ชูศักดิ์ สวน วิษณุ ปมเสียบบัตรแทนกัน อย่าตีความเข้าข้างตนเอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/412201?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

ชูศักดิ์ สวน วิษณุ ปมเสียบบัตรแทนกัน อย่าตีความเข้าข้างตนเอง

23 มกราคม 2563 – 08:31 น.
วิษณุ,ชูศักดิ์,เพื่อไทย,เสียบบัตรแทนกัน,สส,รัฐบาล,ร่างพรบงบฯ
เปิดอ่าน 130 ครั้ง

“ชูศักดิ์” สวน “วิษณุ” ปม ส.ส.รัฐบาลเสียบบัตรแทนกันต้องใช้บรรทัดฐานเดียวกับสมัย “ยิ่งลักษณ์” เพราะประเด็นอยู่ที่ว่าร่างพ.ร.บ.งบฯตราขึ้นโดยไม่ชอบด้วย รธน.

เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2563 – นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยและประธานคณะทำงานด้านกฎหมายของพรรค ได้ให้ความเห็นต่อกรณีที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมายได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับประเด็นการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกันของ ส.ส.ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ที่เกิดขึ้นในอดีต ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ กับ กรณีการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 โดยนายวิษณุ เห็นว่ามีความแตกต่างกันและอาจมีผลที่ต่างกัน ซึ่งไม่อาจนำบรรทัดฐานคำวินิจฉัยเดิมมาใช้ได้นั้น

นายชูศักดิ์ กล่าวว่า หากพิจารณาหลักเกณฑ์การตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างพระราชบัญญัติตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 148 วรรคหนึ่ง(1) ที่ให้สิทธิ ส.ส.หรือ ส.ว.หรือทั้ง ส.ส.และ ส.ว.จำนวนหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา เข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานแห่งสภานั้น หรือประธานรัฐสภา เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่าง พ.ร.บ. นั้น จะมีสองกรณี กล่าวคือ

กรณีแรก ร่าง พ.ร.บ.นั้นตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่ อันเป็นการตรวจสอบเกี่ยวกับกระบวนการตราร่าง พ.ร.บ. และ กรณีที่สอง ร่าง พ.ร.บ.นั้นมีข้อความขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่ อันเป็นการตรวจสอบเกี่ยวกับเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.

ความไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่าง พ.ร.บ. หากเป็นกรณีแรก ถือว่าร่าง พ.ร.บ.นั้นตกไปทั้งฉบับ เพราะตราขึ้นโดยไม่ชอบ แต่หากเป็นกรณีที่สอง จะต้องพิจารณาว่าข้อความที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนั้นเป็นสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.นั้นหรือไม่ ถ้าเป็นสาระสำคัญก็ถือว่าร่าง พ.ร.บ.นั้นตกไปทั้งฉบับ แต่ถ้าไม่ใช่สาระสำคัญ ก็ตกไปเฉพาะข้อความที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญเท่านั้น

กรณีดังกล่าวศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยที่ 3-4/2557 ว่าร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ….ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ

โดยในส่วนที่เห็นว่า ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวตราขึ้นโดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนั้นมาจาก การที่มี ส.ส.ใช้บัตร ส.ส.อื่นลงคะแนนแทนกัน เมื่อเปรียบเทียบกับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ พ.ศ.2563 ซึ่งมีข้อเท็จจริงว่ามี ส.ส.กดบัตรลงคะแนนแทนกันจริงตามที่เลขาธิการสภาฯได้ตรวจสอบ แม้จะยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นผู้ใดก็ตาม แต่ก็ถือว่ากระบวนการตราร่าง พ.ร.บ.ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ส่วนการตรวจสอบต่อไปว่าผู้ใดเป็นคนกดบัตรแทนโดยกระทำไปโดยพลการหรือมีการมอบหมายหรือไม่นั้น เป็นเรื่องการหาตัวผู้กระทำผิดเท่านั้น ด้วยเหตุนี้บรรทัดฐานที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไว้ตามคำวินิจฉัยข้างต้นจึงยังนำมาใช้ได้

นายชูศักดิ์ กล่าวอีกว่า ดังนั้น การที่นายวิษณุอ้างว่าเป็นคนละกรณีกัน ความผิดต่างกัน โทษต่างกัน และผลต่างกัน จึงไม่น่าจะถูกต้อง ส่วนที่อ้างว่ามีการเสียบบัตรทิ้งไว้โดยที่เจ้าของไม่ได้มอบหมายหรือวานให้กดแทน นอกจากเป็นการแก้ตัวแทน ส.ส.ฝ่ายตนเองแล้ว ก็ไม่อาจนำมาอ้างได้ เพราะกระบวนการตราร่าง พ.ร.บ.ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ต้องพิจารณาจากตัวข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่ามีการกดบัตรแทนกันหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่ามีการกดบัตรแทนกันแม้ยังไม่ปรากฏชื่อผู้กระทำแต่ถือว่ากระบวนการไม่ชอบแล้ว ยิ่งนายวิษณุไปอ้างถึงความบกพร่องของเครื่องก็ยิ่งไปกันใหญ่

นายชูศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ส่วนประเด็นที่นายวิษณุอ้างว่า ลำพังเพียงกระบวนการตราร่าง พ.ร.บ.ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ไม่ทำให้ร่างกฎหมายตกไป อาจเป็นการตีความกฎหมายที่เข้าข้างตนเองและผิดไปจากที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 148 วรรคหนึ่ง(1) ทั้งนี้เพราะเมื่อกระบวนการตราร่าง พ.ร.บ.ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ต้องถือว่ามติของสภาผู้แทนราษฎรในกระบวนการตราร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ อันมีผลให้ร่าง พ.ร.บ.นั้นตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ร่าง พ.ร.บ.จึงต้องตกไปทั้งฉบับ

นายชูศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยทุกวันนี้ที่มีความขัดแย้งกันมายาวนาน ส่วนหนึ่งก็มาจากการบังคับใช้กฎหมายและตีความกฎหมายที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน ยิ่งเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองยิ่งควรทำให้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์และบังคับใช้อย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน ไม่ควรมีการบิดเบือนหรือใช้อภินิหารทางกฎหมายบ่อยนัก เพราะจะทำให้ชาติบ้านเมืองเดินไปลำบาก.

บิ๊กป้อม – ธรรมนัส – สุริยะ พ่วง 5 รมต. เป้าซักฟอก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/412187?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

บิ๊กป้อม – ธรรมนัส – สุริยะ พ่วง 5 รมต. เป้าซักฟอก

22 มกราคม 2563 – 19:58 น.
ซักฟอก,บิ๊กป้อม,สมคิด,วิษณุ,ดอน,สุริยะ,ธรรมนัส,งูเห่า,อนค,ปารีณา
เปิดอ่าน 252 ครั้ง

ฝ่ายค้านจับ 8 รมต. ขึ้นเขียง ซักฟอก บิ๊กป้อม ไม่รอดโวมีหมัดน็อก นายกฯ ภูมิใจไทยฉาวอีก โผล่เสียบบัตรแทนกัน

ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจใกล้เข้ามาทุกขณะ ซึ่งก่อนหน้านี้ 7 พรรคฝ่ายค้านออกมาแถลงข่าวว่าเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อประธานรัฐสภา ในวันที่ 29 มกราคม 2563 พร้อมเตรียมซักฟอก 5 รัฐมนตรีโดยอาจเพิ่มบุคคลที่อยู่ในข่ายอีก 2 – 3 คน ล่าสุดพรรคฝ่ายค้านได้ข้อยุติในการยื่นซักฟอกรัฐมนตรีทั้งสิ้นจำนวน 8 คนด้วยกัน โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รวมอยู่ด้วย

ฟันเพิ่ม บิ๊กป้อม – สุริยะ – ธรรมนัส

เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคเพื่อไทยมีการประชุม 7 พรรคร่วมฝ่ายค้านนำโดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานกิจการพิเศษพรรคเพื่อไทย เพื่อสรุปรายชื่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งสุดท้าย โดยที่ประชุมหารืออย่างกว้างขวาง นอกเหนือจากรายชื่อ 5 รัฐมนตรีที่ประกาศไปก่อนหน้านี้ ประกอบด้วย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม นายสมคิด จาตุศรีพืทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ โดยที่ประชุมได้หยิบยกกรณีข่าวเรื่องการวิ่งเต้นเพื่อตัดชื่อ และเพิ่มชื่อรัฐมนตรีของพรรคร่วมรัฐบาลบางคน ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดการครหาที่ประชุมได้มีมติเพิ่มชื่อรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจเพิ่มอีก 3 คน ประกอบไปด้วย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตร และสหกรณ์

ฝ่ายค้านโวมีหมัดน็อกนายกฯ

แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า สำหรับ พล.อ.ประวิตร ถูกเสนอชื่อโดยพรรคเพื่อชาติ ซึ่งมีนายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ เป็นผู้อภิปราย มีประเด็นเรื่องการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ในกองทัพ ส่วน ร.อ.ธรรมนัส ถูกเสนอชื่อโดยพรรคอนาคตใหม่ มีประเด็นเรื่องของการพัวพันเกี่ยวกับยาเสพติดกระทั่งติดคุกที่ประเทศออสเตรเลีย ขณะที่นายสุริยะ จะถูกอภิปรายกรณีไม่แบน 3 สารพิษ

