อาชีวะอุบลฯ ภูมิใจ! นำวิชาชีพบริการชุมชน ซ่อมอุปกรณ์เครื่องใช้ในครัวเรือน-เกษตรฟรี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595616

อาชีวะอุบลฯ ภูมิใจ! นำวิชาชีพบริการชุมชน ซ่อมอุปกรณ์เครื่องใช้ในครัวเรือน-เกษตรฟรี

อาชีวะอุบลฯ ภูมิใจ! นำวิชาชีพบริการชุมชน ซ่อมอุปกรณ์เครื่องใช้ในครัวเรือน-เกษตรฟรี

วันอังคาร ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 17.54 น.

อาชีวะอุบลฯ ภูมิใจนำวิชาชีพบริการชุมชน 240 ครัวเรือน สนใจนำอุปกรณ์เครื่องใช้รับบริการซ่อมฟรี ลดรายจ่ายยุคโควิด – 19

17 สิงหาคม 2564 ดร.พงษ์ศักดิพล ทาแก้ว ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ FIX IT CENTER ศูนย์ซ่อม สร้าง เพื่อชุมชน THAILAND 4.0  ในรูปแบบ NEW NORMAL เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด – 19 ณ องค์การบริหารส่วนตำบลโพธิ์ใหญ่ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี มีคณะรองผู้อำนวยการ ตัวแทนครู วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจากองค์การบริหารส่วนตำบลโพธิ์ใหญ่ นำโดย นายไพบูลย์ ดวงศรี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโพธิ์ใหญ่ ร่วมในพิธีเปิดด้วย  ทั้งนี้ ดร.พงษ์ศักดิพล ทาแก้ว ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ได้มอบกรอบรูปจากการฝึกอาชีพแก่ชาวบ้านมอบให้องค์การบริหารส่วนตำบลโพธิ์ใหญ่ ในโอกาสนี้ด้วย

สำหรับโครงการดังกล่าว งานโครงการพิเศษและบริการวิชาชีพสู่ชุมชน วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี นำโดย นายลือชัย ทาทอง รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนากิจการนักเรียน นักศึกษา นายวีระพิศ แฝงจันทร์ หัวหน้างานโครงการพิเศษและบริการวิชาชีพสู่ชุมชน พร้อมด้วยตัวแทนคณะครู บุคลากร นักเรียน นักศึกษา ลงพื้นที่จิตอาสา บริการชุมชน ด้วยการแจกน้ำยา ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ได้แก่ น้ำยาล้างมือ น้ำยาล้างจาน น้ำยาล้างห้องน้ำ และน้ำยาล้างรถให้กับชาวบ้าน

และช่วยซ่อมแซมอุปกรณ์เครื่องใช้ในครัวเรือน รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และอุปกรณ์เครื่องใช้ทางการเกษตรฟรี เพื่อลดรายจ่ายให้กับประชาชนในครัวเรือน ในสถานการณ์ยุคโควิด – 19 อีกทั้งร่วมทำความดีถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 89 พรรษา 12 สิงหาคม 2564 

โดยสถานศึกษาได้รับความร่วมมือจากตัวแทนครู บุคลากร จากวิทยาลัยการอาชีพวารินชำราบและวิทยาลัยเทคนิคอุบลราชธานี ร่วมให้บริการชาวบ้านในการซ่อมแซมเครื่องใช้ต่างๆที่ชำรุด เสียหาย ให้บริการตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2564 เป็นต้นมาจนถึง วันที่ 17 สิงหาคม 2564 ซึ่งผลการดำเนินงาน พบว่ามีชาวบ้านมาขอรับบริการ ส่งเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในครัวเรือน เครื่องจักรกลทางการเกษตร และเครื่องยนต์ มาซ่อมแซม จำนวน 240 ครัวเรือน  มีผู้ขอรับการฝึกอาชีพในตลอด 6 วัน จำนวน  170   คน  ในรูปแบบ NEW NORMAL นับเป็นความภาคภมิใจที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี นำวิชาชีพให้บริการสู่ชุมชน โดยเฉพาะในสภาวะเศรษฐกิจยุคโควิด – 19

3 รมต.หญิง ศธ.มอบเงินเดือนช่วยเด็กขาดโอกาสทางการศึกษา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595580

3 รมต.หญิงศธ.มอบเงินเดือนช่วยเด็กขาดโอกาสทางการศึกษา

3 รมต.หญิงศธ.มอบเงินเดือนช่วยเด็กขาดโอกาสทางการศึกษา

วันอังคาร ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 16.10 น.

วันที่ 17 สิงหาคม 2564 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วย คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช และนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) ร่วมมอบเงินให้กับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อนำไปสนับสนุนช่วยเหลือนักเรียนที่ขาดแคลนและได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19)

โดย นางสาวตรีนุช เปิดเผยว่า พวกเรามีความตั้งใจไม่รับเงินเดือนเป็นระยะเวลา 3 เดือน เพื่อนำเงินส่วนนี้ไปช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเน้นในด้านการศึกษา จึงได้มอบเงินให้ กสศ. สำหรับการเป็นหลักประกันโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จำนวน 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มนักเรียนสังกัดโรงเรียนพักนอนในพื้นที่ห่างไกล  กลุ่มนักเรียนกำพร้า และกลุ่มเด็กพิการ ออทิสติก

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า โดยส่วนตัวให้ความสำคัญกับกลุ่มนักเรียนสังกัดโรงเรียนพักนอนในพื้นที่ห่างไกลที่มีความขาดแคลน จำนวน 14 แห่ง โดยสนับสนุนเงินสำหรับค่าใช้จ่ายในการดูแลความปลอดภัย เช่น หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ เครื่องวัดอุณหภูมิ ฯลฯ ค่าใช้จ่ายในการรับส่งนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลกรณีที่เจ็บป่วย ค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงอุปกรณ์และสถานที่ของโรงเรียน ตลอดจนการจัดทำคู่มืออนามัยและการรักษาตัวจากโควิด-19 เพื่อช่วยสร้างความเข้าใจให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่อีกด้วย ทั้งนี้ สัดส่วนการจัดสรรเงินในเบื้องต้นจะพิจารณาตามจำนวนของนักเรียนและระยะทางที่ตั้งของโรงเรียน

ด้านคุณหญิงกัลยา กล่าวว่า ตนประสงค์ช่วยเหลือกลุ่มนักเรียนกำพร้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จำนวน 174 คน ตั้งแต่การเข้าดูแล การคุ้มครอง ตลอดจนถึงการฟื้นฟู ซึ่งจะทำงานร่วมกันกับศูนย์ประสานช่วยเหลือเด็กในภาวะวิกฤติ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) รวมถึงสถาบันการศึกษา เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้นักเรียนหลุดออกจากระบบการศึกษา โดยจะเน้นให้เข้าถึงนักเรียนที่มีความขาดแคลนอย่างแท้จริงและเป็นกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่ขยายเพิ่มขึ้นจากภารกิจการดำเนินการเดิมของ กสศ.

