20 สิงหานี้ ชวนชม ‘ดาวพฤหัสบดีใกล้โลกที่สุดในรอบปี’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/596007

20 สิงหานี้ ชวนชม'ดาวพฤหัสบดีใกล้โลกที่สุดในรอบปี'

20 สิงหานี้ ชวนชม’ดาวพฤหัสบดีใกล้โลกที่สุดในรอบปี’

วันพุธ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 22.00 น.

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2564 นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ในวันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม 2564 นี้ ดาวพฤหัสบดีจะโคจรเข้ามาอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามดวงอาทิตย์ ดวงอาทิตย์ โลก และดาวพฤหัสบดีจะเรียงตัวอยู่ในแนวเดียวกันโดยมีโลกอยู่ตรงกลาง นับเป็นตำแหน่งใกล้โลกมากที่สุดในรอบปี ห่างจากโลกประมาณ 600 ล้านกิโลเมตร เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า จะเห็นดาวพฤหัสบดีปรากฏสว่างทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ จากนั้นจะสังเกตได้ยาวนานจนถึงรุ่งเช้า หากฟ้าใส ไร้เมฆฝน สามารถเห็นชัดเจนด้วยตาเปล่า และถ้าสังเกตผ่านกล้องโทรทรรศน์ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 8 นิ้ว และมีกำลังขยายตั้งแต่ 50 เท่าขึ้นไป จะสังเกตเห็นแถบเมฆบนดาวพฤหัสบดีอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ในคืนดังกล่าวยังมีดาวเสาร์ปรากฏสว่างถัดจากดาวพฤหัสบดีไปทางทิศตะวันตกอีกด้วย

“ดาวพฤหัสบดีจะโคจรเข้ามาในตำแหน่งใกล้โลกทุกๆ 13 เดือน ครั้งต่อไปจะเข้ามาใกล้โลกในวันที่ 27 กันยายน 2565 ขอเชิญชวนผู้สนใจชมความสวยงามของดาวพฤหัสบดีในช่วงเวลาดังกล่าว ผู้สนใจสามารถสังเกตการณ์อยู่ที่บ้านได้อย่างปลอดภัย ห่างไกลโควิด-19 รับชมถ่ายทอดสดปรากฏการณ์ “ดาวพฤหัสบดีใกล้โลกที่สุดในรอบปี” พร้อมกันทั่วประเทศ ในวันที่ 20 สิงหาคม 2564 เริ่มตั้งแต่เวลา 20.00 – 21.00 น.ทางเฟซบุ๊กสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ https://www.facebook.com/NARITpage เตรียมพร้อมสัญญาณภาพจากหอดูดาวทั้ง 4 ภูมิภาค ได้แก่ อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา นครราชสีมา ฉะเชิงเทรา และสงขลา” นายศุภฤกษ์ กล่าว

เปิดรายละเอียด! แนวทางจ่ายเงินเยียวยานักเรียน-ผู้ปกครอง 2,000 บาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595990

เปิดรายละเอียด! แนวทางจ่ายเงินเยียวยานักเรียน-ผู้ปกครอง 2,000 บาท

เปิดรายละเอียด! แนวทางจ่ายเงินเยียวยานักเรียน-ผู้ปกครอง 2,000 บาท

วันพุธ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 20.12 น.

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2564 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ มีมาตรการลดภาระทางการศึกษาให้แก่นักเรียนและผู้ปกครอง ด้วยการจ่ายเงินเยียวยานักเรียนคนละ 2,000 บาท นั้น ตนขอชี้แจงทำความเข้าใจเพิ่มเติมว่า การจ่ายเงิน 2,000 บาท จะจ่ายตามจำนวนนักเรียน เช่น หากผู้ปกครองมีบุตรหลานเรียนอยู่ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน (อนุบาล – ม.6) จำนวน 1 คน ก็จะได้รับเงินเยียวยา 2,000 บาท แต่หากมีบุตรหลานเรียนอยู่ จำนวน 3 คน ก็จะได้รับเงินรวม 6,000 บาท โดยคนที่จะรับเงินเยียวยาคือผู้ปกครอง หากนักเรียนอยู่กับพ่อแม่ ผู้ปกครองก็คือพ่อแม่ แต่หากนักเรียนอยู่กับญาติ ผู้ปกครองก็คือญาติที่นักเรียนอาศัยอยู่ด้วย ซึ่งครูประจำชั้นต้องรู้ข้อมูลในส่วนนี้ แต่หากเด็กอยู่กับมูลนิธิหรืออยู่บ้านพักเด็ก ทางโรงเรียนก็สามารถจ่ายเงินเยียวยาให้กับนักเรียนโดยตรงได้ โดยระบุว่าเด็กคนนี้อยู่บ้านพักเด็กที่ไหนหรืออยู่กับมูลนิธิอะไร เพื่อเป็นการยืนยันว่าเด็กอยู่กับใครและเงินถึงมือเด็กหรือไม่

สำหรับนักเรียนที่จะได้รับเงินเยียวยา ต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนนักเรียนของโรงเรียนที่ได้ลงข้อมูลไว้ ณ วันที่ 25 มิถุนายน 2564 เมื่อมีรายชื่อเป็นนักเรียนอยู่ที่ไหน สพฐ. ก็จะจัดสรรเงินไปตามรายชื่อของนักเรียนที่อยู่ในโรงเรียนนั้น โดยโรงเรียนจะจ่ายเงินให้เฉพาะนักเรียนที่มีตัวตนจริง ส่วนนักเรียนที่ไม่มีชื่อในทะเบียนในวันที่ 25 มิ.ย. แต่มาเรียนเพิ่มเติมในโรงเรียนนั้น นักเรียนจะยังมีชื่ออยู่ที่โรงเรียนเดิม ทางโรงเรียนใหม่ก็ต้องเพิ่มชื่อนักเรียนเข้าไป แล้วรายงานไปยังสำนักงานเขตฯ ในส่วนนี้ทางโรงเรียนยังไม่สามารถจ่ายเงินได้ จนกว่าสำนักงานเขตฯ จะเคลียร์ข้อมูลให้เรียบร้อยจึงจะอนุมัติการจ่ายเงินได้ โดยสรุปคือ ทุกโรงเรียนต้องสำรวจรายชื่อนักเรียนของตนเอง ว่ายังมีชื่ออยู่ในโรงเรียนครบถ้วนหรือไม่ และยังมีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ หากมีครบไม่ได้ย้ายออกไปไหนถือว่าจบไม่มีปัญหา แต่หากมีย้ายออกไปก็ให้โรงเรียนกรอกข้อมูลเข้ามาว่าเด็กย้ายไปอยู่ที่ไหน หรือหากมีเด็กย้ายเข้ามาก็ให้กรอกข้อมูลว่ารับย้ายมาจากที่ไหนด้วย

นายอัมพร กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้อยู่ในช่วงระหว่างการเตรียมการ เมื่อเงินลงมาถึงโรงเรียนแล้วเราอยากให้เงินถึงผู้ปกครองภายใน 3 วัน โดยให้โรงเรียนถือปฏิบัติตามแนวทางในหนังสือฉบับใหม่ที่ได้ส่งไปเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2564 ซึ่งได้แจ้งว่าในส่วนของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาต้องเปิดบัญชีใหม่เพื่อรองรับ ส่วนโรงเรียนจะมีการซักซ้อมวิธีปฏิบัติเพื่อให้เข้าใจตรงกันอีกครั้งหนึ่ง แต่สิ่งที่เราห่วงมากที่สุดก็คือฐานข้อมูลของนักเรียน และการเตรียมการวิธีจ่ายเงินให้กับผู้ปกครองนักเรียน โดยจะมีแนวปฏิบัติแจ้งออกไปให้ทราบอีกครั้งภายในสัปดาห์นี้ พร้อมกับเน้นย้ำว่าเมื่อ สพฐ.ได้รับเงินจัดสรรเมื่อใดก็จะโอนเงินไปยังบัญชีของสำนักงานเขตฯ ภายในวันเดียวกันนั้น และให้เขตฯโอนต่อไปยังโรงเรียนภายใน 3 วัน เมื่อถึงบัญชีโรงเรียนแล้ว ขอให้โรงเรียนโอนเงินหรือจ่ายเงินถึงมือผู้ปกครองภายใน 3 วันเช่นเดียวกัน โดยรวมแล้วทั้งกระบวนการขอให้จบภายใน 7 วัน

ในส่วนของการจ่ายเงินนั้น เราได้กำหนดแนวทางไว้ 2 ประเด็น คือ หากผู้ปกครองมีบัญชีธนาคารก็สามารถโอนเงินเข้าบัญชีผู้ปกครองได้โดยตรง แต่หากใช้วิธีโอนเงินไม่ได้ จะให้โรงเรียนบริหารจัดการผ่านครูประจำชั้น ในการออกแบบการจ่ายเงินสดให้ผู้ปกครอง เช่น นัดหมายผู้ปกครองเข้ามารับเงินสดที่โรงเรียน แต่ต้องเป็นไปตามมาตรการป้องกันโรคของ ศบค.โดยให้ผู้ปกครองลงลายมือชื่อพร้อมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนหรือสำเนาทะเบียนบ้าน เพื่อเป็นหลักฐานในการจ่ายเงิน ทั้งนี้ ขอให้ทางโรงเรียนสื่อสารกับผู้ปกครองให้เข้าใจตรงกันว่า ในขณะนี้ สพฐ.ยังไม่ได้รับเงินจัดสรรจากกระทรวงการคลังมาถึงกระทรวงศึกษาธิการ จึงยังไม่มีเงินลงไปถึงโรงเรียน ซึ่งเมื่อใดที่เงินลงไปถึงโรงเรียนแล้ว ก็จะดำเนินการจ่ายเงินให้กับผู้ปกครองภายใน 3 วัน

“ทั้งนี้ นักเรียนและผู้ปกครองที่มีบุตรหลานกำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียน สังกัด สพฐ.สามารถตรวจสอบสถานะการมีสิทธิ์ตามโครงการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา (COVID-19) ในอัตรา 2,000 บาทต่อคน ได้แล้วที่เว็บไซต์ https://student.edudev.in.th โดยจะต้องมีข้อมูลเลขประจำตัวประชาชนและเลขประจำตัวนักเรียน ที่โรงเรียนรายงานเข้ามาในระบบและยืนยันข้อมูล ณ วันที่ 25 มิ.ย.2564 (กรณีที่มีการย้ายสถานศึกษาหลังวันที่ 25 มิ.ย.2564 ให้ใช้เลขประจำตัวของโรงเรียนเดิมจึงจะพบสิทธิ์ และนักเรียนที่มีอายุต่ำกว่าเกณฑ์หรือเกินเกณฑ์ จะยังไม่ได้รับสิทธิ์ในรอบนี้)” เลขาธิการ กพฐ.กล่าว

อาชีวะอุบลฯ คว้ารางวัลชนะเลิศ ‘นักขายมืออาชีพ’ ในงาน ACBA 2021 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595921

อาชีวะอุบลฯ คว้ารางวัลชนะเลิศ ‘นักขายมืออาชีพ’ ในงาน ACBA 2021

อาชีวะอุบลฯ คว้ารางวัลชนะเลิศ ‘นักขายมืออาชีพ’ ในงาน ACBA 2021

วันพุธ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 17.30 น.

สุดยอด นักขายมือโปร นักศึกษาสาขาวิชาการตลาด อาชีวะอุบลฯ คว้ารางวัลชนะเลิศการแข่งขัน “นักขายมืออาชีพ” ออนไลน์  ในงาน “บริหารธุรกิจวิชาการ ครั้งที่ 7 (ACBA 2021)” ที่ ราชภัฏอุบลฯ

18 สิงหาคม 2564  วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี นำโดย ดร.พงษ์ศักดิพล ทาแก้ว ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี พร้อมด้วยครูสาขาวิชาการตลาด ได้แก่ นางสาวอรทัย ปริต นางสาวศกลรัตน์ อุทธา นางประภัสสร คำเจริญ นางสาววชิราภรณ์ เขม้นดี และนางสาวดวงดาว จันทร นำนักศึกษาในสาขาวิชาการตลาด เข้าร่วมแข่งขันทักษะทางการตลาด ในการประกวด “นักขายมืออาชีพ” หัวข้อ The Best Salesman 2021 ประจำปี 2564  ด้วยไลฟ์สดการขายผ่านระบบออนไลน์   ใช้เวลา ไม่เกิน 5 นาที ผ่านโปรแกรม Google Meet  และตอบคำถามจากคณะกรรมการอีก 5 นาที  ในรอบชิงชนะเลิศ

ทั้งนี้ตัวแทนนักเรียน นักศึกษา สาขาวิชาการตลาด วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี สามารถทำคะแนนผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศได้ จำนวน 2 คน จากผู้ผ่านเข้ารอบทั้งหมด จำนวน 12 คน ได้แก่ นางสาวพรชิตา ดุจดา และนายธีรเมศ ชายน้ำเค็ม นักศึกษา ปวส.1 สาขาวิชาการตลาด 

สำหรับผลการแข่งขันปรากฏว่า นายธีรเมศ ชายน้ำเค็ม นักศึกษา ปวส.1 สาขาวิชาการตลาด  สามารถคว้ารางวัลชิงชนะเลิศจากการแข่งขันได้สำเร็จ ได้รับโล่รางวัล เกียรติบัตรและเงินรางวัล จำนวน 3,000 บาท  เอาชนะใจกรรมการได้ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ เห็ดเผาะพร้อมทานสำเร็จรูป ด้วยการนำเสนอที่มีความน่าสนใจและให้รายละเอียดในเนื้อหาที่ครบถ้วนสมบูรณ์ตามหลักการขาย

ส่วนรองชนะเลิศอันดับ1 ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคยโสธร  รองขนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่   มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย

รางวัลชมเชยอันดับ 1 ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ  และ รางวัลชมเชยอันดับ 2 ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของงาน “บริหารธุรกิจวิชาการ ครั้งที่ 7 (ACBA 2021)” ตามโครงการพัฒนาศักยภาพด้านการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 พร้อมส่งเสริมความเป็นเลิศทางวิชาการด้านบริหารธุรกิจและการจัดการ จัดโดย คณะบริหารธุรกิจและการจัดการ มหาวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ระหว่างวันที่ 15-19 สิงหาคม 2564

สุดซาบซึ้ง! ‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’ พระราชทานบัตรแสดงความยินดี ‘น้องแต้ว’ คว้าทองแดงโอลิมปิก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595871

สุดซาบซึ้ง! ‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’พระราชทานบัตรแสดงความยินดี 'น้องแต้ว' คว้าทองแดงโอลิมปิก

สุดซาบซึ้ง! ‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’พระราชทานบัตรแสดงความยินดี ‘น้องแต้ว’ คว้าทองแดงโอลิมปิก

วันพุธ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 15.55 น.

วันที่ 18 สิงหาคม 2564 ภายในห้องประชุมชั้นสาม ที่ว่าการอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้จัดให้มีพิธีมอบบัตรอวยพรแสดงความยินดีแก่ผู้ได้รับเหรียญทองแดง ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเกมส์ ครั้งที่ 32 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยนายวิชวุทย์ จินโต ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้อัญเชิญบัตรอวยพรแสดงความยินดี จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี เพื่อมอบให้แก่นางสาวสุดาพร สีสอนดี หรือ น้องแต้ว นักกีฬามวยสากลสมัครเล่นหญิงทีมชาติไทย เจ้าของเหรียญทองแดงโอลิมปิก

ในพิธีนายวิชวุทย์ จินโต ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมด้วยนายธีระพงศ์ ช่วยชู นายอำเภอเกาะสมุย หัวหน้าส่วนราชการ พร้อมด้วยนายสมชาย พูลสวัสดิ์ ผู้จัดการทีม และประธานพัฒนาเทคนิคสมาคมกีฬามวยสมัครเล่นแห่งประเทศไทย ได้นำนางสาวสุดาพร สีสอนดี หรือ น้องแต้ว พร้อมด้วยนักกีฬามวยสากลสมัครเล่น และสตาร์ฟโค้ชชุดโอลิมปิกประเทศญี่ปุ่นเข้าร่วมพิธี

นายวิชวุทย์ จินโต ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ประธานในพิธีได้ถวายความเคารพพร้อมเปิดกรวยถวายราชสักการะหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร จากนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้ถือพานพระราชทานบัตรอวยพรแสดงความยินดี วางบนแท่นหน้าพระฉายาลักษณ์พร้อมทำความเคารพ

จากนั้นนางสาวสุดาพร สีสอนดี ได้ทำความเคารพพร้อมเข้ารับพระราชทานบัตรอวยพรแสดงความยินดีจากพานเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ จากนั้นนางสาวสุดาพร สีสอนดี ได้กล่าวน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร พร้อมโชว์บัตรอวยพรที่มีลายพระหัตถ์ข้อความภายในบัตรอวยพร “ขอแสดงความยินดีกับคุณสุดาพร ที่ประสบความสำเร็จในกีฬาโอลิมปิก”

นางสาวสุดาพร สีสอนดี กล่าวว่า ตนเองได้ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ที่ได้พระราชทานบัตรอวยพรให้เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ ซึ่งตนเองจะทุ่มเทในการฝึกซ้อมต่อไปเพื่อชัยชนะในการสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย และวงการมวยสากลสมัครเล่นของประเทศไทยต่อไป ส่วนความรู้สึกดีในวันนี้ตนเองอยากส่งต่อให้กับเพื่อนๆ นักกีฬาทุกคนขอให้ทุ่มเทฝึกซ้อม ซึ่้งวันหนึ่งสิ่งที่ฝันจะเป็นจริง และวันนั้นจะได้มีความภาคภูมิใจเหมือนตนเองเช่นวันนี้

‘กรมการแพทย์’ เปิดลงทะเบียน คนท้องอายุครรภ์ตั้งแต่ 12 สัปดาห์ขึ้นไป ฉีดไฟเซอร์ 20 ส.ค.นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595850

'กรมการแพทย์'เปิดลงทะเบียน คนท้องอายุครรภ์ตั้งแต่ 12 สัปดาห์ขึ้นไป ฉีดไฟเซอร์ 20 ส.ค.นี้

‘กรมการแพทย์’เปิดลงทะเบียน คนท้องอายุครรภ์ตั้งแต่ 12 สัปดาห์ขึ้นไป ฉีดไฟเซอร์ 20 ส.ค.นี้

วันพุธ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 15.26 น.

วันที่ 18 สิงหาคม 264 เฟซบุ๊กเพจ กรมการแพทย์ โพสต์ข้อความระบุว่า กรมการแพทย์ โดยโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ร่วมกับห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์บางกะปิ ขอเชิญลงทะเบียนฉีดวัคซีนไฟเชอร์ (Pfizer) สำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์ตั้งแต่ 12 สัปดาห์ขึ้นไป และมีหลักฐานมาแสดงที่ไม่เคยรับวัคซีน โควิด 19 มาก่อน

ลงทะเบียนวันที่ 20 ส.ค. 64 ตั้งแต่ 08.00 น. ฉีดวัคซีนวันที่ 23 ส.ค. 64 ตั้งแต่เวลา 09.00 น. ที่ MCC Hall ชั้น 4 เดอะมอลล์บางกะปิ

‘อนุชา’ ถวายเครื่องสักการะเทศกาลวันเข้าพรรษาปี 64 เยี่ยมศูนย์พักคอย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595769

‘อนุชา’ถวายเครื่องสักการะเทศกาลวันเข้าพรรษาปี64เยี่ยมศูนย์พักคอย

‘อนุชา’ถวายเครื่องสักการะเทศกาลวันเข้าพรรษาปี64เยี่ยมศูนย์พักคอย

วันพุธ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 13.32 น.

รมต.อนุชา ถวายเครื่องสักการะเนื่องในเทศกาลเข้าพรรษา ประจำปี 2564 พร้อมตรวจเยี่ยมศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อ เขตสัมพันธวงศ์ หรือ Community Isolation (CI)

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2564  นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมาย จากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้เป็นผู้แทนเดินทางไปยังวัดปทุมคงคาราชวรวิหาร เพื่อถวายเครื่องสักการะ ประกอบด้วย พานธูปเทียนแพ พุ่มดอกไม้ ผ้าไตร และเครื่องไทยธรรม แด่พระพรหมเสนาบดี (พิมพ์ ญาณวีโร ป.ธ.๗) กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดปทุมคงคาราชวรวิหาร เนื่องในเทศกาลเข้าพรรษา ประจำปี 2564

ทั้งนี้ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ตรวจเยี่ยมศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อ เขตสัมพันธวงศ์ หรือ Community Isolation (CI) จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ที่ผ่านมา เพื่อรองรับผู้ป่วยที่มีผลการตรวจรับรองว่าติดเชื้อโควิด 19 กลุ่มสีเขียวที่ไม่มีอาการในพื้นที่เขต โดยจะใช้แยกผู้ป่วยที่ต้องการแยกกักตัวจากครอบครัวและชุมชน เนื่องจากไม่สามารถแยกกักตัวที่บ้านได้ (Home Isolation : HI) ซึ่งจะมีการประเมินคัดกรองอาการผู้ป่วยในเบื้องต้น เพื่อรอการส่งต่อไปรักษาที่โรงพยาบาล เป็นการลดปัญหาการแพร่ระบาดและติดเชื้อของคนในครอบครัวและชุมชน โดยทางศูนย์มีการแยกโซนผู้ป่วยชายและหญิง มีจำนวนเตียงทั้งสิ้น 46 เตียง แบ่งเป็น เตียงผู้ชาย จำนวน 23 เตียง เตียงผู้หญิง จำนวน 23 เตียง และแยกโซนผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ให้มีความเป็นสัดส่วน เพื่อป้องกันการติดเชื้อ

ขณะเดียวกันได้จัดเตรียมจุดรับลงทะเบียนผู้ป่วย ซึ่งเป็นจุดแรกเข้า พร้อมอุปกรณ์สิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่จำเป็นให้แก่ผู้ป่วย รวมถึงสถานที่คัดแยกขยะติดเชื้อ การจัดระบบการดูแลเรื่องความสะอาดภายในศูนย์ฯ ระบบไฟฟ้า ระบบกล้อง CCTV ระบบการสื่อสารภายในระหว่างผู้ป่วยกับบุคลากรทางทางแพทย์ และการดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่ผู้ป่วยภายในศูนย์พักคอยฯ เป็นต้น

ปิดเหมืองหิน ‘ดงมะไฟ’ และก้าวต่อไปของการต่อสู้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595578

ปิดเหมืองหิน‘ดงมะไฟ’  และก้าวต่อไปของการต่อสู้

ปิดเหมืองหิน‘ดงมะไฟ’ และก้าวต่อไปของการต่อสู้

วันพุธ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได ได้จัดงาน เฉลิมฉลอง 1 ปี ชัยชนะในการยึดเหมืองหินดงมะไฟ และก้าวต่อไปของการฟื้นฟูป่าชุมชน ณ หมู่บ้านผาฮวกพัฒนา หน้าเหมืองหินดงมะไฟ จ.หนองบัวลำภู โดย น.ส.สุภาภรณ์ มาลัยลอย นักกิจกรรมจากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (ENLAW) กล่าวว่า ตนประทับใจในการต่อสู้ของชาวบ้านดงมะไฟ เพราะถือเป็นการต่อสู้ที่ยาวนานมาก ที่สำคัญเป็นการร่วมกันสู้ของกลุ่มคนทุกช่วงวัย ทั้งที่สถานการณ์ในขณะนี้ไม่ปกติ มีการแพร่ระบาดของโควิดและมีอีกหลายปัญหาที่รุมเร้า

จึงเป็นภาพสะท้อนว่าภูเขาลูกนี้ ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งนี้ เป็นส่วนสำคัญของชุมชนของชีวิตพวกเขา ทำให้ทุกคนออกมารวมกลุ่มปกป้องและเรียกร้องในการดูแลจัดการทรัพยากร ซึ่งพื้นที่นี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญในการต่อสู้ในกระบวนการ ที่ศาลชั้นต้นมีพิพากษาให้เพิกถอนประทานบัตร แต่ในปี 2553 ศาลปกครองสูงสุดกลับคำพิพากษาอันนี้คือรอบหนึ่ง แต่ชาวบ้านก็ยังใช้กระบวนการทางศาลต่อสู้ในรอบสองหลังจากที่ผู้ประกอบการได้ใบอนุญาต ก่อนที่ในปี 2561 ศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษาให้เพิกถอนหนังสืออนุญาต อันนี้คือชัยชนะอีกรอบหนึ่งของชาวบ้าน แต่เป็นชัยชนะที่ไม่ได้หยุดการดำเนินการของบริษัทในพื้นที่

“ศาลปกครองชั้นต้นให้ชนะ แต่ไม่คุ้มครองทำให้บริษัทดำเนินการจนภูเขาหมดไป ระบบนิเวศเสียหาย แม้ว่าคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดชาวบ้านจะได้ชัยชนะ สิ่งที่มันหวนกลับมาไม่ได้ก็คือเขาที่ถูกระเบิดไป แล้ววิถีชีวิตที่ชาวบ้านจะอยู่ร่วมกับทรัพยากรธรรมชาติมันไม่มีแล้ว นี่คือสะท้อนว่ากระบวนการยุติธรรมที่ไม่เป็นธรรมและไม่เท่าทันต่อสถานการณ์ ความล่าช้าของกระบวนการยุติธรรมมันไม่สามารถที่จะคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตชุมชนได้ นอกจากนี้กรณีดงมะไฟยังสะท้อนว่า กระบวนการให้ใบอนุญาตของหน่วยงานรัฐมีปัญหาใช่หรือไม่ เพราะศาลชั้นต้นพิพากษาให้ชาวบ้านชนะ ในสิ่งที่รัฐอนุญาต” น.ส.สุภาภรณ์ กล่าว

ขณะที่ น.ส.ปรานม สมวงศ์ ตัวแทนองค์กร Protection International กล่าวเสริมว่า ชัยชนะของกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได นับเป็นครั้งแรกในไทยที่มีการชุมนุมโดยสงบ โดยชุมนุมที่บริเวณปากทางเข้าเหมืองหินตลอด 365 วัน จนยึดเหมืองหินได้สำเร็จ พร้อมกับลงมือลงแรงฟื้นฟูพื้นที่ที่เหมืองทำลายให้เป็นป่าชุมชน ซึ่งชัยชนะของประชาชนที่ดงมะไฟในครั้งนี้เสมือนทุกหุบผาถูกยกให้สูงขึ้น ตนยินดีอย่างยิ่งกับชัยชนะนี้และภูมิใจที่ได้ยืนเคียงข้างกับกลุ่มอนุรักษ์ฯและที่ปรึกษาอย่างโครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรแร่ (PPM)

ด้าน น.ส.มนีนุด อุทัยเรือง ตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได เปิดเผยว่า ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาเราไม่เคยปิดหมู่บ้านแม้แต่วันเดียว เพื่อส่งต่อเจตนารมณ์จุดมุ่งหมายเหมือนกัน คือความตั้งใจที่จะปกปักษ์ หวงแหนและฟื้นฟูเหมืองหิน จากรุ่นสู่รุ่น จากตามาสู่แม่ จากแม่มาสู่ตน และต่อไปที่เด็กรุ่นหลังต่อไปอีก ระหว่างทางของการต่อสู้เจออุปสรรคมากมาย ชาวบ้านใช้กระบวนการของภาครัฐแต่ก็ติดขัด ปัญหานี้จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องมาตั้งหมู่บ้านผาฮวกพัฒนากัน

“ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการฟื้นฟูอดีตเหมือง เพื่อทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวสร้างรายได้ให้ชุมชน โดยมีความคืบหน้าไปมากแล้ว ที่ผ่านมาได้ช่วยกันปลูกต้นไม้จำนวนมาก เพราะฉะนั้นแม้ว่าจะผ่านมา 365 วันแล้ว แต่พวกเราจะไม่ยุติการเคลื่อนไหวเพียงเท่านี้ และยืนยันว่าจะมีการเคลื่อนไหวต่อไปอย่างแน่นอนอย่างน้อยเราวางแผนกันไว้อย่างต่ำ 3 ปี ที่จะปักหลักเพื่อพัฒนาให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในชุมชนได้ ชาวบ้านก็จะหลุดพ้นจากความยากจน ซึ่งจะเป็นชดเชยจากที่เหมืองหินได้มาทำลายมา” น.ส.มนีนุด ระบุ

นายเลิศศักด์ คำคงศักดิ์ ตัวแทนเครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ ร่วมสะท้อนบทเรียนการต่อสู้ของกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันไดในครั้งนี้ว่า ถึงแม้การประทานบัตรจะถูกยกเลิกไปแล้วและไม่สามารถทำเหมืองได้แล้ว แต่พื้นที่ภูผาฮวกที่ถูกระเบิดไปยังไม่ถูกปลดออกจากการเป็นประกาศกำหนดแหล่งหินเพื่ออุตสาหกรรม เรื่องนี้หากทำได้จะไม่สะเทือนเฉพาะ ต.ดงมะไฟ อ.สุวรรณคูหา แต่จะสะเทือนทั้งประเทศกรณีหน่วยงานราชการใช้อำนาจตัวบทกฎหมายใดจึงสามารถประกาศกำหนดแหล่งหินอุตสาหกรรมทั่วประเทศได้

ซึ่งเวลานี้เป็นโอกาสเหมาะสมที่จะร่วมกันฟ้องเพื่อยกเลิกประกาศแหล่งหินเพื่ออุตสาหกรรมออกไปให้หมด เพื่อให้เข้าสู่กระบวนการปกติของการขอประทานบัตรหรือการอนุญาตต่างๆ แร่หินนั้นเป็นเหมือนแร่เทวดาที่อยู่ดีๆ ก็มีประกาศแหล่งหินเพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านปริมาณสำรองแหล่งหินเพื่ออุตสาหกรรมให้มีหลักประกันชัดเจนไปอีก 50 ปี โดยไม่ได้สนใจเลยว่าไปประกาศทับตาน้ำแหล่งน้ำซับซึมแหล่งหาอยู่หากินของชาวบ้านอย่างไร อีกทั้งกฎหมายแร่ฉบับใหม่มันชัดเจนว่า พื้นที่ใดๆ ก็ตามที่จะอนุมัติให้มีการสำรวจทำเหมืองแร่ได้จะต้องเป็นเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองเท่านั้น ถ้าไม่ได้อยู่ในเขตแหล่งแร่หรือเป็นพื้นที่น้ำซับซึมจะต้องถูกกันออก

ภายในงานยังมีการอ่านคำประกาศจากภูผาฝนโปรยปราย ครบรอบ 1 ปี ยึดเหมืองหินดงมะไฟ โดยบางช่วงบางตอนของประกาศระบุว่า ในวันครบรอบหนึ่งปีของการยึดเหมืองความฝันของเรายังแจ่มชัด เรียบง่ายแต่หนักแน่น วันนี้เราปลูกต้นไม้ไปแล้ว 4,000 กว่าต้นเรายังจะปลูกต้นไม้ต่อไปเรื่อยๆ ในปีต่อๆ ไป ร่วมกับภารกิจด้านอื่นๆ เพื่อเปลี่ยนดงมะไฟของเราให้ร่มรื่นงดงามแก่ลูกหลาน

อาทิ เราจะทำการฟ้องคดีต่อรัฐและบริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการระเบิดทำลายภูผาฮวกของเราเพื่อเรียกร้องความเสียหายต่อระบบนิเวศ เราจะเข้าไปทำงานการเมืองใน อบต.ดงมะไฟ ด้วยการส่งตัวแทนของเราจากหลายหมู่บ้านลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อผลักดันวิสัยทัศน์ใหม่ในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของเรา

ศูนย์พักคอยวิทยาเขตนครสวรรค์ ‘ม.มหิดล’ พัฒนาสูตรยาจีนรักษาโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595585

ศูนย์พักคอยวิทยาเขตนครสวรรค์  ‘ม.มหิดล’พัฒนาสูตรยาจีนรักษาโควิด

ศูนย์พักคอยวิทยาเขตนครสวรรค์ ‘ม.มหิดล’พัฒนาสูตรยาจีนรักษาโควิด

วันพุธ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พญ.มนทกานติ์ โอประเสริฐสวัสดิ์ รองอธิการบดีฝ่ายโครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยถึงการจัดตั้ง “ศูนย์พักคอยกันภัยมหิดล (Mahidol University Community Isolation – MUCI)” ในพื้นที่อาคาร “ห้องเรียนปลายเนิน” ซึ่งเดิมใช้เพื่อการเรียนการสอนของอาจารย์ชาวต่างประเทศ และอาคาร “บ้านกลางน้ำ” ซึ่งใช้ทำกิจกรรมของนักศึกษา สำหรับเป็นตรวจคัดกรองและดูแลอาการของผู้ติดเชื้อโควิด-19ในเบื้องต้น

โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างศูนย์การแพทย์มหิดลบำรุงรักษ์ จังหวัดนครสวรรค์ องค์การบริหารส่วนตำบลเขาทอง โรงพยาบาลพยุหะคีรี โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพส่วนตำบลเขาทอง และวัดเขาทอง ซึ่งนอกจากการปรับปรุงอาคารเรียนให้เป็นศูนย์พักคอยแล้ว ด้วยความที่ศูนย์การแพทย์มหิดลบำรุงรักษ์ จังหวัดนครสวรรค์ มีความโดดเด่นด้านแพทย์แผนจีน จึงได้คิดค้นสูตรยาสมุนไพรแพทย์แผนจีนสำหรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 2 สูตรด้วย

“ปัญหาโรคระบาด ถือเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์โควิด-19ที่เกิดปรากฏการณ์พบจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั่วประเทศ จนโรงพยาบาลต่างๆ ไม่สามารถรองรับได้ และมีจำนวนไม่น้อยที่ถูกปฏิเสธจากบางชุมชนที่ตนอยู่ในขณะนี้ซึ่งการที่ชาวชุมชนตำบลเขาทองได้ร่วมแรงร่วมใจทำ Community Isolation (ระบบกักตัวโดยชุมชน) ให้เกิดขึ้นนี้ คาดว่าจะสามารถช่วยจุดประกายให้ชุมชนอื่นๆ ได้ต่อไป โดยจะไม่มองว่าเป็นปัญหาของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นปัญหาที่ทุกคนต้องช่วยกันดูแล และเป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตินี้ต่อไปได้” พญ.มนทกานติ์ กล่าว

ด้าน แพทย์แผนจีน ธนัตเทพ เตระทวีดุลย์ หัวหน้าฝ่ายแพทย์ทางเลือก ศูนย์การแพทย์มหิดลบำรุงรักษ์ จังหวัดนครสวรรค์ เปิดเผยว่า สูตรยาที่นำมาใช้นั้น มาจากการศึกษาวิจัยของจีนซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลาย แล้วนำมาปรับเป็นสูตรเฉพาะของที่นี่ ซึ่งยาสมุนไพรแพทย์แผนจีนสูตร 1 สำหรับผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการจะเป็นยาบำรุง ส่วนยาสมุนไพรแพทย์แผนจีนสูตร 2 สำหรับผู้ติดเชื้อที่มีอาการเล็กน้อย ให้ดื่มได้ตามความสมัครใจ 1 ซอง/1 มื้อ เช้า-เย็น

แพทย์แผนจีนธนัตเทพ ได้กล่าวถึงตัวยาสมุนไพรแพทย์แผนจีนหลักที่ใช้เป็นยาบำรุงว่า มี 3 ชนิดด้วยกัน ได้แก่ “ปักคี้” ที่มีรสหวานสรรพคุณบำรุงปอด และลดอาการบวม “ไป๋จู๋” ที่มีรสขมและหวาน บำรุงม้าม ขับปัสสาวะ และระงับเหงื่อ และ “ฝางเฝิง” ที่มีรสเผ็ดและหวาน บำรุงตับ ระงับปวด และป้องกันไข้หวัด โดยยาสมุนไพรแพทย์แผนจีนทั้ง 3 ชนิดนี้รวมกันเป็นตำรับ“ยวี่ผิงเฟิงซ่าน” ซึ่งเป็นตำรับยาที่มีใช้มาอย่างยาวนาน โดยเป็นยาที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน กระตุ้นระบบย่อยอาหารบำรุงปอด และม้าม มีฤทธิ์ขับพิษอ่อนๆ ส่วนยาเพื่อการรักษาควรจัดโดยแพทย์แผนจีนเท่านั้น ไม่ควรหามารับประทานเอง

“การใช้ยาสมุนไพรแพทย์แผนจีน ควบคู่กับยาสมุนไพรแพทย์แผนไทยสามารถทำได้ โดยยาสมุนไพรบางชนิดที่ใช้ทั้งในแพทย์แผนจีนและแพทย์แผนไทยก็มี เช่นดอกคำฝอย (หงฮวา) ชะเอมเทศ (กำเช่า) โกฐเชียง (ตังกุยเหว่ย) ฯลฯ ส่วนยาที่ไม่ควรรับประทานร่วมกันก็มี เช่น ยาสมุนไพรแพทย์แผนจีนเหลียนฮัวชิงเวินเจียวหนัง ซึ่งที่มีฤทธิ์เย็นใช้รักษาโรคโควิด-19 หากรับประทานร่วมกับยาสมุนไพรแพทย์แผนไทยฟ้าทะลายโจร ซึ่งใช้รักษาโรคโควิด-19 และมีฤทธิ์เย็น เช่นเดียวกัน ในผู้ป่วยบางรายที่มีอาการไข้ไม่สูงมาก จะทำให้ร่างกายเกิดความเย็นที่มากจนเกินไป เป็นต้น ทั้งนี้ ควรปรึกษาเภสัชกร หรือแพทย์แผนจีนก่อนการรับประทานยาทุกครั้ง” แพทย์แผนจีนธนัตเทพ กล่าว

ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ต่อประชาชนในวงกว้าง ในเร็ววันนี้จะได้มีการเผยแพร่สูตรสมุนไพรยาแพทย์แผนจีนทั้ง 2 สูตรของศูนย์การแพทย์มหิดลบำรุงรักษ์ จังหวัดนครสวรรค์ ทางเพจเฟซบุ๊ค : “ศูนย์การแพทย์มหิดลบำรุงรักษ์ จังหวัดนครสวรรค์” และ “แผนกแพทย์แผนจีน ศูนย์การแพทย์มหิดลบำรุงรักษ์ จังหวัดนครสวรรค์” ต่อไปโดยประชาชนผู้สนใจสามารถติดตามและสอบถามรายละเอียดได้ที่ทั้ง 2 เพจดังกล่าว

มหาวิทยาลัยมหิดล

‘SARABURI MODEL’ กับการขับเคลื่อนนโยบายจังหวัด TO BE NUMBER ONE อีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595576

‘SARABURI MODEL’ กับการขับเคลื่อนนโยบายจังหวัด TO BE NUMBER ONE อีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด

วันพุธ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พช.สุดปลื้มปิติ! เผยโฉมเหรียญรางวัลพระราชทาน ประกวด ‘ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595639

พช.สุดปลื้มปิติ! เผยโฉมเหรียญรางวัลพระราชทาน ประกวด'ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ'

พช.สุดปลื้มปิติ! เผยโฉมเหรียญรางวัลพระราชทาน ประกวด’ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’

วันอังคาร ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 18.30 น.

พช.สุดปลื้มปิติ! เผยโฉมเหรียญรางวัลพระราชทาน ประกวด”ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” เกียรติยศแห่งความสำเร็จและความภาคภูมิใจ สรรพศิลป์ผ้าไทยก้าวไกลสู่สากล

วันที่ 17 สิงหาคม 2564 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายสำราญ เมืองนิล ผู้อำนวยการกองกษาปณ์ นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ รองประธานกรรมการและที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย นายกุลวิทย์ เลาสุขศรี บรรณาธิการนิตยสารโว้ก ประเทศไทย และนางสาวรติรส ภู่วิภาดาวรรธน์ รองประธานโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก เข้าร่วมการมอบเหรียญรางวัลพระราชทาน การประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” ระดับประเทศ ณ โรงกษาปณ์ ถนนพหลโยธิน ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี โดยปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (Covid-19) อย่างเคร่งครัด

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า นับเป็นพระกรุณาธิคุณอย่างยิ่งที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงพระราชทานแบบลายผ้าแก่ช่างทอผ้า ชื่อลาย “ผ้ามัดหมี่ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” ด้วยพระดำริที่ชัดเจนในการสืบสาน รักษา และต่อยอด ตามพระราชปณิธาน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาหัตถกรรมไทย ให้ดำรงอยู่ยั่งยืนตลอดไป โดยได้พระราชทานพระอนุญาตให้ กรมการพัฒนาชุมชน และสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ จัดการประกวดลายผ้าพระราชทาน “ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” ภายใต้โครงการส่งเสริม ภูมิปัญญาและพัฒนาศักยภาพผ้าไทย ในการประกวดผ้าครั้งนี้ ถือว่าเป็นการเผยแพร่พระอัจริยภาพของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ด้านการออกแบบเครื่องแต่งกาย สิ่งทอ และการอนุรักษ์ผ้าไทยให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ ตลอดจนเพื่อพัฒนาศักยภาพผ้าไทยให้มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับ เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้แก่ชุมชน

เนื่องในโอกาสพิเศษเดือนมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และในโอกาสที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงพระกรุณาพระราชทานลายผ้า “ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย รับพระดำริจัดโครงการประกวดผ้าลายพระราชทาน ซึ่งมีผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 3,000 ราย จากระยะเวลาเพียง 8 เดือนที่มีการเริ่มดำเนินกิจกรรม ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ก่อให้เกิดรายได้แก่กลุ่มทอผ้า โดยเฉพาะผ้าลายขอมากถึง 300 ล้านบาท และกระตุ้นยอดขายแก่ผ้าลวดลายต่างๆ เป็นอย่างมาก อีกทั้งเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทยตามพระราชปณิธานของพระพันปีหลวงอย่างต่อเนื่อง

บัดนี้ การประกวดระดับภาค สำเร็จลุล่วงเป็นไปด้วยดี มีผู้ผ่านเข้ารอบสุดท้าย จำนวน 50 ราย และในวันที่ 30 ตุลาคม 2564 สมเด็จเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงพระกรุณารับเป็นองค์ประธานตัดสินการประกวดระดับประเทศ และถือเป็นประวัติศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่ที่ช่างทอผ้าต่างรอคอย รางวัลอันทรงเกียรติและเป็นความภาคภูมิใจของผู้ชนะเลิศที่จะได้รับเหรียญพระราชทานรางวัล ซึ่งประกอบด้วย เหรียญทอง เหรียญเงิน และเหรียญทองแดง ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดให้ นายศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี ศิลปินผู้มีชื่อเสียงด้านประติมากร ออกแบบเหรียญสำหรับพระราชทาน โดยเหรียญเป็นพระพักตร์ด้านข้าง พระเกศาทัดบุปผาราชินี “ดอกแคทลียาควีนสิริกิติ์” อันมีความหมายถึง พระราชปณิธานอันแรงกล้าของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่รับสนองแนวพระราชดำริและแนวพระราชเสาวนีย์จากสมเด็จย่าของพระองค์ท่านที่จะธำรงรักษาไว้ซึ่งสมบัติทางวัฒนธรรมของชาติด้านการทอผ้า ซึ่งเป็นศิลปะชั้นสูงของไทยที่สมเด็จพระบรมราชชนนี พันปีหลวง ทรงหวงแหน เพื่อตอบแทนความตั้งใจ และความตั้งมั่นในการสืบสาน รักษา และต่อยอดของช่างทอผ้า ถือเป็นเครื่องกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาฝีมือ เพื่อสร้างสรรค์ผลงานศิลปวัฒนธรรมผ้าไทย ให้ก้าวไกลสู่สากล

“นับเป็นโอกาสและความโชคดีของชาวไทยทุกท่านที่วันนี้สมบัติทางวัฒนธรรมการทอผ้ามีทูลกระหม่อมฯ ทรงรักษาและสืบสานได้เป็นอย่างดีเยี่ยม และกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ขอสนองแนวพระดำริพระองค์ท่าน โดยการทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจในการสืบสาน อนุรักษ์ศิลป์ผ้าถิ่นไทย ดำรงไว้ในแผ่นดินสืบไป” อธิบดี พช.กล่าวปิดท้าย