ลาวเผย 30% ของแรงงานที่กลับจากไทยติดโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660930

วันที่ 18 ส.ค. 2564 เวลา 19:00 น.

ลาวเผย 30% ของแรงงานที่กลับจากไทยติดโควิดลาวขอไทยช่วยแรงงานโดยเฉพาะอำนวยความสะดวกในการกลับประเทศ ซ้ำเจอเชื้อ ‘เดลตาพลัส’ จากแรงงานที่กลับจากประเทศเพื่อนบ้าน

เว็บไซต์เวียงจันทน์ไทมส์ สื่อท้องถิ่นลาวรายงานว่าวานนี้ (17 ส.ค.) นายไซสมพอน พมวิหาน ประธานสมัชชาแห่งชาติลาว (LA) เจรจาหารือกับนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎรผ่านการประชุมทางไกล

โดยได้ขอให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยให้ความช่วยเหลือแรงงานชาวลาวที่ทำงานอยู่ในไทยให้รอดพ้นจากวิกฤตโควิด-19 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับประเทศลาว

พร้อมกล่าวขอบคุณประเทศไทยที่ให้ความช่วยเหลือแรงงานชาวลาว ตลอดจนจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อสนับสนุนประเทศลาวในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโควิด-19

รายงานระบุว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ส่งผลให้มีการเลิกจ้างงานจำนวนมาก แรงงานชาวลาวจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเดินทางกลับประเทศ

ทว่า แรงงานอย่างน้อย 30% ที่เดินทางกลับประเทศไปแล้วนั้นพบว่ามีการติดเชื้อโควิด-19 ด้วย ส่งผลให้เกิดแรงกดดันอย่างมากต่อความพยายามในการควบคุมโรคของรัฐบาลลาว

ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดชี้ว่านับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อปี 2020 มีแรงงานชาวลาวมากกว่า 246,000 เดินทางกลับจากประเทศไทย โดยในจำนวนนี้มีประมาณ 150,000 คนที่เดินทางกลับตั้งแต่ปีที่แล้ว

รายงานเมื่อเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมาระบุว่ารัฐบาลลาวยืนยันพบผู้ป่วยโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาในประเทศครั้งแรก โดยเป็นแรงงาน 3 คนซึ่งเดินทางกลับมาจากประเทศไทยเข้าสู่แขวงจำปาสัก

นอกจากนี้เมื่อวันที่ 17 ส.ค. ที่ผ่านมามีรายงานว่าลาวพบโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาพลัส จากแรงงาน 2 คนที่เดินทางกลับจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่ไม่ได้ระบุว่าเป็นประเทศใด

โดยผู้ติดเชื้อรายใหม่ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาอยู่ที่ 207 คนซึ่งเป็นผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ 184 คน ส่งผลให้ลาวมีผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่ 10,648 คนและเสียชีวิต 9 คน

AFP PHOTO / HOANG DINH NAM

ผบ.กองทัพอังกฤษชี้ตอลิบานอาจเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660926

วันที่ 18 ส.ค. 2564 เวลา 18:32 น.

ผบ.กองทัพอังกฤษชี้ตอลิบานอาจเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นผบ.สส.อังกฤษบอกต้องให้เวลาตอลิบานพิสูจน์ตัวเอง เพราะหลังจากนี้อาจเปลี่ยนพฤติกรรมไปจากเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา

นิค คาร์เตอร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของสหราชอาณาจักรเผยว่า โลกควรให้เวลากับกลุ่มตอลิบานในการจัดตั้งรัฐบาลในอัฟกานิสถาน และอาจจะพบว่ากลุ่มก่อความไม่สงบที่ถูกตะวันตกมองว่าเป็นกลุ่มก่อการร้ายมาหลายทศวรรษมีเหตุมีผลมากขึ้น

“เราต้องอดทนและต้องให้เวลาพวกเขาจัดตั้งรัฐบาล และต้องให้เวลาพวกเขาพิสูจน์ตัวเอง” คาร์เตอร์เผยกับสำนักข่าว BBC “เป็นไปได้ว่ากลุ่มตอลิบานในตอนนี้แตกต่างจากกลุ่มตอลิบานที่ทุกคนรู้จักในช่วงทศวรรษ 1990 หากให้เวลาพวกเขา เราอาจได้พบว่ากลุ่มตอลิบานในตอนนี้มีเหตุมีผลมากขึ้น แต่เราก็ต้องไม่ลืมว่าพวกเขาไม่ใช่องค์กรที่มาจากที่เดียวกัน ตอลิบานคือกลุ่มที่มาจากหลายเผ่าทั่วชนบทอัฟกานิสถาน”

คาร์เตอร์เผยอีกว่า หากดูจากการที่กลุ่มตอลิบานปกครองกรุงคาบูลในช่วงนี้ มีสัญญาณบ่งบอกว่าพวกเขามีเหตุมีผลมากขึ้น

สหรัฐต่อเวลาบังคับสวมแมสก์บนขนส่งสาธารณะถึงปีหน้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660917

วันที่ 18 ส.ค. 2564 เวลา 18:00 น.

สหรัฐต่อเวลาบังคับสวมแมสก์บนขนส่งสาธารณะถึงปีหน้าสหรัฐขยายเวลาบังคับสวมแมสก์ในระบบขนส่งสาธารณะถึงต้นปีหน้าเป็นอย่างน้อย

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่ารัฐบาลสหรัฐแถลงถึงแผนการที่จะขยายเวลาข้อบังคับในการสวมหน้ากากอนามัยบนบริการขนส่งสาธารณะ อาทิ รถประจำทาง แท็กซี่ รถไฟ เรือ และเครื่องบิน ตลอดจนผู้ที่อยู่ในสถานีขนส่ง ให้มีผลบังคับใช้จนถึงวันที่ 18 ม.ค. ปีหน้าเป็นอย่างน้อย

จากเดิมมาตรการดังกล่าวจะสิ้นสุดลงในวันที่ 13 ก.ย. ที่จะถึงนี้ แต่เนื่องจากทางการสหรัฐประเมิณสถานการณ์แล้วว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังคงรุนแรง โดยเฉพาะสายพันธุ์เดลตา ซึ่งส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โฆษกสำนักงานความมั่นคงด้านการขนส่งสหรัฐ (TSA) ระบุว่ายืนยันว่าจะมีการขยายเวลาบังคับใช้มาตรการดังกล่าว โดยจุดประสงค์เพื่อลดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน

ทั้งนี้ เมื่อเดือนก.ค. ที่ผ่านมาศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) ปรับคำแนะนำเรื่องการสวมหน้ากากอนามัยครั้งใหม่ โดยแนะนำให้ประชาชนทุกคนสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่สาธารณะที่เป็นสถานที่ปิดแม้ว่าจะฉีดวัคซีนแล้วหรือไม่ก็ตาม หลังจากที่ก่อนหน้านี้อนุญาตให้ชาวอเมริกันที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วไม่ต้องสวมหน้ากากอนามัย

อย่างไรก็ตามยังมีประชาชนจำนวนหนึ่งต่อต้านการสวมหน้ากากอนามัย

โดยเมื่อวันที่ 17 ส.ค. ที่ผ่านมาสหรัฐพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 144,297 คนและผู้เสียชีวิต 993 คน ส่งผลให้ขณะนี้สหรัฐมีจำนวนผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่กว่า 37.1 ล้านคนและผู้เสียชีวิตประมาณ 6.23 แสนคน

Photo by Robyn Beck / AFP

ชี้อาเซียนต้องการความช่วยเหลือด้านวัคซีนด่วนเพื่อคุมโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660916

วันที่ 18 ส.ค. 2564 เวลา 17:30 น.

ชี้อาเซียนต้องการความช่วยเหลือด้านวัคซีนด่วนเพื่อคุมโควิด กาชาดสากลชี้ประเทศอาเซียนต้องการความช่วยเหลือด้านวัคซีนหลังเดลตาดันตัวเลขติดเชื้อ-ตายพุ่งไม่หยุด  

สหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ (IFRC) เผยว่า ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมในการจัดหาวัคซีนป้องกัน Covid-19 เนื่องจากภูมิภาคนี้กำลังเผชิญกับตัวเลขผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลตา จนมีอัตราการเสียชีวิตสูงที่สุดในโลก  

อเล็กซานเดอร์ แมทเธโอ ประธาน IFRC แปซิฟิกเผยว่า “การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของ Covid-19 อันเนื่องจากสายพันธุ์เดลตาคร่าชีวิตของหลายครอบครัวทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังไม่มีทีท่าจะสิ้นสุดลง”

แถลงการณ์ของ IFRC ระบุอีกว่า ประเทศอาเซียนส่วนใหญ่ รวมทั้งเวียดนาม ไทย และอินโดนีเซียมีตัวเลขผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตทุบสถิติจนระบบสาธารณสุขใกล้ล่มสลาย ทั้งยังฉีดวัคซีนได้น้อย

หลายประเทศ เช่น แคนาดา สเปน และอังกฤษฉีดวัคซีนครบโดสครอบคลุมประชากรมากกว่า 60% แล้ว ส่วนสหรัฐฉีดมากกว่า 50% ในขณะที่ประเทศในอาเซียนยังตามหลังอยู่มาก โดยอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ซึ่งมีประชากรมากที่สุดในอาเซียนฉีดวัคซีนครบโดสครอบคลุมประชากรเพียง 10-11% ส่วนเวียดนามฉีดได้เพียง 2%

“ในระยะสั้น เราต้องการให้ประเทศร่ำรวยแบ่งปันวัคซีนนับล้านโดสที่เหลือใช้กับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเร่งด่วน” แมทเธโอเผย “บริษัทผลิตวัคซีนและรัฐบาลจำเป็นต้องแบ่งปันเทคโนโลยีและเพิ่มกำลังการผลิต”

แมทเธโอเผยอีกว่า “ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่กำลังจะถึงนี้เป็นช่วงที่สำคัญสำหรับการขยายการรักษา การตรวจหาเชื้อ และการฉีดวัคซีนในทุกซอกทุกมุมของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยต้องมีเป้าหมายฉีดวัคซีนให้ได้ 70-80%”

คนมาเลย์เย้ยคนไทยกินทุเรียนไม่เป็น โวทุเรียนตัวเองดีที่สุดในโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660904

วันที่ 18 ส.ค. 2564 เวลา 16:00 น.

คนมาเลย์เย้ยคนไทยกินทุเรียนไม่เป็น โวทุเรียนตัวเองดีที่สุดในโลกชาวเน็ตมาเลย์เปิดศึกน้ำลายทุเรียนใครดีกว่ากัน เย้ยคนไทยกินทุเรียนดิบ เคลมว่ามูซังคิงของตัวเองดีที่สุด

สืบเนื่องจากสำนักข่าว Business Insider เผยแพร่คลิปเกี่ยวกับการปลูกทุเรียนของชาวสวนในจังหวัดนนทบุรี ที่บอกเล่าขั้นตอบการปลูกทุเรียนตั้งแต่แรกจนถึงขั้นตอนการเก็บเกี่ยวที่ค่อยๆ ตัดจากต้นทีละลูกๆ บวกกับการสัมภาษณ์คอทุเรียนที่บอกว่าชอบแบบกรอบนอกหวานใน

