ทูตสหรัฐประจำ UN เตรียมเยือนไทยถกเรื่องวัคซีน Pfizer #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659836

วันที่ 05 ส.ค. 2564 เวลา 14:24 น.

ทูตสหรัฐประจำ UN เตรียมเยือนไทยถกเรื่องวัคซีน Pfizerทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติเตรียมเดินทางเยือนไทยพูดคุยเรื่องวัคซีนที่สหรัฐบริจาคและประเด็นผลประโยชน์ร่วมกันด้านอื่น

เว็บไซต์คณะผู้แทนสหรัฐประจำสหประชาชาติแจ้งกำหนดการว่า ลินดา โธมัส-กรีนฟิลด์ ทูตสหรัฐประจำองค์การสหประชาชาติ (UN) เตรียมเดินทางเยือนไทยระหว่างวันที่ 9-12 ส.ค.นี้ เพื่อยืนยันและสร้างความสัมพันธ์ที่สำคัญยิ่งระหว่างสหรัฐและไทย

โธมัส-กรีนฟิลด์ จะพบกับเจ้าหน้าที่เพื่อหารือประเด็นต่างๆ ที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน รวมทั้งการกระจายวัคซีนของ Pfizer กว่า 1.5 ล้านโดสที่ทางการสหรัฐเพิ่งบริจาคให้ไทยเพื่อรับมือการแพร่ระบาดของ Covid-19 วิกฤตที่กำลังดำเนินอยู่ในเมียนมาและความต้องการด้านสิทธิมนุษยชนในภูมิภาค ความร่วมมือที่แข็งแกร่งของสหรัฐกับอาเซียน การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และประเด็นอื่นๆ

นอกจากนี้ โธมัส-กรีนฟิลด์จะหารือกับตัวแทนขององค์กรระหว่างประเทศและองค์กรไม่แสวงกำไร (NGO) ที่อยู่ในไทย

ทั้งนี้ ก่อนเดินทางเยือนไทย โธมัส-กรีนฟิลด์ มีกำหนดเข้าร่วมพิธีปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่กรุงโตเกียวของญี่ปุ่นระหว่างวันที่ 6-9 ก่อน

Sinovac ทุ่ม 2 พันล้านตั้งโรงงานวัคซีนในชิลี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659814

วันที่ 05 ส.ค. 2564 เวลา 13:30 น.

Sinovac ทุ่ม 2 พันล้านตั้งโรงงานวัคซีนในชิลีชิลีเตรียมสร้างโรงงานวัคซีน Sinovac พร้อมเผยประสิทธิภาพจากการใช้จริงเทียบจะๆ 3 ยี่ห้อ

รอยเตอร์สรายงานว่าบริษัท Sinovac Biotech ผู้ผลิตวัคซีนโควิด-19 จากประเทศจีนแถลงถึงแผนการสร้างโรงงานบรรจุและปิดผนึกวัคซีนในชิลีด้วยเงินลงทุน 6 ล้านเหรียญสหรัฐหรือเกือบ 2 พันล้านบาท

รายงานระบุว่าโรงงานดังกล่าวจะถูกสร้างขึ้นในซันติอาโก เมืองหลวงของชิลี ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2022 นอกจากนี้บริษัท Sinovac ยังมีแผนที่จะสร้างศูนย์วิจัยและพัฒนาในเมืองอันโตฟากัสตาทางตอนเหนือของชิลีด้วย

เมื่อวันที่ 4 ส.ค. ที่ผ่านมาชิลีได้เปิดเผยประสิทธิผลของวัคซีนโควิด-19 จากการใช้จริงพบว่าวัคซีนของ Sinovac มีประสิทธิภาพ 58.5% ในการป้องกันการติดเชื้อแบบแสดงอาการของชาวชิลี 8.6 ล้านคนที่ได้รับวัคซีนดังกล่าวในช่วงเดือนก.พ. ถึงก.ค.