ขณะที่ นางกนกวรรณ กล่าวเสริมว่า สำหรับกลุ่มเด็กพิการ ออทิสติก เป็นกลุ่มที่ตนให้ความช่วยเหลือมาอย่างต่อเนื่อง เพราะเชื่อมั่นว่าเด็กพิเศษกลุ่มนี้สามารถพัฒนาศักยภาพและความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นได้ โดยจะช่วยเหลือกลุ่มเด็กพิการ ออทิสติก ที่มีฐานะยากจน จำนวน 57 คน และมอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) สำรวจผู้ได้รับผลกระทบเพิ่มเติม ทั้งนี้ รูปแบบการช่วยเหลือจะพิจารณาเป็นรายกรณีตามความจำเป็นและเหมาะสม เช่น ทุนการศึกษา ฯลฯ

นอกจากนี้ นายไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการ กสศ. เปิดเผยว่า การสนับสนุนของ รมว.ศธ. และ รมช.ศธ. ในครั้งนี้ เป็นการเริ่มต้นที่จะช่วยผลักดันให้เกิด “หลักประกันโอกาสทางการศึกษาให้กับคนทุกวัย” ตามภารกิจของ กสศ. เพื่อช่วยให้เด็กทุกคนมีโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา ซึ่ง กสศ. จะเร่งดำเนินการส่งต่อความช่วยเหลือให้แก่นักเรียนแต่ละกลุ่มอย่างเต็มที่และให้เป็นไปตามเจตนารมย์ของสามรัฐมนตรีหญิงแห่งกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมติดตามและรายงานผลความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง โดยหลังจากนี้ กสศ. เล็งขยายการมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือทางการศึกษาให้ไม่ได้สิ้นสุดเพียงส่วนของภาครัฐ แต่จะเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและภาคประชาชนสามารถเข้ามาร่วมผลักดันและสานต่อโครงการจากการนำร่องของทั้งสามรัฐมนตรีอีกด้วย

เปิดเส้นทางแทนคุณแผ่นดิน ‘ฉัตรชัย พรหมเลิศ’ ปลัดมท.คนที่ 39 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595535

เปิดเส้นทางแทนคุณแผ่นดิน'ฉัตรชัย พรหมเลิศ' ปลัดมท.คนที่ 39

เปิดเส้นทางแทนคุณแผ่นดิน’ฉัตรชัย พรหมเลิศ’ ปลัดมท.คนที่ 39

วันอังคาร ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 15.04 น.

เส้นทางการรับราชการของปลัดกระทรวงมหาดไทย ฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย คนปัจจุบัน ซึ่งเป็นอธิบดีอีกคนของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่ขึ้นเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย โดยได้รับแต่งตั้งและเข้ารับตำแหน่ง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2560 

กับเส้นทางเติบโตในราชการของ ปมท. คนที่ 39 ผู้นี้ เริ่มชีวิตราชการจากการเป็นปลัดอำเภอดงหลวง มุกดาหาร จนได้เป็น หน.กิ่งฯ แม่เปิน จังหวัดนครสวรรค์ในปี 2539 โอนไปเป็น รพช.จังหวัดสิงห์บุรีและนครสวรรค์ในปี 2544-2545 สังกัด สนง.เร่งรัดพัฒนาชนบท ซึ่งเปลี่ยนเป็นกรมเร่งรัดพัฒนาชนบทในเวลาต่อมา

เมื่อมีการปรับปรุงกระทรวงทบวงกรมฯปี 2545  รวมงานกรมเร่งรัดพัฒนาชนบทกับงานโยธาธิการ บางส่วน ตั้งเป็นกรมทางหลวงชนบทสังกัดกระทรวงคมนาคม

ปลัดฉัตรชัย ฯ จึงโยกตัวเองมาอยู่กรมปภ.ฯ กรมที่ตั้งขึ้นใหม่ใน มท.ในตำแหน่งผอ.กองการเจ้าหน้าที่ ปภ.เมื่อ กพ.2546 ก่อนเลื่อนเป็น ผอ.สำนักฯและรองอธิบดี กรม ปภ.ในเดือน ธค.2548 ตามลำดับ  

1 ตค.2552 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ว่าฯ ลพบุรี มีผลงานที่รู้คือ เมื่อครั้งน้ำท่วมปี 2554  ประตูระบายน้ำบางโฉมศรีแตกไหลทะลักเข้ามารอบนอกของ จ.ลพบุรี ท่านฉัตรชัย คนนี้แหละ ที่ร่วมกันแก้ไขปัญหาความเดือนร้อนของประชาชน จากอุทกภัยน้ำท่วม ด้วยการการแก้ไข  ปัญหาทำให้น้ำไม่ท่วมขังเข้าตัวเมืองถามคน จ.ลพบุรี จะรู้ดีว่า ทุกๆ วัน จะเห็นหน้าท่านฉัตรชัย จะออกมาลุยน้ำช่วยเหลือประชาชนจนผลงานเข้าตารัฐบาล  จึงได้ขยับขึ้นเป็นอธิบดีกรมปภ.ใน 1 ตค.2555 สร้างผลงาน ด้านแก้ไขปัญหาน้ำท่วม และ กำหนดนโยบายด้านความปลอดภัย สร้างระบบป้องกัน เตือนภัย ฟื้นฟูหลังเกิดภัย และการติดตามประเมินผล เพื่อให้หลักประกันในด้านความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน  ซึ่งยังคงใช้เป็นแนวทางการแก้ปัญหาน้ำท่วมจวบจนปัจจุบัน ก่อนได้รับการแต่งตั้งเป็น ปมท. นับเป็นอธิบดีกรมปภ.คนที่สองที่ข้ามขึ้น ปมท. ต่อจาก วิบูลย์  สงวนพงศ์ อธิบดีกรมปภ. ที่นำทางขึ้น ปมท.มา ก่อน  พลิกโฉมของการเป็น ปมท. ที่ไม่จำเป็นต้องผ่านงานตำแหน่งในสายงานนักปกครอง อย่างนายอำเภอ หรือ ปลัดจังหวัดหรือ รองผู้ว่าฯ มาก่อนก็ได้

30 กย.2564 ปมท. ท่านนี้จะครบเกษียณอายุการดำรงตำแหน่ง ครบ 4 ปีเต็ม อย่างเข้มแข็งและสง่างาม ด้วยความมุ่งมั่น วิริยะอุตสาหะ ของปลัดฉัตรชัย ในการปฏิบัติหน้าที่ เปรียบประดุจพ่อบ้านของ มท.ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัด ทั่วประเทศเป็นกลไก ร่วมมือแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ทั้งในเรื่องความเป็นอยู่การทำมาหากิน ตลอดจนถึงความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สิน อันเกิดจากภัยพิบัติตลอดระยะเวลา 4 ปี ที่ดำรงตำแหน่ง  ปมท. อย่างเข็มแข็ง และสง่างาม รวมทั้ง ภารกิจสำคัญต่าง ๆ ที่ ปลัดฉัตรชัย ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบ

โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19  เป็นหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง ที่มี มท. เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในส่วนที่เกี่ยวกับการสั่งการและประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร  

