“เปิดเอกสาร” สั่งเก็บข้อมูลสถิติผู้ชุมนุมติดเชื้อโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/480016

“เปิดเอกสาร” สั่งเก็บข้อมูลสถิติผู้ชุมนุมติดเชื้อโควิด-19

22 ส.ค. 2564

“เปิดเอกสาร”ศบค. สั่งเก็บข้อมูล ผู้ชุมนุม ติดเชื้อ พร้อมระดมจัดหายาฟาวิพิราเวียร์ จากสิงคโปร์ อิสราเอล ยูเออี

สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ส่งหนังสือเวียน “เปิดเอกสาร”ศบค. เสนอความเห็น เก็บข้อมูลสถิติ“ผู้ชุมนุม”ติดเชื้อโควิด-19 

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล  เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2564  สำนักเลขาธิการคณะรัฐมตรี (ครม.)  ได้ส่งหนังสือเวียน ถึงรองนายกรัฐมนตรี  รัฐมนตรี และกระทรวง ทบวง กรม  ให้รับทราบถึงผลการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19 ) (ศบค.) เมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นผู้อำนวยการ ศบค. เป็นประธานประชุมประธานในที่ประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์

"เปิดเอกสาร" สั่งเก็บข้อมูลสถิติผู้ชุมนุมติดเชื้อโควิด-19

รายงานการประชุมฉบับดังกล่าว มีประเด็นน่าสนใจอย่างยิ่ง อันเป็นผลจากการรายงานสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโควิดที่ยังเพิ่มสูงขึ้น 

ทั้งนี้ การประชุมศบค.เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2564  นอกจาก พิจารณาขยายระยะเวลาการบังคับใช้มาตรการยกระดับควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จนนำไปสู่การประกาศมาตรการล็อกดาวน์ 29 จังหวัดแล้ว 

พบว่า ในที่ประชุมได้มีการเสนอความเห็นเพื่อหาทางลดการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ให้ได้ภายในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ 

เช่น นอกจากระดมการติดต่อซื้อยาฟาวิพิราเวียร์  จากอินเดีย สิงคโปร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์แล้ว 

อีกประเด็นมีการเสนอให้ รวบรวมสถิติ การติดเชื้อของผู้ชุมนุมในที่สาธารณะ นำมาวิเคราะห์ร่วมกับ การติดเชื้อของกลุ่มต่างๆในสังคม 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตร.เตือน กลุ่มผู้ “ชุมนุม” เสี่ยงติดโควิด-19 พ่วงผิดกฎหมาย คุก 2 ปี 

ช็อก.! ม็อบมือระเบิดติด”โควิด” ผวา”คลัสเตอร์” แพร่เชื้อกลางกรุงฯ

“โควิดวันนี้” พบผู้เสียชีวิตยังพุ่งถึง 209 ราย ตัวเลขผู้ป่วยใหม่ยังทะลุหลัก 2 หมื่น

ที่ประชุมมีความเห็นและข้อเสนอดังนี้  1. ควรลดระยะเวลาและเพิ่มช่องทงในการเข้าถึงยาเพื่อรักษาอาการของโรคโควิด-19 ของประชาชนให้มีความสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น  เมื่อเข้าสู่ระบบการแยกกักตัวที่บ้าน หรือแยกกักในชุมชน โดยเฉพาะยาฟาวิพิราเวียร์ ที่จะจัดให้ทันทีที่ตรวจพบว่าติดเชื้อ

2.ควรให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาโรคโควิด-19 และพิจารณาปรับปรุงคู่มือการรักษาโรคโควิด-19 ให้เทียบเท่าระดับสากล รวมทั้งศึกษาข้อมูลยาชนิดอื่นๆ ของภาคเอกชนหรือในต่างประเทศ และเพิ่มช่องทางให้สถานพยาบาลเอกชนสามารถสั่งซื้อยาได้โดยตรง อาทิ การสั่งซื้อยาจากประเทศอินเดีย ซึ่งได้มีการเจรจาไว้เบื้องต้นแล้วเป็นกรณีพิเศษ ภายใต้โควต้าของประเทศไทย 

รวมถึงการพิจารณาความร่วมมือด้านยาร่วมกับสาธารณรัฐสิงคโปร์ อิสราเอล และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์  ผ่านกระทรวงการต่างประเทศ 

ทั้งนี้ควรเร่งจัดเตรียมยาต้านไวรัสโควิด -19 ชนิดอื่นๆ นอกจากยาฟาวิพิราเวียร์ เพื่อรองรับการแพร่ระบาดที่อาจมีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเดือนสิงหาคม และกันยายน 2564 

"เปิดเอกสาร" สั่งเก็บข้อมูลสถิติผู้ชุมนุมติดเชื้อโควิด-19

3. ควรมีการจัดทำสถิติข้อมูลการติดเชื้อของผู้ป่วยและผู้เสียชีวิต อาทิ ร้อยละของการติดเชื้อจากการชุมนุมในพื้นที่สาธารณะ ร้อยละของการเสียชีวิตในกลุ่ม 608 (ผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป กลุ่มโรคเรื้อรัง และหญิงตั้งครรภ์  ) ร้อยละของการได้รับวัคซีนในกลุ่มผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิต

4.ควรมีการนำเสนอรายงานการทบทวนคู่มือการรักษาของ สธ.และการปรับความสะดวกการเข้าถึงยาต้านไวรัสที่มีคุณภาพตามความเหมาะสม ของสถานะของผู้ติดเชื้อ /ผู้ป่วย เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตลง และลดภาระของบุคลากรทางการแพทย์ในการรับมือกับผู้ป่วยอาการหนัก

ทั้งนี้ ให้นำเสนอยุทธศาสตร์การเตรียมพร้อมในการเตรียมยาสำรองสำหรับผู้ป่วย และประเภทของยาที่พึงมีตามมาตรฐานสากล เพื่อใช้ในการรักษาให้เพียงพอ โดยให้นำเสนอ ศบค.ภายใน 30 วัน 

5. ให้กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการรวบรวมรายชื่อสถานพยาบาลที่มีความประสงค์เข้าร่วมโครงการที่จะพิจารณาสั่งซื้อยาตามที่กระทรวงการต่างประเทศได้รับด้วยมิตรภาพอันดีจากประเทศอินเดีย โดยให้จัดทำสรุปยอดรวม ประเภทยา  ทั้งรัฐและเอกชน ภายใต้โครงการนี้ เสนอ ศบค.ภายใน 15 วัน 

จับตา ประชุมกต. ปรเมษฐ์ หวังขอ “คืนความเป็นธรรม” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/480006

จับตา ประชุมกต. ปรเมษฐ์ หวังขอ”คืนความเป็นธรรม”

22 ส.ค. 2564

ปรเมษฐ์หวังกต.”คืนความเป็นธรรม” ให้นั่งผู้พิพากษาอาวุโส วอนกต.ให้ความเป็นธรรมตามกฎหมาย ชี้หากไม่ได้รับความเป็นธรรม ใช้สิทธิทางกม.

