ล้างแค้นแทน Huawei? จีนยันเพิ่มโทษประหารชาวแคนาดา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660188

วันที่ 10 ส.ค. 2564 เวลา 11:35 น.

ล้างแค้นแทน Huawei? จีนยันเพิ่มโทษประหารชาวแคนาดากรณีนี้เกิดขึ้นพร้อมกับที่แคนาดาควบคุมตัวเมิ่งหว่านโจว บุตรสาวของเจ้าของบริษัทหัวเหวยเอาไว้ และกลายเป็นความขัดแย้งและการข่มขู่ระหว่างสองประเทศนับแต่นั้น

ศาลจีนยืนคำพิพาษาเดิมที่ให้ประหารชีวิตและปฏิเสธคำอุทธรณ์ของรอเบิร์ท เชลเลนเบิร์ก (Robert Schellenberg) ชาวแคนาดาที่ถูกดำเนินคดีในข้อหาลักลอบขนยาเสพติด ซึ่งก่อนหน้านี้รับโทษแค่จำคุก 15 ปี แต่กลับถูกเพิ่มโทษเป็นประหารชีวิตในภายหลัง

คำตัดสินยืนยันประหารชีวิตเชลเลนเบิร์กเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศยังเประบางอย่างยิ่งหลังจากการจับกุมผู้บริหารของ Huawei แบะบุตรสาวของผู้ก่อตั้งบริษัทคือ เมิ่งหว่านโจวโดยทางการแคนาดาในปลายปี 2018 และเป็นเหตุความขัดแย้งสามเส้าระหวางแคนาดา สหรัฐ และจีน

เชลเลนเบิร์กถูกทางการจีนควบคุมตัวในเดือนธันวาคม 2014 โดยตั้งข้อหาลักลอบขนยาเสพติดในเดือนมกราคม 2015 และถูกตัดสินจำคุก 15 ปีในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2018

ไม่กี่วันต่อมาในวันที่ 1 ธันวาคม แคนาดาจับกุมเมิ่งหว่ารนโจวประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ Huawei Technologies ยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมของจีนในแวนคูเวอร์ตามหมายจับผู้ร้ายข้ามแดนของสหรัฐ

จีน จีนเตือนว่าเว้นแต่เมิ่งจะได้รับการปล่อยตัวเท่านั้น หาไม่แล้วแคนาดาว่าจะได้รับผลจากการกระทำดังกล่าวแต่ในเวลานั้นไม่ระบุรายละเอียด

ก่อนสิ้นเดือน เชลเลนเบิร์กยื่นอุทธรณ์คำตัดสินจำคุก 15 ปี ศาลอุทธรณ์จึงดำเนินการพิจารณาคดีของเชลเลนเบิร์กเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม

ในเดือนมกราคม 2019 ศาลอุทธรณ์ประชาชนต้าเหลียนในมณฑลเหลียวหนิงของจีนได้พิจารณาคดีใหม่อีกครั้งกับเชลเลนเบิร์กและพิพากษาให้เขารับโทษประหารชีวิต

ศาลได้พิจารณาคำอุทธรณ์ของเชลเลนเบิร์ให้ทบทวนโทษประหารชีวิตในเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว และยืนยันคำตัดสินเดิมให้ประหารในวันที่ 10 สิงหาคม 2021

ทนายในกรุงปักกิ่งกล่าวกับสำนักรอยเตอร์ว่า การบังคับใช้บทลงโทษที่รุนแรงขึ้นหลังจากการอุทธรณ์นั้นขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายวิธีพิจารณาความของจีน (หมายเหตุข้อสังเกต – ซึ่งคำกล่าวนี้อาจสะท้อนวาการพิจารณาคดีมีวาระซ่อนเรนทางการเมืองเกี่ยวกับความสัมพันธ์จีน-แคนาดาที่เลวร้ายลง)

