จับตายุทธศาสตร์ “ประยุทธ์-ประวิตร” ลงพื้นที่ลุยน้ำท่วม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/484566

20 ก.ย. 2564

จับตาพุธนี้ นายกฯ “พล.อ.ประยุทธ์”และรองนายกฯ “พล.อ.ประวิตร” ลงพื้นที่ตรวจน้ำท่วมคนละจังหวัดเพชรบุรี-อยุธยา หรือนี่คือ.. หนึ่งในยุทธศาสตร์ ชิงพื้นที่เตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้าก่อน ยุบสภา

ระยะนี้จะเห็น “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่มากขึ้นหลังถูกโจมตีว่าเป็นนายกฯแต่ทำงานเอาแต่ work from home

เริ่มจากเมื่อ12 ก.ย.ที่ผ่านมา “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกฯรัฐมนตรี​และ​ รมว.​กลาโหม​ ลงพื้นที่ตรวจราชการ ที่ จ.สมุทรปราการ

โดยได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมที่สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์  อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ  โดยมีนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ซึ่งดูแล ส.ส.ภาคกลางของพรรคพลังประชารัฐ เดินทางตามมาด้วยและมี ส.ส.จังหวัดสมุทรปราการถึง 5 คน มาคอยต้อนรับ

ทั้งนี้เมื่อนายกฯเดินทางมาถึงยังได้ถามหา  น.ส.นันทิดา แก้วบัวสาย นายก อบจ.สมุทรปราการด้วย เมื่อ น.ส.นันทิดา แสดงตัว นายกฯ ก็บอกให้ดูแลประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่สมุทรปราการ 

จากนั้นมีการประชุมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำและปัญหาสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ 

จากนั้น 17 ก.ย.”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”นายกฯ พร้อมด้วยนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน  นายอิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงงานตามโครงการ Factory Sandbox ที่บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ จำกัด (แหลมฉบัง)จังหวัดชลบุรี พร้อมประกาศเดินหน้าพลิกโฉมประเทศ

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง 

และที่ต้องจับตามองคือ กำหนดการลงพื้นที่ของ”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในวันช่วงบ่ายพุธที่ 22 กันยายน 2564 นี้

นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และคณะ เดินทางไปยังโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนเพชรบุรี อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์  กล่าวรายงานสถานการณ์น้ำในพื้นที่ 

จากนั้น นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. นำเสนอภาพรวมการเตรียมการรับมือฤดูฝน ปี 2564 และแผนบรรเทาอุทกภัยจังหวัดเพชรบุรี

ก่อนที่กรมชลประทาน นำเสนอแนวทางการจัดการและเตรียมพื้นที่รับน้ำหลากปี 2564 และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นำเสนอแนวทางให้ความช่วยเหลือประชาชน ก่อนออกเดินทางดูงานประตูระบายน้ำปลายคลองระบายน้ำ D9 ต.หนองขนาน อ.เมือง จ.เพชรบุรี พร้อมรับฟังการบรรยายการระบายน้ำก่อนลงทะเล จากกรมชลประทานก่อนที่นายกฯ ออกเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร

ขณะเดียวกันพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ มีกำหนดการลงพื้นที่จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อติดตามความพร้อมของการบริหารจัดการน้ำหลากในพื้นที่ลุ่มต่ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบางบาล อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา 

โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด นายภานุ แย้มศรี นำเสนอภาพรวมการบริหารจัดการน้ำรับน้ำหลากตามมาตรการ กอนช. และแผนแก้ไขปัญหาน้ำท่วมทั้งระบบในลุ่มน้ำเจ้าพระยา นำเสนอแนวทางการจัดการและเตรียมพื้นที่รับน้ำหลากในพื้นที่ลุ่มต่ำ

และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นำเสนอแนวทางให้ความช่วยเหลือประชาชน จากนั้น พล.อ.ประวิตร กล่าวมอบนโยบายและออกเดินทางไปดูงานบริหารจัดการที่ประตูระบายน้ำปากคลองบางบาล เพื่อรับน้ำหลากเข้าพื้นที่ พร้อมดูสภาพพื้นที่ประตูระบายน้ำปากคลองบางบาล และพบปะพูดคุยกับผู้นำชุมชน

สำหรับจังหวัดพระนครศรีอยุธยาถูกแบ่งเป็น 4 เขตการเลือกตั้ง ซึ่ง 3 เขตเป็นพื้นที่ของพรรคเพื่อไทย และอีก 1 เขตเป็นพื้นที่ของพรรคภูมิใจไทย   โดยไม่มี ส.ส. พรรคพลังประชารัฐ เลย

มีนายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร ส.ส. พระนครศรีอยุธยา เขต 1 พรรคภูมิใจไทย  นายนพ ชีวานันท์  ส.ส. พระนครศรีอยุธยาเขต 2  พรรคเพื่อไทย  

นายวิทยาบุรณศิริ ส.ส. พระนครศรีอยุธยา เขต 3 พรรคเพื่อไทย และนายจิรทัศ ไกรเดชา ส.สพระนครศรีอยุธยา เขต 4 พรรคเพื่อไทย 

เป็นที่น่าสังเกตได้ว่าการลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีและพลเอกประวิตร เริ่มมีความถี่มากยิ่งขึ้น

จึงน่าจับตามองว่าการลงพื้นที่จะเป็นการหาฐานเสียง เก็บคะแนนนิยมเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้าเป็นยุทธศาสตร์ทางการเมืองที่แยบยลได้หลายด้าน ทั้งผลงานรัฐบาล สร้างฐานเสียง ชิงพื้นที่หรือไม่ 

แม้ว่าจะมีเสียงยืนยันมาโดยตลอดว่า เป็นการตรวจเยี่ยม ให้กำลังใจ หรือลงไปรับฟังการแก้ไขปัญหาสถานการณ์น้ำท่วมในฐานะรัฐบาลก็ตาม  

รัฐบาลเตรียมขยายเพดาน “กู้เงิน” โปะงบประมาณขาดดุล ลุ้นฟื้นเศรษฐกิจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/484520

20 ก.ย. 2564

นายกฯเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ขยับเพดาน “กู้เงิน” เกิน 60% ของ GDP ลุ้นก่อหนี้ ฟื้นฟูเศรษฐกิจได้หรือไม่

คนไทยเข้าสู่ภาวะหนี้สินล้นพ้นตัวจริงหรือไม่ มีข้อเท็จจริง เป็นตัวเลขสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ณ สิ้นปี ซึ่งจะอยู่ในช่วง 88-90% และยังมีความเป็นไปได้ที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนภายในปี 2564 อาจปรับเพิ่มขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ได้อีก หากผลของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด มีความรุนแรงและต่อเนื่องจนทำให้ GDP ลดต่ำลงกว่าที่คาดการไว้ยิ่งรัฐบาลยังไม่สามารถควบคุมการระบาดได้ อาศัยแค่การล็อกดาวน์ไปเรื่อยๆ เมื่อตัวเลขยังไม่ลด ยิ่งไม่ได้ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ

รัฐบาลเตรียมขยายเพดาน "กู้เงิน" โปะงบประมาณขาดดุล ลุ้นฟื้นเศรษฐกิจรัฐบาลเตรียมขยายเพดาน “กู้เงิน” โปะงบประมาณขาดดุล ลุ้นฟื้นเศรษฐกิจ


การเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินและการคลังของของนายกรัฐมนตรี เตรียมพิจารณาข้อเสนอกระทรวงการคลังชงขยับเพดานหนี้สาธารณะขึ้นชั่วคราวจาก 60% เป็น 70% รองรับการตั้งขาดดุลงบประมาณ การกู้เงินเพิ่มเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจตามความจำเป็นในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัวจึงถูกจับตาอย่างใกล้ชิด
 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

พลังประชารัฐสยบ “คลื่นใต้น้ำ” หนุนรัฐบาลประยุทธ์ อยู่ยาว

พลเอก “ประยุทธ์” เข้าสู่วงโคจรทางการเมืองแล้ว

-“โหวตวาระ3” หักปากกาเซียน แก้ไข รธน. เลือกตั้งบัตร2ใบผ่านฉลุย

รัฐบาลเตรียมขยายเพดาน "กู้เงิน" โปะงบประมาณขาดดุล ลุ้นฟื้นเศรษฐกิจรัฐบาลเตรียมขยายเพดาน “กู้เงิน” โปะงบประมาณขาดดุล ลุ้นฟื้นเศรษฐกิจ

เป้าหมายหลักของการกู้เงินเพิ่มของรัฐบาลอาจไม่ใช่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งหมด แต่เป็นการกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณประจำปี 2565 เพื่อให้หน่วยงานราชการมีเงินที่จะใช้จ่ายตามงบประมาณปี 2565 คำถามคือเราจำเป็นต้องใช้เงินและกู้เงินมากขนาดนั้นหรือไม่ เพราะจะสร้างภาระหนี้ให้กับประชาชน

พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 มีเป้าหมายให้รัฐบาลต้องรักษาวินัยทางการคลังตามหลักการรักษาเสถียรภาพและการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน คณะรัฐมนตรีทั้งคณะต้องรักษาวินัยตาม พ.ร.บ.นี้อย่างเคร่งครัดและไม่บริหารราชการแผ่นดินโดยมุ่งสร้างความนิยมทางการเมือง
 

รัฐบาลเตรียมขยายเพดาน "กู้เงิน" โปะงบประมาณขาดดุล ลุ้นฟื้นเศรษฐกิจรัฐบาลเตรียมขยายเพดาน “กู้เงิน” โปะงบประมาณขาดดุล ลุ้นฟื้นเศรษฐกิจ

พิชัย นริพทะพันธ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ด้านเศรษฐกิจ ระบุว่าตามยุทธศาสตร์ชาติเศรษฐกิจไทยจะต้องขยายตัวปีละ 5% ไปอีก 20 ปี ประเทศไทยถึงจะเป็นประเทศที่มีรายได้สูงได้ แต่ 7 ปีที่ผ่านมาพลเอกประยุทธ์บริหารเศรษฐกิจของไทยขยายตัวเฉลี่ยได้เพียง 2% เท่านั้น และ 2 ปีที่ผ่านมาที่มีการนำยุทธศาสตร์ชาติมาเริ่มใช้ พลเอกประยุทธ์กลับบริหารเศรษฐกิจติดลบถึง -3.8 % ด้วยซ้ำ ถ้าขยายตัวในระดับนี้อีก 50 ปี ไทยก็เป็นประเทศรายได้สูง ตามที่พลเอกประยุทธ์ออกมาระบุ 
การกู้เงินมาเยียวยานั้นไม่ใช่ทางออกการแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะยาว มาตรการแจกเงินต้องใช้ไปพร้อมกับการกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่าย แต่เมื่อยังมีการล็อกดาวน์ กิจกรรมต่างๆหลายอย่างหยุดชะงัก  เมื่อการออกไปจับจ่ายใช้สอยยาก เงินกู้ที่ถูกนำมาใช้ในการเยียวยา นอกจากจะเพิ่มหนี้แล้ว ก็ยังไม่ได้แก้ปัญหา เว้นแต่จะเปิดประเทศได้ตามกำหนดในเดือนตุลา 

สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฯ ชง “นายกฯ” ฟื้นฟูท่องเที่ยว-เปิดเมืองเพชรฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/484959

22 ก.ย. 2564

สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเพชรบุรี ยื่นเสนอ “นายกรัฐมนตรี” แนวทางฟื้นฟูการท่องเที่ยว 3 ระยะ เตรียมเปิดเมืองเพชรบุรี Cha-am Sun Shine

วันที่ 22 กย.64 เวลา 15.45 น. ณ โรงแรมรีเจ้นท์ ชะอำ จ.เพชรบุรี  ดร.กรัณย์ สุทธารมณ์ รักษาการประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเพชรบุรี และนายกสมาคมการค้าบิสคลับไทย พร้อมด้วย นายบุญยอด  มาคล้าย ที่ปรึกษาสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จ.เพชรบุรี เข้าร่วมประชุมเตรียมความพร้อมเปิดประเทศเพื่อการท่องเที่ยว (Sandbox)

โดยมี พลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา “นายกรัฐมนตรี” ประธานฯ  พร้อมเสนอข้อเสนอแนวทางฟื้นฟูการท่องเที่ยว 3 ระยะ ต่อการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ และการส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบุรี ผ่านสำนักเลขาธิการนายกฯเนื่องในโอกาสที่”นายกฯ” ลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ จังหวัดเพชรบุรี คือ 

ระยะสั้น (1 – 2 เดือน)

1.ขอสนับสนุนการตรวจ ATK ให้แก่พนักงานโรงแรม ร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยว SHA+  ทุกๆ 2 อาทิตย์ ในระยะ หลังจากที่จังหวัดได้เปิดตามประกาศรัฐ และมีระบบบันทึกข้อมูลการตรวจย้อนกลับได้  เพื่อส่งเสริมความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว

2. ขอการสนับสนุน Creative City  ด้านอาหารของจังหวัดเพชรบุรี  ทั้งในด้าน การตลาดจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย การจัดการความรู้จากองค์การพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.)การต่อยอดขยายผลจาก ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ  (TCDC) หรือ กระทรวงวัฒนธรรมและอื่น ๆ เพื่อกระจายรายได้ต่อท้องถิ่น

3. ผลักดัน กลไก คณะกรรมการพัฒนา Thailand Rivera  ให้เกิดการประชุม และขับเคลื่อนภารกิจ ตลอดจนการบูรณาการร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน อย่างน้อย เดือนละ 1 ครั้ง

สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฯ ชง "นายกฯ" ฟื้นฟูท่องเที่ยว-เปิดเมืองเพชรฯสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฯ ชง “นายกฯ” ฟื้นฟูท่องเที่ยว-เปิดเมืองเพชรฯ

สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฯ ชง "นายกฯ" ฟื้นฟูท่องเที่ยว-เปิดเมืองเพชรฯสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฯ ชง “นายกฯ” ฟื้นฟูท่องเที่ยว-เปิดเมืองเพชรฯ

ระยะกลาง (3 – 6 เดือน) 

1.ขอพักการชำระหนี้ ดอกเบี้ยและเงินต้น ระยะเวลา 6 เดือน และสนับสนุนเงินกู้แก่ผู้ประกอบการท่องเที่ยว โรงแรม รีสอร์ท  1- 5 ล้าน เพื่อฟื้นฟูสถานประกอบการท่องเที่ยวและมีสภาพคล่องในการเปิดให้บริการ  โดยผ่อนปรนงบการเงินที่ขาดทุน  เครดิตบูโรในระยะ 2 ปี (ปี2562-2563)  ปลอดเงินต้นและดอกเบี้ย เป็นระยะเวลา 6 – 12 เดือน และคิดดอกเบี้ยพิเศษ ในอัตราไม่เกินร้อยละ 3

สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฯ ชง "นายกฯ" ฟื้นฟูท่องเที่ยว-เปิดเมืองเพชรฯสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฯ ชง “นายกฯ” ฟื้นฟูท่องเที่ยว-เปิดเมืองเพชรฯ

ระยะยาว (7-24 เดือน) 

1.สนับสนุนผลักดันเพชรบุรี สู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ Wellness Tourism  4 SPA (สปาโคลน สปาทราย สปาเกลือ สปาน้ำพุร้อน) ยกระดับมาตรฐานการบริการ  กระจายรายได้แก่ชุมชน  

2. เร่งรัดการก่อสร้างทางยกระดับ ถนนธนบุรี ปากท่อ ให้แล้วเสร็จ ภายในปี 2565  เพื่อกระตุ้นและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ชะอำ หัวหิน 

3.สนับสนุนให้มีทบทวนการก่อสร้างทางยกระดับทางข้ามรถไฟที่ไปในแหล่งท่องเที่ยว โดยเฉพาะพื้นที่ หาดเจ้าสำราญ บ้านแหลม  และ เขาหลวง เพื่ออำนวยความสะดวก และลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุแก่นักท่องเที่ยว

“สถานการณ์ฉุกเฉิน” ศบค. ผุด ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไข ระบบข้อมูลและแอปพลิเคชัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/484950

22 ก.ย. 2564

นายกรัฐมนตรี สั่งปรับโครงสร้าง ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 ผุด ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไข “สถานการณ์ฉุกเฉิน” ด้านระบบข้อมูลสารสนเทศและแอปพลิเคชัน

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งปรับโครงสร้าง ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ผุด ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไข “สถานการณ์ฉุกเฉิน” ด้านระบบข้อมูลสารสนเทศและแอปพลิเคชัน เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 18/2564 เรื่อง การจัดโครงสร้างของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) เพิ่มเติม (ฉบับที่ 8) ความว่า ตามที่ได้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2563 และได้ขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินออกไปต่อเนื่องเป็นลำดับ โดยมีคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 5/2563 เรื่อง การจัดตั้งหน่วยงานพิเศษเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ลงวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2563 คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 39/2563 เรื่อง การจัดโครงสร้างของศูนย์บริหารสถานการณ์ โควิด-19 เพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) ลงวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2563 และคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 14/2564 เรื่อง การจัดโครงสร้างของศูนย์บริหารสถานการณ์ โควิด-19 เพิ่มเติม (ฉบับที่ 7) ลงวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2564 นั้น

เพื่อให้การแก้ไข “สถานการณ์ฉุกเฉิน” และการดำเนินการตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เป็นไปอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ประกอบกับข้อ 4 (3) ของคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 5/2563 เรื่อง การจัดตั้งหน่วยงานพิเศษเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ลงวันที่ 25  มีนาคม พ.ศ. 2563 นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 จึงมีคำสั่ง ดังต่อไปนี้

1. ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (10) ของข้อ 1 ของคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 6/2563 เรื่อง การจัดโครงสร้างศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 ลงวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2563 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 39/2563 เรื่อง การจัดโครงสร้างของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) เพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) ลงวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2563

“(10) ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านระบบข้อมูลสารสนเทศและแอปพลิเคชัน มีปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นหัวหน้าศูนย์

2. ให้หัวหน้าศูนย์และผู้ปฏิบัติงานในศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านระบบข้อมูลสารสนเทศและแอปพลิเคชัน เป็นผู้ปฏิบัติงานในศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

สั่ง ณ วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2564

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19

สถานการณ์ฉุกเฉิน, ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19, ศบค., ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านระบบข้อมูลสารสนเทศและแอปพลิเคชันสถานการณ์ฉุกเฉิน, ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19, ศบค., ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านระบบข้อมูลสารสนเทศและแอปพลิเคชัน

สถานการณ์ฉุกเฉิน, ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19, ศบค., ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านระบบข้อมูลสารสนเทศและแอปพลิเคชันสถานการณ์ฉุกเฉิน, ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19, ศบค., ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านระบบข้อมูลสารสนเทศและแอปพลิเคชัน

“พล.อ.ประวิตร” ลงอยุธยาติดตามสถานการณ์น้ำ ยันไม่ได้วัดพลัง ส.ส.กับนายกฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/484931

22 ก.ย. 2564

55 ส.ส. แห่ต้อนรับ “บิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร” ลงพื้นที่พระนครศรีอยุธยาติดตามสถานการณ์น้ำ ยันไม่ได้วัดพลัง ส.ส.กับนายกฯ ย้ำ สัมพันธ์ยังดีอยู่ ไม่มีทะเลาะกัน

 วันที่ 22 ก.ย.ที่อ.พระนครศรีอยุธยา”พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐเเละรองนายกรัฐมนตรี  พร้อมด้วย พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ประธานกรรมการยุทธศาสตร์พรรค เเละพลเรือเอก พิเชฐ ตานะเศรษฐ คณะทำงานรองนายกรัฐมนตรีเดินทางมาที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบางบาล อ.พระนครศรีอยุธยา ติดตามความพร้อมของการบริหารจัดการน้ำหลาก ในพื้นที่ลุ่มต่ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างรับฟังสถานการณ์น้ำในพื้นที่เจ้าพระยาตอนล่าง 

โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค  นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายชัยวุฒิ ธนาคมนุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิตัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม,นายอธิรัตน์ รัตนเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์  นายสิระ เจนจาคะ นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ นายไผ่ ลิกค์  ,นางสาวกานต์กนิษฐ์ แห้วสันติ,นางสาวกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา นายศิริพงษ์ รัศมี ,นายวิโรจน์ สุนทรเลขา นายบุญสิงห์ วรินทรรักษ์ นายเอกราช ช่างเหล่า  มาร่วมต้อนรับ 
 

“พล.อ.ประวิตร”เปิดเผยหลังฟังรายงานสถานการณ์น้ำ ระบุว่า เวลานี้ยังรับมือสถานการณ์ได้ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เเต่ก็ยังต้องเฝ้าระวังยังเหลือฤดูฝนอีกหนึ่งเดือนเช่นเดียวกับกรุงเทพมหานครจะไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำเหนือ พร้อมได้กำชับเร่งรัดนโยบายของรัฐบาล และเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำหลากในช่วงฤดูฝนนี้ ย้ำประชาชนไม่ต้องเป็นห่วง

แต่ต้องติดตามฤดูฝนในช่วงหนึ่งเดือนกว่านับจากนี้และต้องคาดการณ์ปริมาณน้ำฝน ซึ่งการคาดการณ์จากกรมอุตุฯนิยมวิทยาบอกว่าอาจจะมีพายุโดยยืนยันรัฐบาลเตรียมการที่จะรับมือกับสถานการณ์น้ำได้

“พล.อ.ประวิตร” ยืนยันว่าการลงพื้นที่อยุธยาไม่ได้วัดพลัง ส.ส.กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ลงพื้นที่จ.เพชรบุรี ย้ำว่ายังดีกันอยู่เเละเจอกันทุกวัน จะให้ทะเลาะกันได้อย่างไร ความจริงนายกฯก็อยากลงพื้นที่บางบาล แต่วางเเผนไว้ก่อน

ส่วนการที่ ส.ส.มารวมตัวกันที่นี่จำนวนมากเป็นเรื่องปกติ  เวลาไปไหนก็จะมาต้อนรับเเบบนี้ ทุกที่ในพรรคก็ไม่มีปัญหาอะไร สื่อไปเขียนกันเอง 

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า บรรยากาศของการลงพื้นที่ครั้งนี้ดูอบอุ่น ส.ส.มาพร้อมเพรียง พลเอกประวิตร ตอบว่า มาทุกทีก็เป็นแบบนี้ นักข่าวเพิ่งมาครั้งแรก

จากนั้น “พล.อ.ประวิตร” ลงพื้นที่ประตูระบายน้ำบางบาล รับฟังสถานการณ์น้ำ แจกถุงยังชีพให้กับตัวเเทนตำบล7ตำบล ใน 3 อำเภอ รวม578 ครัวเรือน 

โดยมีนายภานุ แย้มศรี ผู้ว่าราชการ จ.พระนครศรีอยุธยา รายงานสถานการณ์หลังจากนั้น “พล.อ.ประวิตร” รีบเดินทางกลับทันที 

สำหรับ  ส.ส.พรรค พปชร.ที่เดินทางมาร่วมคณะและรอต้อนรับ “พล.อ.ประวิตร” วันนี้ มีจำนวน 55 คน โดยเป็น ส.ส.จากภาคกลาง เหนือ อีสาน โดยนครราชสีมา มาครบทั้งหวัด และกทม. ส่วนภาคใต้ที่ไม่มาเนื่องจากระยะทางและข้อจำกัดในการเดินทาง  

พรรคเล็กรวมรายชื่อไม่ได้ ยกธงขาวล่าชื่อยื่นตีความแก้รัฐธรรมนูญแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/484890

22 ก.ย. 2564

พรรคเล็กยกธงขาว รวบรวมรายชื่อได้ไม่พอ ส่งศาลตีความแก้รัฐธรรมนูญ สู้ยกสองแก้ไขกฏหมายประกอบฯ ให้คงไว้ซึ่งส.ส.พึงมี

พรรคเล็กรวมรายชื่อไม่ได้ ยกธงขาวล่าชื่อยื่นตีความแก้รัฐธรรมนูญแล้วพรรคเล็กรวมรายชื่อไม่ได้ ยกธงขาวล่าชื่อยื่นตีความแก้รัฐธรรมนูญแล้ว

ความคืบหน้าการรวบรวมรายชื่อ ส.ส.ยื่นตีความแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งจะครบกำหนด 15 วัน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 148 ในวันที่ 25กันยายนนี้ ล่าสุดนพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ ยอมรับว่ารวบรวมรายชื่อได้ไม่ครบตามเกณฑ์ ส่วนส.ว.ก็คงไม่ยื่นตีความแทนให้ ซึ่งคงเหลือแต่ช่องทางให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญแทน 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

-วาระพลังประชารัฐ 2ป. “แย่งชิงอำนาจ” ช่วงชิงการนำ

-แบ่งแยกแล้วปกครอง พรรคพลังประชารัฐ ยุทธศาสตร์ลงจากอำนาจของ “3ป”

“แก้รัฐธรรมนูญ” สุดท้ายอาจจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ

ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 148 หากไม่มีใครยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ก็จะต้องนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อไป ขณะนี้พรรคเล็กก็คงจบทำอะไรไม่ได้แล้ว ต้องไปสู้ต่อในชั้นการยื่นแก้ไขร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.

พรรคเล็กจะเสนอให้ใช้ระบบการคำนวณคะแนนแบบรัฐธรรมนูญปี 2560 คือ ให้มีระบบส.ส.พึงมี เพราะรัฐธรรมนูญ2560 บางมาตราที่ไม่ได้แก้ไข ยังกำหนดให้มีส.ส.พึงมีอยู่

“พล.อ.ประวิตร” ลงอยุธยา ช่วยชาวบ้านแก้น้ำท่วม เร่งรัด10 มาตรการรับมือฤดูฝน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/484885

22 ก.ย. 2564

“ลุงป้อม พล.อ. ประวิตร” ลงพื้นที่ช่วยชาวบ้าน จ.อยุธยา แก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำหลาก เร่งรัด10 มาตรการรับมือฤดูฝน ลดผลกระทบเยี่ยมเยียนให้กำลังใจปชช. เกษตรกร ขอบคุณประชาชนร่วมแก้ปัญหา จนท.ทุ่มเทปฏิบัติงาน

เมื่อ 22 ก.ย.64 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ฐานะผอ.กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ(กอนช.)และคณะฯลงพื้นที่ไปปฏิบัติราชการ ณ คลองส่งน้ำและบำรุงรักษาบงบาลจ.พระนครศรีอยุธยา โดยมี นาย ภานุ แย้มศรี  ผู้ว่าราชกาารจังหวัดอยุธยาให้การต้อนรับ

“พล.อ.ประวิตร”และคณะฯ ได้รับฟังการบรรยายสรุปภาพรวมการบริหารจัดการน้ำหลากตามมาตรการ และแผนงานการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมทั้งระบบในลุ่มน้ำเจ้าพระยาจาก สทนช.

และรับทราบแนวทางการจัดเตรียมพื้นที่รับน้ำหลากในพื้นที่ลุ่มต่ำจากกรมชลประทานรวมถึงแนวทางการให้ความช่วยเหลือ เยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยซึ่งเป็นไปตามแผนงานและนโยบายของรัฐบาลด้วยดี

อย่างไรก็ตาม “พล.อ.ประวิตร” ได้มอบนโยบายที่สำคัญเร่งด่วน เนื่องจากสถานการณ์น้ำในขณะนี้ ยังมีความน่าเป็นห่วงจากภาวะฝนตกหนักต่อเนื่องจากอิทธิพลหย่อมความกดอากาศต่ำ กำลังแรง

ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ตามรายงานของกรมอุตุนิยมวิทยา
โดยได้กำชับ กอนช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ให้เร่งรัด 10 มาตรการรับมือฤดูฝนอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะพื้นที่บางบาล และบางไทรซึ่งเป็นพื้นที่น้ำท่วมน้ำหลาก ซ้ำซากและอยู่ระหว่างการแก้ปัญหา บริเวณคลองระบายน้ำหลาก บางบาล-บางไทร  

"พล.อ.ประวิตร" ลงอยุธยา ช่วยชาวบ้านแก้น้ำท่วม เร่งรัด10 มาตรการรับมือฤดูฝน“พล.อ.ประวิตร” ลงอยุธยา ช่วยชาวบ้านแก้น้ำท่วม เร่งรัด10 มาตรการรับมือฤดูฝน

“พล.อ.ประวิตร”  ยังได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงาน ต้องบูรณาการทำงาน อย่างจริงจัง ทั้งในส่วนของจังหวัดและท้องถิ่น ร่วมกับ กอนช.เพื่อแก้ปัญหาน้ำให้ครอบคลุมทุกมิติ อย่างยั่งยืน รวมถึงการกักเก็บน้ำบนดิน ใต้ดินไว้รองรับในฤดูแล้งหน้าได้ด้วย

"พล.อ.ประวิตร" ลงอยุธยา ช่วยชาวบ้านแก้น้ำท่วม เร่งรัด10 มาตรการรับมือฤดูฝน“พล.อ.ประวิตร” ลงอยุธยา ช่วยชาวบ้านแก้น้ำท่วม เร่งรัด10 มาตรการรับมือฤดูฝน

และต้องสร้างการรับรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนเกษตรกรในการร่วมแก้ไขปัญหาน้ำไปด้วยกันเพื่อให้การบริหารจัดการน้ำ มีความยั่งยืน  

"พล.อ.ประวิตร" ลงอยุธยา ช่วยชาวบ้านแก้น้ำท่วม เร่งรัด10 มาตรการรับมือฤดูฝน“พล.อ.ประวิตร” ลงอยุธยา ช่วยชาวบ้านแก้น้ำท่วม เร่งรัด10 มาตรการรับมือฤดูฝน

จากนั้น”พล.อ.ประวิตร” และคณะฯ ได้เดินทางต่อไปยังประตูระบายน้ำปากคลองบางบาล ซึ่งทำหน้าที่รับน้ำหลากเข้าพื้นที่ที่เตรียมไว้ เพื่อลดผลกระทบจากปริมาณน้ำ พร้อมกล่าวชื่นชมเจ้าหน้าที่ที่ได้เสียสละ ทุ่มเทปฏิบัติงานด้วยดี

"พล.อ.ประวิตร" ลงอยุธยา ช่วยชาวบ้านแก้น้ำท่วม เร่งรัด10 มาตรการรับมือฤดูฝน“พล.อ.ประวิตร” ลงอยุธยา ช่วยชาวบ้านแก้น้ำท่วม เร่งรัด10 มาตรการรับมือฤดูฝน

จากนั้นได้เดินทางไปพบปะกับชาวบ้านเพื่อเยี่ยมเยียน และขอบคุณที่ให้การต้อนรับและให้ความร่วมมือแก้ปัญหาเรื่องน้ำ พร้อมมอบสิ่งของที่จำเป็นให้กับตัวแทนชาวบ้าน เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ ต่อไป

"พล.อ.ประวิตร" ลงอยุธยา ช่วยชาวบ้านแก้น้ำท่วม เร่งรัด10 มาตรการรับมือฤดูฝน“พล.อ.ประวิตร” ลงอยุธยา ช่วยชาวบ้านแก้น้ำท่วม เร่งรัด10 มาตรการรับมือฤดูฝน

“นายกฯ” ควง อนุพงษ์ ลงเพชรบุรี ลั่น ขอให้คนไทยรักกัน สั่ง ส.ส.ดูแลพื้นที่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/484860

22 ก.ย. 2564

“นายกฯ” ควง อนุพงษ์-สุชาติ ลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์น้ำ เยี่ยมคนเพชรบุรี ขอให้คนไทยรักกัน รักประเทศชาติและสถาบัน ขณะประชาชน แห่ต้อนรับบอกรักลุงตู่ ขอให้กำลังใจ สู้ๆ สั่ง ส.ส.ดูแลพื้นที่ กำชับทำงานร่วมกันให้ได้

เมื่อเวลา 13.30 น.พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา “นายกรัฐมนตรี”และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วยพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา​  รมว.มหาดไทย และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ลงพื้นที่ อ. ท่ายาง จ.เพชรบุรี ตรวจสถานการณ์น้ำและการระบายน้ำที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี (เขื่อนเพชร) รวมถึงแผนแก้ไขน้ำท่วมและแนวทางให้ความช่วยเหลือประชาชน​

ทั้งนี้เพชรบุรี มี 3 เขตเลือกตั้ง เป็น ส.ส. จากพรรคพลังประชารัฐทั้งหมดและมาต้อนรับนายกฯในครั้งนี้ด้วย

จุดแรกที่ “นายกรัฐมนตรี” ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจประชาชน คือ ตลาดท่ายาง ซึ่งเป็นตลาดที่มีบ้านเรือนไม้เก่าทั้งไทยและจีนและเดินทักทายชาวบ้านที่มาคอยยืนต้อนรับรวมทั้งเด็ก ๆ ที่ส่งเสียงให้ “นายกฯสู้ๆ” “ลุงตู่สู้ๆ”

“นายกฯ”บอกว่าให้คนไทยทุกคนต้องรักกัน ทำเพื่อพวกเรา อนาคตต้องดีกว่านี้ รอเวลาหน่อย และบอกให้กระจาย ๆ​ กันหน่อย​ เดี๋ยว
เขาหาว่า​ นายกฯ​ เอาโควิดมาให้​ ซึ่งได้มีการถามประชาชนว่ารักลุงตู่หรือไม่ ประชาชนบอกว่า​ รักลุงตู่​ ให้สู้ๆ​ 

ประชาชนที่มารอต้อนรับได้มีการขอถ่ายรูปร่วมกับ”นายกรัฐมนตรี”​และได้มีการมอบต้นกล้วยสี กล้วยด่าง​ ที่ขณะนี้เป็นที่นิยมปลูกกัน​ ให้เป็นที่ระลึกอีกด้วย​

และยังบอกว่า​ “รักลุงตู่” ซึ่ง”นายกรัฐมนตรี”กล่าวว่า​ คนไทยทุกคนต้องรักกัน​ ให้รักประเทศชาติ​ รักสถาบัน​ ​รักพลเรือน​ ตำรวจ​ ทหาร​ ที่ทำงานให้เรา

การทักทายของ”นายกฯ”กับประชาชนด้วยบรรยากาศอย่างเป็นกันเองพร้อมยังได้มีการเดินเข้าไปทักทายลุงที่มีการสวม สร้อยพระองค์ใหญ่และถามว่าห้อยพระอะไร​ พร้อมสอบถาม​ถึงการฉีดวัคซีน​ป้องกันโควิด-19​ อีกด้วย

นายกฯยังได้สักการะศาลเทพเจ้ากวนอู ของตลาดท่ายาง และบอกว่า ได้อธิษฐาน ขอให้แก้ไขปัญหาประเทศชาติสำเร็จ

"นายกฯ" ควง อนุพงษ์ ลงเพชรบุรี ลั่น ขอให้คนไทยรักกัน สั่ง ส.ส.ดูแลพื้นที่“นายกฯ” ควง อนุพงษ์ ลงเพชรบุรี ลั่น ขอให้คนไทยรักกัน สั่ง ส.ส.ดูแลพื้นที่

 จากนั้น “นายกรัฐมนตรี” ได้เดินทางไปตรวจสถานการณ์การบริหารจัดการน้ำและแผนแก้ไขปัญหาน้ำท่วมลุ่มน้ำเพชรบุรี ณ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี (เขื่อนเพชร) ตำบลท่าคอย อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี

"นายกฯ" ควง อนุพงษ์ ลงเพชรบุรี ลั่น ขอให้คนไทยรักกัน สั่ง ส.ส.ดูแลพื้นที่“นายกฯ” ควง อนุพงษ์ ลงเพชรบุรี ลั่น ขอให้คนไทยรักกัน สั่ง ส.ส.ดูแลพื้นที่

โดย “นายกรัฐมนตรี” ได้รับฟังการรายงานสถานการณ์ และทิศทางการไหลของน้ำและแนวทางการระบายน้ำในพื้นที่ออกสู่ทะเลอ่าวไทยตั้งแต่คลอง D1 – D9 จากนายสันต์ จรเจริญ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี พร้อมประชุมร่วมกับ ส.ส.ในพื้นที่ ทั้ง 3 เขต เพื่อรับฟังปัญหาต่างๆ และแนวทางการแก้ไข 

“นายกรัฐมนตรี” กล่าวถึงการลงพื้นที่แต่ละครั้งว่า เพราะตนเองมีความห่วงใยประชาชน ตั้งใจมารับฟังข้อมูลและรับทราบปัญหาในแต่ละพื้นที่โดยตรง รวมทั้งให้ความสำคัญในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทุกพื้นที่ โดยมอบหมายให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีแผนแม่บทในการบริหารจัดการน้ำที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ

โดยกำหนดแผนแก้ไขปัญหาให้ครอบคลุมทุกมิติทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง น้ำอุปโภคบริโภค น้ำเพื่อการเกษตรและน้ำเพื่อการอุตสาหกรรม เพื่อความมั่นคงทางด้านน้ำในอนาคต โดยให้เป็นไปตามแผนการจัดสรรน้ำที่สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนมีน้ำใช้อย่างเพียงพอและลดผลกระทบในช่วงฤดูน้ำหลากด้วย 

“นายกรัฐมนตรี” กำชับในการเสนอของบประมาณจะต้องเป็นแผนงานที่ทำได้จริง แก้ไขปัญหาได้ตรงจุด เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม เกิดความคุ้มค่ามากที่สุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

พร้อมทั้งวางแผนใช้งบประมาณแบบต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ ยืนยันรัฐบาลให้ความสำคัญในการใช้งบประมาณแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งทุกภาคส่วนทั้งส่วนราชการ ส.ส. และประชาชนต้องร่วมมือกัน เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในระยะยาว

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรียังได้เน้นย้ำให้ส่วนราชการสร้างความรู้ความเข้าใจแก่เกษตรกรในการปรับเปลี่ยนแนวคิดพฤติกรรมการทำการเกษตรให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และความต้องการของตลาดเพื่อพลิกโฉมประเทศไทยด้านอุตสาหกรรมการเกษตร สร้างรายได้ เพิ่มมูลค่าให้กับภาคการเกษตรมากขึ้น 

โดยระหว่างที่ “นายกรัฐมนตรี” เดินจากอาคารไปยังประตูระบายน้ำเขื่อนเพชรได้สังเกตเห็นเสาอากาศ พร้อมกับระบุว่า อย่าให้เอนแบบนี้ ไม่เอาใจใส่ หลังจากนั้นได้ถ่ายรูปร่วมกับประชาชนที่มารอต้อนรับระหว่างทาง 

ซึ่งหลังการตรวจเยี่ยมเสร็จ “นายกรัฐมนตรี” ได้พูดคุยกับส.ส.ในพื้นที่ พร้อมกับระบุว่า ดีแล้ว ส.ส.ช่วยกันดูแลพื้นที่ ทำงานร่วมกันให้ได้ พร้อมกับขอขอบคุณทุกคน

นอกจากนี้ยังรับมอบ ชุดขันตักบาตร และของที่ระลึกจากกรมการปกครอง 

จากนั้น “นายกรัฐมนตรี” เดินทางไปประชุมเตรียมความพร้อมรองรับการเปิดรับนักท่องเที่ยวในพื้นที่นำร่องจังหวัดเพชรบุรี ณ โรงแรม Regent ชะอำ ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี

เมื่อเสร็จสิ้นได้เดินทางกลับ กทม. โดยตามกำหนดการเวลา 17.45 น. “นายกรัฐมนตรี” และคณะ เดินทางถึงสนามเฮลิคอปเตอร์ พล.ม. 2 รอ. เขตพญาไท กรุงเทพฯ

“ทีพีไอ” เฮ ครม.ผ่อนผันพื้นที่ลุ่มน้ำทำเหมืองเพื่ออนาคตประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/484835

22 ก.ย. 2564

“ทีพีไอ”ได้รับอนุมัติจากมติครม.ขอผ่อนผันการใช้ประโยชน์พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ และ 1 บี เพื่อทำเหมืองแร่ที่จังหวัดสระบุรี

เมื่อวันที่ 22 ก.ย.64 ในขณะที่“พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถาในงาน Mission to Tranform 13 หมุดหมาย “พลิกโฉมประเทศไทย ” ของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยจะมีการผลักดันแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับเฉพาะกิจปี 64-65 รองรับความผันผวน พร้อมขอให้ประชาชนร่วมพลิกโฉมประเทศไทยไปด้วยกัน 

อีกด้านหนึ่ง ในการประชุม”คณะรัฐมนตรี“(ครม.)ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา  ที่ประชุมครม. มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอการขอผ่อนผันให้บริษัท “ทีพีไอโพลีน” จำกัด (มหาชน)ใช้ประโยชน์พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ และ 1 บี เพื่อทำเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูนและหินดินดานเพื่ออุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ โดยนายกฯเห็นว่าเรื่องดังกล่าวมีการชลอไว้ระยะหนึ่งควรเร่งเดินหน้าเนื่องจากเป็นโมเดลทางเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน 

ทั้งนี้เรื่องดังกล่าว เป็นไปตามคำขอประทานบัตรที่ 2 – 3/2553 และที่ 1 – 8/2555ที่จังหวัดสระบุรี ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2533 และที่ 1 – 8/2555 ที่จังหวัดสระบุรี ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2533 วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2538 และวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2544 และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง    

โดยกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่จะได้ดำเนินการให้ครบถ้วนถูกต้องตามขั้นตอนของระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องก่อนการพิจารณาอนุญาตประทานบัตรต่อไป  

สาระสำคัญคือ   ทีพีไอเป็นผู้ถือประทานบัตร จำนวน 10 แปลง ในพื้นที่คำขอประทานบัตรที่ 2 – 3/2553 และที่ 1 – 8/2555 ชนิดแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูนและหินดินดานเพื่ออุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ที่ตำบลทับกวาง อำเภอแก่งคอย และตำบลมิตรภาพ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี รวมเนื้อที่ 2,706 ไร่ 79 ตารางวา  

โดยการขอผ่อนผันการใช้พื้นที่เพื่อการทำเหมืองในครั้งนี้ เป็นการยื่นคำขอประทานบัตรใหม่ทับพื้นที่ประทานบัตรเดิม ทั้งนี้การทำเหมืองในพื้นที่เดิมซึ่งยังมีปริมาณและคุณภาพแร่เพียงพอเพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรในพื้นที่เดิมอย่างคุ้มค่า การทำเหมืองใช้เทคโนโลยีทันสมัย และเทคโนโลยีสะอาดเพื่อช่วยรักษาสภาพสิ่งแวดล้อมและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การพัฒนาพื้นที่ภายหลังการทำเหมืองจะมีลักษณะเป็นบ่อขนาดใหญ่ จากแผนการฟื้นฟูพื้นที่จะสามารถพัฒนาเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ มีความจุประมาณ 39.5 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งสามารถรองรับการใช้ในพื้นที่เพื่อการเกษตรกรรมได้ 36,000 ครัวเรือน

โครงการเหมืองหินดังกล่าวอยู่บนหลักโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งการขอทำเหมืองในครั้งนี้เป็นการขอทำเหมืองในพื้นที่เดิมซึ่งไม่มีสภาพป่าไม้หรือสภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เหลืออยู่ รวมถึงได้รับการพิจารณาแล้วว่าผลดีจากการทำเหมืองมีมากกว่าผลเสียที่จะเกิดกับสิ่งแวดล้อมและชุมชน    การดำเนินการในขั้นตอนนี้ไม่ได้เป็นการพิจารณาอนุญาตให้ทำเหมืองแร่ แต่เป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเพื่อขออนุมัติผ่อนผันการใช้ประโยชน์พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ และ 1 บี


รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเเจ้งว่า  มติครม.ดังกล่าวในการพิจารณาการขอผ่อนผันการใช้ประโยชน์พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1เอ และ 1 บีนั้น    ครม.ได้อนุมัติหลังจากทีพีไอดำเนินการเรื่องนี้อย่างถูกต้องมาห้วงเวลาหนึ่งเเล้วเเต่มีการชะลอเรื่องนี้ไว้ กระทั่งบริษัทเอกชน แจ้งกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อชี้เเจงถึงการปฏิบัติว่าได้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างถูกต้องเเละขอให้ช่วยเร่งพิจารณาเพราะกระทบการดำเนินงานของทีพีไอ

รายงานข่าวเเจ้งว่าพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  รับทราบเรื่องนี้มาระยะหนึ่งเเล้วจึงสั่งการไปยังกระทรวงอุตสาหกรรมให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง จนทราบว่าทีพีไอดำเนินการถูกต้องโปร่งใส ทำให้พล.อ. ประยุทธ์ประสานไปที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ให้เร่งเสนอเรื่องนี้ให้ครม.พิจารณา เพราะตัองทำให้ทุกอย่างโปร่งใส 


สาเหตุที่เรื่องนี้ล่าช้าอาจมาจากฝ่ายการเมืองที่กำกับดูเเลกระทรวงอุตสาหกรรมดึงวาระนี้ไว้พิจารณาเพราะกระทรวงอุตสาหกรรมนั้น กลุ่มสามมิตร พรรคพลังประชารัฐได้รับมอบหมายจากพล.อ. ประยุทธ์ไปกำกับดูเเล เเละในอดีตนั้นนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม เเกนนำกลุ่มสามมิตร เคยร่วมงานการเมืองกับนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ผู้บริหารทีพีไอเมื่อหลายปีก่อนในการตั้งพรรคมัชฌิมาธิปไตยเเละต่อมาเกิดอาการเเตกคอกัน 

“เมื่อทีพีไอดำเนินการเรื่องนี้ตามขั้นตอนเเละถูกตัอง เเต่อาจล่าช้าจากฝ่ายการเมืองบางกลุ่มในรัฐบาล เมื่อพลเอกประยุทธ์ทราบเรื่องเเละสั่งให้ตรวจสอบ จนทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด จึงสั่งให้ครม.พิจารณาและมีมตินี้ออกมา  

พล.อ.ประยุทธ์ยังกำชับครม.เสมอๆว่า ต้องบริหารงานเเบบโปร่งใส ยุติธรรม ไม่เอนเอียงเเละเลือกปฏิบัติ” รายงานข่าวระบุ

นายกฯขอประชาชนร่วม “พลิกโฉมประเทศไทย” ไปด้วยกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/484827

22 ก.ย. 2564

นายกฯกล่าวปาฐกถา เปิดงาน Mission to Trans form 13 หมุดหมาย “พลิกโฉมประเทศไทย” บอก รัฐบาลพยายามเต็มที่ให้สถานการณ์โควิด -19 ประเทศคลี่คลาย เผย ผุดแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับเฉพาะกิจ 64 – 65 รองรับความผันผวน พร้อมขอประชาชนร่วมพลิกโฉมประเทศไทยไปด้วยกัน

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรมว.กลาโหม  เป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถาในงาน Mission to Traform 13 หมุดหมาย”พลิกโฉมประเทศไทย” ของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ทั้งนี้นายกฯ ระบุว่า ตนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์ต่างๆจะกลับสู่สภาวะปกติได้เร็วซึ่งรัฐบาลพยายามใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ในการคลี่คลายวิกฤตต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วที่สุด

การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด -19 นับเป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับประเทศไทยที่สะท้อนว่าการที่ประเทศของเราจะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงนั้น จะต้องมีความพร้อมที่จะเผชิญกับความผันผวนต่าง ๆ อย่างรัดกุม และสมดุลในทุกด้าน

และสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้สามารถรับมือได้ก็คือการมีแผนการพัฒนา
ประเทศที่มีเป้าหมาย อย่างชัดเจน มีแนวทางดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นแผนที่ดึงความร่วมมือจากทุกฝ่ายให้มาร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

โดยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นแผนการรับมือกับความท้าทายของประเทศซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทย ประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจฯภายหลังจากประเทศมียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เป็นแผนปฏิบัติการในช่วงทุกระยะ 5 ปีของยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งจะทำให้การพัฒนาประเทศในทุก 5 ปีเป็นอย่างสอดคล้องในทิศทางเดียวกัน

ทั้งนี้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 ซึ่งเป็นแผนในช่วง 5 ปีแรกของยุทธศาสตร์ชาติจะสิ้นสุดลงในเดือนกันยายน 2565 และจะมีการประกาศใช้แผนพัฒนาฯฉบับที่ 13 เป็นแผน 5 ปีในระยะที่ 2 ของยุทธศาสตร์ชาติ 

ซึ่งการประชุมประจำปีของสภาพัฒน์ในวันนี้จะเป็นเวทีระดับประเทศที่เปิดโอกาสให้หน่วยงานและภาคีการพัฒนาต่าง ๆ ได้มีส่วนร่วมในการระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างฉบับที่ 13 ซึ่งจะเริ่มใช้ในปี 2566 ถึง 2570 เพื่อที่จะช่วยกันกำหนดเป้าหมายที่จะเดินต่อไปอีก 5 ปีข้างหน้านำพาประเทศไปสู่เป้าหมายสุดท้ายของยุทธศาสตร์ชาติ

ความคิดเห็นของทุกคนจึงเป็นความสำคัญในการกำหนดประเทศ ซึ่งการประชุมในวันนี้เป็นการระดมความคิดเห็นต่างๆโดยจะนำไปปรับปรุงร่างแผนพัฒนาฉบับที่ 13 ให้มีความครบถ้วนสมบูรณ์และตรงต่อความต้องการของประชาชนให้มากที่สุด 

นายกรัฐมนตรี ยังระบุอีกว่าภาพรวมสถานการณ์โลกและสถานการณ์ของประเทศไทยในปัจจุบัน การที่จะก้าวไปสู่อนาคตร่วมกันอย่างมั่นคงจำเป็นจะต้องรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในโลกอย่างรอบด้าน แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของโลกที่กำลังกระทบกับหลายประเทศในโลกรวมทั้งประเทศไทยคือแนวโน้มที่เรียกว่า Mega Trend

ได้แก่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย การเปลี่ยนแปลงค่านิยมและรูปแบบการใช้ชีวิต เปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานภาวะโลกร้อนจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่จะทำให้เกิดโอกาสในการพัฒนารูปแบบใหม่ ๆ ที่ไม่เคยมีขึ้นมาก่อน ส่งผลกระทบต่อชีวิตและพฤติกรรมของคนในสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

ซึ่งการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด -19 ในช่วงที่ผ่านมายังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่เป็นตัวเร่งทำให้ Mega Trend ที่มีอยู่แล้วเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จนทำให้วิถีชีวิตของทุกคนในโลกต้องปรับเปลี่ยนเป็นรูปแบบใหม่ซึ่งเรียกว่าความปกติรูปแบบใหม่หรือ New Normal

ดังนั้นการกำหนดทิศทางพัฒนาประเทศของเราในอนาคตจำเป็นจะ
ต้องพิจารณาทั้งบริบทการเปลี่ยนแปลงภายนอกประเทศควบคู่กับการประเมินเงื่อนไขปัจจัยภายในหรือสภาพแวดล้อมและศักยภาพของประเทศ ทั้งที่เป็นจุดแข็งและจุดอ่อนเพื่อช่วยให้ตัดสินใจเลือกทิศทางและแนวทางที่จะเป็นประโยชน์มากที่สุดสำหรับประเทศ

ในการที่จะก้าวต่อไปท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่ผันผวนรวดเร็วของโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างภูมิคุ้มกันของประเทศให้มีความเข้มแข็งเพื่อให้สามารถรับมือกับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นอย่าง Mega Trend ไปพร้อมกับการเตรียมสภาพแวดล้อมของประเทศให้มีความพร้อมและเลือกออกแสวงหาโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสมและทันต่อสถานการณ์

ซึ่งหากมีการวางแผนในการแก้ไขและบริหารจัดการความเสี่ยงดังกล่าวเป็นอย่างดีอาจจะเปลี่ยนความเสี่ยงนั้นให้เป็นโอกาสในการพัฒนาประเทศ ทั้งในมิติเศรษฐกิจและสังคม 

สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ถือเป็นโอกาสและความเสี่ยงการขับเคลื่อนประเทศไทย ที่ทวีความรุนแรงขึ้นและส่งผลกระทบต่อทางเศรษฐกิจและสภาพจิตใจของคนไทยทุกคน

รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาดังกล่าวและพยายามอย่างเต็มที่ในการที่จะควบคุมสถานการณ์โดยระยะสั้นรัฐบาลได้ออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อที่จะควบคุมการแพร่ระบาด ได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนและระบบสาธารณสุขของประเทศ

รวมถึงเร่งจัดหาการฉีดวัคซีนที่มีประสิทธิภาพให้กับประชาชนอย่างครอบคลุมทั่วถึงและรวดเร็วเพื่อลดความเจ็บปวดรุนแรงและเสียชีวิต ทั้งนี้การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด -19 ทำให้เกิดข้อติดขัดต่อการพัฒนาประเทศตามแนวทางที่เคยวางแผนไว้ภายใต้สถานการณ์ปกติ

รัฐบาลจึงเล็งเห็นถึงความสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวไปสู่เป้าหมายในระยะยาวจึงและสนับสนุนให้มีการเพิ่มเติมแผนแม่บทเฉพาะกิจภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ อันเป็นผลมาจากสถานการณ์ โควิด -19 พ. ศ. 2564 -2565 ขับเคลื่อนพัฒนาประเทศจากการได้รับผลกระทบจากโควิด 19 ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมไม่เป็นอุปสรรคต่อการบรรลุเป้าหมายระยะยาว

รัฐบาลขอให้คำมั่นจะพยายามจัดหาและฉีดวัคซีนที่มีประสิทธิภาพให้กับประชาชนอย่างครอบคลุมทั่วถึงและรวดเร็วเพื่อลดความเจ็บป่วยรุนแรงและเสียชีวิต รวมถึงมาตรการทางเศรษฐกิจในระยะเร่งด่วนเพื่อเยียวยาและบรรเทาผลกระทบต่าง ๆ ให้แก่ประชาชน 

นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ขอยืนยันถึงความมุ่งมั่นที่จะนำพาประเทศรอดพ้นจากวิกฤติครั้งนี้ไปให้ได้เร็วที่สุด และฟื้นประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างเข้มแข็ง แผน พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 กับการทำงานของรัฐบาล กับการ”พลิกโฉมของประเทศ” ถึงเวลาที่จะต้องกำจัดจุดอ่อน เสริมสร้างความเข้มแข็งเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทย ที่ทุกภาคส่วนได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน

และร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 ที่เตรียมจะประกาศให้ใช้ในปี 2566 นั้นมีความมุ่งหวังเพื่อปรับเปลี่ยนไปสู่
โฉมหน้าใหม่ของประเทศไทยที่ก้าวทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก 

ทั้งนี้เป้าหมายสำคัญคือ การปรับโครงสร้างการผลิตของประเทศให้เป็นเศรษฐกิจที่อยู่บนฐานนวัตกรรม ด้านการแพทย์และสาธารณสุขโดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาไวรัสโควิค 19 การพัฒนาคนให้มีความสามารถและมีคุณภาพชีวิตที่เหมาะสมกับโลกยุคใหม่ ให้มีความพร้อมในการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21

เช่นปรับรูปแบบการเรียนรู้และการสอนเสริมสร้างทักษะสำคัญ ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีให้มากขึ้น  การสร้างสังคมแห่งโอกาสและความเป็นธรรม ซึ่งรัฐบาลพยายามขจัดความเหลื่อมล้ำในรูปแบบต่าง ๆ

อย่างการปรับปรุงระบบสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพ การสร้างความยั่งยืนให้กับประเทศ โดยมุ่งเน้นให้เกิดการพัฒนาในทุกมิติและต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศและมีความพร้อม
ในการร่วมมือหรือรับมือจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ  

การเตรียมความพร้อมของประเทศในการรับมือความเสี่ยงภายใต้บริบทโลกใหม่ กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาระบบการบริหารจัดการที่ประชาชนจะต้องเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ 

และนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การจะบรรลุเป้าหมายถือเป็นการทำงานที่มีความท้าทาย แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามวางรากฐานเพื่อสนับสนุนเป้าหมายที่ต้องการจะบรรลุ

แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้ภารกิจการ “พลิกโฉมประเทศไทย” ในครั้งนี้ประสบความสำเร็จไม่ได้มาจากแผนพัฒนาฯอย่างเดียวตนเชื่อว่าการพัฒนาประเทศไม่สามารถสำเร็จได้โดยการทำงานของคน
ใดคนหนึ่ง

แต่ต้องเกิดจากความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่ายที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญในการเปลี่ยนแปลงประเทศของเราให้ดียิ่งขึ้นรัฐบาลพร้อมที่จะทำทุกอย่างทุกวิถีทางการ”พลิกโฉมของประเทศ”ตามแนวทาง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13