อบรมทักษะการเงิน บัญชี และพัสดุ ครูในสังกัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722442

อบรมทักษะการเงิน บัญชี และพัสดุ ครูในสังกัด

อบรมทักษะการเงิน บัญชี และพัสดุ ครูในสังกัด

วันพฤหัสบดี ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.ผกาภรณ์ พลายสังข์ ผอ.สพป.พิษณุโลก เขต 2 ประธานพิธีเปิด และบรรยายพิเศษการฝึกอบรมการปฏิบัติงานด้านการเงิน บัญชี และพัสดุ สำหรับครูที่รับผิดชอบด้านการเงิน พัสดุประจำโรงเรียน ปีงบประมาณ พ.ศ.2566 โดยมีครูผู้รับผิดชอบงานการเงิน บัญชี โรงเรียน เข้ารับการอบรมจำนวน 120 คน ที่ สพป.พิษณุโลก เขต 2

ม.ศรีปทุม หนุนโมเดล BCG ผลิตวิศวกรไฟฟ้าแก้ปัญหาสังคม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722444

ม.ศรีปทุม หนุนโมเดล BCG  ผลิตวิศวกรไฟฟ้าแก้ปัญหาสังคม

ม.ศรีปทุม หนุนโมเดล BCG ผลิตวิศวกรไฟฟ้าแก้ปัญหาสังคม

วันพฤหัสบดี ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผศ.ดร.ภรชัย จูอนุวัฒนกุล อาจารย์ประจำสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวว่า วิศวกรรมไฟฟ้าเป็นสาขาวิศวกรรมสมัยใหม่ที่ใช้ฟิสิกส์ อิเล็กทรอนิกส์ และแม่เหล็กไฟฟ้า ในการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ใช้หรือผลิตกระแสไฟฟ้า ที่สำคัญการทำงานด้านวิศวกรรมไฟฟ้ามีประโยชน์ทั้งส่วนบุคคลและสังคม เพราะช่วยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีผลกระทบเชิงบวกโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้คนและสังคม ถือว่าเป็นสาขาที่สามารถทำงานในสิ่งที่จับต้องได้ และใกล้ชิดกับการใช้ชีวิตของทุกคน ปัจจุบันหลากหลายอุตสาหกรรมใช้ประโยชน์จากวิศวกรรมไฟฟ้า เช่น การสื่อสาร สาธารณูปโภค เทคโนโลยี การขนส่ง และงานภาครัฐบาล และ การเป็นวิศวกรไฟฟ้ามีโอกาสก้าวหน้าในสายงานสูง เป็นได้ทั้งพนักงานในองค์กรหรือเป็นผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ และเป็นอาชีพที่มีค่าตอบแทนที่แข่งขันได้

“หลักสูตรวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้รับการรับรองจากสภาวิศวกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย นักศึกษาจบแล้วสามารถไปยื่นสอบ กว. หรือใบประกอบวิชาชีพทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ได้ การเรียนสาขานี้ไม่ได้ยากอย่างที่หลายคนคิด เพราะอาจารย์จะสอนให้เห็นภาพและเข้าใจได้ง่าย แถมใช้งานได้จริง โดยเน้นสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem Based Learning) ผ่านแนวคิดและหลักการ IPO ประกอบด้วยหนึ่ง กระบวนการ I เป็นการเตรียมร่างกายให้มีความอดทน จิตใจมีสมาธิ และสติปัญญามีวิธีคิด สอง กระบวนการ P มี 5 ขั้นตอน คือ 1.เรียนรู้ให้สามารถอธิบายได้ 2.เข้าใจจนสามารถเขียนได้ 3.นำไปใช้นำเสนอได้ 4.ฝึกฝนจนสามารถสอนผู้อื่นได้ 5.สร้างวิธีคิดที่เป็นของตนเองได้ และสาม กระบวนการ O คือ ภารกิจให้ผู้เรียนสอนผู้เรียนด้วยกันเองผ่านกิจกรรมและภารกิจ” ผศ.ดร.ภรชัย กล่าว

ม.ศรีปทุม ให้ความสำคัญกับเรื่องพลังงานสีเขียว โซลาร์เซลล์ มีการสอนตั้งแต่การออกแบบระบบโซลาร์ฟาร์ม โซลาร์รูฟท็อป หรือแม้กระทั่งโซลาร์ปั๊ม มุ่งเน้นโอกาสงานใหม่ๆ ให้กับนักศึกษา ซึ่งการออกแบบระบบโซลาร์ 3 ส่วนนี้ อยู่ในรายวิชา Problem-based Learning เอาโจทย์ที่เป็นปัญหาของประเทศไทยจริงๆ เป็นตัวตั้งต้นให้นักศึกษาได้วิเคราะห์ และมีการเชิญวิทยากรจากสภาวิชาชีพวิศวกร บริษัทเอกชน เช่น บริษัท สยาม โซล่าร์ เซลล์ จำกัด มาให้คำแนะนำ และให้นักศึกษาจับกลุ่มทำงานเป็นทีม เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์

CMMU เปิด 2 ปริญญา ‘ตรีควบโท’ บัณฑิตสายดนตรีพ่วงสกิลบริหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722445

CMMU เปิด 2 ปริญญา ‘ตรีควบโท’  บัณฑิตสายดนตรีพ่วงสกิลบริหาร

CMMU เปิด 2 ปริญญา ‘ตรีควบโท’ บัณฑิตสายดนตรีพ่วงสกิลบริหาร

วันพฤหัสบดี ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผศ.ดร.สุเทพ นิ่มสาย หัวหน้าสาขาการจัดการและกลยุทธ์ และผู้ประสานงานโครงการปริญญาตรีควบปริญญาโท วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) กล่าวว่า นักศึกษาในปัจจุบันสนใจเรียนหลักสูตรปริญญาตรีควบปริญญาโทมากขึ้นทั้งในไทยและทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเรียนต่อในสาขาเดิม หรือเป็นการเรียนข้ามศาสตร์เพื่อต่อยอดองค์ความรู้เฉพาะด้านซึ่งส่วนมากจะมีลักษณะเป็นซิงเกิ้ล สกิล (Single Skill) โดย CMMU เล็งเห็นว่าเด็กรุ่นใหม่ที่เป็น Young Talent เป็นคนที่มีความสามารถมากและต่อยอดเติมความรู้ให้กลายเป็นคนมีทักษะแบบมัลติสกิล (Multi Skill) ได้เพื่อนำศักยภาพใหม่ๆ มาพัฒนาในทักษะดั้งเดิมที่ตนเองเชี่ยวชาญอยู่แล้วให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น มีการเพิ่มซอฟต์สกิลที่เกี่ยวกับการบริหารและการจัดการ จึงได้จับมือกับวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผลิตหลักสูตรสร้างนักดนตรีผู้ประกอบการและนวัตกรรมขึ้นมา ในรูปแบบปริญญาตรีควบปริญญาโท ภายใต้หลักสูตรนักดนตรีผู้ประกอบการและนวัตกรรม (Music Entrepreneurship and Innovation : MEI) ที่แรกในประเทศไทย