ขณะที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการรักษาตัวในโรงพยาบาล 86%, ป้องกันอาการป่วยหนักเข้าห้องไอซียู 89.7% และป้องกันการเสียชีวิตจากโควิด-19 86%

ด้านวัคซีนของ Pfizer จากการใช้จริงของประชากร 4.5 ล้านคนในช่วงเวลาเดียวกันในชิลีพบว่ามีประสิทธิภาพ 87.7% ในการป้องกันการติดเชื้อแบบแสดงอาการ, ป้องกันอาการป่วยหนักเข้าห้องไอซียู 98% และป้องกันการเสียชีวิต 100%

ส่วนวัคซีน AstraZeneca จากประชากร 2.3 ล้านคนพบว่ามีประสิทธิภาพ 68.7% ในการป้องกันการติดเชื้อแบบแสดงอาการ, ป้องกันอาการป่วยหนัก 98% และป้องกันการเสียชีวิต 100%

ทั้งนี้ ชิลีเป็นหนึ่งในประเทศที่ฉีดวัคซีนเร็วที่สุดในโลก โดยขณะนี้มีประชากรมากกว่า 60% ของประชากรทั้งหมดราว 1.9 ล้านคนได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว ซึ่งชิลีได้รับวัคซีนจาก Sinovac ประมาณ 19.6 ล้านโดส

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

ลีเซียนลุงเตือนสหรัฐแข็งกร้าวใส่จีนมีแต่อันตราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659813

วันที่ 05 ส.ค. 2564 เวลา 12:47 น.

ลีเซียนลุงเตือนสหรัฐแข็งกร้าวใส่จีนมีแต่อันตรายผู้นำสิงคโปร์ออกโรงเตือนเกี่ยวกับท่าทีที่สหรัฐและจีนมีต่อกันย้ำไม่มีใครชนะใครได้

นายกรัฐมนตรี ลีเซียนลุง ของสิงคโปร์เตือนสหรัฐเกี่ยวกับท่าทีที่มีต่อจีนในการประชุม Aspen Security Forum ว่า ท่าทีที่แข็งกร้าวของสหรัฐที่ท้าทายจีนอาจเป็นอันตรายมาก และเตือนให้ทั้งสองประเทศลดความตึงเครียดระหว่างกันเพราะไม่มีใครสามารถเอาชนะใครได้

ลีเผยว่า สหรัฐเปลี่ยนท่าทีจากการแข่งขันกับจีนที่จะก่อให้เกิดประโยชน์กับทุกฝ่ายมาสู่มุมมองที่ว่าสหรัฐจะต้องชนะไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม

ลีเผยต่อว่า “วันนี้มีฉันทามติของสองพรรคการเมือง (สหรัฐ) ในเรื่องหนึ่งนั่นคือ ความสัมพันธ์กับจีน แต่ท่าทีของพวกเขาคือ ใช้แนวทางแข็งกร้าว และผมไม่แน่ใจเลยว่านี่เป็นฉันทามติที่ถูกต้อง ผมไม่รู้ว่าสหรัฐตระหนักหรือเปล่าว่าจะต้องเจอกับปรปักษ์ที่น่าเกรงขามหากพวกเขาตัดสินใจว่าจีนเป็นศัตรู”

“ในสถานการณ์นี้ ผมขอฝากไปถึงทั้งสองฝ่ายว่าให้หยุดแล้วคิดอย่างระมัดระวังก่อนที่จะเดินหน้าต่อ มันอันตรายมาก” ลีกล่าว “เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่สหรัฐและจีนต้องพยายามมีปฏิสัมพันธ์กันไว้เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งซึ่งจะเป็นหายนะกับทั้งสองฝ่ายและกับโลก”

ผู้นำสิงคโปร์ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในผู้ที่เข้าใจทั้งสองประเทศอย่างลึกซึ้งกล่าวว่า ท่าทีที่แข็งกร้าวของสหรัฐต่อจีนตรงกับความเชื่อของจีนว่าสหรัฐเชื่อถือไม่ได้และต้องการขัดขวางการมีตัวตนของจีน