ในวันที่ 23 ส.ค.นี้ คณะกรรมการตุลาการ(กต.) สำนักคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมจะมีการประชุมพิจารณาการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการศาลยุติธรรมประจำปี 2564 ในส่วนที่ยังค้างและอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา ที่จะมีผลในวันที่ 1 ต.ค.นี้  ซึ่งเป็นที่จับตาว่า กต.ให้ความเป็นธรรมต่อนายปรเมษฐ์ โตวิวัฒน์ หรือไม่

จับตา ประชุมกต.  ปรเมษฐ์ หวังขอ"คืนความเป็นธรรม"

โดยวาระที่น่าสนใจคือ  กรณีนายปรเมษฐ์ โตวิวัฒน์ อธิบดีศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ช่วยทำงานผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนางเมทินี ชโลธร ประธานศาลฎีกาและประธานคณะกรรมการตุลาการเป็นจำเลย ฐานเป็นเจ้าพนักงานประพฤติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลอาญา มาตรา 157   โดยต้องพิจารณาว่ากต.จะพิจารณาให้นายปรเมษฐ์ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสในปีนี้หรือไม่ หลังจากเลื่อนพิจารณามาหลายครั้งแล้ว
   

โดยในปีนี้มีการยื่นเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายและการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของข้าราชการสำนักงานศาลยุติธรรม และกต.บางรายและยังไม่มีความคืบหน้า  

อาทิ  กรณีที่ประธานศาลฎีการลงนามตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อกล่าวหาว่าอดีตประธานศาลฎีกา 2 คน และ อดีตประธานศาลอุทธรณ์ 1 คน ปรากฎชื่อเป็น 3 คนในผู้พิพากษาของศาลฎีกา ที่เว็บ Law360 รายงานข่าวและวิเคราะห์ในด้านกฎหมายของสหรัฐอเมริกา กล่าวอ้างถึงในผลการสอบสวนภายในของบริษัท โตโยต้า คอร์ป ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 1 ของประเทศญี่ปุ่น ระบุว่าเข้าไปเกี่ยวพันกับการจ่ายสินบนจากบริษัท โตโยต้า มอเตอร์(ประเทศไทย)จำกัด ที่จ่ายผ่านบริษัทสำนักงานกฎหมาย เพื่อให้ศาลมีคำตัดสินในทางที่เป็นคุณในเรื่องข้อพิพาททางภาษีจากการนำเข้ารถโตโยต้า พรีอุส ระหว่างปี 2555-2558 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้บ.โตโยต้า (ประเทศไทย) จ่ายภาษีและค่าปรับกว่า 11,000 ล้านบาท เมื่อประมาณปี 2563  แต่ บ.โตโยต้า(ประเทศไทย)ยื่นฎีกา   โดยกรณีนี้ศาลฎีกาได้รับเรื่องนี้ไว้ในระบบแล้ว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กต.คลอดหลายตำเเหน่ง “ชำนาญ”ข้องใจ”อนุรักษ์”ได้ไปต่อ พร้อมร้องนายกฯทบทวน

เขย่าตุลาการอีกรอบ “ชำนาญ” ค้านตั้ง “อนุรักษ์” 

“ปรเมษฐ์” เตรียม ยื่นอุทธรณ์คำสั่ง ฟ้อง “ประธานศาลฎีกา”

กรณีนายประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา รองประธานศาลฎีกา ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (อ.ก.ต.) ได้ประกาศลาออกกลางที่ประชุม เมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2564 ที่ผ่านมา เพราะไม่เห็นด้วยกับการทำหน้าที่ของ อ.ก.ต. เสียงข้างมาก ในการแต่งตั้งผู้พิพากษารายหนึ่ง ให้ เป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ทั้งที่ถูกร้องเรียนว่ามีส่วนเข้าไปพัวพันกับการแทรกแซงกระบวนการต่อสู้คดีข้อพิพากษาที่ดินจำนวน 46 แปลง ระหว่างบริษัทเอกชนรายใหญ่แห่งหนึ่งกับคู่กรณี ซึ่งมีคดีฟ้องร้องกันจำนวนหลายคดีทั้งคดีอาญาและคดีแพ่ง จนกระทั่งบริษัทต้องยอมจ่ายเงินชดเชยจำนวน 400 ล้านบาท 
   
กรณีที่นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ อดีตประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี   , สำนักงานป.ป.ช. และประธานศาลฎีกา ในฐานะประธานกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม(ก.ต.)และกรรมการ ก.ต. เรื่องคัดค้านบัญชีรายชื่อการแต่งตั้ง นายอนุรักษ์ สง่าอารีย์กุล รองประธานแผนกคดียาเสพติดในศาลอุทธรณ์ ให้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบในศาลอุทธรณ์ เนื่องจากมีเหตุสงสัยที่จะมีการกระทำผิดวินัยอันมีลักษณะการหาเสียงเลือกตั้ง ก.ต.บุคคลภายนอกครั้งที่ผ่านมาในไลน์ ”สภาตุลาการ” ทั้งที่อยู่ในตำเเหน่ง ก.ต. แต่ยังไม่มีความคืบหน้าในเรื่องนี้

แหล่งข่าว จากสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวว่า  หากมติ กต.ในวันที่ 23 ส.ค. ระบุว่า จะไม่ให้นายปรเมษฐ์ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโส    คาดว่านายปรเมษฐ์จะใช้สิทธิ์ ตาม กฎหมาย และรัฐธรรมนูญ ที่บัญญัติว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ ปวงชนชาวไทย ย่อมได้รับความคุ้มครอง ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญเสมอภาคกัน  

รวมทั้งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ มาตรา45 ที่ระบุว่า   ในการประชุมกต.ห้ามไม่ให้กรรมการผู้มีส่วนได้เสียในเรื่องพิจารณาเข้าร่วมประชุมและลงมติในเรื่องนั้น เพราะโดย ปกติกรรมการผู้มีส่วนได้เสีย ย่อมต้องรู้ดีว่า ไม่สมควรเข้าไป ประชุม และ ลงมติ ที่เป็นผลร้ายแก่คู่กรณี ที่มีส่วนได้เสีย ในเรื่องนั้น

“มองสิ่งที่นายปรเมษฐ์เคยยื่นคำร้องไว้ว่าการพิจารณาแต่งตั้งดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโส ต้อง พิจารณตามพ.ร.บ.หลักเกณฑ์การแต่งตั้งและการดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสฉบับที่ 4 พศ 256 มาตรา 6/1 บัญญัติว่า   ข้าราชการตุลาการซึ่งมีอายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ในปีงบประมาณใดให้พ้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่ เมื่อสิ้นงบประมาณนั้น และให้ไปดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสจนกว่าจะพ้นจากราชการตามมาตรา 8/1 และมาตรา 9 บัญญัติว่าข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรมซึ่งจะมีอายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ในปีงบประมาณใดให้ กต. จัดให้มีการประเมินสมรรถภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตุลาการ แล้วเสนอผลการประเมินให้กต.พิจารณาประกอบการแต่งตั้ง


เมื่อเข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมายจะได้รับการแต่งตั้งดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสแล้ว กต.ซึ่งเป็นหน่วยงานสำคัญของสถาบันศาลยุติธรรมในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายและพิจารณาวินัยข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรม จะต้องพิจารณาตามบทบัญญัติของกฎหมายโดยให้ความเป็นธรรมแก่ผู้พิพากษาในศาลยุติธรรม”เเหล่งข่าว วิเคราะห์สิ่งที่นายปรเมษฐ์ ระบุไว้

เเหล่งข่าวกล่าวว่า การดำเนินการของนายปรเมษฐ์ที่ผ่านมาโดยมีหนังสือร้องขอความเป็นธรรมมาโดยตลอดแต่นายปรเมษฐ์คงมองว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ประธานศาลฎีกามีนโยบายว่าศาลเป็นที่พึ่งแรกของประชาชน แต่ก็ดีผู้พิพากษาในศาลยุติธรรมไม่ได้รับความเป็นธรรมจะหาที่พึ่งจากที่ใด ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายห้ามไม่ให้ประชาชนหรือผู้พิพากษาใช้สิทธิทางศาลแล้ว  


เเหล่งข่าวกล่าวว่า   หากกต. พิจารณา ลงมติไม่ให้นายปรเมษฐ์ดำรงตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาอาวุโสแล้ว จะมีผลทำให้พ้นจากตำแหน่ง และเป็นการลงโทษทางวินัยล่วงหน้า นายปรเมษฐ์น่าจะต่อสู้ว่า เป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมาย น่าจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างมาก ซึ่งคณะกรรมการสอบสวนวินัย ยังสอบสวน ไม่แล้วเสร็จ เป็นแนวบรรทัดฐานและมาตรฐานที่ไม่ถูกต้องของผู้พิพากษาในศาลยุติธรรมและสถาบันศาลยุติธรรมในอนาคต เกิดความเสียหายยากจะเยียวยาได้ ในภายหลัง การกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เช่นนี้มีผลทำให้ผู้ได้รับความเสียหายมีสิทธิทางศาลฟ้องร้อง ทั้ง ทางแพ่งและทางอาญา ต่อไปตามบทบัญญัติของกฎหมายและตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งผู้พิพากษาในศาลยุติธรรมในฐานะประชาชนชาวไทยมีสิทธิได้รับความคุ้มครอง ตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญอย่างเสมอภาคเช่นเดียวกัน

