“ภูมิธรรม” อัด “เลขาก้าวไกล” ทำงานร่วมกันยาก “ท้าออกทีวี” ส่อศึกซักฟอกพัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479200

“ภูมิธรรม”อัด”เลขาก้าวไกล”ทำงานร่วมกันยาก “ท้าออกทีวี” ส่อศึกซักฟอกพัง

17 ส.ค. 2564

แตกหัก “ภูมิธรรม”อัดยับ”เลขาก้าวไกล” ท้าออกทีวี ไม่ใช่ลูกผู้ชาย เห็นทีทำงานร่วมกันยากจ้องโจมตีเพื่อไทยป่วนศึกซักฟอกรัฐบาล

ชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ ยังไม่ทันกำหนดวันอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา  แต่เค้าลางความปั่นป่วนภายในพรรคร่วมฝ่ายค้านเริ่มมีให้เห็นมากขึ้นทุกขณะ

ถึงกับ ภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ( พท.) ต้องออกมาโพสต์ความในใจ ตอบโต้ พรรคก้าวไกล จากกรณีที่ พิธา  ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และ  ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล ออกไปกล่าวหาพรรคเพื่อไทยมีผลประโยชน์แอบแฝงที่ไม่ยอมใส่ชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ  รองนายกฯ และรอ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ไว้ในบัญชีอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลครั้งนี้ 

ภูมิธรรม เวชยชัยที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ทวิตข้อความผ่านทวิตเตอร์ Phumtham Wechayachai @phumtham ว่า

” ผมถามในที่ประชุม แต่อ้ำอึ้งมาตลอด..เพิ่งเมื่อวานที่ประชุมถามเหตุผลก็ตอบอ้อมแอ้ม…ต้องเอาข้อเท็จจริงมาพูดครับ…ตรงไปตรงมา

เลขา ก้าวไกลต้องเป็นผู้ใหญ่กว่านี้..อย่าใช้วิธีเล่าที่คลาดเคลื่อนข้อเท็จจริงฝ่ายเดียว..ไม่งั้นคงทำงานกันยาก
วานนี้เราคุยด้วยความลำบาก ..คุณโยนให้เราคุยกับคนอื่นและยืนยัน เอาตามมติพรรคร่วมฯ การพูดนอกห้องประชุมถือว่าไม่เป็นสุภาพบุรุษ

..อย่าใช้วิธีนี้กับมิตร
เมื่อเช้าหารือ คุณก็หลบ

ถ้าทำงานการเมืองแบบเสนอความเห็นแล้วแพ้ในที่ประชุม
ก็ออกมาแสดงความเห็นกับแฟนคลับ..พูดเอาดีใส่ตน ทำลายคนอื่น…อย่างนี้ทำงานร่วมกันยากครับ

ไม่เข้าใจ…เลขาพรรคก้าวไกล
สถานการณ์วันนี้ทุกคนกำลังจะตรวจสอบอภิปรายความล้มเหลวรัฐบาล…ทำไมเปลี่ยนประเด็นมาด้อยค่าพรรคเพื่อไทย…คิดอะไรอยู่ครับ!!!

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ผมไม่อยากคิดว่า
“ต้องด้อยค่าพรรคเพื่อไทยลง
จึงจะทำให้ตนแข็งแรงขึ้น”
…ไม่กล้าคิดจริง

ถ้าทำงานการเมือง แล้วอยากประสบความสำเร็จ….ได้ความนิยม ต้องตรงไปตรงมาและยึดมั่นในสิ่งที่ตนคิดให้คนอื่นพิสูจน์ต้องใช้เวลาครับ

เมื่อวานถามเลขาก้าวไกลว่า..ทุกพรรคขอให้ มีประเด็นใหม่ที่ชัดเจนและตรงกับอำนาจหน้าที่ในปัจจุบัน…อภิปรายใครก็ได้

ขอมิใช่อภิปราย”เอามัน”ตามที่เราอยากและเป็นข้อเสนอที่เป็นความเห็นพรรคร่วมอื่นทุกพรรค…”ก้าวไกล”แจ้งว่า
เอาตามพรรคร่วมฯ

"ภูมิธรรม"อัด"เลขาก้าวไกล"ทำงานร่วมกันยาก "ท้าออกทีวี" ส่อศึกซักฟอกพัง

เช้านี้ นัดสรุป
มีก้าวไกลพรรคเดียวหลบ..แล้วไง

ใครพูดตรงกับความจริงที่สุด
หัวหน้าพรรคร่วมฝ่ายค้านทุกพรรค ยืนยันได้ครับ

ผมถามในที่ประชุม แต่อ้ำอึ้งมาตลอด..เพิ่งเมื่อวานที่ประชุมถามเหตุผลก็ตอบอ้อมแอ้ม…ต้องเอาข้อเท็จจริงมาพูดครับ…ตรงไปตรงมา

จัดเวทีให้เลขาก้าวไกลคุยกับผมต่อหน้าสื่อสิครับ…เพราะเมื่อวานผมเป็นคนคุยกับหัวหน้าและเลขาก้าวไกล”

รอเยียวยา โควิด-19 “ครม.” เคาะตาม ศบค. “ธนาคาร-สถาบันการเงิน” ในห้างเปิดได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479101

รอเยียวยา โควิด-19 “ครม.” เคาะตาม ศบค.”ธนาคาร-สถาบันการเงิน” ในห้างเปิดได้

17 ส.ค. 2564

“ศบค.”ไฟเขียว “ธนาคาร-สถาบันการเงิน” ในห้างเปิดได้ ขยาย ” Phuket Sandbox “ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ เดินทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงระหว่างจังหวัดภูเก็ตกับพื้นที่นำร่องอื่น

16 ส.ค.64 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ครั้งที่ 12/2564 ผ่านระบบการประชุมทางไกล

โดยผ่อนคลายกิจกรรมให้เปิดธนาคาร สถาบันการเงินในห้างได้

– เพิ่มการตรวจค้นหาผู้ติดเชื้อโดยใช้ ATK ใน กทม. และปริมณฑล

-เน้นรัฐ เอกชนทำงานที่บ้าน WFH

-ยังคงห้ามออกนอกเคหสถาน 21.00-04.00 น.ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 29 จังหวัดถึงสิ้นเดือนสิงหาคมนี้

-เห็นชอบจัดตั้งศูนย์บริหารสื่อสารในภาวะวิกฤต โดยมีนายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าศูนย์ ฯ เพื่อวางกลยุทธ์สื่อสาร ศบค.

ทั้งนี้ นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลและศบค. กำลังเร่งควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ไทยที่ยังถือว่าอยู่ในภาวะวิกฤตมีผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนให้ได้โดยเร็ว โดยได้เร่งแก้ไขปัญหาและอุปสรรค

ทั้งในการเร่งรัดการจัดหาวัคซีน ปูพรมฉีดวัคซีนให้เร็วที่สุด การค้นหาผู้เสี่ยงติดเชื้อเชิงรุกและนำผู้ป่วยทุกคนเข้าระบบการรักษาให้เร็วที่สุด รวมถึงให้ผู้ป่วยติดเชื้อเข้าถึงยาให้ไวที่สุด  การสร้างสถานที่กักตัวให้เพียงพอทั้งในประเภท Home Isolation (HI) และ Community Isolation (CI) ให้เพียงพอทุกพื้นที่

รวมทั้งดูแลแรงงานและโรงงานในรูปแบบ Bubble and Seal ใช้ระบบการแพทย์ทางไกล (Tele-Medicine) ในระบบ HI และ CI จัดระบบการส่งยา

รวมทั้งติดตามการใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ ฟ้าทะลายโจร และสูตรยาอื่น ทั้งของยาจากต่างประเทศ เช่น Remdesivir หรือ Oseltamivir หรือ Hydroxychloroquine เพื่อให้ผู้ป่วยสีเหลืองและสีเขียวเข้าถึงยาได้กว้างขวางที่สุด

รวมทั้งให้มีการจัดซื้อชุดตรวจ ATK อย่างโปร่งใส ชัดเจน ขณะเดียวกันต้องมีการจัดการขยะติดเชื้อแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นทาง คือ การทิ้งขยะติดเชื้อที่ถูกต้อง การจัดเก็บ และปลายทาง คือ กระบวนการทำลายขยะติดเชื้อ


นายกรัฐมนตรี ยังเห็นชอบบริหารการสื่อสารในภาวะวิกฤต ตั้งศูนย์บริหารสื่อสารในภาวะวิกฤต มีนายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าศูนย์ฯ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เป็นเลขานุการ มีนายเสรี วงษ์มณฑา และนายเกษมสันต์ วีรกุล เป็นบรรณาธิการบริหาร เพื่อวางกลยุทธ์สื่อสาร ศบค.