หลังจากนั้นมีชาวเน็ตมาเลเซียเข้ามากระหน่ำคอมเม้นต์โจมตีทำนองว่าคนไทยกินทุเรียนไม่เป็น เพราะกินแบบดิบๆ และยังคุยโวว่าทุเรียนของตัวเองคือทุเรียนที่ดีที่สุดในโลก

เจ้าของบัญชีเฟซบุ๊ค Kevin Yong บอกว่า “ทุเรียนไทยเก็บก่อนเวลาเพื่อส่งออก ดังนั้นทุเรียนที่นักท่องเที่ยวต่างชาติได้ลิ้มรสในการชิมทุเรียนครั้งแรกในชีวิตจึงมาจากร้านค้าในเยาวราชหรือซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วโลกซึ่งอาจจะเริ่มเน่าแล้ว และจะทำให้นักชิมทุเรียนเหล่านั้นไม่ประทับใจในการชิมทุเรียนครั้งแรก!! การชิมครั้งแรกของพวกคุณควรเป็นทุเรียนสดที่ขายในประเทศต้นกำเนิด หรือมีการแช่แข็งอย่างถูกวิธีและสุกก่อนที่จะส่งออก ถ้าคุณต้องการลิ้มลองรสชาติที่แท้จริง ลองมาทานทุเรียนมาเลเซียอย่างราชาแห่งราชามูซังคิงและหนามดำ! สุกบนต้นแล้วปล่อยให้หล่นลงมาเอง รสชาติที่ทุเรียนไทยสู้ไม่ได้…Business Insider ไม่ใช่บทความที่ดี…ลองมาชิมของมาเลเซียสิ”

Di Nom บอกว่า “แพงเกิ๊นแถมยังดิบอีก” และเจ้าของบัญชีนี้ยังตอบกลับคอมเม้นต์ของ ?? ว่า “นั่นแหละ ทุเรียนไทยถึงได้รสชาติเหมือนมันฝรั่ง เนื้อแน่นและไม่ค่อยมีรสชาติ เพราะถูกตัดลงมาก่อนที่มันจะสุกจริงๆ และไม่ยอมปล่อยให้มันหล่นลงมาเอง” และอีกคอมเม้นต์หนึ่ง Di Nom บอกว่า “ช่วงนั้น (ทุเรียนที่ตัดจากต้น) ทุเรียนยังไม่ทันเกิดรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ ดังนั้นมันจึงไม่ฉลาดที่จะเก็บมันเร็วขนาดนั้น มันไม่เหมือนกับมะม่วงที่คุณเก็บมันก่อนได้เล็กน้อย แล้วมันจะค่อยๆ สุกเองหลังจากนั้น”

Blackbaba Theseira บอกว่า “เดาว่าทุเรียนไทยไม่ได้รับความนิยมแล้ว เพราะทุเรียนมาเลเซียดีกว่า อร่อยกว่า…ดังนั้นไทยจึงต้องใช้กลยุทธ์ทางการตลาดทุกทางเพื่อกู้ชื่อเสียง ถ้ามาเลเซียทำเหมือนไทยบ้าง ชาวสวนไทยคงต้องโค่นต้นทุเรียนทิ้งหมดแล้ว”

Luqman Hakim บอกว่า “ผมเชื่อว่าที่ชาวตะวันตกไม่ประทับใจในทุเรียนเพราะพวกเขาไม่ได้กินทุเรียนคุณภาพดีที่สุดอย่างมูซังคิง ทุเรียนนำเข้าส่วนใหญ่มาจากไทยซึ่งเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก ผมหวังว่ามาเลเซียจะเริ่มแนะนำทุเรียนของพวกเขาให้เป็นที่รู้จัก แล้วความไม่ประทับใจจะเปลี่ยนเป็นความหลงใหล”

Mohd Fairuz Raof บอกว่า “ทำไมพวกเขาตัดทุเรียน? ทุเรียนจะหล่นลงมาจากต้นเมื่อมันสุกเต็มที่แล้ว” โดยมี John Gacal จากกรุงอัสตานาของคาซัคสถานเข้ามาตอบกลับว่า “นั่นมันทุเรียนที่สุกเกินไปแล้ว คุณต้องตัดทุเรียนตอนที่มันอยู่ในช่วงที่ดีที่สุด”

และ Ven Bato จากฟิลิปปินส์ตอบกลับ Mohd Fairuz Raof ว่า “ผมเข้าใจคุณ ที่ฟิลิปปินส์โดยเฉพาะในดาเวา ไม่มีคำว่าสุกเกินไปสำหรับทุเรียนที่หล่นลงมาจากต้นเอง นั่นคือทุเรียนที่สุกกำลังดี วิธีตัดทุเรียนในดาเวาคือ การรักษาคุณภาพ เพราะที่นี่ไม่มีไครซื้อทุเรียนที่หล่นเอง เพราะข้างในมันจะเสียหายและรสชาติขม ทุเรียนท้องถิ่นที่นี่จะไม่ปล่อยให้หล่นจากต้นเอง และมันขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ดังนั้นสถานการณ์มันเลยต่างกัน”

Fadzli Masran บอกว่า “1.ใครมันโง่ตัดทุเรียนกันล่ะ มันหล่นจากต้นเองเมื่อมันสุกแล้ว 2.ใครเขาปอกทุเรียนกันแบบนั้น? กรุณมาที่มาเลเซีย…ให้พวกเราทำให้ดูว่าที่ถูกต้องทำยังไง…เรามีหลายพันธุ์ มูซังคิง ไอโอไอ (IOI) เตกา (Teka) หนามดำ (Black Thorn) ดี 2 (D2) ดี 24 (D24) แม้แต่พันธุ์กัมปัง (Kampung) ของเรายังอร่อยกว่าทุเรียนไทย ”

