 ปีนั้น แสดงให้เห็นว่าคนไทยอยากให้มีบำนาญแห่งชาติ หมายความว่าคนไทยทุกคนที่อายุเกิน 60 ปีขึ้นไป มีสิทธิรับสวัสดิการเดือนละ 3,000 บาท ไม่จำเป็นต้องยากจนหรือยากไร้เท่านั้น” แสงศิริ กล่าว

ล่าสุดวันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ ได้รวมตัวกันยื่น รายชื่อประชาชนที่สนับสนุนร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) บำนาญแห่งชาติ พ.ศ. …. จำนวน 14,654 รายชื่อ ให้ “ชวน หลีกภัย” ประธานรัฐสภา โดยมี แทนคุณ จิตต์อิสระ เลขานุการประธานรัฐสภา เป็นผู้รับมอบหนังสือแทน

 “นิมิตร์ เทียนอุดม” ตัวแทนเครือข่ายฯ ยืนยันว่า กฎหมายฉบับนี้จะช่วยสร้างระบบบำนาญแห่งชาติให้ผู้สูงวัยมีชีวิตอยู่ได้ โดยไม่เป็นภาระลูกหลาน

“ตอนนี้สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ การใช้ดุลพินิจของนายกรัฐมนตรีที่ต้องให้ความเห็นชอบเบื้องต้นต่อร่างกฎหมาย ถ้าบิ๊กตู่มองว่า ระบบบำนาญแห่งชาติเป็นภาระหรือเป็นเรื่องการเมือง แล้วไม่ยอมเซ็น หรือไม่เห็นชอบเอาเข้าสภา ก็หมายความว่าบิ๊กตู่ไม่สนใจความพยายามของคนไทยกว่า 1.5 หมื่นคนที่มาร่วมกัน รายชื่อเหล่านี้ก็จะสูญเปล่าทันที” นิมิตร์กล่าว

ทั้งนี้ “ร่าง พ.ร.บ.บำนาญแห่งชาติ…” ที่ภาคประชาชนเชื่อว่า คือจุดเริ่มต้นแก้ไขปัญหาคนยากจนที่เรื้อรังมานานนั้น มีจำนวน 25 มาตรา โดยสรุปเนื้อหาสำคัญได้ดังนี้

นิยามคำว่า “บำนาญแห่งชาติ” หมายถึง เงินรายเดือนเป็นบำนาญพื้นฐานที่รัฐต้องจัดให้แก่ผู้มีอายุ 60 ปี ขึ้นไป เพื่อเป็นหลักประกันรายได้โดยมีจำนวนไม่ต่ำกว่าเส้นความยากจนที่กำหนดโดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

กำหนดให้มีการตั้ง “คณะกรรมการบำนาญแห่งชาติ” ประกอบไปด้วย 3 ฝ่าย คือ 1.ตัวแทนฝ่ายรัฐ เช่นนายกรัฐมนตรี, รมว.คลัง, รมว.แรงงาน, รมว.พัฒนาสังคมฯ, ผอ.สำนักงบประมาณ ฯลฯ 2.ผู้แทนองค์กรเอกชนที่มิใช่แสวงหาผลกำไร ด้านผู้ใช้แรงงาน ด้านผู้สูงอายุ ด้านเด็ก เยาวชน ด้านสตรี ด้านชาติพันธุ์ ด้านคนพิการ ด้านเกษตรกร ด้านผู้ป่วยเรื้อรัง ด้านชุมชนแออัด ด้านสิทธิมนุษยชน ด้านกองทุนการออมของชุมชน และ 3.ตัวแทนผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 2 คน ที่เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ ด้านรัฐสวัสดิการ โดยมีวาระ 4 ปี แต่จะดำรงตำแหน่งเกิน 2 วาระติดต่อกันไม่ได้

อำนาจหน้าที่หลักคือ กำหนดนโยบายและอนุมัติแผนงบประมาณประจำปี เพื่อจ่ายบำนาญแห่งชาติ รวมถึงหาวิธีการจ่ายเงินให้สะดวกสบายและครอบคลุมประชาชนทุกคน

ที่น่าสนใจคือ ร่างกฎหมายข้างต้น กำหนดให้รัฐมีหน้าที่จัดหางบประมาณและต้องพิจารณากำหนดอัตราบำนาญแห่งชาติใหม่ทุกๆ 3 ปี และหากเกิด กรณีรัฐจ่ายเงินบำนาญพื้นฐานล่าช้า ไม่ครบถ้วน ต้องโดนปรับให้จ่ายเงินต้นพร้อม “ดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี” จนกว่าจะจ่ายครบ