โดมินิก บาร์ตัน (Dominic Barton) เอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศจีนกล่าวถึงกรณีที่ในศาลจีนยืนโทษประหารชีวิตเชลเลนเบิร์ก โดยกล่าวว่ามีความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับการใช้โทษประหารโดยพลการของจีน

บาร์ตัน ยังกล่าวอีกว่า “ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ” ที่จีนประกาศผลการอุทธรณ์ของเชลเลนเบิร์กในขณะที่คดีที่เกี่ยวข้องกับผู้บริหาร Huawei คือเมิ่งหว่านโจวยังคงดำเนินอยู่ในแคนาดา

นอกจาก เชลเลนเบิร์กแล้วยังมีชาวแคนาดาอีกสองคนถูกตั้งข้อหาและพยายามจะจารกรรม

หนึ่งในนั้นคือนักธุรกิจ ไมเคิล สเปเวอร์ (Michael Spavor) ที่คาดวาจะมีการตัดสินคดีของเราอย่างเร็วที่สุดในวันพุธตามแหล่งข่าวชาวแคนาดาที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้โดยตรง

แหล่งข่าวคนที่สองที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ยืนยันว่าคำตัดสินของสเปเวอร์ครบกำหนดในสัปดาห์นี้

Photo by HANDOUT / Intermediate Peoples’ Court of Dalian / AFP

สหรัฐยกระดับคำเตือนไทยพื้นที่เสี่ยงสูงสุด ให้งดเดินทางไป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660182

วันที่ 10 ส.ค. 2564 เวลา 10:35 น.

สหรัฐยกระดับคำเตือนไทยพื้นที่เสี่ยงสูงสุด ให้งดเดินทางไปศูนย์ควบคุมโรคสหรัฐจัดไทยเป็นประเทศเฝ้าระวังระดับสูงสุด ขอประชาชนเลี่ยงเดินทาง

เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ตามเวลาท้องถิ่นศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ยกระดับให้ประเทศไทย อิสราเอล ฝรั่งเศส ไอซ์แลนด์ และอีกหลายประเทศเป็นประเทศเฝ้าระวังระดับที่ 4 หรือพื้นที่เสี่ยงสูงสุด หลังจากที่ก่อนหน้านี้ไทยอยู่ในประเทศเฝ้าระวังระดับที่ 3

พร้อมขอความร่วมมือให้ประชาชนงดเดินทางเข้าประเทศดังกล่าวข้างต้นเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 เนื่องจากเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ออสเตรเลีย โครเอเชีย เอลซัลวาดอร์ อาเซอร์ไบจาน กวม เคนยา และจาเมกา ถูกยกระดับเป็นประเทศเฝ้าระวังระดับที่ 3 หรือพื้นที่เสี่ยงสูง

ทั้งนี้ CDC ได้จัดระดับตามความเสี่ยงของการแพร่ระบาด 5 ระดับ ได้แก่ ระดับที่ 4 ประเทศสีแดงเข้ม (ความเสี่ยงสูงมาก) ให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางเหล่านี้ หรือฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ให้ครบก่อนหากต้องการเดินทาง

ระดับที่ 3 ประเทศสีแดง (ความเสี่ยงสูง) ให้ประชาชนฉีดวัคซีนให้ครบก่อนเดินทางไปยังประเทศเหล่านี้ หรือหลีกเลี่ยงการเดินทางหากไม่จำเป็น

ระดับที่ 2 ประเทศสีส้ม (ความเสี่ยงปานกลาง) ประชาชนควรฉีดวัคซีนให้ครบถ้วนก่อนเดินทาง สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนและมีความเสี่ยงที่จะมีอาการป่วยรุนแรงหากติดเชื้อควรเลี่ยงการเดินทางโดยไม่จำเป็น

ระดับที่ 1 ประเทศสีเหลือง (ความเสี่ยงต่ำ) สามารถเดินทางได้แต่ควรฉีดวัคซีนก่อนเดินทาง และระดับสุดท้ายประเทศที่ไม่ทราบแน่ชัด ให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางเหล่านี้ แต่หากต้องการเดินทางควรฉีดวัคซีนให้ครบ

Alex Wong/Getty Images/AFP

รัฐบาลเผด็จการเมียนมาปัดไม่เกี่ยวแผนลอบสังหารทูต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660180

วันที่ 10 ส.ค. 2564 เวลา 10:24 น.