“เรื่องของการไม่อภิปราย พล.อ.ประวิตร ตั้งแต่แรกไม่ใช่มีการวิ่งเต้นเหมือนที่เป็นข่าว เช่นเดียวกับการใส่ชื่อนายสุริยะ ก็ไม่เกี่ยวกับกรณีแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลบางคนวิ่งเต้นให้มีการอภิปราย และยืนยันว่า ฝ่ายค้านมีหมัดน็อกนายกฯ อย่างแน่นอน เพราะเป็นการกระทำที่มีความผิดตามกฎหมาย” แหล่งข่าว กล่าว

ทั้งนี้ พรรคร่วมฝ่ายค้านจะยื่นญัตติในวันที่ 29 มกราคม นี้ ส่วนจะได้อภิปรายวันไหนขึ้นอยู่กับรัฐบาล

พท. หยันรัฐบาลขาสั่นผวาขึ้นเขียง

ด้านนายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า หลังเกิดกระแสต่างๆ ก็ได้สื่อสารพูดคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน ในระดับหัวหน้าพรรคโดยตลอด ทุกคนยังมั่นใจในพรรคเพื่อไทยที่เป็นพรรคใหญ่ว่าจะคอยทำหน้าที่ประสานงานให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้มีประสิทธิภาพสูงสุด หัวหน้าพรรคร่วมฝ่ายค้านมีทั้งคนใหม่ที่มีวิสัยทัศน์ และคนเก่าที่มีเครดิต มีประสบการณ์ เข้าใจบริบทการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นเวทีการสังหารทางการเมือง สำหรับรัฐมนตรีที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จึงเกิดขบวนการดิสเครดิต ให้เกิดความหวาดระแวง แต่ไม่ทำให้มีปัญหาใดๆ เพราะในระดับหัวหน้าพรรคคุยกันอย่างเปิดเผยโปร่งใส และมีความหนักแน่นสามัคคีกันดี โดยจะเห็นได้ว่างูเห่าที่ออกมาก่อนหน้านี้ มีแต่งูตัวไม่ใหญ่ ประเภทงูเขียวหางไหม้ ไม่มีอนาคอนดาอะไร ทั้งนี้ ข่าวที่ออกมา หวังผลแต่ไม่เกิดผล ทุกคนมีประสบการณ์ รู้อยู่แล้วว่าจะมีอะไรอย่างนี้ จนเชื่อได้ว่าข่าวคงออกมาจากซีกรัฐบาล ที่ต้องถูกมองว่าเป็นจำเลยหลัก เพราะการทำให้ฝ่ายค้านเสียเครดิต ก็เท่ากับรัฐบาลผู้ที่จะถูกอภิปรายได้ประโยชน์

“เท่าที่เราได้รับทราบ ตอนนี้หลายคนในรัฐบาลปากกล้าขาสั่น มีความพยายามที่จะเจาะล้วงข้อมูลว่า มีรัฐมนตรีคนใดจะถูกอภิปรายบ้าง และทุกคนก็พยายามเอาตัวรอด ไม่อยากให้โดนตัวเอง แต่การจะอภิปรายหรือไม่อภิปรายใคร ก็ไม่ได้ตัดสินตามอำเภอใจของใคร และมีหลักการในการพิจารณาว่ารัฐมนตรีมีวิสัยทัศน์ ความสามารถในการบริหารแผ่นดินให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนหรือไม่ หรือสร้างความเสียหายจากการบริหารราชการ ตลอดจนพฤติการณ์แสวงหา หรือเอื้อประโยชน์ตัวเองและพวกพ้องในทางมิชอบ ซึ่งต้องพิจารณาพฤติกรรมการกระทำต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งก่อนหน้าและย้อนหลังด้วย” นายภูมิธรรม กล่าว

“ธนกร” เหน็บเฉลิม “ละครหลังข่าว”

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงกรณีที่ นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวโจมตี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่สามารถแก้ปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ได้ และระบุด้วยว่าอย่าเป็นเลยนายกฯ ว่า เข้าใจว่านายอนุสรณ์อยากเป็นข่าวรายวัน จึงออกมาโจมตี พล.อ.ประยุทธ์ ในทุกเรื่อง ในสายตานายอนุสรณ์ นายกฯ ทำอะไรก็ผิดไปหมด ไม่อยากจะพูดว่าหายใจยังผิดเลย ส่วนกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานกรรมการกิจการพิเศษ พรรคเพื่อไทย ระบุว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้รัฐบาลกลัวเงา ร.ต.อ.เฉลิม จึงต้องขย่มนั้น ด้วยความเคารพผู้อาวุโส แต่มองว่า ร.ต.อ.เฉลิม สำคัญผิด รัฐบาลไม่ได้กลัวการตรวจสอบเพราะไม่ได้ทำอะไรผิด จึงไม่เคยกลัว ร.ต.อ.เฉลิม

“วันนี้ ร.ต.อ.เฉลิม เปรียบเสมือนรถไฟเที่ยวสุดท้ายแล้ว เข้าใจว่าต้องแสดงบทบาทให้นายใหญ่เห็น แต่ต่างคนต่างทำหน้าที่ดีกว่า วันนี้เห็นโหมโรงทุกวันเหมือนกับโปรโมทละครหลังข่าว แต่เท่าที่เห็นข้อมูลล้วนเป็นเรื่องเก่าที่ไม่ได้เกิดในรัฐบาลชุดนี้ จึงหวังว่าการอภิปรายครั้งนี้ฝ่ายค้านจะเน้นเนื้อหาสาระ ข้อมูลหลักฐานมานำเสนอ เพื่อให้ประชาชนตัดสิน ไม่เน้นวาทกรรมหรือสาดโคลนใส่กัน เพราะจะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลยกับประชาชน” นายธนกร กล่าว

ฉาวอีก ส.ส. ภูมิใจไทย เสียบบัตรอีก

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำให้สภาผู้เทนราษฎรสะเทือนไปทั่วหลังจากที่ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีต ส.ส.พัทลุง โยนระเบิดลูกใหญ่ออกมาแฉโดยอ้างข้อมูลการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกันกรณีของ นายฉลอง เทอดวีระพงศ์ ส.ส.พัทลุง และนางนาที รัชกิจประการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) มีชื่อปรากฏในการลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในห้องประชุมช่วงที่มีการลงมติ ล่าสุดดูเหมือนว่ายิ่งสาวยิ่งลึก เนื่องจากมีรายงานว่า มี ส.ส. ภูมิใจไทย เสียบบัตรแทนกันอีก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โลกโซเชียลมีเดียได้มีการเผยแพร่คลิปจากสื่อมวลชนช่องหนึ่งอ้างว่า เป็นเหตุการณ์การลงมติในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ซึ่งปรากฏคลิปภาพ ส.ส. ภูมิใจไทย คนหนึ่งถือบัตรลงคะแนนในมือมากกว่าหนึ่งใบ ก่อนที่จะเสียบบัตรลงคะแนนเข้าไปในเครื่องลงคะแนนมากกว่าหนึ่งครั้ง โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการลงมติเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2563 ซึ่งข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรต้องตรวจสอบกันต่อไป

ขณะเดียวกันยังมีภาพเป็นคลิปเหตุการณ์วันที่ 10 มกราคม 2563 ของ ส.ส. หญิงคนหนึ่ง ที่อ้างว่าจากพรรคพลังประชารัฐ วางบัตรลงคะแนนบนโต๊ะ 2 ใบ ก่อนจะหยิบบัตรลงคะแนนบนโต๊ะทั้ง 2 ใบ เสียบเข้าไปในเครื่องลงคะแนนมากกว่า 1 ครั้ง ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า เป็นพฤติกรรมการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกันหรือไม่

“นิพิฏฐ์” แนะ ภท. ต้องตัดใจเสียอวัยวะ

ด้านนายนิพิฏฐ์แถลงข่าวถึงกรณีที่ ส.ส. พรรคภูมิใจไทย ไม่ได้อยู่ในที่ประชุม แต่ปรากฏชื่อในการลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2563 ว่า มาแถลงความจริงว่ากระบวนการตราร่างกฎหมายไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญท่านั้น ส่วน ส.ส. จะดำเนินการอย่างไรก็แล้วแต่ ส.ส. เพราะไม่มีสิทธิ์ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่ต้องการขอแถลงข้อเท็จจริงต่อประชาชน ไม่เพียงแต่จะทำให้ร่างพระราชบัญญัติไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และเจ้าของบัตรอาจมีความรับผิดทางอาญา เนื่องจากรู้เห็นเป็นใจให้บุคคลอื่นใช้สิทธิ์แทน

นายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า ส่วนตัวกำลังพยายามคิดช่วยอยู่ว่า จะให้ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ไม่เป็นโมฆะ แต่พรรคภูมิใจไทยต้องยอมเสียอวัยวะเพื่อรักษาร่างกาย โดยทั้งนางนาทีและนายฉลอง ต้องยอมรับสารภาพว่าไม่ได้กดบัตรลงคะแนนด้วยตัวเองในมาตราใดบ้าง เพื่อที่จะให้ศาลรัฐธรรมนูญแยกการพิจารณาออกมาได้ และเพื่อไม่ให้กระทบเสียงส่วนใหญ่ของการพิจารณางบประมาณ แต่หากทั้งสองคนไม่ยอมรับเท่ากับว่าจะเป็นไปในแนวทางที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยแล้ว

