5 วิธีตรวจเช็กภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/656897

วันที่ 01 ก.ค. 2564 เวลา 08:59 น.

5 วิธีตรวจเช็กภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะเคยสังเกตกันไหมหลายครั้งเรามีอาการใจสั่นเพราะเข้าใจว่าเจอคนหน้าตาดีหรือเจอคนพูดเสียงดังเลยเกิดตกใจทำให้ใจสั่นหากคุณเคยมีอาการใจสั่นแบบนี้นี่อาจเป็นสัญญาณของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

ซึ่งในทางการแพทย์แล้วเราถือว่าอาการใจสั่นคือความผิดปกติเพราะปกติหัวใจเราจะเต้นอยู่ตลอดเวลาเป็นธรรมชาติของมันทำให้เราแทบไม่รู้สึกเลยด้วยซ้ำว่าหัวใจกำลังเต้นอยู่เพราะฉะนั้นอย่ามองข้ามหากคุณเคยมีอาการใจสั่นโดยที่ยังหาสาเหตุไม่ได้ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยเพิ่มเติมต่อไป

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะคืออะไร

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะคือ การที่หัวใจสูญเสียการเต้นแบบปกติไป อาจเต้นเร็วหรือช้ากว่าปกติก็ได้ แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ

1. หัวใจเต้นเร็ว

2. หัวใจเต้นช้า

3. หัวใจเต้นไม่ตรงจังหวะ หรือหัวใจเต้นพลิ้ว

4. ภาวะหัวใจหยุดเต้น

โดยปกติแล้วหัวใจเราจะเต้นประมาณ 100,000 ครั้ง/วัน  หรือ 60-100 ครั้ง/นาที หากเต้นเกิน 100 ครั้ง ถือว่าหัวใจเต้นเร็ว แต่ถ้าเต้นต่ำกว่า 60 ครั้ง ถือว่าหัวใจเต้นช้า แต่ถ้าเราเราออกกำลังกายจะเป็นการตอบสนองของร่างกาย (Physiological responses) อยู่แล้วว่าหัวใจต้องเต้นเร็วขึ้น ตรงกันข้าม หากเราออกกำลังกายแล้วหัวใจยังเต้นช้าอยู่ หรือไม่ได้เต้นเร็วขึ้น กรณีนี้ถือว่าผิดปกติ ยกเว้นนักกีฬาที่ออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ เช่น นักวิ่งมาราธอน หัวใจของคนกลุ่มนี้อาจเต้นปกติได้อยู่เมื่อออกกำลังกาย

วิธีสังเกตภาวะอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ

คนที่มีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะสามารถสังเกตตัวเองได้ง่าย ๆ หากหัวใจเต้นเร็ว จะมีอาการใจสั่น เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก แต่ถ้าหัวใจเต้นช้าจะเวียนหัว หน้ามืด เป็นลม หมดสติ ส่วนหัวใจเต้นไม่ตรงจังหวะ หรือหัวใจเต้นพลิ้ว จะมีอาการอ่อนเพลีย แขนขาอ่อนแรง

วิธีตรวจเช็กภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

การวินิจฉัยหัวใจเต้นผิดจังหวะในปัจจุบัน มี 5 วิธี คือ

1. การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG)

เป็นการตรวจแบบ Real-time ใช้เวลาไม่ถึง 1 นาที ค่าใช้จ่ายไม่แพง ถ้าตรวจที่โรงพยาบาลรัฐบาลประมาณ 300 บาท ผู้ที่มีอายุเกิน 40 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจเป็นประจำทุกปี

2. การตรวจและบันทึกเครื่องไฟฟ้าหัวใจ (Holter Monitoring)

วิธีตรวจจะคล้าย ๆ ECG จะแต่เครื่องมือติดไว้กับคนไข้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยให้คนไข้นำกลับบ้านไปด้วย แพทย์จะทราบว่าใน 24 ชั่วโมงนั้น คนไข้มีภาวะหัวใจเต้นผิดปกติอย่างไร

3. การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (Exercise Stress Test)

ในรายที่ออกกำลังกายแล้วหัวใจยังเต้นช้าอยู่ถือว่าผิดปกติ

4. การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกพาชนิดฝัง (Implantable Loop Recorder)

จะเป็นการฝังเครื่องไว้ใต้ผิวหนัง หากเกิดความผิดปกติ แพทย์จะนำออกมาดูได้ กรณีนี้แนะนำให้ใช้ในคนไข้ที่ไม่ได้มีอาการทุกวัน 

5. การตรวจหัวใจด้วยคลื่นสะท้อนความถี่สูง (Echocardiography)

เป็นการตรวจอัลตราซาวนด์หัวใจเพื่อหาโรคบางชนิด เช่น คนไข้ที่มีภาวะหัวใจผิดปกติบางราย อาจเกิดจากผนังหัวใจหนาผิดปกติ เพราะโรคบางชนิด

สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง มีภาวะการนอนกรน หรือหยุดหายใจขณะหลับ ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ จึงควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ แต่สำหรับกลุ่มคนที่แต่ไม่เคยมีอาการใด ๆ มาก่อน อาจยากต่อการตรวจวินิจฉัยในเบื้องต้นได้

ที่มา Mahidol Channel

เคลียร์ 5 ข้อสงสัยวัคซีน COVID-19 กับหมอประสิทธิ์ คณบดีศิริราชฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/656789

วันที่ 30 มิ.ย. 2564 เวลา 07:50 น.

เคลียร์ 5 ข้อสงสัยวัคซีน COVID-19 กับหมอประสิทธิ์ คณบดีศิริราชฯวัคซีน COVID-19 : โดย ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล

ประเทศไทยตั้งเป้าหมายฉีดวัคซีน COVID-19 รวม 100 ล้านโดสเพราะอะไร?

ไวรัส COVID-19 โดยปกติแล้วหากลอยอยู่ในอากาศเฉย ๆ โดยไม่มีอะไรห่อหุ้มเลย จะสามารถอยู่ได้เป็นนาที โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส หรือสูงกว่า 25 องศาเซลเซียส แต่มันจะสลายไปในที่สุด แต่เมื่อไรก็ตามที่ไวรัสถูกห่อหุ้มด้วยน้ำลาย หรือเสมหะ จะอยู่ได้นานขึ้นเป็นชั่วโมง แต่จะเกิดการไม่แบ่งตัว

การแบ่งตัวและเพิ่มจำนวนของไวรัสจะเกิดขึ้นได้นั้น มันต้องเข้าไปอาศัยอยู่ในสิ่งมีชีวิตอื่น ถ้าไวรัสอยู่ในอากาศแล้วเข้าไปในร่างกายคนที่มีภูมิคุ้มกันอยู่แล้ว มันก็จะถูกกำจัดออกไป ส่วนที่ลอยอยู่ในอากาศก็จะสลายไปเรื่อย ๆ ถ้าเป็นอย่างนี้ไวรัส COVID-19 ก็จะหายไปจากบ้านเรา