รัฐบาลเผด็จการเมียนมาปัดไม่เกี่ยวแผนลอบสังหารทูตกระทรวงการต่างประเทศของรัฐบาลทหารเมียนมากล่าวหาว่ารัฐบาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการทำร้ายเพื่อเอาชีวิตทูตยูเอ็น

สำนักข่าวรอยเตอร์กระทรวงการต่างประเทศของเมียนมาร์กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่ารัฐบาลเมียนมา (รัฐบาลเผด็จการทหาร) ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการลอบสังหาร จ่อ โม ทุน (Kyaw Moe Tun) เอกอัครราชทูตเมียนมาของรัฐบาลลพเรือนที่ถูกโค่นล้ม ประจำสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ซึ่งเป็นผู้ต่อต้านรัฐบาลเผด็จการในนิวยอร์ก โดยชี้ว่าเมียนมาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและถือเป็นคดีในประเทศของสหรัฐ

นี่เป็นคำแถลงครั้งแรกของรัฐบาลทหารนับตั้งแต่การจับกุมชาวเมียนมาร์ 2 คนที่เกี่ยวข้องกับแผนการการลอบสังหารและทำร้ายจ่อ โม ทุน และทางการเมียนมายังปฏิเสธความคิดในลักษณะการประณามโดยเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติ ลินดา โธมัส-กรีนฟิลด์ เกี่ยวกับแผนการทำร้ายทูตด้วย

“เหตุการณ์นี้เป็นคดีในประเทศสหรัฐอเมริกา คำพิพากษาต้องทำในสหรัฐอเมริกาตามกฎหมายของสหรัฐ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเมียนมา” คำแถลงระบุบนสถานีโทรทัศน์ MRTV ของรัฐ

สำนักข่าวรอยเตอร์ไม่สามารถติดต่อโฆษกรัฐบาลทหารเพื่อตอบโต้เพิ่มเติมต่อแผนการลอบสังหาร/ลอบทำร้ายดังกล่าว

ทั้งนี้ ทางการสหรัฐ ระบุเมื่อวันศุกร์ว่าพลเมืองเมียนมา 2 คนถูกจับในรัฐนิวยอร์ก ฐานวางแผนกับผู้ค้าอาวุธในไทย ซึ่งขายอาวุธให้กองทัพพม่า เพื่อสังหารหรือทำร้ายเอกอัครราชทูตสหประชาชาติของเมียนมาร์

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โธมัส-กรีนฟิลด์กล่าวว่า แผนดังกล่าวสอดคล้องกับ “รูปแบบการก่อกวน” ของผู้นำเผด็จการและผู้สนับสนุนที่พยายามข่มเหงฝ่ายตรงข้ามทั่วโลก เธอกล่าวว่าสหรัฐยืนหยัดเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับ จ่อ โม ทุนและชมเชยเขาที่มี “ความกล้าหาญและความองอาจที่โดดเด่น”

แต่กระทรวงการต่างประเทศเมียนมากล่าวว่า “เมียนมาปฏิเสธคำกล่าวของผู้แทนถาวรของสหรัฐ ณ สหประชาชาติลินดา โธมัส กรีนฟิลด์อย่างแข็งขัน”

กระทรวงการต่างประเทศเมียนเสริมว่า จ่อ โม ทุนถูกปลดออกจากตำแหน่งในฐานะเอกอัครราชทูตสหประชาชาติของเมียนมา และขณะนี้ถูกหมายจับในข้อหากบฏ เพราะเขาแสดงการสนับสนุนรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติที่เคลื่อนไหวใต้ดินต่อต้านเผด็จการทหาร

แม้จะมีการประท้วงของรัฐบาลเผด็จการ แต่ จ่อ โม ทุน ยังคงทำหน้าที่ที่สหประชาชาติ ในฐานะเป็นตัวแทนของรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งถูกทหารโค่นล้มเมื่อเดือนกุมภาพันธ์

รายงานสะเทือนโลก IPCC เตือนสภาพอากาศโลกถึงจุดวิกฤต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660151

วันที่ 09 ส.ค. 2564 เวลา 18:30 น.