สำหรับหลักสูตรนักดนตรีผู้ประกอบการและนวัตกรรม (Music Entrepreneurship and Innovation : MEI) เป็นหลักสูตร 2 ปริญญาที่เรียนเพียง 4 ปีครึ่ง คือ หลักสูตรการจัดการมหาบัณฑิต (กจ.ม.) (Master of Management) สาขาภาวะผู้ประกอบการและนวัตกรรม(Entrepreneurship and Innovation) วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล และหลักสูตรดุริยางคศาสตร์บัณฑิต (ดศ.บ.) (Bachelor of Music) วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้เรียนจะได้เรียนเนื้อหา
ในหลักสูตรสาขาภาวะผู้ประกอบการและนวัตกรรมตั้งแต่ปีที่ 1 ภาคการศึกษาที่ 2 โดยจะทยอยเรียนควบคู่ไปกับรายวิชาในหลักสูตรดุริยางคศาสตร์ในช่วงภาคการศึกษาปกติ และภาคการศึกษาฤดูร้อน การเรียน 2 ปริญญา ไปพร้อมๆ กัน การเรียนแบบนี้ช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าการเรียนแยกทีละปริญญาประมาณ40 เปอร์เซ็นต์ ผศ.ดร.สุเทพ กล่าว

ผู้ที่สนใจเข้าศึกษาหลักสูตรดังกล่าวสมัครได้ที่ https://forms.gle/xBF35THsELp5LDVX9 ตั้งแต่วันนี้-วันจันทร์ที่ 8 พฤษภาคม 2566 หรือสอบถามรายละเอียดที่ 02-2062000 ต่อ 3203

‘ปลัดมท.’จับมือ’นายกแม่บ้านมหาดไทย’ นำทีมผู้เชี่ยวชาญผ้าไทยโค้ชชิ่ง’ผ้าลายดอกรักราชกัญญา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722378

'ปลัดมท.'จับมือ'นายกแม่บ้านมหาดไทย' นำทีมผู้เชี่ยวชาญผ้าไทยโค้ชชิ่ง'ผ้าลายดอกรักราชกัญญา'

‘ปลัดมท.’จับมือ’นายกแม่บ้านมหาดไทย’ นำทีมผู้เชี่ยวชาญผ้าไทยโค้ชชิ่ง’ผ้าลายดอกรักราชกัญญา’

วันพุธ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2566, 14.57 น.

“ปลัดมท.”จับมือ”นายกแม่บ้านมหาดไทย” นำทีมผู้เชี่ยวชาญผ้าไทยโค้ชชิ่ง”ผ้าลายดอกรักราชกัญญา” แก่กลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ประเภทผ้าและเครื่องแต่งกาย ช่างทอผ้า และช่างหัตถกรรม 14 จังหวัดภาคใต้

เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2566 ที่โรงแรมแกรนด์ฟอร์จูน อ.เมืองนครศรีธรรมราช จ.นครศรีธรรมราช นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานเปิดกิจกรรม Coaching พัฒนาศักยภาพผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ด้านผ้าไทย และงานหัตถกรรม “ผ้าลายดอกรักราชกัญญา” โดยมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายอภินันท์ เผือกผ่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช นางพิชานันท์ เผือกผ่อง ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดนครศรีธรรมราช นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายสมพงษ์ มากมณี นายไตรรัตน์ ไชยรัตน์ นางเรืองอุไร บุญช่วยชูพันธุ์ นายศรัทธา ทองคำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ดร.ศรินดา จามรมาน นักวิชาการอิสระ นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทยและผู้เชี่ยวชาญการย้อมสีธรรมชาติ นายวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ WISHARAWISH นายตะวัน ก้อนแก้ว ผู้ช่วยบรรณาธิการแฟชั่น VOGUE ดร.กรกลด คำสุข รองคณบดีฝ่ายนวัตกรรมทางปัญญาและวิจัย วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อ.นุวัฒน์ พรมจันทึก ผู้เชี่ยวชาญด้านการย้อมสีธรรมชาติ พัฒนาการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ นางกนกพร เดชเดโช นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้ประกอบการผ้าไทยและสมาชิกศิลปาชีพในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ สื่อมวลชน และภาคีเครือข่ายรวมกว่า 400 คน ร่วมกิจกรรม

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ บรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงทุ่มเทในการฟื้นฟูอาชีพช่างทอผ้าให้ได้เป็นอาชีพเสริมของเกษตรกรเพื่อทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยพระราชทานแนวความคิดไปสู่การปฏิบัติ ด้วยการส่งเสริมยุยงและกระตุ้นทุกวิถีทางเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้ทอผ้าขายให้พระองค์ท่านก่อน เป็นที่มาของคำว่า “ขาดทุนคือกำไร” ด้วยการนำพระราชทรัพย์ ทรงรับซื้อไว้เป็นหลัก ขาดทุนของพระองค์ท่านคือกำไรของชาวบ้าน ทรงน้อมนำหลักการทรงงาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาใช้ในการส่งเสริมชาวบ้านเพื่อให้พี่น้องเกษตรกรได้สมัครใจและเห็นว่า “ชีวิตยังมีหวัง” ทั้งนี้ ด้วยทรงพบว่าพี่น้องคนไทยในทุกพื้นที่มีสายโลหิตที่รับมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษในการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ปลูกฝ้าย ทอผ้า นำไปสู่การจัดตั้งโครงการศิลปาชีพ เมื่อปี 2515 ถือเป็นโครงการศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถแห่งแรก โดยทรงเน้นย้ำให้ประชาชนทำงานรวมกันเป็นกลุ่ม เพื่อจะได้พึ่งพาอาศัยช่วยเหลือกัน รวมทั้งมีผู้นำต้นแบบในขณะนั้น คือ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรี ข้าราชการ สวมใส่ชุดผ้าไทยในทุกวัน จนทำให้ประชาชนคนไทยในยุคนั้นนิยมสวมใส่ผ้าไทย อันเป็นต้นแบบมาถึงภาครัฐในปัจจุบัน

“ปี 2553 เราโชคดีที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมุ่งมั่นในการแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด แนวพระราชปณิธานของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อให้คนไทยทุกคนมีความสุข ดังพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” โดยทรงต่อยอดจากพื้นฐานที่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงวางไว้ คือ ทำให้ชาวบ้านกลับมาทอผ้าก่อน ต่อยอดด้วยทรงใช้กลไกตลาด เริ่มต้นจากการพัฒนาภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ โดยนำเอา know-how สมัยใหม่ เกี่ยวกับเรื่องแฟชั่น หัตถศิลป์เข้ามาใส่ “พุ่งเป้าไปที่คน ให้คนไปพัฒนาชิ้นงาน” เช่นเรื่องสีเคมี พระองค์ทรงมีกุศโลบาย บอกให้ประชาชนรู้ว่ามันเป็นอันตราย ใส่ในทุกวันมันก็จะซึมเข้าผิวหนัง น้ำที่เหลือจากการย้อมเทลงพื้นก็จะทำให้ดินเสีย เทลงไปในลำห้วย ปลาก็ตาย น้ำก็เน่า และควันที่ลอยขึ้นยังเป็นก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศทำให้โลกร้อน จึงทรงโน้มน้าว ให้คนใช้สีธรรมชาติ ด้วยการนำหลักการพึ่งพาตนเอง ปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ปลูกต้นไม้ให้สี มาใช้ ดังนั้น พระองค์จึงทรงเป็นผู้นำเรื่อง Sustainable Fashion อย่างแท้จริง พร้อมทั้งทรงโปรดให้คณะทำงานโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ลงมาให้คำแนะนำ มาอบรมโค้ชชิ่ง เพื่อให้ช่างทอผ้าทุกกลุ่ม ทุกเทคนิค ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเองเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และทรงเน้นย้ำว่า “การทำงานเป็นทีมจะทำให้ความสำเร็จในวงกว้างบังเกิดขึ้น” นายสุทธิพงษ์ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ กล่าวในช่วงท้ายว่า การจะพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีที่ยั่งยืนได้ “ข้าราชการต้องเป็นผู้นำเอาความรู้และเนื้อหาไปสู่พี่น้องประชาชน” ด้วยการที่ 1) ต้องมีความรู้เข้าใจถ่องแท้ และ 2) ต้องเลื่อมใส เป็นผู้นำต้องทำก่อน ด้วย ด้วยการใส่ผ้าไทยในทุกวัน ทุกโอกาส เป็นผู้มีหัวใจหรืออุดมการณ์ หรือ passion และมี creative Thinking ทำหน้าที่ข้าราชการที่ดีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผู้บำบัดทุกข์ บำรุงสุข นำการพัฒนาต่อยอด ไปทำให้ประชาชนอีกหลายล้านชีวิต ได้รับการจุดประกายไฟให้มีแรงบันดาลใจในการที่จะ Change for Good ให้เกิดขึ้นในชีวิต ทำให้พี่น้องประชาชนเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ทำในสิ่งที่ถูก โดยเป้าหมายอยู่ที่ประชาชน ถ้าอยากให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ก็ต้องมีรายได้ดี จะมีรายได้ดีต้องมีความเชี่ยวชาญ ชำนาญในการผลิตงานหัตถศิลป์หัตถกรรมที่ถูกใจผู้คน ไม่ใช่ทำให้คนช่วยซื้อเพราะความสงสาร ต้องทำให้คนซื้อเพราะฝีมือดี ดังที่พระองค์หญิงทรงทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ด้วยการสนองพระดำริ ทำให้ผืนผ้าไทยทุกผืนเป็นผ้าที่มีคุณภาพ มีความสวยงาม และมูลค่าที่สูงขึ้น เพื่อประชาชนทุกคนได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