แต่ในทางปฏิบัติ หากไวรัสเข้าไปในร่างกายคน 100 คน แล้วยังคงมีชีวิตอยู่ได้ในร่างกายคน 8 คน เกิดการแบ่งตัวไปเรื่อย ๆ ไวรัสจะไม่มีทางหายไปจากบ้านเราแน่นอน เพราะเชื้อจะมีโอกาสกลับมาแพร่ต่อให้คนอื่นได้ เมื่อมีการพูด ไอ จาม เราจึงต้องทำให้คนในประเทศมีภูมิคุ้มกันเยอะ ๆ ให้เชื้อเข้าไปแล้วไม่สามารถแบ่งตัวได้ ก็จะเกิดประสิทธิภาพที่ชัดเจนขึ้นกับประเทศไทย

เราตั้งเป้าหมายฉีดวัคซีนไว้ที่ 100 ล้านโดส หรือเท่ากับ 49 ล้านคน ซึ่งคิดเป็น 70% ของประชากรทั้งประเทศที่มี 70 ล้านคน เป้าหมาย 100 ล้านโดสจึงมาจากการคำนวณว่า 70% ของคนไทย ต้องได้คนละ 2 โดส จึงเป็นที่มาว่าทำไมรัฐบาลตั้งเป้าว่าต้องหาวัคซีนมาให้ได้ 100 ล้านโดส

สำหรับสถานการณ์ในต่างประเทศอย่างอิสราเอล พบว่าปัจจุบันประชากรกว่า 60% ได้รับการฉีดวัคซีนครบ 2 โดสแล้ว ส่วนที่เหลือก็ฉีดโดสแรกเรียบร้อยแล้วเกือบทั้งประเทศ รัฐบาลอิสราเอลจึงอนุญาตให้ประชากรใช้ชีวิตแบบถอดหน้ากากได้ในบางช่วงเวลา เฉพาะตอนอยู่นอกอาคาร หรือในสถานที่ที่ไม่แออัด แต่เมื่อไรที่ต้องเข้าไปอยู่ในอาคารหรือในที่ที่มีคนเยอะก็ยังคงแนะนำให้ใส่หน้ากากอยู่

เราต้องฉีดวัคซีน COVID-19 เป็นประจำทุกปีหรือไม่?

จากรายงานการศึกษาครั้งแรกของ King’s College ในสหราชอาณาจักรเมื่อ 8-9 เดือนที่แล้ว มีการศึกษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อ COVID-19 จำนวน 69 คน พบว่าผู้ป่วยทุกรายมีภูมิคุ้มกันสูงขึ้น แต่หลังจากนั้นจะเริ่มลดลง ที่น่าสนใจคือ 17% ของผู้ป่วย ภูมิคุ้มกันหายไปหมดใน 2 เดือน ส่วนที่เหลือก็ลดลงไปเรื่อย ๆ

งานศึกษาชิ้นนี้จึงเป็นงานศึกษาแรกที่สื่อสารกับคนทั้งโลกว่า ภูมิคุ้มกันร่างกายเราที่มีต่อเชื้อ COVID-19 จะไม่อยู่ระยะยาว เหมือนกับไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่มีการเปลี่ยนสายพันธุ์ไปทุกปี ในระยะยาวคนไทยอาจไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนทุกคน คล้ายกับไข้หวัดใหญ่ที่เราจะฉีดเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ บุคลากรด้านสุขภาพ

คนที่หายป่วยจากโรค COVID-19 จำเป็นต้องฉีดวัคซีนอีกหรือไม่? 

ถ้าเป็นเมื่อ 6 เดือนที่แล้วคงไม่จำเป็นต้องฉีด เพราะถ้าหายป่วย คุ้มภูมิกันก็จะขึ้น แต่ต่อมาเรารู้กันว่ามันจะค่อย ๆ ลดลงมาเรื่อย ๆ จึงยังคงแนะนำให้ผู้ป่วยที่หายแล้วได้รับการฉีดวัคซีนอยู่ โดยเว้นระยะสัก 3 เดือน การติดเชื้อในครั้งแรกจะเหมือนกับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 เพราะฉะนั้น ฉีดเพิ่มอีกเพียงเข็มเดียวก็พอ

ทำไมต้องฉีดวัคซีน COVID-19 ทั้งหมด 2 โดส? 

หลักการผลิตวัคซีนคือ การนำบางส่วนของไวรัส COVID-19 แปะไปกับสิ่งที่เข้าไปในตัวเรา แล้วทำให้เม็ดเลือดขาวเราจดจำว่านี่คือศัตรู เพราะฉะนั้น เมื่อเราฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 แล้ว เม็ดเลือดขาวส่วนหนึ่งจะจำได้ แต่เมื่อฉีดเข็มที่ 2 เม็ดเลือดขาวจะสร้างกองทัพเยอะขึ้น โดยทั่วไปแล้ว เข็มที่ 1 ภูมิคุ้มกันเป็นอย่างไร เข็มที่ 2 ภูมิคุ้มกันจะยิ่งสูงขึ้น

ในทางทฤษฎีเราพบว่า ระยะห่างระหว่างเข็มที่ 1 กับเข็มที่ 2 มีความสำคัญต่อการสร้างภูมิคุ้มกันของเข็มที่ 2 เป็นอย่างมาก กรณีถ้าฉีด Sinovac แล้วเว้นระยะเข็มที่ 2 ไปอีก 2-3 สัปดาห์ ภูมิคุ้มกันก็จะขึ้นหลังเข็มนี้ ซึ่งมีการพิสูจน์แล้วในเมืองไทย โดยแล็บวิจัยของมหิดลเอง

แต่สำหรับ AstraZeneca นั้น มีการตอบสนองไม่เหมือนกัน เพราะใช้เทคโนโลยีในการผลิตวัคซีนที่ไม่เหมือนกัน การศึกษาครั้งแรกทดลองให้มีการฉีดเข็มที่ 1 และ 2 ห่างกัน 4 สัปดาห์ ต่อมาในสหราชอาณาจักรมีการทดลอง 8 สัปดาห์ และ 12 สัปดาห์ด้วย พบว่าภูมิคุ้มกันที่เพิ่มขึ้นนั้นสูงขึ้นเป็นบันได คือหากฉีดเข็มที่ 2 ห่างจากเข็มแรก 12 สัปดาห์ ภูมิคุ้มกันจะขึ้นสูงกว่า 4 สัปดาห์ และ 8 สัปดาห์อย่างชัดเจน

เมื่อสหราชอาณาจักรกำหนดการฉีดเข็มที่ 2 ไว้ที่ 12 สัปดาห์ ทำให้ทุกคนฉีดเข็มที่ 2 เมื่อครบ 12 สัปดาห์กันหมด จึงไม่มีใครรู้ว่าหากฉีดเลยจากนี้ไป ภูมิคุ้มกันจะขึ้นสูงกว่านี้อีกไหม ซึ่งในทางทฤษฎีอาจจะดีกว่า

คนที่ฉีดวัคซีน COVID-19 แล้วมีผลข้างเคียง จะไม่ฉีดเข็มที่ 2 ได้หรือไม่? 