รายงานสะเทือนโลก IPCC เตือนสภาพอากาศโลกถึงจุดวิกฤตนักวิทยาศาสตร์เตือนว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอยู่ในจุดที่น่าเป็นห่วงและย้อนกลับไม่ได้แล้ว

วันนี้ (9 ส.ค.) คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ภายใต้การกำกับดูแลขององค์กรอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) และโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) เปิดเผยรายงานวิทยาศาสตร์ด้านสภาพอากาศเฉพาะกิจเพื่อเตือนว่าโลกกำลังเข้าสู่ภาวะโลกร้อนที่อันตรายอย่างยิ่งโดยเป็นผลมาจากการกระทำของมนุษย์

อันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติชี้ว่านี่คือ “รหัสแดง” หรือภาวะฉุกเฉินของมนุษยชาติ พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันเพื่อป้องกันภัยพิบัติที่กำลังจะเกิดขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

วิกฤตที่จะเกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อน

• รายงานคาดการณ์ว่าคลื่นความร้อนรุนแรงที่จะเกิดขึ้นทุก 50 ปีนั้น ได้เกิดถี่ขึ้นเป็นทุก 10 ปี อันเนื่องจากภาวะโลกร้อน ในขณะที่พายุฝนและภัยแล้งก็เพิ่มความถี่และความรุนแรงขึ้นเช่นกัน ตลอดจนฤดูไฟป่าก็จะยาวนานและรุนแรงกว่าเดิม

• ธารน้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกอาจละลายหายไปทั้งหมดภายในปี 2050 เนื่องจากเป็นภูมิภาคที่เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศมากที่สุด

• ระดับก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศขณะนี้สูงพอที่จะส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศของโลกไปอีกหลายสิบปีหรืออาจถึงหลายร้อยปี

• IPCC กล่าวว่าก๊าซเรือนกระจกที่มนุษย์ได้ปล่อยออกมาแล้วนั้นส่งผลให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เนื่องจากความร้อนและน้ำแข็งละลาย ซึ่งจะยังคงเพิ่มสูงขึ้นเป็นเวลาหลายพันปี

• นอกจากนี้ IPCC ยังเชื่อมั่นว่าพื้นที่เกษตรกรรมหลายแห่งทั่วโลกจะประสบภัยแล้งหรือพายุฝนมากขึ้น รวมถึงพื้นที่บางส่วนของอาร์เจนตินา ปารากวัย โบลิเวีย และบราซิล ซึ่งเป็นแหล่งปลูกถั่วเหลืองและสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ รายใหญ่ระดับโลก

• ผลกระทบบางอย่างเป็นการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพอากาศที่ไม่สามารถย้อนกลับไปได้แล้ว อย่างเช่นการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล หรือการละลายของน้ำแข็งขั้วโลก แม้ว่ามนุษย์จะพยายามควบคุมคาร์บอนไปนับร้อยหรือพันปีก็ไม่สามารถย้อนกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้

มันเริ่มเกิดขึ้นแล้ว

• นักวิทยาศาสตร์เน้นย้ำว่าผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้เกิดขึ้นแล้ว อย่างเช่น การเกิดคลื่นความร้อนในแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือของสหรัฐ ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปหลายร้อยคนในเดือนมิ.ย. และบราซิลกำลังประสบภัยแล้งครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 91 ปี

• เปาโล อาร์ทาโซ นักสิ่งแวดล้อมผู้นำในการเขียนรายงานกล่าวว่าคลื่นความร้อนในแคนาดา ไฟไหม้ในแคลิฟอร์เนีย น้ำท่วมในเยอรมนี น้ำท่วมในจีน ภัยแล้งในภาคกลางของบราซิล ล้วนแสดงให้เห็นชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลกระทบอย่างหนัก

