ยุคตอลิบานงานเดียวที่หญิงอัฟกันทำได้คือล้างห้องน้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663703

วันที่ 21 ก.ย. 2564 เวลา 16:46 น.ยุคตอลิบานงานเดียวที่หญิงอัฟกันทำได้คือล้างห้องน้ำเมืองหลวงอัฟกานิสถานสั่งห้ามผู้หญิงทำงาน ยกเว้นงานล้างห้องน้ำ

CNN รายงานว่าเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมานายฮัมดุลเลาะห์ โนห์มานี รักษาการนายกเทศมนตรีกรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถานออกคำสั่งห้ามผู้หญิงทำงานในหน่วยงานรัฐบาลของกรุงคาบูล โดยงานเดียวที่สามารถทำได้คือล้างห้องน้ำหญิงเท่านั้น

โนห์มานีเผยว่ามีประชาชน 2,930 ที่ทำงานให้กับเขตเทศบาลกรุงคาบูล ซึ่งร้อยละ 27 เป็นผู้หญิง คำสั่งดังกล่าวจึงส่งผลให้ผู้หญิงหลายร้อยคนต้องตกงาน

โนห์มานียังกล่าวอีกว่า “ในตอนแรกผู้หญิงในกรุงคาบูลได้รับการอนุญาตให้ทำงานได้ ก่อนที่กลุ่มตอลิบานจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงซึ่งอนุญาตให้พวกเขาทำงานเฉพาะงานที่ผู้ชายทำไม่ได้ หรือไม่ใช่งานของผู้ชาย อย่างเช่น การล้างห้องน้ำหญิง”

ขณะที่กลุ่มนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิตรีออกมารวมตัวกันเดินขบวนประท้วงเพื่อเรียกร้องสิทธิของผู้หญิง ซึ่งรวมไปถึงการทำงานและการศึกษาด้วย

ล่าสุด (21 ก.ย.) กลุ่มตอลิบานกล่าวว่าเด็กผู้หญิงชาวอัฟกันจะได้รับอนุญาตให้กลับไปเรียนหนังสือได้โดยเร็วที่สุด หลังจากที่มีการประกาศให้ครูและนักเรียนชายกลับกลับเข้าโรงเรียนมัธยมเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ไม่ได้เอ่ยถึงนักเรียนหญิง

นับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารโดยกลุ่มตอลิบานทำให้ในหลายพื้นที่มีการไล่พนักงานหญิงออกจากงาน ตลอดจนมีข้อจำกัดด้านการศึกษาของเด็กผู้หญิง แม้ก่อนหน้านี้กลุ่มตอลิบานยืนยันว่าจะเคารพสิทธิสตรี และระบุว่าประชาชนทุกคนสามารถกลับไปทำงานและใช้ชีวิตได้ตามปกติ รวมไปถึงประชาชนผู้หญิงด้วย

นอกจากนี้ยังเคยกล่าวว่าจะเปิดโอกาสให้ผู้หญิงเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลชุดใหม่ ก่อนที่จะออกมายอมรับภายหลังว่าอาจไม่มีผู้หญิงดำรงตำแหน่งระดับสูงในรัฐบาลที่กำลังวางตัว

ทั้งนี้ อัฟกานิสถานภายใต้การปกครองของตอลิบานในปี 1996 ถึง 2001 ผู้หญิงชาวอัฟกันถูกกีดกันออกจากระบบการศึกษาและการทำงาน ตลอดจนไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากบ้านโดยลำพัง และต้องสวมบุรเกาะอ์ปิดบังทั้งร่างกาย โดยผู้ที่ฝ่าฝืนกฎจะถูกเฆี่ยนตีในที่สาธารณะหรืออาจถึงประหารชีวิต

Photo by Hoshang Hashimi / AFP

อินเดียส่อแววถูกทิ้ง สหรัฐหันผนึกกำลังออสเตรเลีย-อังกฤษ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663691

วันที่ 21 ก.ย. 2564 เวลา 14:42 น.อินเดียส่อแววถูกทิ้ง สหรัฐหันผนึกกำลังออสเตรเลีย-อังกฤษหรืออินเดียจะถูกลอยแพ หลังสหรัฐจ่อช่วยออสเตรเลียสร้างเรือดำน้ำนิวเคลียร์ต้านจีน

สืบเนื่องจากการที่สหรัฐร่วมมือกับสหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ประกาศความร่วมมือด้านความมั่นคง “AUKUS” เพื่อส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าจะเป็นการคานอำนาจของจีนที่กำลังแผ่อิทธิพลในภูมิภาคนี้

โดยความร่วมมือดังกล่าวจะเอื้อให้ทั้ง 3 ประเทศแบ่งปันเทคโนโลยีทางทหาร ตลอดจนการสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งจะส่งผลให้ออสเตรเลียสามารถสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ขึ้นเป็นครั้งแรก