ปชป. เชื่อ ภท. ไม่โมโหปมนิพิฏฐ์แฉ

ส่วนนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณีนายนิพิฏฐ์ออกมาเปิดเผยว่ามี ส.ส. พรรคภูมิใจไทย เสียบบัตรแทนกัน ว่า เพิ่งกลับมาจากประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ จ.นราธิวาส ยังไม่รู้เรื่อง ให้เป็นเรื่องสภาผู้แทนราษฎร โดยนายนิพิฏฐ์บอกแล้วว่าเป็นคนของประชาชนคนหนึ่งจึงออกมาพูด แต่จะถูกต้องหรือไม่ ต้องตรวจสอบ วันนี้เป็นการพูดของนายนิพิฏฐ์เพียงคนเดียว สภาต้องไปตรวจสอบ ซึ่ง นายชวน หลีกภัย ประธานสภา ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์เมื่อสมาชิกออกมาทำแบบนี้จะมีมาตรการอย่างไร นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ทั้งหมดต้องไปดูข้อเท็จจริงก่อน เพราะต้องให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย คิดว่าสภาดำเนินการอยู่แล้ว ส่วนพรรคภูมิใจไทยจะโมโหพรรคประชาธิปัตย์ที่ออกมาทำแบบนี้หรือไม่นั้น ไม่หรอก คิดว่าไม่เกี่ยว เป็นงานของสภา ก็ให้สภาดำเนินการ ขอให้รอดู

“วิปรัฐบาล” เข้าชื่อ 90 ส.ส. ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ

เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เวลา 14.00 น. นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) แถลงผลประชุมวิปรัฐบาลกรณีการเสียบบัตรแทนกันว่า ที่ประชุมมีมติส่งเรื่องให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 โดยมี ส.ส. ฟากรัฐบาลเข้าชื่อทั้งหมด 90 คน สืบเนื่องจากกรณี ส.ส. ลืมบัตรอิเล็กทรอนิกส์แสดงตนไว้ในสภา และมีการแสดงตนออกเสียงลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ในขณะที่ไม่ได้อยู่ในที่ประชุมสภา จึงเห็นว่ากระบวนการตราร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2563 อาจมีกระบวนการตราขึ้นโดยมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

“เพื่อให้ร่าง พ.ร.บ.เป็นไปด้วยความถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ และข้อบังคับการประชุมจึงต้องขอส่งเรื่องไปยังประธานสภา เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในประเด็นดังต่อไปนี้ 1. กระบวนการตราร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2563 ขัดหรือแย้งกับหลักการออกเสียงการลงคะแนนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 120 หรือไม่ 2. หากขัดรัฐธรรมนูญตามมาตรา 120 จะถือว่าร่าง พ.ร.บ.ตกไปทั้งฉบับ หรือเฉพาะมาตราที่ได้มีการใช้บัตรแสดงตน และลงมติแทนผู้อื่น และกรณีนี้จะถือว่าสภาพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2563 ไม่แล้วเสร็จภายใน 105 วัน ตามมาตรา 143 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ และ 3. หากร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2563 ตกไปทั้งฉบับ หรือเฉพาะมาตราที่มีการใช้บัตรแสดงตน และมีการลงมติแทนผู้อื่น จะต้องดำเนินการในแต่ละกรณีอย่างไร” นายวิรัช กล่าว

เมื่อถามอีกว่า กรณีการเสียบบัตรแทนกันล่าสุดปรากฏภาพ ส.ส. พรรคพลังประชารัฐ ด้วย นายวิรัช กล่าวว่า ยังไม่เห็น และยังไม่รู้ว่าเป็นการลงมติในเรื่องใด เมื่อใด ซึ่งต้องไปตรวจสอบให้ชัดเจน ทั้งนี้ขอย้ำว่า ในการประชุม ส.ส. พรรคพลังประชารัฐ ย้ำเรื่องนี้ไปแล้วว่าขอให้ ส.ส. อยู่ในที่ประชุมตลอด ส่วนที่ถามว่า เหตุใดวิปรัฐบาลจึงรีบเร่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความนั้น เนื่องจากมีระยะเวลาหลังจากที่ ส.ว. พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ เสร็จแล้ว เรื่องจะอยู่ที่ประธานสภา 3 วัน ถ้าไม่มีข้อท้วงติงต้องส่งให้ฝ่ายบริหาร ซึ่งต้องรอเวลา 3 วันก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เมื่อมีกรณีเกิดขึ้นเราก็ต้องเร่งดำเนินการ
“ฝ่ายค้าน” เอาด้วยยื่นศาลวินิจฉัย

เมื่อเวลา 16.00 น. ที่ รัฐสภา นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส. น่าน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านได้ร่วมกันลงชื่อทั้งหมด 84 คน เพื่อยื่นประธานสภาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามมาตรา 148 (1) ว่าร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 63 ตราขึ้นชอบด้วยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งเรามีข้อเท็จจริงอ้างอิงชัดเจนว่า นายฉลอง เทอดวีระพงศ์ ส.ส. พัทลุง พรรคภูมิใจไทย มีชื่อลงคะแนนเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ตั้งแต่มาตรา 31 เป็นต้นไป จนถึงวาระที่ 3 แต่ขณะที่มีการลงคะแนนปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าเจ้าตัวไม่ได้อยู่ในที่ประชุม

ทำให้เห็นว่า ในกระบวนการตรากฎหมายน่าจะไม่ชอบด้วยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ สิ่งที่ร้องหลักฐานมีความชัดเจน เพราะการทำหน้าที่ของ ส.ส. ตามมาตรา 114 จะต้องไม่อยู่ภายใต้อาณัติมอบหมาย หรือครอบงำใดๆ ฉะนั้น การที่มีคนเอาบัตร ส.ส. คนหนึ่งไปลงคะแนน ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญในส่วนนี้ ที่สำคัญคือ รัฐธรรมนูญมาตรา 115 เราปฏิญาณตนว่าจะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์สุจริต ประกอบกับรัฐธรรมนูญมาตรา 120 ที่บัญญัติเกี่ยวกับการออกเสียงลงคะแนนว่า 1 เสียง ต้องเป็น 1 สิทธิ์ จะลงคะแนนแทนกันไม่ได้ เหล่านี้เป็นมูลเหตุให้นำมาประกอบคำร้องดังกล่าว

เมื่อถามว่า จะแตกต่างกับที่ทางรัฐบาลยื่นให้พิจารณาในมาตรา 120 อย่างไร นพ.ชลน่าน กล่าวว่า แตกต่างจากคำร้องของฝ่ายรัฐบาลที่ยื่นไป โดยรัฐบาลยื่นในส่วนของการออกเสียงแทนกันในการลงคะแนน แต่ของเราเห็นว่ากระบวนการตราไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญให้สิทธิ์เราเสนอก่อนที่ประธานสภาจะนำ พ.ร.บ.ที่ผ่านการพิจารณาของสองสภาแล้วให้ นายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ส่วนที่ถามว่า การยื่นศาลรัฐธรรมนูญของฝ่ายค้านนี้จะเป็นเหตุให้ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณเป็นโมฆะหรือตกไปหรือไม่นั้น หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามคำร้องของเราว่ากระบวนการตราไม่ชอบด้วยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ถ้าบทบัญญัตินั้นเป็นสาระสำคัญเป็นอันให้กฎหมายฉบับนั้นตกไป

ภูมิใจไทยสั่งสอบ ฉลอง – นาที

เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ รัฐสภา เกียกกาย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณี ส.ส.พรรคภูมิใจไทยเสียบบัตรแทนกันว่า พรรคได้มีมติตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าวกรณีของนายฉลอง และนางนาที อย่างไรก็ตาม ไม่ทราบว่านายกฯ ไม่พอใจในเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะยังไม่ได้คุยกัน และมีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่าที่พรรคจะต้องทำ แต่เชื่อว่าจะไม่มีปัญหาอะไร

มีรายงานจากที่ประชุม ส.ส. ของพรรคภูมิใจไทยว่า บรรยากาศการประชุมเป็นไปอย่างเคร่งเครียด โดยนายอนุทินได้ตำหนินายฉลองในที่ประชุมที่ไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ พร้อมกำชับว่า อย่าให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก เพราะกว่า ส.ส. แต่ละคนจะได้เข้ามาทำหน้าที่ในสภานั้น เป็นไปอย่างยากลำบาก ขอให้จัดลำดับความสำคัญเรื่องการทำงาน ส่วนกรรมการสอบสวนขอให้ดำเนินการอย่างจริงจัง และหากพบว่า ผิดจริงให้เสนอเรื่องมาที่ตน และยังได้กำชับ ส.ส. ของพรรคว่า อย่าลืมบัตร ให้ดูกรณีที่เกิดขึ้นเป็นตัวอย่าง

“ชวน” รอรัฐสภาเข้าชื่อ 1 ใน 10 ชงศาล

ด้านนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ว่า เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรสรุปรายงานการตรวจสอบกรณีเสียบบัตรเเทนกัน ระหว่างการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 แล้วว่า มีการเสียบบัตรแทนกันจริง และไม่พบว่ามีการเสียบบัตรค้างไว้ข้ามคืน ซึ่งเบื้องต้นมีความเห็นร่วมกันกับฝ่ายเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรว่า ถ้าจะนำร่างกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ต้องไม่มีปัญหา ซึ่งขณะนี้มีเวลาอีก 3 วัน ที่สมาชิกไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของทั้งสองสภาจะสามารถเข้าชื่อเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญ (ศร.) วินิจฉัยได้ภายใน 3 วัน หลังจากวุฒิสภามีมติเห็นชอบ