• คารอลินา เวร่า นักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศและผู้ร่วมเขียนรายงานกล่าวว่าโอกาสที่เหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นพร้อมกันยิ่งมีมากขึ้น อย่างเช่นการเกิดความร้อนจัด ภัยแล้ง และลมแรงพร้อมกันซึ่งส่งผลให้เกิดไฟป่า

• นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าการคาดการณ์ในรายงานฉบับนี้ตอกย้ำให้เห็นถึงความสำคัญในการควบคุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรวมถึงปฏิบัติตามข้อตกงปารีสอย่างจริงจัง

Photo by ANGELOS TZORTZINIS / AFP

จีนค้นพบ ‘โรงผลิตเหรียญกษาปณ์’ เก่าแก่สุดในโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660149

วันที่ 09 ส.ค. 2564 เวลา 18:16 น.

จีนค้นพบ ‘โรงผลิตเหรียญกษาปณ์’ เก่าแก่สุดในโลก

การค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นที่มณฑลเหอหนาน ถือเป็น ‘โรงผลิตเหรียญกษาปณ์’ เก่าแก่สุดในโลก

เจิ้งโจว, 9 ส.ค. (ซินหัว) — คณะนักโบราณคดีของมหาวิทยาลัยเจิ้งโจว ซึ่งตั้งอยู่ที่มณฑลเหอหนานทางตอนกลางของจีน ยืนยันผลการตรวจสอบอายุของซากโบราณสถานกวนจวงที่เมืองสิงหยางของเหอหนานด้วยวิธีคาร์บอน-14 บ่งชี้ว่ามีการหล่อเหรียญทองแดงในช่วง 640-550 ปีก่อนคริสต์ศักราช

ผลการตรวจสอบข้างต้นถือเป็นการกำหนดกรอบเวลาของการผลิตเหรียญกษาปณ์ในจีนอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก และส่งผลให้ซากโบราณสถานกวนจวงเป็นที่ตั้งของโรงผลิตเหรียญกษาปณ์ที่มีความเก่าแก่มากที่สุดเท่าที่เคยมีการค้นพบในโลก

โบราณสถานกวนจวงเป็นซากเมืองเก่าแก่อันสมบูรณ์พร้อม ซึ่งปรากฏอยู่ในยุคราชวงศ์โจวตะวันตก (1046-771 ปีก่อนคริสตกาล) ถึงช่วงกลางยุควสันตสารทหรือยุคชุนชิว (770-476 ปีก่อนคริสตกาล) ก่อสร้างขึ้นเมื่อราว 800 ปีก่อนคริสตกาล และถูกทิ้งร้างเมื่อราว 450 ปีก่อนคริสตกาล

ปฏิบัติการขุดสำรวจซากโบราณสถานกวนจวงเริ่มต้นเมื่อปี 2010 นำไปสู่การค้นพบพื้นที่ขนาดใหญ่ของโรงผลิตงานหัตถกรรมหลากหลายประเภท อาทิ การหล่อเหรียญกษาปณ์ การทำเครื่องปั้นดินเผา และการแกะสลักกระดูก

ศาสตราจารย์หานกั๋วเหอ หัวหน้าภาควิชาโบราณคดีของมหาวิทยาลัยฯ ระบุว่าโรงผลิตเหรียญกษาปณ์ครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ทางเหนือตอนกลางของซากเมืองเก่าแก่แห่งนี้ และมีการค้นพบซากเหรียญปู้ปี้ (Spade money) รูปทรงคล้ายใบจอบ 4 แบบ ได้แก่ เหรียญคงโส่วปู้ปี้สภาพสมบูรณ์ เหรียญซินฟ่านที่ยังไม่ถูกใช้งานและใช้งานแล้ว และเหรียญไว่ฟ่าน

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว