ร้อยซุ้มอุ้ม “ประวิตร” พปชร.โชว์พลังตราไก่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/484938

22 ก.ย. 2564

สยบรอยร้าว “ประวิตร” โชว์พลัง ส.ส.ร้อยซุ้มแห่อุ้มกลางมรสุมข่าวลือ พร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

เป็นครั้งแรกที่ “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกรัฐมนตรี ลงตรวจราชการในพื้นที่ โดยมี ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ มาต้อนรับมากกว่า 30 คน (ข่าวพูลแจ้งว่า 55 คน)

วันที่ 22 ก.ย.2564 “พล.อ.ประวิตร” พร้อมด้วย พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค ที่นั่งรถยนต์คันเดียวกัน เดินทางมาถึงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบางบาล อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา

ท่ามกลางกระแสข่าว “ประวิตร” วัดกำลัง “ประยุทธ์” กองทัพนักข่าวเฝ้าจับจ้อง ส.ส.พลังประชารัฐ ที่มาต้อนรับหัวหน้าพรรคอย่างคึกคัก

ที่น่าสนใจ ส.ส.จำนวนหนึ่งสวมเสื้อแจ๊กเก็ตตราไก่ของ “พล.อ.ประวิตร” ที่มีสัญลักษณ์ประจำตัวเป็นรูปไก่ เนื่องจาก พล.อ.ประวิตร เกิดปีระกา

เฉพาะระดับคีย์แมนพรรคที่มาอยุธยา ประกอบด้วย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ,นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรค,สันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ,ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดีอีเอส ,วิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล และ อธิรัฐ รัตนเศรษฐ รมช.คมนาคม

นักข่าวหลายคนอาจงงๆ ที่เห็นสันติ พร้อมพัฒน์ สวมเสื้อตราไก่ เหมือน ร.อ.ธรรมนัส แสดงว่าทั้งคู่เป็นทีมลุงป้อม

ที่มีสีสันหน่อย ก็คือทีมเจ๊สมทรง ประกอบด้วยสมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายก อบจ.พระนครศรีอยุธยา, สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล ส.ส.อยุธยา พรรคภูมิใจไทย และเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร ส.ส.อยุธยา พรรคภูมิใจไทย มาต้อนรับลุงป้อม ในฐานะเจ้าบ้าน

‘รักกันจนวันตาย’

ก่อนจะลงพื้นที่อยุธยา สื่อทุกสำนักต่างรายงานข่าวรอยร้าว 3ป. จับตาวัดกำลัง ส.ส.ระหว่าง “ประวิตร-ประยุทธ์”

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อตอนเช้า(22 ก.ย.64) ทำนองว่าการแยกลงพื้นที่ต่างจังหวัดกับ พล.อ ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี ไม่ใช่เป็นการวัดพลังกัน เป็นเรื่องแบ่งกันทำหน้าที่ดูแลประชาชน

“ผมกับนายกฯ ไม่ได้มีปัญหากัน มีแต่นักข่าว ที่คอยเสนอข่าวว่าทะเลาะกัน ผมกอดคอกันมา สนิทสนมกันมา 50 กว่าปี…ข่าวออกมา บ้าบอทั้งสิ้น”

อีกประโยคหนึ่งที่ พล.อ.ประวิตร บอกกับนักข่าว “จำไว้ ให้ตายจากกัน เรา 3ป. ถึงจะเลิกรักกัน” แถมบอกว่า “นายกฯมาหาทุกวัน ที่มูลนิธิป่ารอยต่อ”

‘เช็คขุมกำลัง’

ดูเหมือนว่า “พล.อ.ประวิตร” คงต้องการสร้างความเป็นหนึ่งเดียวในพรรคพลังประชารัฐ จึงมอบหมายให้ ร.อ.ธรรมนัส ให้แจ้งในไลน์กลุ่ม ส.ส.เรื่องการไปต้อนรับรองนายกรัฐมนตรี ที่อยุธยา

เท่าที่ตรวจสอบรายชื่อ ส.ส.พลังประชารัฐ ตามที่ปรากฏในสื่อออนไลน์ สามารถจำแนกได้ดังนี้

กลุ่มธรรมนัส น่าจะมากันพร้อมหน้าพร้อมตา ได้แก่ เอกราช ช่างเหลา ส.ส.บัญชีรายชื่อ ,ไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร ,บุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ,จีรเดช ศรีวิราช ส.ส.พะเยา, ธนัสถ์ ทวีเกื้อกูลกิจ ส.ส.ตาก ,ภาคภูมิ บูลย์ประมุข ส.ส.ตาก ,ณัฏฐพล จรัสรพีพงษ์ ส.ส.สุรินทร์ และวัฒนา สิทธิวัง ส.ส.ลำปาง

กลุ่มเมืองสิงห์ ของ ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดีอีเอส ก็เป็น ส.ส.ละแวกสระบุรี และสิงห์บุรี ได้แก่ โชติวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส.สิงห์บุรี ,กัลยา รุ่งวิจิตรชัย ส.ส.สระบุรี ,กานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ ส.ส.กทม. ,ยุทธนา โพธสุธน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และสมบัติ อำนาคะ ส.ส.สระบุรี

กลุ่ม ส.ส.กทม. กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา ,ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ,ธนิกานต์ พรพงษาโรจน์,ภาดาท์ วรกานนท์ ,สิระ เจนจาคะ และศิริพงษ์ รัศมี

กลุ่มโคราช มีทั้งสายสามมิตร และสายวิรัช ได้แก่ สมศักดิ์ พันธ์เกษม ส.ส.นครราชสีมา,เกษม ศุภรานนท์ ส.ส.นครราชสีมา ,ทัศนียา รัตนเศรษฐ ส.ส.นครราชสีมา และทัศนาพร เกษเมธีการุณ ส.ส.นครราชสีมา

กลุ่มทั่วไป เพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์ ส.ส.กำแพงเพชร, พรชัย อินท์สุข ส.ส.พิจิตร,ปัญญา จีนาคำ ส.ส.แม่ฮ่องสอน,นิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์, สมเกียรติ วอนเพียร ส.ส.กาญจนบุรี และปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี

ส่วน ส.ส.เพชรบูรณ์ ไม่ได้มาร่วมงานนี้ มีเพียงสันติ พร้อมพัฒน์ ที่เป็นตัวแทนมาต้อนรับลุงป้อม

มือการเมือง “ประยุทธ์” เปิดตัว เสธ.อ้น คนหลังม่าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/484872

22 ก.ย. 2564

ส่องลึก “ประยุทธ์” กองหนุนหลังม่าน เสธ.อ้น มือการเมือง คุมกำลัง ส.ส.ภาคกลาง ต้านยันฝ่ายกบฏ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ภารกิจตรวจราชการในพื้นที่ภาคกลางของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หากตัดประเด็นเรื่องวัดกำลัง 2 ป. ก็จะเห็นยุทธศาสตร์เพื่อการเลือกตั้ง

อย่าลืมว่า กองหนุน “พล.อ.ประยุทธ์” ที่แข็งแกร่งอยู่ในเขตลุ่มเจ้าพระยา ป่าสัก ชายแดนบูรพา ข้ามอ่าวไทยไปทางแม่กลอง ลุ่มน้ำเพชร และตะนาวศรี

ผลเลือกตั้งปี 2562 ชี้ชัดสินค้ายี่ห้อ “ประยุทธ์” ขายได้ในพื้นที่ภาคกลาง พรรคพลังประชารัฐ จึงได้ ส.ส. 36 เขต(ไม่รวมกรุงเทพฯ) จากทั้งหมด 90 เขต แถมเป็นแชมป์ภาคกลาง

ช่วงหาเสียง นักข่าวการเมืองหลายคนอาจไม่ทราบว่า ตัวละครลับหรือแม่ทัพหลังม่าน ในยุทธการเลือกตั้งพื้นที่ภาคกลางคือ นายทหารนอกราชการคนหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่ประสานงานระหว่างผู้สมัคร ส.ส.แต่ละจังหวัด กับบ้านป่ารอยต่อ

หลังเลือกตั้ง ชื่อของ “เสธ.อ้น” พล.อ.กนิษฐ์ ชาญปรีชญา จึงมีคอลัมนิสต์สำนักข่าวใหญ่พูดถึง และตกเป็นข่าวกอสสิปกับ ส.ส.พลังประชารัฐ ระดับแกนนำในภาคกลางหลายคน

‘สายตรง 2 ป.’

“เสธ.อ้น” ค่อนข้างโลว์โปรไฟล์ สไตล์ทหารการข่าว และได้ชื่อว่าเป็นสายตรง “พล.อ.ประยุทธ์” แต่ก็รับใช้ใกล้ชิด พล.อ.ประวิตร มานาน

บนเส้นทางทหารเสือราชินี พล.อ.กนิษฐ์ ชาญปรีชญา เตรียมทหารรุ่น 19 และ จปร.30 เติบโตมาจากบ้านทหารเสือ ร.21 รอ. จึงเป็นน้องรักของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ปี 2555 “เสธ.อ้น” เป็นผู้บัญชาการหน่วยข่าวกรองทางทหาร และอีก 4 ปีต่อมา ดำรงตำแหน่งรองเสนาธิการทหารบก คนที่ 2 รับผิดชอบงานและเอกสารงานการข่าวและกิจการต่างประเทศ

ปี 2561 ขยับเป็นหัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา จนเกษียณอายุราชการ

เมื่อถึงฤดูเลือกตั้ง “พล.อ.ประยุทธ์” ได้ส่ง เสธ.อ้น มาทำงานกับ พล.อ.ประวิตร ที่บ้านป่ารอยต่อ ทำหน้าที่ประสานกับอดีต ส.ส. จากพรรคต่างๆ ซึ่งไหลรวมมาอยู่ในพรรคพลังประชารัฐ

เสธ.อ้น ยังทำงานร่วมกับ “บ้านใหญ่” ผู้ยึดกุมการเมืองท้องถิ่น จัดวางตัวผู้สมัครหน้าใหม่ที่มาจากอดีตนายก อบจ. ,ส.อบจ. และ สท. จนประสบชัยชนะหลายจังหวัด

อย่างที่ทราบกัน พรรคพลังประชารัฐ ยุคแรก สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และ 4 กุมาร เป็นตัวละครหน้าม่าน แต่ผู้ขับเคลื่อนในการทำศึกเลือกตั้งตัวจริงคือ พล.อ.ประวิตร และทีมงานของ เสธ.อ้น

ทุกวันนี้ “เสธ.อ้น” เป็น ส.ว. และยังเป็น “มือการเมือง” ให้ พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมกับดูแล ส.ส.พลังประชารัฐ ในพื้นที่ภาคกลาง ประมาณ 20 คน

‘ทีม เสธ.อ้น’

ช่วงเกิดเหตุกบฏพลังประชารัฐ พล.อ.กนิษฐ์ ชาญปรีชญา มีบทบาทสำคัญในการปกป้อง “พล.อ.ประยุทธ์” ร่วมกับ สุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน และสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง

เนื่องจากช่วงเลือกตั้ง 2562 เสธ.อ้น ทำงานใกล้ชิดกับสุชาติ ตันเจริญ ,สุชาติ ชมกลิ่น และอดีต ส.ส.บ้านใหญ่หลายจังหวัด จึงสามารถประสานรวมพลัง ส.ส.ตอบโต้ฝ่ายก่อกบฏ จนต้องยอมเปิดการเจรจาที่บ้านป่ารอยต่อ

ดังนั้น ทีมงาน “พล.อ.ประยุทธ์” จึงวางโปรแกรมเดินสายในพื้นที่ภาคกลาง เรียกความเชื่อมั่น หลังปราบกบฏสำเร็จ โดยการประสานงานของสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน และ พล.อ.กนิษฐ์

นอกจากการทำหน้าที่ ส.ว.แล้ว “เสธ.อ้น” พล.อ.กนิษฐ์ ยังให้การสนับสนุน ไพลิน เทียนสุวรรณ ส.ส.สมุทรปราการ เขต 7 ลูกสาวผู้มากบารมีแห่งพระสมุทรเจดีย์ ทำงานมวลชนในพื้นที่ โดยใช้ชื่อ ทีม เสธ.อ้น

พล.อ.กนิษฐ์ และไพลิน นักการเมืองท้องถิ่น เป็นเพื่อนเรียนร่วมรุ่นหลักสูตรปรัชญาดุษฏีบัณฑิต สาขาวิชานวัตกรรมการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ไพลินจึงได้ลงสมัคร ส.ส.เขต 7 สมุทรปราการ โดยทีมบ้านใหญ่อัศวเหม หลีกทางให้

 ฝีไม้ลายมือของ เสธ.อ้น ไม่ธรรมดา “พล.อ.ประยุทธ์” จึงเรียกใช้อยู่บ่อยๆ และผู้กองคนดังแห่งพะเยา ย่อมรู้จักอดีตนายทหารนอกราชการคนนี้ดี

วาระพลังประชารัฐ 2ป. “แย่งชิงอำนาจ” ช่วงชิงการนำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/484871

22 ก.ย. 2564

นักวิชาการ ชี้ ประวิตร-ประยุทธ์ “แย่งชิงอำนาจ” ช่วงชิงการนำพรรคพลังประชารัฐ จัดสรรผลประโยชน์ลงตัว ยุบสภาต้นปีหน้า

วาระพลังประชารัฐ 2ป. "แย่งชิงอำนาจ" ช่วงชิงการนำวาระพลังประชารัฐ 2ป. “แย่งชิงอำนาจ” ช่วงชิงการนำ

รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ให้สัมภาษณ์ คมชัดลึก ถึงการลงพื้นที่ของ พลเอกประวิตร วงศ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กับการไปตรวจราชการจังหวัดเพชรบุรีของ
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่า เป็นการช่วงชิงการนำ แย่งชิงอำนาจภายในพรรคพลังประชารัฐ มูลเหตุมาจากการเล่นเกมการเมืองในสภา  ช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา แม้พลเอกประวิตร จะพยายามสื่อสารว่าพรรคยังมีเอกภาพ แต่พลเอกประยุทธ์ ไม่มั่นใจ จึงพยายามสร้างพันธมิตร กับแกนนำภายในพรรค เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะไม่ถูกกระทำเหมือนเช่นที่ผ่านมาอีก
 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

-แบ่งแยกแล้วปกครอง พรรคพลังประชารัฐ ยุทธศาสตร์ลงจากอำนาจของ “3ป”

รัฐบาลเตรียมขยายเพดาน “กู้เงิน” โปะงบประมาณขาดดุล ลุ้นฟื้นเศรษฐกิจ

-พลเอก “ประยุทธ์” เข้าสู่วงโคจรทางการเมืองแล้ว

วาระพลังประชารัฐ 2ป. "แย่งชิงอำนาจ" ช่วงชิงการนำวาระพลังประชารัฐ 2ป. “แย่งชิงอำนาจ” ช่วงชิงการนำ

สิ่งที่น่าจับตาคือ การลงพื้นที่ครั้งนี้ จะเผยโฉมหน้าผู้ให้การสนับสนุนของแต่ละฝ่ายหากมีลักษณะแบ่งแยกชัดเจน  ก็คาดการณ์ได้ว่าอนาคตพรรคพลังประชารัฐจะ ขึ้นอยู่กับการต่อรอง เพราะไม่มีการนำที่ชัดเจน ไม่เหมือนพรรคไทยรักไทย ที่มีคนคุมพรรค ปัจจัยชี้ขาดอยู่ที่การปรับคณะรัฐมนตรีที่มีเก้าอี้ ว่างอยู่สองเก้าอี้ เป็นธรรมชาติของพรรคการเมืองที่ไม่มีอุดมการณ์ ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นนั่งร้านให้เผด็จการ ไม่ต่างจากพรรคสามัคคีธรรม ในยุครสช. 

วาระพลังประชารัฐ 2ป. "แย่งชิงอำนาจ" ช่วงชิงการนำวาระพลังประชารัฐ 2ป. “แย่งชิงอำนาจ” ช่วงชิงการนำ

ส่วนการเลือกตั้งบัตร2ใบ มองยังไงพรรคพลังประชารัฐ ก็ไม่ได้เปรียบ ทางเข้าสู่อำนาจครั้งใหม่ จึงต้องซื้อใจพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อให้ร่วมมือกันในครั้งต่อไป ระหว่างนี้ต้องเขย่าให้ทุกอย่างลงตัว เพื่อยุบสภาเมื่อพร้อมเลือกตั้งครั้งใหม่ราวต้นปีหน้า ทำนายว่าอย่างไรก็อยู่ไม่ครบวาระ ยิ่งลากยาวยิ่งเปลืองตัว และทำให้คะแนนนิยมยิ่งตกต่ำ เว้นแต่อาศัยเครื่องมือทางการเงิน จากการขยายเพดานหนี้สาธารณะไว้ล่วงหน้า มาสร้างคะแนนนิยม  อีกครั้ง  โดยมีเงื่อนไขสำคัญ อยู่ที่การจัดสรรผลประโยชน์ภายในพรรคให้ลงตัว 
อนึ่ง หากมีการยุบสภา รัฐธรรมนูญมาตรา 97 กำหนดคุณสมบัติส.ส.ไว้ว่า ต้องสังกัดพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองเดียว เป็นเวลาไม่น้อยกว่าสามสิบวัน และหากมีการยุบสภา ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งภายใน60วัน แต่ไม่ต้องไม่น้อยกว่า 45 วัน 

พี่น้อง 3ป. “ประวิตร” เปิดบ้านปั้น อนุพงษ์ – ประยุทธ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/481858

22 ก.ย. 2564

ยิ่งกว่าพี่น้องท้องเดียวกัน “ประวิตร” ปั้น “อนุพงษ์” – “ประยุทธ์” มากับมือ เล่าตำนานบ้าน 3 ทหารเสือ พิสูจน์เลือดข้นกว่าน้ำ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ฉากจบของศึกภายในพลังประชารัฐ น่าจะเป็นที่บ้านป่ารอยต่อ ภายใน ร.1 รอ.ทม. เมื่อพี่น้อง 3 ป. คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ,พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กอดคอแสดงความรักผูกพันอันยาวนานให้ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ บางกลุ่มได้เห็น

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เช้าวันที่ 3 ก.ย.2564 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกลาโหม เดินทางมาถึงอาคารรัฐสภา พบหน้านักข่าวก็ให้สัมภาษณ์ตามปกติ ตอนหนึ่งเจอคำถามว่า มีปัญหากับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หรือไม่?

พล.อ.ประยุทธ์ ได้โอกาสร่ายยาวถึงความสัมพันธ์ของ “ป้อม” พล.อ.ประวิตร , “ป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ และ พล.อ.ประยุทธ์ ว่า “เหมือนพี่น้องท้องเดียวกัน ร่วมเป็นร่วมตายกันมา ใครก็ทำลายไม่ได้ แม้มีคนเสี้ยมให้แตกกัน…ผมรักกัน 3 คน ผมร่วมเป็นร่วมตายกันมา ชายแดนท่ามกลางสนามรบ ผมก็เคยอยู่ร่วมกันร่วมกัน”

พี่น้อง 3ป.” เติบโตมาใน “บ้านทหารเสือ” หรือกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21 รอ.) ค่ายนวมินทราชินี ต.บ้านสวน อ.เมือง จ.ชลบุรี

บ้าน 3ป.

ปี 2519 ร.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ (ยศขณะนั้น) เป็นนายทหารยุทธการ ประจำกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21 พัน 2 รอ.) มีบ้านพักนายทหารอยู่ภายในซอย 7 ของ ร.21 พัน 2 รอ. (ปัจจุบัน ไม่มีคนพักอาศัย ทางกองพันเตรียมสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์)

ขณะนั้น มีนายทหารรุ่นน้องอีก 2 คน ร.ท.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และ ร.ต.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาอาศัยอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน

ครั้งหนึ่ง “พล.อ.ประวิตร” ได้เล่าให้นักข่าวสายทหารฟัง เมื่อได้เห็นภาพบ้านหลังเดิม ที่มีสภาพเปลี่ยนไป “จริงๆแล้วบ้านหลังนี้ เคยอยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา 4 คน” นอกจากพี่น้อง 3ป.แล้ว ก็มี พล.อ.พงษ์เทพ กนิษฐานนท์ อีกคนหนึ่ง

ไอ้ตู่ เป็นน้องเล็กไง เลยต้องตื่นก่อน” พล.อ.ประวิตร เล่าอย่างอารมณ์ดี เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ เป็นน้องคนเล็ก ต้องเสียสละโดยการตื่นก่อนพี่ๆ และอาบน้ำทำธุระก่อน เพื่อให้พี่ๆ ได้งีบต่ออีกสักนิด

สภาพบ้านพักนายทหารสมัยก่อน มีจำนวนไม่มาก ดังนั้น พี่ๆน้องๆ จึงต้องพักอยู่ร่วมกัน ไม่มีการกั้นห้อง แต่แยกเตียงนอนคนละมุม

“ท่าน (พล.อ.ประวิตร) ก็เป็นผู้บังคับบัญชาผม ตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามารับราชการ อยู่บ้านเดียวกันกินนอนด้วยกัน สั่งสอนและฝึกอบรมกันจนกระทั่งโตขึ้นมา ยังคบและเคารพกันอยู่” พล.อ.ประยุทธ์ บอกกับนักข่าวที่สภาฯ ในวันที่ 3 ก.ย.2564

ที่ผมเป็นวันนี้ได้ เพราะพี่ทั้งสองคนได้สั่งสอนผมมาและผมจำได้ว่า ไม่เคยที่พี่ทั้งสองจะมาสอนให้ผมทุจริต โกง ซึ่งไม่มี..

มีวันนี้เพราะพี่ให้

จุดเปลี่ยนในชีวิตของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก้าวขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารบก คนที่ 34 (1 ต.ค.2547 ถึง 30 ก.ย.2548)

พล.อ.ประวิตร ได้ช่วยผลักดันน้องรัก พล.อ.อนุพงษ์ ขยับจากผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) เป็นผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.ร.1 รอ.) ก่อนขึ้นรองแม่ทัพภาคที่ 1 และแม่ทัพภาคที่ 1 ตามลำดับ

ก่อนพ้นจากตำแหน่ง ผบ.ทบ. พล.อ.ประวิตร ได้ดึงตัวให้น้องเล็ก พล.อ.ประยุทธ์ ออกจาก พล.ร.2 รอ. มาเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1

พล.อ.อนุพงษ์ และ พล.อ.ประยุทธ์ จึงเป็นกำลังสำคัญของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก ในการทำรัฐประหาร 2549

ในฐานะเป็นประธานเตรียมทหารรุ่นที่ 6 พล.อ.ประวิตร ได้ขอให้เพื่อนร่วมรุ่นอย่าง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผลักดัน พล.อ.อนุพงษ์ เป็น ผบ.ทบ.

ปลายปี 2551 พล.อ.ประวิตร กับ พล.อ.อนุพงษ์ มีส่วนสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลพลิกขั้ว ที่มี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร เป็นรัฐมนตรีกลาโหม โดย “บิ๊กป้อม” ได้วางตัวน้องเล็ก พล.อ.ประยุทธ์ เป็น ผบ.ทบ. ต่อจาก “บิ๊กป๊อก”

ด้วยความเป็น “ทหารการเมือง” ที่มีคอนเนกชั่นกับแกนนำหลายพรรค “บิ๊กป้อม” จึงประคอง “บิ๊กตู่” ให้เป็น ผบ.ทบ.สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดยไม่ให้ฝ่ายทักษิณหวาดระแวง

แม้ภาพลักษณ์ของ พล.อ.ประวิตร จะถูกมองว่าเป็น “ทหารการเมือง” แต่ความแนบแน่นของ “พี่ป้อม” กับ “น้องป๊อก” และ “น้องตู่” นั้น ลึกล้ำเกินกว่าคำว่าพี่น้องธรรมดาสามัญ

พท.เชือด “งูเห่า” ลุ้นอดีต ปชป.เสียบแทน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/484771

21 ก.ย. 2564

ลุ้นชะตา “งูเห่า” เพื่อไทยปทุมธานี หวยออกเขตไหน อดีต ส.ส.ทิ้งค่าย ปชป. แต่งตัวรอเสียบแทน คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

นับถอยหลังพรรคเพื่อไทย เตรียมขับ “งูเห่า” พ้นพรรค ปรากฏว่า อดีต ส.ส.ปทุมธานี มีความเคลื่อนไหวทันที โดย เกียรติศักดิ์ ส่องแสง ทิ้งพรรคประชาธิปัตย์ซบพรรคเพื่อไทย

เรื่อง ส.ส.งูเห่าในพรรคเพื่อไทย มีข่าวมาต่อเนื่อง แต่คณะกรรมการบริหารพรรค ก็ยังไม่มีมาตรการใดๆ เหมือนไม่กล้าขับ ส.ส.บางคนออกจากพรรค

อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการเชือด “งูเห่า” ที่จะเกิดขึ้นในเดือน ต.ค.2564 ปรากฏว่า พรพิมล ธรรมสาร ส.ส.ปทุมธานี เขต 5 ตกเป็นเป้าหมายของแกนนำพรรค

วันที่ 20 ก.ย.2564 เกียรติศักดิ์ ส่องแสง อดีต ส.ส.ปทุมธานี พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมทีมงานกว่า 80 คน เดินทางมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นจังหวะที่เพื่อไทยมีกระแสข่าวเตรียมจะขอมติพรรคในการขับ ส.ส. พรรคเพื่อไทย

ย้อนไปเมื่อวันที่ 13 ก.ย.2564 คณะกรรมการจริยธรรมพรรคเพื่อไทย แถลงผลการพิจารณาเอาผิด 7 ส.ส.ที่โหวตสวนมติพรรคในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ซึ่งมีแนวทางที่จะลงโทษดังนี้คือ ขับออกจากการเป็นสมาชิกพรรค 2 ราย , ภาคทัณฑ์และใช้เป็นเงื่อนไขในการพิจารณาส่งลงสมัคร ส.ส.สมัยหน้า 3 คน และว่ากล่าวตักเตือน 1 คน

บังเอิญว่า มี ส.ส.ปทุมธานี 2 คนคือ พรพิมล ธรรมสาร ส.ส.เขต 5 และชัยยันต์ ผลสุวรรณ์ ส.ส.เขต 4 ตกเป็นเป้าหมายที่จะถูกลงโทษจากแกนนำพรรค

‘คนรักปทุม’

ตั้งแต่ปีที่แล้ว คนเสื้อแดงปทุมธานี ได้ออกโรงขับไล่ ส.ส. “งูเห่า” ถึงขั้นจัดขบวนรถแห่วิ่งไปทั่วพื้นที่ อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี แต่กระแสไล่งูเห่า ก็จางหายไปในช่วงเลือกตั้งนายก อบจ.ปทุมธานี

สำหรับ เกียรติศักดิ์ ส่องแสง ชาว อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี ที่มาทำธุรกิจอยู่ในพื้นที่ อ.ลำลูกกา จึงลงสมัคร ส.ส.ปทุมธานี สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ในการเลือกตั้งปี 2554

ตอนนั้น “เกียรติศักดิ์” ลงสนามเขต 5 อ.ลำลูกกา (เฉพาะ ต.คูคต ต.ลาดสวาย และต.บึงคำพร้อย) แพ้แก่ ว่าที่ ร.ต.สุเมธ ฤทธาคนี พรรคเพื่อไทย

ปี 2555 “สุเมธ” ลาออกจาก ส.ส.ไปสมัครนายก อบจ.ปทุมธานี ทำให้มีเลือกตั้งซ่อม โดยสมชาย รังสิวัฒนศักดิ์ สามีของพรพิมล ธรรมสาร ลงสมัครในนามพรรคเพื่อไทย แข่งกับเกียรติศักดิ์ ปรากฏว่า เกียรติศักดิ์พลิกชนะ ได้เป็น ส.ส.สมัยแรก

ปี 2562 เกียรติศักดิ์ ส่องแสง สวมเสื้อ ปชป.ลงสนามเขต 4 อ.ธัญบุรี (เฉพาะ ต.ประชาธิปัตย์)และ อ.ลำลูกกา (เฉพาะ ต.คูคต) แพ้แก่ ชัยยันต์ ผลสุวรรณ์ ค่ายเพื่อไทย

ที่น่าสนใจ เกียรติศักดิ์ ได้คะแนนลำดับที่ 3 โดยผู้สมัครหน้าใหม่จากพรรคอนาคตใหม่ ได้ลำดับ 2 แถมมีคะแนนทิ้งห่างเกียรติศักดิ์เกือบเท่าตัว

อดีต ส.ส.อย่างเกียรติศักดิ์ จึงต้องปรับแนวทางการเมืองใหม่ ทิ้งค่าย ปชป. ไปช่วยงานกลุ่มคนรักปทุม ของ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ในศึกเลือกตั้งนายก อบจ.ปทุมธานี เมื่อปลายปีที่แล้ว

คนแถวลำลูกกา รู้มานานแล้วว่า เกียรติศักดิ์ จะลงสมัคร ส.ส.สมัยหน้าในสีเสื้อพรรคเพื่อไทยแน่นอน

‘งูเห่าสายคลอง’

หลังมีข่าวพรรคเพื่อไทย เตรียมจัดการ “งูเห่า” ทั้ง 7 คน โดยมีแนวทางปฏิบัติแตกต่างกันไปตามพฤติกรรมในการโหวตของแต่ละคน

ชัยยันต์ ผลสุวรรณ์ ส.ส.ปทุมธานี เขต 4 พรรคเพื่อไทย ที่ตกเป็นข่าวกรณีพรรคจะเชือด “งูเห่า” ได้โพสต์เฟซบุ๊คส่วนตัวชี้แจงว่า การจะดำเนินการภาคทัณฑ์ และอาจส่งผลต่อการพิจารณาส่งลงสมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งครั้งหน้า เป็นการให้ข่าวของพรรคเพื่อไทย ที่ทำให้ตัวเขาเสียหาย

เนื่องจากในข้อเท็จจริง ชัยยันต์ได้แจ้งแล้วว่า มีอาการป่วย ได้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 3 ก.ย.2564 มีอาการความดันสูง เส้นเลือดในสมองตีบ แพทย์วินิจฉัยให้นอนพักรักษาตัว ทำให้ไม่สามารถเดินทางมาลงมติได้

กรณีของชัยยันต์ ยังมีโอกาสชี้แจงเพิ่มเติมในที่ประชุมใหญ่ ส.ส. แต่ความชัดเจนเรื่องจะลงสมัคร ส.ส.สมัยหน้าก็ต้องรอดูมติกรรมการบริหารพรรค

ด้าน พรพิมล ธรรมสาร ส.ส.ปทุมธานี เขต 5 ที่ถูกคาดหมายว่าจะถูกขับออกจากพรรค แต่ “ส.ส.ก้อย” กลับเก็บตัวเงียบ

เขต 5 ประกอบด้วย อ.ธัญบุรี (เฉพาะ ต.บึงยี่โถ) และ อ.ลำลูกกา (ยกเว้น ต.คูคต) ซึ่งเป็นที่มั่นการเมืองของพรพิมล หากจะต้องถูกพรรคมีมติขับออกจากพรรคจริง พรรคเพื่อไทย อาจส่งเกียรติศักดิ์ ส่องแสง มาลงแทนก็เป็นได้

ดังนั้น เกียรติศักดิ์ สามารถลงสนามได้ทั้งเขต 4 และเขต 5 หากมีการเปลี่ยนแปลงภายในพรรคเพื่อไทย

จัดเต็ม “สุชาติ” บวกซุ้มอังกินันทน์ อุ้มประยุทธ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/484753

21 ก.ย. 2564

เยือนถิ่นเมืองเพชร “สุชาติ” ผนึกทายาทตระกูลอังกินันทน์ ต้อนรับ 2 ป. จัดเต็ม ส.ส.ซุ้มตะวันตก สายสามมิตรเสริมทีม คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

เปลี่ยนแผนออนทัวร์ จากสุโขทัยกลับมาเพชรบุรี “สุชาติ ชมกลิ่น” รัฐมนตรีแรงงาน ในฐานะผู้คุ้นเคยกับ 3 ส.ส.เพชรบุรี พรรคพลังประชารัฐ พร้อมต้อนรับคณะประยุทธ์ทัวร์

คนเมืองน้ำเค็ม “สุชาติ” แตะมือ “นายกฯปราย” ชัยยะ อังกินันทน์ หัวหน้ากลุ่มรวมใจเพชร นายก อบจ.เพชรบุรี มานานแล้ว ซึ่งวันนี้ ธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ ภรรยา “นายกฯปราย” เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีแรงงาน

ย้อนดูคิวออนทัวร์ของนายกฯ ประยุทธ์ ที่สมุทรปราการ และชลบุรี “สุชาติ” จะรับบทผู้ประสานงานกับ ส.ส. และนักการเมืองท้องถิ่น ยกเว้นที่ชัยนาท เป็นเรื่องของกลุ่มสามมิตร

ตามแผนวันที่ 21 ก.ย.2564 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหม จะเดินทางไปตรวจราชการ จ.เพชรบุรี พร้อมด้วย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน โดยนายกฯประยุทธ์ จะไปที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา เพชรบุรี (เขื่อนเพชร) อ.ทำยาง จ.เพชรบุรี เพื่อตรวจสถานการณ์น้ำและการระบายน้ำในพื้นที่ จ.เพชรบุรี

นัยว่า ส.ส.เพชรบุรี และทีมการเมืองท้องถิ่นจะมารอรับกันพร้อมหน้า ยังพ่วงด้วย ส.ส.ราชบุรี สายกลุ่มสามมิตร และ ส.ส.กาญจนบุรี

‘ทายาทเดอะแป๋ง’

ดังที่รู้กัน “สุชาติ ชมกลิ่น” เสนอพื้นที่ จ.เพชรบุรี เป็นเป้าหมายประยุทธ์ออนทัวร์ เพราะเป็นที่มั่นการเมืองของ “นายกฯปราย” ชัยยะ อังกินันทน์ นายก อบจ.เพชรบุรี

ชัยยะ อังกินันทน์ ลูกชายคนโตของ “เดอะแป๋ง” ปิยะ อังกินันทน์ อดีต ส.ส.เพชรบุรี ได้วางบทบาทตัวเองไว้ที่สนามการเมืองท้องถิ่น และเป็นนายก อบจ.เพชรบุรี มาหลายสมัยแล้ว

ปลายปี 2563 “ชัยยะ” หัวหน้ากลุ่มรวมใจเพชร ลงสมัครนายก อบจ.เพชรบุรี แบบไร้คู่แข่ง ได้ 184,888 คะแนน คิดเป็น 63.46 % จึงเป็นนายก อบจ.เพชรบุรีอีกสมัย

นับแต่การเลือกตั้งปี 2544 ปิยะ อังกินันทน์ สวมเสื้อไทยรักไทย สอบตกมาโดยตลอด และอำลาสนาม หลังการเลือกตั้งปี 2554 เนื่องจากคนเพชรบุรี ไม่ชอบทักษิณ ชินวัตร และเทใจเลือกพรรคประชาธิปัตย์

ช่วงเลือกตั้งปี 2562 “เสธ.อ้น” มือทำงานการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ ติดต่อ “นายกฯปราย” ให้จัดทีมผู้สมัคร ส.ส.เพชรบุรี พรรคพลังประชารัฐ และการเลือกตั้งหนนั้น ได้เปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองเพชรบุรีอีกครั้ง

ผลเลือกตั้งถือว่า ล้มโขงช้าง 3 อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ อรรถพล พลบุตร ,กัมพล สุภาแพ่ง และอภิชาติ สุภาแพ่ง สอบตกหมดเลย

กระแสลุงตู่มาแรงเกินคาด คนเมืองเพชรจึงได้ ส.ส.หน้าใหม่ ทั้ง 3 เขต โดยกองเชียร์อย่าง “นายกฯปราย” ยิ้มแก้มปริ

‘ซุ้มเมืองเพชร’

หลังเลือกตั้ง พรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ตอนนั้น ส.ส.เพชรบุรี 3 คน ถูกจัดอยู่ในกลุ่มของ “สุชาติ ชมกลิ่น” รวมถึง ส.ส.ภาคกลางอีกจำนวนหนึ่ง

3 ส.ส.เพชรบุรี ค่ายพลังประชารัฐ มีใครบ้าง ลองเช็คประวัติกันดู เพราะคนส่วนใหญ่ อาจไม่คุ้นหน้า

เขต 1 กฤษณ์ แก้วอยู่ เจ้าของสำนักงานกฎหมายกฤษณ์ แก้วอยู่และเพื่อทนายความและ ประธานสภาทนายความจังหวัดเพชรบุรี ไม่เคยลงสนามการเมืองมาก่อน

เขต 2 สาธิต อุ๋ยตระกูล อดีตสมาชิกสภา อบจ.เพชรบุรี เขต อ.ท่ายาง 3 สมัย และอดีตประธานสภา อบจ.เพชรบุรี เป็นทีมงานรวมใจเพชรของ “นายกฯปราย”

เขต 3 สุชาติ อุตสาหะ หรือ “ส.ว.เปี๊ยก” คร่ำหวอดในวงการเมืองท้องถิ่นมายาวนาน อดีตประธานสภาจังหวัด 2 สมัย, อดีตรองนายก อบจ. 2 สมัย และสมาชิก อบจ.เพชรบุรี เขต อ.หนองหญ้าปล้อง 3 สมัย

เดิมที “สุชาติ” เป็นฐานเสียงเก่าแก่ของประชาธิปัตย์ และเคยเป็นผู้ช่วยอลงกรณ์ พลบุตร อดีต ส.ส.เพชรบุรี

ปี 2557 สุชาติ ลงสมัครสมาชิกวุฒิสภาเพชรบุรี ได้รับเลือกตั้ง แต่เกิดรัฐประหาร ส.ว.ชุดนี้จึงสิ้นสภาพไป ชาวบ้านเลยเรียก “ส.ว.เปี๊ยก” จนติดปาก

ส่วน ธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ (ชื่อเดิมธิดารัตน์) ภรรยา “นายกฯปราย” เคยลงสมัคร ส.ส.เพชรบุรี ในนามพรรคพลังประชาชน ร่วมทีมกับปิยะ อังกินันทน์ (บิดาของสามี) แต่สอบตกทั้งทีม

ปีที่แล้ว สุชาติ ชมกลิ่น แต่งตั้ง “กระแต” ธิวัลรัตน์ เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีแรงงาน และมีบทบาทสำคัญยิ่งในการแก้ไขวิกฤตโควิดคลัสเตอร์โรงงานที่เพชรบุรี

นี่คือภาพรวมของ “ซุ้มเมืองเพชร” ยุคนายกฯประยุทธ์ แต่อนาคตการเมืองข้างหน้าจะเป็นฉันใด ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของทายาทเดอะแป๋ง ชัยยะ อังกินันทน์

แบ่งแยกแล้วปกครอง พรรคพลังประชารัฐ ยุทธศาสตร์ลงจากอำนาจของ “3ป” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/484690

21 ก.ย. 2564

แบ่งแยกแล้วปกครอง ยุทธศาสตร์ “3ป” โรดแมปสู่การเลือกตั้งบัตร2ใบ ในนามพรรคพลังประชารัฐ ก่อนถอดเสื้อคลุมประชาธิปไตย ลงจากหลังเสือ

แบ่งแยกแล้วปกครอง พรรคพลังประชารัฐ ยุทธศาสตร์ลงจากอำนาจของ "3ป"แบ่งแยกแล้วปกครอง พรรคพลังประชารัฐ ยุทธศาสตร์ลงจากอำนาจของ “3ป”

22 กันยายน มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจของพรรคพลังประชารัฐ คือการลงพื้นที่ ของพลเอกประวิตร วงศ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทีมของพลเอกประวิตร พรั่งพร้อมมือทำงานไม่ว่าจะเป็น ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา และเลขาธิการพรรค นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรค พร้อมด้วยนายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และประธานวิปรัฐบาล จะร่วมเดินทางไปด้วย
ขณะที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกลาโหมจะไปติดตามความพร้อมรับมือฤดูฝน ที่เขื่อนเพชรบุรี งานนี้มีสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรี
ที่แผ่บารมีจากภาคตะวันออก  วางตำแหน่งที่ปรึกษาไว้กับสะใภ้ตระกูลการเมืองเก่าแก่ของเพชรบุรี ขนส.ส.ฝั่งตะวันตกทั้งกาญจนบุรี ราชบุรี และเพชรบุรี มาร่วมคณะให้กำลังใจ พลพรรคเหล่านี้ล้วนกระจัดกระจายกันไป อยู่กลุ่มบ้านใหญ่ สามมิตร ซุ้มมังกรน้ำเค็ม และกลุ่มเลือดใหม่ พร้อมเทใจให้
 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

-พลังประชารัฐสยบ “คลื่นใต้น้ำ” หนุนรัฐบาลประยุทธ์ อยู่ยาว

-พลเอก “ประยุทธ์” เข้าสู่วงโคจรทางการเมืองแล้ว

-อย่าประมาท “3ป” สิ่งที่เห็นอาจไม่เป็นความจริง

นักสังเกตการณ์มองว่า นับแต่วันปลดรัฐมนตรีสายบิ๊กป้อม ความสัมพันธ์ 3ป.ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป สองคณะที่เกี่ยวเนื่องกับวันที่22 กันยายน สะท้อนความเคลื่อนไหวในพรรคพลังประชารัฐ  ที่ว่ากันว่ามีความขัดแย้งแย่งกันรวมศูนย์อำนาจ แต่หากพิจารณาให้ดี จะเห็นว่าไม่มีเหตุผลอะไร ที่3 ป.ต้องขัดแย้งกัน หากยังต้องเดินตามแผนยุทธศาสตร์ ลงจากหลังเสือ 
ธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าทั้งสองรักกันดี หลังจากนี้ จะได้เห็นรัฐมนตรีและส.ส.อื่นๆช่วยกันลง
พี้นที่ ติดตามความคืบหน้าการทำงานตามนโยบาย รัฐบาลตามข้อสั่งการของนายกฯ เพื่อพลิกโฉมประเทศไทย
แบ่งแยกแล้วปกครอง พรรคพลังประชารัฐ ยุทธศาสตร์ลงจากอำนาจของ "3ป"แบ่งแยกแล้วปกครอง พรรคพลังประชารัฐ ยุทธศาสตร์ลงจากอำนาจของ “3ป”

หากดูตามไทม์ไลน์ การแก้รัฐธรรมนูญ และกฏหมายลูกที่หัวหน้าทีมกฏหมายพรรคพลังประชารัฐ ไล่ลำดับไว้ ทุกขั้นตอนจะสะเด็ดน้ำพร้อมรับการเลือกตั้งหลังเดือนกุมภาพันธ์  การเลือกตั้งบัตรสองใบ ทุกคะแนนมีความหมายสำหรับนักเลือกตั้ง เพราะนั่นหมายถึง จำนวนโควต้า ของกลุ่มมุ้งต่างๆ  กติกากำหนดให้สู้กันในระบบพรรคใหญ่  ต้องไม่ลืมว่ารัฐบาล คสช.สวมเสื้อคลุมประชาธิปไตยสำเร็จได้ด้วยองคาพยพของแม่น้ำห้าสายมีตัวอย่างจากรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ที่ใช้ระบบการเลือกตั้งบัตร2ใบเหมือนกัน  

แบ่งแยกแล้วปกครอง พรรคพลังประชารัฐ ยุทธศาสตร์ลงจากอำนาจของ "3ป"แบ่งแยกแล้วปกครอง พรรคพลังประชารัฐ ยุทธศาสตร์ลงจากอำนาจของ “3ป”


 กลยุทธ์แบ่งแยกแล้วปกครอง แม้ถูกประนามว่าเป็นแนวทางที่ต่ำช้า แต่หากแลกกับการได้มาและรักษาอำนาจไว้ ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่ใครๆ ก็อย่าประมาท 3ป.

“วันสันติภาพโลก” ร่วมสร้างสุขภาวะที่ดีส่งต่อให้เด็ก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/484628

21 ก.ย. 2564

ในขณะที่เราต่างโหยหา”สันติภาพ”แต่โลกความเป็นจริงยังเต็มไปด้วยความขัดแย้งบั่นทอนสุขภาวะ ในโอกาสที่วันนี้เป็น “วันสันติภาพโลก” เรามาร่วมเคาะระฆัง ส่งต่อโลกที่สันติสงบงามให้คนรุ่นต่อไปเถิด /เจาะประเด็นร้อน ขอนำบทความอาจารย์ พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ นำเสนอ

วันที่ 21 กันยายนของทุกปี กำหนดให้เป็น”วันสันติภาพโลก” …อสนีบาต…จึงขอนำบทความเรื่อง” สุขภาวะสันติภาพ สันติภาพของโลกที่เราจะส่งต่อให้เด็ก” เขียนโดย “ผศ.ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์” สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล มานำเสนอ…….

หากเป้าหมายของการมีชีวิตที่ดีของมนุษย์ คือ การมีสุขภาพกาย ใจ จิตวิญญาณ และความสัมพันธ์กับผู้คนและสรรพสิ่งรอบตัวดี มีอิสระภาพ เสรีภาพที่จะเลือกใช้ชีวิตในแบบที่ปรารถนาอย่างเกื้อกูลและเคารพต่อสรรพสิ่งนั้นคือคำอธิบายของคำว่า ‘สุขภาวะสันติภาพ’ ที่ส่งผลให้เกิดสันติสุขในเรือนใจได้ในที่สุด  มนุษย์ที่ใดในโลกก็คงปรารถนาไม่ต่างกัน ดังนั้น เราอาจเรียกสภาวะนั้นได้ว่า “สุขภาวะสันติภาพโลก” 
    

ทว่าสุขภาวะสันติภาพของโลกในศตวรรษที่ 21 ดูเปราะบางและสุ่มเสี่ยงจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ

ท่ามกลางวิกฤตที่ท้าทาย ซับซ้อน และทวีความรุนแรงอย่างคาดไม่ถึง ไม่ว่าจะเป็นการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า (COVID-19)  ที่พรากชีวิตผู้คนทั่วโลกไปกว่า 4.6 ล้านคน ติดเชื้อไปมากกว่า 200 ล้านคน (WH0, 20 Sep 2021) นับเป็นสงครามรูปแบบใหม่ที่มนุษยชาติกำลังเผชิญและไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ขณะที่มนุษย์ทั้งโลกกำลังสาละวนกับสงครามเชื้อโรคที่แพร่ระบาดขนานใหญ่ ปฏิเสธไม่ได้ว่าปริมาณทรัพยากรที่ถูกใช้และขยะมหาศาลจากเวชภัณฑ์ทางการแพทย์และการรักษาพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นหน้ากากอนามัยใช้แล้วและขยะสารพิษอื่น ๆ อันเกิดจากการป้องกันการติดเชื้อ การรักษาพยาบาล การจัดการกับร่างของผู้ติดเชื้อที่เสียชีวิต จะส่งผลต่อสมดุลย์ของสภาพแวดล้อมที่อยู่รายรอบมนุษยชาติมากเพียงใด

ทั้งยังไม่มีการรวบรวมประมวลผลว่าในช่วงมหันตภัยจากโควิด-19 นั้น ผลกระทบต่อสุขภาพจิตของมนุษย์สูงขึ้นแค่ไหน ผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจที่จะผลักให้เกิดความอดอยากยากจนและในจำนวนนั้นจะมีเด็ก ๆ ที่ต้องเป็นกำพร้า ไร้ที่พึ่ง และหลุดออกนอกระบบการศึกษาอีกเท่าใด 

แน่นอนว่าความท้าทายต่อสุขภาวะสันติภาพโลกไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจเท่านั้น  การเมืองและความมั่นคงเป็นอีกประเด็นที่ต้องจับตามอง โดยเฉพาะการเมืองในพม่าที่กำลังลุกเป็นไฟหลังการรัฐประหารของนายพลมินอ่องลายที่กลายเป็นชนวนลุกฮือต่อต้านของผู้คนจำนวนมาก ด้วยพวกเขาตระหนักถึงพิษภัยของรัฐประหารที่นำมาสู่ความล้าหลังของประเทศ และคุณภาพชีวิตของพลเมืองทุกด้านตกต่ำเพราะระบบเผด็จการนำมาสู่การคอรัปชั่น การเล่นพรรคเล่นพวก การกดขี่ การละเมิดสิทธิมนุษยชนในพม่าอย่างกว้างขวาง

หากแต่การต้านรัฐประหารด้วยสารพัดยุทธวิธีปฏิบัติการไม่ใช้ความรุนแรงของชาวพม่ากลับถูกตอบโต้จากรัฐบาลเผด็จการทหารด้วยความรุนแรงและนำมาสู่ความตายของเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ควรจะเป็นผู้สืบทอดอนาคตของโลกใบนี้

เช่นเดียวกับที่เกิดการเคลื่อนไหวในไทยของขบวนการนักเรียน นักศึกษา และคนรุ่นใหม่ที่เรียกร้องความเป็นธรรมและคุณภาพชีวิตและการกำหนดอนาคตที่ดีกว่า ทว่าก็ถูกปราบปรามด้วยความรุนแรงไม่แพ้กัน

และไม่ทันจะคลี่คลาย ปรากฏการณ์ในอัฟกานิสถานหลังการถอนตัวของชาติตะวันตก นำโดยสหรัฐอเมริกาก็เผยให้เห็นภาพอีกมุมที่ท้าทายสุขภาวะสันติภาพโลก เมื่อสิทธิ เสรีภาพ ในการกำหนดวิถีชีวิตของสตรีและเด็กกำลังถูกคุกคามด้วยข้อกำหนดของคณะผู้ยึดครองอำนาจที่กำลังก้าวล่วงเข้าควบคุมกำกับการตัดสินใจเลือกใช้ชีวิตของสตรีและเด็กผู้หญิงตั้งแต่การแต่งกาย การเลือกเรียนรู้ในสิ่งที่ตนปรารถนา การหนีตายของนักข่าวหญิง การพยายามส่งเสียงตั้งคำถามของเยาวชนหญิงว่าพวกเธอผิดอะไรถึงไม่มีสิทธิที่จะเลือกศึกษาเรียนรู้ในสิ่งที่ควรเป็นพื้นฐานสำหรับเด็ก ๆ ทุกคน รวมถึงการประท้วงของสตรีภายใต้เครื่องแต่งกายหลากสีสันเพื่อต่อต้านการควบคุมบงการให้พวกเธอต้องสวมแต่เสื้อผ้าสีดำตามที่รัฐบาลปัจจุบันกำหนด 

ย้อนพิจารณาจุดมุ่งหมายของวันสันติภาพโลกที่ตามหลังวันเยาวชนโลกเพียงหนึ่งวัน นั้นคือ 20 กันยายนวันเยาวชนโลก ส่วน 21 กันยายน วันสันติภาพโลก

สองวันนี้บอกเราให้คิดถึงการดูแลรักษาและส่งต่อโลกที่สันติสงบงามให้เยาวชนคนรุ่นที่จะอยู่ยาวนานต่อไปในอนาคต เพราะจุดมุ่งหมายของวันสันติภาพโลกคือ เพื่อหยุดสงครามความรุนแรงทุกชนิด และชวนให้มนุษยชาติได้ทบทวนเป้าหมายการมีชีวิตของผู้คนบนโลกใบนี้ 

เมื่อทบทวนความหมายของวันสันติภาพโลก (International Day of Peace หรือ World Peace Day) พบว่าจัดขึ้นเพื่ออุทิศแก่สันติภาพ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่างน้อยที่สุดคือ “สันติภาพเชิงลบ” คือ “การปราศจากสงคราม” ทั้งยังถือเป็นโอกาสพิเศษสำหรับการกำหนด “หยุดยิงชั่วคราว” ในพื้นที่ที่ยังสู้รบกันอยู่ 

ขณะที่จุดมุ่งหมายของวันสันติภาพโลกนั้นมุ่ง

 1) ให้ความเคารพต่อชีวิตทั้งมวล เคารพชีวิตและศักดิ์ศรีของแต่ละบุคคล โดยไม่แบ่งชนนั้น หรือลำเอียง

 2) ไม่ใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะต่อเด็กและเยาวชน

3) แบ่งปันกับผู้อื่นอย่างมีน้ำใจ เพื่อขจัดการแบ่งแยก ความไม่ยุติธรรม และการกดขี่ทางการเมืองและเศรษฐกิจ

4) รับฟังเพื่อให้เกิดความเข้าใจต่อกัน เคารพเสรีภาพในการแสดงออก และยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรม

5) สงวนรักษาผืนโลก ฝึกดำเนินชีวิตอย่างรับผิดชอบ และเคารพต่อทุกชีวิตในโลก เพื่อรักษาสมดุลของธรรมชาติบนผืนโลก

6) สร้างความสมานฉันท์ เคารพต่อหลักประชาธิปไตยและให้โอกาสทุกฝ่ายมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรี

ซึ่งทั้ง 6 ประการข้างต้นนั้นก็สะท้อนจากด้านกลับที่กดทับไปยังเด็ก สตรี และผู้อ่อนแอในสังคมซึ่งมักไม่ได้เป็นผู้ก่อสงครามความรุนแรง

สัญลักษณ์สำคัญที่บ่งบอกถึงการเริ่มวันสันติภาพโลก ที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติจะมีการเคาะ “ระฆังสันติภาพ” ระฆังนั้นถูกหล่อขึ้นจากเหรียญที่รับบริจาคมาจากเด็กทั่วโลก เป็น “เครื่องเตือนใจมนุษย์ถึงมูลค่าแห่งสงคราม” และเด็กจำนวนมากต้องแบกรับอย่างไม่มีทางเลือก 

วันสันติภาพโลกในปี 2564 นี้ จึงควรที่เราจะหยุด พินิจพิจารณาและทบทวนกันอย่างจริงจัง ท่ามกลางวิกฤตท้าทายและสุขภาวะของโลกที่เสียหายจากทั้งหายนะภัยจากโรคระบาด สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ การกดขี่เอารัดเอาเปรียบทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองทุกชนิด เพราะผลพวงที่เกิดขึ้นนั้นจะตกกระทบต่อผู้คนบนโลกรวมทั้งเราทุกคนที่แลกเปลี่ยนลมหายใจเข้า – ออก กันอยู่ทุกวันด้วยและในจำนวนคนที่แบ่งปันลมหายใจร่วมกันกับเราคือเด็กและเยาวชน 

ผู้เขียนอยาก “เคาะระฆัง” เชิญชวนเราท่านตั้งสติ ตอบคำถามว่าเราจะส่งต่อโลกที่มีสุขภาพไม่ดี เจ็บป่วยเรื้อรังด้วยโรคความรุนแรงรุมเร้ารักษาไม่หายให้กับคนรุ่นต่อไป หรือเราอยากจะส่งผ่านโลกที่มีสุขภาพดีเพียงพอที่จะให้ลูกหลานที่เรารักได้มีชีวิตที่ดี มีความสุขและภาคภูมิใจที่จะเล่าขานเป็นตำนานว่ามีบรรพบุรุษที่ห่วงใยใส่ใจส่งผ่านโลกที่มีสุขภาพดีเพียงพอให้พวกเขาได้รักษ์ ดูแล และส่งต่อสู่คนรุ่นต่อ ๆ ไปอย่างที่เขาเคยได้รับจากรุ่นเรา 

ปากน้ำเนื้อหอม “ประวิตร” เทใจบ้านใหญ่อัศวเหม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/484595

20 ก.ย. 2564

เสี่ยเอ๋เนื้อหอม “ประวิตร” เทใจบ้านใหญ่อัศวเหม นายกฯประยุทธ์ ก็ไปเยือนปากน้ำ ส.ส.หญิงสาย เสธ.อ้น โผล่ต้อนรับ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ไม่ใช่เรื่องปกติแน่ๆ “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ไปงานศพที่สมุทรปราการ ก่อนหน้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็มาตรวจราชการที่สมุทรปราการเช่นกัน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ในงานศพบิดาของ ส.ส.สมุทรปราการ “พล.อ.ประวิตร” ได้ไปร่วมฟังสวดพระอภิธรรม และเป็นประธานในพิธีฌาปนกิจศพ โดย ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม ประธานหอการค้าจังหวัดสมุทรปราการ นำทีม ส.ส. และ ส.อบจ. มาต้อนรับหัวหน้าพรรคอย่างพร้อมเพรียง

ขณะที่ “พล.อ.ประยุทธ์” ไปตรวจราชการ นันทิดา แก้วบัวสาย นายก อบจ.สมุทรปราการ พร้อมทีมงาน ส.ส. และ ส.อบจ. มาต้อนรับอย่างคึกคัก ไม่แพ้วันที่ “พล.อ.ประวิตร” ไปวัดด่านสำโรง

วันที่ 18 ก.ย.2564 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประขารัฐ เดินทางมาเป็นประธานในพิธีฌาปนกิจศพ ศุภัช พูลเจริญ อดีตนายกเทศมนตรีตำบลด่านสำโรง ซึ่งเป็นบิดาของ ภริม พูลเจริญ ส.ส.สมุทรปราการ เขต 3 พรรคพลังประชารัฐ ที่วัดด่านสำโรง อ.เมือง จ.สมุทรปราการ

วันนั้น ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ สันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ,ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ และนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เดินทางไปร่วมงานศพด้วย

ฝั่งเจ้าบ้านมากันครบ ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม ประธานหอการค้าจังหวัดสมุทรปราการ,นันทิดา แก้วบัวสาย นายก อบจ.สมุทรปราการ,ประภาพร อัศวเหม นายกเทศมนตรีนครสมุทรปราการ พร้อม 3 ส.ส.สมุทรปราการ ได้แก่ ยงยุทธ สุวรรณบุตร ,กรุงศรีวิไล สุทินเผือก และฐาปกรณ์ กุลเจริญ

ตอนกลับ “เสี่ยเอ๋” ได้ไปส่ง “พล.อ.ประวิตร” ถึงที่ประตูรถ โดยก้มกราบที่ตัก และบิ๊กป้อมก็ยกมือลูบศรีษะทายาท “อัศวเหม” อย่างเอ็นดู

เสี่ยเอ๋ ต้อนรับ พล.อ.ประวิตรเสี่ยเอ๋ ต้อนรับ พล.อ.ประวิตร

‘สายบิ๊กป้อม’

เป็นที่รู้กัน ตระกูลอัศวเหมในสีเสื้อพลังประชารัฐนั้น ขึ้นตรงต่อ “พล.อ.ประวิตร” และการตัดสินใจเข้าร่วมงานกับพลังประชารัฐ ก็ติดต่อผ่านบ้านป่ารอยต่อ

เมื่อวันที่ 12 ก.ย.2564 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไปตรวจราชการที่ จ.สมุทรปราการ เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ ส.ส.สมุทรปราการ พลังประชารัฐ มาเกือบครบทีม

นำโดย อัครวัฒน์ อัศวเหม, กรุงศรีวิไล สุทินเผือก, อัครวัฒน์ อัศวเหม, ฐาปกรณ์ กุลเจริญ, ยงยุทธ สุวรรณบุตร และไพลิน เทียนสุวรรณ ยกเว้น ภริม พูลเจริญ ส.ส.สมุทรปราการ ที่บิดาเพิ่งเสียชีวิต

ตอนเลือกตั้งปี 2562 “ชนม์สวัสดิ์” จัดทัพพลังประชารัฐปากน้ำ โดย อัครวัฒน์ อัศวเหม หลานชายของวัฒนา อัศวเหม เป็นหัวหน้าทีม ร่วมกับประภาพร อัศวเหม

ผลเลือกตั้งปรากฏว่า ทีมบ้านใหญ่อัศวเหม ได้ 5 คนคือ เขต 1 อัครวัฒน์ อัศวเหม ,เขต 2 ยงยุทธ สุวรรณบุตร ,เขต 3 ภริม พูลเจริญ, เขต 5 กรุงศรีวิไล สุทินเผือก และเขต 6 ฐาปกรณ์ กุลเจริญ ส่วน ส.ส.หญิงอีกคนหนึ่ง สังกัดสาย “เสธ.อ้น” ที่ขึ้นตรงกับ พล.อ.ประยุทธ์

วันที่ พล.อ.ประยุทธ์ ไปตรวจราชการที่ปากน้ำ จึงเห็น ส.ส.หญิงคนนั้น มาร่วมต้อนรับพร้อม ส.ส.สายอัศวเหม

‘สาย เสธ.อ้น’

“พล.อ.ประวิตร” ถือว่าเป็นผู้ใหญ่ที่เอาใจใส่ดูแล ส.ส.พลังประชารัฐ ทุกกลุ่มทุกก๊วนเหมือนลูกหลาน การเดินทางร่วมงานศพบิดา ส.ส.หญิงปากน้ำ สะท้อนภาพผู้ใหญ่ที่เมตตาต่อ ส.ส.พรรษาแรก ด้านหนึ่ง กลุ่มปากน้ำ มี ส.ส. 6 คน ไม่เคยเรียกร้องตำแหน่งรัฐมนตรี และมีปัญหาใดๆให้บิ๊กป้อมปวดหัว

ย้อนไปก่อนฤดูเลือกตั้ง 2562 การจัดทีมผู้สมัคร ส.ส. มีปัญหาที่เขต 7 (อ.พระสมุทรเจดีย์)ระหว่าง ต่อศักดิ์ อัศวเหม กลุ่มสมุทรปราการก้าวหน้า กับไพลิน เทียนสุวรรณ อดีต ส.อบจ.สมุทรปราการ เขต อ.พระสมุทรเจดีย์

“เสธ.อ้น” สายตรง พล.อ.ประยุทธ์ ที่มาช่วยงานเลือกตั้งของ พล.อ.ประวิตร ได้เข้ามาเคลียร์พื้นที่ สุดท้าย ไพลิน เทียนสุวรรณ ได้ลงสนามชนกับนันทวรรณ ประสพดี ภรรยาของประชา ประสพดี อดีต รมช.มหาดไทย ผลเลือกตั้ง ไพลินชนะขาด

ตระกูล “เทียนสุวรรณ” นำโดยสมัคร เทียนสุวรรณ ประธานกรรมการ บริษัท เทียนทองขนส่ง จำกัด ได้ยึดครองพื้นที่การเมืองท้องถิ่น อ.พระสุมทรเจดีย์มานานกว่า 50 ปีแล้ว และอยู่คนละขั้วกับตระกูล “อัศวเหม”

ในพรรคพลังประชารัฐ “ไพลิน” อยู่ในสาย “เสธ.อ้น” และกลุ่มมังกรน้ำเค็ม ไม่น่าแปลกใจที่ ส.ส.หญิงแห่งพระสมุทรเจดีย์ จะมาต้อนรับคณะนายกฯประยุทธ์ ที่มีสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ร่วมเดินทางมาด้วย

สามมิตรทัวร์ “ประยุทธ์” ชิงธงนำก่อการใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/484561

20 ก.ย. 2564

สัญญาณยุบสภา “ประยุทธ์” เร่งเครื่องสามมิตรทัวร์ ซื้อใจพันธมิตรสมศักดิ์ ปักธงสร้างฐานก่อการใหม่ ไม่รอพึ่งพี่ใหญ่ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ออกเดินสายราวกับนักร้องลูกทุ่งดัง “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี นับแต่มีรอยร้าวใน “3ป.” และพรรคพลังประชารัฐ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

มีข้อน่าสังเกตว่า คิวเดินสายของ “ประยุทธ์” เน้นฐานที่มั่นของสามมิตร เหมือนจะซื้อใจ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” รมว.ยุติธรรม

วันที่ 22 ก.ย.2564 นายกฯประยุทธ์ เตรียมยกคณะไปตรวจน้ำท่วมสุโขทัย ถิ่นของ “สมศักดิ์” แกนนำกลุ่มสามมิตร จึงเป็นที่มาของข่าวพาดหัวได้กลิ่นยุบสภา

หลังยุทธการปราบกบฏในพรรค พล.อ.ประยุทธ์ ได้จัดคิวลงพื้นที่ตรวจราชการอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากสมุทรปราการ, ชัยนาท และชลบุรี โดยจังหวัดที่เดินไปไปส่วนใหญ่ ล้วนเป็นพื้นที่ฐานเสียงของกลุ่มรัฐมนตรี และ ส.ส.ที่สนับสนุนนายกฯ

‘เช็คชื่อรายซุ้ม’

สมุทรปราการ เป็นจังหวัดแรกที่ “พล.อ.ประยุทธ์” เดินทางไปตรวจเยี่ยม ก็มี ส.ส.สมุทรปราการ พลังประชารัฐ มาเกือบครบทีมนำโดย อัครวัฒน์ อัศวเหม, กรุงศรีวิไล สุทินเผือก, ฐาปกรณ์ กุลเจริญ, ยงยุทธ สุวรรณบุตร และไพลิน เทียนสุวรรณ ยกเว้น ภริม พูลเจริญ ที่ติดงานศพบิดาเสียชีวิต

6 ส.ส.ปากน้ำ แยกเป็นสายอัศวเหม 5 คน และสาย “เสธ.อ้น” 1 คนคือ ไพลิน เทียนสุวรรณ ส.ส.สมุทรปราการ เขต 7

ชัยนาท คิวที่ 2 ของประยุทธ์ออนทัวร์ โดยมี อนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ และมณเฑียร สงฆ์ประชา ส.ส.ชัยนาท เป็นเจ้าบ้านต้อนรับ

ชลบุรี ที่ดูคล้ายเป็นฐานที่มั่นของบ้านใหญ่แสนสุข แต่เอาเข้าจริง ส.ส.ชลบุรี พลังประชารัฐ 5 คน ได้แยกกันอยู่ถึง 3 กลุ่ม

กลุ่มบ้านใหญ่ มีคนเดียว สถิระ เผือกประพันธุ์ ส.ส.เขต 8, กลุ่มมังกรน้ำเค็ม 2 คน สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีแรงงาน และรณเทพ อนุวัฒน์ ส.ส.เขต 3

กลุ่มสามมิตร 2 คน ได้แก่ จองชัย วงศ์ทรายทอง ส.ส.เขต 2 และสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ ส.ส.เขต 4 แต่กลุ่มบ้านใหญ่แสนสุข มีรัฐมนตรี 1 คนคือ อิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม

อย่างไรก็ตาม ส.ส.พลังประชารัฐ สายตะวันออก 3 คน ชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ ส.ส.ฉะเชิงเทรา เขต 2 ,สมพงษ์ โสภณ ส.ส.ระยอง เขต 4 และพ.ต.ท.ฐนภัทร กิตติวงศา ส.ส.จันทบุรี เขต 1 จัดอยู่ในกลุ่มมังกรน้ำเค็มของ “เสี่ยเฮ้ง”

‘ขาใหญ่สามมิตร’

เมื่อถึงคิว “ประยุทธ์” ไปตรวจน้ำท่วมสุโขทัย คราวนี้ก็มีความชัดเจนเรื่องฐานเสียง พปชร.สายที่สนับสนุนนายกฯ เพราะที่นี่เป็นบ้านเกิดของ สมศักดิ์ เทพสุทิน

สุโขทัย มี ส.ส. 2 คนได้แก่ พรรณสิริ กุลนาถศิริ น้องสาวสมศักดิ์ และชูศักดิ์ คีรีมาศทอง รวมกับสมศักดิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ รวมเป็น 3 คน

ก่อนการเลือกตั้งปี 2562 กลุ่มสามมิตร นำโดย สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และสมศักดิ์ เทพสุทิน ออกเดินสายไปทั่วประเทศ ดูเหมือนเป็นกลุ่มก๊วนที่ใหญ่ที่สุด แต่หลังเลือกตั้ง อดีต ส.ส.ที่กลุ่มสามมิตรไปดึงตัวมาลงสมัคร ส.ส. สอบตกระนาว

ดังนั้น กลุ่มสามมิตร จึงเหลือเนื้อแท้ ส.ส.สุโขทัย และชัยนาท รวมถึงราชบุรี บุญยิ่ง นิติกาญจนา ส.ส.ราชบุรี คู่ชีวิตวิวัฒน์ นิติกาญจนา นายก อบจ.ราชบุรี และกุลวลี นพอมรบดี ส.ส.ราชบุรี

นอกนั้น ก็มี อนุชา น้อยวงศ์ ส.ส.พิษณุโลก ,สมศักดิ์ พันธ์เกษม ส.ส.นครราชสีมา และสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ส.ส.ชัยภูมิ

“สมศักดิ์” ยังได้พันธมิตรอย่างกลุ่มกำแพงเพชรสามัคคี ของวราเทพ รัตนากร ที่มี ส.ส.เขต 3 คน ได้แก่ ปริญญา ฤกษ์หร่าย ,อนันต์ ผลอำนวย และเพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์ พร้อมด้วย สุรสิทธิ์ วงศ์วิทยานันท์ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ

กลุ่มมะขามหวานของสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ที่มีอยู่ 5 ส.ส.เขต ในเพชรบูรณ์ ตอนนี้ได้มาจับมือกับ “สมศักดิ์” เช่นเดียวกับ “เสี่ยเฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ผนึกกำลังเป็นกองหนุน “พล.อ.ประยุทธ์” ฝ่าด่านซักฟอกมาได้แบบโชกเลือด

หากสถานการณ์พลิกผัน จำเป็นที่ “พล.อ.ประยุทธ์” ต้องเลือก ก็คงหวังที่จะใช้กลุ่มสามมิตร และแนวร่วมเป็นตัวขับเคลื่อนในสนามเลือกตั้ง