บางคนโจมตี Business Insider ว่าไม่ได้หาความรู้เกี่ยวกับทุเรียนมาก่อนเผยแพร่คลิปนี้ อาทิ Dedew MinDeng บอกว่า “คุณได้หาข้อมูลเกี่ยวกับทุเรียนก่อนที่จะเผยแพร่คลิปนี้สู่สาธารณมั้ย? ก่อนอื่นต้องหาข้อมูลก่อนนะ แต่ไม่เป็นไร เรารู้ดีว่าทุเรียนของเราดีที่สุด ไม่จำเป็นต้องโปรโมท เรากลัวว่าราคาจะสูงขึ้นไปอีก เพราะตอนนี้ก็แพงอยู่แล้ว ดูในคลิปสิ ทุเรียนมันยังไม่สุก ทุเรียนจะหล่นจากต้นเองเมื่อมันสุก ทุเรียนที่ดีที่สุดอยู่ที่มาเลเซีย! มูซังคิง! มาเลเซียคือประเทศที่ดีที่สุดถ้าคุณต้องการศึกษาเกี่ยวกับทุเรียน เราไม่กินทุเรียนไทย เรามีทุเรียนของเราเอง”

เช่นเดียวกับ Master Ho ที่บอกว่า “คนพวกนั้นไม่รู้แม้กระทั่งการปอกทุเรียน แล้วยังบอกข้อมูลผิดๆ อีก ใครที่ทำคลิปนี้ออกมาโง่มาก ไม่รู้อะไรเลย ทำไม่ถูก และยัง 123?6X?!F !!!!”

บางส่วนคอมเม้นต์แบบอธิบายให้คนอื่นเข้าใจ แต่ก็ไม่วายตบท้ายว่าทุเรียนของตัวเองอร่อย เช่น Mohammad Farhan Sukarjo บอกว่า “สำหรับคนที่ไม่รู้นะ คนไทยกินทุเรียนกันแบบนี้ พวกเขาชอบความกรอบของทุเรียน และรสชาติอ่อนๆ เนื้อเหมือนครีมเล็กน้อย รสเหมือนนม พวกเขาบอกว่าทุเรียนสุกไม่ค่อยมีเท็กซ์เจอร์และมีกลิ่นแรง นอกจากนี้ทุเรียนส่วนใหญ่ของไทยจะส่งออกและไม่ได้ขายในตลาดในประเทศ ตัดทุเรียนตั้งแต่ยังไม่สุกมากจะทำให้อยู่ได้นานขึ้น สำหรับประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย พวกเขาชอบกินผลไม้สุกๆ มันให้รสชาติครีมๆ นุ่ม หวาน พอเข้าปากจะมีกลิ่นกาแฟนิดๆ คาราเมลหน่อยๆ และมีแอลกอฮอล์มากขึ้นขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ แต่ไม่อยู่นานมาก และเน่าเสียง่าย แล้วผมชอบอันไหน ผมขอบอันหลัง แต่ไม่ว่าจะยังไงทุเรียนคือราชาแห่งผลไม้”

Saya Shafiq บอกว่า “อ่านคอมเม้นต์ของคนมาเลเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซียแล้วก็ขำดีนะ…ทุกคนต่างก็บอกว่าทุเรียนของตัวเองดีที่สุด ส่วนตัวเราคิดว่าทุกคอมเม้นต์มีเหตุผลหมด เพราะความแตกต่างของวัฒนธรรมทำให้ความชอบไม่เหมือนกัน…ที่อยากจะบอกคือต้อง ‘เคารพ’ความชอบของคนอื่น…ไม่จำเป็นต้องเถียงกันว่าทุเรียนที่ไหนดีที่สุด…มันโอเคที่คุณภูมิใจในผลิตภัณฑ์ของตัวเอง…เราก็ภูมิใจในมูซังคิงและพันธุ์อื่นๆ (หมายถึงของมาเลเซียนะ)…สำหรับคนที่ไม่ได้อยู่มาเลเซีย ลองมาชิมทุเรียนที่ดีที่สุดของเราสักครั้งแล้วลองเปรียบเทียบกับของที่อื่น (โดยเฉพาะของไทย)…เราว่าคุณจะแปลกใจที่คนมาเลย์ชอบทุเรียนและแปลกใจวิธีการดูแลทุเรียนของเรา”

บางคนก็คอมเม้นต์เอาฮา เช่น YW Wong บอกว่า “พี่น้องชาวมาเลย์ อย่าโปรโมททุเรียนของเราจะดีที่สุด พอมันดังราคาก็จะพุ่งขึ้น ปล่อยให้พวกเขากินทุเรียนไทยไปเถอะ ถ้าคุณเข้าใจที่เราต้องการจะบอกอ่ะนะ”

ขณะเดียวกันก็มีเพื่อร่วมชาติเข้ามาเตือนสติ อาทิ YK Loo บอกว่า “เฮ้ เพื่อนๆ เผื่อคุณไม่รู้ นั่นคือวิธีการกินทุเรียนของคนไทย ช่างเขาเถอะ ตอนนี้พวกเขาเริ่มฉลาดแล้ว เขานำเข้ามูซังคิงของเราไปปลูกแล้วส่งออก คุณคิดว่าทุเรียนของเราดีที่สุด ผมก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน แต่การทำการตลาดและกลยุทธ์ของพวกเขาดีกว่าเรามาก ตอนนี้พวกเขามีทุเรียนที่แพงที่สุด (กลยุทธ์การตลาด) ทุเรียนที่รสชาติดีที่สุด (ตอนนี้พวกเขามีพันธุ์ทุเรียนของเรา) มีการจัดการที่ดินที่ดี มีความสามารถในการส่งออก มีฐานลูกค้าต่างชาติที่ดี ถ้าพวกเราภูมิใจในผลผลิตของพวกเรา เราต้องทำให้มันดีขึ้นและปกป้องทรัพย์สินของพวกเราม่ใช่ทิ้งขว้าง ”