โดยขอให้ทุกฝ่ายเร่งสร้างการรับรู้และสร้างความเข้าใจกับประชาชน ทั้งในรูปแบบคู่มือประชาชน คู่มือชุมชน ช่องทางติดต่อทั้งโทรศัพท์ สายด่วน ไลน์ แอปพลิเคชัน เว็บไซต์ ของหน่วยงาน เพื่อให้ประชาชนทราบการปฏิบัติตัวตั้งแต่เริ่มติดเชื้อ

สิ่งที่สังคมต้องการ คือข้อมูลที่ถูกต้องเป็นจริง มีความเป็นเอกภาพ โดยเฉพาะการนำเสนอข้อมูลทางวิชาการ ทั้งเรื่องวัคซีน ยาและเวชภัณฑ์ ยาสมุนไพร สร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน ทุกหน่วยต้องแก้ข่าวบิด
เบือน (Fake News) ให้ทันท่วงที

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียังกล่าวว่า การบริหารสถานการณ์โควิด-19 จะเป็นหัวข้อสำคัญในการอภิปรายไม่ไว้วางใจจึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวบรวมการดำเนินงานของรัฐบาลทั้งมาตรการควบคุมและป้องกัน การจัดหาและกระจายวัคซีน ยา เวชภัณท์ มาตรการช่วยเหลือเยียวยา มาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพื่อให้นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ใช้โอกาสนี้ชี้แจงให้ประชาชนรับทราบข้อเท็จจริง และต้องมีการสื่อสารลงไปในระดับพื้นที่ด้วย

ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นชอบมาตรการป้องกันและควบคุมโควิด-19 ดังนี้

1. การคงระดับพื้นที่สถานการณ์ย่อยในพื้นที่ทั่วราชอาณาจักร และตามมาตรการเดิม วันที่ 18 – 31 ส.ค. 2564


2. การเพิ่มมาตรการ และการจัดการขององค์กร อาทิ การตรวจค้นหาผู้ติดเชื้อโดยใช้ ATK ใน กทม. และปริมณฑล จัดระบบการนำเข้าสู่ HI CI หรือรพ.

-พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดยังคงเน้น WFH ต่อเนื่อง และพนักงานของ ภาครัฐ/เอกชน ที่ต้องมาปฏิบัติงาน
ขอให้มีการคัดกรองด้วย ATK ทุกสัปดาห์ เพื่อให้มีความพร้อมก่อนการคลายล็อกดาวน์

-เตรียม Company Isolation สำหรับหน่วยงานที่มีพนักงานเกิน 50 คน

-เร่งรัดการฉีดวัคซีน ให้มีความครอบคลุมของวัคซีนกลุ่มเสี่ยงอย่างน้อย 80% ในกทม. อย่างน้อย 70% ใน 12 จังหวัด และอย่างน้อย 50 % ในพื้นที่อื่น

3.ให้ประชาชน องค์กร สถานประกอบการ สามารถตรวจหาเชื้อ โควิด-19 ด้วยตัวเองได้ โดยรัฐสนับสนุนให้มีการใช้อย่างทั่วถึง และเน้นย้ำให้ประชาชน ใช้การป้องกันตนเองของประชาชนในทุกกรณี (Universal Prevention)

รวมทั้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาร่วมจัดทำ Thai Covid Pass เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียม ความพร้อมรองรับการเปิดประเทศ

4. ปรับมาตรการในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด โดยให้เปิดกิจการธนาคาร สถาบันการเงินในห้างสรรพสินค้าได้

พร้อมทั้งเห็นชอบรับความช่วยเหลือด้านการแพทย์และสาธารณสุขจากต่างประเทศในการแลกวัคซีนโควิด 19 (AstraZeneca) ระหว่างรัฐบาลภูฏานกับรัฐบาลไทย และเห็นชอบการรับมอบ Monoclonal antibody จากกระทรวงสาธารณสุข ประเทศเยอรมนี ของบริษัท Regeneron สำหรับการดูแลผู้ป่วยหนัก โดยมีการขึ้นทะเบียน อย.ไทย แล้ว

รวมทั้งเห็นชอบการให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้าร่วม Phuket Sandbox เดินทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงระหว่างจังหวัดภูเก็ตกับพื้นที่นำร่องอื่น (7 + 7) ประกอบด้วยจังหวัดสุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า) จังหวัดกระบี่ (เกาะพีพี เกาะไหง ไร่เลย์) และจังหวัดพังงา (เขาหลัก เกาะยาวน้อย และเกาะยาวใหญ่) ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป

โดยให้เตรียมความพร้อมด้านการแพทย์ สาธารณสุข ภายใต้มาตรการสาธารณสุขและการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด มีแผนรับมือหรือแผนชะลอหรือยกเลิกโครงการ

รวมทั้งยังผ่อนผันการจัดการประชุมสภาผู้แทนราษฎร การประชุมร่วมกันของรัฐสภาและผ่อนผันการเคลื่อนย้ายในห้วงเวลาการห้ามออกนอกเคหสถานด้วยหากมีความจำเป็นเร่งด่วน

“นิพนธ์” ถกเครือข่ายลดอุบัติเหตุทางถนน 17 จ.ภาคเหนือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479126

“นิพนธ์” ถกเครือข่ายลดอุบัติเหตุทางถนน 17 จ.ภาคเหนือ

16 ส.ค. 2564

“นิพนธ์” สั่งการให้นายอำเภอเร่งจัดตั้ง “ศปถ.ท้องถิ่น” ให้ครบทุกตำบล หวังอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน ให้เหลือ12 คนต่อประชากรแสนคน ภายในอีก 6 ปีข้างหน้า เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย”ตำบลขับขี่ปลอดภัย”

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 16 สิงหาคม 2564 ที่ห้องประชุมชั้น 5 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดโครงการบูรณาการเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในระดับพื้นที่ รุ่นที่ 2 (17 จังหวัดภาคเหนือ)

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

“นิพนธ์” ยัน มาตรการลดภาระค่าใช้จ่าย เร่งช่วยพี่น้องประชาชน ผู้ใช้น้ำประปา เขต กทม. ปริมณฑล รับผลกระทบโควิด-19

ต่อลมหายใจชาวสวน ผลไม้ครองแชมป์ส่งออก สวนกระแสโควิด-19

“เฉลิมชัย”ปลุกตลาดภายในคิกออฟโครงการ “เกษตรกร Happy”เฟส2

เพื่อมอบนโยบายและแนวทางการดำเนินงานด้านการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน โดยมี นายเชษฐา โมสิกรัตน์ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ผู้ว่าราชการจังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผู้แทนเทศบาล ผู้แทนองค์การบริหารส่วนตำบลจาก 17 จังหวัดภาคเหนือ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมในการเปิดโครงการฯ

นายนิพนธ์ กล่าวว่า อุบัติเหตุทางถนนเป็นภัยคุกคามที่ก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนเป็นจำนวนมาก โดยจากรายงานขององค์การอนามัยโลกพบว่า ในปี 2561 มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนทั่วโลกประมาณ 1.35 ล้านราย เฉลี่ยวันละ 3,700 คนต่อวัน โดยครึ่งหนึ่งของผู้เสียชีวิตเป็นผู้ใช้รถจักรยานยนต์และผู้โดยสาร ผู้ใช้รถจักรยาน คนเดินเท้า เป็นสาเหตุลำดับต้นๆที่ก่อให้เกิดความพิการ

สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ระหว่างเดือนมกราคม – ปัจจุบัน 2564 มีผู้เสียชีวิตสะสม 8,625 ราย และบาดเจ็บสะสม 559,404 คน

ดังนั้นหากคำนวณเพื่อหาจำนวน ผู้พิการซึ่งมีประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ ของผู้บาดเจ็บสาหัส จะพบว่า ผู้บาดเจ็บสาหัสมีโอกาสเป็นผู้พิการถึง 8,016คน เมื่อคำนวณมูลค่าความสูญเสียประเทศไทยเสียหายจากอุบัติเหตุทางถนน ซึ่งสถานบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) คำนวนมูลค่าความสูญเสียจากการเสียชีวิต พบว่าการเสียชีวิตมีมูลค่าเท่ากับ 10 ล้านบาทต่อราย

โดยในปี 2563 มีผู้เสียชีวิต 17,831 คน คิดเป็นมูลค่า ประมาณ 178,310,000,000 บาท ดังนั้นอุบัติเหตุบนท้องถนนไม่ได้ก่อให้เกิดความสูญเสียเพียงร่างกายและจิตใจเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการสร้างภาระค่าใช้จ่ายในด้านต่าง ๆ ได้แก่ค่ารักษาพยาบาล ค่าชดเชยในกรณีที่ไม่สามารถทำงานได้

รวมถึงค่าชดเชยในกรณีทุพพลภาพหรือเสียชีวิต โดยสาเหตุหลักเกิดจากการขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด และเกิดบนถนนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นส่วนใหญ่

ทั้งนี้ รัฐบาลโดยศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ได้นำกรอบแนวทางการดำเนินงานภายใต้กรอบการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDG) ปฏิญญาสตอกโฮล์ม และแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์มาขับเคลื่อนการดำเนินงาน

โดยมีเป้าหมายลดอัตราการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน ให้เหลือ 12 คนต่อประชากรแสนคนภายในปี 2570 ซึ่งหากบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้จำนวนผู้เสียชีวิตจะเหลืออยู่ประมาณ 7,940 คน