ลียังวิจารณ์การแสดงท่าทีแข็งกร้าวของรัฐบาลไบเดนในการพบปะหารือทวิภาคีระดับสูงครั้งแรกกับจีนที่เมืองแองเคอเรจ รัฐอะแลสกาของสหรัฐเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา

“ความจริงคือ ไม่มีใครสามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้หรอก” ลีกล่าว และยังชมรัฐบาลไบเดนที่กลับมาสู่นโยบายต่างประเทศที่มีแบบแผนมากขึ้น หลังจากอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ สร้างความยุ่งเหยิงไว้

“นานาประเทศต้องการยุทธศาสตร์ระยะยาวที่มีความคงเส้นคงวาจากสหรัฐ และนโยบายที่น่าเชื่อถือและคาดการณ์ได้”

ทั้งนี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ลีเซียนลุงเป็นกระบอกเสียงที่เรียกร้องให้มหาอำนาจทั้งสองประเทศหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจบังคับให้ประเทศเล็กๆ อย่างสิงคโปร์ต้องเลือกข้าง

AFP PHOTO / Woohae CHO

เมืองแรกในสหรัฐ! นิวยอร์กบังคับโชว์หลักฐานฉีดวัคซีนก่อนเข้าร้านอาหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659796

วันที่ 05 ส.ค. 2564 เวลา 11:15 น.

เมืองแรกในสหรัฐ! นิวยอร์กบังคับโชว์หลักฐานฉีดวัคซีนก่อนเข้าร้านอาหารนิวยอร์กเตรียมเริ่มมาตรการบังคับประชาชนแสดงหลักฐานฉีดวัคซีนก่อนเข้าสถานที่สาธารณะ

เมื่อวันที่ 4 ส.ค. ที่ผ่านมา บิล เดอ บลาซิโอ นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ประกาศว่าจะเริ่มให้ประชาชนแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีนโควิด-19 ก่อนเข้าใช้บริการร้านอาหาร ยิม ชมการแสดง หรือสถานที่ปิดอื่นๆ

มาตรการดังกล่าวอยู่ภายใต้แผนที่มีชื่อว่า “Key to NYC Pass” ซึ่งจะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 13 ก.ย. เป็นต้นไป แต่จะเริ่มมีการทดลองใช้ภายในเดือนนี้ ขณะที่สหรัฐเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 เพิ่มขึ้นอีกครั้ง

โดยก่อนหน้านี้ได้มีการประกาศให้ประชาชนกลับมาสวมหน้ากากอนามัยในสถานที่สาธารณะแม้ว่าจะฉีดวัคซีนแล้วหรือไม่ก็ตาม หลังจากที่เคยประกาศว่าผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัย เนื่องจากเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา

บิล เดอ บลาซิโอ ระบุว่าผู้ที่ฉีดวัคซีนก็เหมือนพวกเขามีกุญแจที่จะใช้ในการเปิดประตูเข้าสู่สถานที่ต่างๆ ในนิวยอร์ก แต่หากยังไม่ได้ฉีดวัคซีนก็จะพลาดโอกาสในการเข้าร่วมกิจกรรมหลายอย่าง

ทั้งนี้ สหรัฐเร่งเดินหน้าฉีดวัคซีนหลังพบผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉพาะในนครนิวยอร์กมีประชากรวัยผู้ใหญ่กว่า 60% ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว

ขณะที่ภาพรวมทั้งประเทศพบว่าประชากรกว่า 50% หรือประมาณ 165 ล้านคนได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว โดยมีประชากรวัยผู้ใหญ่ที่ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดสเกิน 70% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ตั้งเป้าไว้เมื่อเดือนที่แล้ว

Photo by Kena Betancur / AFP

สหรัฐเล็งออกกฎนักท่องเที่ยวต่างชาติต้องฉีดวัคซีนก่อนเข้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659794

วันที่ 05 ส.ค. 2564 เวลา 10:49 น.