Budi Ismail บอกว่า “เคารพความชอบและต่อมรับรสของคนอื่นด้วย เราคนมาเลเซียชอบทุเรียนเนื้อครีมๆ นุ่มๆ เหลืองๆ และกลิ่นแรง เดาว่าทุเรียนพันธุ์นี้กลิ่นไม่แรงมาก รสชาติกำลังดี เป็นที่ยอมรับของชาวตะวันตก”

Jo Nathan บอกว่า “เห็นหลายคนเคลมว่าทุเรียนของตัวเองดีที่สุด ซึ่งผมว่ามันน่ารำคาญและดูเฉยชาไปหน่อย คุณเคยชิมทุเรียนของพวกเขาก่อนจะเขียนคอมเม้นต์หรือเปล่า??? ถ้าทุเรียนของคุณดีที่สุด งั้นมันก็คงดังไปแล้ว…ถ้าไม่ดังก็ทำให้มันดังสิ! หยุดพูดว่าทุเรียนของคนอื่นไม่ดีซะที! ผมชอบทุเรียนมาก โดยเฉพาะทุเรียนฟรี”

ในจำนวนคอมเม้นเกือบพันคอมเม้นต์ก็มีคนไทยเข้าไปอธิบายด้วย เช่น Mark Phaitun Bupphada บอกว่า “คนมาเลย์หลายคนในที่นี้บอกว่าทุเรียนของตัวเองดีที่สุด แต่ไม่มีใครเข้าใจอะไรเลย ก่อนอื่นคุณต้องเข้าใจก่อนว่านี่คือวิธีการกินทุเรียนของคนไทย พวกเขาไม่ชอทุเรียนบเนื้อครีมๆ สุกเกินไป และกลิ่นแรง ถ้าคุณเชื่อว่าคุณมีทุเรียนที่ดีที่สุดก็โชว์ให้ชาวโลกเห็นสิ”

ทว่าหลังจากนั้น Abdul Manan Abdul Kadir เข้ามาตอบกลับว่า “โถถถ แม้แต่ปอกทุเรียนยังปอกผิดเลย”

ปัญหาทุเรียนของใครดีที่สุดยังเป็นประเด็นพูดคุยกันในเว็บไซต์ Quora มีการตั้งคำถามว่า ทุเรียนที่ไหนดีที่สุดระหว่างไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย

Chris Schlipalius ชาวออสเตรเลียตอบว่า “ผมเคยชิมทุเรียนหลายพันธุ์จากทั้งสามประเทศ ผมขอบอกว่าทุเรียนมาเลเซียดีที่สุด ทุเรียนไทยที่ผมชิมไม่ค่อยมีรสชาติ และมักจะถูกแช่แข็งและส่งมาทางเรือซึ่งทำให้รสชาติมัน…ทุเรียนอินโดนีเซียนอกเกาะสุมาตราก็ไม่ค่อยอร่อย มาเลเซียคือแหล่งกำเนิดทุเรียนหลายพันธุ์ และหลังจากทำมาหลายปี พวกเขาก็เรียนรู้เกี่ยวกับสายพันธุ์ที่ดีที่สุด ผมคงต้องชิมทุเรียนของไทยให้มากกว่านี้เพื่อให้ยุติธรรม ผมชิมทุเรียนไทยแค่ 6-7 พันธุ์ เทียบกับของมาเลเซียที่ชิม 9-10 พันธุ์”

AFP PHOTO / Romeo GACAD

กรณีศึกษาแรงแค้นจีน แคนเซิลดาราไม่รักชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660895

วันที่ 18 ส.ค. 2564 เวลา 14:23 น.

กรณีศึกษาแรงแค้นจีน แคนเซิลดาราไม่รักชาติเมื่อวงการบันเทิงจีนขับเคลื่อนด้วยแนวคิดชาตินิยม

สืบเนื่องจากกรณีที่สมาคมศิลปะการแสดงของจีน (China’s Association of Performing Arts) ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงวัฒนธรรมประกาศคว่ำบาตร จางเจ๋อฮั่น (Zhang Zhehan) นักแสดงชาวจีน หลังจากที่ภาพถ่ายของเขากับที่ศาลเจ้ายาสุกุนิ (Yasukuni) ของญี่ปุ่นถูกเผยแพร่ว่อนโซเชียลมีเดียซึ่งสร้างความไม่พอใจให้แก่ประเทศจีนเป็นอย่างมาก

เนื่องจากศาลเจ้ายาสุกุนิซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1869 เป็นที่ระลึกถึงผู้เสียชีวิตในสงครามโบชิง และภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ถูกใช้เป็นที่สถิตของเหล่าดวงวิญญาณทหารที่สละชีพในสงครามด้วย ขณะที่ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งความโหดร้ายของญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในสายตาชาวเอเชียตะวันออกอย่างจีนและเกาหลีใต้

“พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของจางเจ๋อฮั่นทำร้ายความรู้สึกของชาวจีน และเป็นตัวอย่างที่ไม่เหมาะสมต่อบรรดาเยาวชนกลุ่มผู้ติดตาม ดังนั้น เราจึงขอเรียกร้องให้สมาชิกยุติการจ้างงานใดๆ กับจางเจ๋อฮั่น” ส่วนหนึ่งของแถลงการณ์จากสมาคมศิลปะการแสดงของจีนเมื่อวันที่ 15 ส.ค. ที่ผ่านมา