บางคนฉีดวัคซีนเข็มแรกแล้วมีประสบการณ์ที่ไม่ค่อยดีนัก จึงตัดสินใจไม่ฉีดเข็มที่ 2 ต่อ กรณีนี้เราต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องถึงคำ 3 คำที่เกี่ยวข้อง คือ 

1. ภาวะแพ้รุนแรง (Anaphylaxis) คือฉีดเข้าไปแล้ว ความดันตก หลอดลมบีบตัว หายใจไม่ได้ กรณีนี้ควรเปลี่ยนยี่ห้อวัคซีนในเข็มที่ 2 จะดีที่สุดถ้าเปลี่ยนแพลตฟอร์ม 95% ของคนที่แพ้วัคซีนจะเริ่มแสดงอาการในครึ่งชั่วโมงหลังจากฉีด จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมต้องมีการสังเกตอาการครึ่งชั่วโมง หากฉีดแล้วแพ้ก็สามารถช่วยเหลือได้ทันทีด้วยการฉีดยาเพียงเข็มเดียว แต่ต้องอยู่ในโรงพยาบาล หรือสถานที่ที่พร้อมให้การช่วยเหลือได้ทันที 

2. ภาวะข้างเคียง คือเมื่อฉีดแล้วเกิดพยาธิสภาพบางอย่างเกิดขึ้นกับร่างกาย เช่น เกิดลิ่มเลือดที่หลอดเลือดดำในสมอง ส่วนใหญ่พบในผู้หญิงอายุไม่เยอะนัก ตอนนี้พบในวัคซีน 2 ยี่ห้อ คือ AstraZeneca และ Johnson & Johnson

3. เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์หลังการฉีดวัคซีน (Adverse Events Following Immunization: AEFI) เช่น ไข้ขึ้น ปวดเมื่อยตามตัว ปวดข้อ ท้องเสีย เบื่ออาหาร ซึ่งเกิดขึ้นแค่ชั่วคราวเท่านั้น ส่วนใหญ่จะหายได้เองใน 48 ชั่วโมง 

อย่างไรก็ตาม คนที่ได้รับวัคซีนบางคนอาจเกิด ISRR (Immunization Stress-Related Response) ที่จัดเป็น AEFI เช่นเดียวกัน คือปฎิกิริยาเครียดตอบสนองต่อการฉีดวัคซีน พอฉีดแล้ว แขนขาเริ่มอ่อนแรง รู้สึกชา ปากแข็ง พูดอะไรไม่ได้ โดยที่ไม่ได้มีอาการผิดปกติใดๆ เกิดขึ้นกับสมอง

ในเมืองไทยเราก็พบคนที่มีอาการเหล่านี้ แต่เมื่อตรวจคลื่นแม่เหล็กสมองก็ไม่เจอรายที่มีการเปลี่ยนแปลง ภายใน 72 ชั่วโมงก็กลับมาเป็นปกติ

ฉีดวัคซีนเข็มแรกยี่ห้อหนึ่ง เข็มที่ 2 จะฉีดอีกยี่ห้อได้ไหม?

หากเป็นเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว องค์การอนามัยโลกจะไม่แนะนำ แต่ที่ผ่านมามีหลายคนที่แพ้วัคซีนเข็มแรกจริง ๆ พอเป็นเข็มที่ 2 ก็ต้องฉีดยี่ห้ออื่น จึงมีการติดตามดูผลว่า หากฉีดเข็มแรกและเข็มที่ 2 คนละยี่ห้อกัน จะเกิดผลอะไรบ้าง ซึ่งคำตอบที่ได้คือไม่เกิดผลเชิงลบ 

บางรายงานกล่าวว่า ภูมิคุ้มกันอาจดีขึ้น เพราะใช้เทคโนโลยี 2 อย่าง ช่วงนี้จึงยังอยู่ในระหว่างการวิจัย ซึ่งที่สหรัฐอเมริกาก็เริ่มทำแล้ว แต่สำหรับเมืองไทย หากไม่ได้แพ้หรือเกิดภาวะข้างเคียงจากวัคซีนก็ยังคงฉีดเข็มที่ 2 เป็นยี่ห้อเดียวกับเข็มแรกอยู่

ส่วนคนที่เกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์หลังฉีด ซึ่งพบได้เยอะ เช่น เป็นไข้ อาการเหล่านี้ไม่มีอันตรายต่อสุขภาพในระยะยาว จะหายได้เองใน 48 ชั่วโมง ไม่ควรกังวลว่าเข็มที่ 2 จะต้องมีอาการเหมือนเข็มแรกเสมอไป ที่แน่นอนคือ ฉีดเข็มที่ 2 แล้ว จะมีภูมิคุ้มกันขึ้นดีกว่าเดิม จึงแนะนำให้ฉีดเข็มที่ 2 ให้ครบทุกคน

ที่มา Mahidol Channel

ข้อมูลโดย ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล

3 ช็อตยังเอาไม่อยู่? อิสราเอลพบผู้ติดเชื้อหลังฉีดบูสเตอร์แล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660581

วันที่ 15 ส.ค. 2564 เวลา 11:14 น.

3 ช็อตยังเอาไม่อยู่? อิสราเอลพบผู้ติดเชื้อหลังฉีดบูสเตอร์แล้วอิสราเอลที่เคยเป็นความหวังในการควบคุมวัคซีนด้วยการเร่งฉีดให้ครอบคลุม ตอนนี้กลายเป็นตัวอย่างที่น่ากังวลของความร้ายกาจจากเชื้อเดลตา

สำนักข่าว Precision Vaccinations รายงานว่า อัตราการติดเชื้อทั้งๆ ที่รับวัคซีนแล้วในอิสราเอลมีถึง 50% โดยตามข้อมูลโควิด-19 ของกระทรวงสาธารณสุขของอิสราเอล เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2564 จำนวนผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่ร้ายแรงมีถึง 405 ราย (ตัวเลขวันที่ 10 สิงหาคม) ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดในหนึ่งวันนับตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ. 2564

แต่สิ่งที่น่าสนใจในตัวเลขนี้ก็คือผู้ป่วยเหล่านี้ประมาณ 250 รายได้รับการฉีดวัคซีนอย่างครบถ้วนแล้วการติดเชื้่อของคนเหล่านี้ ซึ่งเรียกว่า ‘breakthrough case’ หรือเคสที่เชื้อไวรัสตีด่านวัคซีนแตก หซึ่งคิดเปฌนสัดส่วนถึง 50%

นอกจากนี้ The Timeof Israel ยังรายงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ชาวอิสราเอล 14 คนได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อแม้จะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันเป็นครั้งที่สามแล้วก็ตาม ตามข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขและรายงานโดย Channel 12 ของอิสราเอล และจากรายงานข่าว พบว่าผู้ติดเชื้อ 2 รายหลังจากได้รับการฉีดบูสเตอร์แล้วยังมีอาการหนักจนถูกนำส่งโรงพยาบาลด้วย

อย่างไรก็ตาม จากรายงานในขณะนั้น The Timeof Israel ชี้ว่าไม่ชัดเจนในทันทีว่า 14 คนติดไวรัสก่อนหรือหลังได้รับบูสเตอร์ และเคสที่เกิดขึ้นประปรายแบบนี้ยังไม่เพียงพอสำหรับเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ที่จะสรุปผลเกี่ยวกับประสิทธิภาพโดยทั่วไปของวัคซีนช็อตที่ 3 ในการต่อสู้กับโรคเดลต้า

อย่างไรก็ตาม Haaretz สื่อของอิสราเอลอีกรายยังรายงานเมื่อวันที่ 14 สิงหาคมว่า รัฐบาลคาดการณ์ว่าจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจากการคิดเชื้อโควิด-19 จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าทุกๆ 10 วัน โดยอยู่ที่ 4,800 คน ภายในวันที่ 10 กันยายน ครึ่งหนึ่งเป็นผู้ป่วยร้ายแรง

ตามตัวเลขของกระทรวงสาธารณสุข จำนวนผู้ป่วยโควิดที่ร้ายแรงในวันพุธเพิ่มขึ้นเป็น 400 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดนับตั้งแต่มีนาคม ผู้ป่วยประมาณ 150 รายไม่ได้รับการฉีดวัคซีนครบถ้วน

แม้จะมี breakthrough case แต่ Haaretz ชี้ว่าวัคซีน Pfizer นั้นได้ผลโดยผู้ที่ฉีดวัคซีนจะมีความต้านทานต่อโรคโควิด-19 มากกว่าผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีน 5-10 เท่า และ ผู้สูงอายุที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนมีโอกาสติดเชื้อรุนแรงมากกว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนถึง 5 เท่า

Photo by MENAHEM KAHANA / AFP

ตอลิบานยกทัพถึงชานกรุงคาบูล ยึดได้เกือบทั้งประเทศแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660579

วันที่ 15 ส.ค. 2564 เวลา 10:12 น.

ตอลิบานยกทัพถึงชานกรุงคาบูล ยึดได้เกือบทั้งประเทศแล้วกลุ่มตอลิบานยึดเมืองมาซาร์-อี-ชาริฟ ทางตอนเหนือของอัฟกานิสถานได้เมื่อวันเสาร์ เหลือเพียงกรุงคาบูลที่โดดเดี่ยวเท่านั้น และการเข้ายึดครองทางทหารโดยสมบูรณ์ของประเทศ

เมื่อเมืองมาซาร์-อี-ชารีฟ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่มั่นต่อต้านตอลิบาน ถูกตอลิบานยึดได้แล้วก็เท่ากับว่าตอลิบานเข้าควบคุมเกือบทั้งประเทศ หลังจากที่กองกำลังของรัฐบาลและกองทหารติดอาวุธต่อต้านตอลิบานพ่ายแพ้อย่างรวดเร็วจนน่าเหลือเชื่อ และตอลิบานทำได้สำเร็จในเวลาเพียง 10 วัน

เช้าวันอาทิตย์ยังมีรายงานว่า กลุ่มตอลิบานเข้าควบคุมเมืองจาลาลาบัดทางตะวันออกที่สำคัญของอัฟกานิสถานโดยไม่มีการต่อสู้ในเช้าวันอาทิตย์ สามาถรควบคุมถนนที่เชื่อมระหว่างประเทศกับปากีสถานได้แล้ว

“ขณะนี้ไม่มีการปะทะกันเกิดขึ้นที่จาลาลาบัด เนื่องจากผู้ว่าการได้มอบตัวต่อกลุ่มตอลิบานแล้ว” เจ้าหน้าที่ชาวอัฟกันในจาลาลาบัดกล่าวกับ Reuters “การอนุญาตให้กลุ่มตอลิบานผ่านไปได้เป็นวิธีเดียวที่จะช่วยชีวิตพลเรือนได้”

หลายชั่วโมงก่อนที่เมืองจะถูกยึด ประธานาธิบดีอัชราฟ ฆานี ผู้นำอัฟกานิสถานอย่างเป็นทางการ มีแถลงการต่อประชาชนโดยกล่าวถึง “การระดมกำลัง” ของทหารอีกครั้ง และจะแสวงหา “วิธีแก้ปัญหาทางการเมือง” เพื่อยุติวิกฤตครั้งนี้

แต่การสูญเสียมาซาร์-อี-ชารีฟนั้นส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อฆานีและรัฐบาลของเขา และทำให้กลุ่มตอลิบานซึ่งมีนักสู้อยู่ห่างจากคาบูลไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงโดยรถยนต์ และถือไพ่เหนือกว่าในการบีบให้เมืองหลวงต้องยอมจำนนโดยไม่มีการเจรจาใดๆ

ในมาซาร์-อี-ชารีฟนักสู้ตอลิบานเข้าควบคุมอย่างรวดเร็ว

“พวกเขาขับรถและมอเตอร์ไซค์ของพวกเขาเป็นขบวนแห่ ยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อเฉลิมฉลอง” อาติกุลลฮฮ์ ฆายอร์ ซึ่งอาศัยอยู่ใกล้กับมัสยิดสีน้ำเงินที่มีชื่อเสียงของเมืองกล่าวกับ AFP

ขุนศึก อับดุล ราชิด ดอสตุม และอัตตา โมฮัมหมัด นูร์ ซึ่งเป็นผู้นำกองกำลังติดอาวุธในเมืองที่สนับสนุนกองกำลังของรัฐบาลต่อต้านตอลิบาน ได้หลบหนีไปยังอุซเบกิสถาน ซึ่งอยู่ทางเหนือประมาณ 30 กิโลเมตร ผู้ช่วยนูร์ กล่าว

นูร์ทวีตในภายหลังว่าพวกเขาถูกกองทัพหักหลังและอยู่ใน “สถานที่ปลอดภัย” และเสริมว่า “ผมมีเรื่องราวมากมายที่ผมจะบอกเล่าใฟ้ฟังในเวลาที่เหมาะสม”

ขณะที่กลุ่มตอลิบานปิดล้อมเมืองหลวงประชาชนที่ตื่นตระหนกก็ต่อแถวยาวนอกธนาคาร โดยหวังว่าจะถอนเงินออมของพวกเขา บางสาขาดูเหมือนเงินสดจะหมดแล้ว

ผู้อยู่อาศัยใกล้กับเรือนจำ Pul-e-Charkhi นอกกรุงคาบูลบอกกับ AFP ว่าพวกเขาได้ยินเสียงปืนมาจากข้างในซึ่งอาจเป็นผลมาจากการจลาจลของนักโทษ

สำหรับชาวคาบูลและผู้คนหลายหมื่นคนที่หาที่หลบภัยที่นั่นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา อารมณ์ที่ท่วมท้นตอนนี้คือความหวาดหวั่นและหวาดกลัว

มูชดาวัย 35 ปี หญิงโสดที่เดินทางมาถึงเมืองหลวงพร้อมกับพี่สาวสองคนของเธอหลังจากหลบหนีจากเมืองปารวานซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับคาบูลกล่าวว่าเธอรู้สึกหวาดกลัว

“ฉันร้องไห้ทั้งวันทั้งคืน” เธอบอกกับ AFP “ถ้าตาลีบันมาบังคับฉันให้แต่งงาน ฉันจะฆ่าตัวตาย”

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน สั่งให้ส่งทหารสหรัฐเพิ่มอีก 1,000 นาย เพื่อช่วยรักษาความปลอดภัยในการอพยพฉุกเฉินจากพนักงานสถานทูตในกรุงคาบูล และชาวอัฟกันหลายพันคนที่ทำงานในกองกำลังอเมริกัน และตอนนี้หวาดกลัวการล้างแค้นของตอลิบาน

จำนวนทหารอเมริกันที่มีอยู่เดิมคือ 3,000 นายที่ประจำการในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา และอีก 1,000 นายที่ทิ้งไว้ในอัฟกานิสถานหลังจากไบเดนประกาศเมื่อเดือนพฤษภาคมว่าการถอนกำลังทหารอเมริกันครั้งสุดท้ายในอัฟกานิสถานจะเสร็จสิ้นภายในวันที่ 11 กันยายน หลังจากประจำการมานานถึง 20 ปี

การตัดสินใจดังกล่าวถูกโจมตีมากขึ้นเนื่องจากการล่มสลายของกองกำลังรัฐบาลอัฟกานิสถาน แต่เขายืนยันว่าไม่มีทางเลือกอื่น

“ผมเป็นประธานาธิบดีคนที่ 4 ที่ควบคุมการประจำการของทหารอเมริกันในอัฟกานิสถาน (มีประธานาธิบดี) รีพับลิกันสองคน เดโมแครตสองคน ผมจะไม่และจะไม่มีทางส่งต่อสงครามนี้ไปยังคนที่ห้า” ไบเดนกล่าว

Photo by – / AFP

เฮติค้นหาผู้รอดชีวิตหลังแผ่นดินไหวคร่าชีวิตอย่างน้อย 304 ราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660574

วันที่ 15 ส.ค. 2564 เวลา 09:39 น.

เฮติค้นหาผู้รอดชีวิตหลังแผ่นดินไหวคร่าชีวิตอย่างน้อย 304 รายขณะที่ชาวไทยกำลังหลับไหล แต่ชาวเฮติต้องประสบกับมหันตภัยร้ายแรง หลังจากประเทศเคยเจอกับแผ่นดินไหวใหญ่ที่เกือบทำให้คั้งประเทศย่อยยับมาแล้วเมื่อกว่าสิบปีก่อน

เจ้าหน้าที่กู้ภัยพยายามหาผู้รอดชีวิตหลังจากเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.2 ริกเตอร์ที่เฮติเมื่อต้นวันเสาร์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 304 ราย และอาคารถล่มเป็นจำนวนมาก ซึ่งเหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัดเพราะเฮติยังคงพยายามฟื้นตัวจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปี 2010

ศูนย์กลางของการสั่นสะเทือนเริ่มเวลาประมาณ 8:30 น. (1230 GMT) อยู่ห่างออกไปประมาณ160 กิโลเมตร ตามถนนทางตะวันตกของศูนย์กลางของเมืองหลวงปอร์โตแพรงซ์ที่มีประชากรหนาแน่น

โบสถ์ ธุรกิจ โรงเรียน และบ้านเรือนพังทลายลงในแผ่นดินไหว ซึ่งทำให้เหยื่อหลายร้อยคนติดอยู่กับซากปรักหักพัง และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 1,800 คน สำนักงานคุ้มครองพลเรือนของประเทศ ระบุ

หน่วยกู้ภัยต้องแข่งกับเวลาเพื่อค้นหาผู้รอดชีวิต หน่วยงานคุ้มครองพลเรือนทวีตว่าด้วยความพยายามของ “ทั้งเจ้าหน้าที่กู้ภัยมืออาชีพและสมาชิกในที่สาธารณะ สามารถช่วยผู้คนจำนวนมากออกจากซากปรักหักพัง” และกล่าวเสริมว่า โรงพยาบาลที่มีภาระหนักอยู่แล้วยังคงต้องรับผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างต่อเนื่อง

หลายชั่วโมงหลังเกิดแผ่นดินไหว หน่วยงานประกาศว่ายอดผู้เสียชีวิตพุ่งขึ้นเป็น 304 ราย เพิ่มขึ้นตลอดทั้งวันจากรายงานครั้งแรกที่มีผู้เสียชีวิต 29 ราย

แผ่นดินไหวครั้งแรกที่เกิดขึ้นเป็นเวลานานนั้นรู้สึกได้ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของทะเลแคริบเบียน โดยเกิดขึ้นจากศูนย์กลางของแผ่นดินไหวที่คาบสมุทรตะวันตกเฉียงใต้ของเฮติ

หน่วยงานคุ้มครองพลเรือนกล่าวว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 160 คนในเขตทางใต้ของประเทศเพียงจุดเดียว

“บ้านเรือนจำนวนมากถูกทำลาย ผู้คนเสียชีวิตจำนวนมาก และบางคนอยู่ในโรงพยาบาล” คริสเตลลา แซงต์ อิแลร์ วัย 21 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ใกล้ศูนย์กลางแผ่นดินไหว บอกกับเอเอฟพี

เจอร์รี แชนด์เลอร์ หัวหน้าหน่วยงานคุ้มครองพลเรือนระบุว่า โรงพยาบาลในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากแผ่นดินไหวนั้นกำลังดิ้นรนเพื่อให้การรักษาพยาบาลฉุกเฉิน และอย่างน้อย 3 แห่งในเขตเทศบาลเมืองเปสเตล โครายส์ และโรโซซ์ก็เต็มแล้ว

Photo by Tamas JEAN PIERRE / AFP

เกาหลีใต้ประจำการเรือดำน้ำต่อเองรับมือภัยจากเกาหลีเหนือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660553

วันที่ 14 ส.ค. 2564 เวลา 18:29 น.

เกาหลีใต้ประจำการเรือดำน้ำต่อเองรับมือภัยจากเกาหลีเหนือกองทัพเรือเกาหลีใต้รับมอบเรือดำน้ำยิงขีปนาวุธข้ามทวีปติดเรือดำน้ำต่อเองในประเทศลำแรก

สำนักข่าว Yonhap ของเกาหลีใต้รายงานว่า กองทัพเรือเกาหลีใต้รับมอบเรือดำน้ำระวางขับน้ำ 3,000 ตันที่สามารถยิงขีปนาวุธข้ามทวีปติดเรือดำน้ำ (SLBMs) ลำแรกที่ต่อเองในประเทศ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากขีปนาวุธใต้น้ำจากเกาหลีเหนือ

กองทัพเรือทำพิธีประจำการเรือดำน้ำที่ตั้งชื่อตามชื่อของ โทซาน อันชางโฮ นักต่อสู้เพื่อเอกราชของเกาหลีใต้ชื่อดัง ที่อู่ต่อเรืออคโปของบริษัท Daewoo Shipbuilding and Marine Engineering ทางตอนใต้ของเกาะเกียวเชเมื่อวันศุกร์ (13 ส.ค.)

เรือดำน้ำลำนี้เป็นเรือดำน้ำขนาด 3,000 ตันชั้น Changbogo-III Batch-I ลำแรกในจำนวน 3 ลำที่รัฐบาลเกาหลีใต้มีแผนจะต่อขึ้นด้วยเทคโนโลยีของตัวเองภายในปี 2023 ภายใต้โครงการมูลค่า 2,700 ล้านเหรียญสหรัฐของปี 2007 โดยเรือลำล่าสุดนี้ออกแบบในประเทศและใช้ชิ้นส่วนจากท้องถิ่นถึง 76%

เรือดำน้ำลำล่าสุดของกองทัพยาว 83.5 เมตร กว้าง 9.6 เมตร สามารถบรรทุกลูกเรือ 50 คน สามารถยิงขีปนาวุธโจมตีเป้าหมายบนบกด้วยท่อยิงแนวดิ่ง 6 ท่อ และสามารถปฏิบัติภารกิจใต้น้ำนาน 20 วันโดยไม่ต้องขึ้นสู่ผิวน้ำ

ทางกองทัพเรือเกาหลีใต้มีแผนจะนำเรือโทซาน อันชางโฮเข้าปฏิบัติภารกิจในเดือน ส.ค.ปีหน้าหลังจากผ่านการประเมิน 1 ปี

ปัจจุบันเกาหลีใต้มีเรือดำน้ำระวางขับน้ำ 1,200 ตันและ 1,800 ตันประจำการ ขณะที่เกาหลีเหนือคาดว่ามี 70 ลำแต่ส่วนใหญ่ล้าสมัยและไม่เหมาะกับการใช้งานนอกชายฝั่ง

ด้านคิมจองอึนผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือมีแผนเสริมกำลังเรือดำน้ำเช่นกัน โดยเมื่อปี 2019 คิมจองอึนเดินทางไปตรวจสอบเรือดำน้ำลำใหม่ที่สำนักข่าวกรองกลางเกาหลีเหนือ (KCNA) รายงานว่าจะเข้าประจำการเร็วๆ นี้ แต่ไม่เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมรวมทั้งสมรรถนะของเรือ

Photo by Handout / YONHAP / AFP

เผยอุณหภูมิโลกเดือน ก.ค.ร้อนที่สุดในรอบ 142 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660551

วันที่ 14 ส.ค. 2564 เวลา 16:26 น.

เผยอุณหภูมิโลกเดือน ก.ค.ร้อนที่สุดในรอบ 142 ปีสหรัฐเผยเดือน ก.ค.โลกร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ ส่วนเอเชียร้อนสุดในรอบ 11 ปี

สำนักงานสมุทรศาสตร์และชั้นบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐ (NOAA) เผยว่า เดือน ก.ค. เป็นเดือนที่อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ NOAA เริ่มบันทึกสถิตินี้เมื่อ 142 ปีที่แล้ว

NOAA ระบุว่า อุณหภูมิของพื้นดินและพื้นผิวมหาสมุทรสูงกว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของศตวรรษที่ 20 (15.8 องศาเซลเซียส) ถึง 0.93 องศาเซลเซียส และสูงกว่าสถิติเก่าของเดือน ก.ค. 2016 ถึง 0.01 องศาเซลเซียส

ริค สปินราด ผู้บริหาร NOAA เผยว่า ปกติแล้วเดือน ก.ค.เป็นเดือนที่อุณหภูมิโลกสูงที่สุดของปี แต่เดือน ก.ค.ปีนี้ทุบสถิติเดิมของตัวเองเป็นเดือน ก.ค. ที่ร้อนที่สุดและเดือนที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีมา

อย่างไรก็ดี รายงานโดยหน่วยงานติดตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัส (Copernicus) ของสหภาพยุโรป (EU) เมื่อเดือนที่แล้วระบุว่า เดือน ก.ค.ที่ผ่านมาเป็นต้นที่ร้อนที่สุดอันดับ 3 ของโลก ขณะที่องค์การนาซาระบุว่าเดือน ก.ค.ปีนี้ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 2

ทว่า เซค เฮาส์ฟาเธอร์ นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศจาก Breakthrough Institute เผยว่า ไม่ใช่เรื่องผิดปกติที่รายงานของแต่ละหน่วยงานจะแตกต่างกันเล็กๆ น้อยๆ เนื่องจาก NOAA จัดเก็บข้อมูลในอาร์กติกในขอบเขตที่จำกัดกว่าบันทึกอุณหภูมิในส่วนอื่นๆ ของโลก

“แต่ไม่ว่าจะร้อนเป็นอันดับที่เท่าไร ความร้อนที่โลกเผชิญในช่วงฤดูร้อนปีนี้เป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกอื่นของมนุษย์อย่างชัดเจน” เฮาส์ฟาเธอร์เผยกับสำนักข่าว AFP “มันจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกว่าโลกจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกอื่นจนเหลือศูนย์”

นอกจากนี้ อุณหภูมิในพื้นที่อื่นก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน อาทิ อุณหภูมิผิวดินของซีกโลกเหนือของเดือน ก.ค. สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2012 (สูงกว่าค่าเฉลี่ย 1.54 องศาเซลเซียส) เดือน ก.ค.ของเอเชียร้อนที่สุดนับตั้งแต่ปี 2010 ส่วนเดือน ก.ค.ของยุโรปร้อนที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากปี 2018

ทั้งนี้ เพียงอุณหภูมิร้อนขึ้นเพียง 1.1 องศาเซลเซียส ภัยพิบัติจากสภาพอากาศที่รุนแรงที่หนักขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้แผ่ขยายไปทั่วโลกในฤดูร้อนนี้ ตั้งแต่คลื่นความร้อนที่ละลายถนนแอสฟัลต์ในแคนาดา ไปจนถึงพายุฝนที่เปลี่ยนถนนหนทางในจีนและเยอรมนีเป็นแม่น้ำ ไปจนถึงไฟป่ารุนแรงในกรีซและแคลิฟอร์เนีย

REUTERS/Issei Kato/File Photo

จีนเตรียมรับรองกลุ่มตอลิบานเป็นรัฐบาลอัฟกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660544

วันที่ 14 ส.ค. 2564 เวลา 14:27 น.

