ช่วงเวลาอันตราย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399759?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ช่วงเวลาอันตราย

19 พฤศจิกายน 2562 – 09:21 น.
อันตราย,กระทรวงเกษตรฯ,พาราควอต
เปิดอ่าน 429 ครั้ง

ช่วงเวลาอันตราย บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 19 พฤศจิกายน 2562

วันที่ 1 ธันวาคมนี้ สารเคมีเกษตร 3 ชนิด คือพาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต จะถูกขึ้นทะเบียนเป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 4 ซึ่งหมายถึงวัตถุอันตรายที่ห้ามผู้ใดผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครอง ตามมติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย เท่ากับว่า นับตั้งแต่วันนั้น เกษตรกรหรือใครก็ตาม หากใช้หรือมีสารพิษเหล่านั้นไว้ในครอบครองจะมีความผิดตามกฎหมาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท ระยะเวลาที่เหลืออีกประมาณ 2 สัปดาห์นับจากนี้ ถือเป็นช่วงสำคัญที่สุด ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะต้องเร่งแจ้งข่าวสาร และทำความเข้าใจกับเกษตรกร ผู้ค้าเคมีเกษตรให้ทั่วถึง เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดตามมา โดยเฉพาะที่เกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสาร

อ่านข่าว…  อึ้ง 3 สารพิษแปลงโฉม พาราควอตผสมปุ๋ยอินทรีย์ ดีเอสไอบุกทลาย

ด้านความเคลื่อนไหวของกระทรวงเกษตรฯ รัฐมนตรีที่กำกับดูแลกรมวิชาการเกษตรบอกว่า ได้มีหนังสือเชิญ 3 สมาคมผู้ส่งออก-นำเข้า 3 สารเคมี มาประชุมวันที่ 21 พฤศจิกายน เพื่อหารือถึงมาตรการรับคืนสารเคมีจากประชาชน เกษตรกร และการส่งออกสาร 3 ชนิดไปประเทศที่สาม หรือประเทศต้นทาง จากนั้นในวันที่ 22 พฤศจิกายน กระทรวงเกษตรฯ จะประชุมสารวัตรเกษตรทั่วประเทศจำนวน 300 กว่าคน เพื่อรับทราบแนวทางในการลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับเกษตรกรและประชาชนที่มีสารทั้ง 3 ชนิดไว้ในครอบครอง โดยจะมีแนวทางปฏิบัติสำหรับเกษตรกร ซึ่งจะต้องนำสารพิษไปส่งคืนบริษัท ร้านค้า หรือเอเย่นต์

อย่างไรก็ตาม การแบนสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ยังส่งผลกระทบต่อบางอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์ซึ่งต้องพึ่งพิงวัตถุดิบการเกษตรนำเข้าจากประเทศที่ยังใช้สารเคมีอยู่ ในกรณีที่กฎหมายกำหนดว่า ต้องปลอดจากสารเคมีปนเปื้อน 100% กรณีนี้ ประธานกรรมการหอการค้าไทยแจ้งว่า จะเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอแนะแนวทางการดูแลของภาครัฐ เช่น แนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรที่ซื้อสารเคมีไว้ก่อนหน้าแต่ยังไม่ได้นำออกใช้ กฎเกณฑ์การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ซึ่งหากยึดตามมาตรฐานการตรวจสอบของคณะกรรมาธิการโครงการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ จะเอื้อประโยชน์ต่อการนำเข้าวัตถุดิบจากบางประเทศที่ยังใช้สารเคมีอยู่

อย่าว่าแต่วันที่ 1 ธันวาคม ที่มติคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีผลบังคับใช้ ที่ยิ่งน่าสนใจก็คือ ก่อนหน้านี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้มีประกาศมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดมาตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม ที่ผ่านมาแล้ว กล่าวคือ เกษตรกร ผู้รับจ้างพ่นสารเคมี ผู้ค้าสารเคมี จะต้องผ่านการอบรมจากวิทยากรจากหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้อง แต่นับจากนั้น ก็ยังมีคำถามว่า หน่วยงานรัฐ หรือสารวัตรเกษตรได้ตรวจสอบอย่างถ้วนถี่หรือไม่ว่า การปฏิบัติเป็นไปตามประกาศของกระทรวง ยังไม่นับการกักตุนของร้านค้า ในระดับครัวเรือน การเร่งใช้สารเคมีในฤดูการผลิตสุดท้าย รวมถึงการปลอมแปลงเช่นที่ตำรวจได้จับกุมแหล่งผลิตมาแล้ว ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า หากรัฐบาลไม่เคร่งครัดจริงจัง ในทางปฏิบัติจะมีปัญหาตามมาอีกมาก

เพราะ อยู่เป็น จึงมี ไทยซัมมิทกรุ๊ป #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399749?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เพราะ อยู่เป็น จึงมี ไทยซัมมิทกรุ๊ป

19 พฤศจิกายน 2562 – 08:15 น.
ไทยซัมมิทกรุ๊ป,สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 3,927 ครั้ง

เพราะ อยู่เป็น จึงมี ไทยซัมมิทกรุ๊ป คอลัมน์…   กระดานความคิด   โดย…   บางนา บางปะกง

กว่าอาณาจักรแสนล้านของตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจ สายไทยซัมมิทกรุ๊ป จะเติบโตยักษ์ใหญ่แห่งอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์แห่งภูมิภาคเอเชีย ต้องให้เครดิตผู้ชายคนนี้ “พัฒนา จึงรุ่งเรืองกิจ”

เดิมทีตระกูลของ “พัฒนา” ใช้นามสกุล “แซ่จึง” เมื่อทำการค้า ในฐานะพี่ชายใหญ่ก็นึกว่าจะตั้งนามสกุลอะไรดีให้กิจการรุ่งเรืองเลยเลือกนามสกุล “จึงรุ่งเรืองกิจ” (ตอนหลังพี่ชายคนโต-สรรเสริญเปลี่ยนนามสกุลเป็นจุฬางกูร ส่วนคนอื่นๆ ใช้จึงรุ่งเรืองกิจ)

พัฒนาแต่งงานกับสมพร ได้แยกตัวออกไปสร้างอาณาจักรของตัวเอง ทำให้คนแซ่จึงแยกเป็น 2 สายคือ บริษัทซัมมิทโอโตพาร์ท อินดัสตรี ภายใต้การนำของสรรเสริญ และบริษัทไทยซัมมิทโอโตพาร์ทกรุ๊ป โดยการบริหารของพัฒนา-สมพร

ตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจ ทำธุรกิจชิ้นส่วนและอะไหล่รถยนต์ในยุคการเมือง 1.0 และเติบโตในยุค 2.0 หรือรัฐบาลเปรม ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ

เสนาะ เทียนทอง

ด้วยเหตุที่ต้อง “อยู่เป็น” พัฒนาจึงต้องไปเล่นกอล์ฟก๊วนเดียวกับเสนาะ เทียนทอง และมนตรี พงษ์พานิช รวมถึงนักการเมืองจากพรรคชาติไทยอีกมากหน้า

ปี 2534 บริษัท ซัมมิทโอโตซีท อินดัสตรี จำกัด เข้ามาขอซื้อกิจการสนามกอล์ฟไพน์เฮิร์สท กอล์ฟ แอนด์ คันทรีคลับ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เนื่องจากสรรเสริญ จุฬางกูร ชอบเล่นกอล์ฟมาก อยากจะมีสนามกอล์ฟส่วนตัวสักแห่งโดยมอบให้น้องชายคนที่สามของตระกูลชื่อ โกมล จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นคนดูแล

พัฒนาก็ชอบเล่นกอล์ฟและมักออกรอบตีกอล์ฟกับก๊วนพรรคชาติไทย และพรรคกิจสังคม จึงมีข่าวกอสซิปในหน้า นสพ.หัวสี พ.ศ.โน้น ว่า “เสี่ยหมึก” มนตรี ชักชวนให้พัฒนาเล่นการเมือง แต่ข่าวนั้นก็เงียบหายไป

กระทั่ง สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ น้องชายของสรรเสริญและพัฒนาได้เป็นรัฐมนตรีช่วยอุตสาหกรรมรัฐบาลชวน 2 ในโควตาพรรคกิจสังคม

มนตรี พงษ์พานิช

อาการ “อยู่เป็น” บนถนนการเมืองของกลุ่มทุนไทยไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดจึงมีตัวแทนกลุ่มทุนเข้าสู่วงการเมืองไทยต่อเนื่องนับแต่หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

ปี 2545 พัฒนาเสียชีวิต สมพรจึงเป็นแม่ทัพใหญ่ดูแลกิจการและมอบให้ “ธนาธร” ลูกชายคนโตเข้ามาบริหารด้านการผลิตทั้งหมด

สำหรับ “เอก” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ บุตรชายของพัฒนา-สมพร ได้เข้ามาแบกรับธุรกิจของครอบครัวในยุค “การเมือง 3.0” ซึ่งมี “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นโมเดลการเมืองใหม่

การเติบโตของทักษิณ หมายถึงการเติบใหญ่ “ทุนนิยมเสรี” ที่เบียดขับ “ทุนนิยมอุปถัมภ์” ให้ถอยออกไป พร้อมเปิดพื้นที่ให้แก่คนรุ่นใหม่สร้างฐาน “ทุนใหม่”

สมัยเรียนที่ธรรมศาสตร์ “เอก” ธนาธร เป็นแอ็กติวิสต์หัวก้าวหน้า หลังเรียนจบได้เข้าทำงานในองค์กรพัฒนาเอกชนในกลุ่มเพื่อนประชาชน (FOP) เอกยังให้ความสำคัญกับการเมืองภาคประชาชน

พัฒนา-สมพร พร้อมลูกและหลาน

หลังรัฐประหาร 2549 ธนาธรแสดงความเห็นทางการเมืองผ่านสื่ออยู่เป็นระยะๆ ด้วยจุดยืนการไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหาร ทายาท “จึงรุ่งเรืองกิจ” ยังได้แสดงออกถึงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับอำมาตยาธิปไตย ผ่านการเข้าร่วมการชุมนุมกับ นปช. รวมถึงการสนับสนุนการขับเคลื่อนเรียกร้องการแก้กฎหมายล้าหลังของกลุ่มนิติราษฎร์

ธนาธรคิดต่างจากบิดา-พัฒนา เขาเห็นจังหวะและโอกาสทางการเมือง เมื่อเห็น “ทักษิณ ชินวัตร” ตกอยู่ในสภาวะถูกจำกัดพื้นที่เขาจึงมีอาการ “อยู่ไม่เป็น” ชักชวนพรรคพวกตั้งพรรคการเมืองใหม่ทันที

ในยุคโลภาภิวัตน์ทุนไทยเป็นหนึ่งเดียวเป็นทุนข้ามชาติ ไม่จำเป็นต้องพึ่งการเมืองแบบอยู่เป็นก็เติบโตได้ ธนาธรจึงคิดการใหญ่ตั้งพรรคการเมืองที่มีแนวทางแบบอยู่ไม่เป็น หรือพรรคทางเลือกใหม่

แม้มารดา สมพร รุ่งเรืองกิจ จะเคยให้สัมภาษณ์สื่อเนชั่นสุดสัปดาห์เมื่อปี 2556 ว่า “ตราบใดที่ฉันยังอยู่ ธนาธร ไปไม่ได้ ฉันคงไม่เห็นด้วย เราเป็นคนค้าคนขาย ทำธุรกิจ แล้วอาณาจักรก็ใหญ่มาก ความรับผิดชอบก็สูงมาก…สมัยท่านสุริยะ พอออกนโยบายอะไรมาก็หาว่าท่านรัฐมนตรีออกนโยบายมาสนับสนุนธุรกิจในเครือญาติ จริงๆ ไม่เกี่ยวเลย เราไม่เคยไปยุ่ง สมัยคุณสุริยะเป็นใหญ่เป็นโต พวกเรายังพูดเสมอว่าอย่าทำอะไรเดือดร้อนไปถึงคุณอา เราต้องเข้าใจว่าเราควรจะวางตัวตนอย่างไร ทุกอย่างเราไปตามครรลองที่ควรจะเป็น”

          มาถึงวันนี้เจ๊สมพรก็เริ่มสนุกกับเกมอยู่ไม่เป็นเพราะเห็นว่ามีคนสนับสนุนลูกชายเยอะ เลยวาดฝันไปไกลถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ฝันนั้นจะเป็นจริงแค่ไหน อีกไม่กี่วันก็รู้กัน

คนรุ่นใหม่ระดม ไอเดียสุดล้ำ ลดโลกร้อน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399613?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คนรุ่นใหม่ระดม ไอเดียสุดล้ำ ลดโลกร้อน

18 พฤศจิกายน 2562 – 15:10 น.
ลดโลกร้อน,องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก
เปิดอ่าน 1,423 ครั้ง

คนรุ่นใหม่ระดม ไอเดียสุดล้ำ ลดโลกร้อน โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

“พวกคุณกล้าดีอย่างไร มาขโมยความฝันและวัยเด็กของฉันด้วยคำพูดเลื่อนลอย…ผู้คนล้มตายและระบบนิเวศกำลังล่มสลาย คนรุ่นใหม่จับตามองพวกคุณ และพวกเราจะไม่ยอมให้อภัย ถ้าพวกคุณล้มเหลวในการแก้ปัญหาโลกร้อน”

อ่านข่าว…  ดึงคนรุ่นใหม่ร่วม ลดโลกร้อน คิกออฟงดแจกถุงพลาสติก

เกรตา ทุนเบิร์ก เด็กสาวสวีเดนวัย 16 ปี กล่าวประโยคเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ในเวทีลดโลกร้อนที่ “ยูเอ็น” หรือองค์การสหประชาชาติ จัดขึ้น ณ นครนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2562 โดยมีผู้นำจาก 66 ประเทศเข้าร่วม สื่อมวลชนทั่วโลกนำประโยคเด็ดของ “เกรตา” ไปเผยแพร่จนกลายเป็นกระแสฮิตแชร์กันสนั่นโลกออนไลน์…

เพราะสะใจที่มีเด็กน้อยกล้า “พูดตอกหน้า” กลุ่มผู้นำโลกที่มีแต่คำสัญญาปากเปล่าเรื่องลดโลกร้อน แต่สุดท้ายไม่ทำอะไรเป็นรูปธรรมชัดเจน…

วินาทีนี้คนรุ่นใหม่ทั่วโลกกำลังตื่นตัวกับการมีส่วนร่วมแก้ไข “ภาวะโลกร้อน” หรือปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ที่เริ่มแปรปรวนรุนแรงมากขึ้นทุกปี จนส่งผลกระทบไปทุกพื้นที่

พวกเขารู้สึกว่า…ผู้นำประเทศส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจอยากแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง มีแต่พล่ามนโยบายโกหกหาคะแนนเสียงจากคนรุ่นใหม่เท่านั้น แต่เวลาปฏิบัติจริงกลับคำนึงถึงผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและการลงทุนมากกว่าสิ่งแวดล้อมในอนาคต

โดยเฉพาะหลังจากเดือนกันยายนที่ผ่านมา องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization : WMO) เปิดเผยรายงานล่าสุดเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนที่เกิดจากการปล่อยแก๊สเรือนกระจก ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากข้อมูล 5 ปีย้อนหลัง 2557-2562 ปรากฏว่า ค่าเฉลี่ยอุณหภูมิของโลกเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้นถึง 1.04 องศาเซลเซียส

การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ “1 องศา” หมายถึงน้ำแข็งจากมหาสมุทรอาร์กติกจะละลายเร็วขึ้น ส่งผลให้กระแสน้ำเพิ่มสูง หมู่บ้านใกล้ทะเลอาจจมหายไปได้ นอกจากนี้พายุเฮอริเคนจะรุนแรงมากขึ้นแถวมหาสมุทรแอตแลนติกตอนใต้ ขณะที่ฝั่งตะวันออกของอเมริกาจะเกิดภาวะแห้งแล้งรุนแรง และในอนาคตอาจกลายเป็นทะเลทรายหรือแม้แต่พื้นที่การเกษตรทั่วยุโรปอาจไม่ได้ผลผลิตเหมือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะไร่องุ่นในฝรั่งเศสที่ผลิต “ไวน์” ส่งขายทั่วโลก

มีการประเมินว่า หากมนุษย์ยังหยุดโลกร้อนที่ 1 องศาไม่ได้ ปล่อยให้เพิ่มเป็น 2 องศา จะส่งผลให้หมีขั้วโลกไม่มีที่อยู่อาศัยต้องเสี่ยงสูญพันธุ์ไปด้วย โดยเฉพาะหมีที่อาศัยอยู่ในธารน้ำแข็งแถวกรีนแลนด์หรือแม้แต่สัตว์ตัวเล็กๆ อย่างแมลงที่ทำประโยชน์ในการผสมพันธุ์พืชหรือดอกไม้ต่างๆ ก็เสี่ยงสูญพันธุ์ไปด้วย เพราะต้นไม้ใหญ่ในป่าจะเผชิญอากาศแห้งแล้งจนใบไม้และลำต้น “อบกรอบ” กลายเป็นชนวนให้เกิดไฟป่าเผาไหม้มโหฬาร ส่งผลให้มนุษย์ขาดแคลนน้ำและอาหาร

หากปล่อยให้อุณหภูมิสูงขึ้น 3–4 องศา จะทำให้อากาศแปรปรวนรุนแรง หลายพื้นที่จะร้อนแห้งแล้งขาดแคลนน้ำ แต่บางพื้นที่กลับมีพายุลูกใหญ่พัดกระหน่ำจนน้ำท่วมลุกลามไปในพื้นที่ซึ่งไม่เคยมีน้ำท่วมมาก่อน หรือกลายเป็นเมืองบาดาลในพริบตา โดยเฉพาะพื้นที่ทวีปเอเชียต้องเฝ้าระวังพิเศษ เช่น จีน อินเดีย เนื่องจากอยู่ใกล้ภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่หลายแห่ง ฯลฯ

แน่นอนว่า คนรุ่นเก่า หรือผู้ใหญ่ในวันนี้ ที่เป็น “ผู้นำรัฐบาล” หรือ “นักการเมือง” อาจไม่ได้อยู่จนถึงวันที่โลกวิกฤติ แต่ กลุ่มที่จะโดนผลกระทบมากสุดคือ คนรุ่นลูก คนรุ่นหลาน…

ช่วงวันที่ 17-19 ตุลาคม 2562 ผู้นำรุ่นใหม่ในเอเชียร่วมมือกันจัดเวที Next Leader Asia Summit 2019 ที่สิงคโปร์ โดยมีองค์กรเอ็นจีโอ NELIS Global เป็นตัวกลางเชื้อเชิญ “ผู้นำคนรุ่นใหม่” ที่ประสบความสำเร็จในการทำกิจกรรมหรือโครงการลดโลกร้อนตั้งแต่ยังเป็นเด็กหรือเป็นเยาวชน มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมคิดไอเดียใหม่ๆ รวมถึงการจุดประกายความคิดให้เด็กรุ่นใหม่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของผู้นำกิจกรรมลดโลกร้อน โดยไม่ต้องหวังพึ่งพาเพียงแค่ผู้นำประเทศเท่านั้น

Lekha Patmanathan สาวสิงค์โปร์เชื้อสายอินเดีย ผู้ร่วมก่อตั้งองค์กรด้านพลังงานสะอาด Nexergy เล่าถึงชีวิตในวัยเด็กที่พลิกผันให้มาสนใจเรื่องโลกร้อนว่า เนื่องจากวันหนึ่งคุณแม่พาไปซื้อไก่จากเล้าเพื่อเตรียมอาหารสำหรับงานเลี้ยง แล้วเจ้าของเชือดคอไก่ต่อหน้าต่อตาของเธอ ภาพเลือดพุ่งออกมาแล้วไก่ค่อยๆ ทรมานจนตายนั้น กลายเป็นภาพสะเทือนใจทำให้เธอตัดสินใจเลิกกินเนื้อสัตว์อย่างเด็ดขาด เปลี่ยนมาใช้วิถีมังสวิรัติตั้งแต่เด็กและเริ่มสนใจว่าสวนผลไม้ที่อุดมสมบูรณ์แถวบ้านหายไปไหน ทำไมกลายเป็นพื้นที่เลี้ยงสัตว์หรือทำเกษตรกรรมอย่างอื่น ซึ่งล้วนแต่สิ้นเปลืองทรัพยากรธรรมชาติแบบดั้งเดิม

หลังจากตัดสินใจไปเรียนปริญญาตรีด้านวิทยาศาสตร์ที่แคนาดา และเรียนต่อปริญญาโทเกี่ยวกับภูมิทัศน์พลังงานทดแทนในท้องถิ่น “Lekha” ได้ทุ่มเททดลองพัฒนาวิธีติดตั้ง “โซลาร์พีวี” หรือพลังงานสะอาดแทนการใช้เชื้อเพลิงที่ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจก และเน้นการผลิตนวัตกรรมลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน พร้อมกับเผยแพร่สิ่งประดิษฐ์เหล่านี้ออกไปโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อให้มนุษย์โลกมีโอกาสใช้พลังงานสะอาดร่วมกัน

เช่นเดียวกับ โอลิเวียร์ บอส หนุ่มน้อยนักคอมพิวเตอร์จากอัมสเตอร์ดัม ที่ก่อตั้ง มูลนิธิ Meshminds เพื่อทำสตูดิโอเทคโนโลยีอิมเมอร์ซีฟ (Immersive Technology) จำลองสภาพแวดล้อมให้เสมือนจริง เพราะเขาอยากใ­­ห้มนุษย์มีจินตนาการในการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมแบบ “ความจริงเสมือน” เช่น ทำรูปโปรไฟร์ตัวเองเสมือนยืนอยู่ใต้มหาสมุทร มีปลาและสัตว์น้ำน่ารักว่ายไปมาข้างๆ

“พวกเราเริ่มจากการใช้เทคโนโลยีสร้างสรรค์ความคิด ทำให้คนดื่มด่ำกับความสำคัญของสิ่งแวดล้อม ตอนนี้กำลังร่วมมือกับองค์กรสหประชาชาติ (UN Environment) ช่วยกันระดมเทคโนโลยีที่ผสมผสานศิลปะเข้ากับความเป็นจริง ทำเป็น 3 มิติหรือใช้หุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ และมีกองทุนช่วยเหลือศิลปินด้วย เช่น สร้างแมวอวกาศ (AstroCat) ที่มาจากอนาคตเพื่อเตือนมนุษย์โลกให้สนใจดูแลสิ่งแวดล้อม

ในอนาคตหนุ่มน้อยโอลิเวียร์ มีโครงการจะทำในเซี่ยงไฮ้และเมืองไทยด้วย ชื่อ โครงการ “Please insert Human” ซึ่งมีความหมายประมาณว่า โปรดกรุณาแทรกมนุษย์เข้าไปด้วย โดยการเชิญชวนศิลปินโปรแกรมเมอร์ สร้างผลงานเรื่องสั้นบนโลกเสมือนจริงคอมพิวเตอร์ด้วยเทคโนโลยี 3D และ VR หรือแบบ 3 มิติกับวิดีโอ 360 องศา เพื่อแบ่งปันเรื่องราวในวัฒนธรรมท้องถิ่นที่แตกต่างกัน

ล่าสุดทีมอาสาสมัครจาก “ชมรมเครือข่ายนักสื่อสารข้อมูลเชิงลึกแห่งประเทศไทย” หรือ “ทีดีเจ” ได้สืบค้นหาฐานข้อมูลเชิงลึกอุณหภูมิเฉลี่ยประเทศไทยย้อนหลัง 30 ปี จนพบว่าปัจจุบันอากาศประเทศไทยมีแนวโน้ม “ร้อนมากขึ้น” อย่างต่อเนื่องประมาณ 3–4 องศา

เมื่อประเทศไทยร้อนมากขึ้น “เยาวชนคนไทย” ซึ่งมีความสามารถไม่แพ้ชาติอื่นนั้น ก็ควรเข้ามาร่วมกันแชร์ไอเดียใหม่ๆ ช่วยกันลดโลกร้อนด้วยเช่นกัน หน่วยงานเอกชนหรือองค์กรภาคประชาชนที่สนใจ ควรรีบเข้าไปสนับสนุนพวกเขาอย่างจริงจัง

เมื่อนักการเมืองไม่สนใจ รัฐบาลดีแต่พูด นักธุรกิจเห็นแก่เม็ดเงิน
คงต้องฝากความหวังไว้ที่คนรุ่นใหม่เหล่านี้ เพราะพวกเขาคือผู้ที่จะอาศัยอยู่บนโลกนี้ต่อไปในอนาคต !

ตะลึง…คดีโกงออนไลน์สถิติพุ่งเป็นเท่าตัว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399569?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตะลึง…คดีโกงออนไลน์สถิติพุ่งเป็นเท่าตัว

18 พฤศจิกายน 2562 – 13:40 น.
ฉ้อโกงออนไลน์
เปิดอ่าน 1,816 ครั้ง

ตะลึง…คดีโกงออนไลน์สถิติพุ่งเป็นเท่าตัว คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

แม้จะมีข่าวให้เป็นกรณีศึกษา มีการเตือนภัยอยู่ตลอดเวลา ทว่ายังมีคดี “ฉ้อโกงออนไลน์” เกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน หนำซ้ำยังเพิ่มเป็นทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งล่าสุด “ตำรวจไซเบอร์” กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ยังแจ้งเตือนภัยให้ประชาชนระมัดระวังป้องกันตัวอีกครั้งเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของบุคคล หรือแก๊ง “โจรออนไลน์”

อ่านข่าว …  ‘แชร์ลูกโซ่’ เหยื่อไม่เคยหมด ความโลภไม่มีประมาณ
เกี่ยวกับเรื่องนี้ พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองผบก.ปอท.ในฐานะ โฆษก บก.ปอท. เปิดเผยว่า ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ปอท. พบมีสถิติการรับแจ้งความเกี่ยวกับคดีถูกฉ้อโกง หลอกให้โอนเงินผ่านออนไลน์สูงขึ้นมากเป็นเท่าตัว เทียบแต่ละเดือนคิดเป็นจำนวนกว่า 100% ซึ่งเป็นอัตราที่น่าตกใจมาก ซึ่งคนร้ายจะคิดหาวิธีการ หรือมุกแปลกๆ มาใช้หลอกลวง โดยล่าสุดตอนนี้ที่มีการแพร่ระบาดเป็นการแฮ็กหรือปลอมไลน์เป็นเพื่อน ญาติ หรือคนรู้จัก แล้วส่ง “คิวอาร์โค้ด” ให้เหยื่อที่เป็นเพื่อนในไลน์ช่วยชำระเงินค่าสินค้าแทนให้ก่อนแล้วจะโอนเงินคืนให้ภายหลัง เมื่อเหยื่อเห็นคิวอาร์โค้ดส่งมาให้ก็ไม่ทันได้คิด ไม่ได้ตรวจสอบกลับไปยังคนขอก่อนว่าเป็นตัวจริงหรือเปล่า พอสแกนคิวอาร์โค้ดปุ๊บก็เป็นการชำระเงินค่าสินค้าที่คนร้ายช็อปปิ้งได้สินค้านั้นไปเรียบร้อย

“ตอนนี้มีผู้เสียหายทำนองเดียวกันมาแจ้ง ปอท.เยอะมาก จึงอยากจะเตือนให้ระมัดระวัง ขอให้ตรวจสอบ ถามกลับไปด้วยการคุยด้วยเสียงหรือวิดีโอคอลเห็นหน้ายืนยันตัวตนว่าเป็นคนขอมาจริง ไม่ใช่คนร้ายแฮ็กมาหรือปลอมไลน์มา นอกจากนี้ยังพบอีกว่าคนร้ายจะใช้วิธีการให้ซับซ้อนและดูแนบเนียบ ด้วยการโทรเข้ามาหาเหยื่อก่อน แต่ไม่พูดอะไร หรือตัดสายทันที จะมีมิสคอลโชว์ให้เหยื่อเห็น กรณีแบบนี้แสดงว่าคนร้ายแฮ็กเอาบัญชีเฟซบุ๊กและบัญชีไลน์ไปได้แล้ว จากนั้นโทรศัพท์เข้ามาแต่ไม่พูด อยู่ 2-3 ครั้ง หลอกให้เหยื่อหลงเชื่อคิดว่าเป็นตัวจริง แต่ไม่สามารถใช้โทรศัพท์ได้ ระบบไม่ดี สัญญาณรบกวน จากนั้นเขียนข้อความแชทมาบอก เมื่อเหยื่ออ่านแล้วจะหลงเชื่อว่าเป็นตัวจริงก็จะชำระค่าสินค้าหรือโอนเงินให้ในรูปแบบต่างๆ ไป” พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ อธิบาย

นอกจากการหลอกชำระแทนผ่านคิวอาร์โค้ด หลอกลวงยืมเงินในรูปแบบต่างๆ โอนเข้าบัญชีธนาคารบ้าง หรือโอนเข้ากระเป๋าตังค์อีเล็คโทรนิคที่มีในโลกออนไลน์แล้ว ยังมีการถูกหลอกอยู่เยอะ คือการหลอกให้โหวต ซึ่งคนร้ายส่งลิงก์มาให้พร้อมกับขอร้องช่วยเข้าไปกดโหวตคะแนนให้ลูกหลานที่กำลังประกวดต่างๆ นานา เมื่อกดลิงก์ไปก็จะมีหน้าต่างขึ้นมาบอกให้ใส่ยูสเซอร์เนม พลาสเวิร์ด หากหลงกลใส่ให้คนร้ายก็จะได้ข้อมูลส่วนตัวไปทำการยึดเฟซบุ๊กหรือไลน์ จึงต้องย้ำเตือนว่าให้ระมัดระวังอย่าไปกดลิงค์แปลกๆ หรือกดไปแล้วจะต้องใส่ยูสเซอร์เนมหรือพลาสเวิร์ดก็อย่าไปใส่ เราจะตกเป็นเหยื่อคนร้ายถูกแฮกได้ จากนั้นคนร้ายก็จะเอาไปสร้างความเดือดร้อนให้กับเพื่อนๆ ในการถูกหลอกยืมเงินได้

