ซีอีโอผุดไอเดียค่าจ้างขั้นต่ำ 2 ล้านต่อปี ผลที่ได้สุดคุ้ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663804

วันที่ 22 ก.ย. 2564 เวลา 17:00 น.ซีอีโอผุดไอเดียค่าจ้างขั้นต่ำ 2 ล้านต่อปี ผลที่ได้สุดคุ้มDan Price ซีอีโอที่หั่นเงินเดือนตัวเองเพื่อเพิ่มให้พนักงาน แต่ผลที่ได้บอกเลยว่าคุ้ม

เมื่อ 6 ปีก่อนชายคนนี้ประกาศบางอย่างที่เรียกเสียงฮือฮาให้กับบริษัท Gravity Payments ของเขาเป็นอย่างมาก นั่นคือการเพิ่มเงินเดือนให้พนักงานทุกคนจากเดิมที่ได้ประมาณ 20,000 ถึง 45,000 เหรียญสหรัฐต่อปี เป็นอย่างน้อย 70,000 เหรียญสหรัฐ (กว่า 2 ล้านบาท) ต่อปี

แดน ไพรซ์ (Dan Price) ซีอีโอบริษัทบริการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตในซีแอตเทิล ตัดสินใจลดเงินเดือนของตัวเองลง 1 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี เพื่อให้สามารถขึ้นเงินเดือนให้บรรดาพนักงานของเขาได้

ตามข้อมูลจากสถาบันนโยบายเศรษฐกิจชี้ว่าค่าตอบแทนของซีอีโอโดยเฉลี่ยแล้วสูงกว่าเงินเดือนของพนักงานทั่วไปถึง 320 เท่า ขณะที่เดิมทีค่าตอบแทนของไพรซ์สูงกว่าพนักงานเกือบ 40 เท่า จึงเกิดไอเดียนี้ขึ้นมา

บางคนก็ยกย่องว่าเขาเป็นฮีโร่ แต่บางคนก็วิพากษ์วิจารณ์ว่านั่นเป็นความคิดที่เสี่ยงมาก และบริษัทของเขาอาจต้องล้มละลาย

แต่ตอนนี้บริษัทของเขากำลังเฟื่องฟู มีลูกค้าใหม่ๆ ติดต่อเข้ามา และมีพนักงานเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า แต่ยังคงจ่ายเงินเดือนให้พนักงานตามเดิม

การลดเงินเดือนของตัวเองทำให้ไพรซ์ต้องประหยัดและเก็บเงินมากขึ้น รวมถึงมีการขายบ้านหลังที่ 2 ไปด้วย แต่เมื่อเทียบกับผลตอบแทนของบริษัทเพิ่มขึ้น ตลอดจนศักยภาพการทำงานและความภักดีของพนักงานแล้วเขามองว่ามันคุ้มค่ามาก

นอกจากนี้ไพรซ์ยังเผยว่าอัตราการลาออกของพนักงานลดลงไปกว่าครึ่งหนึ่ง นั่นหมายความว่าพนักงานทำงานกับเขานานขึ้นเป็น 2 เท่า ทำให้ความรู้ความสามารถในการทำงานของพนักงานเพิ่มขึ้นไปด้วยตามประสบการณ์การทำงาน

“พนักงานของผมทำเพื่อผมมากกว่าที่ผมทำเพื่อพวกเขาเสียอีก พวกเขามอบของขวัญสุดพิเศษให้กับผม ไม่รู้จะบรรยายเป็นคำพูดอย่างไรเลย” ไพรซ์กล่าวถึงรถยนต์ราคาแพงที่พนักงานร่วมกันซื้อให้เขาเป็นของขวัญ

เมื่อปีที่แล้วบริษัทได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นอย่างมาก แต่บรรดาพนักงานของเขายอมถูกลดค่าจ้างชั่วคราวเพื่อช่วยเหลือบริษัท ไม่นานพวกเขาก็กลับมาได้รับค่าจ้างตามปกติรวมถึงได้เงินชดเชยที่เคยสูญเสียไปด้วย

ตอนนี้บริษัท Gravity เติบโตขึ้นกว่า 70% พร้อมพนักงานกว่า 200 คนที่ดูแลยอดชำระเงินผ่านบัตรเครดิตไม่ต่ำกว่า 300,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่รายได้ของบริษัทอยู่ที่เกือบ 5,000 ล้านบาท

การขึ้นเงินเดือนจากไพรซ์นอกจากจะเป็นผลดีต่อบริษัทแล้วยังเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับพนักงานของเขา โดยพนักงานของ Gravity กล่าวว่าการปรับฐานเงินเดือนไม่ใช่แค่ช่วยให้พวกเขาอยู่ได้ แต่มันช่วยให้พวกเขาเติบโต

พร้อมเล่าว่าพนักงานหลายคนที่นี่สามารถสร้างครอบครัวและซื้อบ้านได้เพราะการขึ้นเงินเดือนจากไพรซ์ โดยในช่วง 6 ปีที่ผ่านมาพนักงานคลอดลูกรวมแล้วถึง 60 คน นั่นเพราะพวกเขามีเงินเพียงพอที่จะสร้างครอบครัว

“ผมมีความสุขกับที่เป็นอยู่ตอนนี้มากกว่าแต่ก่อนเสียอีก” ไพรซ์กล่าว

ที่มา CBS News

ภาพโดย instagram.com/danpriceseattle/

ลิทัวเนียแนะปชช.เลิกใช้มือถือจีน อ้างมีระบบตรวจจับข้อความ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663778

วันที่ 22 ก.ย. 2564 เวลา 14:18 น.ลิทัวเนียแนะปชช.เลิกใช้มือถือจีน อ้างมีระบบตรวจจับข้อความหน่วยงานด้านไซเบอร์ของรัฐบาลลิทัวเนียพบสมาร์ทโฟนจากจีนสามารถตรวจจับและเซ็นเซอร์ข้อความ ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่าง 2 ประเทศ

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่ากระทรวงกลาโหมของลิทัวเนียแนะนำให้ผู้บริโภคหลีกเลี่ยงการซื้อสมาร์ทโฟน Xiaomi ของจีน สำหรับผู้ที่ใช้งานอยู่แล้วแนะนำให้เลิกใช้ หลังรัฐบาลรายงานพบข้อกังวลเกี่ยวกับการเซ็นเซอร์

โดยหน่วยงานรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ของรัฐบาลลิทัวเนียแถลงว่าสมาร์ทโฟนระดับเรือธงของยักษ์ใหญ่อย่าง Xiaomi มีความสามารถในการตรวจจับและเซ็นเซอร์บางคำ อาทิ “Free Tibet”, “Long live Taiwan independence” ซึ่งเป็นการสนับสนุนอิสรภาพของทิเบตและไต้หวัน ตลอดจนคำว่า “democracy movement” หรือขบวนการประชาธิปไตย