สหรัฐเล็งออกกฎนักท่องเที่ยวต่างชาติต้องฉีดวัคซีนก่อนเข้าสหรัฐเล็งออกกฎนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้าต้องฉีดวัคซีนให้ครบโดสก่อน

สำนักข่าว BBC รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวรายหนึ่งว่า สหรัฐมีแผนที่จะออกกฎให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้าสหรัฐต้องฉีดวัคซีนให้ครบโดสก่อน เพื่อเตรียมเปิดประเทศในรูปแบบที่ปลอดภัยและยั่งยืน

“โดยมีข้อยกเว้นอย่างจำกัด…ชาวต่างชาติที่เดินเข้าสหรัฐจากทุกประเทศต้องฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว” เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวเผยกับสื่อมวลชน

เจ้าหน้าที่รายนี้เผยอีกว่า รัฐบาลไบเดนได้มอบหมายให้คณะทำงานระหว่างหน่วยงานวางแผนการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเป็นระยะๆ แต่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเริ่มดำเนินการเมื่อใด

แผนนี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบใหม่ที่จะนำมาใช้หลังจากมาตรการจำกัดการเดินทางที่ใช้อยู่ในขณะนี้ถูกยกเลิก

ทั้งนี้ สหรัฐเริ่มใช้มาตรการจำกัดการเดินทางเข้าประเทศครั้งแรกกับนักท่องเที่ยวจีนเมื่อเดือน ม.ค. 2020 เพื่อสกัดการแพร่ระบาดของ Covid-19 และจากนั้นก็ขยายมาตรการนี้ไปถึงคนที่ไม่ใช่พลเมืองสหรัฐที่เพิ่งเดินทางมาจากสหราชอาณาจักร ประเทศเชงเกนในยุโรป บราซิล ไอร์แลนด์ อินเดีย อิหร่าน และแอฟริกาใต้

โดยคนที่สามารถเดินทางเข้าสหรัฐต้องแสดงผลการตรวจ Covid-19 ภายใน 3 วันก่อนการเดินทาง

สัปดาห์ที่แล้ว เจน ซากี โฆษกทำเนียบขาวเผยว่า ขณะนี้สหรัฐจะยังบังคับใช้มาตรการจำกัดการเดินทางเข้าประเทศที่มีอยู่เนื่องจากตัวเลขการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น แม้จะมีเสียงคัดค้านจากธุรกิจการบินและการท่องเที่ยว

Spencer Platt/Getty Images/AFP

เกาหลีใต้ติดเชื้อพุ่ง เจอทั้งเดลตา-เดลตาพลัส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659754

วันที่ 04 ส.ค. 2564 เวลา 18:00 น.

เกาหลีใต้ติดเชื้อพุ่ง เจอทั้งเดลตา-เดลตาพลัสเกาหลีใต้อ่วมเดลตาระบาดหนัก ซ้ำเจอเดลตาพลัสเล่นงาน

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานเมื่อวันที่ 4 ส.ค. ว่าเกาหลีใต้พบผู้ป่วยโควิด-19 เพิ่มขึ้นอย่างมากท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 4 และความกังวลเกี่ยวกับสายพันธุ์กลายพันธุ์ทั้งเดลตาและเดลตาพลัสซึ่งสามารถแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว

โดยเมื่อวันที่ 3 ส.ค. ที่ผ่านมาสำนักงานควบคุมและป้องกันโรคแห่งเกาหลีใต้ (KDCA) รายงานผู้ติดเชื้อรายวันอยู่ที่ 1,725 รายซึ่งเพิ่มขึ้นจากวันก่อนหน้ามากกว่า 500 ราย

นอกจากนี้ยังมีการตรวจพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาพลัส 2 รายแรกของประเทศซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่แยกย่อยมาจากสายพันธุ์เดลตาที่พบครั้งแรกในประเทศอินเดีย

