‘แพทองธาร’ ดันสี่นโยบาย แก้ปัญหาปากท้อง คนไทยต้องหายจน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/546290

05 เม.ย. 2566

'แพทองธาร' ดันสี่นโยบาย แก้ปัญหาปากท้อง คนไทยต้องหายจน

‘แพทองธาร’ ปักธง ดันนโยบายฟื้นเศรษฐกิจ เติมรายได้ทุกครอบครัวให้ถึง 20,000 บาท/เดือน ยกเครื่องเศรษฐกิจใหม่ ดันไทยประเทศไทยเป็น Blockchain Hub แห่งอาเซียน

แพทองธาร ชินวัตร แคนดิดตนายกฯพรรคเพื่อไทยลงรายละเอียดนโยบายด้านนวัตกรรมและความเป็นอยู่ 4 เรื่อง ได้แก่ เทคโนโลยี Blockchain, 1 ครอบครัว  1 ศักยภาพ (Soft Power) , เติมรายได้ให้ครอบครัวที่มีรายได้น้อยกว่า 20,000 บาท ให้ครบ 20,000 บาท และนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ

เริ่มต้นการหาเสียงเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ย้ำเบอร์พรรคเพื่อไทย คือเบอร์ 29 และจุดยืนแลนด์สไลด์ เลือกเพื่อไทยให้ถล่มทลายชนะเสียง ส.ว. เพื่อส่งแคนดิเดต 1 ใน 3 ของพรรคเพื่อไทยเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศ 

แคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทย ไทยขอให้ประชาชนร่วมกันโหวตเพื่อไทยอย่างมียุทธศาสตร์ ให้แลนด์สไลด์ จะได้ร่วมกันสร้างประเทศไทย และคนไทย ให้มั่งคั่งมีความสุขกันถ้วนหน้า

เพื่อให้พรรคเพื่อไทย ให้ถล่มทลายเพื่อส่งแคนดิเดต 1 ใน 3 ของพรรคเพื่อไทยเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศ ภายใต้การบริหารงานร่วมกันเป็นทีมและนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่จะทวงคืนประชาธิปไตยและสร้างความมั่งคั่งให้กับประชาชนทุกคนได้ขับเคลื่อนนโยบายที่

ทั้งสี่นโยบายพรรคเพื่อไทย มีรายละเอียดดังนี้

  • พรรคเพื่อไทยจะนำเทคโนโลยีการเงิน อย่าง Blockchain ที่มีความคล้ายอินเตอร์เน็ต มาใช้เป็นเครื่องมือในกระจายสินค้าคนไทยไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเกษตร งานฝีมือ และธุรกิจขนาดย่อย

    ให้เงินจากทั่วโลกไหลเข้า กระเป๋าเงินดิจิทัล ของคนไทย ที่รัฐบาลจากพรรคเพื่อไทยจะมอบให้ประชาชนทุกคนที่อายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป พร้อมเงินติดกระเป๋าไว้ใช้เบื้องต้นในระยะสั้น จำนวน 10,000 บาท

    สำหรับใช้จ่ายใกล้บ้านระยะทาง 4 กิโลเมตร ภายในเวลา 6 เดือน ก่อนเงินจากตลาดโลกจะไหลเข้ากระเป๋าเงินดิจิทัลในระยะยาว
  • นโยบาย ‘Soft Power’ จากการยกตัวอย่างความสำเร็จในการผลักดัน Soft Power ของเกาหลีใต้ หากเปรียบกับประเทศไทยแล้วก็มีศักยภาพที่ไม่แพ้กัน เพียงแต่ต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล เปรียบเป็นเพชรที่รอการเจียระไน

    โดยนโยบาย 1 ครอบครัว  1 Soft Power (One Family One Soft Power : OFOS) ของพรรคเพื่อไทย จะเข้าไปค้นหาเพชรจากทุกครอบครัว โดยเปิดกว้างให้ทุกความสามารถได้มีโอกาสเรียนรู้และฝึกฝนทักษะทุกแขนง เพื่อสร้างรายได้ให้ได้อย่างน้อย 20,000 บาท/เดือน/คน

    พร้อมโครงการที่จะส่งเสริมให้กลุ่มคนที่มีทักษะได้ไปไกลระดับโลก เช่น โครงการครัวไทยสู่ครัวโลก  มวยไทยสู่มวยโลก  ศิลป์ไทยประทับใจโลก
  • สำรวจรายได้ทุกครัวเรือน ให้อยู่ในมาตรฐานรายได้ไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท/เดือน หากครอบครัวไหนมีน้อยกว่า 20,000 บาท/เดือน เราจะเติมให้ครบ 20,000 บาททันที เพื่อลดช่องว่างระหว่างรายได้ ไม่ต้องมีใครต้องทนทุกข์อยู่กับความยากจนอีก
  • ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้เป็น 600 บาท/วัน และเงินเดือนสำหรับวุฒิปริญญาตรีและข้าราชการเริ่มต้น  25,000  บาท ที่จะเป็นผลจากนโยบายการกระตุ้นจีดีพี ของพรรคเพื่อไทยให้เติบโตเฉลี่ยปีละ 5% โดยเห็นผลได้ทันทีในปี 2567 หากเพื่อไทยเป็นรัฐบาล ค่าแรงขั้นต่ำจะเริ่มทยอยปรับขึ้นเป็น 400 บาท/วัน

เลือกตั้ง66 : ‘มาดามเดียร์’ พร้อมเดินหน้าปักธงชัย ‘เมืองหลวง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/546284

05 เม.ย. 2566

เลือกตั้ง66 : 'มาดามเดียร์' พร้อมเดินหน้าปักธงชัย 'เมืองหลวง'

‘มาดามเดียร์’ วทันยา บุนนาค โพสต์เฟซบุ๊ก มั่นใจสู้ศึกเลือกตั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ กทม.จะสามารถนำชัยกลับมาสู่พรรคประชาธิปัตย์แน่นอน

มาดามเดียร์ วทันยา บุนนาค โพสต์เฟซบุ๊ก “เดียร์ วทันยา บุนนาค ” ว่า วันนี้เดียร์ ท่านเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ พี่ต่อ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน “คำไหน-คำนั้น” และทีม กทม. เอาฤกษ์เอาชัยหลังผู้สมัคร ส.ส. กทม. ทุกคนได้หมายเลขประจำตัว มอบธงพรรค นำชัยทุกเขต ทุกพื้นที่

เดียร์ มั่นใจว่า การสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ ภายใต้การนำของท่านหัวหน้าพรรค ท่านเลขาธิการพรรค โดยเฉพาะในพื้นที่ กทม. ที่มีพี่องอาจ เดียร์ และ ดร.เอ้ ร่วมด้วยช่วยกัน เราจะนำชัยกลับมาสู่พรรคประชาธิปัตย์ ได้อย่างแน่นอนค่ะ

งานนี้ได้รับเสียงคำชมจาก พี่น้องประชาชน พี่ๆ สื่อ และ ว่าที่สส. หลายท่าน เดียร์ขอขอบคุณแทนทีมงานของเดียร์ด้วยนะคะ

เลือกตั้ง66 : 'มาดามเดียร์' พร้อมเดินหน้าปักธงชัย 'เมืองหลวง'
เลือกตั้ง66 : 'มาดามเดียร์' พร้อมเดินหน้าปักธงชัย 'เมืองหลวง'
เลือกตั้ง66 : 'มาดามเดียร์' พร้อมเดินหน้าปักธงชัย 'เมืองหลวง'

‘ปธ.กกต.’ แต่งตั้ง 30 คณะอนุกรรมการ ทำหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนเลือกตั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/546282

05 เม.ย. 2566

'ปธ.กกต.' แต่งตั้ง 30 คณะอนุกรรมการ ทำหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนเลือกตั้ง

‘ปธ.กกต.’ แต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง 30 คณะ ให้อำนาจไต่สวน ชี้ขาด ตามคำสั่งกกต. และ พ.ร.ป.พรรคการเมือง ‘พีระพันธ์ เหมะรัต’ นั่งประธาน

เมื่อวันที่ 4 เม.ย. นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง 30 คณะ เพื่อรับข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการกระทำผิดเลือกตั้ง 

โดยเป็นไปตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) มีคำสั่ง ที่ 48/2564 เมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ.2564 เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่ระบุไว้ในระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งกกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2561 และแก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2566 และงานอื่นตามมอบหมาย ซึ่งมีวาระการดำรงตำแหน่งสองปี นับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้งนั้น

อาศัยอำนาจตามมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 และข้อ 74 ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวนและการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2561 และแก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2566 