นับว่าเป็นร่างกฎหมายที่ผ่านการคิดอย่างรอบด้าน มีการพยายามป้องกันไม่ให้ “รัฐเบี้ยว” ไม่จ่ายหรือจ่ายล่าช้าด้วย ในเมื่อมีคนไทยเกือบ 1.5 หมื่นคน มาร่วมแรงร่วมใจเสนอร่างกฎหมายนี้แล้ว หวังว่า “กระแสสังคม” จะช่วยกันผลักดันและกดดันให้ “รัฐบาลบิ๊กตู่” ตอบรับ นโยบายบำนาญแห่งชาติ อย่างเร่งด่วน !

เพราะตอนนี้สังคมไทยมีผู้สูงวัย 13 ล้านคน ที่ผ่านมาคนกลุ่มนี้คือผู้ทำงานเสียภาษี เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาสังคมไทย และอีก 20 ปีข้างหน้าคนที่อยู่ในวัยทำงานในวันนี้จะเกษียณสะสมกันจนยอดพุ่งขึ้นอีก 1 เท่าหรือกว่า 22 ล้านคน

          หากวินาทีนี้คนไทยไม่ช่วยกันเตรียมความพร้อม “ระบบสวัสดิถ้วนหน้า”… ผู้สูงวัย 22 ล้านคน จะกลายเป็นภาระหนักอึ้งทับถมลูกหลานในอนาคต…

“เอกราช”จงอางอีสาน ฉก”เพื่อไทย” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/398918?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เอกราช”จงอางอีสาน ฉก”เพื่อไทย”

14 พฤศจิกายน 2562 – 09:52 น.
เอกราช ช่างเหลา,นายวัฒนา ช่างเหลา,นวัธ เตาะเจริญสุข,ท่องยุทธภพ,เจาะประเด็นร้อน,ขุนน้ำหมึก,ขอนแก่น ยูไนเต็ด,รอธรรมนัส พรหมเผ่า,พรรคพลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 10,936 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 14 พ.ย.62

**************************

เลือกตั้งซ่อมส..เขต ขอนแก่น มีความชัดเจนแล้ว เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วว่า “นวัธ เตาะเจริญสุข” พ้นสมาชิกภาพส.ตั้งแต่ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่วันที่ 16 ตุลาคม 2562 เหตุต้องโทษประหารชีวิตหนักกว่าจำคุก ไม่ต้องรอให้คดีถึงที่สุด 

เขตเลือกตั้งที่ 7 (.หนองเรือ และ อ.มัญจาคีรีแชมป์อย่างนวัธ ส..พรรคเพื่อไทย ต้องชดใช้กรรมในคุก และนวัธ เคยประกาศให้หลานชาย “ส..ตี๋” สุรพจน์ เตาะเจริญสุข ลงสมัคร ส..แทนเขา ก็ต้องรอวัดใจคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย

นาทีนี้ค่ายเพื่อไทยมี ตัวเลือก คือ อดิศร เพียงเกษ และธนิก มาสีพิทักษ์ ชาว อ.หนองเรือ คนแถวขอนแก่นบอกเลือกใคร “ใจ” หัวหน้าสมพงษ์ก็เจ็บ 

เราคือเพื่อนเอกราช

เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2562 ที่ศูนย์ประสานงานพรรคพลังประชารัฐ จ.ขอนแก่น “เอกราช ช่างเหลา” ส..ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานยุทธศาสตร์อีสานเหนือตอนบน ได้เรียกประชุมอดีตผู้สมัครส..ขอนแก่น ทั้ง 10 เขต เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งซ่อมส..เขต 

เอกราช” ประกาศจะส่งผู้สมัครส..คนเดิมลงสนาม คือ “สมศักดิ์ คุณเงิน” อดีต ส..เจ้าถิ่น อ.หนองเรือ และหนที่แล้วก็แพ้ “นวัธ” อยู่ไม่กี่พันคะแนน 

นอกจากนั้นทีมงานของส..เอกราช ได้เปิดแฟนเพจเฟซบุ๊ก “เครือข่าย เพื่อนเอกราช” เกาะติดการเคลื่อนไหวของ “สมศักดิ์” ในพื้นที่ อ.หนองเรือ และ อ.มัญจาคีรี มาตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน

..ธรรมนัส สนิทกับเอกราช มายาวนาน

สหายร่วมรบของ “เอกราช” ในพรรคพลังประชารัฐ หนีไม่พ้น “ผู้กองนัส” ร..ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ 