ดร.วันดี กล่าวว่า ในโลกใบนี้ มีเพียง 20 กว่าประเทศจาก 200 กว่าประเทศทั่วโลกที่มีผ้า มีเครื่องนุ่งห่มเป็นของตนเอง และประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มเป็นของตนเอง มีวัฒนธรรมการทอผ้าด้วยมือ Handmade ของตนเอง ประเทศที่เหลือเป็น Machine-made และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น นับเป็นความโชคดีของคนไทยทุกคน เพราะประเทศไทยเรานั้นเป็นเพียงประเทศเดียวที่องค์เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างใหญ่หลวง นับเนื่องตั้งแต่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ตลอดระยะเวลากว่า 70 ปีพระองค์ทรงตรากตรำพระวรกายทรงงานเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เยี่ยมเยียนพระราชทานความห่วงใยแก่พี่น้องประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มช่างทอผ้า ที่พระองค์ท่านจะทรงงานตั้งแต่บ่ายจนถึงดึกดื่น ทรงทำในสิ่งที่เคยติดลบกลับคืนสู่ชุมชนจนเป็นอาชีพที่สร้างรายได้

“และนับเป็นบุญอย่างใหญ่หลวงของพวกเราทุกคนที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีพระปณิธานอันแน่วแน่ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชปณิธานของสมเด็จย่าพระองค์ท่าน ด้วยการทรงลุกขึ้นมาเป็นผู้นำในการต่อยอดพัฒนาผ้าไทยให้ได้รับการยอมรับและเป็นที่สนใจของตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยพระองค์ทรงลงไปคลุกคลี ลงไปกระตุ้นปลุกเร้า ลงไปประทับเคียงข้างช่างทอผ้า คนทำผ้า และพระราชทานพระวินิจฉัย พระราชทานคำแนะนำในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความน่าสนใจ เพราะ “พระองค์ไม่เคยทอดทิ้งประชาชนของพระองค์” แต่ทั้งนี้ การพัฒนาด้านผ้าไทยเมื่อ 70 ปีที่ผ่านมากับการพัฒนาผ้าในปัจจุบันแตกต่างกันมาก เพราะพระองค์ทรงนำเอาวิชาการแฟชั่นและวิชาการตลาดสมัยใหม่มาเป็นแนวทางในการต่อยอดพระราชดำริของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งการที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ใด ๆ ที่เข้าสู่ตลาดผู้บริโภคนั้นมีหลักสำคัญอยู่ 4 P คือ ผลิตภัณฑ์ (Product) ซึ่งถือเป็นสิ่งแรกที่จะทำให้ตลาดยอมรับ โดยพระองค์พระราชทานลายผ้า ลายแรก คือ ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี ต่อมาพระราชทานลายขิดนารีรัตนราชกัญญา และชาวปักษ์ใต้โชคดีที่มีลายบาติกพระราชทาน ได้แก่ ปาเต๊ะร่วมใจเทิดไท้เจ้าหญิง ท้องทะเลไทย และป่าแดนใต้ และล่าสุด คือ ลายดอกรักราชกัญญา เพื่อให้ช่างทอผ้าได้น้อมนำไปประยุกต์ใช้ อันทำให้ผืนผ้ามีมูลค่า (Price) ที่สูงขึ้น รวมทั้งทรงส่งเสริมแนวทางการพัฒนาช่องทางการจำหน่าย (Place) และการส่งเสริมการตลาด (Promotion) ด้วยการพระราชทานโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก และโปรดให้ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าตลอดวงจรตั้งแต่การผลิตจนถึงการจำหน่ายได้มาพัฒนาศักยภาพของพวกเราทุกคน ซึ่งผ้าไทยทุกผืนเป็นเงินรายได้กลับไปสร้างชีวิตที่ดีให้กับลูกหลาน กลับไปพัฒนาครอบครัว พัฒนาชุมชน และประเทศไทย แต่ทั้งนี้ “ทุกคนต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลง” และพวกเราต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลง เพราะการเปลี่ยนแปลงเริ่มจากตัวพวกเรา เพื่อที่จะทำให้ผ้าไทยได้เฉิดฉายในตลาดทั่วโลกและมีมูลค่าที่สูงขึ้น อันหมายถึง “ชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน” ดร.วันดี กล่าว

นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ กล่าวว่า ขอชื่นชมผลงานของพี่น้องคนทำผ้าชาวปักษ์ใต้ที่ในช่วงที่ผ่านมาได้พัฒนาฝีมือตนเองจนเห็นพัฒนาการที่เด่นชัดขึ้น โดยในปีนี้เป็นการประกวดย่างเข้าปีที่ 3 สิ่งที่เห็น คือ มีผู้ประกอบการหน้าใหม่ส่งผ้าเข้าประกวดเป็นจำนวนมากในปีที่ผ่านมา ดังนั้น ในปีนี้ ตั้งเป้ามีผู้ส่งผ้าเข้าประกวดไม่น้อยกว่า 5,000 ผืน มีหลักเกณฑ์การประกวด เช่น ต้องส่งผลงานตามภูมิลำเนาที่ผลิต และผ้าที่ส่งเข้าประกวดต้องเป็นผ้าทอมือ หรือทำจากมือเท่านั้น และต้องระบุแหล่งที่มาของวัตถุดิบอย่างละเอียด ทั้งนี้ ผ้าหรืองานหัตถกรรมที่ส่งเข้าประกวดสามารถนำลายโบราณของแต่ละท้องถิ่นมาผสมผสานกับผ้าลายพระราชทาน “ลายดอกรักราชกัญญา” ได้ทุกประเภท โดยผลงานผ้าหรืองานหัตถกรรมต้องมีรายละเอียดแนวคิดในการทำบรรจุภัณฑ์ (Packaging)  และเรื่องเล่า (Storytelling) เป็นต้น

“พี่น้องชาวปักษ์ใต้มีความโชคดีที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พระราชทานลายผ้าพระราชทานให้กับชาวปักษ์ใต้เป็นจำนวนมาก ซึ่งล่าสุด คือ “ผ้าบาติกลายพระนามาภิไธยสิริกิติ์” นอกจากนี้ ขอให้พี่น้องชาวปักษ์ใต้ได้ภาคภูมิใจว่า ผ้าบาติกเป็นผ้าที่พระองค์ทรงนำไปตัดฉลองพระองค์เยอะมาก และจังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นจุดเริ่มต้นของการพระราชทานพระดำริ “โครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก” จึงขอให้ชาวปักษ์ใต้ได้ร่วมส่งผืนผ้าเข้าประกวดกันด้วยความตั้งใจและความสนุกสนานที่ได้ทำผ้าและผลิตภัณฑ์ชนิดต่าง ๆ เพราะ “ผ้าไทยใส่แล้วสนุกจริง ๆ” นอกจากนี้ ขอความร่วมมือจากข้าราชการทุกท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านพัฒนาการจังหวัด พัฒนาการอำเภอ ต้องศึกษาทำความเข้าใจหลักเกณฑ์กติกาต่าง ๆ เพื่อสามารถสร้างการรับรู้อธิบายให้ผู้ประกอบการได้เข้าใจอย่างถ่องแท้” นายธนันท์รัฐ กล่าว

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ กล่าวว่า กรมการพัฒนาชุมชน ได้ดำเนินโครงการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายดอกรักราชกัญญา” โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม – 4 สิงหาคม 2566 ณ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดและอำเภอในพื้นที่ภูมิลำเนาของผู้สมัคร โดยการตัดสินการประกวดระดับภาคใต้ จะจัดขึ้นในวันที่ 25 – 26 สิงหาคม 2566 รอบก่อนรองชนะเลิศ วันที่ 23 – 24 กันยายน 2566 รอบรองชนะเลิศ (Semi Final) วันที่ 30 กันยายน 2566 และรอบตัดสินระดับประเทศ (Final) ในวันที่ 31 ตุลาคม 2566

– 006

เยียวยาแล้ว! เลขาธิการ กพฐ.แจงปมนับคะแนนผิดสอบ’ผอ.สพท.’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722362

เยียวยาแล้ว! เลขาธิการ กพฐ.แจงปมนับคะแนนผิดสอบ'ผอ.สพท.'

เยียวยาแล้ว! เลขาธิการ กพฐ.แจงปมนับคะแนนผิดสอบ’ผอ.สพท.’

วันพุธ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2566, 14.14 น.

เลขาธิการ กพฐ.เผยเยียวยา ผอ.สพท.4 รายแล้ว ย้ำ ผอ.เขตฯ วิเคราะห์ผลจัดการศึกษา 1 ปีที่ผ่านมา และเตรียมพร้อมรับเปิดเทอม

เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2566 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ ประจำเดือนเมษายน 2566 ผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ ว่า ตนได้ชี้แจงผลกระทบจากที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เมื่อเร็วๆ นี้ ที่มีมติเห็นชอบเพิกถอนรายชื่อผู้ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นการเฉพาะราย 4 ราย เนื่องจากทางมหาวิทยาลัยสวนดุสิต (มสด.) มีการรวมคะแนนสอบภาค ค สอบสัมภาษณ์ผิดพลาดไป 1 คะแนนนั้น ว่า เรื่องนี้ส่งผลกระทบกับผู้สอบแค่ 8 คนเท่านั้น คือ ผู้ถูกเพิกถอน 4 ราย และผู้ได้รับการแต่งตั้งใหม่ 4 ราย ซึ่งทั้ง 8 ราย ได้รับการเยียวยาจนเป็นที่พอใจแล้ว และตัดสินใจที่จะไม่ฟ้องร้อง

“ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นครั้งนี้มาจากการดำเนินงานของ มสด. ที่เป็นผู้รับจ้างจัดสอบและออกข้อสอบ โดยมี ก.ค.ศ. เป็นผู้ว่าจ้าง ซึ่งทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นผู้ปฏิบัติมีหน้าที่บรรจุผู้สอบผ่านตามบัญชีที่คณะกรรมการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯออกประกาศ โดย สพฐ.ทำการบรรจุตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2565 แล้ว ก็ยอมรับว่ากรณีที่เกิดขึ้นอาจจะมีคนที่ไม่มีความมั่นในกับผลสอบครั้งนี้ ซึ่งผมได้พูดคุยกับ ก.ค.ศ.แล้วจะต้องเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่มั่นใจเข้ามาตรวจสอบคะแนนของตนเอง แต่เมื่อตรวจสอบแล้วพบข้อเท็จจริงแล้ว ก็ขอให้ทุกคนยอมรับความเป็นจริงด้วย” นายอัมพร กล่าว

นายอัมพร กล่าวต่อว่า ส่วนจะทำความเข้าใจกับผู้ที่เสียสิทธิและจะไปฟ้องศาลปกครอง เพื่อขอให้ดำเนินการยกเลิกและสอบบรรจุใหม่หรือไม่นั้น เรื่องนี้ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคลเราห้ามไม่ได้ แต่หากมีการฟ้องศาลจริง ก็ขอให้ทุกอย่างเป็นไปตามดุลพินิจของศาล ในส่วนของ สพฐ.นั้น เป็นเพียงผู้ใช้บัญชีและปฏิบัติตามระเบียบขั้นตอนที่ ก.ค.ศ.วางไว้เท่านั้น

นายอัมพร กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ มอบหมายให้เขตพื้นที่ฯ วิเคราะห์ผลการดำเนินการจัดการศึกษาหลังจากจบปีการศึกษา 2565 ในเขตพื้นที่ของตนเองว่า ในด้านโอกาสนั้นเด็กสามารถเลื่อนชั้นได้ครบทุกคนหรือไม่ มีเด็กกี่คนที่ไม่สามารถเลื่อนชั้นได้ ดำเนินการช่วยเหลือเด็กที่ไม่สามารถเลื่อนชั้นอย่างไร  หรือส่งต่อเด็กไปเรียนต่อในปีการศึกษา 2566 ได้ครบทุกคนหรือไม่ และมีเด็กตกหล่อนออกกลางคันหรือไม่ หากพบแล้วดำเนินการช่วยเหลืออย่างไร พร้อมกับให้เขตพื้นที่ฯ ทำการวิเคราะห์ว่าใน 1 ปีที่ผ่านมา จากที่สพฐ. จัดทำคู่มือความปลอดภัยในสถานศึกษาให้โรงเรียนไปปฏิบัติตาม มีโรงเรียนกี่แห่งที่สามารถปฏิบัติตามได้ดีและประสบความสำเร็จ  มีโรงเรียนกี่แห่งที่ยังมีปัญหา และปีหน้าจะปรับเปลี่ยนการทำงานอย่างไร เพื่อสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา

นอกจากนี้ มอบหมายให้เขตพื้นที่ฯ จัดทำแผนเตรียมการรับมือเปิดเทอม 1 ปีการศึกษา 2566 โดยเฉพาะการเตรียมคน ที่จะต้องหาครูให้ครบชั้น และให้โรงเรียนทุกแห่งมีผู้อำนวยโรงเรียน รวมทั้งการเตรียมอุปกรณ์การเรียน ชุดนักเรียน และอุปกรณ์การเรียนต่างๆ รวมถึงมีแผนในการทำงานเพื่อให้การจัดการเรียนการสอนดำเนินไปได้อย่างดีที่สุด (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : สอบ‘ผอ.สพท.’วุ่น!นับคะแนนผิด 1 แต้ม ศธ.ยันไม่ใช่ทุจริต)

ศธ.ชูแนวคิด’อัพเลเวลการศึกษาไทย Change for Chance’ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาพยนตร์สั้น 10 ตอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722297

ศธ.ชูแนวคิด'อัพเลเวลการศึกษาไทย Change for Chance'ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาพยนตร์สั้น 10 ตอน

ศธ.ชูแนวคิด’อัพเลเวลการศึกษาไทย Change for Chance’ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาพยนตร์สั้น 10 ตอน

วันพุธ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2566, 10.44 น.

ระบบการศึกษาไทยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เผชิญหน้ากับความท้าทายต่อการจัดการศึกษาเป็นอย่างมาก ทั้งปัญหาเชิงระบบมากมาย ที่ส่งผลต่อตัวผู้เรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา หลักสูตร รวมถึงสถาบันการศึกษา โดยเฉพาะสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้ระบบการศึกษาไทยเกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำ และส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่จากภาคเศรษฐกิจและสังคม ส่งผลให้เด็กไทยบางส่วนหลุดออกจากระบบการศึกษา และบางส่วนที่ได้รับการศึกษาได้ไม่เต็มที่ 

หนึ่งในนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ผลักดันอนาคตประเทศ

กระทรวงศึกษาธิการ ไม่ได้นิ่งนอนใจและเข้าดูแลทุกความท้าทายที่เกิดขึ้นเพื่อลดช่องว่างทางการศึกษา พร้อมเดินหน้ายกระดับคุณภาพการศึกษาไทยไปพร้อม ๆ กัน โดยผุดแนวคิด ‘อัพเลเวลการศึกษาไทย Change for Chance’ ในการแก้ปัญหาและสร้างโอกาสใหม่ไปพร้อมกันทั้งระบบ ผ่านนโยบายมากมายจากกระทรวงศึกษาธิการ และได้นำเสนอเรื่องราวที่อิงจากเรื่องจริงของชีวิตเด็กไทยที่ได้รับโอกาส ถ่ายทอดเรื่องราวที่น่าสนใจผ่านภาพยนตร์สั้นทั้งหมด 10 ตอน โดยสะท้อนให้เห็นถึงการแก้ไขปัญหาการศึกษาไทย ที่ลงลึกไปถึงโครงสร้างและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้เกิดผลลัพธ์อย่างมีประสิทธิภาพและเปลี่ยนแปลงจริงทั้งประเทศ


  
นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า “กระทรวงศึกษาธิการมองเห็นถึงปัญหาของระบบการศึกษาไทยที่จำเป็นต้องมีการเข้าไปแก้ไขและวางนโยบายในระยะยาวเพื่อปฏิรูประบบการศึกษาไทย เพื่อให้สอดคล้องกับการศึกษาในศตวรรษที่ 21 และในโอกาสที่กระทรวงศึกษาธิการได้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 131 ผลการดำเนินงานของทุกหน่วยงานในกระทรวงศึกษาธิการ แสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทในการขับเคลื่อนการศึกษาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จึงขอขอบคุณผู้บริหาร ข้าราชการ ครู และบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากทุกภาคส่วน ที่มุ่งมั่นตั้งใจทำหน้าที่บริหารจัดการด้านศึกษาอย่างเต็มความสามารถในสถานการณ์ท้าทายรอบด้าน เพื่อพัฒนาศักยภาพทุกช่วงวัยให้มีคุณภาพ 

โดยเฉพาะการพัฒนาและยกระดับสาขาอาชีวะ ซึ่งเป็นกลไกหลักและยังเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศได้อย่างยั่งยืน โดยมีการจัดตั้งศูนย์แห่งความเป็นเลิศ หรือ Excellent Center ที่กระจายอยู่จำนวน 122 แห่งทั่วประเทศ ทั้งยังเดินหน้าพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้สู่สาขาวิชาที่รองรับ 43 สาขาอาชีพใหม่ สู่การเพิ่มขึ้นของจำนวนกำลังคนอาชีวะที่มีคุณภาพต่อไปในอนาคต นอกจากนี้ทางกระทรวงศึกษาธิการยังมีอีกหลายโครงการที่ได้คิดริเริ่ม ต่อยอด ร่วมสร้างและผลักดัน เพื่อให้เด็กไทยได้เข้าถึงระบบการศึกษาอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ ทั้งสนับสนุนทุกโอกาสและทางเลือกในชีวิตมากขึ้น ไปพร้อม ๆ กับการลงมือปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมและสร้างการเปลี่ยนแปลงจริงทั้งประเทศ”

ทางด้าน นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงด้านปัญหาของระบบการศึกษาไทยว่า “เป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน เราได้มองเห็นถึงปัญหาและวางนโยบายการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นรูปธรรมและสามารถแก้ไขปัญหาได้จริง โดยกระทรวงศึกษาธิการได้สร้างความเชื่อมั่นไว้วางใจให้กับสังคมเสมอมา รวมถึงพัฒนาวิธีการจัดการศึกษาให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น โครงการพาน้องกลับมาเรียน, โครงการโรงเรียนคุณภาพ, โครงการอาชีวะทวิภาคี, โครงการอาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ และโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นต้น พร้อมกันนี้กระทรวงศึกษาธิการได้จัดทำภาพยนตร์สั้น 10 ตอน ภายใต้แนวคิด ‘อัพเลเวลการศึกษาไทย Change for Chance’ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของการศึกษาไทยที่เกิดขึ้นและคุณภาพการศึกษาที่ได้รับการยกระดับในปัจจุบัน 

โดยเนื้อหาใน 10 ตอน จะเป็นการตีแผ่ให้เห็นถึงการยกระดับการศึกษาและคุณภาพชีวิตให้เด็กไทยมีอนาคตที่ดีขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาเด็กนักเรียนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา เพราะปัญหาความยากจนของครอบครัว ทำให้อนาคตเขาหายไป กระทรวงศึกษาธิการจึงเข้าไปอัพเลเวล เพื่อสร้างโอกาสและอนาคตให้เขาได้กลับมาเรียนอีกครั้ง นอกจากนี้ ยังมีเรื่องราวของเด็กยากจนคนหนึ่งที่ได้รับโอกาสอัพเลเวลในการเรียนสายอาชีวศึกษาในระบบทวิภาคี ที่ให้ได้เรียนในหลักสูตรที่ทันสมัยและได้รับโอกาสเรียนต่อต่างประเทศ ช่วยให้มีโอกาสในชีวิตที่ดีและจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นหลังจบการศึกษา รวมถึงตอบโจทย์กับอาชีพใหม่ที่ตลาดแรงงานต้องการในอนาคต เป็นต้น”

การศึกษาไทยเปลี่ยนไปอย่างไรบ้างในช่วง 2 ปีที่ผ่าน กระทรวงศึกษาธิการอัพเลเวลการศึกษาไทยทางด้านใดบ้าง ติดตามชมภาพยนตร์สั้น 10 ตอน ในซีรีส์ อัพเลเวลการศึกษาไทย Change for Chance โดยสามารถรับชม 3 ตอนแรก ได้ทางช่องยูทูป “สํานักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ” หรือ https://www.youtube.com/@user-jy5tm3xk1l

เจาะสนามเลือกตั้ง สส.กทม. “เพื่อไทย”แลนด์สไลด์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/546297