และในปี พ.ศ.2565 ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนได้กำหนดเป้าหมายการดำเนินงาน เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตให้เหลือ12 คนต่อประชากรแสนคน ภายในอีก 6 ปีข้างหน้า

โดยให้ความสำคัญกับกลไกในการขับเคลื่อนศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) ทุกระดับ ทั้งระดับจังหวัด อำเภอ และท้องถิ่น โดยเพาะอย่างยิ่ง ให้นายอำเภอเร่งจัดตั้งศปถ.ท้องถิ่นให้ครบทุกตำบล เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกับ อปท.และประชาชนในพื้นที่

สามารถขับเคลื่อนนโยบายตำบลขับขี่ปลอดภัยให้ประสบผลสัมฤทธิ์ ลดความสูญเสียและผลกระทบที่เกิดจากอุบัติเหตุทางถนนได้อย่างแท้จริง ตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดเพื่อขับเคลื่อนมาตรการและแผนงานด้านความปลอดภัยทางถนน ไปสู่การปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม

โดยบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน และสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้สามารถ ลดความสูญเสีย และผลกระทบ ที่เกิดจากอุบัติเหตุทางถนน ได้อย่างแท้จริง

เปิดญัตติฝ่ายค้านซักฟอก 6 รมต. ซัด “ประยุทธ์” เป็นโรค “โอหังคลั่งอำนาจ” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479129

เปิดญัตติฝ่ายค้านซักฟอก 6 รมต. ซัด”ประยุทธ์ “เป็นโรค”โอหังคลั่งอำนาจ”

16 ส.ค. 2564

เปิดญัตติพรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นซักฟอก 6 รมต. ซัด” พล.อ. ประยุทธ์ “เป็นโรค”โอหังคลั่งอำนาจ”

16 ส.ค. 64 – กรณีพรรคร่วมฝ่ายค้าน  ได้ร่วมกันยื่นญัตติต่อนายชวน หลีกภัย  ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล โดยญัตติดังกล่าวมีเนื้อหา ดังนี้

ข้าพเจ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้มีรายนามท้ายญัตตินี้ ขอเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามมาตรา 151 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ตามรายนามดังต่อไปนี้

1.พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

เป็นบุคคลที่ไร้ภูมิปัญญา ไร้องค์ความรู้ ไร้จิตสำนึกรับผิดชอบ ไร้คุณธรรมจริยธรรมและไร้ความสามารถที่จะเป็นหัวหน้ารัฐบาล ผู้นำประเทศ

ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินเกิดความล้มเหลว ผิดพลาดบกพร่องเสียหายอย่างร้ายแรงทุกด้าน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคมทั้งในภาวะปกติและในภาวะวิกฤติ

โดยเฉพาะในยามที่บ้านเมืองต้องประสบกับปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ.2563 จนถึงปัจจุบันกว่า 19 เดือนเศษ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รวมศูนย์อำนาจ  รวบอำนาจและมีอำนาจตามกฎหมายแบบเบ็ดเสร็จทั้งในฐานะนายกรัฐมนตรี   รมว.กลาโหม  ผู้กำกับการปฏิบัติงานตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน 

ประธานกรรมการบริหารสถานการณ์โควิด-19 ผอ.ศบค. ประธานศูนย์บริหารสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจ (ศบศ.) และ ผอ.ศบค.กทม.

อีกทั้งยังได้รวบอำนาจตามกฎหมายต่าง ๆ ถึง 40 ฉบับ ที่เป็นอำนาจของรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลมาไว้กับตนเอง ต้องไม่ใช้อำนาจตามอำเภอใจ ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต เสียสละ เปิดเผยข้อมูลความจริง และสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน และทุกภาคส่วนในการเตรียมมาตรการป้องกัน ควบคุม และแก้ไขการแพร่ระบาดของโรคอย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพสูงสุดและบริการประชาชนโดยทั่วถึง 

แต่กลับปฏิบัติและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและไม่สุจริต มีพฤติการณ์ฉ้อฉล ทุจริตต่อหน้าที่ จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ กฎหมาย มติคณะรัฐมนตรี และข้อสั่งการของตนในลักษณะ “กลืนน้ำลายตัวเอง” ปล่อยปละละเลยต่อมาตรการป้องกันควบคุม การระบาดของโรคในหลายเรื่องจนมีการแพร่ระบาดของโรคจากกลุ่มก้อนเล็กๆ กระจายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศอย่างรวดเร็วจนยากที่จะควบคุม

จากการกลายพันธุ์ของโรคติดเชื้อโควิด-19 ที่เพิ่มสายพันธุ์ขึ้นจากเดิม กระทั่งปัจจุบันการแพร่ระบาดดังกล่าวเข้าไปสู่ชุมชนและครัวเรือนส่งผลให้เพียงระยะเวลา 4 เดือนเศษ มีผู้ติดเชื้อเกือบเก้าแสนคน และเสียชีวิตกว่าเจ็ดพันคน

ในขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตรายวันก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถึงขนาดที่สถานพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์มีไม่เพียงพอที่จะรับรักษาผู้ป่วย “ระบบสาธารณสุขไทยล้มเหลว” เกินขีดความสามารถในการบริการประชาชน ต้องปล่อยให้ผู้ป่วยรักษาตัวเองที่บ้าน บางรายทนไม่ไหวต้องตายกลางถนน ตายในรถ หรือตายคาบ้านตนเอง ตายยกครอบครัว

สร้างความหดหู่ใจแก่ผู้พบเห็นและพี่น้องประชาชนอย่างยิ่ง ถึงกับมีคำกล่าวว่า “ประเทศไทยเดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร” คนไทยตกอยู่ในสภาพสุขภาพกายเสื่อม สุขภาพจิตทรุด 

ขณะที่มาตรการในการหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19  พลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา รู้ดีว่าการฉีดวัคซีนให้ประชาชนเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้าง “ภูมิคุ้มกันหมู่”

ดังนั้น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีหน้าที่และอำนาจในการจัดหาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงสุดตามหลักจริยธรรมและหลักวิชาการเพื่อฉีดให้กับประชาชนโดยทั่วถึงและรวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้ “ประชาชนทุกคนที่ประสงค์จะฉีดวัคซีนต้องได้ฉีด” รวมถึงวัคซีนทางเลือกอีกหลายประเภทที่ประชาชนต้องการ

แต่ที่ปรากฏคือความล่าช้า เลื่อนลอย ไม่แน่นอนว่าจะได้รับการฉีดวัคซีนทางเลือกหรือไม่ การตรวจหาเชื้อก็ทำได้ในปริมาณน้อย มีมาตรการไม่แน่นอน เครื่องมือในการตรวจหาเชื้อไม่เพียงพอ ไม่ทันกับการแพร่ระบาดของโรคที่เพิ่มขึ้นจำนวนมากทุกวัน การจัดหาเครื่องมือเป็นไปโดยทุจริต      

ส่วนมาตรการควบคุมโรคก็ไร้ทิศทาง ผิดเป้าหมาย และแผนงาน และไร้ประสิทธิภาพ ประชาชนและภาคธุรกิจได้รับผลกระทบและความเสียหายจากมาตรการของรัฐ

อาทิ การล็อกดาวน์ การสั่งปิดสถานประกอบการ โดยขาดการศึกษาวิเคราะห์ที่ดีพอ อันนำมาสู่ความเสียหายจนทำให้ภาคธุรกิจ ต้องเลิกกิจการจำนวนมาก การดำรงชีวิตของประชาชนเป็นไปอย่างยากลำบาก เกิดภาวะตกงาน     ต้องกลับไปต่อสู้ดิ้นรนยังภูมิลำเนาบ้านเกิด

มาตรการที่กำหนดขึ้นทั้งจากการปิดเมือง ปิดโรงงาน กำหนดข้อห้ามต่างๆ ออกข้อกำหนดครั้งแล้วครั้งเล่า กลับไม่สามารถหยุดยั้งหรือลดการแพร่ระบาดของโรคได้จนส่งผลกระทบต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน 

ขณะที่การกู้เงินของรัฐบาลจำนวนมากแต่กลับนำมาใช้จ่ายอย่างไร้ทิศทาง ไม่ลำดับความสำคัญของการใช้เงินงบประมาณที่หมดไปกับการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ทั้งที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา รู้ดีว่า “ประเทศตกอยู่ในสงครามของโรคระบาด ไม่ใช่สงครามของการสู้รบ” ใช้จ่ายงบประมาณและเงินกู้   โดยไม่รักษาวินัยการเงินการคลัง

สร้างภาระหนี้สาธารณะจนชนเพดานหนี้สาธารณะตามกฎหมายและหนี้ครัวเรือนสูงเป็นประวัติการณ์ ธุรกิจ SME ต้องล้มเลิกกิจการจำนวนมาก ร้านค้าหลายประเภทต้องปิดกิจการ คนตกงาน และมาตรการที่ออกมาไม่สามารถบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและภาคธุรกิจได้อย่างทั่วถึงและเพียงพอ 

ท่ามกลางวิกฤติการณ์ดังกล่าวกลับพบว่าพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา บริหารราชการแผ่นดินโดยไม่สุจริต มีพฤติการณ์ฉ้อฉล ทุจริตต่อหน้าที่ในหลายเรื่อง ทั้งการจัดหาวัคซีนที่มีพฤติการณ์ปิดบังอำพราง ไม่โปร่งใส ตรวจสอบไม่ได้ไม่ทั่วถึง เลือกปฏิบัติและไม่มีประสิทธิภาพสูงสุด

อีกทั้งแอบอ้างว่ามีวัคซีนของบริษัทในพระปรมาภิไธยเพื่อมาฉีดให้กับประชาชน เป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของสถาบัน มีผลทำให้ยุทธศาสตร์การจัดหาวัคซีนผิดพลาดมาตั้งแต่ต้น

อีกทั้งยังปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตและแสวงหาประโยชน์ของบรรดานักการเมือง  พวกพ้อง และข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องกับการระบาดของโรคโควิด-19 อย่างกว้างขวางในหลายเรื่อง ทั้งการทุจริตเกี่ยวกับการจัดหาและจองวัคซีนล่วงหน้า การซื้อวัคซีนก็หลีกเลี่ยงการบังคับใช้กฎหมายเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อเปิดประตูให้มีการทุจริต

และยังมีการทุจริตในการกระจายวัคซีนโดยเลือกปฏิบัติ รวมถึงการทุจริตในเรื่องอื่น ๆ ไม่สร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมทั้งที่เอกชนและโรงพยาบาลเอกชนประสงค์จะช่วยจัดหาและจัดซื้อวัคซีนทางเลือกให้กับประชาชน                

แต่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับดำเนินการโดยล่าช้า ขาดความจริงใจ พฤติการณ์ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีลักษณะ “ค้าความตาย” โดยเห็นวัคซีนเป็นสินค้าสาธารณะ เหิมเกริม คิดการใหญ่โตในการสร้างกำไรจากวัคซีนร่วมกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

โดยหวังการกอบโกยผลประโยชน์บนซากศพและคราบน้ำตาของพี่น้องประชาชน เพิกเฉยละเลยทำให้ประชาชนสูญเสียโอกาสที่จะได้รับวัคซีนที่หลากหลายและทั่วถึง ภายใต้โครงการ Covax จนกระทั่งสถาบันวัคซีนแห่งชาติต้องออกมาขอโทษประชาชน 

เมื่อประชาชนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ก็ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือข่มขู่เอาผิดกับประชาชนและลิดรอนสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนและประชาชน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังลุแก่อำนาจสั่งการให้มีการใช้กำลังปราบปรามประชาชนที่ออกมาชุมนุมอย่างรุนแรงเกินสมควรกว่าเหตุตลอดมา ตามนิสัยความถนัดของตนเอง จนกล่าวได้ว่าประเทศกำลังขับเคลื่อนไปด้วยความคับแค้นเกลียดชัง

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลยังปล่อยปละละเลยให้รัฐมนตรีหลายคนกระทำการทุจริตต่อหน้าที่และจงใจใช้อำนาจหน้าที่  ขัดต่อรัฐธรรมนูญ กฎหมาย มติคณะรัฐมนตรี และข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี โดยที่พลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา ละเว้นไม่ติดตามผลข้อสั่งการว่าได้รับการปฏิบัติหรือไม่ 

นอกจากนี้ พลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยังเห็นชอบและปล่อยปละละเลยให้มีการเสนอและใช้จ่ายงบประมาณในการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ไม่มีสถานการณ์   การสู้รบใด ๆ

การบริหารราชการแผ่นดินและการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงทำให้ประชาชนทุกข์ยากเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า เศรษฐกิจของประเทศดิ่งเหว ทำให้ประเทศไทยถึงจุดที่เรียกว่าตกต่ำที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์และกลายเป็นประเทศที่ไม่ปลอดภัยในสายตาชาวโลก การพลิกฟื้นและการลดการสูญเสียทางเศรษฐกิจ ไม่สามารถกระทำได้

การที่ประชาชนต้องติดเชื้อและเสียชีวิตจำนวนมากและต้องทนทุกข์ทรมานจากพิษภัยของโรคโควิด-19 เช่นนี้ เป็นผลโดยตรงจากความไร้ภูมิปัญญา ไร้ความสามารถ ความไม่ซื่อสัตย์สุจริต ความไม่รอบคอบระมัดระวัง ไม่สนใจต่อชีวิตและสุขภาพของประชาชนและประโยชน์ของประเทศชาติ การแสวงหาประโยชน์บนความเดือดร้อนของประชาชน

โดยที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาและพวกพ้อง ไม่ยึดประโยชน์ของประเทศและประชาชนโดยส่วนรวมเป็นที่ตั้ง “ใจดำ” ทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชน ไม่เห็นใจในความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชน และจากความโอหังและการเสพติดในอำนาจของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จนทำให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่ในสภาพของคน เป็นโรค “โอหังคลั่งอำนาจ” (Hubris Syndrome) ไม่อยู่ในภาวะที่จะเป็นผู้นำประเทศได้อีกต่อไป 

ดังนั้นหากปล่อยให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา บริหารราชการแผ่นดินต่อไปจะทำให้ประชาชนติดเชื้อและเสียชีวิตมากยิ่งขึ้นจนไม่สามารถที่จะหาสถานที่ฌาปนกิจได้ทันและเพียงพอ และไม่มีหนทางที่จะหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ ประชาชนจะต้องทนทุกข์ทรมาน ทั้งจากโรคและการดำรงชีวิต

บ้านเมืองจะไร้ซึ่งความสงบสุขร่มเย็น อันจะนำมาซึ่งความหายนะของประเทศชาติอย่างแท้จริงตามที่มีการกล่าวกันว่า “ผู้นำโง่ เราจะตายกันหมด” เพราะคนโง่ คือ ภัยอันตรายร้ายแรงเมื่อได้กลายเป็นผู้มีอำนาจ 

2. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

ขาดซึ่งองค์ความรู้ ไร้ซึ่งภูมิปัญญาและความสามารถในการกำกับดูแลงานด้านสาธารณสุขของประเทศ

มีพฤติกรรมคุยโม้โอ้อวด ทุจริตต่อหน้าที่ จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ฝ่าฝืน ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ฉ้อฉล หลอกลวงประชาชน ส่งผลให้การบริหารงานของกระทรวงสาธารณสุขล้มเหลว ผิดพลาดบกพร่องอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะการรับมือกับโรคอุบัติใหม่ดังเช่นโรคโควิด-19 ที่เป็นวิกฤตของชาติอยู่ในปัจจุบัน

โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล ขาดสติปัญญา ประเมินความรุนแรงและผลกระทบของโรคนี้ผิดพลาดอย่างร้ายแรงโดยเห็นว่าเป็นเพียงไข้หวัดธรรมดาเป็นและหายได้เอง ประเมินว่าเป็นโรคกระจอก จึงปล่อยปละละเลยในการเตรียมความพร้อมด้านสาธารณสุขและมาตรการป้องกันและควบคุมโรคโดยเฉพาะวัคซีน จนทำให้การแพร่ระบาดของโรคเป็นไปอย่างรวดเร็ว กว้างขวาง และรุนแรง

ประชาชนขาดโอกาสที่จะได้รับวัคซีนที่มีประสิทธิภาพและได้มาตรฐานในปริมาณที่เพียงพอ โดยการจัดหาวัคซีนเป็นไปอย่างล่าช้า และได้วัคซีนที่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการป้องกันโรค มุ่งเน้นแต่จะจัดหาวัคซีนลึกลับแต่ด้อยคุณภาพวัคซีนสายสัมพันธ์ 

ขณะที่การตรวจหาผู้ติดเชื้อรายใหม่ก็เป็นไปอย่างล่าช้าไม่ทันต่อการระบาดของโรค และยังมีพฤติการณ์ในการแสวงหาประโยชน์ในการจัดหาวัคซีน การกระจายวัคซีนและการจัดซื้ออุปกรณ์ตรวจโรค พูดเท็จโอ้อวดต่อประชาชนว่าเราจะมีวัคซีนเต็มสองแขนเหลือเฟือ การจัดหาวัคซีนโดยรวม มีความผิดพลาดบกพร่องในทางยุทธศาสตร์อย่างร้ายแรง 

จากพฤติการณ์ในการบริหารจัดการของนายอนุทิน ชาญวีรกุล ทำให้เพียงระยะเวลา 4 เดือนเศษ มีผู้ติดเชื้อเกือบเก้าแสนคนและเสียชีวิตกว่าเจ็ดพันคน และมีแนวโน้มที่จะมีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น จนขณะนี้ไม่มีสถานพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์เพียงพอในการรักษาผู้ป่วย ต้องปล่อยให้ผู้ป่วยรักษาตัวเองที่บ้านและทยอยเสียชีวิตลงไป จนสถานพยาบาลบางแห่งต้องออกหลักเกณฑ์ว่าจะเลือกให้ผู้ป่วยคนใดอยู่หรือตาย

ผู้ป่วยบางรายทนไม่ไหวนอนเสียชีวิตอยู่กลางถนน ในบ้านตนเอง สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เห็นว่าระบบสาธารณสุขของประเทศล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เป็นโศกนาฏกรรมของสังคมไทยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นเลยหากได้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขที่มีความรู้ความสามารถ มองปัญหารู้และแก้ปัญหาเป็น

แต่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งกำกับดูแลทั้งกรมการแพทย์ กรมควบคุมโรค องค์การเภสัชกรรมและสถาบันวัคซีนแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กลับไร้ความรู้ความสามารถที่จะทำให้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นยุติลงได้  

อีกทั้งยังมุ่งแต่แสวงหาผลประโยชน์จากการจัดหาวัคซีนและการกระจายวัคซีนโดยมิได้คำนึงถึงประสิทธิภาพของวัคซีนและโอกาสของประชาชนในการได้รับการฉีดวัคซีนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ซึ่งเป็นการกอบโกยผลประโยชน์บนคราบน้ำตาและความเป็นความตายของประชาชน

ดังนั้น หากปล่อยให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล ยังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขต่อไปจะทำให้การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นและไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงเมื่อใด ชีวิตของพี่น้องประชาชนแขวนอยู่บนเส้นด้าย ขณะที่ผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจะมีเพิ่มมากขึ้น  จนอาจกล่าวได้ว่าไม่มีสถานที่เพียงพอที่จะทำพิธีฌาปนกิจศพผู้เสียชีวิตได้

3.นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นบุคคลที่ไร้ภูมิปัญญาและไร้ความรู้ความสามารถที่จะบริหารราชการของกระทรวงแรงงาน ทำให้ผู้ใช้แรงงานได้รับผลกระทบทั้งระบบ  จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย กระทำการอันเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ส่อว่าจงใจและมีผลประโยชน์ทับซ้อน

ปล่อยปละละเลยให้แรงงานต่างด้าวเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายปะปนอยู่ในระบบแรงงานและเกิดการแสวงหาประโยชน์จากแรงงานผิดกฎหมายดังกล่าว จนเป็นต้นเหตุของการแพร่ระบาดของโรค โควิด- 19 กระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ ไม่มีมาตรการรองรับผลกระทบของผู้ใช้แรงงานและโรงงานจากมาตรการของรัฐในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค

จนผู้ใช้แรงงานต้องตกงานจำนวนมากและใช้ชีวิตตามยถากรรม นักศึกษาจบใหม่ก็ไม่มีงานทำ ซึ่งเป็นอัตราการว่างงานที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ภาคการผลิตได้รับผลกระทบอย่างหนักจนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอย่างรุนแรงและยังบกพร่องผิดพลาดอย่างร้ายแรงที่ปล่อยปละละเลยให้เกิดคลัสเตอร์การติดเชื้อใหม่ในโรงงานรายวันโดยไม่มีมาตรการป้องกันอย่างมีประสิทธิภาพ

ความล้มเหลวจากการบริหารงานของนายสุชาติ ชมกลิ่น ได้สร้างความเสียหายต่อประเทศชาติอย่างมาก หากให้ดำรงตำแหน่งต่อไปยิ่งจะสร้างความเสียหายอีกเป็นทวีคูณ

 4.นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มีพฤติการณ์ทุจริตต่อหน้าที่ จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง มุ่งแต่แสวงหาและกอบโกยผลประโยชน์จากโครงการขนาดใหญ่ของหน่วยงานที่อยู่ในกำกับดูแล

รู้เห็นและปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตในการประมูลโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการ ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต เข้าบุกรุกครอบครองที่ดินของรัฐเพื่อนำมาเป็นของตนและเครือญาติโดยการฉ้อฉล ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐอย่างร้ายแรง ประพฤติตัวเสเพลไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมโรค เข้าไปในแหล่งอบายมุขจนเป็นต้นตอการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ไปทั่วประเทศจนถึงปัจจุบัน

ขาดจิตสำนึกรับผิดชอบ มุ่งแต่แสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองโดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ของตน พฤติการณ์ของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ดังกล่าวนำมาซึ่งความเสียหายแก่ทางราชการและภาพลักษณ์ของการเป็นรัฐมนตรีของประเทศไทย หากปล่อยให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่อไป  จะยิ่งสร้างความเสียหายแก่การบริหารราชการแผ่นดินและผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนโดยรวมจนยากที่จะแก้ไขเยียวยาได้

5.นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นบุคคลที่ไร้ภูมิปัญญาและไร้ความสามารถในการบริหารงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำให้การบริหารงานด้านการเกษตรล้มเหลวทั้งระบบ

มีพฤติการณ์ทุจริตต่อหน้าที่ จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต เข้าไปมีส่วนได้เสียในการเรียกรับผลประโยชน์จากโครงการของหน่วยงานที่ตนกำกับดูแล สร้างความเสียหายแก่รัฐจำนวนมาก ไม่ปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

ไม่ปกป้องรักษาสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จงใจเบียดบังเอาทรัพยากรของชาติไปให้พวกพ้องตนเอง ปล่อยปละละเลยให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคในสัตว์ ทั้งวัวและสุกร จนส่งผลเสียหายแก่เกษตรกรจำนวนมาก

ขณะที่มาตรการชดเชยเยียวยาแก่เกษตรกรไม่ทั่วถึงและเพียงพอ หากปล่อยให้นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน บริหารราชการแผ่นดินต่อไปจะเกิดความเสียหายแก่รัฐและเกษตรกรไม่หยุดยั้ง

6. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีพฤติการณ์จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐาน   ทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ใช้ตำแหน่งหน้าที่และสื่อของรัฐเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงและสร้างความแตกแยกในสังคม ทำลายบรรทัดฐานอันดีของสังคม

มุ่งประโยชน์ทางการเมืองมากกว่าประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ปฏิบัติตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี หากปล่อยให้ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่อไป ยิ่งจะทำให้สังคมเกิดความแตกแยกมากขึ้น

จึงกราบเรียนมาเพื่อโปรดบรรจุญัตตินี้ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาโดยด่วน ส่วนเหตุผลและรายละเอียดต่างๆ จะได้แถลงและชี้แจงในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรต่อไป

สลายการชุมนุมกลุ่ม “ทะลุฟ้า” แยกนางเลิ้ง ส่วนแยกดินแดง เริ่มปะทะอีกจุด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479113

สลายการชุมนุมกลุ่ม “ทะลุฟ้า” แยกนางเลิ้ง ส่วนแยกดินแดง เริ่มปะทะอีกจุด

16 ส.ค. 2564

ภายหลังเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนได้เข้าสลายการชุมนุมของกลุ่ม “ทะลุฟ้า” ที่แยกนางเลิ้ง จนผู้ชุมนุมต้องถอยล่นออกไป ขณะเดียวกันที่แยกสามเหลี่ยมดินแดงมีมวลชนบางส่วนเริ่มไปรวมตัว และมีเสียงประทัดดังต่อเนื่อง

เมื่อเวลา 18.30 น. ที่ แยกนางเลิ้ง ผู้สื่อข่าวคมชัดลึกออนไลน์ รายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชน(คฝ.) พร้อมด้วยรถฉีดน้ำแรงดันสูงได้กระชับพื้นที่และเคลียร์พื้นทีโดยรอบได้ทั้งหมด

สลายการชุมนุมกลุ่ม "ทะลุฟ้า" แยกนางเลิ้ง ส่วนแยกดินแดง เริ่มปะทะอีกจุด

หลังเมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมาทางมวลชนกลุ่มทะลุฟ้า ได้เคลื่อนขบวนมาประชิดแนวรั้วลวดหนามที่ถนนพิษณุโลก หน้ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ก่อนถึงแยกพาณิชยการ

สลายการชุมนุมกลุ่ม "ทะลุฟ้า" แยกนางเลิ้ง ส่วนแยกดินแดง เริ่มปะทะอีกจุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในขณะที่มวลชนกลุ่มทะลุฟ้าได้ประชิดแนวรั้วลวดหนามของเจ้าหน้าที่ โดยกลุ่มมวลชนมีท่าทีว่าจะข้ามรั้วไป ทางเจ้าหน้าที่ได้ฉีดน้ำมายังแนวผู้ชุมนุม

สลายการชุมนุมกลุ่ม "ทะลุฟ้า" แยกนางเลิ้ง ส่วนแยกดินแดง เริ่มปะทะอีกจุด

จากนั้นก็เกิดการปะทะกันระหว่างมวลชนทะลุฟ้ากับเจ้าหน้าที่ โดยทางตำรวจได้ระดมยิงทั้งแก๊สน้ำตาและฉีดน้ำแรงดันสูงใส่มวลชน จนต้องถอยล่นไปยังแยกนางเลิ้ง ก่อนที่กลุ่มผู้ชุมนุมจะแยกย้ายกันไป 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สลายการชุมนุมกลุ่ม "ทะลุฟ้า" แยกนางเลิ้ง ส่วนแยกดินแดง เริ่มปะทะอีกจุด

มีรายงานด้วยว่า ที่ บริเวณ สามเหลี่ยมดินแดง มีกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนที่ล่าถอยจากจุดแยกนางเลิ้ง มารวมกลุ่มกันที่สามเหลี่ยมดินแดง โดยมวลชนบางส่วนได้ไปประชิดแนวตู้คอนเทนเนอร์ของเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีเสียงประทัดดังต่อเนื่อง รวมไปถึงเสียงบีบแตรของกลุ่มจยย. 

“ก.ต.” มีมติแต่งตั้ง “บิ๊กอธิบดีศาล” เมืองกรุง “จำแลง” นั่ง อธ.อาญา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479112

“ก.ต.”มีมติแต่งตั้ง “บิ๊กอธิบดีศาล” เมืองกรุง “จำแลง” นั่ง อธ.อาญา 

16 ส.ค. 2564

ก.ต.แต่งตั้ง”บิ๊กอธิบดีศาล”เมืองกรุง “จำแลง” นั่ง อธ.ศาลอาญา- “วีระพงศ์” อธ.ศาลฯคดีทุจริตกลาง- “ภัฏ” อธ.ศาลเเพ่ง “สุรินทร์” อธ.ศาลอาญาพระโขนง จับตาครั้งหน้าผ่าน”อนุรักษ์” ขึ้น ปธ.คดีทุจริตในศาลอุทธรณ์หรือไม่

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 64  ที่ห้องประชุมใหญ่ศาลฎีกา สนามหลวง นางเมทินี ชโลธร ประธานศาลฎีกา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตุลาการ ( ก.ต. )ครั้งที่ 21 /2564 โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบบัญชีโยกย้ายเเต่งตั้งบัญชี 3 ชั้น 4 สับเปลี่ยนตำเเหน่ง 41 บัญชี บัญชี 4 ชั้น4 สับเปลี่ยนตำเเหน่ง 69 บัญชี

โดยมีบัญชีรายชื่อที่น่าสนใจดังนี้ เห็นชอบ

นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคนปัจจุบัน ขึ้นเป็น หัวหน้าคณะในศาลฎีกา

นายอาคม รุ่งเเจ้ง  อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ ขึ้นเป็นประธานศาลอุทธรณ์ภาค 8 รับผิดชอบคดีที่ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ในพื้นที่ภาค8

ซึ่งมีพื้นที่ครอบคลุมจังหวัดสำคัญด้านเศรษฐกิจในภาคใต้ ได้เเก่จังหวัด กระบี่ จังหวัดชุมพร จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดระนอง และ จังหวัดสุราษฎร์ธานี  

นายสุพิศ ปราณีตพลกรัง ผู้พิพากษาศาลฎีกาซึ่งมีผลงานเขียนตำรากฎหมายเเละบทความน่าสนใจหลายเรื่องขึ้นเป็นหัวหน้าคณะในศาลฎีกา

นายชาณณรงค์ ปราณีจิตต์ ผู้พิพากษาศาลฎีกา ปธ.คณะอนุกรรมการศึกษา ติดตาม และแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการคดีภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด -19 ซึ่งมีบทบาทเกี่ยวกับนโยบายลดคุมขังโดยไม่จำเป็นของปธ.ศาลฎีกาคนปัจจุบันไปเป็น  “ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา”

บัญชี 4 สับเปลี่ยนตำเเหน่ง

นายจำแลง กุลเจริญ ผู้พิพากษาศาลฎีกาไปเป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ซึ่งเป็นศาลใหญ่ที่สุดในประเทศเขตอำนาจใน กทม.16 เขต ซึ่งมีคดีอุกฉกรรจ์หรือคดีผู้มีอิทธิพลสำคัญจำนวนมาก อย่างเช่นคดีที่มาจากกองบังคับการกองปราบปรามซึ่งมีอำนาจจับกุมทั่วประเทศ อีกทั้ง อธิบดีผู้พิพากษายังมีอำนาจตามกฎหมายอื่น ๆ เช่น กฎหมายในการขออนุญาตดักฟัง

นายภัฏ วิภูมิรพี ผู้พิพากษาศาลฎีกาไปเป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลเเพ่ง 

นายสุวัฒน์ ไวยุพัฒนธี รองประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ (ภาษี) ไปเป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลเเพ่งกรุงเทพใต้

นายกงจักร์ โพธิ์พร้อม รองประธานศาลอุทธรณ์ ขึ้นเป็น  อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้

นาย ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์  อธิบดีผู้พิพากษาศาลเเพ่งตลิ่งชัน อดีตเลขาธิการสำนักอบรมศึกษากฎหมายเนติบัณฑิตยสภา อาจารย์ผู้บรรยายวิชากฎหมายชื่อดังไปเป็น ผู้พิพากษาศาลฎีกา

นายวีระพงศ์ สุดาวงศ์ ประธานแผนกคดีผู้บริโภคในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไปเป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตกลาง ซึ่งเป็นศาลที่มำอำนาจรับคดีอาญาที่ฟ้องให้ลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ในการยุติธรรมหรือทุจริตต่อหน้าที่ ประพฤติมิชอบ ฟอกเงิน หรือความผิดตามกฎหมายว่าด้วย ฮั้วประมูล ข่มขืนใจให้เจ้าหน้าที่บุคคลที่ร่วมกระทำความผิดกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ

คดีขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติ มีเขตอำนาจในพื้นที่กรุงเทพฯซึ่งเป็นศูนย์รวมอำนาจของข้าราชการระดับสูง อย่างล่าสุดยังมีเเนววินิจฉัยว่าสามารถยื่นฟ้อง ป.ป.ช.ซึ่งเป็นองค์กรอิสระตรงต่อศาลได้

นายชวลิต อิศรเดช รองประธานศาลอุทธรณ์ภาคค1 ไปเป็น อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาตลิ่งชัน

นายนพดล คชรินทร์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค1 ไปเป็น อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งตลิ่งชัน

นายบวรศักดิ์ ทวิพัฒน์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตกลาง ไปเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา

นายสุรินทร์ ชลพัฒนา รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค4 อดีตเลขาธิการประธานศาลฎีกาซึ่งมีบทบาทเป็นที่ปรึกษานายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกาขณะนั้น เกี่ยวการดำเนินการเริ่มต้นนโยบายเรื่องความยุติธรรมไม่มีวันหยุดเเละไม่มีใครติดคุกเพราะยากจนอันเป็นการลดความเหลื่อมล้ำผู้ไม่มีเงินประกันตัว ส่งผลให้ทุกวันนี้สามารถยื่นประกันตัวผู้ต้องหาจำเลยได้ทุกวัน ไปเป็น อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาพระโขนง

นายฉัตรชัย ไทรโชต ประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลอุทธรณ์ไปเป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลเเพ่งธนบุรี

นายรุ่งศักดิ์ วงศ์กระสันต์ รองประธานแผนกคดียาเสพติดในศาลอุทธรณ์ไปเป็น ประธานแผนกคดียาเสพติดในศาลอุทธรณ์

นายสอนชัย สิราริยกุล ประธานแผนกคดีผู้บริโภคในศาลอุทธรณ์ภาค8 ไปเป็น อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งพระโขนง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับบัญชีรายชื่อที่ ก.ต.มีมติเห็นชอบวันนี้ 2บัญชีจำนวน 110 รายชื่อ ยังเหลือบัญชีระนาบเดียวกัน อีก156 รายชื่อ ซึ่งคาดว่าจะมีการพิจารณาในการประชุมครั้งต่อไปในการประชุม ก.ต.ครั้งที่22/2564 ในวันที่ 18 ส.ค.นี้

ซึ่งจะมีการพิจารณาตำแหน่งที่จับตา คือ ประธานแผนกคดีทุจริตในศาลอุทธรณ์ ที่ก่อนหน้านี้ในบัญชีรายชื่อมีการเสนอชื่อนาย อนุรักษ์ สง่าอารีย์กุล รองประธานแผนกคดียาเสพติดในศาลอุทธรณ์ ให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว

 แต่ถูกนายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ อดีตประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา ยื่นค้านบัญชีดังกล่าวจากกรณีถูกร้องเรียนว่าได้หาเสียงเลือกตั้ง ก.ต.บุคคลภายนอกในไลน์กลุ่มผู้พิพากษา ทั้งที่มีหน้าที่เป็น ก.ต.เเละตำเเหน่งที่จะย้ายไป เป็นตำแหน่งสำคัญที่จะคุมคดีทุจริตในศาลอุทธรณ์

เเละการพิจารณาเรื่องมีมติเห็นชอบให้ นายปรเมษฐ์ โตวิวัฒน์ อธิบดีศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 1 ซึ่งถูกตั้งกรรมการสอบสวนร้ายเเรงถูกกล่าวหาว่าเเทรกเเซงคดีในศาลอาญาคดีทุจริตเเละประพฤติมิชอบภาค1 
เป็น “พิพากษาอาวุโส”หรือไม่

ซึ่งก่อนหน้านี้ ก.ต.มีมติให้ อนุกรรมการตุลาการไปพิจารณากลั่นกรองก่อนเสนอ ก.ต.เห็นชอบอีกครั้ง โดยสามารถดูรายชื่อบัญชีเเต่งตั้งหมดตามลิงค์ผลการประชุม ก.ต. ครั้งที่ 21/2564