กกต.จึงมีคำสั่ง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง จำนวน 30 คณะ อาทิ นายพีระพันธ์ เหมะรัต เป็นประธานอนุกรรมการ , นายอัศวิน โชติพนัง เป็นอนุกรรมการ , พ.ต.ท.สมชัย ประชาเสริมศาสตร์ เป็นอนุกรรมการ , นางกาญจนา วีณานันท์ เป็นอนุกรรมการ , นายไชยยา ตาบทิพย์วัฒนา เป็นอนุกรรมการ เป็นต้น
 

ให้มีอำนาจพิจารณา วินิจฉัยขี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง ตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวนและการวินิจฉัยขี้ขาด พ.ศ.2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2566 และในการพิจารณาวินิจฉัยปัญหาหรือข้อโต้แย้งที่เกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 และที่เกี่ยวกับการยื่นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งทุกระดับ และงานอื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมอบหมาย  

ส่วนกรณีมีความจำเป็นเร่งด่วนอนุกรรมการดังกล่าวคณะหนึ่งอาจไปร่วมพิจารณากับคณะอนุกรรมการอีกคณะหนึ่ง เพื่อให้ครบองค์ประชุมพิจารณาและทำความเห็นก็ได้ ฯลฯ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2566 เป็นต้นไป

‘เอกชัย ผ่องจิตร์’ พปชร. อาสาเปลี่ยน บางแค-หนองแขม ให้ดีกว่าเดิม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/546277

05 เม.ย. 2566

‘เอกชัย ผ่องจิตร์’ พปชร. อาสาเปลี่ยน บางแค-หนองแขม ให้ดีกว่าเดิม

โอเล่ ‘เอกชัย ผ่องจิตร์’ พปชร. ขอโอกาสทำเพื่อบ้านเรา เปลี่ยน ‘บางแค-หนองแขม’ ให้ดีกว่าเดิม ลบภาพฝังใจ กว่า 20 ปี ฝนตกน้ำท่วมทันที ทลายปัญหาด้วย ‘ธนาคารน้ำ’ ฟื้นวิถีริมคลอง ผุดตลาดวัยเก๋า

เลือกตั้ง2566 “คมชัดลึก” ส่องรัศมี ผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร(กทม.) พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ในวันที่แกนนำพปชร.นำทัพพลังคนรุ่นใหม่มาเยือนชายคาสื่อเครือเนชั่น และมีโอกาสสนทนากับคนรุ่นใหม่ ‘โอเล่‘ เอกชัย ผ่องจิตร์’ หมายเลข 7 เขตเลือกตั้งที่ 29 เขตบาแค (แขวงบางแคเหนือ แขวงบางไผ่) เขตหนองแขม(แขวงหนองค้างพลู) กทม.

“ผมอยากเปลี่ยนแปลงบางแค ลบภาพจำฝังใจกว่า 20 ปี ฝนตกน้ำท่วมทันที ชาวบ้านเดือดร้อนกันมาก แต่การช่วยเหลือจากรัฐเป็นไปด้วบความล่าช้า สส.ในพื้นที่เป็นฝ่ายค้าน ไม่เคยมีฝ่ายรัฐบาล แม้มีการจัดงบแต่ได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ผมอาสาทำงานการเมืองบ้านเราไม่ทิ้งกัน ขอโออาส ลงมือทำงาน เพื่อบ้านเรา”

พลังใหม่ พลังกรุงเทพ พลังประชารัฐ หากได้รับเลือกตั้งและพลังประชารัฐเป็นรัฐบาลพร้อมขับเคลื่อนนโยบายพื้นที่ เขตบางแค และเขตนองแขม ทันที

10 ทางออกเปลี่ยนบางแค-หนองแขมให้ดีกว่าเดิม

1. ทลายปัญหาน้ำท่วมแบบบูรณาการด้วยเทคโนโลยี และนวัตกรรม เช่น water bank ธนาคารน้ำ เพื่อเร่งระบายน้ำที่อยู่บนท้องถนนเป็นแก้มลิง ใต้ดิน และ สามารถนำน้ำมาใช้ทางการเกษตรได้ , การฝังเซนเซอร์ใต้ฝาท่อระบายน้ำ เพื่อดูปริมาณน้ำในท่อและอัตราการไหลของน้ำในท่อจะได้ลอกท่อให้ตรงจุด,ประตูระบายน้ำอัจฉริยะ เพื่อกำหนดปริมาณน้ำในคลองหากมีน้ำฝนน้ำเหนือน้ำหนุนจะได้พร่องน้ำ และคำนวณการประตูระบายน้ำให้ทันท่วงที

โอเล่  เอกชัย ผ่องจิตร์ ทำงานพื้นที่บางแค มาต่อเนื่องโอเล่ เอกชัย ผ่องจิตร์ ทำงานพื้นที่บางแค มาต่อเนื่อง

โอเล่‘ เอกชัย ผ่องจิตร์ เป็นนักรบด่านหน้า ช่วงโควิด-19 ระบาดเมื่อปี2562โอเล่‘ เอกชัย ผ่องจิตร์ เป็นนักรบด่านหน้า ช่วงโควิด-19 ระบาดเมื่อปี2562

2. บางแค หนองแขม ถนนเพชรเกษมต้องเรียบ ต้องดีและปลอดภัย

3. ก่อสะพานข้ามแยกพุทธมณฑลสาย2 แก้ปัญหาการจราจร คอขวดเนื่องจากมีบริษัทขนส่งอยู่จำนวนมาก

4. เร่งสร้างส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าจากสถานีหลักสองถึงพุทธมณฑลสาย4

5 .บางแค หนองแขม สตรีทฟู๊ด

6. สร้างแบรนด์บางแค หนองแขม เพื่อผลักดันสินค้าในกลุ่มขยายตลาดส่งออกทั่วประเทศและต่างประเทศ

7. ตลาดวัยเก๋า ของคนวัย 60 ปีขึ้นไปเป็นแหล่งขายของสำหรับผู้มีอายุ 60 ปีและเป็นแหล่งสันทนาการของผู้สูงวัย

8. ที่ดินกินได้ พัฒนาที่รกร้าง ให้ชุมชนปลูกพืชกินได้และผักกินได้เพื่อลดค่าของชีพ ของชุมชนละแวกนั้น ส่วนเจ้าของที่ ที่มอบที่ให้ปลูก ก็มีมาตรการทางด้านภาษี ที่ได้รับการยกเว้น

9. รถเมล์ EV เข้าหมู่บ้านเศรษฐกิจ

10. พัฒนาทางเดินริมคลอง ที่พักผ่อนที่ปั่นจักรยาน ที่ออกกำลังกาย

มหาบัณฑิตรัฐประศาสนศาสตร์ ชิมลางสนามการเมืองระดับชาติเป็นครั้งแรก  แต่ผ่านทำงานการเมืองท้องถิ่นมในพื้นที่กทม. มาแล้วหลายบทบาท  เช่น เลขานุการคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ ,คณะอนุกรรมการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 ในคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายของกรุงเทพมหานคร,อดีตผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานครเขตบางแคได้ 18,226 คะแนน เป็นอันดับ 2 (เลือกตั้ง 22 พ.ค.65) ฯลฯ 

โอเล่ เอกชัย ผ่องจิตร์ ช่วยผู้สูงวัย ช่วงโควิด-19 ระบาดหนักโอเล่ เอกชัย ผ่องจิตร์ ช่วยผู้สูงวัย ช่วงโควิด-19 ระบาดหนัก

ลุยพื้นที่เข้าหาประชาชนลุยพื้นที่เข้าหาประชาชน

แบ่งปัน ผู้สูงวัยในชุมชนแบ่งปัน ผู้สูงวัยในชุมชน

บ้านเรา..ไม่ทิ้งกันบ้านเรา..ไม่ทิ้งกัน

“แต่บทบาทเหล่านั้น ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาของประชาชนในพื้นที่ได้ อีกทั้งช่วงโควิด-19 ได้ลงมือช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน หมื่นครัวเรือนได้เห็นรอยยิ้มชาวบ้านแล้วมีความสุข  และสนุกมากจนชาวบ้านตั้งเป็นมือปราบโควิด ช่วงนั้นช่วยเหลือทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ  ทำให้สนใจงานการเมือง 

ที่เลือกพรรคพลังประชารัฐเพราะได้รับโอกาส ให้ลงมือทำเพื่อบ้านเรา บางแคหนองแขม อีกทั้งพลังประชารัฐพร้อมก้าวข้ามความขัดแย้งขจัดทุกข์ปัญหาพัฒนาทุกพื้นที่ การเมืองสร้างสรรค์ เป็นพรรคที่ให้โอกาสคนรุ่นใหม่ครับ” โอเล่ เอกชัย ผ่องจิตร์  ผู้สมัคร สส. กทม. หมายเลข 7 เขตเลือกตั้งที่ 29  ปิดฉากสนทนา

…กมลทิพย์ ใบเงิน เรียบเรียง…

เพื่อไทย เปิดตัวสาม ‘แคนดิเดตนายกฯ’ ครบแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/546271

05 เม.ย. 2566

เพื่อไทย เปิดตัวสาม 'แคนดิเดตนายกฯ' ครบแล้ว

พรรคเพื่อไทยเปิดตัว ชัยเกษม นิติสิริ เป็น ‘แคนดิเดตนายกฯ’ คนที่ 3 ของพรรค ควงกับ เศรษฐา ทวีสิน และ อุ๊งอิ๊ง ขึ้นเวทีใหญ่

นานประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย นำรายชื่อ แคนดิเดตนายกฯของพรรคเพื่อไทย 3 ราย ประกอบด้วย นาย เศรษฐา ทวีสิน  อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร และ นาย ชัยเกษม นิติสิริ ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่หอประชุมไอราวัตพัฒนา ศาสลาว่าการกทม. 2 เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา 

พรรคเพื่อไทยเปิดปราศรัยใหญ่ ที่ธันเดอร์โดม สเตเดียม   เพื่อเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ และอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับนโยบาย กระตุ้นเศรษฐกิจ ตั้งแต่ช่วงเย็นที่ผ่านมา 

พรรคเพื่อไทย จัดงานปราศรัยใหญ่ในกรุงเทพมหานครครั้งแรก กับงาน คิดใหญ่ ทำเป็น เพื่อไทยทุกคน ตอน One Team for all Thais : หนึ่งทีมเพื่อไทยทุกคน ณ ธันเดอร์โดม สเตเดียม เมืองทองธานี  โดยตั้งแต่เวลา 16.00 น

ประชาชนจากทั่วทุกสารทิศต่างทยอยเดินทางเข้ามาภายในพื้นที่ เพื่อเจ้าร่วมงานปราศรัยใหญ่อย่างต่อเนื่อง โดยแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ทั้ง 3 คน ได้แก่ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายเศรษฐา ทวีสิน และนายชัยเกษม นิติสิริ 

แพทองธาร บอกว่า พรรคเพื่อไทยถือว่าทุกวันเป็นฤกษ์ดี ที่จะประกาศให้ประชาชนได้รู้ว่าพรรคเพื่อไทยพร้อมจะทำงานอย่างเต็มทีม พร้อมย้ำว่าแคนดิเดตนายกฯ ทั้ง 3 ล้วนมีความแตกต่างกันทุกคน และหากเลือกพรรคเพื่อไทยก็จะได้ทั้ง 3 คนไปทำงาน

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย

การเปิดตัววันนี้เพื่อตอกย้ำแลนด์สไลด์ พรรคเพื่อไทยจะชนะอย่างเดียวไม่ได้ ประเทศและประชาชนก็ชนะไปด้วยกัน จึงขอให้ทุกคนเลือกเพื่ออนาคตของตัวเองไปด้วยกันกับพรรคเพื่อไทย

เช่นเดียวกับ นายเศรษฐา ทวีสิน ที่ย้ำว่า เราทำงานกันเป็นทีม ไม่ถือว่าใครคนใดมีความแตกต่าง แต่ละคนมีจุดแข็ง อย่างนายชัยเกษม เป็นนักวิชาการ นักกฎหมาย อดีตอัยการสูงสุด เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพของพรรคและอยู่มานาน



ส่วนเมื่อได้เข้าสภาแล้ว พรรคเพื่อไทยจะเสนอใครเป็นนายกฯ อันดับ 1 นั้น นายเศรษฐา กล่าวว่า ขอให้เป็นไปตามขั้นตอน การเลือกตั้งยังไม่เกิด ผลเลือกตั้งออกมาแล้วค่อยว่ากัน หลังวันที่ 14 พฤษภาคม 2566

นายชัยเกษม นิติสิริ  ตอบคำถามที่มีชื่อเป็น แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทยอีกครั้ง ว่า ไม่ตื่นเต้น เพราะโอกาส ที่จะได้เป็นนายกฯ นั้น ค่อนข้างยาก

เปิดนโยบายพรรครวมพลัง ชู 5 นโยบายหลัก ขอทำต่อเพื่อทุกกลุ่มในสังคม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/505107

05 เม.ย. 2566

เปิดนโยบายพรรครวมพลัง ชู 5 นโยบายหลัก ขอทำต่อเพื่อทุกกลุ่มในสังคม

“ดร.ดนุช” หัวหน้าพรรครวมพลัง ปลื้มได้หมายเลข 35 ย้ำทำต่องานที่ทำไว้ ครอบคลุมทุกกลุ่ม ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ทั้งเรียน ปวส.ฟรี, มหาวิทยาลัยสู่ตำบล, ผลิตนายแพทย์ในพื้นที่, ให้ความสำคัญผู้สูงอายุและสร้างโอกาสให้คนพิการ

วันที่ 5 เม.ย.66 ดร.ดนุช ตันเทอดทิตย์ หัวหน้าพรรครวมพลัง ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 กล่าวหลังจับสลากหมายเลขพรรคในระบบบัญชีรายชื่อได้หมายเลขที่ 35 ว่าถือว่าเป็นหมายเลขที่ดีเพราะเลข 3 คือสิ่งที่พรรคมุ่งหวังทำครบทั้ง 3 ด้านคือ เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง บวกกับ 5 นโยบายหลักของพรรคที่ครอบคลุมทุกกลุ่มในสังคม คือ สนับสนุนเรียนสายอาชีพในระดับ ปวส.ฟรี เพื่อสร้างมืออาชีพในตลาดแรงงานที่มีความต้องการจำนวนมากเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และทำต่อทันทีมหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างความมั่นคงให้เศรษฐกิจครอบครัวแบบยั่งยืน

เปิดนโยบายพรรครวมพลัง ชู 5 นโยบายหลัก ขอทำต่อเพื่อทุกกลุ่มในสังคม

“การได้มีโอกาสมาบริหารกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นโยบายพรรคผลิตนายแพทย์ในพื้นที่สู่ตำบลที่อยู่อาศัย เพื่อดูแลสุขภาพทุกคนให้ทั่วถึงในทุกพื้นที่ ส่วนผู้สูงอายุพรรคเองก็มีนโยบายให้ความสำคัญเพื่อให้ผู้สูงอายุ สร้างรายได้ร่วมพัฒนาประเทศ ที่สำคัญนโยบายสำหรับผู้พิการนั้น พรรครวมพลังมีนโยบายสร้างโอกาส สร้างอาชีพ รวมทั้งเพิ่มสวัสดิการอย่างทั่วถึง”

ดร.ดนุช กล่าวต่อว่า สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ มีความเชื่อมั่นในพรรครวมพลังว่ารักษาความนิยมและความเชื่อมั่นของประชาชนที่เชื่อใจพรรคจากทั่วประเทศ และยังขยายฐานเสียงไปยังประชาชนที่มั่นใจการทำงานและเห็นผลงานของตนเองและของพรรครวมพลังที่ผ่านมา ส่วนหลังการเลือกตั้งพรรครวมพลังพร้อมทำงานกับพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์และแนวทางเดียวกันในการทำงานเพื่อประชาชน ยึดมั่นในสถาบันหลักของชาติ และยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ  

เปิดนโยบายพรรครวมพลัง ชู 5 นโยบายหลัก ขอทำต่อเพื่อทุกกลุ่มในสังคม

“พรรครวมพลังมุ่งหวังทำต่อในนโยบายต่างๆ ที่ได้ดำเนินการไว้ ในการใช้ความรู้และประสบการณ์ของทุกบุคลากรที่เกี่ยวข้องให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติ ซึ่งที่ผ่านมาเรารับฟังทุกความคิดเห็น เพื่อนำมาใช้ประโยชน์อย่างสูงสุด พรรคเราจึงเป็นพรรคที่ฟังทุกเสียงของประชาชน ตามแนวคิดอุดมการณ์ของพรรคที่ประชาชนทุกคนเป็นเจ้าของ รวมพลังเลือกพรรครวมพลังในระบบบัญชีรายชื่อกาหมายเลข35 “ หัวหน้าพรรครวมพลังกล่าว

อนึ่งดร.ดนุช ตันเทอดทิตย์ หัวหน้าพรรครวมพลัง เกิดวันที่ 18 สิงหาคม 2507  (ปัจจุบันอายุ 59 ปี)
จบการศึกษา ปริญญาตรี พาณิชยศาสตร์บัณฑิต สาขาการตลาด  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ปริญญาโท California State University, Bakersfield สาขา การตลาด, ปริญญาเอก ครุศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ส่วนเส้นทางการเมืองเริ่มต้นด้วยการเป็นผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตร, ร่วมก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่, เข้าร่วมกับคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) 

เปิดนโยบายพรรครวมพลัง ชู 5 นโยบายหลัก ขอทำต่อเพื่อทุกกลุ่มในสังคม

ในเวลาต่อมาก็เป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย และเป็นกรรมการบริหารพรรค เดือนสิงหาคม 2564 ได้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรี อว. ในปัจจุบันดำรงตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรี อว.

พลังประชารัฐ ลั่น ไม่จับขั้วกับคนทุจริต ชู ‘พี่ป้อม’ เหมาะเป็นนายกฯที่สุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/546264

05 เม.ย. 2566

พลังประชารัฐ ลั่น ไม่จับขั้วกับคนทุจริต ชู ‘พี่ป้อม’ เหมาะเป็นนายกฯที่สุด

แกนนำพรรคพลังประชารัฐ พบสื่อเครือเนชั่น พูดชัดไม่จับมือกับคนที่ทุจริตคอรัปชั่น ชู “พี่ป้อม” เหมาะนั่งนายกรัฐมนตรีที่สุดในสถานการณ์ประเทศแบบนี้ ชี้คุณสมบัติเป็นผู้นำที่รวมคนได้

แกนนำพรรคพลังประชารัฐ พูดตรงกันอย่างชัดเจนและมั่นใจว่า “พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ” มีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุดในยุคนี้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี และชัดเจนว่าพรรคจะไม่จับขั้วกับคนที่ทุจริตคอรัปชั่น

ดร.อุตตม สาวนายน ประธานคณะกรรมการจัดทำนโยบายพรรคพลังประชารัฐ คือ 1 ในผู้ที่กล่าวเช่นนี้ ในการนำผู้สมัครสส. เขตกรุงเทพ พบปะสื่อในเครือเนชั่น ที่ Town Hall ตึกเนชั่น 

ดร.อุตตม สาวนายน ประธานคณะกรรมการจัดทำนโยบายพรรคพลังประชารัฐดร.อุตตม สาวนายน ประธานคณะกรรมการจัดทำนโยบายพรรคพลังประชารัฐ

โดยนายอตตม ชี้ให้เห็นถึงเหตุผลที่พลังประชารัฐจะได้คะแนนเสียงมาจาก 1. คน คือ ผู้สมัครที่มีคุณภาพ 2. นโยบายที่ตอบโจทย์ และ 3. ทีมงานของพรรคที่นำโดยหัวหน้าพรรค “พี่ป้อม พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ” 

พลังประชารัฐ ลั่น ไม่จับขั้วกับคนทุจริต ชู ‘พี่ป้อม’ เหมาะเป็นนายกฯที่สุด

“ในสถานการณ์ประเทศตอนนี้ พี่ป้อม เหมาะสมที่สุดในการเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะพี่ป้อมเป็นผู้นำที่สามารถรวมคนมากมายหลากหลายมาทำงานด้วยกันได้”  นายอุตตม กล่าว

นายสกลธี ภัททิยกุล หัวหน้าทีมกรุงเทพฯพรรคพลังประชารัฐนายสกลธี ภัททิยกุล หัวหน้าทีมกรุงเทพฯพรรคพลังประชารัฐ

สอดรับกับ นายสกลธี ภัททิยกุล หัวหน้าทีมกรุงเทพฯพรรคพลังประชารัฐ ที่พูดเช่นกันว่า ตัวของลุงป้อม มีความเป็นผู้นำ ซึ่งผู้นำไม่ใช่ว่าต้องทำทุกอย่าง ต้องเก่งทุกเรื่อง แต่ผู้นำที่ดีคือผู้นำที่เลือกใช้งานคนให้เป็น

“การที่ลุงป้อม พูดน้อยทำเยอะ หรือแม้แต่การไม่ขึ้นเวทีดีเบตไม่ได้แปลว่าไม่เก่งอะไร หรือจะนำมาเป็นตัววัดให้เสียคะแนนนิยม ดังนั้นเชื่อว่าการพูดเก่งไม่สำคัญเท่ากับการทำงาน”นายสกลธี กล่าว

พลังประชารัฐ ลั่น ไม่จับขั้วกับคนทุจริต ชู ‘พี่ป้อม’ เหมาะเป็นนายกฯที่สุด

ขณะที่บรรยากาศในการพบปะสื่อในเครือเนชั่นครั้งนี้ของคณะผู้สมัครสส.กทม.ของพรรคพลังประชารัฐ มี นายฉาย บุนนาค ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เนชั่น กรุ๊ป  นำทีมผู้บริหารให้การต้อนรับ

ายฉาย บุนนาค ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เนชั่น กรุ๊ปายฉาย บุนนาค ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เนชั่น กรุ๊ป

นายฉาย กล่าวยินดีต้อนรับคณะพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งถือเป็นพรรคที่สองต่อจากเพื่อไทยที่ให้เกียรติเดินทางมาพบสื่อเครือเนชั่นก่อนหน้านี้ ในฐานะที่เครือเนชั่นเป็นสถาบันสื่อที่มีความเป็นกลาง ซึ่งเนชั่นยินดีเปิดพื้นที่ให้กับทุกพรรค พร้อมกันนี้ยังได้ฝากอนาคตของประเทศให้กับว่าที่ผู้สมัครหลายท่านที่อาจจะได้เป็นส.ส. ทำงานในสภาผู้แทนราษฎร 

นายสกลธี ภัททิยกุล พูดตอนหนึ่งถึงจุดแข็งของทีมผู้สมัครสส.กทม.ของพรรคว่า เรามีตัวบุคคลที่พร้อม มีทั้งคนเก่าในพื้นที่ที่เป็นอดีตสส. อดีตสก. และประธานสข. บวกกับนโยบายสำหรับกทม.ของพรรค ดังนั้นบริบทการเลือกตั้งครั้งนี้เมื่อเทียบกับปี 2562 ของพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งขณะนั้นเป็นพรรคเกิดใหม่แต่ได้สส.กทม.ถึง 12 คน ดังนั้นผลโพลที่ออกมาขณะนี้จึงยังวัดไม่ได้ จึงต้องดูในโค้งสุดท้ายของการหาเสียง

พลังประชารัฐ ลั่น ไม่จับขั้วกับคนทุจริต ชู ‘พี่ป้อม’ เหมาะเป็นนายกฯที่สุด

ด้าน ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ พูดช่วงหนึ่งถึงนโยบายของพรรคที่มีความโดดเด่น คือนโยบายลดค่าครองชีพ โดยทีมเศรษฐกิจได้หารือ ในเรื่องของการเน้นลดค่าครองชีพ ค่าน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ฯลฯ ซึ่งมองไปถึงระยะยาว  รวมถึงการจัดหาแหล่งทำกินให้ประชาชนและการพัฒนาอาชีพ

พลังประชารัฐ ลั่น ไม่จับขั้วกับคนทุจริต ชู ‘พี่ป้อม’ เหมาะเป็นนายกฯที่สุด

ส่วนแนวโน้มในการจับขั้วการเมืองของพรรคในอนาคตที่สอดรับกับนโยบายพรรคก้าวข้ามความขัดแย้ง ดร.นฤมล กล่าวว่า พรรคพลังประชารัฐมีจุดยืน ตั้งแต่การเลือกตั้งปี 62 โดยเรายึดมั่นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เรามีผู้แทนทุกปัญหาต้องจบในสภาไม่สนับสนุนการสร้างความขัดแย้ง และไม่ทำให้ประชาชนต้องลงถนน ซึ่งพรรคไม่เป็นคู่ขัดแย้งกับใคร และจะไม่ร่วมกับพวกทุจริตคอร์รัปชั่น

พลังประชารัฐ ลั่น ไม่จับขั้วกับคนทุจริต ชู ‘พี่ป้อม’ เหมาะเป็นนายกฯที่สุด
พลังประชารัฐ ลั่น ไม่จับขั้วกับคนทุจริต ชู ‘พี่ป้อม’ เหมาะเป็นนายกฯที่สุด
พลังประชารัฐ ลั่น ไม่จับขั้วกับคนทุจริต ชู ‘พี่ป้อม’ เหมาะเป็นนายกฯที่สุด
พลังประชารัฐ ลั่น ไม่จับขั้วกับคนทุจริต ชู ‘พี่ป้อม’ เหมาะเป็นนายกฯที่สุด
พลังประชารัฐ ลั่น ไม่จับขั้วกับคนทุจริต ชู ‘พี่ป้อม’ เหมาะเป็นนายกฯที่สุด