ส่วน ส.ส. ควรจะเข้าชื่อเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหรือไม่ นายชวนกล่าวว่า ไม่อยากชี้นำเรื่องนี้ เพราะเป็นสิทธิ์ของ ส.ส. ที่จะเข้าชื่อ ส่วนกรณีเสียบบัตรเเทนกันจะทำให้ร่างกฎหมายตกทั้งฉบับหรือไม่นั้น เคยเกิดขึ้นกรณีพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ ปี 2557 ซึ่งนอกจากการเสียบบัตรแทนกันแล้วยังมีประเด็นอื่นๆ ที่เป็นเหตุให้ร่างกฎหมายไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งกรณีร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2563 ต้องพิจารณาที่ข้อเท็จจริง และควรทำเรื่องให้ชัดเจน ดีกว่าปล่อยให้เคลือบแคลงสงสัย

“วิษณุ” ชี้ ปม เสียบบัตร ไม่ทำเสียหาย

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเสียบบัตรลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ของสมาชิกพรรคภูมิใจไทย โดยที่เจ้าตัวไม่ได้อยู่ในห้องประชุมสภา ซึ่งอาจทำให้ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณมีความล่าช้า หากยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ว่า ยังไม่ทราบ รอให้เขาตรวจสอบให้ชัดเจนก่อน แต่ยอมรับว่าก่อนประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้คุยกับนายกรัฐมนตรีเป็นการส่วนตัวถึงเรื่องนี้ เป็นการพูดกันแบบไม่ได้เป็นทางการ เพราะต่างคนต่างไม่รู้ข้อเท็จจริง ตอนนี้รอให้ข้อเท็จจริงชัดเจนก่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความเป็นห่วงกันว่าจะทำให้ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 มีความล่าช้าออกไปด้วย นายวิษณุ กล่าวว่า กระทบต่อร่าง พ.ร.บ.งบประมาณที่ทำให้ล่าช้า แต่ไม่คิดว่าผลจะกระทบจนทำให้เกิดความเสียหายอะไร แค่ล่าช้าเท่านั้น และหากร้องต่อศาล ก็ต้องรอ ซึ่งความช้านั้นมีแน่ และเราได้คิดเอาไว้แล้วว่าถ้าช้าเราจะทำอย่างไร แต่ยังบอกไม่ได้ รอให้มีความชัดเจนก่อน

โฆษกรัฐเชื่อไม่ลามน้ำผึ้งหยดเดียว

ส่วนนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 21 มกราคม ไม่ได้มีการหารือกันถึงเรื่องร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ส่วนที่มีข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ หารือกันถึงเรื่องนี้อย่างเคร่งเครียดนั้น ไม่ทราบ

ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นห่วงเรื่องว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณจะเป็นโมฆะหรือไม่ นางนฤมล กล่าวว่า คงเป็นเรื่องของสภา ที่นายชวนให้กรอบมาแล้วว่าจะดำเนินการอะไร อย่างไร และอย่างที่ นายกฯ ระบุว่ารัฐบาลเป็นฝ่ายบริหาร คงไม่ก้าวล่วงฝ่ายนิติบัญญัติ ผลเป็นอย่างไรเราให้ความเคารพ ฝ่ายนิติบัญญัติสามารถตรวจสอบรัฐบาลได้

“4 งูเห่ารอด” อนค. แจ้ง กกต. ปมมติขับไล่

ด้านความคืบหน้ากรณีที่นายทะเบียนพรรคการเมืองมีหนังสือสอบถามไปยังพรรคอนาคตใหม่ กรณีมีมติขับ 4 ส.ส. คือ นางศรีนวล บุญลือ ส.ส. เชียงใหม่ พ.ต.ท.ฐนภัทร กิตติวงศา ส.ส. จันทบุรี นายจารึก ศรีอ่อน ส.ส. จันทบุรี และ น.ส.กวินนาถ ตาคีย์ ส.ส. ชลบุรี ว่าองค์ประชุมของที่ประชุมใหญ่วิสามัญสมาชิกพรรคอนาคตใหม่วันที่ 16 ธันวาคม 2562 ถูกต้องตามข้อบังคับพรรคและกฎหมายหรือไม่นั้น

ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้รับหนังสือแจ้งจากพรรคอนาคตใหม่ที่ส่งมาทางไปรษณีย์เรียบร้อยแล้ว โดยแจ้งว่าองค์ประชุมและมติขับถูกต้องตามข้อบังคับพรรคและกฎหมาย ซึ่งการแจ้งยืนยันมติดังกล่าวของพรรคอนาคตใหม่นั้น ทำให้มติขับ 4 ส.ส. ดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม ที่ประชุมร่วมคณะกรรมการบริหารพรรคและ ส.ส. ของพรรคมีมติ โดยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (9) กำหนดให้ ส.ส. ที่ถูกขับพ้นสมาชิกพรรคต้องหาพรรคการเมืองใหม่สังกัดภายใน 30 วัน เพื่อไม่ให้เกิดการสิ้นสภาพ ส.ส. ซึ่งทำให้การที่ น.ส.กวินนาถ และนายจารึก ที่สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคพลังท้องถิ่นไทตั้งแต่ช่วง 25 ธันวาคม 2562 ก่อนที่จะได้มีหนังสือยืนยันจากพรรคอนาคตใหม่ไม่ถือว่าเข้าข่ายเป็นสมาชิกพรรคซ้ำซ้อนขัดมาตรา 26 พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ส่วนนางศรีนวล ให้สัมภาษณ์ว่าได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยแล้วก่อนที่ครบระยะเวลา 30 วันที่กฎหมายกำหนดให้ต้องหาพรรคการเมืองใหม่สังกัด ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างจัดการเรื่องเอกสารต่างๆ และขณะนี้ได้มีการรายงานตัวต่อสภาผู้แทนราษฎรแล้ว

“ปิยบุตร” หยัน ยุบพรรค มิใช่ประชาธิปไตย

วันเดียวกัน นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว “Piyabutr Saengkanokkul – ปิยบุตร แสงกนกกุล” ระบุว่า สมาชิกพรรคอนาคตใหม่และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคอนาคตใหม่ยังคงยืนยันเดินหน้าทำงานการเมืองอย่างสร้างสรรค์ต่อไป เชื่อว่าขบวนการร้องเรียนกันไปมายุบพรรคแบบนี้ ไม่ได้เกิดประโยชน์ต่อประชาธิปไตยในประเทศไทย ขอให้ยุติกระบวนการนักร้องการร้องยุบพรรคกันเถอะ ยุติกระบวนการนิติสงครามแล้วเดินหน้ามาทำงานด้วยกัน

“แม้วันนี้คำร้องยุบพรรคของ นายณฐพร โตประยูร จะถูกยกออกไป แต่ยังมีกระบวนการร้องยุบพรรคที่ต้องการทำลายพรรคอนาคตใหม่อยู่ พวกเราเชื่อมั่นว่าการยุบพรรคก็ดี กระบวนการนิติสงครามก็ดี มิใช่หนทางที่ทำให้ระบอบประชาธิปไตยยั่งยืนได้ เราเชื่อว่ามีแต่การเปิดพื้นที่ทางการเมืองใหม่ๆ เปิดพื้นที่ให้คนที่มีความคิดแตกต่างหลากหลายเข้ามาต่อสู้กันในระบอบรัฐสภา เข้ามาต่อสู้กันในกระบวนการแบบประชาธิปไตยเท่านั้น ถึงจะนำพาประเทศไปสู่อนาคตแบบใหม่ได้” นายปิยบุตร ระบุ

หมอวรงค์แนะธนาธรให้ใจกว้าง

ด้าน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ “ให้เลือกเอา” มีเนื้อหาดังนี้ ให้เลือกเอา หลังจากศาลไม่ยุบพรรคอนาคตใหม่ พวกเราคงได้ฟังนายธนาธรแถลงและโทษการรัฐประหารว่าเป็นสิ่งล้มล้างการปกครองของประเทศ คิดว่าวิธีคิดของนายธนาธรนั้นเป็นปัญหาต่อความสงบสุขของประชาชนไทย นายธนาธรใจกว้างสักนิด อย่าโทษแต่ทหาร เอาเหตุและผลมาพิจารณาก็จะได้รับรู้ว่า ความเลวร้ายของระบอบทักษิณที่ประชาชนต้องออกมานับล้านคนนั้นเป็นต้นเหตุ นำไปสู่การรัฐประหาร ถ้านักการเมืองไม่เลวร้ายขนาดนั้น การรัฐประหารไม่มีทางทำได้

“หากนายธนาธรไม่เปลี่ยนวิธีคิด ขุดการเข่นฆ่าในอดีตของสังคม ทั้งๆ ที่ตนเองยังไม่เกิด แต่เลือกที่จะพูด ไม่ยอมพูดถึงการฆ่าประชาชนที่ตากใบ รวมทั้งการฆ่าตัดตอน 2500 ศพ ต่อให้นายธนาธรมีอำนาจ สังคมก็ไม่สงบสุข นายธนาธรจะช่วยกันดันประเทศเดินไปข้างหน้า หรือจะดึงประเทศย้อนหลังวนเวียนแต่เรื่องเก่าๆ และเป็นปฏิปักษ์ต่อความสงบสุขของประชาชนไทย ให้เลือกเอา #รู้ทันพวกชังชาติ #ปราบลัทธิชังชาติด้วยความจริง” นพ.วรงค์ ระบุ