“เพนกวิน” ติด “โควิด-19” ในเรือนจำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479107

“เพนกวิน” ติด”โควิด-19 “ในเรือนจำ

16 ส.ค. 2564

“เพจเพนกวิน”ยัน “เพนกวิน” ติด”โควิด-19″ในเรือนจำ ซัด”ราชทัณฑ์”ไม่ออกใบแจ้งผลตรวจให้ ทำให้ไม่สามารถออกไปใช้สิทธิรักษาตัวในโรงพยาบาลอื่นได้ ห่วงอาการหนัก เหตุเป็นโรคหอบหืด 

16 สิงหาคม 2564 เพจเฟซบุ๊ก เพนกวิน – พริษฐ์ ชิวารักษ์ Parit Chiwarak แอดมิน ได้โพสต์ข้อความอาการติดโควิดของ เพนกวิน  ว่า  วันนี้ผลตรวจ “โควิด”ของ “เพนกวิน”ออกมาเป็นบวก(ก่อนหน้านี้ ฟ้า-พรหมศร ฮิวโก้-สิริชัย และปูน-ธนพัฒน์ ได้มีผลตรวจโควิดออกมาเป็นบวกเหมือนกัน) ซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าได้รับเชื้อมาขณะอยู่ภายในเรือนจำชั่วคราว รังสิต

ซึ่งทางราชทัณฑ์ไม่ได้ออกใบแจ้งผลตรวจโควิด จึงทำให้ไม่สามารถออกไปใช้สิทธิรักษาตัวในโรงพยาบาลอื่นได้ นอกจากโรงพยาบาลของทางราชทัณฑ์ 

ซึ่งในกรณีของ”เพนกวิน”นั้นน่าเป็นห่วงมาก เพราะ”เพนกวิน”มีโรคหอบหืดติดตัวอยู่แล้ว ซึ่งจะส่งผลให้อาการของโควิด มีความรุนแรงมากขึ้น และอาจจะอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้เข้ารับการรักษาที่มีคุณภาพได้อย่างทันท่วงที

ในขณะนี้ไม่มีใครรู้เลยว่า “เพนกวิน”เป็นอย่างไรบ้าง เพราะทางเรือนจำชั่วคราว รังสิต ไม่อนุญาตให้ใครเข้าเยี่ยมเลย แม้แต่ทนายก็ไม่สามารถเข้าเยี่ยมได้ รับรู้ได้ก็เพียงแต่ผลโควิดที่ทางราชทัณฑ์แจ้งออกมาผ่านทางสายโทรศัพท์ 

การกระทำของราชทัณฑ์นั้นถือเป็นการละเมิดสิทธิของทนาย และญาติในการเข้าถึงเอกสารทางสุขภาพ และยังเป็นการละเมิดสิทธิในการได้รับการรักษาพยาบาลอย่างมีคุณภาพของเพื่อนของเราอีกด้วย

เพราะฉะนั้นทางราชทัณฑ์ต้องนำหลักฐานการตรวจโควิดทั้งหมดของเพื่อนเรา มาแสดงให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของทุก ๆ คน ก่อนที่จะกระทำการอะไรต่อไป เพื่อเป็นการรักษาสิทธิของเพื่อนเรา และเป็นการแสดงถึงความโปร่งใสในการทำงานของราชทัณฑ์

ถ้าทางราชทัณฑ์ไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้ เราจะถือว่าทางราชทัณฑ์นั้น มีความตั้งใจที่จะทำตามคำสั่งของรัฐบาลฆาตกรโดยการส่งเพื่อนของเราเข้าไปในเรือนจำเพื่อให้พวกเขาติดโควิด และริดรอนสิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล

ม็อบ “ทะลุฟ้า” ปะทะเจ้าหน้าที่ ใกล้แยกพาณิชยการ หลังประชิดแนวรั้วลวดหนาม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479100

ม็อบ “ทะลุฟ้า” ปะทะเจ้าหน้าที่ ใกล้แยกพาณิชยการ หลังประชิดแนวรั้วลวดหนาม

16 ส.ค. 2564

กลุ่มมวลชน “ทะลุฟ้า” เดินเท้าออกจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิมุ่งหน้ามาถึงถนนพิษณุโลกช่วงก่อนถึงแยกพาณิชย์การ ประชิดแนวรั้วลวดหนามของเจ้าหน้าที่ โดยสถานการณ์ยังไม่ส่อถึงความรุนแรง

เมื่อเวลา 17.15 น. วันที่ 16 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวคมชัดลึก รายงานว่า กลุ่มมวลชนทะลุฟ้า ได้เคลื่อนขบวนจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มาหยุดอยู่ที่หน้ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ถนนพิษณุโลก โดยมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล หลังจากได้เปลี่ยนเส้นทางในการเดินขบวนจากบ้านพักนายกรัฐมนตรี ที่ กรมทหารราบที่1 ถนนวิภาวดีรังสิต เนื่องจากห่วงเรื่องความปลอดภัย

ม็อบ "ทะลุฟ้า" ปะทะเจ้าหน้าที่ ใกล้แยกพาณิชยการ หลังประชิดแนวรั้วลวดหนาม
ม็อบ "ทะลุฟ้า" ปะทะเจ้าหน้าที่ ใกล้แยกพาณิชยการ หลังประชิดแนวรั้วลวดหนาม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประกาศแจ้งเตือนกลุ่มผู้ชุมนุมทะลุฟ้าเกี่ยวกับการชุมนุมในช่วงนี้ ว่าเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย และห้ามผู้ชุมนุมรื้อสิ่งกีดขวาง ขณะที่แกนนำกลุ่มทะลุฟ้า ประกาศแจ้งมวลชน โดยเฉพาะกลุ่มอาชีวะ ห้ามขว้างปาสิ่งของ ให้ใช้แนวทางสันติวิธี

ม็อบ "ทะลุฟ้า" ปะทะเจ้าหน้าที่ ใกล้แยกพาณิชยการ หลังประชิดแนวรั้วลวดหนาม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ต่อมา 17.30 กลุ่ม “ทะลุฟ้า” เดินประชิดแนวรั้วลวดหนามหีบเพลงที่ตำรวจนำมาวางไว้บนถนน ก่อนถึงแยกพาณิชยการ โดยมีกลุ่มแกนนำผลัดกันปราศัยอยู่บนรถขยายเสียง และย้ำว่าจะไม่ใช้ความรุนแรง หากตำรวจไม่เริ่มก่อน แต่ถ้าตำรวจเริ่มใช้ความรุนแรง กลุ่มผู้ชุมนุมจะตอบโต้ด้วยการปาถุงสีที่เตรียมมาตอบโต้ตำรวจ

ม็อบ "ทะลุฟ้า" ปะทะเจ้าหน้าที่ ใกล้แยกพาณิชยการ หลังประชิดแนวรั้วลวดหนาม

สำหรับการชุมนุมของกลุ่มทะลุฟ้าวันนี้ เริ่มตั้งแต่เวลา 15.00 น. ที่ผ่านมา โดยได้รวมตัวกันที่เกาะพญาไท อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งตามจุดหมายเดิมคือมุ่งหน้า บ้านพักนายกรัฐมนตรี ที่ กรมทหารราบที่1 ถนนวิภาวดีรังสิต โดยใช้เส้นทางพหลโยธิน ท่ามกลางความกังวลของทางเจ้าหน้าที่เนื่องจากเป็นเส้นทางที่อ่อนไหว ก่อนที่ทางแกนนำทะลุฟ้า จะมีการประกาศเปลี่ยนจุดหมายกระทันหันก่อนที่จะเคลื่อนขบวน

ต่อมาเวลา 17.50 น. ทางเจ้าหน้าที่ได้ฉีดน้ำมายังทิศทางมวลชน ก่อนที่ทางกลุ่มมวลชนจะโยนประทัดกลับไปยังฝั่งเจ้าหน้าที่ 

ปลดล็อค สภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีมติใช้ข้อบังคับนำเข้า “วัคซีน” สู้โควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479098

ปลดล็อค สภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีมติใช้ข้อบังคับนำเข้า “วัคซีน” สู้โควิด-19

16 ส.ค. 2564

สภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีมติเอกฉันท์ ประกาศใช้ข้อบังคับ นำเข้าวัคซีนและเวชภัณฑ์สู้โควิด-19

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 64  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เผยแพร่เอกสารข่าวเกี่ยวกับมติสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประกาศใช้ข้อบังคับเกี่ยวกับการนำเข้ายา วัคซีน และเวชภัณฑ์ เพื่อรับมือการระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 

โดยระบุว่า สภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีมติโดยเอกฉันท์ในการประชุมสภามหาวิทยาลัยครั้งที่ 8 /2564  เมื่อวันจันทร์ที่ 16 สิงหาคม 2564 เห็นชอบให้ประกาศใช้ “ข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรศาสตร์ว่าด้วยการจัดการบริการทางการแพทย์และการสาธารณสุขในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2564 “ ซึ่งนายกสภามหาวิทยาลัยได้ลงนามประกาศใช้ข้อบังคับดังกล่าวในวันนี้แล้ว 