โดยผู้ป่วยรายแรกเป็นผู้ที่เดินทางกลับมาจากสหรัฐอเมริกา และได้รับวัคซีน AstraZeneca ครบ 2 โดสก่อนเดินทางไปสหรัฐ

ส่วนอีกรายเป็นชายชาวเกาหลีใต้อายุประมาณ 40 ปี ไม่มีประวัติเดินทางไปต่างประเทศเมื่อเร็วๆ นี้ แต่มีสมาชิกครอบครัวติดเชื้อแต่ยังไม่ยืนยันว่าเป็นสายพันธุ์เดลตาพลัสหรือไม่ โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบหาต้นตอของเชื้อและตรวจหาเชื้อในบุคคลที่สัมผัสใกล้ชิดกับชายคนดังกล่าวราว 280 ราย

โดยก่อนหน้านี้เดลตาพลัสได้แพร่ระบาดไปแล้วในบางประเทศ อาทิ อังกฤษ โปรตุเกส และอินเดีย เป็นต้น ซึ่งบรรดานักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาถึงความรุนแรงของไวรัสกลายพันธุ์ตัวนี้ ขณะที่นักวิทยาศาสตร์บางคนคาดว่ามันอาจมีความสามารถในการแพร่เชื้อมากขึ้น

ทั้งนี้ ยอดผู้ติดเชื้อรายวันของเกาหลีใต้แตะระดับสูงสุดอยู่ที่ 1,895 รายเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาโดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา ส่งผลให้ยอดผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่ 203,926 ราย และเสียชีวิต 2,106 ราย

สำนักงานควบคุมและป้องกันโรคเผยว่าชาวเกาหลีใต้ 39.3% จากทั้งหมดประมาณ 52 ล้านคนทั่วประเทศได้รับวัคซีนต้านโควิด-19 แล้วอย่างน้อย 1 โดส โดย 14.2% ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว ขณะที่ทางการเกาหลีใต้ตั้งเป้าฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนถึง 36 ล้านคนภายในเดือนก.ย. ที่จะถึงนี้

Photo by Jung Yeon-je / AFP

โตเกียวโอลิมปิกพบ ‘คลัสเตอร์’ แรกในหมู่บ้านนักกีฬา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659735

วันที่ 04 ส.ค. 2564 เวลา 16:30 น.

โตเกียวโอลิมปิกพบ 'คลัสเตอร์' แรกในหมู่บ้านนักกีฬาขณะที่มีผู้ป่วยโควิด-19 ที่เชื่อมโยงกับโตเกียวโอลิมปิกแล้วกว่า 300 คน

วันนี้ (4 ส.ค.) สำนักข่าวเกียวโดของญี่ปุ่นรายงานว่าคณะกรรมการจัดงานโอลิมปิกที่กรุงโตเกียวเปิดเผยว่าพบการติดเชื้อโควิด-19 แบบกลุ่มก้อน (คลัสเตอร์) ครั้งแรกในหมู่บ้านกีฬาโดยผู้ติดเชื้อเป็นทีมนักกีฬาระบำใต้น้ำจากประเทศกรีซจำนวน 5 คน

โดยทีมนักกีฬาระบำใต้น้ำของกรีซซึ่งมีทั้งหมด 12 คนประกาศถอนตัวออกจากการแข่งขันทันทีที่พบว่าสมาชิกหลายคนในทีม ซึ่งได้แก่นักกีฬา 4 คนและเจ้าหน้าที่ 1 คนมีผลตรวจหาเชื้อเป็นบวก

คณะกรรมการจัดงานเผยว่าขณะนี้สมาชิกทั้งหมดรวมถึงผู้ที่มีผลตรวจเป็นลบอีก 7 คนได้ย้ายออกจากหมู่บ้านนักกีฬาและถูกส่งตัวไปยังศูนย์กักตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

มาซาโนริ ทาคายะ โฆษกคณะกรรมการจัดงานเรียกการแพร่ระบาดครั้งนี้ว่าเป็นคลัสเตอร์แรกของโตเกียวโอลิมปิก หลังจากที่ก่อนหน้านี้พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เชื่อมโยงกับโอลิมปิกมาเป็นระยะ

โดยล่าสุดมีรายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่เชื่อมโยงกับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเพิ่มอีก 29 คน โดยคณะกรรมการเผยว่าในจำนวนนี้เป็นอาสาสมัคร, เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขัน, ผู้รับเหมา, ทีมนักกีฬาระบำใต้น้ำจากกรีซ รวมถึงนักกีฬาจากต่างประเทศแต่ไม่ได้ระบุว่าประเทศใด

ส่งผลให้ยอดรวมผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เชื่อมโยงกับโตเกียวโอลิมปิกขณะนี้อยู่ที่กว่า 322 คน

ขณะที่พื้นที่อื่นๆ ในญี่ปุ่นก็พบการแพร่ระบาดเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเมื่อวันที่ 3 ส.ค. ที่ผ่านมามีรายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั่วประเทศอยู่ที่ 12,045 คน เสียชีวิต 10 คน ส่งผลให้ผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่กว่า 958,000 คน และมีผู้เสียชีวิต 15,232 คน

Photo by Daniel LEAL-OLIVAS / AFP

อินโดฯ สร้างภูมิคุ้มกันหมู่ไม่ได้หลังเดลตาดันเกณฑ์สูงขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659732

วันที่ 04 ส.ค. 2564 เวลา 16:00 น.

อินโดฯ สร้างภูมิคุ้มกันหมู่ไม่ได้หลังเดลตาดันเกณฑ์สูงขึ้นอินโดนีเซียต้องเปลี่ยนแผนรับมือ Covid-19 หลังไม่สามารถบรรลุเป้าการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ที่ 90%

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า อินโดนีเซียกำลังขยับห่างออกจากเป้าหมายการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ในการรับมือกับ Covid-19 หลังจากสมาคมโรคติดเชื้อแห่งสหรัฐพบว่าเกณฑ์ภูมิคุ้มกันหมู่ต้องมากกว่า 80% และอาจถึง 90% จึงจะสู้สายพันธุ์เดลตาได้ ซึ่งอินโดนีเซียไม่สามารถบรรลุเกณฑ์นี้

ข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบของรัฐบาลอินโดนีเซียระบุว่า วัคซีนที่อินโดนีเซียมีอยู่ในขณะนี้มีประสิทธิภาพหยุดยั้งการแพร่ระบาดของ Covid-19 สายพันธุ์เดลตาลดลง ทำให้เชื้อยังแพร่กระจายได้ต่อไปแม้ว่าทุกคนในประเทศจะฉีดวัคซีนแล้วก็ตาม

ระดับภูมิคุ้มกันหมู่ใหม่นี้เป็นงานยากสำหรับอินโดนีเซีย เนื่องจากอินโดนีเซียพึ่งพาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพน้อยอย่าง Sinovac เมื่อเทียบกับสหรัฐที่ใช้วัคซีนชนิด mRNA อย่าง Pfizer และ Moderna

อีกทั้งตัวเลขก็ชี้ให้เห็นชัดเจนแล้ว โดยโมเดลของอินโดนีเซียประเมินว่าอัตราการแพร่เชื้อของเดลตาอยู่ที่ 6.5 ซึ่งหมายความว่าผู้ติดเชื้อทุกๆ 10 คนจะแพร่เชื้อให้คนอื่นอีก 65 คน และเพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ อินโดนีเซียต้องฉีดวัคซีนให้ได้ 154% ของประชากรทั้งหมดหากใช้วัคซีนของ Sinovac หรือ 128% หากใช้วัคซีนของ Pfizer ซึ่งเป็นไปไม่ได้

เมื่อเร็วๆ นี้รัฐบาลอินโดนีเซียประกาศว่าจะสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ด้วยการฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมประชากร 70% ภายในเดือน พ.ย.นี้ แต่ล่าสุดอินโดนีเซียจะใช้มาตรการอื่น อาทิ บังคับสวมหน้ากากอนามัย จำกัดการเดินทาง ควบคู่ไปกับการฉีดวัคซีนเพื่อควบคุมการระบาด และตั้งเป้าว่าจะลดอัตราการแพร่เชื้อให้เหลือ 0.9 ภายในเดือน ต.ค. ซึ่งเพียงพอที่จะลดตัวเลขผู้ติดเชื้อโดยรวม

ขณะนี้ชาวอินโดนีเซียเพียง 8% ได้รับวัคซีนครบทั้งสองโดสแล้ว

วิจัยอังกฤษชี้ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มลดเสี่ยงติดเดลตา 3 เท่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659723

วันที่ 04 ส.ค. 2564 เวลา 14:30 น.

วิจัยอังกฤษชี้ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มลดเสี่ยงติดเดลตา 3 เท่าการศึกษาจากอังกฤษชี้ว่าการฉีดวัคซีนครบโดสลดความเสี่ยงในการติดโควิดได้กว่าครึ่ง

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานผลการศึกษาจากวิทยาลัยอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน (Imperial College London) จากสหราชอาณาจักรชี้ว่าผู้ที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วสามารถลดความเสี่ยงในการติดโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาประมาณ 50% ถึง 60% และมีโอกาสติดโควิด-19 น้อยกว่าผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน 3 เท่า

การศึกษาดังกล่าวได้ทำการตรวจหาเชื้อในกลุ่มตัวอย่าง 98,233 คนระหว่างวันที่ 24 มิถุนายนถึง 12 กรกฎาคม ในจำนวนนี้พบว่า 527 คนมีผลตรวจเป็นบวกหรือคิดเป็น 0.63% และทั้งหมดติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา

ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนมีโอกาสติดเชื้อมากกว่าผู้ที่รับวัคซีนครบโดสแล้วถึง 3 เท่าด้วยสัดส่วนผู้ติดเชื้อ 1.21% และ 0.40% ตามลำดับ

นอกจากนี้งานวิจัยระบุว่าผู้ที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วมีโอกาสมีผลตรวจเป็นบวกหลังสัมผัสกับผู้ติดเชื้อน้อยกว่าผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนด้วยสัดส่วน 3.84% และ 7.23% ตามลำดับ

รวมถึงผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วหากติดเชื้อจะมีโอกาสแพร่เชื้อไปสู่บุคคลอื่นน้อยกว่าผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนถึง 2 เท่า

นักวิจัยจึงประเมินว่าผู้ที่ฉีดวัคซีนครบโดสมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อน้อยกว่าผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนประมาณ 50% ถึง 60% โดยมีความแตกต่างกันไปตามปัจจัยอื่นๆ เช่น สุขภาพร่างกาย และอายุ

โดยผลการศึกษาพบว่าสัดส่วนของการติดเชื้อในกลุ่มคนหนุ่มสาวอายุระหว่าง 13 ถึง 24 ปีอยู่ที่ 1.56% หรือ 1 ใน 65 ขณะที่สัดส่วนการติดเชื้อของผู้ที่อายุ 75 ปีขึ้นไปอยู่ที่ 0.17% นอกจากนี้การศึกษายังพบว่าคนผิวดำมีความเสี่ยงในการติดเชื้อสูงกว่าคนผิวขาวเล็กน้อยอยู่ที่ 1.21% และ 0.59% ตามลำดับ