06 เม.ย. 2566

เจาะสนามเลือกตั้ง สส.กทม. "เพื่อไทย"แลนด์สไลด์

‘เพื่อไทย’ ประกาศแลนด์สไลด์กทม. 33 เขต โชว์ผู้สมัครแชมป์เก่า-หน้าใหม่ ตบเท้าร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลง เชื่อทำได้จากตัวผู้สมัคร กระแสพรรค และนโยบายเด็ด

การเลือกตั้งในวันที่14 พ.ค.นี้ ทุกพรรคการเมืองต่างแย่งชิงสนามกรุงเทพมหานคร (กทม.) กว่า 33 เขต เดิมก่อนเลือกตั้งปี 62 พรรคประชาธิปัตย์ครองแชมป์ แต่เลือกตั้งปี 62 กลับต้องพ่ายแพ้ราบคราบให้กับพรรคพลังประชารัฐ เพื่อไทย และก้าวไกล 

เลือกตั้งปี 66 ดูเหมือน “พรรคเพื่อไทย” มาแรงแซงโค้ง จากผลสำรวจนิด้าโพล ชาวกทม.เลือกเป็นอันดับ 1 พรรคก้าวไกล อันดับ 2 จึงทำให้เพื่อไทยกล้าประกาศ แลนด์สไลด์กทม. แม้หลายเขตจะมีเจ้าของพื้นที่เดิมอยู่ก็ตาม บวกกับกระแสว่าที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ผู้สมัครสส. นโยบายพรรค ที่สำคัญ ประชาชนอยากเห็นความเปลี่ยนแปลง 

สนามใหญ่เลือกตั้งกทม. 33 เขต ของพรรคเพื่อไทย จึงมีทั้งผู้สมัครหน้าใหม่ ผู้สมัครย้ายพรรค เข้ามาร่วมงานด้วยกัน เช่น 

แชมป์เก่า 
กานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ ผู้สมัครสส.เขตพระนคร แม้จะย้ายมาจาก พรรคพลังประชารัฐ แต่ไม่ได้มาแค่ตัว ยังหอบหิ้วคะแนนเสียงมาด้วย มีคะแนนนิยมจากทั้งจากฐานเดิม อนุรักษ์นิยม และ ฝั่งประชาธิปไตย ยิ่งได้เห็นการแบ่งเขตใหม่ เชื่อว่า น่าจะชนะได้ไม่ยาก 

สุรชาติ เทียนทอง ผู้สมัครสส.เขตหลักสี่ จตุจักร แม้ในวันที่ไม่ได้เป็นสส. แต่ลงพื้นที่ไม่เคยขาด ซึ่งเจ้าตัวมั่นใจป้องกันแชมป์ได้ไม่ยาก เพราะมีผลงาน ครองใจชาวบ้านนานกว่า20ปี  

อนุสรณ์ ปั้นทอง ผู้สมัครสส.เขตบางเขน หลักสี่ จตุจักร อดีต สส.หลายสมัย ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งแบบพวงใหญ่ หรือ แบบเขต แม้รอบนี้ถูกเฉือนออกไปบ้าง แขวงท่าแร้ง ไปรวมกับ จตุจักรและหลักสี่ แต่สุดท้าย ยังเป็น ฐานที่พรรคเพื่อไทย เหนียวแน่นทั้งคู่ 

พลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ผู้สมัครสส.เขตคันนายาว เขตบึงกุ่ม ไม่ว่าจะสนามใหญ่ สนามเล็กสก. ไม่เคยเสียพื้นที่ไปให้พรรคการเมืองอื่น เลือกตั้งรอบนี้ กกต.แบ่งเขตใหม่เป็น คันนายาว 2 แขวง บวกกับ บึงกุ่ม1แขวง แต่เมื่อดูลึกลงไป เขตนี้เป็นฐานการเมืองที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว แถมมี “ก้อย ชญาดา” รองประธานสภากทม. ลุยช่วยหาเสียง 

วิชาญ มีนชัยนันท์ ผู้สมัครสส.เขตมีนบุรี สะพานสูง แพ้เลือกตั้งปี62 แต่เลือกตั้งปี 66 มุ่งมั่นทำงานทั้งด้านสังคมและการเมือง 

จิรายุ ห่วงทรัพย์ ผู้สมัครสส.เขตคลองสามวา แม้ผู้สมัครพรรคอื่น มองว่า แบ่งเขตเข้าทาง แต่ จิรายุ ก็มั่นใจเต็มเปี่ยม เพราะ 2 แขวงที่ ตัดออกไป เป็นแขวงที่ จิรายุ คะแนนไม่ค่อยดีมาโดยตลอด ลีลาการอภิปรายในสภาฯ แข็งขัน เป็นดาวเด่น นอกสภา จิรายุ ลงพื้นที่ไม่ขาด 
 
ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ผู้สมัครสส.เขตลาดกระบัง รู้จักในนาม “พี่อิ่ม” ของน้องๆในโลกออนไลน์ มีแฟนคลับวัยรุ่น และฐานเสียงในเขตนี้ เลือดเพื่อไทยเข้มข้นไม่แพ้กัน

วัน อยู่บำรุง ผู้สมัครส.ส.เขตบางบอน หนองแขม เจ้าของสโลแกน “ใจถึง พึ่งได้” เลือกตั้งเที่ยวนี้ คู่แข่งการเมืองฝ่ายตรงข้าม ตระกูลดัง หมายมั่นปั้นมือจะเอาให้ได้ เมื่อไปดูเขตหนองแขม เปลี่ยนเขตใหม่ ย้ายจากบางบอน มาลงหนองแขม ซึ่งเป็นฐานเสียงของน้าชาย สก.นวรัตน์ อยู่บำรุง สก.เขตหนองแขม 

จิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ หรือ ทนายบิลลี่ ผู้สมัครส.ส.เขตทวีวัฒนา หันหัวเรือจากก้าวไกล มา เพื่อไทย ไม่ส่งผลอะไรเพราะอุดมการณ์เดียวกัน 

สุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา ภรรยา กำนันมานะ คงวุฒิปัญญา ผู้สมัครสส.เขตภาษีเจริญ บางแค 

วัน อยู่บำรุง ผู้สมัครส.ส.เขตบางบอน หนองแขมวัน อยู่บำรุง ผู้สมัครส.ส.เขตบางบอน หนองแขม

หน้าใหม่  ทายาทนักการเมือง คนหน้าใหม่  
เพ็ญพิสุทธิ์ จินตโสภณ ผู้สมัครสส.เขตบางคอแหลม ยานนาวา เป็นลูกสาวอดีต สส.พงษ์พิสุทธิ์ 

อ๋อม สกาวใจ พูนสวัสดิ์ ดารา นักแสดง ผู้สมัครสส.เขตลาดพร้าว บึงกุ่ม ลาดพร้าว ขอเลือกข้างยื่นฝั่งประชาธิปไตย โดยได้แรงหนุนจาก สส.พลภูมิ และ สก.เนติภูมิ ดูแลพื้นที่นี้มาอย่างยาวนาน อ๋อม สกาวใจ บอกไว้แล้ว “มาเพื่อชนะ” 

รัฐพงษ์ ระหงส์ ผู้สมัครสส.เขตบางซื่อ เป็นลูกชาย สุธรรม ระหงส์ อดีตเลขารัฐมนตรีกระทรวงพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ 

กวีวงศ์ อยู่วิจิตร ผู้สมัครสส.เขตบางนา แม้เขตนี้พรรคก้าวไกลมีกระแสแรง แต่พรรคเพื่อไทย มั่นใจ กวีวงศ์ ด้วยภาพลักษณ์คนทำงาน ช่วยเหลือประชาชนมาตลอด พ