ณัฏฐพล เรียก กนกวรรณ ถามรุกป่า

วันเดียวกัน นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณี นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ จากพรรคภูมิใจไทย ถูกกล่าวหาว่าบุกรุกป่าสงวนว่า ได้เรียกนางกนกวรรณมาสอบถามถึงที่มาที่ไปของเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วว่าเป็นอย่างไร โดยนางกนกวรรณยืนยันว่าพื้นที่ทั้งหมดเป็นพื้นที่ที่มีโฉนดทั้งหมด ก็ให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูแลตามขบวนการของกฏหมายต่างๆ ซึ่งนางกนกวรรณเองก็บอกแล้วว่าเลือกทำสิ่งที่ถูกต้อง และพร้อมจะตอบสังคม และเรื่องนี้ยังไม่กระทบกับตำแหน่ง รมช.ศึกษาธิการ ของนางกนกวรรณด้วย

“เสรีพิศุทธ์” ลั่นลุยสอบที่ดิน ปารีณา

ที่ รัฐสภา พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุม กมธ. ถึงกรณีปัญหาความวุ่นวายในการประชุม กมธ.ว่า ในวันนี้จะสอบว่าที่ดินของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เพราะเกรงว่าเจ้าหน้าที่จะปฏิบัติหน้าที่มิชอบ วันนี้ทาง กมธ. ได้เชิญเลขาธิการ ส.ป.ก. เข้ามาชี้แจง และยืนยันว่าไม่เคยทะเลาะกับใคร และไม่คิดว่าจะทำให้ภาพลักษณ์ของสภาผู้แทนราษฎรเสียหาย เพราะเป็นเรื่องของ ส.ส. แค่ 1 – 2 คนเท่านั้นเอง ทุกคนไม่ได้เป็นอย่างนี้

ปารีณา แจงโต้เถียงในไลน์ปกติ

ขณะที่ น.ส.ปารีณา ชี้แจงกรณีคลิปที่มีวิวาทะกับผู้ประกอบกิจการโรงงานอาหารสัตว์ ว่า เจ้าของกิจการเป็นชาวกาญจนบุรีที่มาแต่งงานอยู่ใน จ.ราชบุรี แต่มีเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้านในพื้นที่ว่ามีปัญหาเรื่องเสียง กลิ่น จึงไม่อยากให้สร้างโรงงาน ซึ่งเป็นปัญหามานานแล้ว และมีการต่อต้านมาตลอด มีการด่าทอ และทำร้ายร่างกาย แต่เพิ่งจะมาเป็นข่าว ขณะที่ทางอุตสาหกรรมจังหวัดเองก็ยืนยันว่าสามารถตั้งโรงงานได้โดยไม่ต้องทำประชาพิจารณ์

ส่วนกรณีไลน์หลุดที่วิจารณ์ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ นั้น น.ส.ปารีณา กล่าวว่า ไม่มีการเคลียร์ใจ และยังไม่ได้คุยกับ ร.อ.ธรรมนัส แต่ยืนยันว่าไม่ได้ขอให้ช่วยเหลืออะไร เป็นการโต้แย้งในกลุ่มไลน์ปกติ โต้แย้งกันหลายครั้ง และไม่เกี่ยวข้องกับที่ดินยืนยันว่า ไม่มีรอยร้าวในการทำงาน ตัวเองเป็นผู้น้อยไม่อาจมีข้อขัดแย้งกับผู้ใหญ่ อีกทั้งคดีที่ดิน ส.ป.ก. นั้น ทางพรรคพลังประชารัฐได้ส่ง นายทศพล เพ็งส้ม มาดูแลเรื่องกฎหมายให้ เพราะที่ผ่านมาไม่กล้าพูดกล้าทำอะไร เนื่องจากกังวล และไม่รู้ข้อกฎหมาย

ยื่น กมธ.ป.ป.ช.สอบ รถ – เรือ ฉาว สตม. พิรุธเข้าข่ายทุจริต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/412182?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

ยื่น กมธ.ป.ป.ช.สอบ รถ – เรือ ฉาว สตม. พิรุธเข้าข่ายทุจริต

22 มกราคม 2563 – 19:24 น.
สตม,รถตรวจการณ์อัจฉริยะ,เรือตรวจการณ์
เปิดอ่าน 784 ครั้ง

ยื่นสภาตรวจสอบ รถอัจฉริยะ – เรือตรวจการณ์ สตม. มูลค่ากว่า 1,200 ล้าน เข้าข่ายทุจริต – ประพฤติมิชอบ

เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2563  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวิรุฬห์ชล วารวงค์ อายุ 27 ปี ชาวสมุทรสาคร ระบุว่า ได้ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบการจัดซื้อรถยนต์ไฟฟ้าตรวจการณ์อัจฉริยะ (SMART PATROL CAR : SPC) และการจัดซื้อเรือยนต์ตรวจการณ์เพิ่มประสิทธิภาพงานตรวจคนเข้าเมือง พร้อมด้วยเอกสารหลักฐาน คือ 1. สัญญาซื้อขายเรือยนต์ตรวจการณ์เพิ่มประสิทธิภาพงานตรวจคนเข้าเมือง 2. สัญญาซื้อขายรถยนต์ไฟฟ้าตรวจการอัจฉริยะ และ 3. ภาพถ่ายประกอบ

นายวิรุฬห์ชล กล่าวว่า เมื่อปี 2560 สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีโครงการจัดซื้อรถยนต์ไฟฟ้าตรวจการณ์ยี่ห้อบีเอ็มดับเบิลยู พร้อมติดตั้งระบบเทคโนโลยีต่างๆ จำนวน 260 คัน วงเงินงบประมาณจำนวน 900 ล้านบาท โดยรถยนต์ดังกล่าวจะวิ่งได้ระยะ 200 กิโลเมตรต่อการชาร์จประจุไฟฟ้า 1 ครั้ง และใช้เวลาในการชาร์จประจุไฟฟ้า 1 ครั้ง ประมาณ 6 ชั่วโมง ประกอบกับปัจจุบันสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังไม่มีสถานที่ไว้สำหรับชาร์จประจุไฟฟ้าของรถยนต์ดังกล่าว ส่อไปในทางที่ว่าโครงการจัดซื้อรถยนต์ไฟฟ้าดังกล่าวไม่สามารถใช้งานได้จริงอันเป็นการกระทำที่ทำให้รัฐต้องเสียหายและเป็นการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ

นอกจากนี้ในปี 2561 สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีโครงการจัดซื้อเรือยนต์ตรวจการณ์เพิ่มประสิทธิภาพงานตรวจคนเข้าเมืองจำนวน 27 ลำ งบประมาณรวม 348,100,500 บาท วัตถุประสงค์ที่อ้างเป็นเหตุผลในการจัดซื้อคือเพื่อใช้ตรวจการณ์บริเวณชายแดนเน้นชายแดนด้านที่ติดน้ำ ซึ่งไม่เหมาะสมตรงตามภารกิจเพราะการตรวจลำน้ำหรือผลักดันคนเข้าเมืองผิดกฎหมายทางน้ำก็สามารถประสานกับกองบังคับการตำรวจน้ำ ซึ่งมีเรือและยุทโธปกรณ์ครบถ้วนกว่า นอกจากนี้ โครงการจัดซื้อดังกล่าวดำเนินการโดยสำนักงานส่งกำลังบำรุง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ใช้งบประมาณจากเงินค่าธรรมเนียมที่เก็บตามด่านตรวจคนเข้าเมืองมาใช้ในการจัดซื้อ จึงอยากให้ กมธ. ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวว่ามีความโปร่งใสหรือไม่อย่างไร

สภาฯ​ ตั้ง กมธ. แก้ปัญหา PM 2.5 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/412174?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

สภาฯ​ ตั้ง กมธ. แก้ปัญหา PM 2.5

22 มกราคม 2563 – 18:54 น.
ฝุ่นละอองขนาดเล็ก,พีเอ็ม 25,ชวน หลีกภัย
เปิดอ่าน 114 ครั้ง

ส.ส. เสนอตั้งหน่วยงานบูรณาการงานร่วมกัน อาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน

รัฐสภา 22 มกราคม 2563  ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ต่อการพิจารณาญัตติด่วน เพื่อขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ ศึกษาแนวทางแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม 2.5 อย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นญัตติด่วนที่ ส.ส. เห็นร่วมกันให้สภาฯ ยกมาพิจารณาทันทีโดยไม่เรียงลำดับตามวาระ

ทั้งนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ ฐานะประธานที่ประชุม แจ้งต่อที่ประชุมว่ามีผู้เสนอญัตติดังกล่าวรวม 11 ญัตติ จึงให้พิจารณาร่วมกัน ซึ่งไม่มี ส.ส. เห็นคัดค้าน ทำให้การเสนอญัตติดังกล่าวเพื่อตั้ง กมธ. วิสามัญ เป็นไปอย่างเอกฉันท์