รายงานดังกล่าวเผยว่าแม้ความสามารถข้างต้นของสมาร์ทโฟนรุ่น Mi 10T 5G จาก Xiaomi นั้นถูกปิดสำหรับภูมิภาคสหภาพยุโรป แต่สามารถเปิดใช้งานจากระยะไกลได้ทุกเมื่อ

มาร์กิริส อาบูเควิซิอุส รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมลิทัวเนียกล่าวว่า “คำแนะนำของเราคืออย่าซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่จากจีน และหากมีอยู่แล้วให้กำจัดโดยเร็วที่สุด”

ด้านบริษัท Xiaomi ยังไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นในประเด็นดังกล่าว

ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างลิทัวเนียและจีนไม่ค่อยดีนัก โดยเมื่อเดือนที่แล้วจีนเรียกร้องให้ลิทัวเนียถอนเอกอัครราชทูตในกรุงปักกิ่ง และกล่าวว่าจะเรียกคืนทูตจีนประจำกรุงวิลนีอุสด้วย หลังจากที่ไต้หวันประกาศว่าจะเปิดสำนักงานผู้แทนในลิทัวเนีย โดยใช้ชื่อว่า “สำนักงานผู้แทนไต้หวัน” ซึ่งตามปกติแล้วการตั้งสำนักงานของไต้หวันในยุโรปและสหรัฐจะใช้ชื่อว่า “ไทเป”

ส่งผลให้รัฐบาลจีนไม่พอใจและมองว่าเป็นการบ่อนทำลายอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพเหนือดินแดนของจีน เนื่องจากจีนกล่าวมาตลอดว่าไต้หวันเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของจีน

ก่อนที่จีนจะออกมาตรการคว่ำบาตรสินค้านำเข้าหลายรายการจากลิทัวเนีย โดยอ้างว่าสินค้าได้รับการจัดการเกี่ยวกับแมลงศัตรูพืชที่ไม่ได้มาตรฐาน

ด้านเจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ ได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีอิงกริดา ซิโมนีเต ของลิทัวเนียเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พร้อมเน้นย้ำว่าจะให้การสนับสนุนเมื่อลิทัวเนียเผชิญแรงกดดันจากจีน

REUTERS/Valentyn Ogirenko

ลูกค้าแห่อุดหนุนหลังเจ้าของร้านขอโทษที่ใส่ไส้ขนมน้อยลง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663768

วันที่ 22 ก.ย. 2564 เวลา 13:35 น.ลูกค้าแห่อุดหนุนหลังเจ้าของร้านขอโทษที่ใส่ไส้ขนมน้อยลงร้านขนมแห่งหนึ่งในญี่ปุ่นมีลูกค้าอุดหนุนแน่นร้านหลังคำขอโทษและยอมรับอย่างตรงไปตรงมาของเจ้าของร้านกลายเป็นไวรัล 

ร้านที่ว่านี้คือร้านขายขนมไทยากิ หรือขนมรูปปลาสอดไส้ถั่วแดงในเมืองเกียวดะในจังหวัดไซตะมะของญี่ปุ่นที่มี จุนยะ ฮะชิโมะโตะ เป็นเจ้าของ 

ร้าน Taiyaki no Bunfukuya ของฮะชิโมะโตะเริ่มขายไม่ค่อยดีในช่วงฤดูร้อน เพราะขนมไทยากินิยมทานกันในช่วงฤดูหนาวมากกว่า บวกกับมาตรการสกัดการระบาดของ Covid-19 ทำให้ยอดขายของร้านลดลงไปถึง 70% 

เพื่อให้ร้านอยู่รอดฮะชิโมะโตะจึงตัดสินใจขึ้นราคาขนมไทยากิ แต่ตอนหลังเจ้าตัวเริ่มรู้สึกไม่ค่อยดีกับลูกค้าจึงปรับเปลี่ยนอีกครั้งด้วยการเพิ่มไส้ถั่วแดงกวนลงไปในขนมเพื่อชดเชยที่ทางร้านขึ้นราคา

ทำไปทำมาเจ้าตัวเริ่มเพิ่มไส้มากเกินไปจนขาดทุนหนักกว่าเดิม ส่อเค้าว่าอาจจะต้องปิดกิจการ สถานการณ์นี้ทำให้ฮะชิโมะโตะไม่มีทางเลือกจึงต้องลดปริมาณไส้ขนมลงอีกครั้ง

การตัดสินใจครั้งนี้ทำให้เจ้าของร้านวัย 45 ปีรู้สึกผิดกับลูกค้ามากๆ เข้าจึงลงมือเขียนป้ายขอโทษลูกค้าและนำไปทวีตลงทวิตเตอร์

ป้ายขอโทษของฮะชิโมะโตะมีข้อความว่า “พูดตามตรงเลยนะ ผมเคยใส่ไส้ถั่วแดงกวนเยอะมากแต่มันทำให้ผมขาดทุน ต่อไปนี้ผมจะลดปริมาณถั่วแดงกวน เพราะร้านกำลังจะถังแตก โปรดอภัยให้ผมด้วยครับ”

ปรากฏว่าคำขอโทษอย่างจริงใจของฮะชิโมะโตะทำให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตประทับใจ ทวีตขอโทษนี้มีคนเข้ามาไลค์ถึงกว่า 65,700 ครั้ง รีทวีตอีกกว่า 27,400 ครั้ง นับตั้งแต่ทวีตเมื่อวันที่ 24 ส.ค.ที่ผ่านมา

และยังมีคอมเม้นต์ให้กำลังใจอีกมากมาย อาทิ “คุณคิดราคาเพิ่มตามปริมาณไส้ที่ใส่ได้นะ”, “ร้าน Bunfukuya ใช้ถั่วแดงคุณภาพดีแล้วขึ้นราคา ดังนั้นฉันเข้าใจนะถ้าคุณจะใส่ไส้น้อยลง”, “จะไปอุดหนุนสัก 5 ชิ้นเดี๋ยวนี้เลย”, “ให้ตายเถอะ ถึงไม่ใส่ไส้ก็ยังจะกินอยู่ดี”

นอกจากนี้ ทวีตที่กลายเป็นไวรัลนี้ยังทำให้ร้านไทยากิของฮะชิโมะโตะกลายเป็นข่าวดัง ส่งผลให้ลูกค้าพากันมาอุดหนุนขนมจนแน่นร้าน แม้ว่าจะต้องต่อคิวนานเพราะขนม 1 ชิ้นต้องใช้เวลาราว 6 นาทีก็ตาม

ส่วนฮะชิโมะโตะที่กลัวว่าลูกค้าที่รอคิวจะเบื่อได้นำโปสเตอร์ ข้อความต่างๆ โฆษณา หรืออะไรก็ตามมาติดไว้ที่กำแพงของร้านให้ลูกค้าอ่านฆ่าเวลา นับว่าทางร้านใส่ใจลูกค้าสุดๆ ตามสไตล์การบริการลูกค้าของชาวญี่ปุ่น