ปี 2542 ..ธรรมนัส ออกจากราชการ หันมาเป็นนักธุรกิจเต็มตัว ได้จับมือกับ เอกราช ช่างเหลา ทำธุรกิจอสังหาฯ สร้างบ้านหรูขายที่ขอนแก่น “เมืองแกรนด์วิลล์”

เลือกตั้งซ่อมเที่ยวนี้เอกราชจึงพร้อมจะทุ่มสรรพกำลังทุกอย่างเพื่อเอาชนะพรรคเพื่อไทยให้ได้ เพราะมีเดิมพันใจอยู่กับ ร..ธรรมนัส 

ข้าคือคนหนองเรือ

ผลคะแนนเลือกตั้งส..เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 เขต ขอนแก่น “นวัธ” ได้ 29,270 คะแนน รองลงมา “สมศักดิ์” ได้ 26,553 คะแนน และผู้สมัครหน้าใหม่จากพรรคอนาคตใหม่ ได้ 12,414 คะแนน

คนหนองเรือรู้ดีว่าหากตระกูล “คุณเงิน” ยังภักดีต่อแดนไกล ไม่หอบผ้าหอบผ่อนไปอยู่พรรคอื่น คนลาดบัวหลวงอย่าง “นวัธ” ก็ไม่มีโอกาสได้เป็นส..แม้แต่สมัยเดียว

เลือกตั้งปี 2544 นวัธ หรือชื่อเดิม “ประสิทธิ์ เตาะเจริญสุข” ลงสมัคร ส..ครั้งแรกในนามพรรคราษฎร พ่าย สมศักดิ์ คุณเงิน อดีต ส..ขอนแก่น พรรคเสรีธรรม

เลือกตั้งปี 2548 นวัธ (ชื่อเดิมประสิทธิ์ย้ายมาอยู่พรรคมหาชน ก็ยังแพ้สมศักดิ์ สังกัดพรรคไทยรักไทย (เสรีธรรมยุบพรรครวมกับไทยรักไทย)

สมศักดิ์ ลงหาเสียงในพื้นที่มานานแรมเดือน

พอปี 2550 ประสิทธิ์เปลี่ยนชื่อเป็น “นวัธ” ย้ายเข้าพรรคพลังประชาชน ก็ได้เป็นส..ขอนแก่น สมัยแรก ส่วน “สมศักดิ์” ต้องเว้นวรรค เนื่องจากเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยที่ถูกยุบ

สมศักดิ์เป็นชาว อ.หนองเรือ โดยกำเนิด ปี 2531 สมศักดิ์เบียดเข้าเป็น ใน ..เขต ขอนแก่น เป็น ส..สมัยแรก สังกัดพรรคกิจประชาคม เช่นเดียวกับอดิศร ก็ได้เป็น ส..ขอนแก่น เขต พรรคมวลชน

ศึกเลือกตั้งซ่อมเที่ยวนี้ สมศักดิ์วาดฝันที่จะกลับสู่สภาอีกสมัย

ตระกูล“จงอางผยอง”

เอกราช ช่างเหลา” เติบโตบนเส้นทางสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น สิบกว่าปีที่แล้วเอกราชมีฐานะการเงินเติบโตอย่างรวดเร็ว และได้ทำโครงการบ้านจัดสรรชื่อหมู่บ้านเมืองเอก

เอกราชเคยลงสมัครรับเลือกตั้งส..และส..ขอนแก่น แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จึงหันมาสังกัดพรรคพลังประชารัฐ และผลักดัน “วัฒนา ช่างเหลา” จนได้เป็นส..ขอนแก่น เขต 2 (.เมืองขอนแก่น เฉพาะ 12 ตำบล และ อ.ซำสูง)

เอกราช และลูกชายหัวแก้วหัวแหวน

5-6 ปีที่แล้ว เอกราชยึดแนวทางเนวิน ใช้ “ลูกหนังนำการเมือง” ซื้อทีม “ปากช่อง ยูไนเต็ด” จากกลุ่มการเมืองโคราช เปลี่ยนชื่อเป็น “ขอนแก่น ยูไนเต็ด” โดยตั้งฉายาทีมว่า “จงอางผยอง”

เอกราชมอบให้ลูกชาย คนคือ “วัฒนา ช่างเหลา” เป็นประธานสโมสร และ “พิทักษ์ชน ช่างเหลา” เป็นรองประธาน จงอางผยองโดดเด่นมากในลีกภูมิภาค