คลิกที่นี่ ชมบรรยากาศ พรรคพลังประชารัฐ พบเครือเนชั่น

“เลือกตั้ง 66” พรรคการเมืองสาด นโยบายประชานิยม หวั่นใช้งบสูง 3.3 ล้านล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/546263

05 เม.ย. 2566

"เลือกตั้ง 66" พรรคการเมืองสาด นโยบายประชานิยม หวั่นใช้งบสูง 3.3 ล้านล้าน

“เลือกตั้ง 66” หลายพรรคการเมืองโหม นโยบายประชานิยม หวังโกยคะแนนชนะเลือกตั้ง แต่อาจก่อหนี้สาธารณะที่สูงขึ้น ระบุต้องใช้เงินมากถึง 3.3 ล้านล้าน เตือนสติประชาชนตัดสินใจก่อนเข้าคูหา

เหลือเวลาอีก 39 วันสำหรับการ เลือกตั้ง รัฐบาลใหม่ ในช่วงนี้ประชาชน หรือ โหวตเตอร์คงเห็นว่าหลายพรรคการเมืองเริ่มสาดนโยบายต่างๆ ออกมาเพื่อเรียกคะแนนเสียงมากมาย โดยเฉพาะ นโยบายประชานิยม ที่เรียกว่าได้ใจประชาชนคนไทยไปเต็มๆ เพราะ นโยบายประชานิยม จะสามารถช่วยฉุดให้คนไทยลืมตาอ้าปากได้ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยเช่นนี้ โดยในเวทีเสวนาในหัวข้อ “อ่านเกมเลือกตั้ง66 นโยบายใครปัง ใครพัง?” จัดโดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ สื่นมวลชน ได้ร่วมแสดงความเห็น รวมทั้งให้แนวทางสำหรับการ “เลือกตั้ง 66” ครั้งนี้ได้อย่างน่าสนใจ 

โดยนโยบายของแต่ละพรรคการเมืองถูกหยิบยกขึ้นมาพูดอย่างมาก โดยเฉพาะ นโยบายประชานิยม แจกเงิน พักหนี้ ประกันรายได้เกษตรกร ซึ่งนโยบายเหล่านี้มีข้อน่ากังวล โดยเฉพาะการใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลกว่า 3.3 ล้านล้านบาท สำหรับเป็นเม็ดเงินในการขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งในอนาคตนักวิชาการยังชี้ให้เห็นว่า นโยบายประชานิยมจะก่อให้เกิดหนี้สาธารณะ และตกทอดไปยังรุ่นลูกรุ่นหลานที่ต้องแบกรับภาระต่อ ดังนั้นก่อนที่ประชาชนจะตัดสินใจเลือกพรรคการเมือง และเลิกคนที่จะมีเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปจำเป็นจะต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วน   

ดร.กิรติพงศ์ แนวมาลี หัวหน้าทีมการปฏิรูปกฎหมาย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) อธิบายถึงปัญหาของนโยบายสาธารณะของแต่ละพรรคการเมือง และการเลือกนโยบายของแต่ละพรรคไว้อย่างน่าสนใจ ว่า  สำหรับการ “เลือกตั้ง66”  มีพรรคการเมืองที่สื่อสารนโยบายออกมามากมาย ดังนั้นประชาชนจะต้องมีความรู้และทำความเข้าใจก่อนที่จะตัดสินใจในการเลือกพรรค หรือ สส. ขณะนี้พรรคการเมืองได้มีการนำเสนอนโยบายหาเสียงประชานิยมจำนวนมาก แต่ยังไม่มีใครเสนอนโยบายที่แก้ปัญหาในเชิงโครงสร้าง ซึ่งนโยบายประชานิยมเหล่านั้นมีการใช้งบประมาณจำนวนมาก  และในอนาคตอาจจะก่อให้เกิดหนี้  สาธารณะจำนวนมาก อาจจะส่งผลต่ออนาคต ดังนั้นประชาชนจะต้องมีการใช้วิจารณญาณในการเลือกตั้งครั้งนี้ให้รอบครอบเพื่อป้องกันปัญในอนาคต  เพราะปัญหาการใช้เงินนอกงบประมาณนำมาซึ่งปัญหาอย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องความโปร่งใส เพราะงบพวกนี้จะไม่ผ่านสภา 

ดร.กิรติพงศ์ แนวมาลีดร.กิรติพงศ์ แนวมาลี
 

ประชาชนควรจะพิจารณาว่านโยบายที่ควรจะเลือกจะต้องเป็นนโยบายที่แก้ปัญหาระดับโครงสร้าง และไม่ควรจะเลือกนโยบายที่เป็นแคการปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น โดย ดร.กิรติพงศ์  ได้แนะแนวทางสำหรับ “เลือกตั้ง 66” ครั้งนี้ ดังนี้ 

-นโยบายไม่ควรสร้างภาระทางการคลังที่เกินตัว เพราะจะสร้างหนี้สาธารณะจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะการใช้เงินนอกงบประมาณ หรือ มาตรการกึ่งการคลัง เพราะเงินเหล่านี้จะก่อให้ภาระหนี้แก่ลูกหลาน

-นโยบายไม่ควรสร้างบรรทัดฐานที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับวินัยการเงินและการคลัง เช่น นโยบายประกาศพักหนี้ หยุดหนี้ เพราะสร้างสัญญาณที่ไม่ถูกต้อง
รวมถึงนโยบายเครดิตบูโรก่อให้เกิดผลสะท้อนกลับที่ไม่ดี

-ไม่ควรเน้นนโยบายแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของประชาชน แต่ไม่มีนโยบายกลไกช่วยยกระดับพัฒนาขีดความสามารถของคนไทย เช่น ประกันราคาข้าว ที่ไม่สนับสนุนให้เกิดการพัฒนาคุณภาพ เทคโนโลยีที่จะนำมาใช้ ในการทำการเกษตร ดังนั้นควรมีนโยบายที่จะใช้ในการพัฒนาระบบการทำเกาษตร Smart Farming 

-การพัฒนารีสกิล (Re Skill) อัพสกีล (Up Skill) แรงงานไทย เพราะขณะนี้แรงงานไทยเสียความสามารถด้านการแข่งขัน ทำอย่างไรที่จะเพิ่มความสามารถ 

อย่างไรก็ตามขณะนี้พรรคการเมืองยังไม่ฉายภาพที่จะมาแก้ปัญหาระดับโครงสร้าง ดังนั้นนโยบายที่ดีจะต้องสะท้อนว่าจะมีแนวทางอย่างไรที่จะทำให้เกิดผลที่ดี หลายเรื่องยังติดข้อกฎหมายที่ยังเป็นอุปสรรคที่ต้องแก้และไม่ใช่เรื่องง่าย ประชาชนผู้เลือกตั้งต้องพิจารณาให้ดี 

  • สร้างประชาธิปไตยและความตื่นตัวของพลเมือง 

รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ประธานกรรมการบริหารสถาบันปรีดีพนมยงค์ กล่าวระหว่างเสวนาว่า แม้ว่านโยบายต่างๆ จะเป็นประโยชน์ แต่การมุ่งในการหาเสียงมากเกินไป โดยเฉพาะนโยบายประชานิยม ที่จำเป็นจะต้องมีการใช้งบประมาณจำนวนมาก  3 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 1 เท่าของงบที่ใช้อยู่ ซึ่งหากจะใช้พรรคการเมืองต้องชี้แจ้งว่าจะเอาเงินมาจากไหน แหล่งที่มาของประมาณแน่นอนว่าหากจะเก็ยภาษีเพิ่มจะต้องดูที่ภาษีทรัพย์สิน เพราะ Vat จะขึ้นมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว ที่สุดแล้วคนที่กำหนดทิศทางของประเทศอาจจะไม่ใช่ประชาชนแต่เป็นพรรคการเมือง ทั้งนี้หากมีการกู้เพิ่มโดยไม่เพิ่มภาษี รัฐบาลและพรรคจะต้องทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงขึ้น 10% ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก ทางที่จะทำได้คือการกู้เงินแน่นอน 

ทั้งนี้หากเปรียบเทียบนโยบายสาธารณะต่างๆ  นโยบายที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนทั้งหมด ต้องประเมินผลกระทบ สั้น กลาง ยาว หากมีการกู้เงินเพิ่มโดยไม่เพิ่มรายได้ภาษี ถ้าไม่ถึง 10% จีดีพี จะเกิดเพดานหนี้สาธารณะ  เกิดความสูญเสียความเชื่อมั่นในลงทุนหากไม่มีการขยายความเติบโตทางเศรษฐกิจ  อีกปัญหาคือดอกเบี้ยขาขึ้น ที่ภาครัฐอุ้มอยู่ประมาณ 1.8 แสนล้าน หากต้องกู้เงินจากประชาชนโดยออกพันบัตรจะทำให้ดอกเบี้ยสูงมากยิ่งขึ้น สวนกับฐานะทางการคลังในปัจจุบันที่แบกรับนโยบายการแจกเงิน และก่อหนี้ที่ไม่คุ้มค่าอีกต่อไป เพียง 3-5 ปีข้างหน้าจะทำให้คนรุ่นหลังต้องมาแบกรับภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น

รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจรศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ

อย่างไรก็ตามนโยบายที่ พรรคการเมือง ทั้งหมดยังไม่ได้แก้ในเชิงโครงสร้าง ความเหลื่อมล้ำของสังคมไทย ประชากรระดับล่าง  20% ถือครองทรัพย์สินไม่ถึง 3% ส่วนแบ่งรายได้มีเพียง 3.5% ส่วนใหญ่ไม่ได้เสียภาษีเงินได้ ทั้งนี้พบว่ากลุ่มที่เลี่ยงภาษีมากที่สุด คือกลุ่มที่ต้องเสียภาษีทรัพย์สิน ดังนั้นการเก็บภาษีทรัพย์สินจึงเป็นแนวทางลดความเหลื่อมล้ำในสังคมอีกทาง อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาพบว่าประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำสูงมาก  วัฒนธรรมเป็นแบบอำนาจนิยมผสมอุปถัมภ์ ฉะนั้นหากมีการเสนอนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ ทุกคนตอบสนองหมดเพราะคนส่วนใหญ่ลำบาก และคนส่วนใหญ่พึ่งพอใจกับเงินประกันรายได้เกษตรกร  

ดังนั้นต้องเปลี่ยนโครงสร้างใหม่ ต้องอาศัยนโยบายที่แตะปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ใช้นโยบายระยะสั้นที่ได้แต่คะแนนเสียง  ส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ เปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย สร้างประชาธิปไตยที่มั่นคง สร้างความเป็นสภาบัน สร้างความเป็นพลเมืองที่ตื่นรู้ 

รศ.ดร.อนุสรณ์  ระบุต่อว่า  หากวิเคราะห์นโยบายของแต่ละพรรคการเมือง พบว่ามีพรรคการเมืองเพียงไม่กี่พรรคที่ต้องเป้าในการลดช่องวางทางเศรษกิจ โดยเฉพาะการลดช่องว่างในระบบการผลิต เพื่อฟื้นเศรษฐกิจของประเทศไทย นอกจากนี้นโยบาย 

นอกจากนี้นโยบายที่สอดคล้องกับ SDGs(Sustainable Development Goals) หรือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 ข้อ เป็นสิ่งที่หลายประเทศให้สัญญาว่าจะทำ และเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องทำ เพราะเป็นผลประโยชน์ของมนุษยชาติ และสิ่งที่คนไทยจะได้รับ โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวกล้อมที่จะต้องมีนโยบายชัดเจน และขณะนี้ยังไม่มีใครเริ่มต้นที่จะพูดถึง กรุงเทพมหานครในอีก 40 ปีข้างหน้า และการย้ายเมืองหลวง เลยแม้แต่พรรคเดียว ทั้งนี้ตนเห็นว่าการกระจายอำนาจเท่านั้นที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับฐานราก 

  • ถอดบทเรียนจากสหราชอาณาจักรแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยเงินสุดท้ายไม่รอด

ด้านนายบากบั่น  บุญเลิศ รองประธานกรรมการบริหารเนชั่น กรุ๊ป และประธานกรรมการฐานเศรษฐกิจ  กล่าวว่า สำหรับการ “เลือกตั้ง 66” ซึ่งเหลือเวลาอีกแต่ไม่กี่วัน ดังนั้นประชาชนหรือโหวตเตอร์ คือ คนที่จะตัดสินว่าใครจะเป็นคนเข้ามานำพาประเทศให้หลุดพ้นจากวิกฤตได้อย่างยั่งยืน ซึ่งแน่นอนว่านโยบายที่นำเสนอมานั้นส่วนใหญ่จะมาในรูปแบบ นโยบายประชานิยม ซึ่งตนได้มีการวิเคราะห์และถอดบทเรียนจากตัวอย่างของต่างประเทศ ดั้งนี้ 

1.นโยบาย ปอนด์ต่อปอนด์: ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งในประเทศมีการเปลี่ยนแปลงในเชิงวิธีการหาเสียงมาตั้งแต่ปี 2540 มีบางพรรคเอานโยบายไปขายประชาชนเพื่อเรียกคะแนนโหวต ซึ่งยังไม่เห็นนโยบายที่จะก่อให้เกิดการปัญหาระยะยาว อย่างไรก็ตามก่อนหน้าที่มีนโยบายที่สนับสนุนก่อให้เกิดการจ้างงาน หลังจากนั้นเป็นนโยบายประชานิยมทั้งหมด และมีแค่มีนโยบายที่จับต้องได้เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค แต่ก็พบว่ามีปัญหาด้านงบประมาณตามมา 

พรรคการเมืองกว่า 80% ที่ออกนโยบาย เป็นนโยบายซึ่งหน้าที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าแทบทั้งสิ้น เช่นเงินเดือน 20,000 บาท นโยบายค่าแรง ออกหวยเพื่อ SME  นโยบายตรวจสุขภาพประจำปีฟรี  ซึ่งแน่นอนว่าเป็นนโยบายที่โดนใจ แต่พบว่านโยบายซึ่งหน้าในแบบสวัสดิการค่อนข้างมีปัญหาในระบบสวัสดิการ  จนนำมาซึ่งคำถามว่าสังคมต้องการนโยบายแบบนี้หรือไม่ เช่น ออกนโยบายที่ดินแจกโฉนดให้ประชาชนมีที่ทำกิน 

นายบากบั่น  บุญเลิศ นายบากบั่น บุญเลิศ

2.ตัวบุคคล (Maker): ตัวนักการเมืองจะต้องเป็นคนขับเคลื่อนนโยบายให้สำเร็จ จะเกิดขึ้นได้หรือไม่อยู่ที่คนทำ และกลไกลของประเทศ ตัวบุคคลที่จะมาทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย บางพรรคมีอายุมากเกินไป บางพรรคไม่มีประสบการณ์ บางพรรคไม่แม้แต่รายชื่อในปาร์ตี้ลิส  พ้นการเลือกตั้งตัวบุคคลเหล่านี้อาจจะลาออกด้วยซ้ำ ดังนั้นนโยบายกับบตัวบุคคลเมื่อผนวกกันแล้ว คนไทยจะมีความหวังหรือไม่ บรรดานักการเมือง นักเลือกตั้งไม่ตอบโจทย์ ทั้งนี้พบว่านโยบายการเงินการคลัง 300 กว่านโยบายใช้เงินมากกว่า 3.2 ล้านล้านบาท ที่มุ่งเน้นในเรื่องของโหวตเตอร์ คะแนนเสียงที่นำมาซึ่งการชนะเลือกตั้ง 

3.ถอดบทเรียน: จากรัฐธรรมนูญ 2560 ถ้าใช้เงินต้องบอกที่มาของแหล่งเงิน มีพรรคการเมืองไหนบอกหรือไม่ว่าจะหาแหล่งเงินมาจากไหนที่จะทำให้ปังและปังไปตลอด 4 ปี พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังมาดูแลรัฐ ต้องไม่ทำให้กรอบวินัยพังจากให้สัญญาไว้ ความจริงที่คนไทยต้องตั้งสติเพื่อให้เมืองไทยดีขึ้น  ตัวอย่างสหราชอาณาจักรประเทศต้นแบบที่ประชาธิปไตยเกิดขึ้น  ริชี ซูแน็ก นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ที่ได้มาท่ามกลางสภาวะ เช่นเดียวกับประเทศไทย เจอวิกฤตเศรษฐกิจพังทะลาย ภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไป   ริชี ซูแน็ก  ประกาศนโยบายพร้อมกับรัฐมนตรี จะใช้เงินทั้งหมด 5,600 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 236,660 แสนล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาระบบเศรษฐกกิจทันที  โดย ริชี ซูแน็ก สามารถดำรงตำแหน่งอยู่ได้แค่ 40 วัน อย่างไรก็ตามอังกฤษมีกฎหมายหากจะใช้เงินต้องบอกที่มาของเงินด้วย และต้องแจ้งต้อง สำนักวินัยทางการเงินและการคลัง office of budget sustainability ไม่สามารถชี้แจ้งของเงินที่จำนำมาใช้ได้ เพราะไม่รู้จะหาเงินจากไหนท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจหดตัว สงครามรัฐเซีย-ยูเครน 

เลือกตั้ง66 : องอาจ-มาดามเดียร์-เอ้ สุชชวีร์ มอบธงปชป.นำชัย 33 เขต กทม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/546251

05 เม.ย. 2566

เลือกตั้ง66 : องอาจ-มาดามเดียร์-เอ้ สุชชวีร์ มอบธงปชป.นำชัย 33 เขต กทม.

องอาจ-มาดามเดียร์-เอ้ สุชชวีร์ ร่วมมอบธงชัยประชาธิปัตย์เสมือนตัวแทนพรรค ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส.33เขตกทม.นำชัยชนะการเลือกตั้ง66

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย น.ส.วทันยา บุนนาค ประธานคณะทำงานนวัตกรรมการเมืองกรุงเทพมหานคร และศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานคณะทำงานนโยบาย กทม. ร่วมปักธงธงชัยประชาธิปัตย์นำชัยชนะทั่ว กทม.โดยมีผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. กทม. ของพรรค ทั้ง 33 คน เข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง

นายองอาจ กล่าวถึงงาน “ปักธงชัยประชาธิปัตย์ นำชัยชนะทั่ว กทม.” ว่า ธงของพรรคประชาธิปัตย์ เปรียบเสมือนสัญลักษณ์สำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีองค์พระแม่ธรณีบีบมวยผม สัญลักษณ์ของพรรค ที่รวมความหมายอันศักดิ์สิทธิ์ ความหมายที่สำคัญอันมีคุณค่าของพรรค นอกจากนี้ธงของพรรค มีพื้นเป็นสีฟ้า ซึ่งเป็นสีประจำพรรคประชาธิปัตย์มาตั้งแต่ก่อตั้งพรรคในปี 2489 จนกระทั่งถึงวันนี้ 77 ปี ดังนั้นสีฟ้าจึงเป็นสีของพรรคที่อยู่คู่กับสถาบันการเมืองในประเทศมาอย่างต่อเนื่อง

“ทุกครั้งที่คนของพรรคประชาธิปัตย์ จับธงนี้ขึ้นมาเมื่อไหร่ ธงนี้ก็จะอยู่สูง อยู่เหนือทุก ๆ คน เพราะฉะนั้นธงพรรคประชาธิปัตย์คือธงที่เป็นสัญลักษณ์ตัวแทนของพรรคการเมืองที่ชื่อประชาธิปัตย์อย่างแท้จริงตลอดมาอย่างมีคุณค่า มีความหมาย มีความศักดิ์สิทธิ์ ต่อเนื่องตลอดมา ด้วยเหตุนี้เราจึงมอบธงประชาธิปัตย์ที่เปรียบเสมือนตัวแทนของพรรคประชาธิปัตย์ให้กับผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร ทั้ง 33 คน 33 เขต” นายองอาจกล่าว

ผู้สมัคร สส. กทม.พรรคประชาธิปัตย์ รับมอบ ธงชัยประชาธิปัตย์ผู้สมัคร สส. กทม.พรรคประชาธิปัตย์ รับมอบ ธงชัยประชาธิปัตย์

ผู้สมัคร สส. กทม. รับมอบ ธงชัยประชาธิปัตย์ผู้สมัคร สส. กทม. รับมอบ ธงชัยประชาธิปัตย์

เลือกตั้ง66 : องอาจ-มาดามเดียร์-เอ้ สุชชวีร์ มอบธงปชป.นำชัย 33 เขต กทม.

ทั้งนี้ การมอบธงชัยประชาธิปัตย์ในวันนี้ ถือเป็นการมอบภารกิจที่สำคัญให้กับนักรบของพรรคใน กทม. ทั้ง 33 คน 33 เขต สำหรับนำความเป็นพรรคประชาธิปัตย์และที่สำคัญเรามีแคนดิเดตของพรรคที่ชื่อ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ซึ่งพร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี หากพี่น้องประชาชนให้โอกาสเราและเลือกพรรคประชาธิปัตย์หมายเลข 26

ทั้งนี้ผู้สมัคร สส. ของพรรคประชาธิปัตย์ ทั้ง 33 เขต ได้แก่

เขตเลือกตั้งที่ 1 เขตพระนคร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตสัมพันธวงศ์ เขตดุสิต (ยกเว้นแขวงถนนนครไชยศรี) เขตบางรัก

นางเจิมมาศ จึงเลิศศิริ เบอร์ 10

เขตเลือกตั้งที่ 2 เขตสาทร เขตปทุมวัน เขตราชเทวี

น.ส.อรอนงค์ กาญจนชูศักดิ์ เบอร์ 1

เขตเลือกตั้งที่ 3 เขตบางคอแหลม เขตยานนาวา

นายอภิมุข ฉันทวานิช เบอร์ 7

เขตเลือกตั้งที่ 4 เขตคลองเตย เขตวัฒนา

ร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง เบอร์ 5

เขตเลือกตั้งที่ 5 เขตห้วยขวาง เขตวังทองหลาง (ยกเว้นแขวงคลองเจ้าคุณสิงห์)

น.ส.สุภัสสรา ธงไชย เบอร์ 1

เขตเลือกตั้งที่ 6 เขตพญาไท เขตดินแดง

นายธนา ชีรวินิจ เบอร์ 9

เขตเลือกตั้งที่ 7 เขตบางซื่อ เขตดุสิต (เฉพาะแขวงถนนนครไชยศรี)

นายภูเบศร์ อภัยวงศ์ เบอร์ 3

เขตเลือกตั้งที่ 8 เขตหลักสี่ (ยกเว้นแขวงตลาดบางเขน) เขตจตุจักร (ยกเว้นแขวงจันทรเกษม และแขวงเสนานิคม)

พล.ต.ต.ดร.วิชัย สังข์ประไพ เบอร์ 14

เขตเลือกตั้งที่ 9 เขตบางเขน (ยกเว้นแขวงท่าแร้ง) เขตจตุจักร (เฉพาะแขวงจันทรเกษม และแขวงเสนานิคม) เขตหลักสี่

นายธีรวิทย์ ภูมิดิษฐ์ เบอร์ 5

เขตเลือกตั้งที่ 10 เขตดอนเมือง

นายธัญญ์นิธิ ชวรัตน์นิธิโชติ เบอร์ 7

เขตเลือกตั้งที่ 11 เขตสายไหม (ยกเว้นแขวงออเงิน)

นายวัทธิกร หรุ่นศิริ เบอร์ 4

เขตเลือกตั้งที่ 12 เขตสายไหม (เฉพาะแขวงออเงิน) เขตบางเขน (เฉพาะแขวงท่าแร้ง) เขตลาดพร้าว (เฉพาะแขวงจรเข้บัว)

น.ส.ปราณี เชื้อเกตุ เบอร์ 9

เขตเลือกตั้งที่ 13 เขตลาดพร้าว (ยกเว้นแขวงจรเข้บัว) เขตบึงกุ่ม (ยกเว้นแขวงคลองกุ่ม)

นายแทนคุณ จิตต์อิสระ เบอร์ 10

เขตเลือกตั้งที่ 14 เขตวังทองหลาง (เฉพาะแขวงคลองเจ้าคุณสิงห์) เขตบางกะปิ

นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย เบอร์ 1

เขตเลือกตั้งที่ 15 เขตคันนายาว เขตบึงกุ่ม

นายพันธ์พิสุทธิ์ นุราช เบอร์ 1

เขตเลือกตั้งที่ 16 เขตคลองสามวา (ยกเว้นแขวงสามวาตะวันออก และแขวงทรายกองดินใต้)

น.ส.เกศกานดา อินช่วย เบอร์ 14

เขตเลือกตั้งที่ 17 เขตหนองจอก (ยกเว้นแขวงโคกแฝด แขวงลำผักชี และแขวงลำต้อยติ่ง) เขตคลองสามวา (เฉพาะแขวงสามวาตะวันออก และแขวงทรายกองดินใต้)

น.ส.ณัฐิดา เตาเฟ็ส เบอร์ 2

เขตเลือกตั้งที่ 18 เขตหนองจอก (เฉพาะแขวงโคกแฝด และแขวงลำต้อยติ่ง) เขตลาดกระบัง (เฉพาะแขวงลำปลาทิว) เขตมีนบุรี (เฉพาะแขวงแสนแสบ)

นสพ.อนันต์ ฤกษ์ดี เบอร์ 9

เขตเลือกตั้งที่ 19 เขตมีนบุรี (ยกเว้นแขวงแสนแสบ) เขตสะพานสูง (ยกเว้นแขวงทับช้าง)

นายสุนันท์ มีนมณี เบอร์ 3

เขตเลือกตั้งที่ 20 เขตลาดกระบัง (ยกเว้นแขวงลำปลาทิว)

นายสุพจน์ ฤกษ์ดี เบอร์ 11

เขตเลือกตั้งที่ 21 เขตประเวศ (ยกเว้นแขวงหนองบอน) เขตสะพานสูง (เฉพาะแขวงทับช้าง)

ดร.กิตพล เชิดชูกิจกุล เบอร์ 1

เขตเลือกตั้งที่ 22 เขตสวนหลวง เขตประเวศ (เฉพาะแขวงหนองบอน)

นายจักรวี วิสุทธิผล เบอร์ 5

เขตเลือกตั้งที่ 23 เขตพระโขนง เขตบางนา

นายสุทธิ ปัญญาสกุลวงศ์ เบอร์ 8

เขตเลือกตั้งที่ 24 เขตธนบุรี (ยกเว้นแขวงวัดกัลป์ยาณ์ แขวงหิรัญรูจี และแขวงบางยี่เรือ) เขตคลองสาน เขตราษฎร์บูรณะ (เฉพาะแขวงบางปะกอก)

น.ส.ศิริภา อินทรวิเชียร เบอร์ 11


เขตเลือกตั้งที่ 25 เขตทุ่งครุ เขตราษฎร์บูรณะ (ยกเว้นแขวงบางปะกอก)

นายชยิน พึ่งสาย เบอร์ 7

เขตเลือกตั้งที่ 26 เขตบางขุนเทียน (เฉพาะแขวงท่าข้าม) เขตจอมทอง (ยกเว้นแขวงบางขุนเทียน)

นายสุวัฒน์ ม่วงศิริ เบอร์ 12

เขตเลือกตั้งที่ 27 เขตบางบอน (เฉพาะแขวงบางบอนใต้ และแขวงคลองบางบอน) เขตบางขุนเทียน (ยกเว้นแขวงท่าข้าม)

นายสากล ม่วงศิริ เบอร์ 6

เขตเลือกตั้งที่ 28 เขตจอมทอง (เฉพาะแขวงบางขุนเทียน) เขตบางบอน (ยกเว้นแขวงบางบอนใต้ และแขวงคลองบางบอน) เขตหนองแขม (เฉพาะแขวงหนองแขม)

น.ส.วณิชชา ม่วงศิริ เบอร์ 9

เขตเลือกตั้งที่ 29 เขตบางแค (เฉพาะแขวงบางแคเหนือ และแขวงบางไผ่) เขตหนองแขม (ยกเว้นแขวงหนองแขม)

นายวัชระ เพชรทอง เบอร์ 6

เขตเลือกตั้งที่ 30 เขตบางแค (ยกเว้นแขวงบางแคเหนือ และแขวงบางไผ่) เขตภาษีเจริญ (เฉพาะแขวงบางหว้า แขวงบางด้วน และแขวงคลองขวาง)

นายธนูชยานันท์ ปั้นบริสุทธิ์ เบอร์ 5


เขตเลือกตั้งที่ 31 เขตทวีวัฒนา เขตตลิ่งชัน (ยกเว้นแขวงบางเชือกหนัง)

นพ.พลวิทย์ เจริญพงศ์ เบอร์ 3

เขตเลือกตั้งที่ 32 เขตบางกอกน้อย (เฉพาะแขวงศิริราช) เขตบางกอกใหญ่ เขตภาษีเจริญ (ยกเว้นแขวงบางหว้า แขวงบางด้วน และแขวงคลองขวาง) เขตตลิ่งชัน (เฉพาะแขวงบางเชือกหนัง) เขตธนบุรี (เฉพาะแขวงวัดกัลป์ยาณ์ แขวงหิรัญรูจี และแขวงบางยี่เรือ)

นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ เบอร์ 2

เขตเลือกตั้งที่ 33 เขตบางพลัด เขตบางกอกน้อย (ยกเว้นแขวงศิริราช)

นายชนินทร์ รุ่งแสง เบอร์ 7

เลือกตั้ง66 : องอาจ-มาดามเดียร์-เอ้ สุชชวีร์ มอบธงปชป.นำชัย 33 เขต กทม.
เลือกตั้ง66 : องอาจ-มาดามเดียร์-เอ้ สุชชวีร์ มอบธงปชป.นำชัย 33 เขต กทม.
เลือกตั้ง66 : องอาจ-มาดามเดียร์-เอ้ สุชชวีร์ มอบธงปชป.นำชัย 33 เขต กทม.

 ปชป.มอบธงชัยประชาธิปัตย์ให้ผู้สมัคร สส.กทม. ทั้ง 33 คน/เขตปชป.มอบธงชัยประชาธิปัตย์ให้ผู้สมัคร สส.กทม. ทั้ง 33 คน/เขต

 ปชป.มอบธงชัยประชาธิปัตย์ให้ผู้สมัคร สส.กทม. ทั้ง 33 คน/เขตปชป.มอบธงชัยประชาธิปัตย์ให้ผู้สมัคร สส.กทม. ทั้ง 33 คน/เขต

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง กิตติศักดิ์ กล่อมจิตต์ เป็นทูตเซาตูเมและปรินซิปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/546229

05 เม.ย. 2566

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง กิตติศักดิ์ กล่อมจิตต์ เป็นทูตเซาตูเมและปรินซิปี

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘กิตติศักดิ์ กล่อมจิตต์’ เอกอัครราชทูตไนจีเรีย ให้ดํารงตําแหน่งเป็นทูตเซาตูเมและปรินซิปี อีกตําแหน่งหนึ่ง

สำนักนายกรัฐมนตรี ประกาศแต่งตั้งเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอํานาจเต็มประจําสาธารณรัฐประชาธิปไตยเซาตูเมและปรินซิปี

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายกิตติศักดิ์ กล่อมจิตต์ เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอํานาจเต็มประจําสหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรีย ให้ดํารงตําแหน่ง เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอํานาจเต็มประจําสาธารณรัฐประชาธิปไตยเซาตูเมและปรินซิปี อีกตําแหน่งหนึ่ง โดยมีถิ่นพํานัก ณ กรุงอาบูจา สหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรีย สืบแทน นายพิชัย พงษ์แพทย์ ซึ่งเกษียณอายุราชการ

พระราชสาส์นตราตั้ง ลงวันที่ 18 มี.ค. 2566

ประกาศ ณ วันที่ 23 มี.ค. 2566

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

นายกรัฐมนตรี

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง กิตติศักดิ์ กล่อมจิตต์ เป็นทูตเซาตูเมและปรินซิปี

ทั้งนี้ ก่อนหน้าที่ นายกิตติศักดิ์ กล่อมจิตต์ จะได้รับแต่งตั้งให้เป็นเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอํานาจเต็มประจําสหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรีย เคยได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง คณะผู้แทนถาวรไทยประจำอาเซียน ณ กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย มาก่อน นอกจากนี้ นายกิตติศักดิ์ ยังมีความสามารถด้านการเรียบเรียงและการแปลหนังสือ อาทิ ลึกลับนักสืบ1, คืนแห่งน้ำตามังกร เป็นต้น

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง กิตติศักดิ์ กล่อมจิตต์ เป็นทูตเซาตูเมและปรินซิปี
โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง กิตติศักดิ์ กล่อมจิตต์ เป็นทูตเซาตูเมและปรินซิปี

สำหรับ สาธารณรัฐประชาธิปไตยเซาตูเมและปรินซิปี เป็นประเทศหมู่เกาะเล็กๆ ในอ่าวกินี ประกอบด้วยเกาะสำคัญ 2 เกาะ คือ เกาะเซาตูเมและเกาะปรินซิปี ซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 140 กิโลเมตร และตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งกาบองไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 250 และ 225 กิโลเมตร ตามลำดับ เกาะทั้งสองเป็นส่วนหนึ่งของแนวภูเขาไฟที่ดับแล้ว มีประชากร 201,800 คน (ประมาณทางการ ค.ศ. 2018)