ภาพ: YouTube/ANN News

สีจิ้นผิงแสดงท่าทีคัดค้าน Quad-AUKUS #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663761

วันที่ 22 ก.ย. 2564 เวลา 12:30 น.สีจิ้นผิงแสดงท่าทีคัดค้าน Quad-AUKUSด้านประธานาธิบดีโจ ไบเดน ยืนยันว่าไม่ได้ต้องการสร้างสงครามกับจีน

เมื่อวันที่ 21 ก.ย. ที่ผ่านมารัฐบาลจีนเผยแพร่คลิปวิดีโอถ้อยแถลงของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (UNGA) ซึ่งได้มีการเรียกร้องให้ผู้นำโลกเจรจาและร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาข้อพิพาทระหว่างประเทศ

แม้จะไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์สหรัฐโดยตรงแต่ผู้นำจีนเรียกร้องให้นานาชาติหยุดรวมกลุ่มที่ไม่ก่อให้เกิดผลประโยชน์โดยรวม หรือมุ่งเป้าไปที่จีน ซึ่งอาจหมายถึง Quad ซึ่งประกอบด้วยสหรัฐ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และอินเดีย ตลอดจน AUKUS ความร่วมมือระหว่างสหรัฐ ออสเตรเลีย และสหราชอาณาจักร

สี จิ้นผิง ยังเรียกร้องให้มีการเสริมสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และส่งเสริมการเคารพซึ่งกันและกัน ตลอดจนความร่วมมือแบบ win-win ในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างจีนและสหรัฐ

นอกจากนี้ยังได้ให้คำมั่นว่าจีนจะยุติการสนับสนุนการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินแห่งใหม่ในต่างประเทศ และยกระดับการสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาในการปฏิรูปพลังงานในประเทศให้เป็นพลังงานสะอาด

ด้านประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐยืนยันว่าไม่ได้ต้องการสร้างสงครามเย็นครั้งใหม่กับจีน หรือทำให้เกิดการแบ่งแยก พร้อมยืนยันว่าสหรัฐพร้อมทำงานร่วมกับทุกประเทศ และแสวงหาทางออกอย่างสันติวิธีสำหรับความท้าทายต่างๆ

ตลอดจนแสดงความกังวลเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในเขตปกครองตนองซินเจียง ซึ่งเชื่อว่ามีการคุมขังและบังคับใช้แรงงานชาวมุสลิมอุยกูร์รวมถึงชนกลุ่มน้อยอื่นๆ มากกว่าล้านคน

ทั้งนี้ สื่อต่างประเทศคาดการณ์ว่าการประชุมแบบต่อตัวตัวระหว่างผู้นำทั้งสองจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

Photo by Spencer Platt/Pool via REUTERS

ฝรั่งเศสหันมาจับมืออินเดียในอินโด-แปซิฟิกหลังถูกลอยแพทั้งคู่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663755

วันที่ 22 ก.ย. 2564 เวลา 12:00 น.ฝรั่งเศสหันมาจับมืออินเดียในอินโด-แปซิฟิกหลังถูกลอยแพทั้งคู่ผู้นำฝรั่งเศสยกหูโทรศัพท์คุยผู้นำอินเดียร่วมมือในอินโด-แปซิฟิก หลังดีลเรือดำน้ำฝรั่งเศสถูกฉีก อินเดียถูกสหรัฐลอยแพ

ประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ต่อสายโทรศัพท์หารือกับนายกรัฐมนตรี นเรนทระ โมดี ของอินเดีย กรณีร่วมมือกันในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก หลังจากออสเตรเลียยกเลิกสัญญาต่อเรือดำน้ำ 12 ลำมูลค่า 40,000 เหรียญสหรัฐกับฝรั่งเศสแล้วไปรับความช่วยเหลือจากสหรัฐและอังกฤษโดยตั้งกลุ่ม AUKUS ขณะที่อินเดียส่อแววจะถูกสหรัฐลอยแพเช่นกัน

แถลงการณ์ของทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศสระบุว่า ประธานาธิบดีฝรั่งเศสและนายกรัฐมนตรีอินเดียให้คำมั่นว่าจะ “ร่วมมือกันในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกที่เปิดกว้างและครอบคลุม”

มาครงยังย้ำกับโมดีว่าฝรั่งเศสจะเดินหน้าเสริมสร้างการพึ่งพาตนเองในเชิงยุทธศาสตร์ของอินเดีย รวมทั้งในด้านอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อใจและความเคารพซึ่งกันและกัน โดยมีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมเสถียรภาพของภูมิภาคและหลักกฎหมาย และขจัดอิทธิพลในทุกรูปแบบ

ด้านนายกรัฐมนตรีอินเดียทวีตข้อความว่า อินเดียวางคุณค่าอันยิ่งใหญ่ในการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับฝรั่งเศส โดยเรียกผู้นำฝรั่งเศสว่า “เพื่อน”

ส่วนแถลงการณ์จากทำเนียบรัฐบาลอินเดียระบุว่า ทั้งสองประเทศมีบทบาทสำคัญต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

ทั้งนี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาฝรั่งเศสพยายามกระชับความสัมพันธ์กับอินเดีย โดยในปี 2016 ทั้งสองประเทศลงนามในสัญญาซื้อขายเครื่องบินรบ French Rafale 36 ลำให้อินเดีย ทว่าขณะนี้ฝรั่งเศสกำลังตรวจสอบสัญญานี้หลังมีข้อกล่าวหาเรื่องสินบน

ขณะที่สื่ออินเดียคาดเดาว่า การยกเลิกสัญญาต่อเรือดำน้ำของออสเตรเลียอาจทำให้เกิดการลงนามต่อเรือดำน้ำระหว่างฝรั่งเศสกับอินเดีย

AFP PHOTO / POOL / Ludovic MARIN

Evergrande เตรียมจ่ายดอกเบี้ยพันธบัตรเลี่ยงผิดนัดชำระหนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663758

วันที่ 22 ก.ย. 2564 เวลา 11:34 น.Evergrande เตรียมจ่ายดอกเบี้ยพันธบัตรเลี่ยงผิดนัดชำระหนี้Evergrande ยอมเจรจาจ่ายดอกเบี้ยพันธบัตรให้เจ้าหนี้ในประเทศเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้

สำนักข่าว AFP รายงานว่า Evergrande บริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ของจีนได้บรรลุข้อตกลงกับเจ้าหนี้พันธบัตรในประเทศซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระดอกเบี้ยไปได้เปลาะหนึ่ง

ในแถลงการณ์ที่ส่งไปยังตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้น บริษัท Hengda ซึ่งเป็นบริษัทลูกด้านอสังหาริมทรัพย์ของ Evergrande ระบุว่า บริษัทได้เจรจาแผนการจ่ายดอกเบี้ยของพันธบัตรที่จะครบกำหนดไถ่ถอนในปี 2025 ซึ่งสำนักข่าว Bloomberg ประเมินว่ามีมูลค่า 35.9 ล้านเหรียญสหรัฐ

Hengda ระบุว่า นักลงทุนที่ซื้อและถือพันธบัตรก่อนวันที่ 22 ก.ย. 2021 มีสิทธิ์ได้รับดอกเบี้ยในครั้งนี้ ทว่ายังไม่พูดถึงการจ่ายดอกเบี้ยพันธบัตรต่างประเทศ

นักวิเคราะห์มองว่าการจ่ายดอกเบี้ยจะช่วยบรรเทาความวิตกกังวลของตลาดในระยะสั้น ทว่า แกรี ดูแกน ซีอีโอ Global CIO Office เผยกับ Bloomberg ว่า หากต้องการสร้างความมั่นใจให้ตลาดมากขึ้น Evergrande ต้องมีแผนปรับโครงสร้างองค์การในวงกว้างให้ตลาดเห็น

วิกฤตของ Evergrande ส่งผลให้นักลงทุนและซัพพลายเออร์พากันมาประท้วงด้านนอกสำนักงานของบริษัทเพื่อเรียกร้องให้คืนเงิน โดยหนี้ของบางคนสูงถึง 1 ล้านเหรียญสหรัฐ

ก่อนหน้านี้ สวีเจียอิ้น ผู้ก่อตั้งบริษัทเผยกับพนักงานว่าเขาเชื่อว่าบริษัทจะก้าวออกจากความมืดมนในเร็วๆ นี้

Evergrande ได้ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญรวมทั้ง Houlihan Lokey บริษัทผู้ให้บริการด้านการเงินที่เคยให้คำปรึกษาการปรับปรุงโครงสร้างองค์กรแก่ Lehman Brothers วาณิชธนกิจของสหรัฐที่ล้มละลาย เข้ามาแก้ปัญหา

สัปดาห์ที่แล้ว Bloomberg รายงานว่า หน่วยงานกำกับดูแลของรัฐส่งทีมที่ปรึกษาด้านการเงินลงพื้นที่เพื่อประเมิน Evergrande

Photo by Noel Celis / AFP

Pfizer เผยวัคซีนปลอดภัย-ได้ผลดีในเด็ก 5-11 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663754

วันที่ 22 ก.ย. 2564 เวลา 11:00 น.Pfizer เผยวัคซีนปลอดภัย-ได้ผลดีในเด็ก 5-11 ปีPfizer เผยผลการทดลองวัคซีนโควิดกับเด็กได้ผลดี ลุยขออนุมัติ

บริษัท Pfizer ผู้ผลิตวัคซีนโควิด-19 เผยลการทดลองวัคซีนในเด็กอายุ 5 ถึง 11 ปีพบว่าวัคซีนมีความปลอดภัยและสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้อย่างแข็งแกร่ง พร้อมเดินหน้าขออนุมัติใช้ในเด็กจากหน่วยงานกำกับดูแลในสหรัฐ ยุโรป และประเทศอื่นๆ โดยเร็วที่สุด

ผู้ผลิตวัคซีนเผยว่าจากการทดลองฉีดวัคซีน 2 โดสให้แก่เด็กอายุ 5 ถึง 11 ปีพบว่ามีความปลอดภัยและการตอบสนองด้านภูมิคุ้มกันเช่นเดียวกับกลุ่มอายุ 16 ถึง 25 ปี

โดยคาดว่าจะได้รับอนุมัติจากองค์การอาหารและยาสหรัฐ (FDA) ภายในสิ้นเดือนตุลาคม ท่ามกลาการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาในสหรัฐ ซึ่งส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก โดยสถาบันกุมารแพทย์อเมริกันเผยว่ามีเด็กอเมริกันติดโควิด-19 แล้วมากกว่า 5 ล้านคน เสียชีวิตอย่างน้อย 460 คน

ทั้งนี้ ปัจจุบัน Pfizer ได้รับการอนุมัติในสหรัฐให้ใช้กับประชาชนอายุ 12 ปีขึ้นไป

โดยสหรัฐได้แจกจ่ายวัคซีนไปแล้วกว่า 386 ล้านโดส โดยมีประชากรราว 182 ล้านคนหรือคิดเป็น 55.4% ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว ขณะที่ผู้ติดเชื้อรายวันยังคงทะลุหลักแสนคน

Photo by Frederic J. BROWN / AFP

รัฐบาลจีนจะอุ้มหรือปล่อยให้ Evergrande ล้ม? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663740

วันที่ 22 ก.ย. 2564 เวลา 09:28 น.รัฐบาลจีนจะอุ้มหรือปล่อยให้ Evergrande ล้ม?วิเคราะห์สถานการณ์ที่กำลังเป็นที่จับตาทั่วโลกว่าอาจลุกลามต่อเศรษฐกิจโดยรวมของจีน

Evergrande มีชื่อบริษัทในภาษาจีนว่า “เหิงต้า” ที่แปลว่า “ยิ่งใหญ่ชั่วฟ้าดินสลาย” ชื่อของมันดูทรนงองอาจยิ่งนัก ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีก่อนมันก็ใหญ่สมชื่ออยู่เพราะอสังหาริมทรัพย์ของจีนนั้นแรงมาหลายปีแล้ว

แต่ไม่มีอะไรที่จีรังยั่งยืนทั้งเหิงต้าและตลาดอสังหาฯ จีน

รัฐบาลจีนพยายามจะคุมตลาดอสังหาฯ มานับสิบปีแล้วเปลี่ยนผู้นำมา 2 ชุดก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้ แม้คนจีนจะรวยขึ้นแต่ราคาบ้านแพงเกินรายได้จริง มันขึ้นสูงจนบางคนทำงานทั้งชาติก็มีบ้านไม่ได้

ทำไมจึงเป็นแบบนี้? เพราะคนจีนมักนำเงินออมไปลงทุนในตลาดอสังหาฯ ซื้อบ้านเก็บไว้บ้าง ลงทุนในโครงการต่างๆ บ้าง มันป็นไม่กี่หนทางที่จะเก็บผลกำไรจากการลงทุน ขณะที่ดีมานด์สูงขึ้นไม่เหมือนไม่มีที่สิ้นสุด แลรัฐซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินก็มักตั้งราคาปล่อยที่ดินให้ผู้พัฒนาสูงๆ ผลก็คืออสังหาริมทรัพย์ของจีนคิดเป็น 28% ของ GDP ของจีน บริษัทอสังหาต่างๆ ต้องใช้เงินกู้มหาศาลมาขับเคลื่อนภาคส่วนนี้

แต่มันมีอันตราย 2 อย่างคือ หนึ่งบ้านจะแพงเกินจริงจนประชาชนเดือดร้อน และสองฟองสบู่จะระเบิดเข้าสักวัน

แล้ว Evergrande ก็กลายเป็นชนวนของการล่มสลาย

ด้วยความที่มันใหญ่มากจนโยงใยหลายภาคส่วนของเศรษฐกิจทำการให้การสั่นคลอนของมันเป็นที่จับตา

วิกฤตนี้มาจาก “หนี้” เพราะ Evergrande ขาดสภาพคล่อง สาเหตุมีหลายประการ เช่น การขายผลิตภัณฑ์ความมั่งคั่งของบริษัทเอง

แต่หลักๆ คือการนำเงินไปลงทุนกระจายหลายสาขานอกเหนือจากภาคอสังหาฯ บางธุรกิจที่ลงทุนเป็นการขายฝันชัดๆ เช่น บริษัทลูกที่ผลิตรถยนต์พลังงานแนวใหม่ (Evergrande New Energy Auto) ที่เมื่อ 3 สัปดาห์ก่อหุ้นตกไป 80,000 ล้านดอลลาร์ ทั้งๆ ที่ในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้หุ้นแรงถึง 600,000 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ทั้งๆ ที่ไม่มีผลิตภัณฑ์อะไรออกมาด้วยซ้ำ

มันเริ่มชัดเมื่อประมาณ 2 เดือนก่อน เมื่อลูกค้า/ผู้รับเหมาเริ่มไปทวงเงินจาก Evergrande และเริ่มทวงหนักเข้าตามสำนักงานของบริษัทในเมืองต่างๆ

ในเดือนสิงหาคม ยอดขายของ Evergrande ลดลง 26% เมื่อเทียบเป็นรายปี จากกว่า 800 โครงการของ Evergrande มากกว่า 500 โครงการถูกปิดตัวลง

สถานการณ์ตอนนี้มันแย่ขนาดที่ “เพื่อนวงใน” ของบอสใหญ่แห่ง Evergrande ก็ยังสละเรือกันเป็นพัลวัน

“เพื่อนวงใน” ของ สวี่เจียอิ้น (อดีต) ประธานของ Evergrande ที่เคยค้ำชูกันมา บางคนเป็นแฟนฮาร์ดคอร์ของสวี่เจียอิ้นมาโดยตลอด เช่น หลิวหลวนสฺยง มหาเศรษฐีฮ่องกง หลิวเป็นอดีตประธานบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ Chinese Estates ที่ในเดือนมกราคมของปีนี้ยังสนับสนุน Evergrande New Energy Auto อย่างแข็งขัน ตอนนี้ได้ลดการถือครองหุ้นส่วนใหญ่ของ Evergrande ไปแล้ว

นี่เป็นความเคลื่อนไหวที่ไม่ธรรมดา Chinese Estates เป็นนักลงทุนรายสำคัญในการเข้าจดทะเบียนบริษัท China Evergrande ในฮ่องกงในปี 2552 และได้เพิ่มการถือครองหุ้น Evergrande หลายครั้งตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แต่ตอนนี้ลมเปลี่ยนทิศซะแล้ว

ใครเป็นนักลงทุนแล้วเจอสถานการณ์แบบนี้มีแต่เอามือก่ายหน้าผาก เพราะขนาดเพื่อนฮาร์ดคอร์ยัง “เฉือนเนื้อ” ทิ้งกันแล้ว

คำถามที่ว่ามันมาถึงจุดนี้ได้อย่างไรมีคนเล่าไปมากแล้ว คำถามสำคัญกว่าตอนนี้ก็คือ “จีนจะปล่อยให้มันล่มหรือไม่?”

Evergrande มีความโยงใยกับภาคส่วนต่างๆ ที่สำคัญมาก เช่น การจ้างงาน บริษัทกล่าวว่ามีพนักงาน 200,000 คน แต่สร้างงานทางอ้อมมากกว่า 3.8 ล้านตำแหน่งทุกปี ถ้ามันล้มขึ้นมาคนจะว่างงานกันเพียบ

แต่เรื่องว่างงานยังไม่ใช่เรื่องใหญ่เมื่อเทียบกับความเกี่ยวพันกับธนาคารต่างๆ และลูกค้าผู้ซื้อผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่จะเสียเงินไปเปล่าๆ

หากธนาคารหนึ่งล้มกลัวว่าจะล้มเป็นพรวนเพราะเจ้าหนี้ของ Evergrande มีเป็นร้อย แต่กรณีที่น่าสนใจคือ “ธนาคารเซิ่งจิง” เพราะเรื่องราวของมันมันลึกลับดำมืดเสียเหลือเกินน่าจะสะท้อนการก่อหนี้ของ Evergrande ได้เป็นอย่างดี

ในปี 2016 Evergrande กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของธนาคารเซิ่งจิงผ่าน Evergrande Nanchang โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ที่ 17.28% ในปี 2019 Evergrande Nanchang ใช้เงิน 13,200 ล้านหยวนอีกครั้งเพื่อจองซื้อหุ้นในประเทศ 2,200 ล้านหุ้นที่ออกโดยธนาคารเซิ่งจิงทำให้สัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 36.40%

เมื่อเร็วๆ นี้ ไฉซิน สื่อจีนสายสืบสวนเผยว่า ลูกค้าที่ไม่ใช่ธนาคารรายเดียวที่ใหญ่ที่สุดของธนาคารเซิ่งจิงกู้เงินไปสูงถึง 155,232 ล้านหยวนต่อมาลดลงแต่ก็ยังคงเกิน 90,000 ล้านหยวน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงจนน่าตกใจ และยังพบในบัญชีฯ ของธนาคารว่าสินเชื่ออสังหาฯ นั้นเพิ่มขึ้นทุกปี

ผลคือเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม Lianhe Credit Rating ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือหลักของธนาคารเซิ่งจิงจาก AAA เป็น AA+ ในรายงานยังชี้ให้เห็นว่าธนาคารเซิ่งจิงมีความเสี่ยงสูงจากลูกหนี้ที่ไม่ระบุชื่อ

คำถามก็คือผู้กู้รายนี้คือใคร? คำถามที่สำคัญกว่าก็คือถ้าผู้กู้รายนี้ใช้หนี้ไม่ทันธนาคารเซิ่งจิงล้มเอาง่ายๆ

เบื้องต้นทางการเมืองเสิ่นหยาง (ที่ตั้งของธนาคารเซิ่งจิง) ระคะระคายและสั่งให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาตั้งแต่ช่วงนั้น แต่จะแก้ไขทันหรือไม่นั้นก็อีกเรื่อง เพราะปรากฎว่ามีรัฐวิหสากิจหลายแห่งในมณฑลเหลียวหนิงเสี่ยงที่จะเจอปัญหาจากแบงก์นี้

นี่นำไปสู่คำถามว่า “สมมติว่า” Evergrande ไปพัวพันกับหนี้สินของธนาคารขนาดนั้นแล้วเกิดล้มละลายขึ้นมา จะลากธนาคารไปกี่แห่ง รัฐวิสาหกิจ บริษัทรับเหมา บริษัทซัพพลายเออร์ ฯลฯ กี่รายลงหลุมไปด้วย?

นำไปสู่ประเด็นที่ทุกคนอยากรู้ก็คือ จีนจะปล่อย Evergrande ล้มหรือไม่?

ขณะนี้มีเพียงหูซีจิ้น บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ Global Times ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลจีนเตือน Evergrande ว่า บริษัทไม่ควรเดิมพันกับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลโดยทึกทักเอาว่าบริษัท “ใหญ่เกินกว่าที่จะล้ม”

คำว่า “ใหญ่เกินกว่าที่จะล้ม” นั้นก็คือ Too big to fail ยืมมาจากวิกฤตซับไพร์มของสหรัฐ เพราะตอนนี้มีบางคนเชื่อว่า “เหิงต้า” (ที่แปลว่ายิ่งใหญ่ชั่วฟ้าดินสลาย) มันเข้าเค้ากรณีซับไพร์ม

Too big to fail ก็คือบริษัทนั้นค้ำยันเศรษฐกิจของประเทศเอาไว้ หากปล่อยให้มันล้มเศรษฐกิจของประเทศจะพังพินาศไปด้วย ซึ่ง Evergrande ก็น่าจะเข้าข่ายนั้น และถ้า “สมมติว่า” Evergrande ไปพัวพันกับการกู้มโหฬารขอธนาคารเซิ่งจิง มันจะเข้าข่ายนี้ทันที

แต่บางคนก็เชื่อว่ามันคนละเรื่องกันเลยและจะไม่พังครืนแบบนั้น เช่น Citi กับ Barclays ที่บอกว่ามันไม่ใช่ “Lehman moment” หรือสถานการณ์เดียวกับที่เกิดขึ้นกับบริษัท Lehman ที่นำไปสู่วิกฤตซับไพร์ม

เท่าที่กะด้วยสาตาจากการสำรวจคร่าวๆ ผู้เชี่ยวชาญในวงการเชื่อว่าจีนจะไม่ปล่อยให้ล้มแน่นอน แต่ในความเห็นกลุ่มนี้ก็ยังเสียงแตกออกเป็น 2 กลุ่มคือ จีนจะอุ้ม Evergrande กับจีนไม่อุ้ม Evergrande แต่จะอุ้มภาคส่วนอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบ

ขนาดสหรัฐอเมริกาทุนนิยมตัวพ่อ ตามหลักการแล้วจะต้องปล่อยไปตามยถากรรม แต่สุดท้ายก็ยังมี “มือที่มองเห็น” เข้าไปช่วยอุ้มไม่ให้ Too big to fail จนบัดนี้ก็ยังเป็นเรื่องครหาของประชาชนอยู่ว่าเอาเงินภาษีประชาชนไปอุ้มคนรวย

ย้ำอีกครั้งว่าเราจะลืมไม่ได้ว่าจีนคือสังคมนิยม-คอมมิวนิสต์ไม่ใช่ทุนนิยมเต็มรูปแบบ ดังนั้นจีนจะไม่ปล่อยกรณีนี้ไปตามยถากรรมแน่ๆ เพราะจีนจะใช้ “มือที่มองเห็น” มาสกัดไม่ให้มันลุกลามไป แต่จะช่วยใครบ้างนั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง

อย่างเช่นบริษัท S&P เชื่อว่าแม้ว่า Evergrande จะผิดนัด แต่คาดว่าผลกระทบทางลบโดยตรงต่อโครงการพัฒนาขนาดใหญ่อื่นๆ สามารถควบคุมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณภาพสินทรัพย์ของระบบธนาคารจีนนั้นค่อนข้างดีอาจรองรับแรงกระแทกได้ และรัฐบาลกลางจะเต็มใจที่จะปล่อยสภาพคล่องเพื่อตอบสนองปัญหาสภาพคล่องระยะสั้นในตลาด

แต่ถึงที่สุดแล้วจีนจะสกัดวิธีไหนนั้นยังจนด้วยเกล้า เพราะแม้แต่กูรูและนักการเงินชั้นนำก็ยังเถียงกันไม่จบ ยิ่งรัฐบาลจีนมักอมพะนำด้วยแล้วยิ่งคาดเดายาก

แต่มีความเห็นที่น่าสนใจจาก Epoch Times ภาคภาษาจีน (ซึ่งเป็นสื่อสายตรงกันข้ามกับรัฐบาลจีน) ในความคิดของผู้เขียนสื่อนี้มีทัศนะต่อสถานการณ์นี้ที่แหลมคมที่สุด อาจเป็นเพราะเป็น “อริ” กับรัฐบาลจีนจึงทำให้มองคนละมิติจากคนอื่นๆ

Epoch Times ชี้ว่ารัฐบาลจีนรู้ปัญหาของ Evergrande มาตั้งแต่ปีที่แล้ว หลังจากที่รัฐบาลจีนออกกฎ “เส้นตายสีแดง 3 เส้น” คือ กำหนดอัตราส่วนหนี้และเงินสดที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์จะต้องมี นัยว่าเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัยหาสภาพคล่อง

ต่อมาในเดือนสิงหาคม 2020 สื่อทางการจีนเปิดเผยว่า Evergrande ล้ำเส้นสีแดงทั้งสามทุกข้อ ถึงเดือนกันยายนในโลกโซเชียลจีนมีการเผยแพร่จดหมาย “ร้องทุกข์” ของ Evergrande ถึงรัฐบาลมณฑลกวางตุ้งของพรรคคอมมิวนิสต์จีนลงวันที่ 24 สิงหาคม 2020

จดหมายระบุว่า Evergrande กำลังเผชิญกับวิกฤตหนี้มากกว่า 8 แสนล้านหยวน หากรัฐบาลไม่ช่วย Evergrande จะเจอปัญหาผิดนัดชำระหนี้และห่วงโซ่ทุนพังทะลาย ในหนี้สินจำนวนนี้ 5 – 6 แสนล้านเป็นหนี้ธนาคารและสถาบันการเงินในประเทศจีนหลายร้อยแห่ง ส่วนที่เหลือเป็นเงินที่เป็นหนี้นักลงทุนต่างประเทศ

ตอนนั้น Evergrande ปฏิเสธเรื่องจดหมาย แต่ข้อมูลเรื่องตัวเลขนั้นกลับถูกต้อง

Epoch Times ชี้ว่า รัฐบาลจีนน่าจะรู้มาเป็นปีแล้วว่า Evergrande เจอวิกฤต แต่เลือกที่จะไม่ช่วย ไม่ใช่ช่วยช้า และอาจจะเตรียมการตัดสินใจเอาไว้แล้ว โดยทำเป็นขั้นๆ ไป

เพียงแต่บทวิเคราะห์ของ Epoch Times มองในแง่ทฤษฎีสมคบคิดมาเกินไปจึงจะไม่ขอเอ่ยถึงในจุดนั้น แต่จุดที่น่าสนใจคือพวกเขาตั้งข้อสังเกตว่าถ้ารัฐบาลจะช่วยก็คงช่วยแบบกรณีบริษัทหัวหรง (China Huarong Asset Management) ซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ทางการเงินที่เป็นรัฐวิสาหกิจ ที่เจอวิกฤตในเวลาไล่เลี่ยกัน และแบบเดียวกันคือปัญหาหนี้

หัวหรงนั้นเป็นรัฐวิสาหกิจและพัวพันกับ “คนใหญ่คนโต” ทางการจีนจึงเข้ามาช่วยและบอกให้ธนาคารต่างๆ ปล่อยเงินกู้ให้ กรณีหัวหรงนั้นแดงขึ้นมาก่อนเหิงต้าเสียอีก แต่คนภายนอกไม่ค่อยรับทราบกัน

ย้ำว่าจุดที่น่าสนใจก็คือรัฐบาลจีนรู้เรื่อง Evergrande มานานแล้วและมีทางออกแล้วโดยไม่ให้มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม

เป็นไปได้หรือไม่ว่าทางออกนี้อาจไม่ใช่ทางรอดของ Evergrande แบบที่จีนช่วยหัวหรง?

เรื่องนี้ถึงที่สุดแล้วไม่มีใครล่วงรู้ เพราะแม้แต่คนวงในกว่าเราๆ ก็ยังไม่รู้ อย่างที่รายงานของ Bloomberg ระบุว่าเจ้าหน้าที่ธนาคารของรัฐแย้มเป็นการลับว่าพวกเขายังคงรอคำแนะนำจากผู้นำระดับสูงของรัฐบาลเกี่ยวกับการแก้ปัญหาระยะยาว

เช่นเดียวกับนักวิเคราะห์คนอื่นๆ Epoch Times มีทัศนะในทำนองว่ารัฐบาลจีนจะไม่อุ้ม Evergrande แต่จะช่วยผู้เสียหายจากกรณีนี้ จะหาวิธีๆไม่ให้มันลุกลามไป หากทฤษฎีข้างต้นเป็นจริง แสดงว่าคงได้เตรียมการบางอย่างเอาไว้แล้ว

ย้อนกลับไปที่ข้างต้น กรณีของธนาคารเซิ่งจิงนั้น มีรายงานจากไฉซินว่า “เพื่อป้องกันไม่ให้ความเสี่ยงของ Evergrande แพร่กระจายไปยังธนาคารเซิ่งจิง รัฐบาลท้องถิ่นของมณฑลเหลียวหนิงจึงตั้งใจที่จะค่อยๆ ควบคุมธนาคารแห่งนี้” วิธีการก็คือให้รัฐวิสาหกิจไปซื้อหุ้นของเซิ่งเจียงที่ถือโดยบริษัทลูกของ Evergrande

นี่อาจเป็นทางออกสำหรับกรณีของ Evergrande หรือไม่ คือปล่อยบริษัทตามยถากรรม แต่จะช่วยภาคส่วนอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบ

จึงไม่น่าแปลกใจที่หูซีจิ้น กระบอกเสียงของรัฐบาลจะแย้มว่าบริษัทนี้อย่เข้าใจผิดว่าตัวเอง “ใหญ่เกินกว่าที่จะล้ม” นั่นหมายความว่า จีนอาจจะปล่อยให้มันล้มได้ แต่จะล้มก็ต่อเมื่อมันไม่ใช่ตัวปัญหาของประเทศไปแล้ว

อย่างไรเสียปัญหานี้จะต้องจบก่อนการประชุมสมัชชาแห่งชาติของพรรคคอมมิวนิสต์ในปีหน้า เพราะหากแก้ไม่ทันรัฐบาลจีน หรืออย่างน้อยสีจิ้นผิงมีหวัง “เสียหน้า” ในการประชุมใหญ่ และพานจะเสียดุลอำนาจในพรรคไปด้วยซ้ำ

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Noel Celis / AFP

คนจีนทุ่มลงทุนอสังหาฯ หวังฟันกำไรสุดท้ายได้หนี้มาแทน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663717

วันที่ 21 ก.ย. 2564 เวลา 18:40 น.คนจีนทุ่มลงทุนอสังหาฯ หวังฟันกำไรสุดท้ายได้หนี้มาแทนวิกฤตหนี้ของ Evergrande ทำนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์จีนสูญเงินก้อนโต

ในปีที่สิ้นสุดในเดือน มิ.ย. 2020 มีเม็ดเงินกว่า 1.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐถูกนำไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในจีน และปัจจุบันนี้อสังหาริมทรัพย์มีสัดส่วนถึง 29% ของจีดีพีของจีน และสินทรัพย์ของครอบครัวคนจีนมากกว่า 70% อยู่ในรูปแบบของอสังหาริมทรัพย์ ในแต่ละปีมีการสร้างบ้านราว 15 ล้านหลัง มากกว่าของสหรัฐและยุโรปรวมกันถึง 5 เท่า

ขณะที่ข้อมูลของธนาคารแห่งชาติจีนพบว่า การกู้เงินซื้ออสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 27% ของเงินกู้ทั้งหมด จากที่มีสัดส่วนน้อยกว่า 20% เมื่อกว่า 10 ปีก่อน แต่ กัวซู่ชิง ประธานคณะกรรมการกำกับดูแลการธนาคารและการประกันภัยแห่งประเทศจีนบอกไว้เมื่อปีที่แล้วว่า เงินกู้ที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์มีสัดส่วนถึง 39% หรือ 70 ล้านล้านหยวน

ทำไมชาวจีนถึงหันมาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์กันอย่างหนัก

ชาวจีนส่วนใหญ่มองว่าอสังหาริมทรัพย์คือการลงทุนที่ปลอดภัยที่สุด เนื่องจากมีแนวคิดว่าพรรคคอมมิวนิสต์จะไม่ยอมให้ราคาบ้านลดลง เพราะหากเป็นเช่นนั้นจะทำให้แหล่งความมั่งคั่งของชาวจีนหายไปและอาจทำให้เกิดความไม่พอใจ บวกกับความเชื่อที่ว่าจะต้องมีบ้านเป็นของตัวเองก่อนแต่งงาน และดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารที่น้อยกว่าการเฟ้อของค่าเงิน ทำให้ชาวจีนหันมาลงทุนซื้อบ้านกันมากขึ้น

หลังจากปี 2007-2008 เป็นต้นมาคนจีนส่วนใหญ่เปลี่ยนผ่านจากการฝากเงินในธนาคาร ไปสู่การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่นับวันเริ่มที่จะร้อนแรงมากขึ้น และในรอบ 40 ปีที่ผ่านมาราคาอสังหาริมทรัพย์ในจีนมีแต่เพิ่มไม่มีลง ทำให้ชาวจีนมีความเชื่อมั่นในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์

ข้อมูลจาก Wangyi Fangchan พบว่า ราคาเฉลี่ยของอสังหาริมทรัพย์ในเมืองใหญ่ๆ ของจีนเติบโตแบบก้าวกระโดดในรอบ 10 ปี เช่น ในกรุงปักกิ่ง ปี 2018 อยู่ที่ตารางเมตรละ 12,479 หยวน แต่ในปี 2018 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 62,957 หยวน, เมืองเซินเจิ้นปี 2018 อยู่ที่ตารางเมตรละ 10,987 หยวน แต่ในปี 2018 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 54,689 หยวน

ล่าสุดข้อมูลจาก Reuters ที่คำนวณจากข้อมูลของรัฐบาลจีนพบว่า ปีที่แล้วในระดับประเทศราคาบ้านยังอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยตัวเลขราคาบ้านใน 70 เมืองใหญ่ของจีนพุ่งขึ้นเฉลี่ย 4.9%

การมีบ้านในเมืองสำคัญอย่างกรุงปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กว่างโจว เซินเจิ้นถือเป็นเรื่องยากมากๆ สำหรับคนวัยหนุ่มสาวไม่ว่าจะทำงานอะไรหรือเงินเดือนสูงเพียงใดก็ตาม และท้ายที่สุดคนกลุ่มนี้ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือทางการเงินจากครอบครัวหรือญาติพี่น้องสำหรับการมีบ้านเป็นของตัวเอง

ยกตัวอย่างการมีบ้านในเมืองเซินเจิ้นที่ถูกขนานนามว่าเป็นซิลิคอนวัลเลย์แห่งเมืองจีน การบูมของอสังหาริมทรัพย์ดันให้ราคาที่พักอาศัยในเมืองนี้สูงขึ้นจนเกินเอื้อมสำหรับชาวจีนหลายคน และทำให้เซินเจิ้นกลายเป็นเมืองที่อัตราการมีบ้านเป็นของตัวเองต่ำที่สุดในประเทศ โดยราคาเฉลี่ยของอพาร์ทเม้นต์ 2 ห้องนอนอยู่ที่ 900,000 เหรียญสหรัฐ ในขณะที่ชาวเมืองรายได้เฉลี่ยต่อหัวเฉลี่ยเพียง 20,000 เหรียญสหรัฐ

ด้วยราคาอพาร์ทเม้นต์ที่สูงกว่าเงินเดือนเฉลี่ยต่อปีของชาวเมืองถึง 43.5 เท่า ความสามารถในการซื้อที่พักอาศัยของเซินเจิ้นต่ำเป็นอันดับ 2 รองจากฮ่องกงเท่านั้นจากข้อมูลของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ E-House (China) Enterprise Holdings ส่งผลให้ชาวเมืองเซินเจิ้นที่มีอพาร์ทเม้นต์ของตัวเองเพียง 1 ใน 3 ซึ่งไม่ถึงครึ่งของเมืองใหญ่อย่างเซี่ยงไฮ้ และต่ำกว่าตัวเลขของซานฟรานซิสโกและซีแอตเทิลของสหรัฐที่ขึ้นชื่อเรื่องอสังหาริมทรัพย์ราคาสูง

การเติบโตที่รวดเร็วเกินไปของตลาดอสังหาริมทรัพย์ทำให้เกิดปัญหาตามมาหลายอย่าง ทั้งเงินเฟ้อ ความเหลื่อมล้ำในสังคมที่ทวีคูณ และความเสี่ยงของการเกิดฟองสบู่แตก ทำให้ที่ผ่านมารัฐบาลจีนออกมาตรการร้อยแปดมายับยั้งพฤติกรรมการเก็งกำไรบ้านของคนจีน

ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ถึงกับต้องเน้นย้ำว่า “บ้านมีไว้อยู่ ไม่ได้มีไว้เก็งกำไร” และเริ่มออกมาตรการปราบปรามการเก็งกำไรของชาวจีน

แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ทำให้นักลงทุนถอย เห็นได้จากหลายคนที่ออกมาประท้วงที่สำนักงานใหญ่ของ Evergrande ในเมืองเซินเจิ้นเพื่อเรียกร้องเงินลงทุนคืนจากบริษัท หลังจาก Evergrande ส่งสัญญาณว่าอาจไม่สามารถชำระหนี้คืนเจ้าหนี้ได้

TikTok เวอร์ชันจีนห้ามเด็กเล่นเกินวันละ 40 นาที #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663711

วันที่ 21 ก.ย. 2564 เวลา 17:00 น.TikTok เวอร์ชันจีนห้ามเด็กเล่นเกินวันละ 40 นาทีDouyin หรือ TikTok เวอร์ชันประเทศจีนเปิดตัวโหมดใหม่สำหรับผู้ใช้อายุต่ำกว่า 14 ปี

หลังจากที่ก่อนหน้านี้จีนกำหนดให้เยาวชนเล่นเกมได้ไม่เกิน 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ล่าสุด แอปพลิเคชัน Douyin หรือ TikTok เวอร์ชันประเทศจีนจากบริษัท ByteDance ได้เปิดตัวโหมดเยาวชน สำหรับผู้ใช้ที่อายุต่ำว่า 14 ปี เพื่อให้ใข้งานได้ไม่เกินวันละ 40 นาที ในช่วงเวลาระหว่าง 06.00 ถึง 22.00 น.

Bytedance กล่าวว่า ผู้ใช้ที่ลงทะเบียนซึ่งมีอายุต่ำกว่า 14 ปีจะสามารถใช้งานแอปพลิเคชัน Douyin ในโหมดเยาวชนโดยอัตโนมัติ เพื่อป้องกันไม่ให้เยาวชนใช้งานอินเทอร์เน็ตมากเกินไปสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล

นอกจากนี้ยังระบุว่าจะส่งเสริมเนื้อหาด้านการศึกษา และสาระความรู้สำหรับเด็กและเยาวชนให้มากขึ้นด้วย

Bytedance ยังได้ออกแบบแอปพลิเคชัน Xiao Qu Xing ซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับ Douyin ในโหมดเยาวชน เพื่อนำเสนอเนื้อหาวิดีโอที่ส่งเสริมความรู้ ตั้งแต่วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ศิลปะ ไปจนถึงวรรณกรรม โดยผู้ใช้ไม่สามารถอัพโหลดหรือแชร์คลิปวิดีโอได้ ซึ่งสามารถตั้งเวลาใช้งานได้สูงสุด 40 นาทีต่อวันเช่นกัน

ซึ่งนอกจาก Douyin แล้วยังมีแอปพลิเคชันอื่นๆ อย่างเช่น WeChat รวมถึงแอปพลิเคชันคู่แข่งอย่าง Kuaishou ที่พัฒนาโหมดการใช้งานสำหรับเยาวชนเช่นเดียวกัน

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo