สปายจีนผู้ปลอมเป็นหญิงเพื่อล้วงความลับฝรั่งเศส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663921

วันที่ 23 ก.ย. 2564 เวลา 19:15 น.สปายจีนผู้ปลอมเป็นหญิงเพื่อล้วงความลับฝรั่งเศสนางงิ้วคนนี้หลอกสามีชาวฝรั่งเศสจนเชื่อสนิทใจว่าเธอเป็นผู้หญิงมาตลอด 20 ปี

เรื่องราวของสือเพ่ยผู (Shi Pei Pu) เคยโด่งดังมากในฝรั่งเศสเมื่อมีการเปิดเผยความจริงที่เขาหลอกทุกคนมาตลอดเกือบ 2 ทศวรรษ

ย้อนกลับไปในปี 1964 แบร์นาร์ด บูร์สิโคต์ (Bernard Boursicot) หนุ่มฝรั่งเศสวัย 20 ปีนักบัญชีที่ถูกส่งไปประจำอยู่ที่สถานทูตฝรั่งเศสในกรุงปักกิ่ง ทำให้เขาได้พบกับสือเพ่ยผู นางเอกงิ้ววัย 26 ปี ชายหนุ่มที่มีใบหน้าสะสวย และรูปร่างอรชรอ้อนแอ้นราวอิสตรี

สือเพ่ยผู เรียนจบด้านวรรณกรรมและมีความสามารถด้านภาษา จึงได้ทำงานเป็นครูสอนภาษาจีนให้กับครอบครัวของนักการทูต และได้มีโอกาสไปงานเลี้ยงของสถานทูต ซึ่งทำให้ทั้งคู่ได้พบกันจนพัฒนาความสัมพันธ์มาเป็นคนรักในที่สุด โดยที่บูร์สิโคต์ไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วสือเพ่ยผูไม่ใช่ผู้หญิง

สือเพ่ยผูบอกกับบูร์สิโคต์ว่า ที่ตนต้องแต่งกายเป็นชายเพื่อสนองความปรารถนาของพ่อที่อยากจะมีลูกชาย และหลอกให้บูร์สิโคต์เชื่ออย่างสนิทใจว่าตนเป็นผู้หญิงโดยกำเนิด

ADVERTISEMENT

ไม่เพียงเท่านั้น ตลอดระยะเวลาที่คบหากันทั้งคู่แอบร่วมรักกันเมื่อมีโอกาส โดยที่บูร์สิโคต์ไม่ได้เอะใจเลยแม้แต่น้อย เพราะทุกครั้งเรื่องราวจะเกิดขึ้นในความมืด ประกอบกับเทคนิคการ “แต๊บ” ที่สือเพ่ยผูให้การในภายหลังว่าเขาหนีบซ่อนอวัยวะเพศเอาไว้ที่หว่างขา

เมื่อทางการจีนรับรู้ถึงความสัมพันธ์ของทั้งคู่ จึงถือโอกาสนี้บังคับให้บูร์สิโคต์แอบส่งเอกสารลับจากสถานทูตฝรั่งเศสให้ทางการจีน ประกอบกับเป็นช่วงที่เกิดการปฏิวัติวัฒนธรรมในจีนพอดี บูร์สิโคต์จึงยอมทำเพราะเกรงว่าหากไม่ทำตามอาจทำให้สือเพ่ยผู คู่รักซึ่งเป็นนางเอกงิ้วต้องเดือดร้อน

หลังจากที่ทั้งคู่คบหากันได้ราว 2 ปี บูร์สิโคต์ถูกส่งไปประจำการที่อูลาน บาตอร์ ในมองโกเลีย แต่เขาก็ยังแอบส่งเอกสารให้กับทางการจีนอย่างต่อเนื่อง

รวมแล้วบูร์สิโคต์ลักลอบส่งเอกสารลับให้ทางการจีนร่วม 10 ปี รวมเอกสารทั้งสิ้นกว่า 500 ฉบับ

ในช่วงที่บูร์สิโคต์ย้ายไปประจำการที่มองโกเลีย เขาแวะเวียนมาหาสือเพ่ยผูเป็นครั้งคราวและแน่นอนว่าทั้งคู่ยังได้มีโอกาสร่วมรักกันเหมือนเช่นเคย

วันหนึ่ง บูร์สิโคต์ได้พบกับสือเพ่ยผูที่มาพร้อมกับเด็กชายวัย 4 ขวบ ซึ่งสือเพ่ยผูบอกกับบูร์สิโคต์ว่า “นี่คือ ตู้ตู้ ลูกชายของพวกเขา”

เวลาผ่านไปจนกระทั่งปี 1982 สือเพ่ยผู บูร์สิโคต์ พร้อมตู้ตู้ ลูกชายวัย 16 ปีย้ายมาอยู่ด้วยกันที่กรุงปารีส เรื่องราวเกือบจะจบลงอย่างแฮปปี้เอนดิง ทว่า ปีต่อมาสือเพ่ยผูและบูร์สิโคต์ถูกทางการฝรั่งเศสจับกุมเพราะต้องสงสัยว่าเป็นสปาย ที่แอบจารกรรมข้อมูลให้กับจีน โดยทั้งคู่ถูกตัดสินว่ามีความผิดในปี 1986

ความจริงจึงถูกเปิดเผย สือเพ่ยผู ยอมรับสารภาพว่าตนเป็นผู้ชาย ส่วนตู้ตู้นั้นเป็นเด็กชายที่ซื้อมาจากแพทย์ในซินเจียง

เมื่อบูร์สิโคต์รับไม่ได้อย่างมากรู้ว่าเรื่องราวทั้งหมด 20 ปีที่ผ่านมาเป็นเพียงการจัดฉากโดยสปายของทางการจีน จนเขาพยายามฆ่าตัวตายในคุกแต่ถูกช่วยชีวิตไว้ได้ทัน