ขณะที่การอภิปรายของ ส.ส. ได้แสดงความเห็นอย่างหลากหลาย และมีประเด็นสำคัญคือ รัฐบาลต้องใช้ความร่วมมือกับหลายภาคส่วน รวมถึงภาคชุมชนเพื่อให้ความร่วมมือ รวมถึงกำหนดให้เป็นมาตรการที่ต้องบูรณาการงานร่วมกันเพื่อคลี่คลายปัญหาอย่างเป็นระบบและทันท่วงที ขณะเดียวกันรัฐบาลต้องเน้นการให้ข่าวสาร ทั้งการ แจ้งเตือน , แจ้งข่าวสาร ไปยังประชาชนทั่วทุกพื้นที่เมื่อเกิดปัญหาเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ต่อการแก้ปัญหาฝุ่นพิษที่กระทบต่อสุขภาพประชาชน

นอกจากนั้น ยังมีข้อเสนอให้ตั้งหน่วยงานกลางเพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกัน เนื่องจากมองว่าการแก้ปัญหาปัจจุบัน พบการแยกส่วน และทำโดยไม่มีอำนาจ เช่น ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สั่งหยุดการเรียนการสอนโรงเรียนสังกัด กทม. ทุกแห่ง ทั้งที่บางพื้นที่พบค่าฝุ่นละออง ที่ไม่เกินมาตรฐาน เช่น เขตหนองจอก ,​ เขตมีนบุรี เป็นต้น

อ่านข่าว – มติ ครม. ใช้ยาแรงแก้ปัญหาฝุ่นละออง

อนค. แจ้ง กกต.แล้วขับ 4 งูเห่าถูกต้อง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/412170?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

อนค. แจ้ง กกต.แล้วขับ 4 งูเห่าถูกต้อง

22 มกราคม 2563 – 18:32 น.
ศรีนวล บุญลือ,ฐนภัทร กิตติวงศา,จารึก ศรีอ่อน,กวินนาถ ตาคีย์,พรรคอนาคตใหม่,อนค
เปิดอ่าน 1,216 ครั้ง

อนค. แจง กกต. เป็นทางการ องค์ประชุมขับ 4 ส.ส. ครบ มติขับพ้นพรรคถูกต้องตาม ก.ม.

เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2563  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่นายทะเบียนพรรคการเมืองได้มีการหนังสือสอบถามไปยัง พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) กรณีมีมติขับ 4 ส.ส. คือ นางศรีนวล บุญลือ ส.ส. เชียงใหม่ พ.ต.ท.ฐนภัทร กิตติวงศา ส.ส. จันทบุรี นายจารึก ศรีอ่อน ส.ส. จันทบุรี และ น.ส.กวินนาถ ตาคีย์ ส.ส. ชลบุรี ว่า

องค์ประชุมของที่ประชุมใหญ่วิสามัญสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2562 และมติที่ประชุมร่วมคณะกรรมการบริหารพรรค และ ส.ส. ของพรรค เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2562 ที่ขับทั้ง 4 คน พ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคถูกต้องตามข้อบังคับพรรคและกฎหมายหรือไม่ ตามที่นางศรีนวลได้ยื่นคำร้องต่อ กกต. นั้น ขณะนี้สำนักงาน กกต. ได้รับหนังสือแจ้งจากพรรคอนาคตใหม่ที่ส่งมาทางไปรษณีย์เรียบร้อยแล้ว โดยแจ้งว่า องค์ประชุมและมติขับถูกต้องตามข้อบังคับพรรคและกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การแจ้งยืนยันมติขับสมาชิกพรรคทั้ง 4 คน ของพรรคอนาคตใหม่ เป็นผลให้มติขับ 4 ส.ส. มีผลนับตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2562 ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (9) กำหนดให้ ส.ส. ที่ถูกขับพ้นสมาชิกพรรคต้องหาพรรคการเมืองใหม่สังกัดภายใน 30 วัน เพื่อไม่ให้เกิดการสิ้นสภาพ ส.ส. ซึ่งทำให้การที่ น.ส.กวินนาถ และนายจารึก ที่สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคพลังท้องถิ่นไทย ตั้งแต่ช่วง 25 ธันวาคม ไม่ถือว่าเป็นสมาชิกพรรคการเมืองซ้ำซ้อนขัดมาตรา 26 พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง

ขณะที่ นางศรีนวล ให้สัมภาษณ์ว่า ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) แล้วก่อนที่ครบระยะเวลา 30 วันที่กฎหมายกำหนดให้ต้องหาพรรคการเมืองใหม่สังกัด ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างจัดการเรื่องเอกสารต่างๆ และได้รายงานตัวต่อสภาผู้แทนราษฎรแล้ว

อ่านข่าว – แดงอาฆาต ฟาด ศรีนวล ป่วน บุญเลิศ

เอาด้วย 84 ส.ส. ฝ่ายค้าน ยื่นร้องร่าง ก.ม.งบฯ 63 โมฆะ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/412151?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

22 มกราคม 2563 – 17:05 น.
อนุดิษฐ์ นาครทรรพ,พรรคเพื่อไทย,พท,ชลน่าน ศรีแก้ว
เปิดอ่าน 211 ครั้ง

84 ส.ส. ฝ่ายค้าน ยื่นศาลรัฐธรรมนูญร้องร่าง ก.ม.งบฯ 63 โมฆะ ปมใช้สิทธิ์เกินหนึ่งเสียง ปัดหวังผลรัฐบาลลาออก – ยุบสภา

คลิปที่ 1

รัฐสภา 22 มกราคม 2563  น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส. กทม.​ และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) พร้อมด้วย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส. น่าน พรรคเพื่อไทย แถลงต่อประเด็นที่ ส.ส. พรรคร่วมฝ่ายค้าน 84 คน เข้าชื่อเพื่อยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ (ศร.) ผ่าน นายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ ให้วินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ประจำปี 2563 ตราขึ้นโดยชอบรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 หรือไม่ หลังพบกรณีที่ ส.ส. ใช้สิทธิ์ออกเสียงแทนกันระหว่างการพิจารณา

คลิปที่ 2

โดย นพ.ชลน่าน แถลงว่า กรณีดังกล่าวเป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่ ส.ส. มีสิทธิ์เข้าชื่อเพื่อส่งเรื่องต่อศาลให้พิจารณาต่อกระบวนการตราร่างกฎหมายว่าชอบหรือไม่ ซึ่งกรณีที่เกิดขึ้นอาจขัดต่อหลักการปฏิบัติหน้าที่ฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทยและใช้สิทธิ์เกิน 1 เสียงที่แต่ละคนได้รับ ตามรัฐธรรมนูญกำหนด อย่างไรก็ตาม หากศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาและวินิจฉัยว่ากระบวนการตรากฎหมายไม่ชอบ จะทำให้ร่างกฎหมายนั้นต้องตกไปทั้งฉบับ

“ในประเด็นที่จะเกิดขึ้นหลังคำวินิจฉัยหากให้ร่าง พ.ร.บ.งบฯ 63 ตราไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะทำให้ร่างกฎหมายนั้นเป็มโมฆะ แต่ความรับผิดชอบที่เกิดขึ้นกับรัฐบาลนั้นไม่ใช่การลาออก หรือยุบสภาฯ เพราะไม่ใช่เป็นกรณีที่สภาฯ ไม่ให้ความเห็นชอบกับเนื้อหา แต่เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องระหว่างกระบวนการตราร่างกฎหมาย จึงถือว่าเป็นความผิดเฉพาะบุคคล ที่ต้องตรวจสอบ อย่างไรก็ดีผมยอมรับว่า การให้บุคคลอื่นใช้สิทธิ์แทนตัว โดยไม่ทราบว่าบุคคลใดใช้สิทธิ์ออกเสียงเป็นเรื่องใหม่ ที่ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่เคยมีคำวินิจฉัยไว้” นพ.ชลน่าน กล่าว

นพ.ชลน่าน แถลงด้วยว่า ส่วนกรณีที่มีคำร้องจากสภาฯ ไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งส่วนของฝ่ายค้านหรือรัฐบาลนั้นหากเข้าสู่กระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญเชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาแยกเป็นรายประเด็น ส่วนกรณีที่คำร้องของ ส.ส. พรรครัฐบาล ระบุให้ศาลวินิจฉัยระยะเวลาการพิจารณาร่างกฎหมาย ในชั้นของสภาฯ ว่าหากกระบวนการไม่ชอบจะเกินเวลา 105 วันที่สภาฯ ต้องให้ความเห็นชอบนั้นและต้องย้อนกลับไปใช้ร่างกฎหมายฉบับรับหลักการ ตนมองว่าไม่เกี่ยวกัน เพราะกรณีที่เกิดขึ้นนั้น สภาฯ ผ่านการพิจารณาและลงมติวาระสามได้ก่อนครบ 105 วัน ในวันที่ 19 มกราคม เพราะสภาฯ ลงมติวาระสามวันที่ 11 มกราคม

ขณะที่ นอ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า คำร้องที่พรรคฝ่ายค้านยื่นคือเป็นประเด็นว่าร่าง พ.ร.บ.งบฯ 63 จะเป็นโมฆะ เพราะกระบวนการตราไม่ชอบหรือไม่ ส่วนการพิสูจน์ว่าบุคคลใดที่ทำผิดให้บุคคลอื่นเสียบบัตรแทนกันเป็นคนละกระบวนการ ส่วนกรณีที่ปรากฎคลิป ส.ส. เสียบบัตรแทนกันล่าสุด ที่พบว่าเห็นใบหน้าของ ส.ส. ที่กดบัตรแทนคนอื่นนั้น ตนมองว่าถือเป็นการกระทำความผิดที่ชัดเจนและอาจมีโทษอาญาได้

อ่านข่าว – ไร้กล้องวงจรปิด สรศักดิ์ เผยวืดสอบไอ้โม่ง มือกดบัตรแทน

คลิปที่ 3

90 ส.ส.ยื่น 3 ประเด็นศาลรธน.ตีความร่างกม.งบฯ 63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/412121?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

90 ส.ส.ยื่น 3 ประเด็นศาลรธน.ตีความร่างกม.งบฯ 63

22 มกราคม 2563 – 14:33 น.
พรบงบประมาณ,ศาลรัฐธรรมนูญ,สภา,ตีความ,โมฆะ,เข้าชื่อ,ชวน หลีกภัย,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 614 ครั้ง

90 ส.ส.ปัดใบสั่งนายกฯยื่นศาลรธน.ตีความร่างกม.งบฯ 63 ชอบด้วยรธน. วิรัช บอก 3 ประเด็นให้วินิจฉัย

รัฐสภา – 22 มกราคม 2563 –  “90ส.ส.” ปัดใบสั่ง “นายกฯ” ยื่นศาลรธน.ตีความร่างกม.งบฯ63 ชอบด้วยรธน.  “วิรัช” บอกยื่น 3 ประเด็นให้วินิจฉัย พ่วง ส.ส.พิจารณาร่างกม.งบฯ 63 ไม่ทัน 105 วัน ถือว่าร่างกม.นั้นถูกเห็นชอบแล้วหรือไม่ ปัดเห็นคลิปเสียบบัตรของส.ส.รัฐบาล ขอตรวจสอบ

นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิป รัฐบาล) แถลงว่า ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลรวม 90 คน ใช้สิทธิเข้าชื่อตามรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 148 ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ​วินิจฉัยในความชอบของร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท หลังจากที่พบว่ามีส.ส.ใช้สิทธิกดบัตรออกเสียงลงคะแนนแทนกัน

ทั้งนี้ได้ยื่นรายละเอียดให้วินิจฉัยใน 3 ประเด็น  คือ 1.การออกเสียงแทนกันของส.ส.นั้นขัดหรือแย้งต่อหลักการการออกเสียงของส.ส. ตามมาตรา 120 ที่กำหนดให้ส.ส.หนึ่งคนย่อมมีเสียงหนึ่งในการออกเสียงลงคะแนน หรือไม่, 2.หากขัด จะเป็นผลให้ร่าง พ.ร.บ.งบฯ 63 ต้องตกไป ทั้งฉบับหรือเฉพาะมาตราที่พบว่ามีการออกเสียงแทนกัน

ทั้งนี้หากร่างพ.ร.บ.งบฯ 63 ต้องตกไป จะเข้าข่ายว่าสภาฯ พิจารณาร่างพ.ร.บ.งบฯ 63 ไม่แล้วเสร็จภายใน 105 วันนับตั้งแต่วันที่ร่างพ.ร.บ.ส่งมาถึงสภาฯ ตาม มาตรา 143 ระบุไว้หรือไม่ และหากเป็นเช่นนั้นให้ถือว่าสภาฯ เห็นชอบกับร่างพ.ร.บ.งบฯ 63 ใช่หรือไม่

3.หากร่างพ.ร.บ.งบฯ 63 ตกไปทั้งฉบับ จะต้องดำเนินการอย่างไร ตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาลได้ยื่นหนังสือฉบับดังกล่าวต่อนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ เพื่อส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญแล้ว เบื้องต้นคาดว่านายชวน จะส่งเรื่องต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ภายในวันที่ 23 มกราคมนี้ หลังจากตรวจสอบการลงลายมือชื่อของส.ส.ที่ร่วมกันเข้าชื่อแล้วเสร็จ  และแจ้งไปยังพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับทราบเพื่อชะลอการนำร่างกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯ

นายวิรัช กล่าวด้วยว่าสำหรับกรณีที่วิปรัฐบาลลงมติและส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญนั้น เป็นเพราะเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วน โดยเป็นความเห็นร่วมกัน ซึ่งไม่เกี่ยวกับกรณีที่มีกระแสข่าวว่านายกฯ เป็นผู้สั่งการให้วิปรัฐบาลดำเนินการเรื่องดังกล่าวเพื่อคลี่คลายปัญหา

อย่างไรก็ตามตนไม่สามารถตอบได้ว่า หากร่างพ.ร.บ.งบฯ 63 ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่ชอบด้วยกระบวนการออกเสียง รัฐบาลจะต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกหรือไม่ เนื่องจากเป็นเรื่องที่ยังมาไม่ถึง อย่างไรก็ตามตนมองว่าในรัฐธรรมนูญ ยังมีมาตรการ เช่น มาตรา 143 ที่ถือว่าผ่านการบังคับใช้ ซึ่งกรณีที่วิปรัฐบาลยื่นประเด็นดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย นั้นไม่เกี่ยวกับการหาทางออกให้รัฐบาลนำไปใช้เพื่อเลี่ยงการแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก หากกฎหมายสำคัญไม่ผ่านจากสภาฯ

ผู้สื่อข่าวถามถึงคลิปการเสียบบัตรและกดบัตรแทนกันของส.ส.ในพรรคร่วมรัฐบาลซึ่งมีคลิปเผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์และสื่อออนไลน์ ประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบละเอียด ดังนั้นต้องไปตรวจสอบอีกครั้ง เนื่องจากภาพที่ปรากฎนั้นไม่ทราบว่าเป็นการลงมติในร่างกฏหมายหรือ ญัตติ หรือประเด็นใดในที่ประชุมสภา

“ผมยอมรับว่าห้องประชุมจันทรา ที่มีที่นั่งส.ส. เพียง 350 คน ไม่เพียงพอต่อส.ส.ที่มี 500  คน ดังนั้นช่องเสียบบัตรหนึ่งช่องต้องใช้ร่วมกัน จึงจะเห็นภาพที่ส.ส.หนึ่งคน ดึงบัตรเก่าออก และเสียบบัตรใหม่เข้าไปแทน ส่วนการกดบัตรใช้สิทธิออกเสียงนั้นต้องไปตรวจสอบและดูข้อเท็จจริงอีกครั้ง” นายวิรัช กล่าว.

ชวน ปัดชี้นำส.ส.เข้าชื่อศาลรธน.วินิจฉัยร่างงบฯ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/412099?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

ชวน ปัดชี้นำส.ส.เข้าชื่อศาลรธน.วินิจฉัยร่างงบฯ

22 มกราคม 2563 – 12:51 น.
ฉลอง เทอดวีระพงศ์,ชวน หลีกภัย,สุชาติ ตันเจริญ,นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ,เสียบบัตร,สภา,ข่าววันนี้,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 79 ครั้ง

ชวน ปัดชี้นำส.ส.เข้าชื่อศาลรธน.วินิจฉัยความชอบของร่างพ.ร.บ.งบบฯ 63 หลังผลสอบกดบัตรแทนฉลอง ผิดจริง สภาฯ ไม่มีสิทธิชี้ขาดว่าร่างกม. โมฆะหรือไม่เป็นอำนาจศาล

คลิปที่ 1

รัฐสภา 22 มกราคม 2563 “ชวน”แนะเคลียร์ปมเสียบบัตร ทำร่างกม.งบฯ63โมฆะ แต่ไม่ยุส่งให้ ส.ว., ส.ว. เข้าชื่อร้องต่อศาลรธน. บอกอาจทำให้ชะลอใช้ร่างกฎหมาย แต่ดีกว่าส่งร่างกม.เคลือบแคลงทูลเกล้าฯ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่าตนรับทราบรายงานจากนายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาฯ ต่อการตรวจสอบการใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนและกดบัตรแทนนายฉลอง เทอดวีระพงศ์​ ส.ส.พัทลุง พรรคภูมิใจไทย ตามที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะทั้งนี้ผลการตรวจสอบดังกล่าวพบการกดบัตรแทนกันเกิดขึ้นจริง โดยกรณีที่เกิดขึ้นยังพบว่า ส.ส. เสียบบัตรคาไว้ที่เครื่องลงคะแนนจริง และเมื่อเลิกประชุมแล้ว ไม่พบการเสียบบัตรทิ้งไว้ แสดงว่ามีบุคคลที่นำบัตรออกเสียงออกจากเครื่องออกเสียงแล้ว

นายชวน กล่าวด้วยว่าส่วนกระบวนการต่อไปนั้นตามรัฐธรรมนูญกำหนดว่า เมื่อวุฒิสภาลงมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.งบฯ 63 แล้ว เมื่อวันที่ 21 มกราคม ต้องส่งร่างกฎหมายให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อทำตามขั้นตอน คือ รอการยื่นทูลเกล้าฯ ไว้ 5 วัน เผื่อมี  ส.ส.​หรือ ส.ว. หรือสมาชิกรัฐสภารวมกันเข้าชื่อ ไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบของเนื้อหา ซึ่งขณะนี้ยังไม่พบว่ามีการยื่นเรื่องดังกล่าว และตนไม่ขอชี้นำว่าส.ส.ควรยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่