ศรัณยสัณฑ์ วีรกุลสุนทร ผู้สมัครสส.เขตจอมทอง เป็นลูกชายของ “เฮียล้าน” ส.ก.เขตจอมทอง” หรือ ล้านจอมทอง

กิตติพล รวยฟูพันธ์ ผู้สมัครสส.เขตทุ่งครุ เป็นพี่ชายของสก.กิตติพงษ์ เขตทุ่งครุ โดยมี”เฮียล้าน”คนดังจอมทอง เป็นโค้ช 
 

อ๋อม สกาวใจ พูนสวัสดิ์ ผู้สมัครสส.เขตลาดพร้าว บึงกุ่ม ลาดพร้าว อ๋อม สกาวใจ พูนสวัสดิ์ ผู้สมัครสส.เขตลาดพร้าว บึงกุ่ม ลาดพร้าว

เจาะสนามเลือกตั้ง สส.กทม. "เพื่อไทย"แลนด์สไลด์

เจาะสนามเลือกตั้ง สส.กทม. "เพื่อไทย"แลนด์สไลด์พรรคเพื่อไทยพรรคเพื่อไทย

‘สมชัย’ประเมินปาร์ตี้ลิสต์ ชี้เน้นเหตุผลทางการเมือง กับทุนพรรค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/546306

06 เม.ย. 2566

'สมชัย'ประเมินปาร์ตี้ลิสต์ ชี้เน้นเหตุผลทางการเมือง กับทุนพรรค

สมชัย ศรีสุทธิยากร ประเมินภาพรวมปาร์ตี้ลิสต์ แต่ละพรรคการเมือง เพื่อไทย 28 ที่นั่ง เหตุบิ๊กเนมอยู่เซฟโซน ชี้ปัญหาชื่อลอย อยู่ลำดับสูง ปัจจัยกลุ่มทุนพรรค

 การจัดปาร์ตี้ลิสต์ของแต่ละพรรคการเมือง หลังที่มีการเปิดเผยแล้ว เมื่อทำการสมัครสส.บบบัญชีรายชื่อ เห็นความชัดเจนของแต่ละพรรคการเมือง ความสัมพันธ์ของพรรค ใครมีอำนาจตัวจริงในแต่ละพรรค 
รายการ คมชัดลึก เนชั่นทีวี เปิดประเด็น “บิ๊กเนม” คิดหนัก จัดลำดับปาร์ตี้ลิสต์ พูดคุย วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองที่ร้อนแรงไม่แพ้กับอากาศในเวลานี้ 

 รศ.สมชัย ศรีสุทธิยากร ประธานยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนนโยบาย พรรคเสรีรวมไทยรศ.สมชัย ศรีสุทธิยากร ประธานยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนนโยบาย พรรคเสรีรวมไทย

ในเรื่องของการคาดการณ์การรวมเสียงในการตั้งรัฐบาล  รศ.สมชัย กล่าวว่า ในพรรคร่วมฝ่ายค้านเดิม เพื่อไทย ก้าวไกล เสรีรวมไทย มีความแตกต่างกัน ที่ประชาชนใช้เป็นเกณฑ์ในการเลือก ถ้า 3 พรรครวมกัน 60 % ของคนที่มาเลือกตั้ง น่าจะมีส่วนแบ่งมาให้เสรีรวมไทยบางส่วน ในเรื่องการประกาศพร้อมจับมือพลังประชารัฐ รศ.สมชัย บอกว่า มีสิทธิเลือกที่ไม่เอาในบางพรรค

ในการพูดคุยกับแกนนำพรรคใหญ่บางพรรค มีแนวทางที่จับมือในพรรคร่วมฝ่ายเดิมก่อน ในเกิน 300 เสียง และได้เสนอไปว่าในจบแค่นี้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเอาเสียงส่วนอื่นมาเพิ่มเติม ในมุมมองคิดว่า แค่เกิน 300 เสียง สว.ก็ต้องรู้จักคิดเพื่อบ้านเมือง หรืออาจจะบวกไทยสร้างไทย ประชาชาติ เพื่อชาติ เป็น 6 พรรค ส่วนในกรณีที่ยังไม่จบ ลำดับที่ 2 ก็ต้องพิจารณาพรรคการเมืองที่ร่วมกับเราได้ ที่ไม่ขัดแย้งในแนวทางมากเกินไป เช่น พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งถ้ารวมในส่วนนี้เสียงก็น่าจะเกิน 300 เสียง ไม่ต้องไปถึงพลังประชารัฐ รวมไทยสร้างชาติ 
 

ในเรื่องของการรวมกันแบบสลายขั้ว รศ.สมชัย ตอบว่าไม่เอา เพราะพลังประชารัฐ ก่อให้เกิดปัญหา ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา พลังประชารัฐเป็นพรรคเดียวที่โหวตไม่เอา จึงมองว่าแนวทางไม่ใช่การประนีประนอมแต่มองประโยชน์ส่วนตัวเป็นหลัก พอมาวันนี้จะมาบอกให้สามัคคี เพราะที่ผ่านมามา ไม่เคยแสดงบทบาทในอดีต แค่วันนี้จะมาบอกว่าให้ก้าวข้ามความขัดแย้ง เป็นไม่ได้


เรื่องของปาร์ตี้ลิสต์แต่ละพรรคการเมือง รศ.สมชัย มองว่า มันเปลี่ยนไปจากเจตนาของการเขียนรัฐธรรมนูญตั้งแต่เริ่มต้น สมัยปี 2540 ที่มีสส.2 ประเภทเกิดขึ้น เดิมเขตสามารถลงพื้นที่ได้ เข้ากับประชาชน  ดังนั้นต้องมีบุคคลที่มีบุคลิกแบบหนึ่ง บัญชีรายชื่อ คือคนที่อาจจะเป็นหน้าเป็นตา เป็นอาจารย์เป็นอดีตผู้บริหารที่มีความสามารถ และเป็นกลุ่มคนที่พร้อมจะโชว์ต่อประชาชน

เพื่อให้ได้คะแนนเสียงปาร์ตี้ลิสต์ และเตรียมคนเหล่านี้เป็นผู้มีตำแหน่งทางการเมือง ถ้าปาร์ตี้ลิสต์มีเพียงพอก็ไม่มีการแย่งกัน แต่ตอนนี้ร์ตี้ลิสต์มันน้อยลงเรื่อยๆ พอไปลดลงเหลือ 100 คน แล้วจะมีพื้นที่ปลอดภัยของแต่ละพรรคในปาร์ตี้ลิสต์ จากการคาดการณ์ว่าพรรคนั้นๆ จะได้ปาร์ตี้ลิสต์เท่าไหร่ จึงกลายเป็นการแย่งชิงแข่งขัน เพื่อให้ตัวเองอยู่ในพื้นที่ตรงนั้น กลุ่มที่แย่งชิงพื้นที่ตรงนั้นได้ ก็จะเป็นผู้นำพรรค แกนนำพรรค คนเก่าแก่  ถัดมาก็จะเป็นกลุ่มคนที่มีส่วนบริจาคเงินให้กับพรรค ช่วยเป็นเงินทุนในการหาเสียงต่างๆ อีกกลุ่มเป็นอาจารย์ อดีตข้าราชการระดับสูง ผู้มีความสามารถพอเป็นหน้าเป็นตาให้กับพรรค 