วัฒนา ช่างเหลา

ฤดูกาลนี้ทีมขอนแก่น ยูไนเต็ด ประสบความสำเร็จเป็นแชมป์ไทยลีก และได้สิทธิเลื่อนชั้นขึ้นไปเล่นในศึกเอ็ม-150 แชมเปี้ยนชิพ (ไทยลีก 2) ฤดูกาลหน้า

จงอางอีสานจะผงาดยิ่งกว่า..ถ้าเลือกตั้งซ่อม พรรคพลังประชารัฐคว่ำพรรคเพื่อไทยได้

“วิษณุ” โนสน! ลั่นใครจะอภิปรายก็เชิญ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/413911?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

“วิษณุ” โนสน! ลั่นใครจะอภิปรายก็เชิญ

31 มกราคม 2563 – 12:05 น.
วิษณุ เครืองาม,ซักฟอกรัฐบาล
เปิดอ่าน 30 ครั้ง

“วิษณุ” ยก พระราชนิพนธ์ ร.5 สุจริตคือเกราะบังศาสตร์พ้อง หลัง “ฝ่ายค้าน” จ้องซักฟอก “ทำลายหลักนิติรัฐ-นิติธรรม” บอกใครจะลุกอภิปรายก็เชิญ ไม่เห็นจะต้องดูโหงวเฮ้งอะไร

คลิปที่ 1

ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2563 เวลา 10.00 น. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีชื่อถูกฝ่ายค้านเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า “มีมาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่ก่อนช่วงคริสต์มาสแล้ว”

คลิปที่ 2

ผู้สื่อข่าวถามว่า ฝ่ายค้านตั้งประเด็นอภิปรายเรื่องการทำลายหลักนิติรัฐ นิติธรรม จะชี้แจงอย่างไร นายวิษณุ กล่าวว่า จะไปบอกคุณหาอะไร เมื่อฝ่ายค้านระมัดระวังเกร็งข้อสอบจะรั่ว นักเรียนก็ต้องเกร็งคำตอบรั่ว แต่ความจริง ไม่ได้กลัวคำตอบรั่ว แต่เมื่อเขายังไม่ถาม ก็เลยนึกไม่ออก ยังไม่ได้เตรียม ปกติญัตติของฝ่ายค้านในการขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ อีกทั้งก็ต้องเขียนกว้างจะไปบอกหมดได้อย่างไร อย่างน้อยต้องกำหนดหัวเรื่องให้รู้ และอาจจะมีการซักถามนอกจากหัวเรื่องที่กำหนดเอาไว้ได้ เหมือนกับกระทู้ถามทุกวันพุธที่บอกว่าจะถามเรื่องนี้ แต่ก็ไม่ได้บอกว่าจะถาม เมื่อไหร่ที่ไหนอย่างไร เพื่อให้เตรียมที่จะตอบเอาไว้ เช่น ถามเรื่องกระเทียมก็คงไม่ไปตอบเรื่องราคาลำใย ถามเรื่องไวรัสโคโรน่า ก็คงไม่เกี่ยวกับปฏิรูปที่ดิน แต่จะซักอย่างไร เมื่อถามเสร็จเรื่องนี้แล้วจะเลี้ยวไปเรื่องอื่น ทำได้อยู่แล้ว

เมื่อถามว่ามั่นใจว่าจะชี้แจงได้ ไม่มีปัญหาใช่หรือไม่ กล่าวว่า “สุจริตคือเกราะบังศาสตร์พ้อง ปัญญาประดุจดัง อาวุธ กุมสติต่างโล่ป้อง อาจแกล้วกลางสนาม ในพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 5”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามใครจะเป็นคนอภิปรายหลักในส่วนของนายวิษณุ รองนายกฯ กล่าวว่า ใครก็เชิญ ไม่ได้ว่าอะไร ไม่เห็นจะต้องดูโหงวเฮ้งอะไร ส่วนประเด็นที่จะอภิปราย ในเมื่อเขายังไม่ได้ถามแล้วจะมาเซ้าซี้ทำไม

“นายปิยะบุตร แสงกนกกุล ไม่ใช่ใครที่ไหน ตนรู้จักภรรยาเขา และถ้าตอบไม่ได้ก็ยกมือไหว้ก็จบ” นายวิษณุ กล่าวอย่างอารมณ์ดี

คลิปที่ 3

ฝ่ายค้านรุ่นเล็ก รวมตัวคนรุ่นใหม่ตั้งพรรคสามัคคี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/413906?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