จนเป็นที่รู้กันว่า ปลัดฉัตรชัย นั้น เป็นนักปกครอง มีความรู้ ความสามารถ มากมายด้วยน้ำใจ มีบุคลิกโอบอ้อมอารีมีมนุษย์สัมพันธ์ และอัธยาศัยที่ดีงาม มีประสบการณ์ เพียบพร้อมด้วยความเป็นผู้นำ และผู้ประสานงานกับทุกฝ่าย เพื่อแก้ไขปัญหา ในสถานการณ์บ้านเมือง ที่ต้องการสร้างความปรองดอง อย่างกลมเกลียวและมีประสิทธิภาพ

นับแต่ 1 ตค.2564 เป็นต้นไป ท่านจะเลือกใช้ชีวิตของข้าราชการประจำอาชีพ ที่เกษียณอายุราชการอยู่บ้านอย่างสงบเรียบง่าย หรือจะเลือกเดินอีกเส้นทางหนึ่ง เข้าสู่ถนนการเมือง ด้วยการนำประสบการณ์ของนักปกครองที่สร้างผลงานตลอดระยะเวลาที่รับราชการใน มท.จนครบอายุราชการอย่างสง่างาม สมกับคำขวัญของ มท.ว่า  “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข”  เพื่อตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ประเทศชาติ และประชาชน อันเป็นที่รัก

ปลัดฉัตรชัย จะอยู่ในความทรงจำของคน มท.หรือจะอยู่บนเส้นทาง ที่จะตอบแทนคุณแผ่นดินในรูปแบบใดปลัดฉัตรชัย คนเดียว เท่านั้นที่จะให้คำตอบได้ครับ

‘ปริญญ์’ แนะรัฐปรับตัวเร่งพัฒนา e-Government เพิ่มประสิทธิภาพบริการยุคราชการเวิร์คฟอร์มโฮม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595533

'ปริญญ์'แนะรัฐปรับตัวเร่งพัฒนา e-Government  เพิ่มประสิทธิภาพบริการยุคราชการเวิร์คฟอร์มโฮม

‘ปริญญ์’แนะรัฐปรับตัวเร่งพัฒนา e-Government เพิ่มประสิทธิภาพบริการยุคราชการเวิร์คฟอร์มโฮม

วันอังคาร ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 15.00 น.

16 ส.ค.2564นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ รองหัวหน้าพรรคและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจทันสมัย พรรคประชาธิปัตย์ ห่วงประชาชนที่เดือดร้อนจากการทำงานแบบเวิร์คฟอร์มโฮม (Work from home) ของหน่วยงานรัฐ และเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องปรับรูปแบบการทำงานกะทันหันในช่วงวิกฤตโควิด-19 แนะรัฐบาลเร่งแก้ปัญหาทันท่วงที พร้อมจัดสรรงบประมาณปี 65 มาพัฒนา e-Government ขับเคลื่อนแผนพัฒนารัฐบาลดิจิตอลให้มีประสิทธิภาพอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อปรับตัวเข้าสู่ยุค 4.0 ที่แท้จริง 

นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กล่าวว่า เมื่อไม่นานมานี้ตนได้รับการร้องเรียนจากประชาชนทั่วไปและผู้ประกอบการธุรกิจว่า ได้รับความความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก จากการที่หน่วยงานของภาครัฐต้องปิดให้บริการ และเจ้าหน้าที่รัฐต้องทำงานแบบเวิร์คฟอร์มโฮมตามมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดโรคโควิด – 19 ของ ศบค. อย่างเคร่งครัด เพราะขั้นตอนการยื่นเอกสาร การทำธุรกรรม รวมถึงการขอความช่วยเหลือต่าง ๆ เช่น ทำพาสปอร์ต ติดต่อซ่อมระบบไฟฟ้า – ประปา และการขอเอกสารประกอบการทำธุรกิจ เป็นไปอย่างล่าช้ามาก และไม่ได้รับความสะดวกเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งสาเหตุสำคัญเกิดจากการที่มีเจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมากยังไม่พร้อมทำงานจากบ้าน เพราะมีข้อจำกัดด้านอุปกรณ์ เช่น ไม่มีคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ไม่มี Fax อินเทอร์เน็ตช้าหรือไม่เสถียร เป็นต้น งานบางตำแหน่งไม่สามารถทำจากที่บ้านได้ รวมทั้งข้อมูลของแต่ละหน่วยงานยังไม่เชื่อมต่อกัน ทำให้การบริการประชาชนเกิดปัญหาอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตาม การที่หน่วยงานภาครัฐเวิร์คฟอร์มโฮมก็มีข้อดี คือช่วยลดการแพร่ระบาดของโรคลงได้ ช่วยลดรายจ่ายส่วนตัวในชีวิตประจำวัน  และลดรายจ่ายโดยรวมของสำนักงานในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ 

ดังนั้นรัฐบาลควรเร่งหาทางแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของดังกล่าวของประชาชนอย่างทันท่วงที ทั้งในระยะสั้น อาทิ ร่วมกับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจและเอกชน ในการสนับสนุนอินเทอร์เน็ตบ้าน อินเทอร์เน็ตมือถือ และค่าโทรศัพท์มือถือราคาประหยัด ติดตั้งฟรี WiFi ให้ครอบคลุม ลดค่าน้ำ-ไฟ และช่วยเหลือในระยะยาวด้วย เพราะเรายังต้องอยู่กับโควิดไปอีกนาน โดยควรจัดสรรงบประมาณประจำปี 2565 มาพัฒนารัฐบาลดิจิตอล e-Government ให้เกิดขึ้นได้จริงในเร็ววัน ดังนี้ 

1. พัฒนาทักษะและสมรรถนะใหม่ให้กําลังคนภาครัฐและประชาชนให้ใช้เทคโนโลยีทันสมัยได้ ผ่านการเทรนนิ่งรูปแบบต่าง ๆ

2. นำระบบบล็อกเชน (Blockchain) มาใช้เพิ่มความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และขจัดการคอรัปชั่นในกระบวนการทำงานของภาครัฐ เช่น กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ให้มีธรรมาภิบาล 

3. เดินหน้านโยบาย Paperless กับทุกหน่วยงาน แปลงเอกสารเป็นข้อมูลดิจิทัล ลด/งดการใช้กระดาษ ลดค่าใช้จ่าย ลดการส่งเอกสารระหว่างหน่วยงานรัฐ เพิ่มการบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลและการดำเนินงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน และลดภาระของประชาชนที่ต้องเจอกับขั้นตอนมากมายของระบบราชการที่ซ้ำซ้อน

4. สนับสนุนให้เกิด Digital Lean Management ในหน่วยงาน นำเทคโนโลยีดิจิทัลที่เหมาะสมมาปรับใช้กับการทำงาน  เช่น นำหุ่นยนต์ AI มาช่วยงานในโรงพยาบาล