ศาสตราจารย์สตีเวน ไรลีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อจากวิทยาลัยอิมพีเรียลระบุว่าเป็นที่ทราบกันดีว่าสายพันธุ์เดลตานั้นมีความสามารถในการแพร่เชื้อสูง จึงเห็นได้ว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนครบแล้วก็สามารถติดเชื้อได้เช่นกัน ซึ่งจำเป็นต้องศึกษาการกันต่อไปว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนครบแล้วติดเชื้อได้อย่างไรเพื่อช่วยคาดการณ์สถานการณ์ข้างหน้าได้ดีขึ้น

ขณะที่พอล เอลเลียต นักระบาดวิทยาซึ่งเป็นผู้นำในการศึกษาครั้งนี้ชี้ว่าผลการศึกษาที่พบเป็นการยืนยันว่าการฉีดวัคซีนครบโดสสามารถป้องกันการติดเชื้อได้ดีกว่าการไม่ฉีดวัคซีนอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะไม่มีวัคซีนตัวใดที่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ 100%

Photo by DANIEL LEAL-OLIVAS / AFP

เจ้าพ่อ Tencent สูญเงิน 14,000 ล้านเหรียญหลังจีนเล่นงาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659707

วันที่ 04 ส.ค. 2564 เวลา 13:15 น.

เจ้าพ่อ Tencent สูญเงิน 14,000 ล้านเหรียญหลังจีนเล่นงานโพนี่ หม่า ของ Tencent สูญเงิน14,000 ล้านเหรียญสหรัฐหลังถูกรัฐบาลจีนบีบ

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ทรัพย์สินของ โพนี่ หม่า ผู้ก่อตั้ง Tencent Holdings หายไปเกือบ 14,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 462,980 ล้านบาท นับตั้งแต่การเสนอขายหุ้นครั้งแรกแก่บุคคลทั่วไป (IPO) ของบริษัท Ant Group ของ แจ็ก หม่า ถูกทางการจีนสั่งระงับเมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว

ขณะนี้ตามดัชนีมหาเศรษฐีของ Bloomberg ทรัพย์สินของ โพนี่ หม่า เหลืออยู่ 45,800 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 1.515 ล้านล้านบาท และอยู่อันดับที่ 3 บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดของจีน ตามหลัง แจ็ก หม่า ซึ่งมีทรัพย์สินอยู่ที่ 47,800 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 1.581 ล้านล้านบาท

หรือจะพูดง่ายๆ คือ 9 เดือนที่ผ่านมา โพนี่ หม่า สูญเสียทรัพย์สินมากกว่า แจ็ก หม่า

ความพลิกผันนี้ตอกย้ำว่าการปราบปรามของรัฐบาลจีนขยายวงออกไปอย่างรวดเร็วหลังจากสกัดดาวรุ่งอย่าง Ant Group สิ่งที่ดูหมือนว่าจะเป็นการจัดการกับ “คนพูดมาก” อย่าง แจ็ก หม่า ในตอนแรกบัดนี้ได้ขยายไปสู่แทบจะทุกธุรกิจ เมื่อทางการหันมาให้ความสำคัญกับความปลอดภัยด้านข้อมูล สเถียรภาพทางการเงิน และการขจัดความไม่เท่าเทียมมากกว่าการเติบโตแบบไร้การควบคุมของธุรกิจ

แม้ โพนี่ หม่า จะพยายามเก็บตัวเงียบแต่นั่นไม่ได้ทำให้เจ้าตัวรอดจากการถูกตรวจสอบการการถูกปรับจากข้อหาผูกขาดทางการค้าก่อนหน้านี้

วานนี้ (3 ส.ค.) หุ้นของ Tencent ร่วงระหว่างวันสูงที่สุดในรอบ 10 ปีหลังจากหนังสือพิมพ์ที่เป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลโทษว่าธุรกิจเกมออนไลน์ของ Tencent เป็นแหล่งมอมเมาเยาวชน ทำให้เกิดการคาดการณ์ว่า Tencent อาจเป็นธุรกิจต่อไปที่จะถูกทางการจีนเล่นงาน

Photo by NOEL CELIS / AFP