“มองว่าดังนั้นการที่นายปรเมษฐ์ถูกร้องเรียนกล่าวหาโดยคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงในชั้นต้นดำเนินการสอบสวนโดยไม่ชอบ และคณะกรรมการสอบสวนวินัยยังสอบสวนไม่เสร็จ ตามกฎหมายต้องแต่งตั้งดำรงตำแหน่งเป็น ผู้พิพากษาอาวุโส โดยต้องได้รับความเป็นธรรมเช่นเดียวกับผู้พิพากษาในศาลยุติธรรมอื่น และกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมบางท่าน ถูกร้องเรียนกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามกฎหมายและผิดวินัย แต่ไม่มีความคืบหน้าใดๆอันเป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่ ส่วนกรณีนายปรเมษฐ์รีบเร่งเร่งด่วน ด่วนสรุปดำเนินการอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วัน นายปรเมษฐ์น่าจะต่อสู้ว่าการไม่ได้รับความเป็นธรรมเช่นนี้จะอธิบายต่อ ประชาชนและสังคมได้อย่างไร ว่าไม่มีการแพ็กมาจากบ้าน โดยไม่ได้พิจารณาตามบทบัญญัติของกฎหมาย ตามที่นายประสิทธิ์ รองประธานศาลฎีกาในฐานะ ประธานอนุ กต. เคยระบุตามที่เป็นข่าวไม่กี่วันมานี้”เเหล่งข่าว กล่าว

ด้านนายปรเมษฐ์ กล่าวว่า หวังจะได้รับความเป็นธรรม ในการพิจารณาจากกต.ในครั้งนี้ เพื่อเป็นแนวบรรทัดฐาน  มาตรฐาน ของผู้พิพากษาในศาลยุติธรรม ในอนาคตต่อไป

ด่วน ตร.ล้อมปราบ จ่อยิงกระสุนยาง กลุ่ม “ทะลุแก๊ส” ไล่จับได้หลายราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/480000

ด่วน ตร.ล้อมปราบ จ่อยิงกระสุนยาง กลุ่ม “ทะลุแก๊ส” ไล่จับได้หลายราย

22 ส.ค. 2564

เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนนำกำลังลงมาจากทางด่วนดินแดง ล้อมปราบกลุ่มผู้ชุมนุมทะลุแก๊สที่อยู่บนถนนวิภาวดีขาออก โดยมีผู้ชุมนุมถูกจ่อยิงด้วยกระสุนยาง และ รถจยย.ล้ม หลายคัน เนื่องจากถูกเจ้าหน้าที่กระโดดถีบ เพื่อเป็นการสกัด

เมื่อเวลา 18.20 น. วันที่ 22 สิงหาคม 2564 ที่ ถนนวิภาวดีขาออก เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนชุดเคลื่อนที่เร็วซ้อนท้ายกระบะรถยนต์ตำรวจลงมาจากทางด่วนดินแดง ก่อนที่จะทำการปิดหัวปิดท้ายกลุ่มวลชนทะลุแก๊ส 

ด่วน ตร.ล้อมปราบ จ่อยิงกระสุนยาง กลุ่ม "ทะลุแก๊ส" ไล่จับได้หลายราย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนได้วิ่งปรี่เข้ากระโดดถีบผู้ชุมนุมทะลุแก๊ส ที่กำลังขี่รถจักรยานยนต์หนี

ด่วน ตร.ล้อมปราบ จ่อยิงกระสุนยาง กลุ่ม "ทะลุแก๊ส" ไล่จับได้หลายราย

บางส่วนก็ใช้โล่ตำรวจขว้างใส่รถจยย. จนทำให้รถล้มจำนวนมาก พร้อมกันนี้ตำรวจยังใช้อาวุธปืนกระสุนยางจ่อยิงกลุ่มผู้ชุมนม วิ่งไล่จับกลุ่มผู้ชุมนุมที่ส่วนใหญ่เป็นเด็กวัยรุ่นมีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเหตุการณ์ปะทะเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนสามารถควบคุมตัวผู้ชุมนุมทะลุแก๊สได้จำนวนมาก

ด่วน ตร.ล้อมปราบ จ่อยิงกระสุนยาง กลุ่ม "ทะลุแก๊ส" ไล่จับได้หลายราย

รวมไปถึงยึดรถจยย.ที่ถูกกระโดดถีบจากทางเจ้าหน้าที่ล้มกองกับพื้น ส่วนผู้ชุมนุมที่ถูกจับ ถูกนำตัวไปสอบสวน 

คฝ. – รถน้ำจีโน่ ลุยผลักดันกลุ่ม “ทะลุแก๊ส” แยกดินแดง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479991

คฝ. – รถน้ำจีโน่ ลุยผลักดันกลุ่ม “ทะลุแก๊ส” แยกดินแดง

22 ส.ค. 2564

สถานการณ์ล่าสุด ที่ ถนนวิภาวดี ต่อเนื่องสามเหลี่ยมดินแดง กลุ่มผู้ชุมนุมทะลุแก๊ส ขว้างระเบิดปิงปอง ประทัดยักษ์ ยิงลูกแก้ว ใส่เจ้าหน้าที่ ก่อนที่รถน้ำจีโน่จะเริ่มเคลื่อนออกมาเผชิญหน้าและผลักดันผู้ชุมนุม

เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 22 สิงหาคม 2564 ที่ ถนนวิภาวดี สามเหลี่ยมดินแดง ผู้สื่อข่าวคมชัดลึกออนไลน์ รายงานว่า กลุ่มมวลชน “ทะลุแก๊ส” มารวมตัวกันจำนวนมาก โดยมีการกระจายกำลังกันไปตามถนนวิภาวดีฝั่งขาเข้าและขาออก

คฝ. - รถน้ำจีโน่ ลุยผลักดันกลุ่ม "ทะลุแก๊ส" แยกดินแดง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โดยเฉพาะวิภาวดีฝั่งขาเข้า บริเวณช่วงที่จะเลี้ยงเข้าไปฝั่งถนนมิตรไมตรี มีกลุ่มผู้ชุมนุมทะลุแก๊สขว้างปาประทัดยักษ์ ระเบิดปิงปอง ยิงลูกแก้ว มาใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ขณะที่รถของประชาชนยังคงสัญจรตามปกติ ไม่ได้มีการปิดการจราจรแต่อย่างใด 

คฝ. - รถน้ำจีโน่ ลุยผลักดันกลุ่ม "ทะลุแก๊ส" แยกดินแดง

เวลา 17.37 น. รถฉีดน้ำแรงดันสูง หรือ จีโน่ จำนวน 2 คัน ได้เคลื่อนออกมายังถนนวิภาวดีขาออก เผชิญหน้ากับผู้ชุมนุม ก่อนที่จะผลักดันกลุ่มผู้ชุมนุมทะลุแก๊ส กลับไปยังฝั่งสามเหลี่ยมดินแดง ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้ใช้กระสุนยางยิงตอบโต้ 

คฝ. - รถน้ำจีโน่ ลุยผลักดันกลุ่ม "ทะลุแก๊ส" แยกดินแดง

ของมันต้องมี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แจงทำไมต้องจัดทำ “โพลตำรวจ” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479998

ของมันต้องมี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แจงทำไมต้องจัดทำ “โพลตำรวจ”

22 ส.ค. 2564

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ชี้แจงเหตุผลให้ทุกสถานีจัดทำผลวิจัย”โพลตำรวจ” เพื่อประโยชน์ต่อประชาชนโดยรวม

หลังจาก”สำนักงานตำรวจแห่งชาติ“(สตช.)  ได้จัดทำโครงการวิจัยเชิงสำรวจ หรือ “พีเพิลโพล”  หรือ“โพลตำรวจ”  โดยมีการเผยแพร่ผลสำรวจประชาชนต่อภัยอาชญากรรมมาแล้วระดับหนึ่ง ซึ่งได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างกว้างขวาง 

ของมันต้องมี  สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แจงทำไมต้องจัดทำ "โพลตำรวจ"พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.