5. ปรับเปลี่ยนรูปแบบบริการของหน่วยงานรัฐให้เป็นออนไลน์ทั้งหมด เช่น การที่กระทรวงพาณิชย์ปรับหลักสูตรการเทรนนิ่งต่าง ๆ เป็นรูปแบบออนไลน์ Gen Z CEO และการที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าปรับการบริการหลายด้านให้เป็นออนไลน์ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้ประชาชน เป็นต้น และควรพัฒนาแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ให้รวมทุกบริการของภาครัฐมมาไว้ในที่เดียว “One Stop Service” 

6. พัฒนาระบบการทำงานของภาครัฐให้สามารถทำงานจากที่ใดก็ได้ รองรับ Remote Working และการเวิร์คฟอร์มโฮมถาวรในอนาคต เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายของหน่วยงานภาครัฐ อย่างที่รัฐวิสาหกิจและเอกชนหลายแห่งกำลังทำอยู่ตอนนี้

7. การบูรณาการข้อมูลข้ามหน่วยงานและใช้ Big Data เพื่อเป็นประโยชน์กับการตัดสินใจและเพิ่มประสิทธิภาพการบริการประชาชน เช่น ประชาชนที่มีสิทธิ์ควรได้รับการคืนภาษีโดยอัตโนมัติและไม่ต้องยื่นเรื่องขอเอง รวมถึงการเข้าถึงรัฐสวัสดิการที่ควรสะดวกขึ้น

8. พัฒนาระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัย Cyber Security เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการใช้บริการรัฐบาลดิจิตอล 

9. การปรับ/ตัดกฎหมาย กฎระเบียบให้เอื้อต่อการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิตอล เช่นการเบิกจ่าย การใช้บัตรประชาชนดิจิตอล 

รัฐบาลมีแผนพัฒนารัฐบาลดิจิตอล 2563-2565 ที่ชัดเจนแล้วแต่ยังขาดการบูรณาการในการขับเคลื่อนให้แผนดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในยุค “New Normal” ที่มาถึงเร็วกว่าที่หลายคนคาดจากการเกิดวิกฤติโควิด ดังนั้นภาครัฐต้องเร่งแผนการขับเคลื่อนและจัดสรรงบประมาณให้เหมาะสมเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้โดยด่วน 

มจธ.พัฒนาแบคทีเรีย เร่งย่อยโปรตีนเคราตินในขนไก่ ลดขยะ ต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ด้านอาหารและยามูลค่าสูง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595303

มจธ.พัฒนาแบคทีเรีย เร่งย่อยโปรตีนเคราตินในขนไก่  ลดขยะ ต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ด้านอาหารและยามูลค่าสูง

มจธ.พัฒนาแบคทีเรีย เร่งย่อยโปรตีนเคราตินในขนไก่ ลดขยะ ต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ด้านอาหารและยามูลค่าสูง

วันอังคาร ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผศ.ดร.นุจริน จงรุจา อาจารย์ประจำภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า “ขยะขนไก่” ที่ถึงแม้ว่าจะมีประกอบด้วยโปรตีนประมาณ 85% ซึ่งเป็นโปรตีนประเภทเคราติน (Keratin)ที่โครงสร้างแข็งแรงมากและยังใช้ประโยชน์ไม่ได้ ต้องใช้ “เอนไซม์เคราติเนส”(Keratinase) มาย่อยโครงสร้างโปรตีนนี้เสียก่อน และหากสกัดออกมาได้จะสามารถนำไปสร้างมูลค่าได้มหาศาล ตั้งแต่ผสมในอาหารสัตว์ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ด้านอาหารและยาที่มีมูลค่าสูง แต่ปัญหาคือเป็นขบวนการที่ซับซ้อน และมีต้นทุนพลังงานและอุปกรณ์ที่ค่อนข้างสูง นั่นจึงเป็นที่มาของโครงการวิจัย “ตัวเร่งปฏิกิริยาชีวภาพเคราติเนสทนร้อนที่ได้จากดีเอ็นเอลูกผสม” และก็ได้ แบคทีเรียที่มีประสิทธิภาพสูงในการผลิตเอนไซม์เคราติเนส ที่อุณหภูมิ 120 องศาเซลเซียสในที่สุด

ปัจจุบันผลงานนี้ได้การจดสิทธิบัตรการค้นพบเรียบร้อยแล้ว และทางผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเลี้ยงไก่เนื้อรายใหญ่ที่เข้าร่วมในโครงการนี้ตั้งแต่ต้น ก็มีการนำกรดอะมิโนที่ได้ไปศึกษาต่อ และพบว่ามีกลุ่มสารอะมิโนที่อาจสามารถทำเป็นสารตั้งต้นของผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงได้ และ ผศ.ดร.นุจรินและทีมวิจัย ยังมองเห็นว่า อุตสาหกรรมเลี้ยงไก่ขนาดเล็กหรือกลุ่มผู้เลี้ยงไก่รายย่อย หรือระดับ SMEs รวมถึงโรงเชือดไก่ ที่กระจายกันอยู่ทั่วประเทศซึ่งส่วนใหญ่ใช้การฝังกลบหรือการเผาขนไก่ แทนการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์สารกำจัดขนไก่จาก ตปท. ซึ่งราคาแพงหากนำเทคนิคการกำจัดขนไก่ด้วยแบคทีเรียของ มจธ. ไปใช้ นอกจากจะช่วยลดปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็นจากการฝังกลบหรือเผาขนไก่ที่เป็นปัญหากับชุมชนรอบข้างในหลายพื้นที่แล้ว ยังสามารถนำสารที่สกัดได้ซึ่งมีโปรตีนกลุ่มที่มีประโยชน์ไปต่อยอดทำประโยชน์และใช้งานอื่นๆ ได้อีกด้วย

วิถีสยามมรดกวัฒนธรรมไทย : 30 จังหวัด คึกคัก จัดเต็มผ่าน Zoom พิชิต 1 ใน 10 ชุนชนต้นแบบ ‘เที่ยวชุมชน ยลวิถี’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595302

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : 30 จังหวัด คึกคัก จัดเต็มผ่าน Zoom พิชิต 1 ใน 10 ชุนชนต้นแบบ ‘เที่ยวชุมชน ยลวิถี’

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : 30 จังหวัด คึกคัก จัดเต็มผ่าน Zoom พิชิต 1 ใน 10 ชุนชนต้นแบบ ‘เที่ยวชุมชน ยลวิถี’

วันอังคาร ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากโครงการ “เที่ยวชุมชน  ยลวิถี”  ที่กระทรวงวัฒนธรรมร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้บูรณาการการขับเคลื่อนการทำงานเพื่อสนับสนุน ส่งเสริมงานวัฒนธรรมในพื้นที่ทั่วประเทศ และดำเนินการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ชุมชนคุณธรรม โดยการนำทุนทางวัฒนธรรมที่เป็นภูมิทางสังคม ภูมิปัญญา และภูมิทางวัฒนธรรมของชุมชน มาพัฒนาต่อยอดเพื่อให้เกิดคุณค่าและมูลค่า ภายใต้ “พลังบวร” ได้แก่ บ้าน วัด โรงเรียน ซึ่งเป็นการนำเสน่ห์แห่งวิถีชีวิต ความงดงามทางศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญา ทางวัฒนธรรม อาหารพื้นบ้าน ของฝากของที่ระลึก ผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม ตลอดจนความงดงามทางธรรมชาติ ความเป็นเจ้าบ้านที่ดี ความอบอุ่นด้วยไมตรีแบบคนไทยมาส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน ส่งผลให้ชุมชนคุณธรรม เป็นชุมชนที่มีศักยภาพและความพร้อมในการต้อนรับนักท่องเที่ยวผู้มาเยือนจากทั่วประเทศ โดยโครงการนี้เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม และจะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน 2564

สรุปผลการคัดเลือกชุมชนที่เข้ารอบ 30 ชุมชน จากทั้งหมด 228 ชุมชน แล้ว ซึ่ง 30 ชุมชน นี้ จะถูกคัดเลือกอีกครั้งเพื่อเข้ารับรางวัล 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี”  

โดย 30 ชุมชน ดังกล่าว ได้แก่  1.จ.กระบี่ ชุมชนบ้านแหลมสัก 2.จ.กาญจนบุรี ชุมชนวัดท่าขนุน 3.จ.กาฬสินธุ์ ชุมชนบ้านโนนบุรี4.จ.ขอนแก่น ชุมชนวัดเฉลียงทอง 5.จ.จันทบุรี ชุมชนวัดบางสระแก้ว6.จ.ชลบุรี ชุมชนพนัสนิคม 7.จ.ชัยนาท ชุมชนวัดสรรพยาวัฒนาราม8.จ.เชียงราย ชุมชนวัดศรีดอนชัย 9.จ.ตราด ชุมชนบ้านธรรมชาติล่าง10.จ.ตาก ชุมชนบ้านท่าเรือ

11.จ.นครปฐม ชุมชนเทศบาลเมืองไร่ขิง เกาะลัดอีแท่น 12.จ.นครพนม ชุมชนบ้านท่าเรือ 13.จ.นครศรีธรรมราช ชุมชนวัดพรหมโลก 14.จ.นครสวรรค์ ชุมชนวัดหนองโพ 15.จ.บุรีรัมย์ชุมชนบ้านโคกเมือง 16.จ.ปัตตานี ชุมชนมัสยิดบาราโหม 17.จ.พังงา ชุมชนบ้านสามช่องเหนือ 18.จ.พิจิตร ชุมชนวัดดงกลาง (บ้านดงกลาง)19.จ.พิษณุโลก ชุมชนวัดผารังหมีวนาราม 20.จ.แพร่ ชุมชนวัดศรีดอนคำ 21.จ.แม่ฮ่องสอน ชุมชนบ้านผาบ่อง 22.จ.ระยอง ชุมชนบ้านเก่าริมน้ำประแส 23.จ.ลำปาง ชุมชนบ้านท่ามะโอ 24.จ.ลำพูนชุมชนบ้านป่าบุก 25.จ.เลย ชุมชนวัดศรีคุนเมือง 26.จ.ศรีสะเกษ ชุมชนวัดบ้านกู่ 27.จ.สงขลา ชุมชนวัดพะโคะ 28.จ.สุราษฎร์ธานี ชุมชนวัดบางใบไม้ 29.จ.อุดรธานี ชุมชนบ้านพิพิธภัณฑ์ และ 30.จ.อุตรดิตถ์ ชุมชนเมืองลับแล

ขณะนี้แต่ละจังหวัดเริ่มมีการนำเสนอผลงานเชิงประจักษ์ รอบคัดเลือก ไลฟ์สดผ่านระบบ Zoom โดยคณะทำงานแต่ละฝ่ายต่างจัดเต็มอวดแนวคิด ศักยภาพ และของดีของเด่นกันอย่างคึกคัก

นางพาพัชร์ ศรีชนะประชาสัมพันธ์ชุมชนบ้านโคกเมือง จ.บุรีรัมย์ 1 ใน 30 ชุมชนที่ผ่านเข้ารอบคัดเลือก เปิดเผยถึงความคิดเห็นที่มีต่อโครงการเที่ยวชุมชน ยลวิถี ว่า “เป็นโครงการที่ดี ดึงศักยภาพของคนในชุมชนให้รัก หวงแหน และภาคภูมิใจในวิถีชุมชน ให้เกิดการเรียนรู้และอนุรักษ์ที่ดีอยู่แล้วให้คงอยู่ต่อไป และปรับเปลี่ยนบางอย่างให้เข้ากับยุคสมัยเพื่อให้คนรุ่นใหม่เข้ามาเรียนรู้ นำไปพัฒนาและต่อยอดได้

ส่วนการนำเสนอผ่าน Zoom ถือว่าเป็นเรื่องใหม่มากสำหรับชุมชน แต่ยุคดิจิทัลที่ต้องขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ชุมชนก็ต้องปรับตัว ซึ่งก็ได้คนคนใหม่ประกบคนรุ่นเก่า 1 ต่อ 1 เพื่อทำความเข้าใจ และแก้ไขปัญหาร่วมกัน ทำให้กลายเป็นเรื่องง่าย อาจจะติดปัญหาเรื่องสัญญาณบางจุดไม่เสถียร เวลาในการซักซ้อมน้อยแต่ทุกคนก็ตั้งใจเต็มที่ และภูมิใจที่ร่วมร่วมกิจกรรมนี้ ที่สำคัญคือไม่เสี่ยงต่อภัยอันตรายจากโรคโควิด-19”

ทางด้าน นายเอกวิทย์  นวเศรษฐ เจ้าของร้านมาดิ่ ร้านอาหารและคาเฟ่ ริมแม่น้ำท่าจีน เลขานุการชุมชน เกาะลัดอีแท่น จ.นครปฐม อีกหนึ่งที่เข้าร่วมพิชิต 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ ได้ให้
สัมภาษณ์ว่า “ชุมชนลัดอีแท่น เป็นชุมชนใหญ่มีพื้นที่ประมาณ 6000 ไร่ประกอบไปด้วย 4 ตำบล  ได้แก่ ต.ไร่ขิง ต.บางเตย ต.ทรงคนอง และ ต.ท่าตลาด มีการบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ในการบริหารจัดการชุมชนให้มีความเข้มแข็ง สามารถตอบสนองความต้องการของคนในพื้นที่ และนักท่องเที่ยว มีการปรับตัวท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาดมาโดยตลอด  การนำเสนอผลงานผ่านระบบ Zoom ในครั้งนี้ ถือเป็นการย่นระยะห่างให้มองเห็นภาพในส่วนต่างๆ ได้ชัดและรวดเร็วขึ้น อาจจะติดขัดปัญหาในเรื่องของสัญญาณอินเตอร์เนตในบางพื้นที่ แต่ก็ด้วยความตั้งใจและร่วมมือกันของทุกฝ่าย สุดท้ายก็ผ่านไปได้ด้วยดี”

หากใครได้ผ่านตาการสัมภาษณ์สด ท่านยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ในรายการของเว็บไซต์ สยาม เอ็ดยูเคชั่น ด้วยแอปพลิเคชั่นแบบสดๆ ถึง โครงการ เที่ยวชุมชน ยลวิถี ก็จะเห็นแววตาที่ภาคภูมิใจของท่านอย่างเห็นได้ชัดทีเดียว ลองไปหาดูกันทางช่องยูทูบ ได้ สัปดาห์หน้า จะขอเจาะความน่าสนใจของแต่ละชุมชน แต่ละจังหวัดมาให้อ่านกันค่ะ

จุฬาฯ พัฒนาเครื่องมือตรวจเชื้อโควิด-19 จากกลิ่นเหงื่อ ใช้งานง่าย รู้ผลเร็ว หนุนตรวจคัดกรองเชิงรุกในชุมชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595307

จุฬาฯ พัฒนาเครื่องมือตรวจเชื้อโควิด-19 จากกลิ่นเหงื่อ ใช้งานง่าย รู้ผลเร็ว หนุนตรวจคัดกรองเชิงรุกในชุมชน

จุฬาฯ พัฒนาเครื่องมือตรวจเชื้อโควิด-19 จากกลิ่นเหงื่อ ใช้งานง่าย รู้ผลเร็ว หนุนตรวจคัดกรองเชิงรุกในชุมชน

วันอังคาร ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ เผยนวัตกรรมล่าสุด “เครื่องมือตรวจกลิ่นเหงื่อผู้ติดเชื้อโควิดแบบพกพา” (Portable sweat test for COVID detection) หวังเสริมทัพสุนัขดมกลิ่น เพื่อเร่งตรวจคัดกรองผู้ป่วยโควิด-19 ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น เครื่องมือนี้เป็นผลสืบเนื่องจากที่ผ่านมา คณะได้ร่วมกับ“รถดมไว” ลงพื้นที่ตรวจเชื้อโควิด-19 ในชุมชนที่มีผู้อยู่ในกลุ่มเสี่ยง และได้ลองนำตัวอย่างการคัดกรองผู้ติดเชื้อโควิด-19 จากสุนัขดมกลิ่นมาตรวจดูว่าจากเชื้อนั้นมีสารหรือกลิ่นอะไร” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชฎิล กุลสิงห์ ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวถึงที่มาของการพัฒนานวัตกรรม

“จากการศึกษาสารตัวอย่าง พบว่าผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 จะมีสารเคมีบางชนิดที่ชัดเจนและแปลกไปจากสารอื่นๆ จึงได้นำข้อค้นพบนี้มาพัฒนาเป็นเครื่องมือตรวจกลิ่น ที่มาจากสารอะโรมาติกที่ผลิตจากแบคทีเรียบางชนิดในเหงื่อของผู้ติดเชื้อโควิด ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการตรวจเชื้อโควิด-19 จากสารเคมีเหล่านี้”

กลิ่นเหงื่อในคนมีกลิ่นจำเพาะที่ไม่เหมือนกันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นที่มาจากแป้ง โรลออน และกลิ่นของแบคทีเรียที่กินอาหารในเหงื่อ หรือสารคัดหลั่งใต้ผิวหนัง แบคทีเรียเหล่านี้จะขับสารออกมาเป็นกลิ่นที่ปนมากับเหงื่อ สำหรับผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 แบคทีเรียจะตอบสนองต่อเชื้อไวรัสอย่างไม่เป็นปกติและผลิตบางกลิ่นที่ต่างออกไป ซึ่งจากการศึกษา เราพบว่ามีหลายกลิ่น
สำคัญที่มีลักษณะจำเพาะอาจจะบ่งบอกว่าเป็นกลิ่นของผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19” ผศ.ดร.ชฎิล อธิบาย

เครื่องมือตรวจกลิ่นเหงื่อผู้ติดเชื้อโควิด-19 พัฒนามาจากเครื่องตรวจวัดทางเคมีวิเคราะห์แบบพกพาที่หาซื้อได้ตามท้องตลาด ซึ่งมีการใช้ตรวจวัดสารเคมีที่เป็นพิษกับสิ่งแวดล้อมต่างๆ อยู่แล้วโดยทั่วไปแต่สำหรับการตรวจเชื้อโควิด-19ผศ.ดร.ชฎิล ได้ใส่วัสดุที่เป็นตัวกรองจำเพาะเข้าไปที่ตัวเครื่องมือเพื่อให้สามารถเลือกตรวจวัดค่าสาระสำคัญที่บ่งบอกถึงการมีเชื้อไวรัสโควิด-19

“ชุดตรวจประกอบด้วยขวดแก้วและแท่งสำลี ซึ่งผู้ตรวจคัดกรองจะได้รับกันคนละชุด เวลาตรวจก็นำแท่งสำลีไปหนีบไว้ที่รักแร้ของผู้รับการตรวจ ทิ้งแท่งสำลีไว้ประมาณ 15 นาทีจากนั้นนำแท่งสำลีที่ดูดซับเหงื่อแล้วมาใส่ในขวดแก้ว ฆ่าเชื้อขวดแก้วด้วยรังสี UV ก่อนนำมาตรวจวัดด้วยเครื่องมือ ซึ่งขั้นตอนนี้ เจ้าหน้าที่จะใช้สายดูดตัวอย่างในปริมาณที่เหมาะสมและใช้ความดันอัดเข้าไปในเครื่องตรวจเพื่อตรวจสอบผล” ผศ.ดร.ชฎิลเล่าขั้นตอนการเก็บตัวอย่างเหงื่อเพื่อตรวจเชื้อโควิด-19 และ ข้อดีของการตรวจด้วยวิธีการนี้คือสามารถดัดแปลงเพื่อตรวจพบเชื้อไวรัสกลายพันธุ์หรือจุลินทรีย์ชนิดอื่นๆ ได้

“แม้ว่าเชื้อไวรัสจะกลายพันธุ์อย่างไรก็ตาม กลิ่นสารเคมีในเหงื่อของผู้ติดเชื้อไวรัสจะแสดงผลแตกต่างจากกลิ่นของผู้ที่ไม่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19อยู่แล้ว เครื่องมือตรวจกลิ่นน่าจะสามารถรับมือกับสารเคมีที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามการกลายพันธุ์ได้ สิ่งที่ต้องทำคือการเปลี่ยนวัสดุกรองให้สัมพันธ์กับไวรัส” ผศ.ดร.ชฎิล เสริม

จากการทดสอบประสิทธิภาพของเครื่องมือตรวจกลิ่นเหงื่อผู้ติดเชื้อโควิด-19 แบบพกพากับคนจำนวน 2,000 คน พบว่าเมื่อทำการทดลองตรวจกลิ่นเพื่อคัดกรองผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 นี้ควบคู่กับการตรวจ PCR(Polymerase Chain Reaction) จะพบว่าผลการตรวจสอดคล้องสัมพันธ์กันโดยมีความไว 95% และความจำเพาะถึง 98% อย่างไรก็ดี ผศ.ดร.ชฎิล แนะว่าหากเครื่องตรวจกลิ่นแสดงผลเป็นบวก ผู้รับการตรวจก็ควรไปตรวจแบบ PCRเพื่อยืนยันผลที่แน่นอนอีกที

ปัจจุบันเครื่องมือตรวจกลิ่นเหงื่อผู้ติดเชื้อโควิดแบบพกพายังอยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนา แต่ก็ได้ทดลองใช้งานจริงแล้ว โดยทางจุฬาฯ ร่วมมือกับกรมควบคุมโรคและหน่วยงานภาครัฐเข้าไปตรวจคัดกรองผู้ติดเชื้อในแหล่งชุมชนต่างๆ

“เครื่องมือนี้ช่วยหนุนการตรวจคัดกรองเชิงรุกในชุมชนและคลัสเตอร์ที่เกิดขึ้นใหม่ในแต่ละวัน และยังทำงานร่วมกับ “รถดมไว” เพื่อช่วยตรวจคัดกรองแทนสุนัขดมกลิ่นในช่วงที่สุนัขพักเหนื่อยได้อีกด้วย” ผศ.ดร.ชฎิล กล่าวทิ้งท้าย

จุฬาฯประกาศเลื่อนกำหนดวันพิธีพระราชทานปริญญาบัตร-กิจกรรมที่เกี่ยวข้อง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595424

จุฬาฯประกาศเลื่อนกำหนดวันพิธีพระราชทานปริญญาบัตร-กิจกรรมที่เกี่ยวข้อง

จุฬาฯประกาศเลื่อนกำหนดวันพิธีพระราชทานปริญญาบัตร-กิจกรรมที่เกี่ยวข้อง

วันจันทร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 19.55 น.

จุฬาฯประกาศเลื่อนกำหนดวันพิธีพระราชทานปริญญาบัตร และกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง อันเนื่องมาจากความรุนแรงของสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19

เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 มีความรุนแรง ด้วยความห่วงใยในความปลอดภัยของบัณฑิต บุคลากร ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด คณะอนุกรรมการฝ่ายมาตรฐานการแพทย์และสาธารณสุข พิธีพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2563 จึงมีมติให้ขอพระราชทานพระราชานุญาตเลื่อนกำหนดวันพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2563 ออกไปก่อน และเห็นควรให้เลื่อนการฝึกซ้อม และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับพิธี เช่น การถ่ายรูปหมู่ ออกไปจนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดจะลดความรุนแรงลง

บัดนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับพระราชทานพระราชานุญาตแล้ว ทั้งนี้ เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดลดความรุนแรงลง มหาวิทยาลัยจะได้ดำเนินการและแจ้งกำหนดการพิธีใหม่ต่อไป ประกาศวันที่ 16 สิงหาคม 2564

‘ตรีนุช’ ย้ำวิกฤตโควิดการวัดประเมินผลนักเรียนมีหลายวิธี สอบปลายภาคให้โรงเรียนตัดสินใจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595266

'ตรีนุช'ย้ำวิกฤตโควิดการวัดประเมินผลนักเรียนมีหลายวิธี สอบปลายภาคให้โรงเรียนตัดสินใจ

‘ตรีนุช’ย้ำวิกฤตโควิดการวัดประเมินผลนักเรียนมีหลายวิธี สอบปลายภาคให้โรงเรียนตัดสินใจ

วันจันทร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 14.07 น.

วันที่ 16 สิงหาคม 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยกรณีโรงเรียนหลายแห่งงดสอบปลายภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 เพื่อลดภาระและความเครียดของนักเรียน ว่า ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ โควิด-19  ศธ.ได้หาวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้สถานศึกษาปรับให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น การปรับเปลี่ยนในการนับเวลาเรียนใหม่ จะนับเวลาเมื่อนักเรียนเกิดการเรียนรู้  เช่น การเรียนออนไลน์ การทำการบ้าน ในการวัดและประเมินผลใหม่  จากเดิมที่จะต้องสอบเพื่อวัดและประเมินผลเท่านั้น ก็เปลี่ยนวิธีใหม่โดยให้ครูมอบหมายชิ้นงาน โครงงาน โปรเจ็กต์งานให้นักเรียนไปทำ เพื่อวัดและประเมินว่าเด็กมีความรู้อย่างไร เป็นต้น ดังนั้น ในการสอบภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 จึงให้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของโรงเรียนว่าจะจัดสอบหรือไม่ เพราะขณะนี้มีหลายวิธีที่สามารถวัดและประเมินผลนักเรียนได้ 

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ศธ.ได้ยกเลิกการประเมินความสามารถด้านภาษาไทยและความสามารถด้านคณิตศาสตร์ หรือ NT และการประเมินความสามารถด้านการอ่านออกเสียงและอ่านรู้เรื่อง หรือ RT ปีการศึกษา 2564 ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาออกไปก่อน เพื่อลดความเครียดของนักเรียน ดังนั้น ต่อไป ตนมองว่า การสอบอาจจะไม่ใช่ตัวชี้วัดและประเมินผลนักเรียนทั้งหมด ซึ่งตนได้มอบหมายให้นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) ไปดำเนินการปรับวิธีวัดและประเมินผล และออกประกาศให้สถานศึกษารับทราบต่อไป  ส่วนสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ที่พบปัญหาไม่สามารถจัดการเรียนการสอนภาคปฏิบัติ หรือฝึกงานได้นั้น อาจให้สถานศึกษาเน้นสอนเนื้อหาวิชาการไปก่อน หากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ดีขึ้น อาจจะต้องแบ่งให้นักศึกษามาฝึกปฏิบัติในสถานศึกษา

“ส่วนที่นักวิชาการเสนอให้หยุดเรียน 1 ปีนั้น ถือเป็นแนวคิดหนึ่ง ซึ่งดิฉันคิดว่าทุกคนมีความหวังดี แต่ ศธ.มองว่าในสถานการณ์นี้ไม่สามารถที่จะหยุดกระบวนการเรียนรู้ได้ สถานการณ์โควิด-19 ขณะนี้อาจจะเป็นโอกาสให้เราปรับกระบวนการเรียนการสอนในอนาคตไปอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นโจทย์ และเป็นความท้าทายของศธ. ที่จะพัฒนาการศึกษาในอนาคต ซึ่งดิฉันได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อหาทางฟื้นฟูการจัดการเรียนการสอน โดยดูว่าในสถานการณ์นี้ต่อไปศธ.ควรจะปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนรู้อย่างไรเพื่อพัฒนานักเรียน” น.ส.ตรีนุช กล่าว   

ด้านนายอัมพร  พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า เมื่อ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จัดการศึกษามาได้ระยะหนึ่ง พบว่าหากเราจัดการสอบแบบเดิมเรียนแบบปกติในสถานศึกษา จะเกิดปัญหา เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 นักเรียนต้องปรับไปเรียนในรูปแบบอื่นซึ่งไม่ได้เน้นวิชาการอย่างเต็มที่ เช่น ออนไลน์ หรือ แจกใบงานให้ไปทำที่บ้าน เป็นต้น ดังนั้น การวัดและประเมินผลจะต้องเปลี่ยนตามการเรียนรู้ของนักเรียนด้วย ที่ผ่านมาการวัดและประเมินผลจะเป็นการสอบ โดยให้นักเรียนกาคำตอบที่ถูกต้องด้วย ก ข ค ง  แต่การเรียนในปัจจุบันต้องยืดหยุ่นมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องให้นักเรียนนั่งทำข้อสอบแล้ว โดยปรับเปลี่ยนการวัดและประเมินด้วยวิธีการอื่น ๆ เช่น การสอบผ่านรูปแบบใบงาน การปฏิบัติ แฟ้มสะสมงานแทน เป็นต้น

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า ส่วนภาคเรียนที่ 2 จำเป็นต้องมีสอบเพื่อเลื่อนชั้นหรือไม่นั้น ตนมองว่าประเด็นนี้มีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกีายวข้อง โดยเฉพาะการศึกษาของนักเรียนชั้น ป.6 ม.3 และ ม.6 หรือนักเรียนที่จะต้องไปเรียนต่อต่างประเทศ  หากไม่มีการสอบเพื่อให้จบหลักสูตร นักเรียนอาจมีปัญหาในการใช้ผลการเรียนไปใช้ศึกษาต่อได้ ดังนั้น สพฐ.จะต้องไม่ให้นักเรียนทุกคนเสียสิทธิ แต่จะต้องหาวิธีการวัดและประเมินผลให้ยืดหยุ่นกับสถานการณ์ โดยให้โรงเรียนเป็นผู้กำหนด ภายใต้จุดเน้นที่ว่า นักเรียนทุกคนจะต้องไม่เสียโอกาส

“ส่วนการวัดและประเมินผลของโรงเรียนแต่ละแห่งอย่างไรเพื่อไม่ให้มีการปล่อยเกรดเกิดขึ้นนั้น ต้องยอมรับว่าบริบทของสถานศึกษาแต่ละแห่ง และครอบครัวแต่ละแห่งไม่มีความเท่ากันอยู่แล้ว ดังนั้น การวัดและประเมินผลในสถานการณ์เช่นนี้ ประเมินเพื่อให้เห็นว่านักเรียนพัฒนาการดีขึ้นอย่างไรก่อน ส่วนการจัดการเรียนการสอนอย่างไรให้นักเรียนสามารถไปแข่งขันได้นั้น ต้องรอให้สถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายก่อนจึงค่อยมาเติมทักษะในจุดนี้ให้กับนักเรียน” นายอัมพร กล่าว 

ขณะที่ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) กล่าวว่า  การวัดและประเมินผลของสถานศึกษาในสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) นั้น ทางคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) ได้หารือถึงการยืดหยุ่นให้กับสถานศึกษาในสังกัดไปแล้ว  เนื่องจากการวัดและประเมินผลของ สอศ.จะวัดทั้งภาคทฤษฎีและการปฏิบัติ แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ การวัดและประเมินผลโดยเฉพาะภาคปฏิบัติ อาจจะติดขัดเพราะนักศึกษาไม่ได้เข้ามาเรียนในสถานศึกษา หรือเข้าไปฝึกประสบการณ์ในสถานประกอบการณ์ได้ ดังนั้น คณะกรรมการ กอศ.จึงมีมติยืดหยุ่นให้สถานศึกษาในการวัดและประเมินผล ในปีการศึกษา 2564 หากสถานศึกษาแห่งไหนสามารถสอบปฏิบัติและสอบทฤษฎีในภาคเรียนที่ 1 ได้ ก็ดำเนินการไป แต่หากสถานศึกษาแห่งไหนไม่สามารถสอบปฏิบัติและสอบทฤษฎีได้ สามารถรวบยอดไปสอบในภาคเรียนที่ 2 ในครั้งเดียวได้เลย

กลุ่มนักศึกษาหลักสูตร (ปนป.1) สถาบันพระปกเกล้า ร่วมทำความดีช่วยบุคลากรทางการแพทย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595257

กลุ่มนักศึกษาหลักสูตร (ปนป.1) สถาบันพระปกเกล้า ร่วมทำความดีช่วยบุคลากรทางการแพทย์

กลุ่มนักศึกษาหลักสูตร (ปนป.1) สถาบันพระปกเกล้า ร่วมทำความดีช่วยบุคลากรทางการแพทย์

วันจันทร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 13.57 น.https://www.youtube.com/embed/YKARd_c0Gdw

กลุ่มนักศึกษาหลักสูตร “ผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตย รุ่นที่1″(ปนป.1) สถาบันพระปกเกล้า ได้ออกมาเคลื่อนไหว มีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคม ขอให้กำลังใจผู้ป่วย พร้อมบุคคลากรทางแพทย์ในวิกฤตโควิท-19 ในครั้งนี้ 

โดยตั้งชื่อโครงการว่า “ปนป.1 ช่วยส่งแรงใจ ส่งพี่น้องผู้รักษาหายจากโควิด19 กลับบ้านอย่างปลอดภัย“  โครงการดังกล่าวนี้พวกเราปนป.1 จะเข้าไปร่วมสนับสนุนทีมกู้ภัย ซึ่งบริการรถตู้ส่งตัวผู้รักษาหายจากโควิด-19 กลับบ้านพร้อมทั้งรับส่งผู้ป่วยติดเชื้อให้ได้การรักษา เนื่องจากปัญหารถขนส่งสาธารณะที่ไม่พร้อม อีกทั้งรถขนส่งมวลชนปกติในขณะนี้ได้งดบริการชั่วคราวไปแล้วนั้น จึงทำให้พวกเรากลุ่มเพื่อนพี่ๆน้องๆ นักศึกษา ปนป.1 ทุกคนเข้าใจ เห็นใจในปัญหา วิกฤตครั้งนี้ พร้อมใจกันช่วยบริจาคทุนทรัพย์ ร่วมกันได้ทุนทรัพย์มา 213,999 บาท เพื่อจัดซื้อชุดPPE ให้กับทีมกู้ภัยดังกล่าว โดยจัดซื้อชุดPPE นอกจากนี้จะส่งไปช่วยที่ รพ.สนามบางมูลนาก ที่มีพี่หมอตี๋ ท่านนายแพทย์วิศิษฎ์  อภิสิทธิ์วิทยา (นักศึกษาปนป.1) พี่น้องของพวกเรา ท่านตำรงตำแหน่งรองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพิจิตร รักษาการ ตำแหน่ง ผอ.รพ.บางมูลนาก จ.พิจิตร ในขณะนี้, โรงพยสบาลสนามจ.นครราชสีมา, โรงพยาบาลสนามจ.อุดรธานี, โรงพยาบาลสนามจ.สกลนคร พร้อมทั้งโรงพยาบาลอื่นๆ ที่มีความต้องการเดือดร้อนประสานติดต่อขอเข้ามาผ่านเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ของพวกเราครอบครัว นักศึกษาหลักสูตร “ผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตย รุ่นที่1” (ปนป.1) สถาบันพระปกเกล้า ในครั้งนี้ 

#ปนป.1คนไทยไม่ทิ้งกัน #ปนป.1เราร่วมส่งให้กำลังใจบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วยได้รับเชื้อทุกท่าน #ปนป.1เราจะต้องผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน #ปนป.1เพื่อส่งเสริมประชาธิปไตย สร้างสรรค์ มั่นคง ช่วยเหลือ แบ่งปัน เพื่อสังคมไทยที่ยั่งยืน