ทว่า อรุณ ประกาศ (Arun Prakash) อดีตผู้บัญชาการทหารเรืออินเดียทวีตเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าความร่วมมือดังกล่าวอาจทำให้รัฐบาลอินเดียไม่พอใจ

“เป็นเวลาหลายปีแล้วที่สหรัฐ บอกอินเดียว่ากฎหมายของอเมริกาทำให้ไม่สามารถแบ่งปันเทคโนโลยีขับเคลื่อนนิวเคลียร์กับใครได้ รวมถึงประเทศพันธมิตร” เขากล่าว

ย้อนกลับไปในปี 2008 อินเดียและสหรัฐได้ลงนามในข้อตกลง ซึ่งสหรัฐตกลงที่จะร่วมมือด้านนิวเคลียร์กับอินเดีย แต่ข้อตกลงนี้ไม่ครอบคลุมถึงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์ทางทหาร

ในปีถัดมา ทั้งสองประเทศได้ลงนามในสนธิสัญญาซึ่งครอบคลุมความร่วมมือทางทหารอย่างลึกซึ้งและการเข้าถึงอาวุธที่ซับซ้อน ทว่า ข้อตกลงดังกล่าวไม่ได้ครอบคลุมถึงเทคโนโลยีนิวเคลียร์ทางการทหารเช่นเคย

แต่ตอนนี้ AUKUS จะทำให้สหรัฐแบ่งปันเทคโนโลยีเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์กับออสเตรเลีย ท่ามกลางความพยายามตอบโต้อิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของจีนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

จึงเกิดคำถามว่าทำไมที่ผ่านมาอินเดียจึงไม่ได้รับการเข้าถึงเทคโนโลยีของสหรัฐในลักษณะเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม นาวเตช สารนา (Navtej Sarna) เอกอัครราชทูตอินเดียประจำกรุงวอชิงตันระหว่างปี 2016 ถึง 2018 มองว่า ไม่ควรเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับอินเดีย และออสเตรเลีย เนื่องจากมีประวัติศาสตร์และพลวัตที่แตกต่างกัน

พร้อมกล่าวอีกว่าอินเดียควรพิจารณาความหมายของสนธิสัญญา AUKUS ซึ่งหากมันช่วยต่อต้านจีนในภูมิภาคได้ก็จะเป็นประโยชน์ต่ออินเดียไปด้วย

เศขระ สิงหะ (Shekhar Sinha) อดีตผู้บัญชาการกองทัพเรืออินเดียกล่าวว่าการสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ของออสเตรเลียจะมี “ผลกระทบสำคัญ” ต่อความสมดุลของอำนาจในอินโด-แปซิฟิก

ด้านรัฐบาลอินเดียยังไม่ได้ตอบโต้หรือแสดงความเห็นใดๆ อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับข้อตกลง AUKUS

โดยรัชนาถ สิงห์ (Rajnath Singh) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอินเดียกล่าวว่ารัฐบาลอินเดียกำลังศึกษาเกี่ยวกับข้อตกลงดังกล่าว

หลังจากที่ได้พุดคุยกับลอยด์ ออสติน (Lloyd Austin) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐซึ่งยืนยันว่ารัฐบาลสหรัฐจะยังคงร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับอินเดียเช่นเคย และข้อตกลง AUKUS จะไม่ส่งผลกระทบต่อความร่วมมือระหว่างสหรัฐและอินเดีย

รวมไปถึงความร่วมมือกลุ่มจตุภาคีด้านความมั่นคง (Quad) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสหรัฐ อินเดีย ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในขณะที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นการคานอำนาจของจีนที่กำลังเพิ่มมากขึ้นในภูมิภาค

โดยนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมที (Narendra Modi) ของอินเดียมีกำหนดเยือนวอชิงตันเพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้นำกลุ่มจตุภาคีด้านความมั่นคง (Quad) ร่วมกับสหรัฐ ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น ในวันที่ 24 กันยายนที่จะถึงนี้

อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายกังวลว่าข้อตกลง AUKUS จะลดความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ของกลุ่มจตุภาคี Quad ลงไปได้

ที่มา Times of IndiaSouth China Morning Post

ภาพโดย REUTERS/Tom Brenner

ประธาน Evergrande ยืนยันจะผ่านพ้นวิกฤตหนี้ครั้งใหญ่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663677

วันที่ 21 ก.ย. 2564 เวลา 11:58 น.ประธาน Evergrande ยืนยันจะผ่านพ้นวิกฤตหนี้ครั้งใหญ่พร้อมระบุว่าจะส่งมอบโครงการอสังหาริมทรัพย์ตามคำมั่นสัญญา และจะรับผิดชอบต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

รอยเตอร์สรายงานว่า สวี่เจียอิ้น ประธานบริษัท Evergrande บริษัทอสังหาริมทรัพย์อันดับ 2 ของจีนซึ่งกำลังเผชิญกับวิกฤตหนี้มูลค่ามากกว่า 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐในขณะนี้ กล่าวว่า บริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะหลุดพ้นจากสถานการณ์ที่มืดมนที่สุด และยืนยันว่าจะส่งมอบโครงการอสังหาริมทรัพย์ตามคำมั่นสัญญา

ข้อความดังกล่าวถูกระบุในจดหมายถึงพนักงานบริษัทซึ่งได้รับการรายงานโดยสื่อท้องถิ่นจีน นอกจากนี้ประธานยังยืนยันว่าบริษัท Evergrande จะรับผิดชอบต่อผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ นักลงทุน หุ้นส่วน และสถาบันการเงินทั้งหมด

หลังจากที่ก่อนหน้านี้การก่อสร้างสังหาริมทรัพย์หยุดชะงักไป โดยผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า Evergrande มีโครงการที่มีการชำระเงินล่วงหน้ามากกว่าหนึ่งล้านยูนิตแต่ยังไม่ได้รับการสร้าง ซึ่งสร้างความวิตกกังวลในหมู่นักลงทุนชาวจีนที่ทุ่มเงินซื้ออสังหาริมทรัพย์ไปแล้ว

โดยผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้รวมตัวกันประท้วงที่สำนักงานของบริษัท Evergrande อย่างต่อเนื่องเพื่อเรียกร้องคำตอบที่ชัดเจนจากบริษัท ตลอดจนต้องการให้ภาครัฐเข้ามาจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น

ก่อนหน้านี้มีการยืนยันจากพนักงานว่าการก่อสร้างจะเริ่มดำเนินการในปลายเดือนตุลาคมหรือต้นเดือนพฤศจิกายน แต่นักลงทุนส่วนหนึ่งยังคงไม่วางใจ

ขณะที่วิกฤตหนี้ของบริษัทยักษ์ใหญ่ยังสะเทือนถึงตลาดหุ้นและตลาดคริปโตเคอร์เรนซีอีกด้วย อันเนื่องมาจากความวิตกกังวลและการขาดความเชื่อมั่นของบรรดานักลงทุนที่หวั่นว่าบริษัทจะผิดนัดชำระหนี้ และจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ

Photo by STR / AFP

ตลาดหุ้นร่วง กังวลวิกฤตหนี้ Evergrande #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663673

วันที่ 21 ก.ย. 2564 เวลา 11:03 น.ตลาดหุ้นร่วง กังวลวิกฤตหนี้ Evergrandeนักลงทุนจับตาวิกฤตการเงินบริษัท Evergrande ทำตลาดหุ้นปรับลบ

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าวันนี้ (21 ก.ย.) ตลาดหุ้นเอเชียผันผวนหนัก ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตาดูยักษ์ใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์อย่าง Evergrande ที่กำลังเผชิญกับวิกฤตหนี้สินมูลค่ามากกว่า 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐท่ามกลางความกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ

สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วภูมิภาค ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าบริษัทจะไม่สามารถชำระหนี้ได้ในเวลาที่กำหนด และความวิตกกังวลส่วนใหญ่มาจากความไม่ชัดเจนของบรรดาผู้นำในประเทศจีน

ติง ซวง จาก Standard Chartered มองว่า “คนส่วนใหญ่ไม่ได้คาดหวังให้ Evergrande ล้มละลายในทันที แต่ความเงียบและขาดการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมของผู้กำหนดนโยบายทำให้ทุกคนตื่นตระหนก” พร้อมคาดหวังว่ารัฐบาลจีนจะออกมาดำเนินการบางอย่างเพื่อรักษาเสถียรภาพทางอารมณ์

ในช่วงเช้าวันนี้ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดที่ 30,021.25 จุด ร่วงลง 478.8 จุด หรือ -1.57% ขณะที่ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดที่ 23,867.16 จุด ร่วงลง 231.98 จุด หรือ -0.96%

สำหรับดัชนีดาวโจนส์อยู่ที่ 33970.48 จุด ร่วงลง 614.41 จุด หรือ 1.78%, NASDAQ อยู่ที่ 14713.9 จุด ลดลง 330.06 จุด หรือ 2.19% มาอยู่ที่ 14713.9 และ S&P 500 อยู่ที่ 4,357.73 จุด ลดลง 75.26 จุด หรือ 1.7%

ด้านตลาดจีนและเกาหลีใต้ปิดทำการเนื่องในเทศกาลไหว้พระจันทร์และวันขอบคุณพระเจ้า

Photo by GREG BAKER / AFP

คริปโตราคาร่วงต่อเนื่องจากความกังวลวิกฤตหนี้ Evergrande #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663671

วันที่ 21 ก.ย. 2564 เวลา 10:40 น.คริปโตราคาร่วงต่อเนื่องจากความกังวลวิกฤตหนี้ Evergrandeความกังวลเกี่ยวกับ Evergrande ของจีนส่งแรงสะเทือนทั่วตลาดโลกฉุดราคาคริปโตร่วงตามๆ กัน

ราคาคริปโตเคอร์เรนซี หรือสกุลเงินดิจิทัลยังร่วงต่อเนื่องหลังจากนักลงทุนพากันเทขาย เพราะความกังวลเกี่ยวกับการผิดนัดชำระหนี้ของ Evergrande ยักษ์ใหญ่อสังหาริมทรัพย์ของจีนที่ส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วตลาดโลก

ช่วงเปิดตลาดในช่วงเช้าของเอเชีย ราคา Bitcoin ร่วง 7.6% ลงมาอยู่ที่ 40,237 เหรียญสหรัฐ ถือเป็นราคาต่ำสุดนับตั้งแต่ต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ก่อนที่จะดีดกลับมาอยู่ในระดับเดิม

จากข้อมูลของ CoinGecko.com Ether ร่วงไปอยู่ต่ำกว่า 3,000 เหรียญสหรัฐ ส่วน Cardano ร่วงราว 10% ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ราคาที่ต่ำลงสะท้อนความกังวลที่เพิ่มขึ้นในตลาดหุ้นเนื่องจากนักลงทุนกำลังชั่งน้ำหนักความเสี่ยงที่มาจากวิกฤตหนี้สินของ Evergrande และการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐในสัปดาห์นี้

ส่วนดัชนี S&P 500 ตกลง 1.7% แย่ที่สุดนับตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา และวันนี้นักลงทุนยังเทขายหุ้นในตลาดเอเชียต่อเนื่อง

โจนาส ลูธี จากบริษัทนายหน้าซื้อขายทรัพย์สินดิจิทัล GlobalBlock ในอังกฤษเผยว่า “บางคนมองว่าการร่วงอย่างกะทันหันของคริปโตเป็นผลมาจากสถานการณ์ของ Evergrande ที่สร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดหลักทรัพย์มาก่อนแล้ว นักวิเคราะห์มองว่าสัปดาห์นี้ยังมีความไม่แน่นอน (Bitcoin) อาจกลับมาอยู่ที่ 41,000 เหรียญสหรัฐ”

แม้ว่าราคาของ Bitcoin จะไม่ได้ขึ้นลงตามตลาดการเงิน ทว่าแนวโน้มในช่วง 30 วันกับฟิวเตอร์สในตลาด Nasdaq 100 เป็นไปในเชิงบวกอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือน ก.พ.ปีที่แล้ว

แต่เมื่อ Bitcoin เริ่มผสมผสานเข้ากับตลาดการเงินโลกมากขึ้น มันอาจตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของความเสี่ยงที่กระตุ้นความเชื่อมั่นทั่วโลกมากขึ้น

Photo by Ozan KOSE / AFP

TCEB หนุน ‘KHON KAEN BUSINESS FORUM – THE VIRTUAL EVENT’ เชื่อมนักธุรกิจต่างชาติ-ท้องถิ่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/604298

TCEB หนุน ‘KHON KAEN BUSINESS FORUM - THE VIRTUAL EVENT’ เชื่อมนักธุรกิจต่างชาติ-ท้องถิ่น

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2564, 19.06 น.

สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB โดยสำนักส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ให้การสนับสนุนการจัดงาน “KHON KAEN BUSINESS FORUM – THE VIRTUAL EVENT” จัดโดยหอการค้าฝรั่งเศส-ไทย หอการค้าเนเธอร์แลนด์-ไทย หอการค้าเบลเยี่ยม-ลักเซมเบิร์ก-ไทย ภายใต้ หอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย เพื่อเชื่อมโยงนักธุรกิจต่างชาติกับนักธุรกิจท้องถิ่น ประกาศศักยภาพของเมืองขอนแก่นในด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศักยภาพในอุตสาหกรรมไมซ์ในฐานะเป็นเมืองไมซ์ซิตี้ รวมถึงเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ขอนแก่นในฐานะเมืองแห่งโอกาสทางธุรกิจ และประตูสู่อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

นางศุภวรรณ ตีระรัตน์ รองผู้อำนวยการ สายงานพัฒนาและนวัตกรรม สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. ในฐานะผู้สนับสนุนหลักของงาน กล่าวว่า “สสปน. มีพันธกิจหลักในการส่งเสริมอุตสาหกรรม MICE ซึ่งรวมถึง การจัดประชุม สัมมนา การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล การประชุมและงานนิทรรศการ ขอนแก่น เป็นหนึ่งในเมือง MICE City ที่มีศักยภาพในการรองรับการจัดงานแสดงสินค้า ประชุมสัมมนา มีศูนย์ประชุมและงานแสดงสินค้าขนาดใหญ่ มีโรงแรมที่ได้มาตรฐานพร้อมรองรับนักธุรกิจ ตลอดจนมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ มี วัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์

แม้ในสถานการณ์โควิดจะทำให้เศรษฐกิจถดถอย สสปน. เมืองไมซ์ซิตี้ รวมขอนแก่น และกรมอนามัยได้ร่วมกับอีกเกือบ 20 หน่วยงาน จัดแคมเปญ “เปิดเมืองปลอดภัย จัดงานไมซ์ได้มาตรฐาน” และพร้อมสนับสนุนการเปิด เมืองขอนแก่น ในการนำแนวปฏิบัติสร้างความมั่นใจให้นักเดินทางไมซ์และผู้จัดงาน

ทาง สสปน. ยังมีการสนับสนุนการใช้นวัตกรรมเพื่อการจัดกิจกรรมไมซ์ ทําให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทยด้วยอุตสาหกรรมไมซ์ยังคงก้าวไปข้างหน้าได้อย่างไม่หยุดนิ่ง ดังนั้นทาง สสปน. จึงยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้สนับสนุนการจัด KHON KAEN BUSINESS FORUM – THE VIRTUAL EVENT ในครั้งนี้ ซึ่งถือว่าเป็นการเปิด ประสบการณ์ใหม่ในการประชุมและจัดนัดหมายทางธุรกิจออนไลน์ นับเป็นกิจกรรม ที่มาพร้อมนวัตกรรมในยุค new-normal

นายสุเทพ มณีโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า “ขอนแก่นถือเป็นเมือง ยุทธศาสตร์ที่สำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นประตูสู่อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ขอนแก่น จัดเป็นเมืองอัจฉริยะ ทั้ง 7 ด้าน และเน้นในเรื่อง Smart Mobility เป็นศูนย์ กลางด้านคมนาคมขนส่งและโลจิสติก Smart Economy เป็นเมืองแห่งไมซ์ และ ความคิดสร้างสรรค์ และ Smart Living เป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ มีโรงพยาบาล สถานศึกษา พร้อมผลิตบุคลากรทางการแพทย์ และยังมีโครงการสร้าง Medical Hub 5,000 เดียง นอกจากนั้น ขอนแก่นยังเป็นเมืองเกษตรกรรมที่สำคัญ วัตถุดิบมากมาย ที่สามารถนำไปแปรรูป สกัด และต่อยอดเพิ่มมูลค่า ไม่ว่าจะนำไปทำเป็นอาหารเสริม สารออกฤทธิ์ในเครื่องสำอาง หรืออาหารแห่งอนาคต” นายสุเทพ กล่าว

KHON KAEN BUSINESS FORUM – THE VIRTUAL EVENT เป็นการจัดประชุมเชิงธุรกิจ ซึ่งจะจัดระหว่างวันที่ 23-24 กันยายน 2564 โดยภายในงานจะมีการจัดเสวนาทางธุรกิจ, การจัด Start-up Business Pitching, การจัดนัดหมายทางธุรกิจ Business Matching ผ่านระบบออนไลน์ 100% ทั้งนี้ นอกจาก สำนักส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ที่ให้การสนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการแล้ว ยังได้รับความร่วมมืออย่างดีจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนทั้งจากส่วนกลางและส่วนของจังหวัดขอนแก่น อาทิ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) ตลอดจนหน่วยงานภาคภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคประชาชนอื่นๆ ในการร่วมขับเคลื่อนให้การจัดงานครั้งนี้ประสบความสำเร็จ

ทาง สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB รวมถึงภาคเอกชนจากขอนแก่น ไม่ว่าจะเป็นหอการค้าจังหวัดขอนแก่น สภาอุตสาหกรรมจังหวัด และบริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง จำกัด ต่างตอบรับเพื่อเข้าร่วมการจัดงานครั้งนี้เป็นอย่างดี คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานทั้งหมดกว่า 100 คน และจะก่อให้เกิดการเชื่อมโยงธุรกิจ ระหว่างนักธุรกิจต่างชาติและผู้ประกอบการท้องถิ่น กระจายรายได้ และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของขอนแก่นในฐานะเมืองแห่งโอกาสทางธุรกิจ ทั้งทางด้าน Smart City, MICE City, นวัตกรรมอาหาร, ศูนย์กลางทางการแพทย์ และการคมนาคมขนส่ง เป็นประตูสู่อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง อย่างแท้จริง

โกลเด้น เพลซ เปิดสาขาใหม่ กรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภที่ 11 ‘สินค้าสุขภาพครบ จบในที่เดียว’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/604258

โกลเด้น เพลซ เปิดสาขาใหม่ กรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภที่ 11 ‘สินค้าสุขภาพครบ จบในที่เดียว’

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2564, 17.23 น.

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลอากาศเอกสถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์ฯ เป็นประธานในการเปิดร้าน โดยมีคณะกรรมการและผู้บริหารบริษัท สุวรรณชาด จำกัด ในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้การต้อนรับ

โกลเด้น เพลซ เปิดสาขาใหม่ เอาใจคนรักสุขภาพ และคอกาแฟพรีเมียม เป็นสาขาลำดับที่ 21 ตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าวัดพระศรีมหาธาตุ ทำให้เดินทางได้สะดวก มีลานจอดรถกว้างขวาง รองรับรถยนต์ได้มากกว่า 100 คัน และอยู่ติดกับโครงการไม้ดอกไม้ประดับของกรมฯ สถานที่ขายต้นไม้ขนาดใหญ่อันดับต้นๆ ของกรุงเทพมหานคร ทำให้บรรยากาศโดยรอบทั้งร่มรื่น และสวยงาม

สำหรับสินค้าในร้าน คงคอนเซ็ปต์ “นึกถึงสุขภาพ นึกถึงโกลเด้น เพลซ” ด้วยสินค้าเพื่อสุขภาพที่ครบถ้วน จบในที่เดียว อาทิ ผลิตภัณฑ์จากโครงการหลวง อาหารสด ผักและผลไม้ปลอดสารพิษ ผลผลิตจากเกษตรกร และผลผลิตแปรรูปจากชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศไทย รวมถึงโซน Seafood ที่ให้บริการทอด-นึ่ง โดยเป็นมุมอาหารทะเลที่มีขนาดใหญ่กว่าทุกสาขาของโกลเด้น เพลซ อีกด้วย

ต่อเนื่องความอร่อยด้วย Golden Kitchen แห่งที่ 5 จำหน่ายอาหารพร้อมรับประทาน ปรุงสดใหม่ทุกวัน โดยทุกเมนูความอร่อยผ่านการรังสรรค์โดยนักโภชนากร มืออาชีพของโกลเด้น เพลซ รวมถึงอีกไฮไลต์อย่าง Golden Coffee แห่งที่ 11 โดยสาขานี้ถูกออกแบบในสไตล์คาเฟ่เรือนกระจก Glass House เน้นดีไซน์ที่โล่ง โปร่ง สบาย พร้อมให้บริการกาแฟ และเครื่องดื่มประเภทต่างๆ ที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยส่วนผสมหลักจากผลผลิตในโครงการหลวง อาทิ เมล็ดกาแฟสายพันธุ์อาราบิก้าจากโครงการหลวงแม่สลอง จ.เชียงราย ซึ่งผ่านการคั่วที่พิถีพิถัน ให้กลิ่นหอมละมุน รสชาติกลมกล่อม

นอกจากนี้ ยังได้นำผลิตภัณฑ์ “พึ่งพา” จากมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย และผลิตภัณฑ์ Inspire ภายใต้โครงการกำลังใจในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ตลอดจนสินค้าจากไตรโครงการ คือ โครงการพัชรสุธา คชานุรักษ์ , โครงการสาละวะ ไล่โว่ และโครงการราชทัณฑ์ปันสุข ทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ มาจำหน่ายอีกด้วย สินค้าของโครงการต่างๆ ที่นำมาจำหน่าย อาทิ เสื้อ กระเป๋า หมวก ผ้าพันคอ และของที่ระลึกอื่นๆ

โกลเด้น เพลซ สาขากรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภที่ 11 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 07.00 – 22.00 น. (ปัจจุบันเปิดให้บริการเวลา 07.00 – 19.30 น. ตามมาตรการของ ศบค.) และ Golden Coffee เปิดให้บริการ 07.00 – 19.30 น.

ลูกค้าทุกท่านสามารถเลือกซื้อสินค้าได้ทั้งที่ร้าน และช่องทางออนไลน์ “Easy Shop with Golden Place” เพียงแอดไลน์สาขาที่อยู่ใกล้คุณ ก็เลือกช้อปสินค้าได้สะดวกและรวดเร็ว สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE Official Account: @goldenplace หรือ https://lin.ee/MfvUD8Y, http://www.goldenplace.co.th, เฟซบุ๊ค: Golden Place โกลเด้น เพลซ, อินสตาแกรม: Goldenplace.official

-(016)

กรมกิจการเด็กและเยาวชน ประกาศรางวัลการประกวดวาดภาพ โครงการ“พัฒนาเด็กใน 5 จังหวัดชายแดนใต้ ด้วยกิจกรรมศิลปะ” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/604237

กรมกิจการเด็กและเยาวชน ประกาศรางวัลการประกวดวาดภาพ โครงการ“พัฒนาเด็กใน 5 จังหวัดชายแดนใต้ ด้วยกิจกรรมศิลปะ”

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2564, 16.45 น.

23 กันยายน 2564 นางสุภัชชา  สุทธิพล อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน เป็นประธานในพิธีประกาศรางวัลการประกวดวาดภาพโครงการ “พัฒนาเด็กใน 5 จังหวัดชายแดนใต้ ด้วยกิจกรรมศิลปะ” พร้อมกล่าวให้โอวาสเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่ผู้ได้รับรางวัลทั้ง 52 รางวัล ผ่านทางระบบประชุมทางไกล Zoom Cloud Meeting

นางสุภัชชา  สุทธิพล อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน เปิดเผยว่า รัฐบาลมีความห่วงใยในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดย กรมกิจการเด็กและเยาวชน จึงได้ขับเคลื่อนโครงการการพัฒนาเด็กในจังหวัดชายแดนใต้ ด้วยกิจกรรมศิลปะ โดยนำเอาศิลปะการวาดรูประบายสี ที่เป็นกิจกรรมที่ทำให้เด็กได้รับความเพลิดเพลิน เกิดความสงบ มีสมาธิ การต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ สร้างความมั่นใจและความภาคภูมิใจในตนเอง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการเข้าสังคมและเติบโตเป็นประชากรที่มีคุณภาพ

นางสุภัชชา กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการ“พัฒนาเด็กใน 5 จังหวัดชายแดนใต้ ด้วยกิจกรรมศิลปะ” ได้ดำเนินการขึ้นในปี 2562 เป็นปีแรก โดยขับเคลื่อนการพัฒนาเด็กใน 3 จังหวัด (จังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส) มีรูปแบบการดำเนินงาน ได้แก่ การอบรมพัฒนาทักษะครูผู้ดูแลเด็กในสถานรองรับเด็กจังหวัดปัตตานี และเชิญชวนเด็กส่งผลงานเข้าร่วมการประกวดวาดภาพ มีการมอบโล่รางวัล เกียรติบัตรและเงินรางวัลการประกวดจากนายกรัฐมนตรี ต่อมาในปี 2564 ได้ขยายพื้นที่การดำเนินงานจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ เป็น 5 จังหวัดชายแดนใต้ ได้แก่ จังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส สงขลา และสตูล เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กมีเวทีในการแสดงความสามารถเพิ่มมากขึ้น และสามารถผลิตผลงานส่งเข้าประกวดและเผยแพร่สู่สาธารณะได้อย่างภาคภูมิใจ ซึ่งในปีนี้มีการประกวดวาดภาพในหัวข้อ “สำนึกรักแผ่นดิน” โดยมีผลงานการเข้าประกวดจำนวน 85 ชิ้น แบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่ อายุ 6-9 ปี อายุ 13-16 ปี และอายุ 17-18 ปี ประเภทละ 13 รางวัล ได้แก่ รางวัลที่ 1 จำนวน 1 รางวัล , รางวัลที่ 2 จำนวน 2 รางวัล และรางวัลชมเชย จำนวน 10 รางวัล รวมรางวัลทั้งสิ้น 52 รางวัล มีการตัดสินการประกวดเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา โดยศาสตราจารย์เกียรติคุณ พิษณุ ศุภนิมิต ดร.สังคม ทองมี อาจารย์สมชัย กตัญญุตานนท์ ศาสตราจารย์ถาวร โกอุดมวิทย์ และนางสาวหัสภพ ตั้งมหาเมฆ

เด็กๆในวันนี้จะเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต การพัฒนาเด็กผ่านกิจกรรมวาดภาพระบายสี ถือว่าเป็นกิจกรรมที่ทำให้เด็กและเยาวชนได้ฝึกฝนทักษะ สร้างความมั่นคงทางจิตใจ และสร้างความมั่นใจในตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญต่อเด็กและเยาวชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เสมอ นางสุภัชชา กล่าวทิ้งท้าย  

‘วินเซิร์ฟ-เมติคูลี่’ ผนึกกำลังต่อยอดความสำเร็จ ยกระดับเทคโนโลยีทางการแพทย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/604222

‘วินเซิร์ฟ-เมติคูลี่’ ผนึกกำลังต่อยอดความสำเร็จ ยกระดับเทคโนโลยีทางการแพทย์

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2564, 16.25 น.

กลุ่มบริษัท วินเซิร์ฟ คอร์ปอเรชั่น ร่วมลงทุนกับ บริษัท เมติคูลี่ จำกัด  ในรอบการลงทุน Series B ต่อยอดความสำเร็จและความเชี่ยวชาญ ยกระดับเทคโนโลยีทางการแพทย์ (Medical Technology) ให้บริการกระดูกเทียมและเครื่องมือทางการแพทย์ พร้อมผลักดันนวัตกรรมสุขภาพอย่างยั่งยืน

นางสาวนิธินันท์ คฤหวาณิช ประธานฝ่ายธุรกิจระหว่างประเทศ กลุ่มบริษัทวินเซิร์ฟ คอร์ปอเรชั่น ได้ลงนามสัญญาเพื่อเข้าร่วมลงทุน ในรอบการลงทุน Series B กับ รศ.ดร.บุญรัตน์ โล่วงศ์วัฒน ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เมติคูลี่ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ทอัพสัญชาติไทยที่ใช้เทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการพัฒนากระดูกและข้อต่อเทียม รวมถึงอุปกรณ์ช่วยผ่าตัดด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติ โดยปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้รับการอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)และได้นำผลิตภัณฑ์ไปใช้กับ ผู้ป่วยในโรงพยาบาลมากกว่า 400 ราย และเตรียมขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์กับ USFDA พร้อมขยายตลาดไปยัง ตลาดต่างประเทศทั่วโลก