เช่นเดียวกับ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ก็ได้ออกมาเตือนภัยให้ระวัง “ไลน์ ออฟฟิเชียล แอคเค้าท์ (Line Official Account)” ปลอม! เนื่องจากเริ่มมีกลุ่มมิจฉาชีพทำขึ้น เพื่อหลอกให้เหยื่อโอนเงิน หรือหลอกขอข้อมูล ซึ่งแนวทางป้องกันง่าย คือ 1.เช็กก่อนอย่าเพิ่งเชื่อ อย่าดูแค่เลขสมาชิก หรือโปรไฟล์รูป เพราะส่วนนี้สามารถปลอมแปลงได้ 2.มองหาสัญลักษณ์โล่ โดยถ้ามีโล่สีเขียว หรือโล่สีน้ำเงิน แสดงว่าเป็น Account จริงแน่นอน ที่ผ่านการรับรองจาก Line แล้ว โดยโล่สามารถดูได้ที่หน้าโปรไฟล์ของ Line Official Account และโล่ของจริงจะต้องแสดงบนพื้นหลังขาวเท่านั้น และ 3.หากเจอ Account ปลอม สามารถรายงาน (Report) ได้ง่ายๆ คือกดปุ่มขวาบนของห้อง Chat เลือกการตั้งค่า และกดรายงานปัญหา ทั้งนี้ใครที่โดนโกงและมีหลักฐานการกระทำความผิด สามารถแจ้งได้ที่ https://contact-cc.line.me/ ที่สำคัญให้ทุกคนพยายามอัพเดทและรักษารหัสส่วนตัวให้ดี และหากใช้ Line ผ่านอุปกรณ์อื่นๆ อย่าลืมกด log out ทุกครั้ง

เหรียญมีสองด้าน ดาบมีสองคม เทคโนโลยีมีประโยชน์แต่ก็มีโทษเหมือนกัน ฉะนั้นใช้สติ มีความรอบคอบ อย่าเชื่ออะไรง่ายๆ ไม่เช่นนั้นคุณจะเป็นเหยื่อรายต่อไป..!!

นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนของทรัพยากรน้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399608?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนของทรัพยากรน้ำ

18 พฤศจิกายน 2562 – 13:07 น.
นวัตกรรม,ทรัพยากรน้ำ
เปิดอ่าน 474 ครั้ง

นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนของทรัพยากรน้ำ คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

หลังจากมีการก่อตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เมื่อปี 2560 ประเทศไทยเริ่มมีหน่วยงานควบคุมและเป็นหน่วยงานกลางที่จะเชื่อมบูรณาการหน่วยงานต่างๆ เข้าด้วยกัน พร้อมกันนี้ก็มีแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ. 2561–2580) ซึ่งเป็นกลไกสนับสนุนการทำงาน แต่ยังคงต้องอาศัยภาคีด้านการวิจัย นวัตกรรม และเทคโนโลยีอื่นๆ เพื่อช่วยในการขับเคลื่อน

อ่านข่าว…  2ปีสทนช.กับเป้าหมายบริหารจัดการน้ำยั่งยืน

“สิ่งที่เราต้องการคือ นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการเข้ามาช่วยเหลือ มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน เพราะต้องการให้งานวิจัยสามารถนำไปใช้ได้จริง ถ่ายทอดลงสู่ภาคปฏิบัติหรือในท้องถิ่นแต่ละพื้นที่ได้” ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กล่าวเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ในงานประชุม “Water Diplomacy: where Local Wisdom meets International Excellence” ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดร่วมกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เรื่องบริหารจัดการน้ำ โดยนำผลงานวิจัยของจุฬาฯ และบทเรียนจากต่างประเทศมาประยุกต์ใช้สำหรับการจัดการแหล่งน้ำในประเทศไทย

ผศ.ดร.อักษรา พฤทธิวิทยา จากภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในผู้ร่วมนำเสนอผลงานวิจัย กล่าวว่า การร่วมมือกันระหว่าง สทนช. กับจุฬาฯ ถือเป็นความก้าวหน้าทางวงการวิชาการ เพราะเดิมการบริหารจัดการเรื่องน้ำจะถูกแยกส่วนกัน ไม่ได้บูรณาการกันอย่างที่ควรจะเป็น

“การทำงานร่วมกับ สทนช. ซึ่งเป็นองค์กรดูแลน้ำในภาพรวมทั้งหมดทำให้งานวิจัยของเราได้ใช้ประโยชน์ตรงจุด เพราะในทางวิชาการน้ำบริเวณผิวดินและน้ำใต้ดินเราจะแยกกันไม่ได้ ที่ผ่านมาประเทศไทยถือว่าต่างคนต่างทำ การมี สทนช.ทำให้งานวิจัยเราตอบโจทย์การบริการจัดการในภาพรวม วางแผนการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด” อาจารย์อักษรากล่าว

เพื่อตอบรับนโยบายการพัฒนานวัตกรรมการบริหารทรัพยากรน้ำ จุฬาฯ จึงทำแบบจำลองแนวทางการจัดการน้ำและนำนวัตกรรมที่สร้างมาจากงานวิจัยมาใช้พัฒนาแหล่งน้ำและชุมชน โดยเน้นตอบโจทย์ 3 ด้าน ได้แก่ 1.ความมั่นคงด้านน้ำ 2.การนำไปใช้เพื่อการอุปโภคและการบริโภค และ 3.การดูแลคุณภาพน้ำ

ตัวอย่างนวัตกรรมที่นำไปใช้ได้จริง ได้แก่ แผนที่แสดงความเสี่ยงการปนเปื้อนของสิ่งปฏิกูลลงสู่แหล่งน้ำ จากน้ำผิวดินลงสู่น้ำใต้ดิน ซึ่งจะเป็นภัยคุกคามต่อคุณภาพน้ำ “คำถามของเราตั้งต้นที่ว่า คลองในประเทศไทยทำไมเราไม่ใสสะอาดเหมือนในต่างประเทศ เพราะว่าของเราปนเปื้อนน้ำเสีย ซึ่งน้ำเสียบนดินเหล่านี้เป็นภัยคุกคามต่อแหล่งน้ำใต้ดิน เมื่อแหล่งน้ำใต้ดินมีการปนเปื้อน ก็ส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำของประเทศไทย”

เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทีมวิจัยจากจุฬาฯ จึงริเริ่มโครงการแผนที่ความเสี่ยง (Risk Map) ซึ่งชี้ให้เห็นจุดเปราะบาง หรือแหล่งน้ำในสถานที่ที่ต้องการการแก้ไขหรือต้องการการดูแลเป็นพิเศษกว่าจุดอื่นๆ ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการใช้พื้นที่เสี่ยงในการน้ำมาใช้ในเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการวางผังเมือง

นอกจากนี้ยังนำเทคโนโลยีดาวเทียมมาใช้ในการประมาณการปริมาณน้ำฝนที่จะตกในพื้นที่ และนำมาประมวลเป็นภาพใหญ่ ซึ่งสามารถช่วยวิเคราะห์ปริมาณแหล่งน้ำทั้งใต้ดินและบนดิน เป็นการช่วยเฝ้าระวังและวางแผนป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในแต่ละท้องถิ่น ขณะเดียวกัน ก็สามารถรายงานสถานการณ์ปัญหาของในพื้นที่ไปยังหน่วยงานส่วนกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แต่ความท้าทายหลักที่จะต้องตอบโจทย์ในขณะนี้ คือการบริหารจัดการอุปสงค์-อุปทานเรื่องน้ำให้สมดุล เนื่องจากปัจจุบัน ประเทศไทยเผชิญกับความเจริญเติบโตของเมือง และการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ ทำให้ยากต่อการจัดการ

“ตัวอย่างเช่น เขื่อนที่สร้างมาปัจจุบันนี้ตอบโจทย์ปริมาณฝนที่เกิดขึ้น ณ เวลาในอดีต แต่ปัจจุบันสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ฝนไปตกจุดอื่น เช่นไปตกท้ายเขื่อนแทน ดังนั้นปริมาณน้ำก็จะไม่เท่าเดิม เราพยายามสร้างวิธีการรับมือบริหารจัดการน้ำที่ต้องคำนึงถึงความเปลี่ยนแปลง ณ ตรงนี้”

ประเด็นสำคัญที่สุดคือภายใต้สิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย ประเทศจะต้องเตรียมรับมือกับความต้องการใช้น้ำของสังคมในปัจจุบัน ทั้งส่วนการผลิตและการอุปโภคบริโภคอย่างไร

“ต้องเข้าใจถึงความต้องการน้ำของประเทศเรา ทั้งการใช้เพื่อยังชีพและการผลิต โดยศึกษาว่าภาคส่วนไหนใช้น้ำมากน้อยเพียงใด เพราะทุกวันนี้เราขับเคลื่อนประเทศด้วยน้ำ เรามีภาคเศรษฐกิจน้ำ แต่เราตระหนักคุณค่าส่วนนี้น้อยมาก และยังปล่อยให้น้ำมีการปนเปื้อนก่อนปล่อยคืนสู่แหล่งธรรมชาติ ตรงจุดนี้คือความท้าทายอันใกล้ และเป็นปัญหาใหญ่ที่เราต้องช่วยกัน” อาจารย์อักษรากล่าวทิ้งท้าย

รอดหรือไม่รอดก็ยังอยู่ไม่เป็นสุข #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399545?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รอดหรือไม่รอดก็ยังอยู่ไม่เป็นสุข

18 พฤศจิกายน 2562 – 11:25 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,ศาลรัฐธรรมนูญ
เปิดอ่าน 1,640 ครั้ง

รอดหรือไม่รอดก็ยังอยู่ไม่เป็นสุข คอลัมน์…  โดย อสนีบาต aussaneebard @hotmail.com

อุณหภูมิการเมืองกลับมาร้อนแรงอีกครั้งในวันที่ 20 พฤศจิกายนนี้ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่(อนค.) กรณีการถือครองหุ้นสื่อมวลชน บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด เข้าข่ายขัดคุณสมบัติความเป็น ส.ส.หรือไม่

อ่านข่าว…  วิบากกรรมหรือกรรมไล่ล่า ธนาร

เพื่อให้แฟนคลับทางการเมืองที่ติดตามลุ้นคดีเข้าใจความเป็นมาเป็นไป จึงขอสรุปอีกครั้ง

ปฐมเหตุแห่งคดี มาจากการตรวจสอบพบว่า “ธนาธร” ถือครองหุ้นสื่อซึ่งเป็นข้อห้ามการเป็น ส.ส. ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ทำให้กรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ยื่นคำร้องให้ศารธน.พิจารณา เมื่อศาล รธน.รับคำร้องได้ออกคำสั่งให้ “ธนาธร” หยุดปฏิบัติหน้าที่ ใช้เวลาต่อสู้คดีนาน 8 เดือน ซึ่งมาพร้อมวลีเด็ด ของ “ธนาธร” ที่ตอบข้อซักถามของศาล รธน.ในแต่ละประเด็นว่า “จำไม่ได้”

แต่สัปดาห์ที่ผ่านมา “ธนาธร” กลับมีความทรงจำอันแม่นยำด้วยการเปิดแถลงปิดคดี ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา “ไม่ได้มีความผิดจากการถือหุ้น ผิดที่ฝันเห็นประเทศก้าวหน้าไม่มีการรัฐประหาร อย่างนี้ถือเป็นความผิดเป็นบาปกรรมของผมหรือครับ” ธนาธร แถลงเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน จากนั้นไปจัดงาน “อยู่ ไม่ เป็น” ปราศรัยมีคนกลั่นแกล้งตนเองและพรรค อนค. ตามระเบียบ

เห็นได้ว่า แม้ศาลรธน.สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. แต่ “ธนาธร” ไม่หยุดเคลื่อนไหวทางการเมือง ยังทำหน้าที่หัวหน้าพรรค อนค. เดินสายรณรงค์แก้ไข รธน. พร้อมกับแสดงวิสัยทัศน์ เป็นกูรูด้านต่างๆ หลายเวที เพื่อหวังจะตรึงแฟนคลับ อนค.ให้อยู่หมัด แต่กลับกลายเป็นว่า สถานการณ์ของ อนค.ย่ำแย่ลงตามลำดับ

ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยให้ ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการ อนค.และพวก มีบทบาทในสภา กลับไปนำเสนอประเด็นที่ล่อแหลม ทั้งการรวมหัวลงมติค้าน พ.ร.ก.กำลังพลฯ ทำให้มีสมาชิกพรรคแสดงความไม่เห็นด้วย และทยอยยื่นใบลาออกจากพรรค

ไม่เพียงแค่กรณีสมาชิกพรรคลาออกอย่างเดียว กลับมีอดีตผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค ออกมาเปิดโปงความยุ่งเหยิงภายใน ทำให้สังคมได้เห็นอีกแง่มุมหนึ่งของการบริหารกิจการพรรคที่มีการแบ่งชนชั้น แบ่งเกรด สายไฮโซและโลว์โซ

อนค.ตกอยู่ในสภาพสาละวันเตี้ยลง ทั้งการส่งผู้สมัคร ส.ส.เลือกตั้งซ่อม จ.นครปฐม ทั้งที่เคยเป็นแชมป์เก่าแต่พ่ายแพ้ให้แก่ เผดิมชัย สะสมทรัพย์ จากพรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล สะท้อนถึงความนิยม ที่กำลังถดถอยลงมาตามลำดับ

อ้าว! กะว่าจะอธิบายถึงชะตากรรม “ธนาธร” เลยเถิดไปถึงเรื่องราว อนค.จนได้

ขอกลับมาที่การวินิจฉัยของศาล รธน.วันที่ 20 พฤศจิกายนนี้ การวินิจฉัยจะมีสองทางเท่านั้น “รอด” หรือ “ไม่รอด” กรณี “ธนาธรรอด” ได้ไปต่อในฐานะส.ส. กับ “ธนาธรไม่รอด”  พ้นสภาพการเป็น ส.ส.

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะรอดหรือไม่รอด “ธนาธร” ยังตกอยู่ในสภาพ “ไม่ เป็น สุข” อยู่ดีครับ

กล่าวคือ ต้องติดตามคำวินิจฉัยศาล รธน.อีกด้วยว่า หากวินิจฉัย “ธนาธร” พ้นสภาพการเป็น ส.ส. จะโยงไปถึงกรณีความเป็นหัวหน้าพรรค ที่เซ็นรับรองผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคด้วยหรือไม่ ซึ่งสุ่มเสี่ยงนำไปสู่การยุบพรรค

ประเด็นนี้ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเรื่องการเมือง สถาบันพระปกเกล้า อาจารย์สติธร ธนานิธิโชติ ท่านให้ความเห็นความเชื่อมโยงไปถึงการยุบพรรคไว้ทำนองว่า กรณีการพ้นสภาพ ส.ส. แค่สมัยนี้สมัยเดียว เมื่อมีการเลือกตั้งใหม่ ธนาธร ก็ยังลงสมัครรับเลือกตั้งได้

ทว่า “คำวินิจฉัยโยงความผิดในฐานะหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ที่จะต้องรับผิดชอบเซ็นรับรองผู้สมัคร ส.ส. ด้วย ตรงนี้สุ่มเสี่ยงผิด พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง จะนำไปสู่การฟ้องยุบพรรคตามมาอีก ซึ่งจะต้องมีผู้ฟ้องต่อ กกต. และส่งให้ศาล รธน.วินิจฉัยยุบพรรคอีกครั้ง”

“ส่วนความผิดยุบพรรคนั้น คณะกรรมการบริหารพรรค 16 คน รวมถึง “ปิยบุตร แสงกนกกุล” จะต้องถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งแม้ รธน.ไม่ได้เขียนว่ากี่ปี แต่ศาลอาจเทียบเคียงกับคดียุบพรรคไทยรักษาชาติที่ถูกยุบไปก่อนหน้านี้ ที่เพิกถอนสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค 10 ปี”

หากศาล รธน.วินิจฉัยไม่พ้นสภาพความเป็น ส.ส. ทว่า “ธนาธรและชาวคณะ” ยังต้องเผชิญบรรดาคดีที่ค้างอยู่ในศาลรธน. กรณีผู้ยื่นคำร้อง อนค.ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย แต่กระบวนการพิจารณาคดีนี้ยังต้องใช้เวลาพอสมควร รวมไปถึง มีผู้ร้อง กกต.สอบเรื่องพรรคอนค.กู้เงิน 191 ล้านบาทโดยมิชอบขัดต่อกฎหมายพรรคการเมือง และยังมีการตั้งเรื่องเงินบริจาคเข้าพรรคอนค.ที่มาโดยมิชอบอีก

ขอเติมสักหน่อย เท่าที่ …อสนีบาต…สืบทราบจากมิตรสหาย มีการเตรียมจัดหาพรรคอะไหล่ไว้เหมือนกัน นี่ไม่ใช่แค่ข่าวลือ แต่เป็นข่าวต้องเตรียมการให้พร้อม

  ถึงได้บอก รอดหรือไม่รอด “ธนาธรและคณะ” อยู่ไม่เป็น…สุข ครับ

สื่อของใคร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399578?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สื่อของใคร

18 พฤศจิกายน 2562 – 11:09 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,สื่อสารมวลชน
เปิดอ่าน 2,397 ครั้ง

สื่อของใคร คอลัมน์ : ที่นี่ไม่มีความลับ  โดย : เอราวัณ

มีคำถามทั้งในวงการสื่อสารมวลชนและผู้ติดตามสื่อทั่วไป ว่าทำไม “มติชนเปลี่ยนไป”เลือกข้างยืนหยัดในกลุ่ม “เสื้อแดง” สนับสนุนแนวทางนี้ตั้งแต่มีรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร จนถึงยุคน้องสาว อย่าง “ถลำตัว” เรื่องการได้งบประมาณสำหรับสนับสนุนสื่อในเครือให้อยู่รอดทั้ง 2 ยุค “ชินวัตร” เป็นเรื่องหนึ่งที่ไม่ว่ากัน เพราะแล้วแต่ “ความพึงพอใจ” และ“ความคุ้มค่า” ของผู้ให้และความ “อยู่รอดของผู้รับ”

อ่านข่าว… ระทึก

แต่ “มติชน” ทำตัวเป็นสื่อเลือกข้างและสนับสนุน “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ทางการเมืองอย่างโจ๋งครึ่ม เท่าที่นับได้เฉลี่ย สื่อ online ในเครือมติชน จะนำเสนอข่าวของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ไม่ต่ำกว่าวันละ 30 ข่าว พร้อมกับมี comment เชียร์ต่อท้ายทุกข่าว ข่าวละหลาย comment ราวกับมีกองทัพมาเพื่อสร้างกระแส จึงไม่น่าแปลกใจที่ทำให้ ชายหนุ่มคนนี้ กระหึ่มในโลก online

แต่พอเข้าไปดูโครงสร้างผู้ถือหุ้น “มติชน” (MATI) ก็ถึงบางอ้อ เเละพบว่า สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้เป็นมารดาของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 2 จำนวนถึง 35,836,000 หุ้น หรือ 19.33% ของหุ้นทั้งหมด และได้ส่งลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคือ ธนาธร เข้าไปเป็นกรรมการ(บอร์ด) บริษัท ตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2556 ก่อนจะลาออกเพื่อมาตั้งพรรคการเมือง เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2561 รวมระยะเวลากุมบังเหียน “มติชน” ทางตรงถึงเกือบ 5 ปี แต่ถึงแม้ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ จะโบกมือลาไปเล่นการเมือง สัดส่วนการถือหุ้นของ สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ในมติชน ยังไม่เปลี่ยนแปลง แม้ราคาที่ซื้อมาจาก อากู๋แกรมมี่ เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2556 ในราคาหุ้นละ 11.11 บาท แล้ววันนี้ไถลรูดไปอยู่ที่ 4.88 บาทต่อหุ้น(ราคา ณ วันที่ 21 มีนาคม 2562) แต่สัดส่วนการถือครองของ “จึงรุ่งเรืองกิจ” ไม่เปลี่ยนแปลง 00.
ข้อน่าสังเกตเพิ่มเติมต่อการได้มาของหุ้น บิ๊กล็อต ที่ สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ (ซื้อมาจากเครือแกรมมี่ของไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ตั้งแต่ปี 2556 ขณะนั้นแกรมมี่ขายหุ้นล็อตใหญ่ที่ถืออยู่ทั้งสิ้น 22.12 % โดยมี สมพร มาถือไว้ 18.51% และ วราภรณ์ พวงเรืองศรี กับศิริชัย จรุงสถิตพงศ์ มาซื้อรวมกันอีก 3.61% เมื่อรวมกับของ สมพร จึงรุ่งเรืองกิจแล้วเท่ากับสัดส่วนที่แกรมมี่ขายพอดิบพอดี และตลอดเกือบ 6 ปี ทั้ง สมพร-วราภรณ์-ศิริชัย กอดหุ้น “มติชน” ในสัดส่วนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง นั่นสงสัยได้มั้ยว่าคือผู้ถือหุ้นกลุ่มก้อนเดียวกัน?

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ / สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ / ขรรค์ชัย บุนปาน 

ในคำลาลับจากการเป็น “บอร์ดมติชน” เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2561 ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจกล่าวในช่วงท้ายว่า “หากต่อไปมติชนจะสนับสนุนผม ให้การสนับสนุนนั้นเป็นไปด้วยจุดยืนและการกระทำของผม ไม่ใช่เป็นเพราะเราเคยมีสัมพันธ์กัน ผมหวังว่าเส้นทางอนาคตข้างหน้าของเราจะกลับมาพานพบกันในวันที่สังคมไทยได้มาซึ่งประชาธิปไตย”  และวันนี้การนำเสนอข่าวสารทางการเมืองของ “เครือมติชน” คงเป็นสิ่งประจักษ์ยืนยันแล้วว่าได้สนับสนุนทายาทผู้ถือหุ้นอันดับ 2 อย่างเต็มกำลัง

คอลัมน์ : ที่นี่ไม่มีความลับ  โดย : เอราวัณ
หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3455 ระหว่างวันที่ 24-27 มี.ค.2562 

“กำนันป้อ” เจ้าพ่อแป้งมัน เดิมพัน “แผลเก่า” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399549?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“กำนันป้อ” เจ้าพ่อแป้งมัน เดิมพัน “แผลเก่า”

18 พฤศจิกายน 2562 – 10:32 น.
เจาะประเด็นร้อน,กำนันป้อ,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล,พรรคภูมิใจไทย
เปิดอ่าน 2,125 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 18 พ.ย.62

***********************

เช้าวันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน 2562 “อภิชา เลิศพรชกมล” ..โคราช พร้อมด้วยนักการเมืองท้องถิ่นจาก อ.หนองบุญมาก จ.นครราชสีมา เข้าอวยพรแสดงความยินดีกับ “วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล” รมช.พาณิชย์ เนื่องในโอกาสทำบุญวันคล้ายวันเกิดที่บริษัท แป้งมันเอี่ยมเฮงอุตสาหกรรม จำกัด ต.กุดโบสถ์ อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา

ส.ส.อภิชา นำผู้นำท้องถิ่น อวยพรวันเกิดกำนันป้อ

กำนันป้อ” หรือวันนี้เป็น “รัฐมนตรีวีรศักดิ์” เพิ่งมีข่าวว่า ร..ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ จะตรวจสอบที่ดิน ส...ของ ส..พรรคภูมิใจไทย จ.นครราชสีมา โดยกำนันป้อบอกว่า ส่วนตัวไม่มีอะไรต้องกังวล ทุกอย่างเรียบร้อยหมดแล้ว เคลียร์ปัญหาตั้งแต่ก่อนที่จะลงสมัครรับเลือกตั้ง 

แป้งมัน”การเมือง

ก่อนเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 สมรภูมิเมืองย่าโม “เนวิน ชิดชอบ” ผู้มากบารมีแห่งพรรคภูมิใจไทย จึงวางตัว “กำนันป้อ” วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล เป็นแม่ทัพใหญ่

เนื่องจาก “กำนันป้อ” มีศักยภาพสูงในพื้นที่ เขต 9 (.หนองบุญมากและเขต 10 (.ครบุรี.เสิงสางเพราะชาวไร่มันสำปะหลัง ได้พึ่งพาโรงงานแป้งมันเอี่ยมเฮงอุตสาหกรรม อ.เสิงสาง และโรงงานแป้งมันเอี่ยมรุ่งเรืองอุตสาหกรรม อ.หนองบุญมาก ในการรับซื้อผลผลิต 

กำนันป้อ และสุดาวรรณ ลูกสาวคนโต

ช่วงหาเสียง กำนันป้อขายแคมเปญ “ทำไร่มันเป็นบ่อนํ้ามัน” ซึ่งผลเลือกตั้งเป็นไปตามเป้าหมาย พรรคภูมิใจไทยกวาดทั้งเขต อภิชา เลิศพชรกมล เอาชนะบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ และเขต 10 พรชัย อำนวยทรัพย์ ลูกน้องคนสนิทกำนันป้อ ก็ชนะ “แรมโบ้อีสาน” สุภรณ์ อัตถาวงศ์ 

ยลดา หรือแม่หน่อย มือทำงานมวลชน

ชาวบ้านแถวโคราชตอนใต้ จะรู้จักเสี่ยแป้งมันพันล้านในนาม “กำนันป้อ” ผู้มีบทบาททางสังคมหลายอย่างอาทิ ประธานชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อ.เสิงสาง และกำนัน ต.กุดโบสถ์ อ.เสิงสาง ส่วนภรรยา “ยลดา” มีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ชมรมทูบีนัมเบอร์วัน (เอี่ยมเฮง.เสิงสาง

แม่หน่อย” ยลดา มือทำงานมวลชน เจ้าของสโลแกน “ฮักนะบ่ทิ้งกัน” ..แรมโบ้อีสานรู้จักฝีไม้ลายมืออย่างดี 

ไร่มันกับ ส...

เสี่ยแป้งมันพันล้าน” ยังใช้กลยุทธ์มวลชน สร้างวิสาหกิจชุมชนคนรักการเกษตรเอี่ยมเฮง สนับสนุนผู้ประกอบการเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังแปลงใหญ่ อันไปตามนโยบายของรัฐบาล พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา (รัฐบาล คสช.)

เมื่อปี 2558 มีการลงนาม MOU โครงการยกระดับรายได้สมาชิกผู้ปลูกมันสำปะหลัง (มันแปลงใหญ่ระหว่างคู่สัญญาสำคัญคือ กำนันป้อ วีรศักดิ์” แห่งบริษัทแป้งมันเอี่ยมเฮงอุตสาหกรรม กับประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนคนรักการเกษตรเอี่ยมเฮง 

ส.ส.พรชัย ตัวแทนกำนันป้อ

โครงการนี้ใช้ทุนสนับสนุนที่ได้รับจากรัฐบาลกับบริษัทเอี่ยมเฮง รวมกว่า 100 ล้านบาท ไปจัดซื้อปัจจัยการผลิตปลูกมันสำปะหลังแปลงใหญ่ ด้วยระบบน้ำหยด ในที่ดินของบริษัท และที่ดิน ส...ของชาวบ้าน ที่อยู่บริเวณใกล้โรงงานแป้งมัน รวม 20,000 ไร่

ตรงประเด็น “ที่ดิน ส...” ที่นำมาทำโครงการปลูกมันสำปะหลังแปลงใหญ่นี่แหละ..น่าคิด 

ขยายฐานการเมือง

ปัจจุบัน กำนันป้อได้ลาออกจากตำแหน่งบริหารกลุ่มธุรกิจแป้งมัน แต่ยังเป็นที่ปรึกษาบริษัทในเครือเอี่ยมเฮง ซึ่งประกอบด้วย บริษัท แป้งมันเอี่ยมเฮงอุตสาหกรรม จำกัด ,บริษัท แป้งมันเอี่ยมอีสานอุตสาหกรรม จำกัด ,บริษัท เอี่ยมรุ่งเรืองอุตสาหกรรม จำกัด และบริษัท เอี่ยมเฮง โมดิฟาย สตาร์ช จำกัด

จริงๆแล้ว ตระกูล “หวังศุภกิจโกศล” เคยมีบทบาทการเมืองในโคราช โดย “จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล” เป็น ส..โคราช สมัย และสามี “สมศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล” ก็เคยเป็น ส..นครราชสีมา

สมศักดิ์จิตรวรรณ” ได้ก่อตั้ง บริษัท เอี่ยมบูรพา จำกัด และตั้งโรงงานแป้งมันเอี่ยมบูรพา อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว เมื่อปี 2540 เพื่อรับซื้อหัวมันแถวชายแดนไทยกัมพูชา มาผลิตแป้งมัน 

จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล

วันนี้ พวกเขาได้ขยายโรงงานไปทางอีสานใต้ มีฐานใหญ่อยู่ที่โรงงานแป้งมันเอี่ยมอุบล อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี รวมทั้งเอี่ยมอำนาจเจริญ และเอี่ยมกันทรลักษณ์

เลือกตั้งเที่ยวที่แล้ว “กบ จิตรวรรณ” ถอยชั่วคราว ให้กำนันป้อลุยเอง และหันไปบุกเบิกโรงงานแป้งมันแถวอุบลราชธานีศรีสะเกษ ,อำนาจเจริญ และข้ามไป สปป.ลาว 

อนาคตข้างหน้า เธออาจปักหลักเล่นการเมืองที่ชายแดนอุบลใต้ ก็เป็นไปได้ 

ระทึก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399553?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระทึก

18 พฤศจิกายน 2562 – 10:10 น.
ศาลรัฐธรรมนูญ,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 1,385 ครั้ง