สมาคมฯ ยังระบุอีกว่าการสร้างมุมมองที่ถูกต้องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของชาติถือเป็นเรื่องพื้นฐาน ดังนั้น จะอ้างว่าไม่รู้ไม่ได้ พร้อมเตือนให้บรรดาศิลปินดาราเสริมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของชาติอย่างจริงจัง

แม้ว่าจางเจ๋อฮั่นจะออกมาขอโทษโดยระบุว่าภาพดังกล่าวเกิดขึ้นจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของตนในอดีต ซึ่งภาพดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2018

แต่ก็ไม่เป็นผลโดยกว่า 25 บริษัทในจีนรวมถึง Coca-Cola ผู้ผลิตเครื่องดื่มจากสหรัฐ, Lanvin แบรนด์แฟชั่นฝรั่งเศส และ Pandora บริษัทอัญมณีสัญชาติเดนมาร์กตัดสินใจยกเลิกสัญญาเรียบร้อยแล้ว

ตลอดจนหลายรายการโทรทัศน์และละครหลายรายการประกาศไม่ร่วมงานกับจางเจ๋อฮั่น ขณะที่แพลตฟอร์มสตรีมมิง NetEase Cloud Music และ QQMusic ประกาศว่าได้ลบเพลงของจางเจ๋อฮั่นออกไปแล้ว

รวมถึงบัญชีบนโซเชียลมีเดียของเขาและแฟนคลับก็ถูกลบไปเป็นที่เรียบร้อย ขณะที่ประชาชนและสื่อจีนมองว่าเขาควรได้รับบทเรียนจากการท้าทายศักดิ์ศรีของชาติ และถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่รักชาติ

ทั้งนี้ ดราม่าดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อมีชาวเน็ตขุดเจอภาพที่จางเจ๋อฮั่นไปร่วมงานแต่งงานของเพื่อนที่จัดขึ้นเมื่อปี 2019 ที่ศาลเจ้าโนกิ (Nogi) ประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นสถานที่สถิตของเหล่าดวงวิญญาณทหารที่ร่วมรบกับจีน

นอกจากนี้ยังมีภาพถ่ายร่วมเฟรมกับเดวี ซูการ์โน (Dewi Sukarno) ภริยาชาวญี่ปุ่นของประธานาธิบดีคนแรกแห่งอินโดนีเซียซึ่งเคยมีประเด็นกับจีนหลังจากที่เธอสนับสนุนหนังสือ Nanjing Massacre ซึ่งมีเนื้อหาปฏิเสธการสังหารหมู่ที่หนานจิงโดยญี่ปุ่น และปกป้องโรงแรมที่ถูกคว่ำบาตรเพราะวางหนังสือดังกล่าว

นอกจากนี้เมื่อวันที่ 5 ก.พ. ที่ผ่านมาสมาคมศิลปะการแสดงของจีนประกาศแนวทางปฏิบัติของดารานักแสดงชาวจีนว่าจะต้องไม่ละเมิดศีลธรรม จริยธรรม กฎเกณฑ์ทางสังคม และขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามอันจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียต่อสังคม

ตลอดจนนักแสดงจะต้องไม่ยุยงปลุกปั่นหรือปลุกระดมให้เกิดความเกลียดชังและการแบ่งแยกเชื้อชาติ ห้ามสนับสนุนความเชื่องมงายและลัทธิใดๆ รวมไปถึงห้ามสนับสนุนกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย อาทิ การพนัน ยาเสพติด ความรุนแรง และภาพโป๊เปลือย

แนวทางดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. เป็นต้นไป ซึ่งหากผู้ใดละเมิดจะถูกคว่ำบาตรจากวงการ และจะสามารถกลับมาทำงานได้อีกครั้งต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบแล้วเท่านั้น

ภาพโดย Shazzhy/Wikipedia และ Aco/Wikipedia

นิวซีแลนด์เตือนเดลตาจะระบาดมากขึ้น สั่งล็อกดาวน์ประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660875

วันที่ 18 ส.ค. 2564 เวลา 12:00 น.

นิวซีแลนด์เตือนเดลตาจะระบาดมากขึ้น สั่งล็อกดาวน์ประเทศนิวซีแลนด์เตือนโควิดกำลังกลับมาหลังพบผู้ติดเชื้อในประเทศเพิ่มรวม 7 ราย

วันนี้ (18 ส.ค.) สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่านายกรัฐมนตรี จาซินดา อาร์เดิร์น ของนิวซีแลนด์ประกาศเตือนประชาชนให้เตรียมพร้อมรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่กำลังจะเพิ่มขึ้นอีกครั้งหลังพบการแพร่ระบาดภายในประเทศเป็นครั้งแรกในรอบครึ่งปี

โดยนิวซีแลนด์พบผู้ติดเชื้อรายใหม่จากภายในประเทศเป็นครั้งแรกเมื่อวานนี้ (17 ส.ค.) ก่อนที่จะพบผู้ติดเชื้อเพิ่มเป็น 7 รายอย่างรวดเร็ว หลังจากที่หลังจากที่ไม่พบผู้ติดเชื้อจากภายในประเทศมาตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.

ส่งผลให้รัฐบาลออกคำสั่งล็อกดาวน์ทั่วประเทศเป็นครั้งแรกในรอบ 15 เดือน เป็นเวลา 3 วัน ขณะที่โอ๊คแลนด์และโคโรมันเดลจะถูกล็อกดาวน์เป็นเวลา 1 สัปดาห์

อาร์เดิร์นเสริมว่าขณะนี้นิวซีแลนด์กำลังเผชิญกับโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาซึ่งสามารถแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว โดยพบว่ามีความเชื่อมโยงกับการแพร่ระบาดในออสเตรเลีย

อย่างไรก็ตามแม้จะมีมาตรการที่เข้มงวดแต่มีการคาดการณ์ว่าจะพบผู้ติดเชื้อจากคลัสเตอร์ใหม่ถึง 120 ราย แต่ผู้นำนิวซีแลนด์มั่นใจว่าแม้จะมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น แต่กลยุทธ์กำจัดไวรัสของรัฐบาลจะสามารถรับมือกับการแพร่ระบาดได้ โดยเน้นย้ำให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการ

ทั้งนี้ ในบรรดาผู้ติดเชื้อรายใหม่มี 1 รายเป็นพยาบาลและอีก 1 รายเป็นครูโรงเรียนมัธยม ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีความเสี่ยงสูงในการแพร่ระบาด

นิวซีแลนด์ได้รับการยกย่องจากนานาชาติว่าเป็นประเทศที่สามารถควบคุมและรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้เป็นอย่างดี โดยขณะนี้มีผู้ผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 เพียง 26 คนจากประชากรทั้งหมด 5 ล้านคน

ขณะที่ประชากรประมาณ 20% ของประเทศได้รับวัคซีนโควิด-19 ครบโดสแล้ว

AFP PHOTO / Marty MELVILLE

Huawei จะทวงบัลลังก์เจ้าสมาร์ทโฟนแม้จะถูกคว่ำบาตร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660874

วันที่ 18 ส.ค. 2564 เวลา 11:40 น.

Huawei จะทวงบัลลังก์เจ้าสมาร์ทโฟนแม้จะถูกคว่ำบาตรหลังจากซุ่มโลว์โปรไฟล์มายาวนาน ในที่สุดหัวเรือใหญ่ของ Huawei ก้ประกาศมท่าทีว่าจะไม่ยอมเสียบัลลังก์ในอุตสาหกรรมมือถือไปง่ายๆ

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงจากเซินเจิ้น ประเทศจีน 18 ส.ค. ว่า ประธานของ Huawei Technologies กล่าวว่าในขณะที่การคว่ำบาตรของสหรัฐทำให้ธุรกิจสมาร์ทโฟนของบริษัทต้องสะดุด แต่พวกเขาจะไม่ยอมแพ้และวางแผนที่จะกลับมาทวง “บัลลังก์” ของอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนในที่สุด

ในปี 2019 โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ กล่าวหา Huawei ว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ ทำการขึ้นบัญชีดำการส่งออก และห้ามไม่ให้เข้าถึงเทคโนโลยีที่สำคัญที่มีต้นกำเนิดในสหรั ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการออกแบบชิปของตัวเองและส่วนประกอบต้นทางจากผู้ขายภายนอก

“ทุกคนรู้ดีว่าชิปโทรศัพท์ต้องการเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีขนาดเล็กและใช้พลังงานต่ำ Huawei สามารถออกแบบได้ แต่ไม่มีใครช่วยเราได้ เราชะงักอยู่” กัวผิง (Guo Ping) ประธานของ Huawei กล่าวในการคำตอบล่าสุดกับพนักงานบริษัทและมีการถอดเนื้อหาออกมาเผยแพร่โดย Reuters

แม้จะชะงักงัน แต่กัวผิงกล่าวเสริมว่าปัญหาสามารถแก้ไขได้

“Huawei จะยังคงดำรงอยู่ต่อไปในธุรกิจโทรศัพท์มือถือ และด้วยความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องในการผลิตชิป บัลลังก์เจ้าสมาร์ทโฟนจะกลับมาในที่สุด” เขากล่าว

บริษัทวิจัย Canalysระบุว่า หัวเว่ย ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้จำหน่ายสมาร์ทโฟนรายใหญ่ที่สุดของโลก หลุดจากอันดับผู้ขายสูงสุด 5 อันดับแรกของจีนในไตรมาสล่าสุด

ในเดือนพฤศจิกายน Huawei ขายสมาร์ทโฟนระดับล่างสุด Honor ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่มุ่งเป้าไปที่การรักษาธุรกิจให้อยู่รอด

รายรับของ Huawei ร่วงลง 29% ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ซึ่งถือว่าลดลงมากที่สุด โดยรายได้จากกลุ่มธุรกิจผู้บริโภคซึ่งรวมถึงสมาร์ทโฟน โดยพุ่งขึ้น 47% เป็น 135.7 พันล้านหยวน (21,000 ล้านดอลลาร์) ($ 1 = 6.4830 หยวน)

Photo by STR / AFP

จีนลดพึ่งพาภาษาอังกฤษ เซี่ยงไฮ้นำร่องลดการเรียน-ยกเลิกสอบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660870

วันที่ 18 ส.ค. 2564 เวลา 11:20 น.

จีนลดพึ่งพาภาษาอังกฤษ เซี่ยงไฮ้นำร่องลดการเรียน-ยกเลิกสอบ เมืองเซี่ยงไฮ้ของจีนสั่งยกเลิกการสอบภาษาอังกฤษท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้สอนภาษาอังกฤษให้น้อยลง

ทางการเมืองเซี่ยงไฮ้ประกาศยกเลิกการสอบปลายภาควิชาภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา เพื่อบรรเทาภาระของนักเรียนและผู้ปกครอง ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากบุคคลมีชื่อเสียงให้ลดการให้ความสำคัญกับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนรัฐบาล

หลังจากนี้นักเรียนประถมจะสอบปลายภาคเฉพาะวิชาภาษาจีนและคณิตศาสตร์ ส่วนวิชาอื่นรวมทั้งภาษาอังกฤษจะวัดผลจากการประเมินของครูผู้สอน โดยไม่มีคะแนนสอบ

ขณะที่นักเรียนมัธยมจะสอบปลายภาคเฉพาะวิชาภาษาจีน คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ ส่วนวิชาวิทยาศาสตร์จะมีการประเมินในห้องทดลอง วิชาประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์จะวัดผลด้วยการเปิดหนังสือสอบ

นอกจากนี้ โรงเรียนในเซี่ยงไฮ้ยังถูกสั่งห้ามไม่ให้ใช้ตำราเรียนที่พิมพ์ในต่างประเทศที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบและอนุมัติจากคณะกรรมการตรวจสอบตำราเรียนของสำนักงานการศึกษาของเมืองเซี่ยงไฮ้

สำนักข่าว Radio Free Asia รายงานว่า มีสัญญาณว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความต้องการของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่จะถอยห่างจากภาษาอังกฤษท่ามกลางความขัดแย้งทางการค้ากับสหรัฐ

ความเปลี่ยนแปลงในเซี่ยงไฮ้เกิดขึ้นหลังจาก สวีจิน หัวหน้าคณะที่ปรึกษาของรัฐสภาจีนเผยว่า มีเพียง 1 ใน 10 ของนักเรียนเท่านั้นที่จำเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษที่พวกเขาเรียน

เช่นเดียวกับ เหยาหยางศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยปักกิ่งที่เรียกร้องให้ตัดวิชาภาษาอังกฤษออกจากการสอบเข้ามหาวิทยาลัย หรือเกาเข่า เนื่องจากไม่เป็นธรรมกับนักเรียนจากชนบทที่เข้าถึงภาษาอังกฤษได้น้อยกว่า

ด้านผู้ปกครองรายหนึ่งในเซี่ยงไฮ้เผยว่า ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าว เนื่องจากเมืองเซี่ยงไฮ้ต้องติดต่อกับนานาชาติ ภาษาอังกฤษจึงจำเป็น ขณะที่ จางเฉียวเฟิง ผู้เชี่ยวชาญด้านโฮมสกูลเผยว่า ผู้ปกครองในเซี่ยงไฮ้ที่ต้องการให้ลูกๆ เรียนต่อต่างประเทศจะยังหาทางวัดความรู้ของลูกๆ อยู่ดี ไม่ว่าจะเป็นการสอบ IELTS หรือ TOEFL

จางเฉียวเฟิงยังบอกอีกว่า การลดความสำคัญของการเรียนภาษาอังกฤษทั่วจีนน่าจะเป็นเรื่องทางการเมือง

ด้านว่านจือ ล่ามในสวีเดนเผยว่า “เขา (สีจิ้นผิง) เอาอนาคตของจีนเป็นเดิมพัน ถ้าจีนประเทศจากโลกภายนอกมันจะเป็นหายนะ ที่สีจิ้นผิงกำลังทำอยู่ตอนนี้คือการหวนกลับสู่การปฏิวัติวัฒนธรรม มีหลายคนในพรรคคอมมิวนิสต์ที่ไม่เห็นด้วย แต่ไม่มีใครกล้าค้านเขา”

Photo by STR / AFP

สหรัฐเผยพบศพในช่องเก็บล้อเครื่องบินจากอัฟกาฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660869

วันที่ 18 ส.ค. 2564 เวลา 10:46 น.

สหรัฐเผยพบศพในช่องเก็บล้อเครื่องบินจากอัฟกาฯเจ้าหน้าที่สหรัฐเผยพบศพในช่องเก็บล้อเครื่องบินที่บินออกจากอัฟกานิสถาน

The Washington Post รายงานว่าเจ้าหน้าที่สหรัฐพบร่างของพลเมืองอัฟกานิสถานในช่องเก็บล้อของเครื่องบิน C-17 ของกองทัพสหรัฐที่บินออกจากท่าอากาศยานนานาชาติฮามิก การ์ไซ ในกรุงคาบูลเมื่อวันจันทร์ (16 ส.ค.) ที่ผ่านมา

หลังปรากฏภาพเหตุการณ์ที่ชาวอัฟกันจำนวนมากมารวมตัวกันที่ท่าอากาศยานเพื่อหวังหนีออกนอกประเทศ จนเกิดความโกลาหล ขณะที่ประชาชนกลุ่มหนึ่งเกาะไปกับล้อของเครื่องบิน C-17 ของกองทัพสหรัฐที่กำลังจะเทคออฟ จนมีผู้ร่วงลงมาเสียชีวิต โดยรายงานก่อนหน้านี้ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7 คนจากเหตุโกลาหลที่สนามบิน

แม้ว่าจะมีประชาชนกลุ่มหนึ่งที่สามารถเดินทางอพยพไปกับเครื่องบินไปได้ โดย C-17 เป็นหนึ่งในนั้นซึ่งมีประชาชนราว 640 คนโดยสารอยู่ในเครื่องบิน ขณะที่อีกหลายเที่ยวบินก็อพยพประชาชนในจำนวนใกล้เคียงกัน

ทว่า เจ้าหน้าที่เผยว่าเครื่องบินลำดังกล่าวต้องลงจอดฉุกเฉินเนื่องจากไม่สามารถเก็บล้อได้ ก่อนที่จะตรวจสอบพบศพในช่องเก็บล้อ ซึ่งคาดว่าเป็นชาวอัฟกันที่พยายามเกาะติดไปกับเครื่องบินเพื่อพยายามหนีออกนอกประเทศ

นอกจากนี้ยังปรากฏคลิปวิดีโอที่บันทึกผ่านหน้าต่างโดยผู้โดยสารที่อยู่ด้านในเครื่องบินซึ่งถ่ายออกไปด้านนอกพบร่างมนุษย์ติดอยู่ด้านนอกเครื่องบินขณะที่เครื่องบินกำลังลอยอยู่กลางอากาศแต่ไม่ทราบระดับความสูงที่ชัดเจน

Photo by Capt. Chris Herbert / US Airforce / AFP