ล่าสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)ได้ชี้แจงถึงเหตุผลที่จำเป็นต้องมีการจัดทำ “พีเพิลโพล”  หรือ “โพลตำรวจ”   โดยระบุว่า ตามที่ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์  หักพาล ที่ปรึกษา (สบ 9) สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินโครงการวิจัยเชิงสำรวจ หรือ พีเพิลโพล (People Poll) ซึ่งอยู่ในระหว่างช่วงระยะเวลาทดสอบ 4 เดือน ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกันยายน ซึ่งได้มุ่งเน้นเรื่องความหวาดกลัวภัยอาชญากรรมและความเชื่อมั่น ของประชาชนต่อประสิทธิภาพการป้องกันอาชญากรรมของเจ้าหน้าที่ตํารวจ และความพึงพอใจต่อการให้บริการภายในสถานีตํารวจ โดยยึดหลักระเบียบวิธีวิจัยอย่างเคร่งครัด

ได้กำหนดจำนวนกลุ่มตัวอย่างในพื้นที่สถานีละ 100 ตัวอย่าง ครอบคลุม 1,484 สถานีทั่วประเทศ เก็บข้อมูลโดยใช้ระบบออนไลน์ หรือ google form ซึ่งโปรแกรมนี้สามารถเข้าถึงได้ง่าย รวดเร็ว และประหยัดงบประมาณ ถือเป็นการประยุกต์ใช้นวัตกรรมส่งเสริมการทำงานของตำรวจ
 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สังคมอยู่ยาก “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”เปิดผลสำรวจ ความหวาดกลัวของชาวบ้าน

รู้ตัวแล้ว วงจรปิดมัดตัว แก๊งวัยรุ่นทำลายป้าย “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” 

เปิดใจ”บิ๊กโจ๊ก”ในวันที่มีข่าวหวนกลับมาหวานเจี๊ยบ

โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้


ประเด็นที่ 1 ทำไมต้องเก็บข้อมูลจากทุกสถานีตำรวจทั่วประเทศ

พีเพิลโพล ดำเนินงานโดยยึดหลักประชาชนเป็นศูนย์กลาง รับฟังความคิดเห็นของประชาชน ดังนั้น การเก็บข้อมูลจากทุกสถานีตำรวจครอบคลุมพื้นที่ทุกตารางเมตรของประเทศไทย ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรับรู้ถึงความรู้สึก ทัศนคติ ความต้องการ และปัญหาของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง ทำให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานสามารถปรับรูปแบบการทำงานให้เหมาะสมกับสถานการณ์ได้ทันท่วงที


ประเด็นที่ 2 ทำไมต้องวัดความหวาดกลัวภัย ประสิทธิภาพของตำรวจด้านการป้องกันอาชญากรรม และความพึงพอใจของประชาชนที่มาติดต่อที่โรงพัก

ตัวชี้วัดเรื่องความหวาดกลัวภัยอาชญากรรม และความเชื่อมั่นฯ นั้นถือเป็นตัวชี้วัดสากล ที่ World  Internal Security and Police Index ใช้วัดประสิทธิภาพตำรวจ และพระราชบัญญัติการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560 ได้กำหนดให้ตำรวจนำค่าเป้าหมาย และตัวชี้วัดดังกล่าวมาใช้วัดประสิทธิภาพตำรวจไว้เช่นกัน 

สำหรับการวัดความพึงพอใจนั้น สามารถสะท้อนให้เห็นคุณภาพการทำงาน และการมีจิตใจในการให้บริการของ
ตำรวจบนโรงพัก

ประเด็นที่ 3 เป็นการเพิ่มภาระให้โรงพักหรือไม่


ทุกสถานีเก็บข้อมูลกับประชาชนจำนวน 100 คนต่อเดือน (วันที 1-20) เฉลี่ยเพียงวันละ 5 คนเท่านั้น ซึ่งแต่ละวันตำรวจต้องพบปะให้บริการประชาชนในพื้นที่จำนวนมาก เช่น ตำรวจสายตรวจ ตำรวจชุมชนสัมพันธ์ และประชาชนที่มาใช้บริการบนโรงพัก ดังนั้น จึงไม่ถือว่าเป็นภาระเพิ่มเติม

ประเด็นที่ 4 พีเพิลโพล เชื่อถือได้หรือไม่

พีเพิลโพล ดำเนินการโดยยึดหลักระเบียบวิธีวิจัยอย่างเคร่งครัด โดยทำงานร่วมนักวิชาการ และกองวิจัย 
สำนักงานตำรวจแห่งชาติตั้งแต่กระบวนการออกแบบสอบถาม (อ้างอิง UNODC) แบบสอบถาม กำหนดกลุ่มตัวอย่าง การเก็บข้อมูล การประมวลผลข้อมูล ตลอดจนการวิเคราะห์ และนำเสนอผลข้อมูล

ประเด็นที่ 5 ทำอย่างไรหากพื้นที่นั้นไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต

คณะทำงานได้คำนึงถึงเงื่อนไขนี้ตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการ โดยให้เน้นการเก็บข้อมูลตามจริง และสามารถนำจำนวนมาเฉลี่ยกับพื้นที่อื่น ๆ ภายในจังหวัดเดียวกันตามสัดส่วนของประชาชน โดยให้ยึดถือระเบียบวิธีวิจัย และสถิติเพื่อให้ข้อมูลมีประสิทธิภาพ เชื่อถือได้

ของมันต้องมี  สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แจงทำไมต้องจัดทำ "โพลตำรวจ"พีเพิลโพลประจำเดือนก.ค.ที่ผ่านมา

ผลสำรวจพีเพิลโพล ที่ผ่านมา พบว่า ภัยอาชญากรรมที่ประชาชนมีความหวาดกลัวในลำดับต้น ๆ คือ ทำร้ายร่างกาย การถูกฆ่า ลักทรัพย์ชิงทรัพย์ ยาเสพติด และอาชญากรรมไซเบอร์

นอกจากนี้ คณะทำงานยังได้รับข้อมูลเชิงลึกที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งพลตำรวจเอกสุวัฒน์  แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้นำข้อมูลมาใช้วิเคราะห์วางแผน กำหนดทิศทางการทำงาน โดยได้สั่งการให้ตำรวจทุกโรงพักปรับรูปแบบการทำงานให้เหมาะสมกับสถานการณ์ได้ทันท่วงทีและตรงกับความต้องการ
ของประชาชน

อีกทั้งกำชับให้เก็บข้อมูลพีเพิลโพลตามที่มอบหมายกับประชาชนในพื้นที่เพื่อสะท้อนความคิดเห็น
ได้ตรงกับความเป็นจริง

โดย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เล็งเห็นว่า “การรับฟังเสียงของประชาชน คือ สิ่งสำคัญ เพราะ เสียงของ
ประชาชนคือเสียงของเจ้าของประเทศ” ซึ่งพีเพิลโพล คือหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการวางแผนการบริหารงานทั้ง
ระดับสถานีตำรวจ กองบังคับการ กองบัญชาการ จนถึงระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

วราวุธ เกาะติดปัญหา “มูลฝอย” ติดเชื้อโควิด-19 จาก Home Isolation #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479990

วราวุธ เกาะติดปัญหา”มูลฝอย”ติดเชื้อโควิด-19 จาก Home Isolation

22 ส.ค. 2564

วราวุธ เกาะติดปัญหา”มูลฝอย”ติดเชื้อโควิด-19 จาก Home Isolation แนะ นำมูลฝอยใส่ถุงขยะ ราดหรือพ่นด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค

รมว.ทส. วราวุธ ศิลปอาชา เกาะติดปัญหา มูลฝอยติดเชื้อโควิด-19 จาก Home Isolation สั่งรณรงค์ให้ความรู้การกำจัดตั้งแต่ต้นทาง แนะนำมูลฝอยใส่ถุง มัดปากถุงให้แน่น ราดหรือพ่นด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโควิด-19 

วราวุธ เกาะติดปัญหา"มูลฝอย"ติดเชื้อโควิด-19 จาก Home Isolation

                               นายวราวุธ  ศิลปอาชา  รมว.ทส.