ฝ่ายค้านรุ่นเล็ก รวมตัวคนรุ่นใหม่ตั้งพรรคสามัคคี

31 มกราคม 2563 – 11:42 น.
รยุศด์ บุญทัน,ณพล ชยานน์ภักดี,พรรคเพื่อชาติ,รวิโชติ ธรรมรงค์นาวาสวัสดิ์,พรรคสามัคคี,ฝ่ายค้าน,ฝ่ายค้านรุ่นเล็ก
เปิดอ่าน 62 ครั้ง

“ฝ่ายค้านรุ่นเล็ก” รวมตัวคนรุ่นใหม่ ยื่นขอจัดตั้ง “พรรคสามัคคี” ชูธงแก้ปัญหาขัดแย้ง แย้มมีบุคคลสำคัญร่วมงานพรรค เป็นบิ๊กเซอร์ไพรส์

คลิปที่ 1

ที่ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วันที่ 31 ม.ค. 2563 นายรยุศด์ บุญทัน อดีตรองโฆษกพรรคเพื่อชาติ นายณพล ชยานน์ภักดี อดีตผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อชาติ นายรวิโชติ ธรรมรงค์นาวาสวัสดิ์ อดีตผู้สมัครส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชาติ นายธนชาติ ไชยทองพันธ์ อดีตผู้สมัครส.ส.สกลนคร พรรคชาติไทยพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ในนามผู้ร่วมก่อตั้งพรรคสามัคคีไทย เดินทางมายื่นขอจดแจ้งจัดตั้งพรรคการเมือง

นายรยุศด์ กล่าวว่า กรรยื่นจดทะเบียนจัดตั้งพรรคเนื่องจากอยากเห็นการเมือง ประชาชน ประเทศ และสังคม มีความสามัคคี จึงอยากลุกขึ้นมาเพื่อให้ประเทศมีความสามัคคี ไม่อยากให้แบ่งเป็นหลายขั้ว หลายฝ่าย หลายสี ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ โดยทางกลุ่มผู้ร่วมจัดตั้งพรรคจะไปรับฟังความเห็นของประชาชนจากภาคต่างๆทั่วประเทศ มากำหนดเป็นนโยบายพรรค จึงอยากขอโอกาสให้คนใหม่ๆเข้ามาทำงานทางการเมือง หลังจากนี้จะระดมสมาชิกให้ได้ 500 คนเพื่อมายื่นต่อกกต. และจะได้ประชุมสมาชิกเพื่อตั้งหัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค จึงขอให้ประชาชนให้โอกาสพรรคการเมืองใหม่ๆ ให้เข้ามาทำหน้าที่

นายรยุศด์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคจะมีบิ๊กเซอร์ไพรส์ จากบุคลากรทางการเมืองบางคนมาร่วมงานกับพรรค นอกจากนี้ยังมีกลุ่มคนที่มาจากนักวิชาการและนักธุรกิจ เข้ามาร่วมงานแต่จะเน้นกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยในอีก 2 เดือนจะมีการจัดประชุมเพื่อเลือกกรรมการบริหารที่ จ.สกลนคร

ด้านนายณพล กล่าวว่า สถานการณ์การเมืองขณะนี้กำลังวนกลับไปสู่ความขัดแย้ง โดย 10 ปีที่ผ่านมาการแก้ปัญหาความขัดแย้งของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ดังนั้นเราจึงต้องการเปิดพื้นที่ ไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย นำเสนอสิ่งที่เรียกว่าสามัคคีไทย เพราะประเทศนี้จะต้องเดินต่อไปข้างหน้า และเราเชื่อว่าเราสามารถที่จะเดินไปพบปะพูดคุยกับคนทุกฝ่ายได้ เราไม่ได้เป็นผู้ร่วมขัดแย้ง สำหรับสัญลักษณ์พรรคสามัคคีไทย จะมี 3 สี คือขาว แดง น้ำเงิน ตามสีธงชาติ และมีรูปนกพิราบสีขาว ซึ่งหมายถึงความคิดที่เป็นอิสระ ยอมรับความคิดต่างซึ่งถือเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง

“เสรีพิศุทธ์” จองกฐินซักฟอก “บิ๊กตู่-วิษณุ” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/413901?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

“เสรีพิศุทธ์” จองกฐินซักฟอก “บิ๊กตู่-วิษณุ”

31 มกราคม 2563 – 11:30 น.
เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส,ซักฟอก,ซักฟอกบิ๊กตู่,ซักฟอกรัฐบาล,ศึกซักฟอก,อภิปรายไม่ไว้วางใจ,ประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 59 ครั้ง

“เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส” จองกฐินซักฟอก “ประยุทธ์-วิษณุ” บอกมีเหตุถวายสัตย์ และตีความกฎหมายแบบศรีธนญชัย

คลิปที่ 1

วันที่ 31 มกราคม 2563 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย กล่าวต่อข้อสรุปที่พรรคร่วมฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาล ที่พรรคร่วมฝ่ายค้านจะยื่นญัตติเวลา 11.00 น. ว่ารัฐมนตรีที่ตนจะอภิปรายนั้นมี 2 คน คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กรณีนำคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วน และทำให้เกิดปัญหาต่อการบริหารราชการแผ่นดิน และนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ที่ให้สัมภาษณ์การตีความข้อกฎหมายซึ่งมีลักษณะ ศรีธนญชัยตัวพ่อ ซึ่งมีหลายกรณีที่ตนมองว่าการตีความทางกฎหมายนั้นไม่ถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดที่เกี่ยวข้องนั้นขอให้รอฟังในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ส่วนกรณีที่ระยะเวลาการอภิปรายที่พรรคฝ่ายค้านร้องขอไว้ 3 วันนั้นยังตอบไม่ได้ว่าพอหรือไม่ ต้องรอพิจารณาอีกครั้ง

คลิปที่ 2

บิ๊กตู่ เข้าทำเนียบฯแล้ว หลังลาป่วยเป็นไข้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/413895?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

บิ๊กตู่ เข้าทำเนียบฯแล้ว หลังลาป่วยเป็นไข้

31 มกราคม 2563 – 10:59 น.
ประยุทธ์ จันทร์โอชา,บิ๊กตู่ป่วย,นายกฯ
เปิดอ่าน 55 ครั้ง

พล.อ.ประยุทธ์ เข้าทำเนียบฯแล้ว หลังเมื่อวานนี้ลาป่วยเป็นไข้หวัด หัวโต๊ะถก ครม.เศรษฐกิจ สั่งการบ้านเตรียมข้อมูลสู้ศึกซักฟอก

วันที่ 31 ม.ค. 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้เดินทางเข้าปฏิบัติภารกิจภายในตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาลแล้วตั้งแต่ในช่วงเช้าที่ผ่านมา หลังจากวานนี้(30 ม.ค.) พล.อ.ประยุทธ์ งดเว้นทุกภารกิจและไม่ได้เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล จนทำให้เกิดกระแสข่าวลือต่างๆนาๆ ทำให้นายกรัฐมนตรีต้องออกมาโพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวยืนยันว่า มีอาการไข้หวัดเล็กน้อยเท่านั้นและต้องหยุดพักผ่อนตามคำสั่งแพทย์

อ่านข่าว ไม่ต้องห่วง “บิ๊กตู่” ทวีตบอกเป็นไข้หวัด แนะเสพข่าวมีสติ

อย่างไรก็ตามสำหรับภารกิจนายกรัฐมนตรีในวันเดียวกันนี้ ในช่วงเช้านายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ครั้งที่ 1/2563 ณ ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ขณะที่ในช่วงบ่ายนายกรัฐมนตรีได้ยกเลิกภารกิจที่จะเดินทางไปตรวจเยี่ยมสถาบันบำราศนราดูร แต่จะปฏิบัติภารกิจบนตึกไทยคู่ฟ้าตลอดทั้งวัน

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวก่อนการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจว่า วันนี้ต้องคุยถึงเรื่องมาตรการ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการชี้แจงและการอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วยที่ฝ่ายค้านจะบอกว่าเศรษฐกิจไม่ดี ดังนั้นเราทำอะไรไว้บ้าง และเชื่อว่าทุกคนจะเตรียมข้อมูลได้ โดยเราต้องการให้เขาทราบว่าเราได้ทำอะไรไว้บ้าง และ 2 เรื่องที่อยากให้เตรียมไว้คือ มาตรการทางด้านเศรษฐกิจและเรื่องของการค้าการลงทุนและที่ต้องการให้เตรียมทั้ง 2 เรื่องนี้ไว้ก็เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการรับมือการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อจะได้ชี้แจงให้ทุกคนได้ทราบ

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจวันเดียวกันนี้ นายสมคิด จตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ไม่ได้เข้าร่วมประชุมโดยรายงานข่าวแจ้งว่านายสมคิดได้ลาป่วย แต่ไม่ได้แจ้งว่าเป็นอะไร