หลังจากที่เลขาสภาฯ ได้รายงานเรื่อง ผมอยู่กับคุณสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง มองว่ากรณีที่นายกฯ​จะนำร่างกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯ ต้องทำให้ไม่มีข้อเคลือบแคลงสงสัย หรือมีปัญหาในการนำร่างกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯ และต้องทำให้จบอย่างเรียบร้อย

“ส่วนการเข้าชื่อหรือไม่ เป็นสิทธิของส.ส. ผมไม่ขอพูดล่วงหน้าหรือยุ ซึ่งต้องรอติดตามดู ขณะนี้มีเวลาอีก 3 วันจะครบตามกำหนดที่รัฐธรรมนูญระบุไว้ ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าวแม้ไม่มีขั้นตอนระยะเวลากำหนด แต่คิดว่าไม่นาน หากจะยอมเสียเวลาบ้างจะดีกว่าจะปล่อยให้เคลือบแคลงสงสัย” นายชวน กล่าว 

ปารีณา โอดเป็น ส.ส.หญิงทำงานลำบาก อยากเกิดเป็นผู้ชาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/412055?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

ปารีณา โอดเป็น ส.ส.หญิงทำงานลำบาก อยากเกิดเป็นผู้ชาย

22 มกราคม 2563 – 12:25 น.
ปารีณา,โอดเกิดเป็นสสหญิง,ทำงานลำบาก,อยากเกิดเป็นผู้ชาย,ธรรมนัส,ชยิกา,ลดความอ้วน,ปัดขัดแย้ง
เปิดอ่าน 448 ครั้ง

“ปารีณา” โอดเป็น ส.ส.หญิงทำงานลำบาก อยากเกิดเป็นผู้ชาย แจงแซะ “ชยิกา” ให้ไปลดความอ้วน-ไม่สวย ไม่ได้บูลลี่ แต่พูดความจริง ปัดขัดแย้ง “ธรรมนัส”

เมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2563 – นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีคลิปที่มีปากเสียงกับชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ว่า ความจริงแล้ว บุคคลที่มีปากเสียงด้วย เป็นคนกาญจนบุรีที่เพิ่งย้ายมาในพื้นที่ และจะมาก่อสร้างโรงงานอาหารสัตว์ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี แต่ประชาชนในบริเวณดังกล่าวจะได้รับความเดือดร้อน และกังวลจะเกิดผลกระทบทั้งเสียง กลิ่น และฝุ่น ทำให้ก่อนที่ตนจะลงพื้นที่ เกิดการทำร้ายร่างกายและใช้อาวุธปืนยิงข่มขู่ ตนจึงต้องลงไปเพื่อเรียกร้องสิทธิ์ให้กับชาวบ้าน เพราะพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่สีเขียวด้วย แต่อุตสาหกรรมจังหวัดกลับไปยืนยันกับเจ้าของโรงงานว่าไม่ต้องทำประชาพิจารณ์ ตนจึงต้องลงพื้นที่ เนื่องจากไม่มีการสอบถามชาวบ้านก่อน

นางสาวปารีณา ยังกล่าวถึงกรณีแชทไลน์กลุ่ม ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ หลุด ว่า หลังเกิดเหตุ ยังไม่ได้มีการพูดคุยและเคลียร์ใจกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ยืนยันว่า ไม่ได้ขอให้ช่วยเหลือเรื่องใด รวมถึงเรื่องที่ดินฟาร์มไก่ที่จังหวัดราชบุรี แต่เป็นการโต้แย้งระหว่าง ส.ส.ซึ่งถือว่า เป็นเรื่องปกติภายในพรรคพลังประชารัฐที่ ส.ส.คนอื่นก็มีการโต้แย้งกันตลอด และในไลน์ก็มีการพูดคุยกันหลายเรื่อง หลายประเด็น ไม่สามารถเจาะจงได้

“ไม่ได้ขอให้ช่วย เพราะเขาไม่เคยช่วยอะไรอยู่แล้ว ในข้อความระบุชัดเจนว่าพี่ไม่เคยช่วยอะไรเอ๋เลย แต่ทางโซเชียลชอบจับไปโยงนู่นโยงนี่ การทำงานร่วมกันของ ส.ส.ก็ต้องขัดแย้งกันบ้าง แต่ไม่ใช่รอยร้าวอะไร เอ๋เป็นผู้น้อย ไม่สามารถไปมีรอยร้าวกับผู้ใหญ่ได้ ไม่น้อยใจอะไร แต่ส่วนตัวเป็นคนตรงไปตรงมา จึงทำให้คนภายนอกมองว่า เป็นคนแรง” นางสาวปารีณา กล่าว

เมื่อถามย้ำว่า พรรคพลังประชารัฐดูเหมือนไม่ได้ช่วยเหลือในเรื่องคดีความทั้งที่นางสาวปารีณาเป็นขุนพลตอบโต้ฝ่ายค้าน นางสาวปารีณา กล่าวว่า ไม่ได้น้อยใจ เพราะพรรคพลังประชารัฐก็มอบหมายให้นายทศพล เพ็งส้ม มาช่วยเหลือในแง่ของข้อกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวกับที่ดินและป่าไม้แล้ว เพราะที่ผ่านมาตนไม่กล้าพูดกล้าทำอะไร เนื่องจากกังวล และไม่รู้ข้อกฎหมาย

นอกจากนี้ นางสาวปารีณา ยังตัดพ้อถึงกรณีที่ถูกเป็นเป้าโจมตี ทำอะไรก็ผิดในสายตาสังคมว่า ถ้าเลือกเกิดได้ก็เลือกเกิดเป็นผู้ชาย เพราะนักการเมืองหญิงต้องทำงานหนักมากกว่า 3-4 เท่า และถ้าเกิดเป็นผู้ชายคงไม่มีใครกล้าพูดว่า “เสือก” ไม่เช่นนั้นก็โดนตบปาก อีกทั้งตอนลงพื้นที่ล่าสุด คนที่เข้ามามีวิวาทะด้วยก็ยื่นหน้าเข้ามาจนเกือบจะจูบกันได้อยู่แล้ว ตนจึงต้องพูดว่าปากเหม็น จึงยอมถอยออกไป ตนมองว่า มันเป็นความยากลำบากของ ส.ส.หญิงในการทำงาน กมธ. และทำงานในพื้นที่แล้วต้องมาเจอสิ่งต่างๆ แต่ต้องถือว่าตนเป็นคนที่ทนได้ทุกเรื่องจริงๆ แม้จะมีคนโยงเรื่องที่ดินมากระแนะกระแหนตลอดเวลา

เมื่อถามว่า ตั้งแต่เกิดเหตุทะเลาะกับหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส นางสาวปารีณา กล่าวว่า ไม่ได้มีการพูดคุยกัน แต่เดินผ่านกันบ้าง ซึ่ง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ก็มองตนเองตั้งแต่หัวจรดเท้า ซึ่งส่วนตัวก็มองกลับ

ส่วนเรื่องที่ตนโพสต์เฟซบุ๊กกล่าวถึง นางสาวชยิกา วงศ์นภาจันทร์ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักษาชาติ ว่าให้เอาเวลาไปลดความอ้วนนั้น ยืนยันไม่ได้เป็นการทำร้ายกันในโลกโซเชียล แต่เป็นการพูดความจริง เพราะที่ผ่านมานางสาวชยิกาอ้วนมาก แต่ลดความอ้วนลงมาได้มาก จึงบอกว่าแทนที่จะมาตอบโต้นายกรัฐมนตรีเรื่องสวยแต่ไม่มีสมอง ให้เอาเวลาไปลดความอ้วนที่นางสาวชยิกาทำอยู่แล้วต่อดีกว่า ส่วนเรื่องที่บอกว่าไม่สวย คือคนบนโลกนี้มีทั้งสวยและไม่สวย ตนก็ถือนำไปวิจารณ์ว่าไม่สวยอยู่บ่อยๆ จึงไม่ถือว่าเป็นการทำร้ายกันในโลกออนไลน์ (Cyber Bullying) เพราะตนเองก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ไม่สวยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การให้สัมภาษณ์ของนางสาวปารีณาครั้งนี้ เป็นการให้สัมภาษณ์ครั้งแรก ตั้งแต่ประสบปัญหาถูกฟ้องร้องเรื่องที่ดินฟาร์มไก่ ราชบุรี รุกป่า โดยนางสาวปารีณาให้เหตุผลว่า เนื่องจากที่ผ่านมารู้สึกมืดแปดด้าน เพราะตนเองไม่มีความรู้ทางกฎหมาย เวลาใครพูดอะไร ตนก็จะเชื่อทั้งหมด จนไม่มีหลักที่จะยึด

THAI serves special desserts for Chinese New Year #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/food/30380946?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

THAI serves special desserts for Chinese New Year

Jan 23. 2020
By The Nation

Thai Airways International (THAI) will serve passengers with special desserts to celebrate Chinese New Year on January 25.

On international flights, special desserts will be served during lunch and dinner on all flights departing from Bangkok to Singapore (except TG403), Hong Kong (except TG600), Xiamen, Kunming, Beijing, Chengdu, Shanghai, Guangzhou, and Taipei (except TG632 and TG634).

Royal Silk Class passengers will be served orange cake with mandarin mousse and orange jelly.

Economy class passengers will be served orange cake with orange look choob.

On domestic flights, Royal Silk Class passengers will be served raspberry macaron with tiramisu cream on outbound flights and orange look choob and peach look choob on inbound flights (except flight TG226 Phuket-Bangkok).