ทั้งคู่ได้รับการปล่อยตัวในปี 1987 สือเพ่ยผูกลับมาแสดงงิ้วและอาศัยอยู่กับตู้ตู้ในปารีส และแทบจะไม่ได้ติดต่อกับบูร์สิโคต์อีกเลย

ดูเหมือนว่าทั้งสองจะไม่ค่อยอยากพูดถึงเรื่องที่ผ่านมาสักเท่าไรนัก โดยสือเพ่ยผูกล่าวเพียงว่า “สิ่งที่ฉันเป็นและสิ่งที่พวกเขาเป็นมันไม่ใช่เรื่องสำคัญ”

หลังจากนั้นสือเพ่ยผูก็อยู่เป็นโสดมาตลอดจนกระทั่งเสียชีวิตลงในปี 2009 ด้วยวัย 70 ปี ส่วนบูร์สิโคต์กล่าวกับการจากไปของสือเพ่ยผูว่า “เขาทำกับผมไว้มากอย่างไร้ความปราณี ผมคิดว่ามันคงโง่ถ้าจะพูดว่าผมเสียใจ ตอนนี้ทุกอย่างจบแล้ว ผมเป็นอิสระแล้ว”

เรื่องราวของสือเพ่ยผูถูกนำไปทำเป็นละครบรอดเวย์เรื่อง M. Butterfly ในปี 1988 ก่อนที่จะถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ในปี 1993

ภาพโดย Zhong Hua/Wikipedia

ไต้หวันขอสมัครเข้าร่วม CPTPP ตามรอยจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663917

วันที่ 23 ก.ย. 2564 เวลา 18:15 น.ไต้หวันขอสมัครเข้าร่วม CPTPP ตามรอยจีนไต้หวันขอสมัครเข้าร่วมข้อตกลงการค้า CPTPP อย่างเป็นทางการ 1 สัปดาห์หลังจีนขอเข้าร่วม

จอห์น เติ้ง หัวหน้าผู้แทนเจรจาการค้าของไต้หวันเผยว่า ไต้หวันได้ยื่นเอกสารให้กับรัฐบาลนิวซีแลนด์ซึ่งเป็นผู้ดูแลจัดการเรื่องเอกสาร เพื่อขอสมัครเป็นสมาชิกของข้อตกลงความครอบคลุมและความก้าวหน้าเพื่อหุ้นส่วนทางการค้าภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก หรือ CPTPP

เติ้งเผยอีกว่า ความพยายามเข้าร่วมของไต้หวันมีความเสี่ยงที่จะถูกปฏิเสธ โดยชี้ว่าหากจีนได้เข้าเป็นสมาชิกก่อน จีนอาจสกัดกั้นไม่ให้ไต้หวันได้เข้าเป็นสมาชิก เนื่องจากที่ผ่านมาจีนมักจะขัดขวางไม่ให้ไต้หวันเข้าร่วมกลุ่มที่เป็นองค์กรระหว่างประเทศ

ประธานาธิบดี ไช่อิงเหวิน ทวีตว่า “การพยายามเข้าร่วม CPTPP ของไต้หวันสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไต้หวันในการส่งเสริมการค้าเสรีในเอเชีย-แปซิฟิก ดิฉันมั่นใจว่าการเป็นสมาชิกของเราในข้อตกลงนี้จะเสริมสร้างการพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกัน และเป็นประโยชน์ต่อผู้คนทั่งทั้งภูมิภาคและทั่วโลก”

ในเวลาต่อมา โมเตงิ โทชิมิตสึ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศญี่ปุ่นเผยว่า ญี่ปุ่นยินดีต้อนรับการขอเป็นสมาชิกของไต้หวัน ท่าทีนี้แตกต่างจากแถลงการณ์ของเขาต่อกรณีที่จีนขอเข้าร่วมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งโทชิมิตสึระบุไว้ว่า ญี่ปุ่นจะพิจารณาอย่างถี่ถ้วนว่าจีนพร้อมจะปฏิบัติตามกฎของ CPTPP หรือไม่

ด้าน เจ้าลี่เจียน โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนเผยเมื่อถูกถามถึงการขอเข้าร่วมของไต้หวันว่า “เราคัดค้านประเทศใดๆ ก็ตามที่มีความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับไต้หวัน และคัดค้านการเข้าร่วมในสนธิสัญญาหรือองค์กรที่เป็นทางการของไต้หวัน”การขอเข้าร่วม CPTPP ของไต้หวันเกิดขึ้นหลังจากจีนยื่นเอกสารขอเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มดังกล่าวไม่ถึงสัปดาห์

สำนักข่าว Bloomberg มองว่า การขอสมัครเป็นสมาชิก CPTPP ของทั้งจีนและไต้หวันอาจทำให้กระบวนการพิจารณารับเข้าเป็นสมาชิกใช้เวลานานขึ้นและถูกทำให้เป็นเรื่องทางการเมือง เนื่องจากประเทศสมาชิกของ CPTPP แบ่งเป็น 2 ฝ่ายคือ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย แคนาดา สนับสนุนไต้หวัน และฝั่งประเทศในอาเซียนที่เข้าข้างจีนซึ่งส่งผลให้ประเทศอาเซียนถูกจีนกดดันให้ขัดขวางไต้หวัน

การเข้าร่วมของไต้หวันต้องได้รับมติเอกฉันท์จากประเทศสมาชิกทั้ง 11 ประเทศ ซึ่ง ดรู ธอมป์สัน อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐเผยว่า เป็นความท้าทายสำหรับไต้หวันที่จะบรรลุฉันทามติดังกล่าว

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาไต้หวันเป็นหนึ่งในสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) และกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC)

Photo by Sam Yeh / AFP

ทาสเหมียวยอมขายรถรักษาแมวเจอเซอร์ไพรส์ได้รถคืนแถมแต่งใหม่ทั้งคัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663904

วันที่ 23 ก.ย. 2564 เวลา 17:35 น.ทาสเหมียวยอมขายรถรักษาแมวเจอเซอร์ไพรส์ได้รถคืนแถมแต่งใหม่ทั้งคันความแฮปปี้เอนดิงของเรื่องนี้เป็นเพียงกลางเรื่องเท่านั้น และตอนจบที่ตามมาแฮปปี้มากกว่าตอนกลางเรื่องเสียอีก

เรื่องราวสุดเซอร์ไพรส์ของทาสแมวชาวเมืองโอซากาของญี่ปุ่นเริ่มขึ้นเมื่อไม่กี่เดือนก่อน เมื่อชายคนหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า Leiz ในเว็บไซต์ประมูลของ Yahoo! นำรถยนต์โตโยต้า รุ่น Supra ปี 1989 มาประมูลในราคา 2.7 ล้านเยน หรือ 815,896 บาท เพื่อนำเงินไปรักษาน้องแมวที่ป่วยเป็นโรคเยื่อบุช่องท้องอักเสบ

ราคาที่ตั้งไว้ถือว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับรุ่นและสภาพของรถ แต่เซอร์ไพรส์ครั้งที่ 1 ก็เกิดขึ้น เมื่อเรื่องราวของเขาเผยแพร่ในอินเทอร์เน็ตก็มีผู้ซื้อคนหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า Masakoba ยอมควักกระเป๋าจ่ายในราคาที่เจ้าของตั้งไว้

ที่บังเอิญคือ Masakoba ซึ่งอยู่ในเมืองโอซากาเป็นคนรักรถและทาสแมวเหมือนกับ Leiz จึงเข้าใจดีถึงความเจ็บปวดของ Leiz ที่ต้องบอกลารถยนต์สุดรักที่อยู่ด้วยกันมาถึง 32 ปี Masakoba จึงทำสัญญาว่าเขาจะสร้างโรงรถสำหรับจอดเจ้ารถ Supra คันนี้โดยเฉพาะและจะเก็บรถไว้แล้วขายคืนให้ Leiz ในราคาเดิมที่เขาซื้อมา

หรือพูดง่ายๆ ก็คือเปลี่ยนจากการซื้อรถเป็นการให้ยืมเงิน 2.7 ล้านเยนกับคนที่ไม่เคยรู้จักกันเลยโดยมีรถมาค้ำประกัน

รถโตโยต้า Supra รุ่นเดียวกับของ Leiz

ดูเหมือนเรื่องราวจะจบแบบแฮปปี้เอนดิงแล้ว แต่เรื่องราวที่แฮปปี้กว่ากำลังจะตามมา

เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา เจ้าซิลค์ แมวสุดรักของ Leiz เข้ารับการรักษาขั้นสุดท้ายเรียบร้อยจนหายดีแล้ว เป้าหมายต่อไปของทาสแมวอย่าง Leiz ก็คือ เก็บเงินเพื่อซื้อรถกลับคืน แต่ก็เกิดเซอร์ไพรส์ครั้งที่ 2 ซะก่อน เมื่อจู่ๆ เจ้ารถ Supra ที่เขารักก็มาจอดอยู่หน้าบ้าน แถมยังอยู่ในสภาพที่ดูดีกว่าตอนที่เขาขายไป

ระหว่างที่รถ Supra อยู่กับคนรักรถ Masakoba ซึ่งยังติดต่อกับ Leiz อยู่ตลอดหลังจากซื้อรถ เขาจัดการยกเครื่องใหม่แทบจะทั้งคัน ทั้งเปลี่ยนอุปกรณ์ตกแต่ง ทำสีใหม่โดยใช้สีอย่างดีจากโรงงานของโตโยต้า เปลี่ยนชิ้นส่วนที่เป็นยางในห้องเครื่องทั้งหมดที่เริ่มแข็งและแตกเนื่องจากไม่ได้ใช้งานนาน ทั้งหมดนี้ทำให้แบบฟรีๆ

เมื่อยกเครื่อง Supra เรียบร้อย Masakoba สั่งให้ช่างของเขานำรถมาจอดไว้ที่หน้าบ้านของ Leiz แทนตัวเอง และให้เหตุผลที่ไม่นำรถมาส่งเองว่า เขาไม่ได้ต้องการคำขอบคุณจาก Leiz แค่อยากให้เจ้าของเดิมได้มีความสุขกับการรียูเนียนที่ไม่คาดฝันเท่านั้น

คือนอกจาก Masakoba จะนำรถกลับมาให้ Leiz แบบไม่ต้องซื้อคืนแล้ว แล้วยังซ่อมให้ฟรีอีกด้วย 

Photo by SAID KHATIB / AFP

วิกฤต Evergrande จะซ้ำรอย Lehman Brothers ของสหรัฐหรือไม่? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663901

วันที่ 23 ก.ย. 2564 เวลา 16:30 น.วิกฤต Evergrande จะซ้ำรอย Lehman Brothers ของสหรัฐหรือไม่?บรรดานักวิเคราะห์เชื่อวิกฤต Evergrande ไม่รุนแรงเท่า Lehman Brothers

สืบเนื่องจากวิกฤตหนี้กว่า 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐของบริษัท Evergrande ยักษ์ใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์จากประเทศจีน ส่งผลให้หลายฝ่ายกังวลว่าเมื่อบริษัทไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนดแล้วจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจจีนและทั่วโลกเหมือนกับกรณี Lehman Brothers

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า Evergrande ไม่น่าจะจบเหมือน Lehman Brothers วาณิชธนกิจระดับโลกจากสหรัฐที่เป็นชนวนให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2008

โดย Rob Carnell หัวหน้าฝ่ายวิจัยประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกของสถาบันการเงิน ING กล่าวในรายการ Squawk Box Asia ของ CNBC ว่าแม้ Evergrande จะมีปัญหาหนี้มหาศาล แต่หากจะบอกว่าก่อให้เกิดความเสี่ยงเชิงระบบเหมือนกับ Lehman Brothers นั้นอาจดูเกินจริงไปหน่อย

เนื่องจากมีปัจจัยหลายอย่างที่แตกต่างกันมาก พร้อมมองว่า Evergrande มีโอกาสที่จะกลับมาดำเนินโครงการก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ให้แล้วเสร็จ สามารถเริ่มการขาย และนำเงินมาชำระหนี้ได้

ขณะที่ Bloomberg รายงานโดยอ้างคำพูดของนักยุทธศาสตร์จากธนาคาร Citigroup, Barclays และ UBS Group AG ซึ่งระบุว่าสภาพแวดล้มในตลาดขณะนี้ไม่เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ Lehman Brothers ล้มละลาย

นอกจากนี้ รัฐบาลจีนมีแนวโน้มที่จะเข้ามาแทรกแซงหรือออกมาตรการบางอย่างเพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ หลังจากที่สัญญาณการลุกลามของวิกฤตการณ์ทางการเงินเริ่มชัดเจนขึ้น

เช่นเดียวกับ Steve Sosnick หัวหน้านักยุทธศาสตร์ของ Interactive Brokers ซึ่งกล่าวกับ Yahoo Finance ว่าในช่วงเวลานี้เขามองว่าวิกฤต Evergrande ยังไม่เลวร้ายถึงขั้นที่จะสั่นสะเทือนไปทั่วโลกอย่าง Lehman Brothers

โดยเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาแบงก์ชาติจีนได้อัดฉีดเงินสดระยะสั้นมูลค่า 9 หมื่นล้านหยวนเข้าสู่ระบบธนาคารของจีน เพื่อป้องกันสภาพคล่องตึงตัวจากปัญหาของ Evergrande นับเป็นการอัดฉีดสภาพคล่องภายใน 1 วันที่มีมูลค่าสูงที่สุดของธนาคารแห่งชาติจีนนับตั้งแต่เดือน ก.พ.

ถึงกระนั้น Uday Kotek ซีอีโอและผู้ก่อตั้งธนาคาร Kotak Mahindra ของอินเดียทวีตว่า “Evergrande ดูเหมือนจะเป็น Lehman ของจีน”

Photo by Hector RETAMAL / AFP

สุดเจ๋ง! นักวิทย์เปลี่ยนเปลือกทุเรียนเป็นพลาสเตอร์ปิดแผล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663886

วันที่ 23 ก.ย. 2564 เวลา 15:00 น.สุดเจ๋ง! นักวิทย์เปลี่ยนเปลือกทุเรียนเป็นพลาสเตอร์ปิดแผลนักวิทย์สิงคโปร์แก้ปัญหาขยะเปลือกทุเรียนล้นด้วยการนำมาผลิตพลาสเตอร์ปิดแผลต้านแบคทีเรีย

นักวิทยาศาสจร์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง (NTU) ของสิงคโปร์แก้ปัญหาขยะจากเศษอาหารด้วยการเปลี่ยนเปลือกทุเรียนให้เป็นพลาสเตอร์ปิดแผลต้านแบคทีเรีย

วิลเลียม เฉิน คณะบดีคณะวิทยาศาสตร์การอาหารและเทคโนโลยีของ NTU เผยว่า สิงคโปร์บริโภคทุเรียนปีละประมาณ 12 ล้านลูก นอกจากเนื้อทุเรียนแล้ว เปลือกกับเมล็ดที่เป็นส่วนประกอบมากกว่าครึ่งของทุเรียนมักจะถูกทิ้งหรือนำไปเผาซึ่งก่อมลพิษกับสิ่งแวดล้อม

วิธีการเปลี่ยนเปลือกทุเรียนเป็นพลาสเตอร์ปิดแผลเริ่มจากการสกัดผงเซลลูโลสจากเปลือกทุเรียนที่หั่นแล้วนำไปทำให้แห้งแบบแช่เยือกแข็ง จากนั้นนำผงมาผสมกับกลีเซอรอล ส่วนผสมนี้จะกลายเป็นไฮโดรเจลนิ่มๆ แล้วตัดเป็นพลาสเตอร์ปิดแผล

เมื่อเทียบกับพลาสเตอร์ปิดแผลทั่วไป พลาสเตอร์ปิดแผลจากเปลือกทุเรียนช่วยให้บริเวณรอบๆ แผลเย็นขึ้นและมีความหมาดซึ่งช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น

นักวิจัยเผยว่า การใช้เศษอาหารและยีสต์มาผลิตพลาสเตอร์ปิดแผลต้านเชื้อแบคทีเรียคุ้มค่ากว่าการผลิตพลาสเตอร์ปิดแผลทั่วไปซึ่งคุณสมบัติในการต้านแบคทีเรียมาจากสารประกอบโลหะที่มีราคาแพงกว่า อาทิ ไอออนเงินหรือทองแดง

เฉินยังเผยอีกว่า เทคโนโลยีนี้ยังสามารถเปลี่ยนเศษอาหารอื่น เช่น ถั่วเหลือง กากมอลต์ ให้เป็นไฮโดรเจลได้เช่นกัน ซึ่งจะช่วยลดปริมาณเศษอาหารของสิงคโปร์

ส่วน ตันอิงฉวน ผู้ค้าส่งทุเรียนเผยว่า ในช่วงฤดูทุเรียนเขาขายทุเรียนราววันละ 1,800 กิโลกรัม การที่นักวิทยาศาสตร์สามารถนำชิ้นส่วนของผลไม้ที่จะต้องทิ้งมาใช้เป็นนวัตกรรมที่จะทำให้เพลิดเพลินกับการกินทุเรียนได้อย่างยั่งยืนขึ้น

AFP PHOTO / Nicholas YEO

ต่างชาติมองไทยและอาเซียนอาจยังไม่พร้อมเปิดประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663881

วันที่ 23 ก.ย. 2564 เวลา 14:00 น.ต่างชาติมองไทยและอาเซียนอาจยังไม่พร้อมเปิดประเทศผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าอัตราการฉีดวัคซีนในหลายพื้นที่ในอาเซียนยังไม่พร้อมสำหรับการเปิดประเทศ

CNN รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยระบุว่าไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนามกำลังละทิ้งนโยบาย “ปลอดโควิด” และเดินหน้าสู่มาตรการ “อยู่ร่วมกับโควิด” แทน ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอาจเร็วเกินไปที่จะทำเช่นนั้น

รายงานชี้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงน่าเป็นห่วง โดยมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นจำนวนมากในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมเนื่องจากโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา ส่งผลให้หลายประเทศประกาศล็อกดาวน์และข้อจำกัดที่เข้มงวดเพื่อพยายามควบคุมการแพร่ระบาด ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างมาก

หลังผ่านจุดพีคของการแพร่ระบาดไปได้ไม่นาน และอัตราการฉีดวัคซีนในบางพื้นที่ยังคงต่ำ แต่รัฐบาลบางประเทศในภูมิภาครวมถึงไทยกำลังมองหาแนวทางในการเปิดประเทศอีกครั้งเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการท่องเที่ยว

โดยเวียดนามวางแผนที่จะเปิดเกาะฟูโกว๊กสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในเดือนหน้า แม้ว่าจะประชากรที่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้วเพียง 7% จากทั้งประเทศ

ด้านอินโดนีเซียซึ่งมีประชากรฉีดวัคซีนครบโดสแล้วกว่า 16% ก็ได้ผ่อนคลายข้อจำกัดต่างๆ รวมถึงวางแผนเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในบางพื้นที่รวมถึงเกาะบาหลีภายในเดือนตุลาคม

สำหรับมาเลเซียซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนสูงสุดในภูมิภาคนี้ โดยมีประชากรกว่าครึ่งประเทศได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว ได้เปิดเกาะลังกาวีอีกครั้งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวในประเทศ ขณะที่หลายรัฐได้เริ่มผ่อนคลายข้อจำกัดสำหรับผู้ได้รับวัคซีน รวมถึงการรับประทานอาหารในร้านอาหารและการเดินทางระหว่างรัฐ

ประเทศไทยเองก็มีแนวโน้มว่าจะเปิดรับนักท่องเที่ยวในบางพื้นที่ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, เชียงใหม่, ชลบุรี, เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้

ทว่า ผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งมองว่าหากอัตราการฉีดวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงยังคงไม่มากพอก่อนที่หลายประเทศจะยกเลิกข้อจำกัด หรือผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรค อาจทำให้ระบบสาธารณสุขในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าสู่สภาวะตึงตัวอย่างรวดเร็ว และมีความเสี่ยงมากกว่าชาติตะวันตกที่มีอัตราการฉีดวัคซีนสูงกว่ามาก จึงทำให้อัตราการเสียชีวิตและการรักษาในโรงพยาบาลยังคงต่ำแม้จะเปิดประเทศแล้ว

นายอภิเษก ริมาล ผู้ประสานงานด้านสาธารณสุขฉุกเฉินระดับภูมิภาคของสหพันธ์กาชาดสากล กล่าวว่า องค์การอนามัยโลกแนะนำว่าประเทศต่างๆ ควรรักษาอัตราผู้ติดเชื้อให้ไม่เกิน 5% เป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนเปิดประเทศ แต่ตัวเลขดังกล่าวในหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ที่ 20% ถึง 30%

พร้อมเสริมว่างค์การอนามัยโลกยังได้วางหลักเกณฑ์อื่นๆ สำหรับการเปิดประเทศเพื่อให้แน่ใจว่าจะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโรคได้ รวมถึงมีระบบสาธารณสุขที่สามารถตรวจคัดกรองและรองรับผู้ป่วยได้อย่างเพียงพอ แต่บางประเทศไม่เป็นไปตามมาตรฐานเหล่านี้ หมายความว่า มีความเป็นไปได้ที่ผู้ติดเชื้อจะเพิ่มขึ้นอีกครั้ง

ในทางกลับกันผู้ประกอบการมองว่าการเปิดประเทศและฟื้นฟูการท่องเที่ยวเป็นทางออกเดียวของพวกเขา

นายจีน การิโต ผู้ประกอบการโรงเรียนสอนดำน้ำแห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ตเผยว่า ขณะนี้บรรดาธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางต่างหมดหวังแล้ว ซึ่งเขาไม่แน่ใจว่าภาคการท่องเที่ยวของไทยจะอยู่รอดต่อไปได้นานแค่ไหน หากรัฐบาลไม่สามารถชดเชยความสูญเสียให้กับธุรกิจเหล่านี้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และหากยังไม่กลับมาเปิดการท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบ

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

ไบเดน-มาครงเคลียร์ใจปมดีลเรือดำน้ำ AUKUS #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663873

วันที่ 23 ก.ย. 2564 เวลา 13:00 น.ไบเดน-มาครงเคลียร์ใจปมดีลเรือดำน้ำ AUKUSผู้นำสหรัฐและผู้นำฝรั่งเศสต่อสายเคลียร์ปมปัญหาดีลเรือดำน้ำของออสเตรเลีย

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐ และประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศสต่อสายโทรศัพท์พูดคุยกันครั้งแรกหลังจากฝรั่งเศสไม่พอใจกรณีการขายเรือดำน้ำให้ออสเตรเลีย ให้คำมั่นว่าจะฟื้นฟูความเชื่อใจระหว่างกันหลังฝรั่งเศสมองว่าถูกหักหลัง

สัปดาห์ที่แล้วมาครงไม่พอใจที่ออสเตรเลียตัดสินใจฉีกสัญญาซื้อเรือดำน้ำจากฝรั่งเศส 12 ลำแล้วหันไปพึ่งพาสหรัฐและอังกฤษซึ่งเพิ่งร่วมกันจัดตั้งกลุ่ม AUKUS ในการจัดหาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์และมีการเจรจากันอย่างลับๆ โดยที่ฝรั่งเศสไม่ระแคะระคาย

แถลงการณ์ร่วมที่ประกาศหลังการพูดคุยระบุว่า ผู้นำทั้งสองประเทศให้สัญญาว่าจะเดินหน้าปรึกษาหารือในเชิงลึกเพื่อสร้างความมั่นใจ และเตรียมจะพบปะหารือกันอีกครั้งในสิ้นเดือน ต.ค.นี้ในยุโรป แต่ยังไม่ระบุสถานที่ เพื่อบรรลุความเข้าใจร่วมกันซึ่งจะนำมาสู่การฟื้นฟูความมั่นใจ

แถลงการณ์จากทำเนียบขาวระบุว่า สถานการณ์จะได้รับประโยชน์หากมีการปรึกษาหารือกันอย่างเปิดเผยในหมู่พันธมิตรในประเด็นเกี่ยวกับผลประโยชน์ของฝรั่งเศสและหุ้นส่วนในยุโรป ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการแสดงว่าสหรัฐรับรู้ความไม่พอใจของฝรั่งเศส

แต่แถลงการณ์ร่วมที่มาจากทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศสในภาษาฝรั่งเศสระบุอย่างชัดเจนว่า การหารืออย่างเปิดเผยจะไม่ทำให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้

แถลงการณ์ยังระบุอีกว่า สหรัฐตระหนักถึงความจำเป็นของกองทัพยุโรปที่เข้มแข็งเพื่อเติมเต็มความร่วมมือทางทหารของ NATO

ขณะที่ประธานาธิบดีมาครงส่งสัญญาณแรกของการผ่อนคลายความตึงเครียดระหว่างทั้งสองประเทศด้วยการตกลงส่งเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำสหรัฐกลับไปประจำที่กรุงวอชิงตันดีซีในสัปดาห์หน้า หลังจากเรียกตัวกลับเพื่อประท้วงทางการทูตเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

Photo by Ludovic MARIN / AFP

ผู้ถือหุ้นอันดับ 2 ของ Evergrande เตรียมขายหุ้นทั้งหมดทิ้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663863

วันที่ 23 ก.ย. 2564 เวลา 12:00 น.ผู้ถือหุ้นอันดับ 2 ของ Evergrande เตรียมขายหุ้นทั้งหมดทิ้งผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 ของ Evergrande ขายหุ้นทิ้งไปแล้ว 32 ล้านเหรียญสหรัฐ และกำลังจะขายที่เหลือทั้งหมด

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า บริษัท Chinese Estates Holdings ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับ 2 ของ Evergrande บริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ของจีนที่มีหนี้สินกว่า 305,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ขายหุ้นไปแล้วมูลค่า 32 ล้านเหรียญสหรัฐ และเตรียมจะขายหุ้นที่เหลืออยู่ทั้งหมด

เอกสารที่ Chinese Estates Holdings แจ้งไปยังตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงระบุว่า กรรมการบริษัทมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ของ Evergrande รวมทั้งการเปิดเผยเกี่ยวกับสภาพคล่องของบริษัท

Chinese Estates Holdings ซึ่งจนถึงวันที่ 10 ก.ย. มีหุ้นอยู่ใน Evergrande ราว 6.50% จากข้อมูลของ Refinitiv Eikon เผยว่า ได้สั่งขายหุ้นของ Evergrande ทั้งหมดหรือบางส่วนที่เหลือ 5.66% ในตลาดหรือผ่านการซื้อขายล่วงหน้าผ่านนายหน้า 

Chinese Estates Holdings เผยว่า บริษัทได้ขายหุ้นของ Evergrande ไปแล้ว 108.91 ล้านหุ้น หรือ 0.82% ของหุ้นที่ Evergrande ออกตั้งแต่วันที่ 30 ส.ค.-21 ก.ย. มูลค่า 32 ล้านเหรียญสหรัฐ และยังบอกอีกว่าหากขายหุ้นของ Evergrande ที่มีทั้งหมดอาจต้องขาดทุนราว 1,220 ล้านเหรียญสหรัฐ

REUTERS/Aly Song

มาเลเซียเล็งคุยจีนเรื่อง AUKUS ชูความร่วมมืออาเซียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663862

วันที่ 23 ก.ย. 2564 เวลา 11:08 น.มาเลเซียเล็งคุยจีนเรื่อง AUKUS ชูความร่วมมืออาเซียนมาเลเซียวางแผนเจรจาประเด็น AUKUS กับจีน หวั่นสะเทือนเสถียรภาพอินโด-แปซิฟิก

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่านายฮิชามมุดดิน ฮุสเซน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของมาเลเซียมีแผนที่จะเยือนประเทศจีนในเร็ววันนี้เพื่อหารือเกี่ยวกับข้อตกลง AUKUS ของสหรัฐ ออสเตรเลีย และสหราชอาณาจักร

ฮุสเซนกล่าวว่า “เราจำเป็นต้องได้รับมุมมองจากผู้นำของจีน โดยเฉพาะด้านการป้องกันประเทศของจีนเกี่ยวกับข้อตกลง AUKUS ตลอดจนแนวทางการดำเนินการของจีนหลังจากนี้”

โดยก่อนหน้านี้จีนได้กล่าวว่าแผนดังกล่าวมีความเสี่ยงที่จะสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงแก่สันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

นอกจากนี้ ฮุสเซนยังได้เสนอแนะให้ปีเตอร์ ดัตตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของออสเตรเลียเจรเจากับบรูไน ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ตลอดจนหารือกับประเทศเพื่อนบ้านของจีนอย่างกัมพูชา เมียนมา ลาว และเวียดนาม เพื่อจัดการกับความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงในภูมิภาค

ฮุสเซนทิ้งท้ายว่า “ความแข็งแกร่งจะเกิดขึ้นเมื่อประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศร่วมมือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเพื่อปกป้องเสถียรภาพและความมั่นคงของภูมิภาค”

ขณะที่มาเลเซียและอินโดนีเซียกังวลว่า AUKUS จะนำไปสู่การแข่งขันด้านอาวุธในภูมิภาค แต่ในทางกลับกันฟิลิปปินส์ได้ออกมาสนับสนุนข้อตกลงดังกล่าว

ทั้งนี้ สหรัฐ ออสเตรเลีย และสหราชอาณาจักร ประกาศว่าความร่วมมือด้านความมั่นคง AUKUS มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าจะเป็นการคานอำนาจของจีนที่กำลังแผ่อิทธิพลในภูมิภาคนี้

โดยข้อตกลงดังกล่าวจะเอื้อให้ทั้ง 3 ประเทศแบ่งปันเทคโนโลยีทางทหาร ซึ่งจะส่งผลให้ออสเตรเลียสามารถสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ขึ้นเป็นครั้งแรก

เปิดชีวิตพลิกผันของเจ้าหญิงพม่า อดีตภรรยานายพล เน วิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663812

วันที่ 22 ก.ย. 2564 เวลา 18:40 น.เปิดชีวิตพลิกผันของเจ้าหญิงพม่า อดีตภรรยานายพล เน วินเปิดชีวิตเจ้าหญิงพม่าผู้เลอโฉมกับโชคชะตาที่ผกผัน จากเจ้าหญิงสู่สามัญชนสู่สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของนายพล เน วิน สู่สามัญชนอีกครั้ง  

จูน โรส เบลลามี ในฐานะเจ้าหญิงเธอเป็นที่รู้จักในชื่อ ยะดะหน่า นะ เม ที่แปลว่าเทพีแห่งนพรัตน์ เกิดเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 1932 ที่เมืองเมเมียวทางตอนกลางของพม่า ในสมัยที่พม่าตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษและอังกฤษยกเลิกระบบกษัตริย์ของพม่า

บิดาของเธอคือ เฮอร์เบิร์ต เบลลามี นักสะสมกล้วยไม้ชาวออสเตรเลียที่เข้าไปตั้งถิ่นฐานในพม่า ส่วนมารดาคือ เจ้าหญิงไทติน มะ ละ พระธิดาในเจ้าชายลินปินที่ลี้ภัยหลังจากพระเจ้าสีป่อ หรือพระเจ้าธีบอขึ้นครองราชบัลลังก์

เจ้าชายลินปินคือพระโอรสในเจ้าชายกะนองมินตา พระราชอนุชาของพระเจ้ามินดง กษัตริย์พระองค์ที่ 10 แห่งราชวงศ์อลองพญา เจ้าชายกะนองมินตาเป็นรัชทายาทโดยชอบธรรมของราชบังลังก์และเป็นเจ้าชายที่มีปรีชาสามารถมาก ทรงพยายามทำให้พม่าทันสมัยขึ้นด้วยการส่งนักเรียนไปเรียนในประเทศตะวันตกและก่อตั้งอุตสาหกรรมอาวุธ และปฏิรูปหลายอย่าง เช่น รวมการบริหารเข้าสู่ศูนย์กลาง แนะนำระบบเงินเดือนกับข้าราชการเพื่อลดอำนาจของข้าราชการ เป็นต้น

ภาพ: wikipedia เจ้าชายกะนองมินตา

เจ้าชายกะนองมินตาถูกปลงพระชนม์หลังจากที่หนึ่งในพระโอรสของพระเจ้ามินดงก่อกบฏในปี 1866 ต่อมาหลังจากพระเจ้ามินดงสวรรคตในปี 1878 เจ้าชายธีบอขึ้นครองราชย์ต่อจากพระบิดา และในเดือน พ.ย. 1885 พระเจ้าธีบอยอมจำนนต่ออังกฤษหลังจากพ่ายแพ้ในสงครามอังกฤษ-พม่าครั้งที่ 3 จากนั้นพระเจ้าธีบอถูกส่งตัวไปลี้ภัยที่อินเดีย

เจ้าชายกะนองมินตาถือเป็นไอดอลสำหรับชาวเมียนมา จนถึงทุกวันนี้ชาวเมียนมาหลายคนยังเชื่อว่าหากเจ้าชายกะนองมินตาไม่ถูกปลงพระชนม์และได้ขึ้นเป็นกษัตริย์พม่า เมียนมาอาจไม่แย่เหมือนทุกวันนี้

ย้อนกลับมาที่ จูน โรส เบลลามี เธอเป็นหลานสาวของเจ้าชายลินปินและเหลนของเจ้าชายกะนองมินตาแห่งราชวงศ์อะลองพญา หรือราชวงศ์คองบอง ราชวงศ์สุดท้ายของพม่า

จูน โรส เบลลามีพูดได้ถึง 3 ภาษา คือ พม่า อังกฤษ และฮินดี ตอนที่ญี่ปุ่นโจมตีย่างกุ้งในปี 1941 ซึ่งขณะนั้นเธออายุเพียง 9 ขวบ ครอบครัวต้องย้ายไปอยู่ที่อินเดียนาน 5 ปี ก่อนจะย้ายกลับมายังบ้านเกิดอีกครั้งตอนที่เธออายุ 14 ปี

จูน โรส เบลลามีมีหน้าตางดงามในแบบสาวลูกครึ่ง เธอแต่งงานกับ มาริโอ ลูเซีย โพสติญโญเน ชาวอิตาลีที่ทำงานในองค์การอนามัยโลกในปี 1954 ต่อมาจูน โรส เบลลามีต้องย้ายตามสามีที่ไปปฏิบัติงานที่ฟิลิปปินส์ โดยเธอทำงานเป็นผู้ประกาศข่าวที่นั่น ทั้งคู่หย่ากันในปี 1963 หลังมีลูกชายด้วยกัน 2 คน

ต่อมา จูน โรส เบลลามี ย้ายไปใช้ชีวิตที่เมืองฟลอเรนซ์ของอิตาลีกับลูกชาย จนกระทั่งปี 1963 โชคชะตานำพาให้เธอพบกับนายพล เน วิน ที่ทำการปฏิวัติยึดอำนาจและขึ้นเป็นผู้นำทหารเมื่อปี 1962

นายพล เน วิน ซึ่งเคยเป็นเพื่อนกับครอบครัวเบลลามีตั้งแต่ จูน โรส เบลลามี ยังเด็กๆ พยายามโน้มน้าวให้เธอกลับพม่าหลายต่อหลายครั้งแต่เธอไม่อยากจากอิตาลี จนกระทั่งนายพล เน วิน เดินทางไปอิตาลีอีกครั้ง เขาจึงขอเธอแต่งงาน

ภาพ: Myanmar Historical Archive หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเมียนมารายงานข่าวการแต่งงานของนายพล เน วิน กับจูน โรส เบลลามี

จูน โรส เบลลามีแต่งงานเป็นภรรยาคนที่ 4 ของนายพล เน วิน และสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของพม่าในปี 1976 ทว่าชีวิตแต่งงานของทั้งคู่ไม่ได้ราบรื่นและต้องหย่ากันหลังผ่านไปเพียง 5 เดือนเท่านั้น

จูน โรส เบลลามีซึ่งสนิทชิดใกล้กับขิ่นเมตาน ภรรยาของนายพล เน วิน ตัดสินใจแยกทางกับสามีหลังจากเขาขว้างที่เขี่ยบุหรี่ใส่เธอ และกล่าวหาว่าเธอเป็นสายลับของ CIA

เธอเผยกับผู้สื่อข่าวในภายหลังว่า การตัดสินใจแต่งงานของเธอ “เป็นบาปของความทะนงตน” เธอเชื่อว่าการปรากฏตัวของเธอในฐานะสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งอาจส่งผลดีต่อพม่าและได้ช่วยเหลือชาวบ้าน (นี่เป็นเหตุผลที่เธอตัดสินใจรับคำขอแต่งงานของนายพล เน วิน) ส่วนนายพล เน วิน ก็คิดว่าสายสัมพันธ์กับสมาชิกราชวงศ์พม่าจะเป็นการพีอาร์ที่ดี

ภาพ: Facebook/Between two worlds

เมื่อทุกอย่างไม่เป็นไปอย่างที่คิด จูน โรส เบลลามี ตัดสินใจกลับมาใช้ชีวิตที่เมืองฟลอเรนซ์ของอิตาลีอีกครั้ง เลี้ยงชีพด้วยการเป็นครูสอนทำอาหารและทำงานการกุศลผ่านหมอที่ย่างกุ้งเพื่อช่วยให้นักศึกษาเมียนมาได้เข้าเรียนในโรงเรียนแพทย์ จวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต เธอเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2020 ในวัย 88 ปี

ภาพ: Myanmar Historical Archive เจ้าหญิงไทติน มะ ละ และเจ้าหญิงยะดะหน่า นะ เม หรือจูน โรส เบลลามี

ย้อนกลับมาที่เจ้าหญิงไทติน มะ ละ มารดาของจูน โรส เบลลามี ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความงามไม่แพ้ลูกสาวเพียงคนเดียว เจ้าหญิงเป็นพระธิดาองค์ที่ 2 ของเจ้าชายลินปิน และพระสนมขิ่นเมเจ้าหญิงแห่งลินปิน

เมาริซ คอลลิส ผู้พิพากษาของอาณานิคมและนักเขียนเล่าถึงเจ้าหญิงไทติน มะ ละไว้ในหนังสือ “Trials in Burma” ในปี 1938 ว่า “เธอนั่งบนโซฟา ผู้หญิงสวยสวมกระโปรงผ้าไหมสีฟ้าและเสื้อคลุมผ้าฝ้ายสีขาว ผิวสีเหลืองเหมือนเมล็ดข้าวโพด ตาเธอโตและเป็นประกายแวววาว และมือที่อ่อนช้อย”

มกุฎราชกุมารวิลเลมของเยอรมนี มกุฎราชกุมารองค์สุดท้ายของจักรวรรดิเยอรมัน บรรยายความงามของเจ้าหญิงไทติน มะ ละหลังได้พบเธอที่ Allahabad Club ระหว่างเดินทางทัวร์ตะวันออกไกลไว้ว่า “ผู้หญิงที่โดดเด่น”

ก่อนแต่งงานกับพ่อของจูน โรส เบลลามี เจ้าหญิงไทติน มะ ละ เกือบจะได้เป็นพระราชานีของสิกขิมของอินเดีย เจ้าหญิงชอบพอกับเจ้าชายสิดคอง ตุลกู นัมเกล พระโอรสของกษัตริย์สิกขิม และเตรียมจะเข้าพิธีแต่งงานกันในปี 1913 แต่ต้องเลื่อนออกไปก่อนเนื่องจากสุขภาพของพระบิดาของเจ้าชายไม่ค่อยดี

เจ้าชายสิดคอง ตุลกู นัมเกลขึ้นป็นกษัตริย์องค์ใหม่ในปี 1914 หลังจากพระบิดาสวรรคต และมีกำหนดเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงไทติน มะ ละในวันที่ 10 ก.พ. 1915 ทว่าในเดือน ธ.ค. 1914 กษัตริย์สิดคองถูกพบสวรรคตอยู่ในห้องบรรทมซึ่งคาดว่าเกิดจากหัวใจล้มเหลวขณะพระชมมายุ 35 พรรษา ทว่าอังกฤษมองว่าการสวรรคตนี้มีเงื่อนงำ

โดย จารุณี นาคสกุล