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.)  เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาโควิด – 19 มีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง จนทำให้มีผู้ติดเชื้อในประเทศเพิ่มขึ้น

ดังนั้นรัฐบาลจึงมีนโยบายในการบริหารจัดการดูแลผู้ติดเชื้อโควิด – 19 แบบแยกกักตัวที่บ้าน หรือ Home Isolation สำหรับกลุ่มผู้ป่วยสีเขียวที่อาการไม่รุนแรง

ซึ่งการเข้าสู่ระบบ Home Isolation สิ่งที่ตามมาคือ ทำให้มีมูลฝอยและมูลฝอยติดเชื้อจากครัวเรือนมากขึ้น ทั้งที่ปนเปื้อนน้ำมูก น้ำลาย หรือสารคัดหลั่ง เช่น หน้ากากอนามัย กระดาษทิชชู และภาชนะใส่อาหารพร้อมบริโภคแบบใช้ครั้งเดียว

ทั้งนี้จากข้อมูลของกรมอนามัยชี้ว่า ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมาพบว่า มีปริมาณมูลฝอยติดเชื้อมากกว่า 294 ตันต่อวัน

วราวุธ เกาะติดปัญหา"มูลฝอย"ติดเชื้อโควิด-19 จาก Home Isolation

“ปัญหาที่เกี่ยวกับ มูลฝอยติดเชื้อ ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ตระหนักถึงปัญหาและผลกระทบที่ตามมา

ดังนั้นการสร้างรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องที่เกี่ยวกับมาตรการการจัดการมูลฝอยติดเชื้อ แก่ประชาชน จึงเป็นเรื่องสำคัญโดยเฉพาะการกำจัดมูลฝอย และมูลฝอยติดเชื้อตั้งแต่ต้นทาง ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักอาศัย หอพัก อพาร์ทเมนท์ คอนโดมิเนียม ที่ดำเนินการในระบบ Home Isolation เพื่อให้ผู้ติดเชื้อสามารถปฏิบัติได้อย่างถูกต้องและถูกวิธี”

นายวราวุธ กล่าวต่อไปว่า  ทั้งนี้ ในการจัดการมูลฝอยติดเชื้อ ถ้าปนเปื้อนน้ำมูก น้ำลาย สารคัดหลั่ง เช่น หน้ากากอนามัย กระดาษทิชชู ชุดตรวจ Antigen Test Kit ให้รวบรวมใส่ถุงขยะสีแดง มัดปากถุงให้แน่น ราดหรือพ่นด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ รวบรวมไว้ภายในบริเวณที่พักอาศัย เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโควิด-19 ออกสู่สิ่งแวดล้อม

ส่วนที่เป็นมูลฝอยประเภทบรรจุภัณฑ์พลาสติกและอื่น ๆ เช่น ภาชนะบรรจุอาหาร ช้อนส้อมพลาสติก ขวดน้ำดื่มฯลฯ ที่ได้รับช่วงกักตัวหรือรักษาตัวอยู่ที่บ้าน ให้รวบรวมใส่ถุงขยะราดน้ำยาฆ่าเชื้อลงในถุง มัดปากถุงให้แน่น แล้วฉีดพ่นด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อบริเวณปากถุง มัดปากถุงให้แน่น และฉีดพ่นด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อบริเวณปากถุงอีกครั้ง

จากนั้นนำไปทิ้งในจุดรวบรวมขยะติดเชื้อโดยเฉพาะ เพื่อรอการเก็บจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้นำไปกำจัดตามมาตรการที่กำหนดต่อไป

“ไฮโซลูกนัท” เซอร์ไพรส์ ร่วมม็อบ ทะลุฟ้า ถือป้าย ภารดรภาพของประชาชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479976

“ไฮโซลูกนัท” เซอร์ไพรส์ ร่วมม็อบ ทะลุฟ้า ถือป้าย ภารดรภาพของประชาชน

22 ส.ค. 2564

ม็อบ ทะลุฟ้า วันนี้ “ไฮโซลูกนัท” เซอร์ไพรส์ เข้าร่วมเดินขบวนม็อบวันนี้ เจ้าตัวเผย เจ็บดวงตาแต่มาเพราะต้องการเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 22 สิงหาคม 2564 ที่ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ผู้สื่อข่าวคมชัดลึกออนไลน์ รายงานว่า นายธนัตถ์ หรือ “ไฮโซลูกนัท” ธนากิจอำนวย เข้าร่วมการชุมนุมของกลุ่ม “ทะลุฟ้า” โดยที่บริเวณดวงตาด้านขวายังถูกปิด 

"ไฮโซลูกนัท" เซอร์ไพรส์ ร่วมม็อบ ทะลุฟ้า ถือป้าย ภารดรภาพของประชาชน

ทั้งนี้ “ไฮโซลูกนัท” ได้ถือป้าย ‘ภารดรภาพของประชาชน’ เดินชูสามนิ้ว พร้อม บอกว่า เจ็บดวงตาแต่มาเพราะต้องการเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก

สำหรับ “ไฮโซลูกนัท” นายธนัตถ์ ถูกยิงเข้าที่บริเวณดวงตา ขณะเข้าร่วมการชุมนุมเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ที่ผ่านมา 

"ไฮโซลูกนัท" เซอร์ไพรส์ ร่วมม็อบ ทะลุฟ้า ถือป้าย ภารดรภาพของประชาชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่ช่วงบ่ายที่ผ่านมา กลุ่มมวลชน “ทะลุฟ้า” ทยอยเดินทางเข้ามารวมตัวกันที่บริเวณแยกคอกวัว

"ไฮโซลูกนัท" เซอร์ไพรส์ ร่วมม็อบ ทะลุฟ้า ถือป้าย ภารดรภาพของประชาชน

ก่อนที่จะเคลื่อนขบวนบวนมายัง อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ในเวลา 15.00 น. ตามกำหนดเดิม โดยการชุมนุมวันนี้จะมีการจัดกิจกรรม กีฬาสีไล่ล่าทรราช ศึกกีฬาแดงเดือด ประชาชน VS ทรราช

ทั้งนี้เมื่อเวลา 15.00 น. ตัวแทนกลุ่มทะลุฟ้า ได้เข้าพูดคุยกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อทำกิจกรรม โดย “กลุ่มทะลุฟ้า” มีการเริ่มต้นขบวนจากแยกคอกวัว มายังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และจะมีการวนรอบวงเวียน 3 รอบ  

"ไฮโซลูกนัท" เซอร์ไพรส์ ร่วมม็อบ ทะลุฟ้า ถือป้าย ภารดรภาพของประชาชน

ขณะที่ ตำรวจ สน.ชนะสงคราม พร้อมด้วย สน.สําราญราษฎร์ จะตรึงกำลังบริเวณโดยรอบ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่สัญจรไปมา โดยไม่มีการปิดเส้นทางการจราจร

"ไฮโซลูกนัท" เซอร์ไพรส์ ร่วมม็อบ ทะลุฟ้า ถือป้าย ภารดรภาพของประชาชน

รับมือ “ม็อบวันนี้” จ่อทางลงด่วน ดินแดง – อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479966

รับมือ “ม็อบวันนี้” จ่อทางลงด่วน ดินแดง – อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