มาร่วมวิเคราะห์ กับ 3 บก. ในประเด็น ศาล รธน.จะอ่านคำวินิจฉัยคดีถือหุ้นสื่อ “วี-ลัค มีเดีย” ของ “ธนาธร” หน.พรรคอนาคตใหม่ อย่างไร

รายการเนชั่นสุดสัปดาห์ กับ 3 บก. ออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลาห้าโมงเย็น ทางเนชั่นทีวีช่อง 22 “สมชาย มีเสน” ซีอีโอเครือเนชั่น “วีระศักดิ์ พงษ์อักษร” บรรณาธิการบริหาร นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และ “บากบั่น บุญเลิศ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ร่วมวิเคราะห์ประเด็น “ระทึก”

อ่านข่าว…  รอดหรือไม่รอดก็ยังอยู่ไม่เป็นสุข

 “บากบั่น” ตั้งคำถามว่า ไม่กี่วันข้างหน้านี้สถานการณ์การเมืองจะเป็นอย่างไร

  “สมชาย” ประเมินว่า การเมืองช่วงจากนี้มีเหตุระทึก คือวันที่ 20 พฤศจิกายน ศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านคำวินิจฉัยคดีถือหุ้นสื่อ “วี-ลัค มีเดีย” ของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ว่าจะเข้าข่ายห้ามลงสมัครส.ส.ตามกฎหมายหรือไม่ เพราะเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันรับสมัคร ส.ส. แต่ธนาธรบอกว่าโอนหุ้นไปตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม จึงไปสมัคร ส.ส.ได้ แต่เอกสารที่กระทรวงพาณิชย์รับแจ้งการโอนหุ้นสื่อของธนาธรคือวันที่ 21 มีนาคม

ตรงนี้รอดูว่าศาลจะวินิจฉัยว่าวันที่สมัคร ส.ส. ธนาธรยังถือหุ้นหรือไม่

วันที่ 18 ตุลาคม ธนาธรบอกกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญว่าจำไม่ได้กับเหตุการณ์การโอนหุ้นและเหตุอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง

กรณีนี้ศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการตามขั้นตอนมาแล้ว และน่าจะมีคำตัดสินออกมาสองทางคือ

แนวทางแรก เพิกถอนสิทธิการสมัคร ส.ส. หากตัดสินแบบนี้ ธนาธรจะพ้นสภาพ ส.ส. เพราะขาดคุณสมบัติการสมัคร ส.ส. เนื่องจากยังมีหุ้นสื่อ โดยเลื่อนว่าที่ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์พรรคอนาคตใหม่ลำดับถัดไปขึ้นมาแทน แนวทางที่สอง ไม่เพิกถอนสิทธิการสมัคร ส.ส. หากเป็นแบบนี้ ธนาธรเข้าทำหน้าที่ ส.ส.ในรัฐสภาได้

หากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตัดสินในแนวทางแรก นอกจากธนาธรมีความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งแล้วนั้น จะมีกรณีตามมาคือคดีนี้ที่ กกต.สอบสวนแล้ว โดยรอคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในวันเวลาข้างต้นก่อนเพื่อพิจารณาแจ้งความเอาผิดในคดีอาญาว่าธนาธรแจ้งความเท็จและใช้เอกสารเท็จในการสมัคร ส.ส.

    “วีระศักดิ์” วิเคราะห์ว่า การต่อสู้คดีนี้ของธนาธรคืออ้างว่าโอนหุ้นไปก่อนสมัคร ส.ส. และการที่ไม่ไปขึ้นเงินเช็คจากการขายโอนหุ้นเพราะไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน ตั้งแต่วันที่เกิดเหตุนี้ ขั้นตอนการต่อสู้ในเรื่องนี้ราวเจ็ดเดือน และไม่กี่วันนี้จะรู้สถานะ ส.ส.ของธนาธร

    “บากบั่น” ตั้งคำถามว่า สิ่งที่โฆษกพรรคอนาคตใหม่ชี้แจงกิจกรรม “อยู่ไม่เป็น” นั้น จะมีแรงสะท้อนอะไรกับการชี้ชะตาของหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ในไม่กี่วันข้างหน้านี้หรือไม่

    “สมชาย” กล่าวว่า การจัดกิจกรรม “อยู่ไม่เป็น” ของพรรคอนาคตใหม่ที่เกิดขึ้นล่าสุดนั้น บางคนตั้งคำถามว่าน่าจะเป็นการกดดันการตัดสินคดีของธนาธรในไม่กี่วันข้างหน้า แต่แกนนำพรรคอนาคตใหม่ชี้แจงแล้วว่าเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นให้ ส.ส.ของพรรคปราศรัย กิจกรรมนี้คือการรวมตัวของพรรคและผู้สนับสนุนพรรค และอ้างว่า ”อยู่ไม่เป็น” จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคม จะไม่ทนกับปัญหาและสิ่งไม่ถูกต้องในสังคมเพื่อแก้ไข และสร้างสังคมใหม่ให้คนรุ่นต่อไป

ประเมินว่าหัวใจของกิจกรรมนี้คือ บอกสังคมว่าหากพรรคเกิดอุบัติเหตุใดๆ เพราะอยู่ไม่เป็น และกรณีนี้คงกดดันศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้

   “วีระศักดิ์” ตั้งประเด็นว่า กลางเดือนธันวาคมฝ่ายค้านระบุว่าจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล จะมีอะไรที่ระทึกทางการเมืองเกิดขึ้นบ้าง

 “บากบั่น” กล่าวว่า ฝ่ายค้านขอข้อมูลจากสังคมเพื่อประมวลการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลแบบเป็นทางการเพื่อแสดงถึงการมีส่วนร่วมจากสังคม

   “สมชาย” ระบุว่า การที่ สุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ประกาศขอข้อมูลการทุจริตการทำงานของรัฐบาลจากประชาชน กรณีนี้เป็นเรื่องปกติ เพราะทุกครั้งที่จะมีการอภิปรายก็ทำกันแบบนี้ แต่คราวนี้ฝ่ายค้านทำกรณีนี้อย่างเป็นทางการ แต่ข้อมูลจริงในการอภิปรายจะมาจากข้าราชการที่ไม่พอใจรัฐบาลที่โดนรังแก รวมทั้งผู้ที่โดนข่มเหงและแพ้การประมูลโครงการของรัฐบาล

เป้าหมายของฝ่ายค้านคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย, ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม อภิปรายนายกรัฐมนตรีเพราะเป็นหัวหน้ารัฐบาล, สมคิดเรื่องการดูแลด้านเศรษฐกิจ, ศักดิ์สยามในเรื่องการทำงานของกระทรวงคมนาคม และ พล.อ.อนุพงษ์เรื่องขยายสัญญารถไฟฟ้าบีทีเอส และอาจจะมีจำนวนรัฐมนตรีที่โดนอภิปรายมากกว่านี้

สิ่งที่ระทึกคือ การเมืองนั้นมีฝ่ายค้านและรัฐบาล ตอนนี้มีฝ่ายค้านอิสระเพิ่มมา และพรรคที่มี ส.ส. 1 คน จำนวน 5 พรรค โดยมี ส.ส. 8 เสียง ที่เคยร่วมหนุนตั้งรัฐบาลนี้ระบุว่า จะประชุมทุกวันจันทร์ และขอฟังข้อมูลฝ่ายค้านก่อน โดยพร้อมไม่ยกมือไว้วางใจรัฐบาล 8 ส.ส.กับสถานการณ์แบบนี้มีผลมากกับรัฐบาล และอาจเขย่าขวัญ 4 รัฐมนตรีได้

“วีระศักดิ์” ประเมินว่า 8 ส.ส.ที่ดำเนินการแบบนี้มีผลอย่างยิ่งกับการอภิปรายครั้งนี้

  “บากบั่น” ระบุว่า ทราบว่าฝ่ายค้านมีข้อมูลกันแล้ว โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงนั้น พล.อ.ประยุทธ์กับสมคิดโดนอภิปรายเรื่องนี้แน่นอน รวมทั้งการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และเมื่อ ส.ส. 8 เสียงประกาศทำแบบนี้มีผลทางการเมืองเป็นอย่างมาก รัฐบาลอาจจะแพ้ฝ่ายค้านได้ หาก 8 ส.ส.งดออกเสียงหรือไม่ไว้วางใจรัฐบาล

ทราบข้อมูลจากแกนนำพรรคเพื่อไทยว่า อภิปรายคราวนี้จะใช้ระเบิดนาปาล์มเพื่อให้รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำแกว่ง ถล่มจุดอ่อนที่สุด และหากมีการปรับบางพรรคออกจากครม.ชุดนี้ พรรคเพื่อไทยพร้อมร่วมรัฐบาลแต่ต้องอยู่บนเงื่อนไขแก้รัฐธรรมนูญ และเป็นรัฐบาลสร้างชาติ แต่ควรรอดูท่าทีนายกรัฐมนตรีว่าจะตอบรับข้อเสนอนี้หรือไม่

ล่าสุด “อนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย บอกว่า หากมีอะไรเกิดขึ้นกับรมว.คมนาคม อนุทินพร้อมออกไปด้วยนั้น แปลว่าอะไร ก่อนหน้านี้อนุทินก็เคยขู่ว่าหากการแบนสามสารพิษไม่เกิดขึ้น ครม. 4 คนพรรคภูมิใจไทยพร้อมถอยจากรัฐบาล

 “สมชาย” ประเมินว่า การแต่งตั้งและปรับครม.คืออำนาจของนายกรัฐมนตรี ภาษาการเมืองนั้น การที่อนุทินระบุแบบนี้แปลว่าขู่นายกรัฐมนตรีต่อสาธารณะ เพราะเรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้น ที่ผ่านมามีแต่การขู่ว่าอาจไม่ลงมติให้รัฐมนตรีที่โดนอภิปรายและขู่ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล

อนุทินคงจะมองว่าพรรคภูมิใจไทยตั้งอยู่บนความอยู่รอด/ไม่รอดของรัฐบาล ขอถามว่า หากอนุทินระบุว่าเชื่อใจ รมว.คมนาคมแบบนี้ อนุทิน และ 4 รัฐมนตรีที่โดนอภิปรายจะไม่ฟังข้อมูลของฝ่ายค้านบ้างหรือ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลจะไม่ฟังสิ่งที่ฝ่ายค้านอภิปรายเลยหรือ แม้รัฐมนตรีตอบฝ่ายค้านไม่ได้ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลจะลงมติอุ้มรัฐมนตรีต่อแบบไม่รับฟังคนอื่นและจะไม่พิจารณาเหตุผลเลยหรือ ทำงานการเมืองแล้วไม่เอาประโยชน์ชาติ เอาแต่พรรคพวก ควรกลับบ้านนอนดีกว่า

ตรงนี้ยังชื่นชม 8 ส.ส.ที่ระบุล่าสุดว่า ขอฟังสิ่งที่ฝ่ายค้านอภิปรายก่อนลงมติ

“บากบั่น” ตั้งประเด็นว่า สถานการณ์หลังอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเป็นเช่นใด

   “สมชาย” กล่าวว่า ฝ่ายค้านอภิปราย 4 รัฐมนตรีแบบรายบุคคล ต้องลงมติ 4 ครั้ง นายกรัฐมนตรีคือ 1 ใน 36 รัฐมนตรี และ ส.ส.ต้องลงมติไว้วางใจ/ไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีแบบรายบุคคล หากคะแนนของนายกรัฐมนตรีแพ้ฝ่ายค้านในสภา ยุบสภาทันที หากรัฐมนตรีคนใดมีคะแนนแพ้ฝ่ายค้านก็ต้องหลุดจากตำแหน่ง หรือรัฐมนตรีคนใดมีคะแนนไว้วางใจน้อยกว่าเพื่อน สังคมจะกดดันรัฐมนตรีคนนั้น

 “วีระศักดิ์” สรุปว่า 4 รัฐมนตรีคงระทึกกับเหตุข้างต้น

“บากบั่น” ตั้งประเด็นว่า ตอนนี้มีคำถามว่า “การเมืองแทรกแซงสื่อ หรือสื่อแทรกแซงการเมือง” เพราะรายการนี้เคยวิเคราะห์การอภิปรายไม่ไว้วางใจ 4 รัฐมนตรี แต่พรรคภูมิใจไทยกลับแจ้งความกับรายการนี้และยังใช้เวทีสภาผู้แทนราษฎรกล่าวถึงรายการนี้ ขอถามว่า สื่อมวลชนมีพลังแทรกแซงการเมืองหรือ ยืนยันว่า หน้าที่สื่อมวลชนคือตรวจสอบนักการเมืองและทุกฝ่าย

 “สมชาย” ระบุว่า สื่อมวลชนมีหน้าที่ตรวจสอบความจริง เครือเนชั่นหารือกับนักลงทุนและผู้ถือหุ้นใหญ่ในการประชุมวิสามัญบริษัทเกี่ยวกับการเพิ่มทุนแล้ว แต่กลุ่มการเมืองบางกลุ่มมาแทรกแซงผู้ที่จะมาร่วมเพิ่มทุนจนต้องเลื่อนการประชุมไป และบางพรรคกลับออกมาแสดงความเห็นเรื่องนี้ในสภาผู้แทนราษฎร ยืนยันไม่เคยมีการทำแบบนี้ในรัฐสภา

สำนักงานตำรวจแห่งชาติแจ้งรายงานเหตุอุกฉกรรจ์และสะเทือนขวัญกรณีที่พรรคภูมิใจไทยแจ้งความรายการนี้ และรายงานต่อนายกรัฐมนตรี รมว.มหาดไทย และ ผบ.ตร. ยืนยันว่าที่ผ่านมามีแต่ฝ่ายการเมืองแทรกแซงสื่อมวลชนและข้าราชการ ที่ผ่านมานักการเมืองบางคนใช้กฎหมายฟอกเงินตรวจสอบสื่อมวลชนและนักการเมืองบางคนยังอยู่เบื้องหลังการปิดล้อมสำนักงานของเครือเนชั่นมาแล้ว

ตรงนี้ขอยืนยันว่าจะทำหน้าที่สื่อมวลชนต่อไป

  “วีระศักดิ์” กล่าวสรุปว่า ยืนยันว่าจะตรวจสอบนักการเมืองต่อไป

สัญญาณอันตราย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399544?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สัญญาณอันตราย

18 พฤศจิกายน 2562 – 08:13 น.
เลิกจ้าง,ว่างงาน,สัญญาณอันตราย
เปิดอ่าน 745 ครั้ง

สัญญาณอันตราย บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2562

สถานการณ์การเลิกจ้างงานในประเทศไทย 2562 น่าเป็นห่วงไม่น้อย หลังจากมีการเปิดเผยตัวเลขการว่างงาน สูงที่สุดในรอบ 2-3 ปี โดยเฉพาะสถานการณ์การเลิกจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมของประเทศที่พบว่า ครึ่งปีหลังมีโรงงานใหญ่หลายแห่งปิดตัวลง และลอยแพพนักงานหลายร้อยคน เหตุจากเศรษฐกิจประเทศถดถอยเป็นผลมาจากทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก ทั้งค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่อง ทำให้ผู้ประกอบการมีกำไรจากการส่งออกลดลง ต้นทุนสูงขึ้นแต่รายได้ลดลง รวมทั้งสงครามการค้าระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกา-จีน ทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ส่งผลให้จีดีพีหลายประเทศร่วงอย่างหนัก ทั้งยุโรป หรือชาติยักษ์ใหญ่ในเอเชีย รัฐบาลประเทศต่างๆ ก็มีการออกมาตรการมากระตุ้นเศรษฐกิจ และการที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวนี้ ถึงขั้นที่ไอเอ็มเอฟออกมาประกาศว่า มีประเทศกว่าร้อยละ 90 ที่ได้รับผลกระทบนี้ รุนแรงที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา รวมถึงประเทศไทยด้วย

อ่านข่าว… หม่อมเต่า ไม่ห่วงเลิกจ้าง รง.เปิดใหม่สูงกว่าปิด 2 เท่า
เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ให้เศรษฐกิจในประเทศชะลอตัวตาม โดยเฉพาะกลุ่มซัพพลายเออร์ขนาดเล็กที่ผลิตเพื่อส่งออกได้รับผลกระทบมาก ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลโดยกระทรวงการคลังได้ออกมาตรการดูแลเศรษฐกิจเพื่อไม่ให้ได้รับผลกระทบรุนแรง และทำให้เห็นว่ายังมีความจำเป็นที่รัฐบาลต้องกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เพราะเศรษฐกิจโลกจะยังชะลอตัวต่อไป ขณะเดียวกันหน่วยงานอื่น เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกมาตรการสนับสนุนเงินทุนไหลออกเพื่อดูแลเศรษฐกิจอีกช่องทางหนึ่ง ซึ่งถือเป็นการร่วมมือกันในการประคองเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า โดยมีเป้าหมายให้เศรษฐกิจได้รับผลกระทบให้น้อยที่สุด หากเราปล่อยไปตามน้ำ ไม่ทำอะไรเลยเศรษฐกิจก็จะแย่ลงกว่านี้ แต่จะให้พูดเต็มปากว่าเศรษฐกิจไม่ดีก็ไม่ใช่ แต่จะพยายามให้ดีที่สุด ซึ่งการออกมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านมาถือเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลเศรษฐกิจ

การใช้ยาแรงทั้งลดดอกเบี้ยและแจกเงินในโครงการชิมช้อปใช้เข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ ตามมาด้วยโครงการ 100 เดียวเที่ยวทั่วไทย หวังกระตุ้นการท่องเที่ยว ท่ามกลางคำถามมากมายว่าเม็ดเงินราว 19,000 ล้านบาทนี้จะถึงมือรากหญ้าที่เป็นเป้าหมายอย่างแท้จริงสักเท่าไร และหากผู้เข้าร่วมโครงการเอาเงินไปจับจ่ายใช้สอยซื้อของใช้ในชีวิตประจำวันตามห้างดังต่างๆ กลายเป็นว่ามาตรการชิมช้อปใช้นี้ ก็วนเงินกลับเข้าสู่นายทุนเหมือนเดิม จึงกลายเป็นความกังวลว่าหากนโยบายที่รัฐบาลหวังจะให้เศรษฐกิจดีขึ้นกลับไม่ประสบความสำเร็จ ประชาชนในพื้นที่ไม่ได้รู้สึกว่าดีขึ้น การค้าขายตกต่ำ บรรดาผู้ประกอบการทั้งรายเล็กรายใหญ่ประสบปัญหา ลูกค้าหดหาย ประชาชนไม่มีกำลังซื้อ รัฐบาลจะมีไม้เด็ดอะไรออกมาอีก

เศรษฐกิจโลกที่อยู่ในวัฏจักรชะลอตัวเริ่มมีสัญญาณการจ้างงานลดลงเป็นความเสี่ยงต่อตลาดแรงงานไทย โดยเฉพาะนักศึกษาจบใหม่ประมาณ 5.24 แสนคน อาจต้องประสบปัญหาภาวะว่างงานสูงขึ้น สำหรับการว่างงานของไทยอยู่เป็นอันดับ 7 จาก 181 ประเทศทั่วโลก คิดเป็นอัตราว่างงานเฉลี่ยร้อยละ 1.2 หรือประมาณกว่า 400,000 อัตรา มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาเป็นระยะๆ ส่วนใหญ่เป็นการแก้ปัญหาแค่ระยะสั้นๆ ไม่มั่งคั่งยั่งยืน ไม่ได้สร้างงาน ดังนั้นภาครัฐ ภาคธุรกิจ ตลาดแรงงาน และภาคการศึกษา ทุกฝ่ายต้องตื่นตัว มีการตั้งรับและวางแผน รวมถึงบูรณาการทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนตนเอง องค์กรและประเทศไทยก้าวข้ามการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน นับว่าเป็นความท้าทายที่ทุกภาคส่วนต้องรับมือให้ทันกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อไป