ในฐานะผู้นำในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ กลุ่ม บริษัท วินเซิร์ฟ คอร์ปอเรชั่น โดย นางสาวนิธินันท์ คฤหวาณิช ได้ตระหนัก และเห็นคุณค่าในการพัฒนานวัตกรรมชั้นสูง อันจะนำมาซึ่งประโยชน์ต่อผู้ป่วย ต่อสังคม ประเทศชาติ และมวลมนุษยชาติอย่างแท้จริง สิ่งสำคัญยิ่งคือการยกระดับขีดความสามารถในความเป็นเลิศด้านการให้บริการเชิงเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณะสุขของประเทศไทย นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดประโยชน์กับวงการแพทย์ในระดับโลกอีกด้วย

‘เมืองไทยประกันภัย’ รุกตลาดขนส่ง ดันเป้าประกันภัยในธุรกิจ Logistics เพิ่มขึ้น 100% ภายใน 2 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/604141

‘เมืองไทยประกันภัย’ รุกตลาดขนส่ง ดันเป้าประกันภัยในธุรกิจ Logistics เพิ่มขึ้น 100% ภายใน 2 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2564, 13.39 น.

22 กันยายน 2564 เมืองไทยประกันภัย หรือ MTI เดินหน้าวางยุทธศาสตร์รุกตลาดประกันภัยรถยนต์ ที่เน้นการขยายตัวตามธุรกิจโลจิสติกส์ มุ่งรับประกันภัยสำหรับรถบรรทุกใหญ่ และประกันภัยขนส่งที่ครอบคลุมทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน โดยวางเป้าหมายเบี้ยประกันภัยเติบโต 100% ภายใน 2 ปี

ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของ Covid-19 ใน 1-2 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจโลจิสติกส์ยังคงมีการ เติบโตได้เป็นอย่างดี  ตามความต้องการในการกระจายสินค้าทั่วทุกภูมิภาค และประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งการขยายตัวของยอดขายรถบรรทุกขนาดใหญ่ ยังมีแนวโน้มเติบโตได้ดี ประกอบกับธุรกิจ E-commerce ที่มีการขยายตัวได้ดีในช่วงที่ผ่านมา และ จากนโยบายของกรมการขนส่งทางบก ที่มุ่งเน้นการสร้างความปลอดภัยจากอุบัติเหตุทางท้องถนนในหลากหลายแนวทาง รวมทั้งได้มีการกำหนดมาตรฐานร่วมกันทุกภาคส่วนในการพัฒนาและบริหารจัดการผู้ประกอบการขนส่งด้วยรถบรรทุก (Q-Mark) ทั้งในมุมมองด้านองค์กร ยานพาหนะ รวมถึงประสิทธิภาพของพนักงานขับรถ ซึ่งมีการพัฒนามาตรฐานมาตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา ยกตัวอย่างเช่น การจัดทำประวัติการซ่อมแซมและบำรุงรักษารถรายคัน การตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์และสารเสพติดของพนักงานขับรถ การติดตั้ง GPS Tracking เพื่อควบคุมความเร็วขณะขับขี่ ซึ่งในปัจจุบันมีผู้ประกอบการขนส่งที่เข้ามาร่วมโครงการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องนั้น

นางนวลพรรณ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการสอดรับกับนโยบายตามมาตรฐานจากกรมการขนส่งทางบก บมจ. เมืองไทยประกันภัย จึงดำเนินการปรับเพิ่มแผนยุทธศาสตร์ และวางกลยุทธ์มุ่งเน้นการขยายงานบริการรับประกันภัยสำหรับรถบรรทุกใหญ่ทั้งการประกันภัยรถยนต์และการรับประกันภัยสินค้าและความรับผิดของผู้ขนส่ง โดยการเพิ่มบริการในด้านที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านอู่ซ่อมรถใหญ่ทั่วประเทศ การบริหารอะไหล่รถบรรทุกเฉพาะ และความพร้อมในด้านการบริการสำรวจภัย ตอบโจทย์พฤติกรรมลูกค้ากลุ่มรถบรรทุกใหญ่ที่เป็น Logistics โดยที่ผ่านมาได้มีการขายผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นช่องทาง Bancassurance นายหน้า ตัวแทน และขายตรง

นางนวลพรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันคาดว่า ณ สิ้นปี 2564 บมจ. เมืองไทยประกันภัย จะมีเบี้ยประกันภัยธุรกิจ Logistics รวมประมาณ 500 ล้านบาท และจะเติบโตขึ้นปีละไม่ต่ำกว่า 40% โดยได้เน้นการพิจารณาการรับประกันภัยในกลุ่มผู้ประกอบการขนส่งรถบรรทุกขนาดใหญ่ ที่มีการบริหารจัดการที่ดีอีกทั้งจะมีการพิจารณารับประกันเป็นพิเศษ หากองค์กรนั้นได้ถูกพิจารณารับรองตามมาตรฐาน Q-Mark เป็นที่เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการให้เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้ามากยิ่งขึ้นอีกด้วย

สอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 1484 หรือติดต่อตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

Website : http://www.muangthaiinsurance.com , Facebook : MuangThaiInsurance , Instagram : muangthai.insurance , Twitter : muangthai.insurance , Line :@mtifriend ,

Application : Muang Thai Friends