22 ส.ค. 2564

“ม็อบวันนี้” มีการนัดรวมตัวของกลุ่มผู้ชุมนุม 2 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มทะลุฟ้า และ กลุ่มทะลุแก๊ซ โดยนัดที่ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและสามเหลี่ยมดินแดง ซึ่งขอให้เลี่ยงส้นทางโดยรอบ และอาจต้องปิดทางลงงด่วน ดินแดง – อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2564 ที่ กองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(รองผบช.น.) กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่ม “ทะลุฟ้า” และ ม็อบวันนี้ ว่า กลุ่ม”ทะลุฟ้า” ได้นัดรวมตัวกัน ที่ แยกคอกวัว เวลา 15.00 น. ก่อนจะเดินขบวนมายังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

รับมือ "ม็อบวันนี้" จ่อทางลงด่วน ดินแดง - อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวอีกว่า ส่วนม็อบวันนี้อีกกลุ่มคือกลุ่ม “ทะลุแก๊ซ” นัดชุมนุมกันที่ สามเหลี่ยมดินแดง เวลา 17.00 น. ซึ่งการชุมนุมม็อบวันนี้ทั้งสองกลุ่มถือว่าเป็นการชุมนุมที่ผิดกฎหมายตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และพ.ร.บ.ควบคุมโรค เนื่องจากกรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดเข้มงวด

ขณะที่การชุมนุมวานนี้(21สิงหาคม) มีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บทั้งหมด 8 ราย เนื่องจากมีการปะทะกับกลุ่มผู้ชุมนุม ที่ สามเหลี่ยมดินแดง โดย กลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนได้นำลูกแก้ว ลูกหิน ปาประทัดยักษ์ ระเบิดไปป์บอมบ์ใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งตำรวจทั้งหมดที่ได้รับบาดเจ็บกำลังรักษาตัวที่รพ.ตำรวจ 

รับมือ "ม็อบวันนี้" จ่อทางลงด่วน ดินแดง - อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

สำหรับความเสียหายอื่น ๆ พบว่า ทรัพย์สินราชการ เอกชน และสาธารณะประโยชน์เสียหาย โดยเฉพาะทางการพิเศษแห่งประเทศไทย ถูกทุบทำลายเสียหาย อาทิ เครื่องมือที่ใช้ในงานควบคุมจราจร อย่างไรก็ดีสามารถ จับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 13 คน พร้อมของกลาง ระเบิดปิงปอง 53 ลูก ระเบิดแสวงเครื่อง 10 ลูก เครื่องกระสุนปืนอีกจำนวนหนึ่ง 
 

ขณะที่ พล.ต.ต.จิรสันต์ กล่าวว่า ม็อบวันนี้ ให้เลี่ยงเส้นทางที่จะได้รับผลกระทบจากการชุมนุมดังนี้ 1.ถนนราชดำเนินใน 2.ถนนราชดำเนินกลาง 3.ถนนราชดำเนินนอก 4.ถนนตะนาว 5.ถนนดินสอ 6.ถนนลูกหลวง 7.ถนนหลานหลวง(แยกหลานหลวงถึงแยกผ่านฟ้า) 8.ถนนประชาธิปไตย 9.ถนนนครราชสีมา 10.ถนนนครสวรรค์ 11.ถนนพิษณุโลก 12.ถนนศรีอยุธยา 13.ถนนพระราม 5 และ14.สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า 

รับมือ "ม็อบวันนี้" จ่อทางลงด่วน ดินแดง - อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

พล.ต.ต.จิรสันต์ กล่าวอีกว่า ส่วน ม็อบวันนี้ บริเวณสามเหลี่ยมดินแดง ขอให้หลีกเลี่ยงเส้นทางถนนราชวิถี ถนนดินแดง ถนนวิภาวดี ถนนพหลโยธินบริเวณพหลโยธินซอย 2  ถนนพญาไท นอกจากนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจจะต้องควบคุมการจราจรโดยปิดบริเวณทางลงด่วนดินแดง และทางลงด่วนอนุสาวรีย์ชัย 

จับตา กลุ่ม “ทะลุฟ้า” จัด กีฬาสีไล่ล่าทรราช ม็อบ 22 สิงหา บ่ายนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479951

จับตา กลุ่ม “ทะลุฟ้า” จัด กีฬาสีไล่ล่าทรราช ม็อบ22สิงหา บ่ายนี้

22 ส.ค. 2564

บ่ายวันนี้ กลุ่ม “ทะลุฟ้า” นัดรวมตัว ที่ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จัดกิจกรรม กีฬาสีไล่ล่าทรราช ม็อบ22สิงหา ด้านเจ้าหน้าที่เตรียมกำลังรับมือเช่นเคย

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2564 ผู้สื่อข่าวคมชัดลึกออนไลน์ รายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก “ทะลุฟ้า” ได้โพสต์ข้อความ ว่า ม็อบ22สิงหา กีฬาสีไล่ล่าทรราช ศึกกีฬาแดงเดือด ประชาชน VS ทรราช พร้อมจับตาดูความอยุติธรรมในศึกครั้งนี้ โดยเริ่มเดินขบวนพาเหรดที่ สี่แยกคอกวัว ไป ที่ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป

จับตา กลุ่ม "ทะลุฟ้า" จัด กีฬาสีไล่ล่าทรราช ม็อบ22สิงหา บ่ายนี้

นอกจากนี้ เพจ “ทะลุฟ้า” ยังโพสต์อีก ว่า ประเภทกีฬาศึกแดงเดือดในวันนี้ ! ชักเย่อ ปิดตาตีตู่ กินวิบาก , ฟุตบอล ปาสี สเก็ตบอร์ด

โดยวันนี้ไม่ได้มีแค่ฟุตบอลศึกแดงเดือดเท่านั้น  แต่มีกีฬาต่าง ๆ มากมายที่ให้พี่น้องประชาชน มีส่วนร่วมต่อสู้ในศึกครั้งนี้ ซึ่งการต่อสู้จะขาดเพียงคนใดคนนึงไปไม่ได้ หากใครไม่ได้เป็นตัวแทนในการลงแข่งขัน ขอพี่น้องร่วมกันเป็นกองเชียร์ให้กับฝ่ายประชาชน

ขณะที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้เตรียมกำลัง ควบคุมฝูงชน รถน้ำแรงดันสูง เพื่อรองรับสถานการณ์และควบคุมความสงบเหมือนเช่นเคย

โดยวันนี้ต้องจับตาที่สามเหลี่ยมดินแดงว่าจะมีการปะทะกันอีกเหมืนเดิมหรือไม่ ส่วนกลุ่มมวลชนทะลุฟ้า จะมีการรวมตัวกัน ที่ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เวลา 15.00 น.  

โต้ “รฟม.” ปมเกณฑ์ประมูลรถไฟฟ้า น่าเวทนา อ้างผิดโครงการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479949

โต้ “รฟม.” ปมเกณฑ์ประมูลรถไฟฟ้า น่าเวทนา อ้างผิดโครงการ

22 ส.ค. 2564

“สามารถ ราชพลสิทธิ์” ไล่เรียง 3 ข้อ เปิดปมเปลี่ยนเกณฑ์ประมูลรถไฟฟ้ากลางอากาศของ “รฟม.” ซัดกลับทำไม ไม่ชี้แจงกรณีรัฐสูญเงินปีละ 4.3 หมื่นล้านบาท ใครรับผิดชอบ

ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ – Dr.Samart Ratchapolsitte ใจความว่า 

โต้ รฟม. ปมเกณฑ์ประมูลฉาว

น่าเวทนา “อ้างผิดโครงการ”

เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้ว่าการ รฟม.ได้ออกมาชี้แจงเสียงวิพากษ์วิจารณ์การประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก ช่วงบางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรมฯ และสายสีม่วงใต้ ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ แม้ว่าไม่ได้ระบุว่าเป็นการชี้แจงต่อข้อสงสัยของผมก็ตาม แต่ผู้ที่ติดตามเรื่องนี้ย่อมเข้าใจได้ว่าเป็นการชี้แจงข้อสงสัยของผม

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงจำเป็นต้องโต้แย้งคำชี้แจงของท่าน ซึ่งไม่ได้ชี้แจงให้ตรงประเด็นข้อสงสัยอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้ผู้ที่ติดตามเข้าใจคลาดเคลื่อน