การตราข้อบังคับฉบับดังกล่าว เป็นการดำเนินการโดยอาศัยอำนาจแห่งพ.ร.บ.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2558 มาตรา 14(1 ) และ (14 )  ประกอบกับมาตรา 23 (2 ) (4) ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจสภามหาวิทยาลัยในการออกข้อบังคับเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ความร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนทั้งในและต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศในกิจการหรือภารกิจของมหาวิทยาลัยได้ 

โดยที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ และคณะวิชาทางวิทยาศาสตร์สุขภาพจำนวนมาก ซึ่งมีหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงในการให้บริการแก่สังคมในเรื่องการป้องกัน การแก้ไขปัญหาและการรักษาพยาบาลผู้ได้ที่รับผลกระทบจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รพ.ธรรมศาสตร์ ชี้แจง ได้รับวัคซีน “Pfizer” ครบ 100 เปอร์เซ็นต์แล้ว

รพ.ธรรมศาสตร์ฯ เปิดหลักเกณฑ์พิจารณาไม่ใส่ “ท่อช่วยหายใจ” ให้ผู้ป่วย “โควิด-19”

ถามดังๆ “บูสเตอร์” โดส “Pfizer” หายไปไหนเกือบครึ่ง

ดังนั้นสภามหาวิทยาลัยจึงกำหนดให้หน่วยงานต่างๆของมหาวิทยาลัยที่มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุข สามารถเสนอต่ออธิการบดีซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการตามข้อบังคับนี้ ให้สามารถจัดหา ผลิต จำหน่าย นำเข้า หรือขออนุญาตและออกใบอนุญาต การขึ้นทะเบียนยา วัคซีน เวชภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์  และสิ่งอื่นที่จำเป็นหรือเกี่ยวข้อง ทั้งที่ดำเนินการในประเทศกับต่างประเทศได้ 

การดำเนินการต่างๆ ตามที่ข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ฉบับนี้กำหนดให้สามารถกระทำได้ จะต้องเป็นไปเพื่อป้องกันหรือบำบัดโรค การรักษาพยาบาล การควบคุมและฟื้นฟูสุขภาพพ ตลอดจนการดำเนินการอื่นใดที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะต้องคำนึงถึงประโยชน์ที่ประชาชนได้รับเป็นสำคัญ

ข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ฉบับนี้ มีผลในวันถัดจากวันที่ลงนามประกาศใช้เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2564 และมหาวิทยาลัยจะได้นำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้บุคคล องค์กรที่เกี่ยวข้องได้ทราบต่อไป  

ปลดล็อค สภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีมติใช้ข้อบังคับนำเข้า "วัคซีน" สู้โควิด-19

“รมช.มนัญญา” เปิดโครงการสหกรณ์ร่วมใจช่วย “แท็กซี่ไทย” สู้ภัย “โควิด 19” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479087

“รมช.มนัญญา”เปิดโครงการสหกรณ์ร่วมใจช่วย”แท็กซี่ไทย”สู้ภัย”โควิด 19”

16 ส.ค. 2564

“รมช.มนัญญา” เปิดโครงการสหกรณ์ร่วมใจ ช่วย”แท็กซี่ไทย”สู้ภัย”โควิด 19″ มอบถุงยังชีพข้าวสารอาหารแห้งและผลไม้ บรรเทาความเดือดร้อนจากการขาดรายได้

วันที่ 16 ส.ค.64 ณ สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ ถ.พิชัย เขตดุสิต กรุงเทพฯ นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการ “สหกรณ์ร่วมใจ ช่วยแท็กซี่ไทย สู้ภัยโควิด 19”

"รมช.มนัญญา"เปิดโครงการสหกรณ์ร่วมใจช่วย"แท็กซี่ไทย"สู้ภัย"โควิด 19"

พร้อมด้วยนายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์

"รมช.มนัญญา"เปิดโครงการสหกรณ์ร่วมใจช่วย"แท็กซี่ไทย"สู้ภัย"โควิด 19"

โดยมี ดร.ปัณฐวิชญ์ มุ่งสมัครศรีกุล ผู้อำนวยการสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย นายจันทร์ หวนสันเทียะ ประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์บริการเดินรถแห่งประเทศไทย จำกัด และตัวแทนสหกรณ์แท็กซี่ เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว ณ สำนักพัฒนาและถ่ายทอดดเทคโนโลยีการสหกรณ์ เขตดุสิต กรุงเทพฯ

โดยโครงการดังกล่าวเป็นการมอบถุงยังชีพเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ขับรถแท็กซี่ ที่เป็นสมาชิกของสหกรณ์แท็กซี่ต่าง ๆ ในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อช่วยเหลือและเยียวยาสมาชิกสหกรณ์แท็กซี่ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 และเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัวให้กับสมาชิกสหกรณ์แท็กซี่

"รมช.มนัญญา"เปิดโครงการสหกรณ์ร่วมใจช่วย"แท็กซี่ไทย"สู้ภัย"โควิด 19"

ซึ่งถุงยังชีพประกอบด้วย ข้าวสาร 5 กิโลกรัม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 6 ซอง ปลากระป๋อง 6 กระป๋อง, น้ำมันพืช 1 ลิตร, นมพร้อมดื่มจาก อ.ส.ค. 1 แพ็ค น้ำดื่ม 1 โหล และผลไม้จากภาคใต้ ได้แก่ เงาะและมังคุด จำนวน 1 ตะกร้า

ปัจจุบันพบว่าจำนวนผู้โดยสารแท็กซี่ลดลงมากกว่า 50 % ส่งผลกระทบทำให้รายได้ของสมาชิกสหกรณ์แท็กซี่ลดลงด้วยเช่นกัน โดยเฉลี่ยรายได้ต่อวัน 300 – 500 บาท เป็นค่าเติม gas ประมาณ 200 บาท ค่าอาหาร 100 บาท

นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูครอบครัว ค่าน้ำ ค่าไฟ ทำให้รายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย จึงได้สั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เร่งบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น มีแนวทางใน 2 ด้าน ทั้งในด้านค่าใช้จ่าย ด้านรายได้ เพื่อบรรเทาปัญหาในช่วงสถานการณ์โรคโควิด 19 โดยให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

อาทิ กระทรวงแรงงาน เพื่อให้คนขับรถบริการ ที่อยู่ในระบบสหกรณ์ ทั้งรถแท็กซี่ สามล้อเล็ก รถสองแถวหรือมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เข้าสู่มาตรา 40 ของกฎหมายแรงงาน ให้มีสิทธิ์ได้รับเงินเยียวยาจากรัฐบาลคนละ 5,000 บาท และการเข้าสู่กระบวนการเจรจาไกล่เกลี่ยหนี้ให้กับสมาชิกสหกรณ์ ของธนาคารแห่งประเทศไทย

พร้อมทั้งจัดโครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพสหกรณ์นอกภาคการเกษตร โดยจัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ให้กู้ยืมไปประกอบอาชีพเพื่อสร้างรายได้ช่วงสถานการณ์โควิด

สำหรับปัญหาเรื่องที่จอดรถ ปัจจุบันสหกรณ์มีจำนวนแท็กซี่ที่จอดทิ้งเนื่องจากไม่มีคนขับประมาณ 5,000 คัน ซึ่งในเบื้องต้น กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดเตรียมพื้นที่ของสำนักงานสหกรณ์จังหวัดปทุมธานีและศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 1 และ 2 ให้จอดรถชั่วคราว รองรับรถแท็กซี่ได้ประมาณ 200 – 300 คัน

นอกจากนี้ยังให้ประสานไปยังกรมธนารักษ์และการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อช่วยเหลือหาที่จอดรถให้เพียงพอกับจำนวนแท็กซี่ ขณะนี้ ได้พื้นที่จอดภายในโรงงานยาสูบ จอดได้ 150 คัน บริษัท CAT เทเลคอม จังหวัดนนทบุรี จอดได้ 120 คัน ที่ซอยเสรีไทย 66 พื้นที่ 10 ไร่ และที่ในเขตหนองจอกสามารถจอดได้ประมาณที่ละ 1,000 คัน และพื้นที่ของหน่วยงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่กรมชลประทาน ปากเกร็ด 300 คัน

ทั้งนี้ สหกรณ์แท็กซี่มีจำนวน 59 แห่ง มีสมาชิก 50,974 คน มีจำนวนรถแท็กซี่ 19,555 คัน ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้มีหนังสือหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเยียวยาช่วยเหลือสหกรณ์และสมาชิกสหกรณ์ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

ทั้งผลกระทบด้านภาระค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบการ ค่าใช้จ่ายในการตรวจสภาพรถ ค่าเชื้อเพลิง และค่าเบี้ยประกันภัยภาคสมัครใจ ผลกระทบด้านการชำระหนี้สถาบันการเงิน รวมทั้งขอเข้าร่วมโครงการเยียวยาจากภาครัฐตามมาตรการต่าง ๆ แล้ว ซึ่งขณะนี้คาดว่าอยู่ระหว่างการพิจารณาให้ความช่วยเหลือของแต่ละหน่วยงาน