จีนเตรียมรับรองกลุ่มตอลิบานเป็นรัฐบาลอัฟกันแหล่งข่าวเผยทางการจีนเตรียมรับรองตอลิบานเป็นรัฐบาลที่ชอบธรรมของอัฟกานิสถานทันทีที่ตอลิบันยึดกรุงคาบูลสำเร็จ

US News & World Report รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวชาวอเมริกันและหน่วยข่าวกรองต่างประเทศหลายคนว่า จีนพร้อมจะรับรองให้กลุ่มตอลิบานเป็นรัฐบาลที่ชอบธรรมของอัฟกานิสถานหากตอลิบานโค่นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยของอัฟกานิสถานสำเร็จ

ก่อนหน้านี้จีนเคยกดดันให้กลุ่มตอลิบานหันมาเจรจาสงบศึกกับรัฐบาลของประธานาธิบดี อัชราฟ ฆานี ของอัฟกานิสถาน และจีนยังร่วมกับประเทศอื่นๆ รวมทั้งสหรัฐรับปากว่าจะไม่ยอมรับรัฐบาลที่มาจากการใช้กำลังทหาร

ทว่าแหล่งข่าวเผยว่า การประเมินทางทหารและข่าวกรองของจีนครั้งใหม่ทำให้รัฐบาลจีนหันมาเตรียมกระชับความสัมพันธ์กับกลุ่มตอลิบาน

การรับรองความชอบธรรมให้กลุ่มตอลิบานของจีนอาจทำให้ความพยายามของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ที่จะใช้การคว่ำบาตรจากนานาชาติบีบบังคับให้กลุ่มตอลิบานกลับมาสู่โต๊ะเจรจาหาทางออกทางการเมือง

ด้าน ไทเลอร์ จอสต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนจากมหาวิทยาลัยบราวน์เผยว่า มันเป็นกลยุทธ์ที่จีนนำมาเล่น “ถ้าคุณคาดว่ามีความเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลใหม่กำลังจะขึ้นสู่อำนาจ การกำหนดเงื่อนไขดังกล่าวอาจเป็นประโยชน์หากคนเหล่านั้นยึดอำนาจสำเร็จ คุณก็อยู่ในตำแหน่งที่ดีที่จะเจรจาต่อรองกับพวกเขา”

“ในกรณีนี้ ความเชื่อมโยงใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างกลุ่มอิสลามิสต์และซินเจียงน่าจะเป็นประเด็นสำคัญสำหรับผู้มีอำนาจตัดสินใจของจีน ซินเจียงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับจีน จีนไม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับปัจจัยที่สหรัฐมองว่าสำคัญกับอนาคตของอัฟกานิสถานอย่างการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยที่ยั่งยืน หรือสิทธิมนุษยชน”

ด้าน เดเรค กรอสแมน นักวิเคราะห์ด้านกลาโหมของ RAND เผยว่า จีนเกี่ยวพันกับอัฟกานิสถานจากการก่อสร้างมอเตอร์เวย์เปชวาร์-คาบูลซึ่งเชื่อมปากีสถานกับอัฟกานิสถานและทำให้คาบูลอยู่ในโครงการเส้นทางสายไหมศตวรรษที่ 21 (Belt and Road Initiative) ของจีน

กรอสแมนเผยอีกว่า จีนยังสร้างถนนสายหลักสู่ฉนวนวาคาน (Wakhan Corridor) เส้นทางเล็กๆที่เชื่อมซินเจียงของจีนกับอัฟกานิสถาน ไปยังปากีสถานและเอเชียกลาง เกื้อหนุนเครือข่ายเส้นทางที่มีอยู่แล้วในภูมิภาค เมื่อสร้างเสร็จเส้นทางเหล่านี้จะช่วยให้จีนบรรลุเป้าหมายเพิ่มการค้ากับภูมิภาคนี้และการสกัดทรัพยากรธรรมชาติในอัฟกานิสถาน

กรอสแมนย้ำว่า จีนจะได้ผลประโยชน์มหาศาลหากตอลิบานขึ้นครองอำนาจในอัฟกานิสถาน

ทั้งนี้ ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมากลุ่มตอลิบานเข้ายึดเมืองเฮรัตทางตะวันตกและกันดาฮาร์ทางใต้ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 และ 3 ของอัฟกานิสถาน เมื่อรวมกันแล้วขณะนี้ตอลิบานยึดครึ่งหนึ่งของเมืองเอกของอัฟกานิสถานที่มีทั้งหมด 34 เมือง และครอบครองพื้นที่มากกว่า 2 ใน 3 ของประเทศ

Photo by Li Ran / XINHUA / AFP

คิวบาเผยวัคซีนผลิตเองสู้สายพันธุ์เดลตาได้ดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660532

วันที่ 14 ส.ค. 2564 เวลา 12:07 น.

คิวบาเผยวัคซีนผลิตเองสู้สายพันธุ์เดลตาได้ดีคิวบาเผยวัคซีนที่ผลิตเอง 2 ยี่ห้อมีประสิทธิภาพป้องกันการป่วยได้ดีสู้สายพันธุ์เดลตาได้

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ทางการคิวบาซึ่งกำลังเผชิญกับการระบาดของสายพันธุ์เดลตาเผยว่า ในจำนวนชาวคิวบา 2.5 ล้านคนจากประชากรทั้งหมดราว 11 ล้านคนที่ได้รับวัคซีน Abdala และ Soberana 2 ซึ่งเป็นวัคซีนที่พัฒนาและผลิตเองในประเทศแล้ว มีเพียง 21,000 คน หรือ 0.8% เท่านั้นที่มีอาการป่วยจาก Covid-19

และในจำนวนนี้มีเพียง 99 คน หรือ 0.003% ที่เสียชีวิต ซึ่งในทางสถิติถือว่าน้อยมาก

ขณะที่ไบโอคิวบาฟาร์มา (BioCubaFarma) บริษัทเภสัชกรรมของรัฐเผยว่า ผลลัพธ์ดังกล่าวบ่งชี้ว่าวัคซีนทั้งสองยี่ห้อได้ผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการป้องกันอาการป่วยรุนแรง รวมทั้งต่อสายพันธุ์เดลตา

ด้าน เอดูอาร์โด มาร์ติเนซ ประธาน BioCubaFarma เผยว่า “นี่เป็นข้อมูลที่มีความหวังมาก” โดยขณะนี้บริษัทกำลังเดินหน้าผลิตวัคซีน Abdala และ Soberana 2 ให้เพียงพอที่จะฉีดให้ประชาชนชาวคิวบาทุกคนให้ทันภายในเดือน ก.ย.นี้

ทั้งนี้ ทางการคิวบาเริ่มฉีดวัคซีนตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมาโดยใช้วัคซีน Abdala and Soberana 2 ซึ่งผลการทดลองทางคลินิกระยะสุดท้ายออกมาว่ามีประสิทธิภาพมากกว่า 90%

Photo by Joaquin Hernandez / AFP

อนามัยโลกชี้เป็นไปได้โควิดหลุดจากแล็บอู่ฮั่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660530

วันที่ 14 ส.ค. 2564 เวลา 10:59 น.

อนามัยโลกชี้เป็นไปได้โควิดหลุดจากแล็บอู่ฮั่นหัวหน้าทีมหาต้นตอ Covid-19 ของอนามัยโลกชี้เป็นไปได้ที่เชื้อจะหลุดออกมาจากห้องแล็บที่อู่ฮั่น โดยผู้ป่วยหมายเลข 0 คือเจ้าหน้าที่ในแล็บ

ปิแอร์ เบ็น เอ็มบาเร็ค หัวหน้าทีมสืบสวนหาต้นตอของ Covid-19 ขององค์การอนามัยโลก (WHO) เผยในรายการสารคดีของสถานีโทรทัศน์ช่อง 2 ของเดนมาร์กว่า สมมติฐานที่ว่า Covid-19 หลุดออกมาจากห้องวิจัยในเมืองอู่ฮั่นมีความเป็นไปได้ และผู้ป่วยหมายเลข 0 ก็คือ เจ้าหน้าที่ของห้องวิจัยดังกล่าว

บางส่วนของสารคดีที่ตัดตอนมาซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 12 ส.ค. เอ็มบาเร็คเผยว่า การระบาดอาจเริ่มจากเจ้าหน้าที่ของหนึ่งในห้องวิจัยในเมืองอู่ฮั่นที่มีอยู่หลายแห่ง หลังจากเจ้าหน้าที่เหล่านั้นได้รับเชื้อจากค้างคาวระหว่างออกไปทำงานภาคสนามหรือทำการทดลองในห้องวิจัย

เอ็มบาเรคอธิบายว่า เขาเชื่อว่าการติดเชื้อจากค้างคาวของเจ้าหน้าที่ห้องวิจัยเป็นตัวอย่างของการแพร่เชื้อจากสัตว์สู่คนโดยตรง ดังนั้นจึงเป็นไปได้ที่ “เจ้าหน้าที่คนหนึ่งของห้องวิจัยติดเชื้อขณะเข้าไปเก็บตัวอย่างค้างคาวในถ้ำ นี่คือจุดที่ไวรัสกระโดดจากค้างคาวมายังมนุษย์โดยตรง ในกรณีนี้จึงเป็นเจ้าหน้าที่ห้องวิจัยแทนที่จะเป็นชาวบ้านคนใดคนหนึ่ง หรือคนอื่นที่สัมผัสกับค้างคาวเป็นปกติ”

เอ็มบาเร็คย้ำว่า ทีมของเขาไม่พบหลักฐานโดยตรงว่าการระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสเกี่ยวข้องกับการวิจัยค้างคาวในห้องวิจัยในเมืองอู่ฮั่น แต่ที่ทราบคือ ค้างคาวเกือกม้าสามารถเป็นพาหะของเชื้อโคโรนาไวรัสที่เกี่ยวข้องกับเชื้อ Sars-CoV-2 ที่ทำให้เกิดโรค Covid-19 แต่เชื้อดังกล่าวไม่ใช่โรคประจำถิ่นของอู่ฮั่น และคนในเมืองที่สัมผัสโดยตรงกับค้างคาวดังกล่าวก็คือเจ้าหน้าที่ห้องวิจัยในเมืองอู่ฮั่น

หัวหน้าทีมสืบสวนหาต้นตอของ Covid-19เผยอีกว่า ทีมของเขาได้รับอนุญาตให้เยี่ยมชมห้องวิจัย 2 แห่งที่ทำการวิจัยเกี่ยวกับค้างคาว โดยที่ทั้งสองแห่งให้พวกเขาชมวิดีโอนำเสนอเกี่ยวกับห้องวิจัยและอนุญาตให้ถามคำถามได้ แต่ไม่อนุญาตให้ดูเอกสารหรือบันทึกต่างๆ

เอ็มบาเร็คเล่าว่าตอนแรกทีมพุ่งความสนใจไปที่สถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่น (WIV) แต่ภายหลังได้เข้าไปสืบสวนที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคอู่ฮั่น (CDC) ด้วย และกล่าวอีกว่า การตีพิมพ์การวิจัยเกี่ยวกับค้างคาวครั้งสุดท้ายคือเมื่อปี 2013 แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะหยุดทำการวิจัยค้างคาว

เอ็มบาเรคสอบถามเจ้าหน้าที่จาก CDC ว่าห้องวิจัยก่อตั้งมากี่ปีแล้วและได้คำตอบว่า พวกเขาเพิ่งย้ายมาที่ห้องวิจัยนี้ในเดือน ธ.ค. 2019 โดยห้องวิจัยแห่งนี้อยู่ห่างจากตลาดขายอาหารทะเลฮัวหนานที่พบการติดเชื้อเป็นครั้งแรกเพียง 500 เมตร

เอ็มบาเร็คเผยว่า เรื่องนี้น่าสนใจมากเพราะการเคลื่อนย้ายเกิดขึ้นในวันที่ 2 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พบการติด Covid-19 เคสแรกๆ เอ็มบาเรคย้ำว่า “เมื่อคุณย้ายห้องวิจัย ทุกอย่างจะยุ่งเหยิงไปหมด” และการย้ายจะมีทั้งการย้ายไวรัส ตัวอย่าง และอื่นๆ ที่รวบรวมไว้จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง และจากความยุ่งเหยิงนี้ทำให้เขามองว่าจะต้องมองให้ลึกลงไปในช่วงเวลาดังกล่าวและในห้องวิจัย

เอ็มบาเร็คกล่าวอีกว่า เขาเชื่อว่าทฤษฎีห้องวิจัยนี้จะถูกคัดค้าน เนื่องจากเคยมีความผิดพลาดเกิดขึ้น “อาจเป็นเพราะมันหมายความว่ามีความผิดพลาดของมนุษย์เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุครั้งนี้ และพวกเขาจะไม่ยอมรับมัน”

Photo by NICOLAS ASFOURI / AFP