ผมสรุปคำชี้แจงของ รฟม.ได้ 3 ประเด็น ดังนี้

1. เกณฑ์ประมูล

1.1 ผมตั้งข้อสงสัยว่าเหตุใด รฟม.จึงเปลี่ยนเกณฑ์ประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตกจาก “เกณฑ์เดิม” ซึ่งต้องพิจารณาข้อเสนอด้านเทคนิคก่อน หากผู้ยื่นข้อเสนอผ่านเกณฑ์การพิจารณาด้านเทคนิค (กรณีสายสีส้มตะวันตก ต้องได้ไม่น้อยกว่า 85%) ก็จะพิจารณาข้อเสนอด้านราคา (กรณีสายสีส้มตะวันตกใช้ “ผลตอบแทน”)

โต้ “รฟม.” ปมเกณฑ์ประมูลรถไฟฟ้า น่าเวทนา อ้างผิดโครงการ

ต่อไป ใครเสนอผลตอบแทนสูงสุดก็จะเป็นผู้ชนะการประมูล ในวงการประมูลมักเรียกเกณฑ์นี้ว่า “เกณฑ์ราคา” (แต่อย่าลืมว่าต้องผ่านเทคนิคก่อน) ซึ่งเป็นที่ยอมรับและยึดถือปฏิบัติกันตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทั้งการประมูลโครงการขนาดใหญ่ของ รฟม. และของหน่วยงานอื่น

รฟม.เปลี่ยนไปใช้ “เกณฑ์ใหม่” ซึ่งต้องพิจารณาข้อเสนอด้านเทคนิคพร้อมกับข้อเสนอด้านราคาหรือผลตอบแทน มักเรียกเกณฑ์นี้ว่า “เกณฑ์เทคนิคประกอบเกณฑ์ราคา” กรณีรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตกและสีม่วงใต้ รฟม.กำหนดคะแนนด้านเทคนิค 30% และคะแนนด้านผลตอบแทน 70% ใครได้คะแนนรวมสูงสุดก็จะชนะการประมูล

1.2 รฟม.ชี้แจงว่าเหตุที่ใช้เกณฑ์เทคนิคประกอบเกณฑ์ราคาในการประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตกและสีม่วงใต้ เนื่องจากรถไฟฟ้าทั้ง 2 สายนี้มีเส้นทางผ่านพื้นที่สำคัญและอ่อนไหวหลายแห่ง รวมถึงพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ จึงจำเป็นต้องได้ผู้ชนะการประมูลที่มีประสบการณ์และสมรรถนะสูง

1.3 ผมขอโต้แย้งว่าถ้าเป็นไปตามข้ออ้างดังกล่าวจริง รฟม.ต้องใช้เกณฑ์ราคา เพราะเป็นเกณฑ์ที่ให้ความสำคัญข้อเสนอด้านเทคนิคถึง 100% เต็ม

การใช้เกณฑ์เทคนิคประกอบเกณฑ์ราคาเป็นการลดทอนความสำคัญข้อเสนอด้านเทคนิคลงจากเดิมที่มีคะแนนเต็ม 100% เหลือ 30% เท่านั้น ซึ่ง “ย้อนแย้ง” กับเหตุผลของ รฟม.ที่อ้างว่าต้องการได้ผู้ชนะการประมูลที่มีประสบการณ์และสมรรถนะสูง

อีกทั้ง ผมได้ยกตัวอย่างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ช่วงหัวลำโพง-บางแค ซึ่งมีเส้นทางลอดใต้เกาะรัตนโกสินทร์และต้องขุดเจาะอุโมงค์ลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นครั้งแรกก็ใช้เกณฑ์ราคา

ปรากฏว่า รฟม.สามารถคัดเลือกผู้รับเหมาที่ทำให้งานก่อสร้างสำเร็จสมบูรณ์ และได้เปิดใช้งานในปี 2562 ทั้งๆ ที่ผู้รับเหมาที่ชนะการประมูลไม่เคยมีประสบการณ์ในการขุดเจาะอุโมงค์ใต้เกาะรัตนโกสินทร์และใต้แม่น้ำเจ้าพระยามาก่อน จึงถือได้ว่าเกณฑ์ราคาเป็นเกณฑ์ที่ใช้ได้ผลดี

นอกจากนี้ ผมได้ยกตัวอย่างการประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออก ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี ซึ่งมีเส้นทางผ่านแหล่งชุมชนหนาแน่นและสถานที่สำคัญหลายแห่งโดยใช้เกณฑ์ราคาเช่นเดียวกัน ปรากฏว่า รฟม.สามารถคัดเลือกผู้รับเหมาที่มีประสบการณ์สูงจนทำให้งานก่อสร้างมีความคืบหน้าตามแผนงานที่วางไว้

1.4 รฟม.ไม่ได้ชี้แจงข้อสงสัยในประเด็น “ความย้อนแย้ง” และในประเด็นการใช้เกณฑ์ราคากับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายและสายสีส้มตะวันออกที่ได้ผลดี แล้วทำไมจึงไม่ใช้เกณฑ์ราคากับโครงการอื่นอีก?

รฟม.พยายามยกตัวอย่างโครงการที่ใช้เกณฑ์เทคนิคประกอบเกณฑ์ราคาของหน่วยงานอื่นซึ่งมีไม่มาก รวมทั้งโครงการรถไฟฟ้าของ รฟม.แค่เพียงโครงการเดียวเท่านั้นที่เคยใช้เกณฑ์นี้เมื่อกว่า 20 ปีแล้ว

1.5 ผมขอโต้แย้งว่าโครงการทั้งหลายที่ รฟม.อ้างนั้น ส่วนใหญ่ไม่ใช่โครงการรถไฟฟ้า และไม่ใช่โครงการขนาดใหญ่อย่างเช่นโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตกและสีม่วงใต้ บางโครงการมีปัญหาถูกร้องเรียน เหตุที่ยกตัวอย่างโครงการรถไฟฟ้าของ รฟม.เพียงแค่ตัวอย่างเดียวเป็นเพราะโครงการรถไฟฟ้าสายอื่นของ รฟม.ใช้เกณฑ์ราคาทั้งนั้น ใช่หรือไม่?

ถ้าเกณฑ์เทคนิคประกอบเกณฑ์ราคาใช้ได้ผลดี แล้วทำไม รฟม.จึงเลิกใช้ไปอย่างยาวนาน น่าเสียดายที่ รฟม.ไม่ได้ยกตัวอย่างโครงการที่ใช้เกณฑ์ราคาซึ่งมีมากมายโดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้า

“ที่น่าเวทนาเป็นอย่างยิ่งก็คือ รฟม.อ้างว่าโครงการรถไฟฟ้าไร้คนขับ (Automated People Mover หรือ APM) ในสนามบินสุวรรณภูมิก็ใช้เกณฑ์เทคนิคประกอบเกณฑ์ราคา รฟม.ไม่รู้จริงๆ หรือว่า มีการใช้เกณฑ์นี้ในการประมูลแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ต้องยกเลิกการประมูลไป 2 ครั้ง สุดท้ายในการประมูลครั้งที่ 3 ต้องใช้เกณฑ์ราคา”

อีกโครงการหนึ่งที่ รฟม.อ้างว่าใช้เกณฑ์เทคนิคประกอบเกณฑ์ราคา นั่นก็คือโครงการจ้างเหมาเอกชนกำจัดมูลฝอยโดยระบบเตาเผามูลฝอย ที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขมของ กทม. ก่อนอ้างโครงการใดโครงการหนึ่ง รฟม.ควรรู้ภูมิหลังของโครงการนั้นก่อนว่ามีปัญหาถูกร้องเรียนหรือไม่

สำหรับโครงการนี้นั้นในระหว่างการประมูลมีเสียงวิจารณ์ว่าอาจเอื้อประโยชน์ให้เอกชนบางราย จึงมีการร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของ ป.ป.ช. อีกทั้ง ถูก ส.ส.ฝ่ายค้านนำไปอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อต้นปีที่ผ่านมา จึงไม่ใช่ตัวอย่างที่ดีที่ควรนำมาอ้าง

นอกจากนี้ รฟม.ยังได้ควานหาโครงการทางด่วนที่ใช้เกณฑ์เทคนิคประกอบเกณฑ์ราคามาอ้าง ซึ่งพบว่ามี 2 โครงการ เป็นโครงการที่ประมูลนานมาแล้ว ประกอบด้วยโครงการทางด่วนขั้นที่ 2 ซึ่งประมูลนานกว่า 30 ปีแล้ว และโครงการทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด ซึ่งประมูลนานเกือบ 30 ปีแล้ว

แต่ทำไมจึงไม่พูดถึงโครงการทางด่วนสายอื่นที่ล้วนแล้วแต่ใช้เกณฑ์ราคา โดยเฉพาะทางด่วนสายพระราม3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกด้านตะวันตก ที่บางสัญญาอยู่ในระหว่างการประมูล บางสัญญาเพิ่งประมูลเมื่อไม่นานมานี้

2. ผลงานของผู้ยื่นข้อเสนอ

2.1 ผมตั้งข้อสงสัยกรณีประมูลรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ซึ่งเป็นการประกวดราคานานาชาติ แต่ รฟม.กำหนดให้ผู้เข้าประมูลจะต้องมีผลงานกับ “รัฐบาลไทย” เท่านั้น นั่นหมายความว่าผู้รับเหมาต่างชาติที่มีขีดความสามารถแต่ไม่มีผลงานกับรัฐบาลไทย จะไม่สามารถเข้าประมูลได้ ซึ่งต่างกับการประกวดราคานานาชาติในโครงการอื่นของ รฟม.และของหน่วยงานอื่นที่อนุญาตให้ใช้ผลงานในต่างประเทศได้ แม้ว่าผมจะสนับสนุนผู้รับเหมาไทยก็ตาม แต่เราจะต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้รับเหมาต่างชาติด้วย

2.2 รฟม.ชี้แจงว่าได้ทำถูกต้องตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560

2.3 ผมขอโต้แย้งโดยให้ รฟม.กลับไปดู พ/ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 มาตรา 8(2) ที่บัญญัติว่า “ต้องเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม มีการปฏิบัติต่อผู้ประกอบการทุกรายโดยเท่าเทียมกัน” และระเบียบการทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ข้อ 45 ที่ระบุว่า “ต้องไม่มีการกำหนดเงื่อนไขที่เป็นการขัดขวางการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม”

ทำไม รฟม.ไม่พูดถึงมติ ครม. 28 กุมภาพันธ์ 2560 ซึ่งมุ่งหวังให้การประกวดราคานานาชาติมีการแข่งขันอย่างกว้างขวาง และให้ได้มาซึ่งผู้ที่ชำนาญ อีกทั้ง ทำไมไม่เหลียวดูหนังสือกระทรวงคมนาคม ที่ คค 0208/2840 ลงวันที่ 7 เมษายน 2560 ที่ต้องการให้การประกวดราคานานาชาติช่วยลดการสมยอมราคา (ฮั้ว) ซึ่งถ้าเปิดให้ผู้รับเหมาต่างชาติเข้าแข่งขันได้หลายราย จะช่วยลดการฮั้วได้

2.4 รฟม.อ้างว่าทำถูกต้องตามหนังสือคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ที่ กค (กวจ) 0405.3/24575 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2564 กรณีผลงานกับรัฐให้หมายถึงผลงานกับรัฐบาลไทยเท่านั้น

2.5 ผมขอโต้แย้งว่าการที่ รฟม.อ้างว่าได้ปฏิบัติตามหนังสือดังกล่าวไม่น่าจะถูกต้อง เนื่องจากหนังสือดังกล่าวเป็นเพียงการอธิบายคำนิยาม “หน่วยงานของรัฐ” ตามแบบฟอร์มมาตรฐานที่ใช้บังคับกับการประกวดราคาด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไปว่าหมายถึงหน่วยงานของรัฐไทยเท่านั้น แต่สามารถปรับเปลี่ยนข้อความในแบบฟอร์มนี้ได้ตามความเหมาะสมและจำเป็น เพื่อประโยชน์ของหน่วยงานของรัฐ โดยไม่ทำให้รัฐเสียเปรียบ (อ้างอิงข้อ 43 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ประกอบหนังสือที่ กค (กจว) 0405.3/59110 ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2563)

จึงมีเหตุชวนให้น่าสงสัยว่า ทำไม รฟม.จึงไม่ปรับเปลี่ยน “หน่วยงานของรัฐ” ให้หมายความรวมถึงหน่วยงานของรัฐ ตปท.ด้วย

3. ข้อกฎหมาย

3.1 รฟม.มักกล่าวอ้างเสมอว่าได้ดำเนินการประมูลถูกต้องตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ มติ ครม. และประกาศที่เกี่ยวข้อง

3.2 ผมขอให้ รฟม.ย้อนไปดู พ.ร.บ. ระเบียบ มติ ครม. และประกาศที่ผมได้อ้างถึงข้างต้นว่า รฟม.ได้ทำถูกต้องจริงหรือไม่? ที่สำคัญ “การอ้างว่าได้ทำถูกต้องตามกฎ ระเบียบทุกอย่างนั้นก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะไม่มีการทุจริตเกิดขึ้น และไม่สามารถรับประกันได้ว่าประเทศชาติจะได้ประโยชน์สูงสุด”

3.3 รฟม.อ้างว่าจะจัดทำข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) ตามโครงการความร่วมมือป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐสำหรับการประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก

3.4 ผมขอถามว่า ถ้ามีข้อตกลงคุณธรรมแล้ว จะป้องกันการทุจริตหรือการฮั้วได้จริงหรือ? เนื่องจากหลายโครงการที่มีข้อตกลงคุณธรรมแต่กลับมีปัญหาในการประมูล เช่น รถไฟทางคู่สายเหนือและสายอีสานที่ราคาประมูลต่ำกว่าราคากลางแค่เพียง 0.08% เท่านั้น

รฟม.ไม่ชี้แจงกรณีประเทศเสียหายปีละ 4.3 หมื่นล้าน

ผมได้ตั้งข้อสงสัยว่า หาก รฟม.ไม่เปลี่ยนเกณฑ์ประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก ก็จะไม่มีการล้มการประมูล ความล่าช้าในการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีส้มก็จะไม่เกิดขึ้น ประเทศก็จะไม่เสียหาย ซึ่ง รฟม.ได้ประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นกรณีเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออกล่าช้า พบว่าประเทศจะเสียหายสูงถึงปีละ 4.3 หมื่นล้านบาท แล้วใครจะต้องรับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น?

สรุป

ในอดีตที่ผ่านมา ไม่เคยมีการเปลี่ยนเกณฑ์ประมูลรถไฟฟ้ากลางอากาศมาก่อน ดังนั้น จึงเป็นการยากที่ผู้บริหาร รฟม.จะชี้แจงให้มีเหตุผลที่น่ารับฟัง หรือไม่ย้อนแย้งกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเห็นใจผู้บริหาร รฟม.อย่างยิ่งที่อยู่ในสภาพ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก”

ผมเชื่อว่าข้อสงสัยและข้อโต้แย้งของผมนั้นมีเหตุผลที่ผู้บริหาร รฟม.ยอมรับได้ แต่ไม่สามารถพูดออกมาได้ว่าเห็นด้วย จำเป็นต้องค้าน มีอะไรอยู่เบื้องหลังหรือไม่?

ถ้าเห็นด้วยกับผม ไม่จำเป็นต้องเปล่งเสียงออกมา แค่พยักหน้าเท่านั้นก็เพียงพอ

ข้อสงสัยดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นข้อกังขาที่ผมและประชาชนทุกคนชอบที่จะต้องขอคำชี้แจงให้สิ้นสงสัยจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ทั้งนี้ก็เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ด้วยเจตนาที่จะให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากโครงการนี้อย่างเต็มที่ โดยปราศจากข้อสงสัยใดๆ ทั้งสิ้นเท่านั้นเอง