บัญชีรายชื่อแต่ละพรรคที่สื่อนำเสนอ หยิบเอา10 รายชื่อแรกของแต่ละพรรคมาดู วิเคราะห์ได้เลยว่า คนนี้คือใคร มีความสำคัญอย่างไร มาได้อย่างไร บางคนลอยมา ไม่มีบทบาททางการเมือง ไม่เป็นรู้จัก ไม่มีกิจกรรมกับพรรค เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นกับทุกพรรคการเมือง ทำให้เจตนาของการออกแบบบัญชีรายชื่อมันผิดไป จึงกลายเป็นที่อยู่ของคนเก่าแก่ นายทุนที่มีเงินเพียงพอ หรือนักการเมืองที่เคยอยู่เขตเดิม และรู้สึกว่าถ้าเสียเงินเท่ากัน อยู่บัญชีรายชื่อดีกว่า 

ในการวิเคราะห์บัญชีรายชื่อของแต่ละพรรค  รศ.สมชัย กล่าวว่า อย่างพรรคเพื่อไทย ประเมินจากบิ๊กเนม คาดว่าจะได้ประมาณ 28 คน ถัดมารวมไทยสร้างชาติ ประมาณ 16 ที่ ส่วนหนึ่งประเมินจากโพลความเห็นต่างๆ และมีการสังเกตมีรายชื่อที่ลอยมา ต่อมา ก้าวไกล ตัดตรงลำดับที่ 22 หลังจากนี้เป็นชื่อที่ไม่คุ้นเคย ด้านประชาธิปัตย์ ประเมินที่ 12 ที่นั่ง แม้จะมีบิ๊กเนมต่อจากนั้นหลายคน แต่ต้องดูว่าจะได้คะแนนเท่าไหร่ ส่วนภูมิใจไทย มองที่ 11 ที่นั่ง ด้วยการเน้นความแข็งแกร่งของบ้านใหญ่และพื้นที่ส่วนเสรีรวมไทย จุดตัดพื้นที่ปลอดภัยที่ลำดับที่ 5 การจัดบัญชีรายชื่อ ในภาพรวมปาร์ตี้ลิสต์ ดีต่อภาพรวมของพรรค แต่ไม่ดีที่สุดต่อประชาชน เป็นการผสมผสานระหว่างเหตุผลทางการเมือง การสนับสนุนพรรค และเชิงวิชาการต่างๆ 

‘สุวัจน์-กรณ์’ ชู ‘อรทัย’ คนรุ่นใหม่ครองใจคนภูเก็ต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/546292

05 เม.ย. 2566

‘สุวัจน์-กรณ์’ ชู ‘อรทัย’ คนรุ่นใหม่ครองใจคนภูเก็ต

“สุวัจน์-กรณ์” ร่วมงานบุญสวดกลางบ้าน ก่อนวันสงกรานต์ ชู “อรทัย” คนรุ่นใหม่ครองใจคนภูเก็ต เจ้าตัวเมินบ้านใหญ่ พร้อมสู้-สร้างรากฐานใหม่ให้แข็งแรง

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า พร้อมด้วย นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้าและน.ส.อรทัย เกิดทรัพย์ ผู้สมัคร ส.ส.เขต 3 จ.ภูเก็ต ร่วมงานสวดกลางบ้านที่ อ.ถลาง 

ซึ่งเป็นงานสวดประจำหมู่บ้านทุกปี ที่ทำในช่วงมีนาคม-เมษายน ก่อนวันสงกรานต์ หรือวันเริ่มต้นปีใหม่ไทย เพื่อความเป็นสิริมงคลของคนในหมู่บ้าน โดยเป็นการรวมความสามัคคีชุมนุมของคนแต่ละหมู่บ้าน และเป็นประเพณีประจำจ.ภูเก็ต ที่มีมายาวนาน 

น.ส.อรทัย กล่าวว่า จากการลงพื้นที่มา 8 เดือน เสียงตอบรับดี ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใสให้การต้อนรับ และรู้จักตนเองมากขึ้น ทั้งเด็ก วัยรุ่น ผู้สูงอายุ และส่วนตัวมั่นใจว่าจะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง เพราะทำทุกวันอย่างเต็มที่ เดินลงพื้นที่ทุกวัน เจอชาวบ้านหลากหลายแบบ 

ส่วนนโยบายในการหาเสียงก็มีหลากหลายที่เหมาะกับแต่ละกลุ่มวัย เช่น ยกเลิกแบล็คลิสต์เครดิตบูโร การซ่อมแซมบ้าน 50,000 บาทสำหรับผู้สูงวัย รวมถึงการรื้อโครงสร้างพลังงาน ซึ่งจะได้ประโยชน์กับทุกคน นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำเรื่อง การดำรงซึ่งวัฒนธรรม วิถีชุมชน ควบคู่กับการท่องเที่ยว 

‘สุวัจน์-กรณ์’ ชู ‘อรทัย’ คนรุ่นใหม่ครองใจคนภูเก็ต

พร้อมยอมรับว่าใน จ.ภูเก็ต ก็ยังมีบ้านใหญ่และยังมีหลายบ้าน ซึ่งเราก็เป็นบ้านหนึ่ง ที่ต้องสร้างรากฐานที่แข็งแรงคนในบ้านก็จะแข็งแรง โดยผู้สมัครทุกคนมีจุดเด่นของตัวเอง แต่ตนก็มีจุดเด่นคือ ประสบการณ์ความรู้ 20 ปี ในการทำงานทั้งในและต่างประเทศ ประสบการณ์ด้านกลยุทธ์ มีเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อน และตนเป็นผู้หญิงที่เข้าได้กับทุกคน 

ด้าน นายสุวัจน์ กล่าวว่า มีความมั่นใจจะปักธงใน จ.ภูเก็ต ซึ่งผู้สมัครทั้ง 2 เขต คือ น.ส.อรทัย และนายเทมส์ ไกรทัศน์เขต 3 เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถน่าจับตา เชื่อว่าจะสามารถครองใจคนภูเก็ตได้

‘สุวัจน์-กรณ์’ ชู ‘อรทัย’ คนรุ่นใหม่ครองใจคนภูเก็ต
‘สุวัจน์-กรณ์’ ชู ‘อรทัย’ คนรุ่นใหม่ครองใจคนภูเก็ต
‘สุวัจน์-กรณ์’ ชู ‘อรทัย’ คนรุ่นใหม่ครองใจคนภูเก็ต
‘สุวัจน์-กรณ์’ ชู ‘อรทัย’ คนรุ่นใหม่ครองใจคนภูเก็ต

เศรษฐา ชูดิจิตอลวอลเล็ตข่มมาตรการกระตุ้นศก.-ลั่นนำ ‘เพื่อไทย’สู้ความจน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/546295

05 เม.ย. 2566

เศรษฐา ชูดิจิตอลวอลเล็ตข่มมาตรการกระตุ้นศก.-ลั่นนำ 'เพื่อไทย'สู้ความจน

“เศรษฐา ทวีสิน” รับสุดตื้นตันที่ได้รับความไว้วางใจเป็น 1 ใน 3 แคนดิเดต ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อ้อนขอเสียงเลือก”เพื่อไทย”เป็นรัฐบาล ประกาศธงนำเศรษฐกิจ ผ่าน”ดิจิตอลวอลเล็ต” ทำให้คนที่อยู่ในชุมชนขายของได้มากขึ้น กระตุ้นเศรษฐกิจครัวเรือนไปจนถึงระดับประเทศ 

นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย กล่าวช่วงหนึ่งในงานเปิดตัว “คิดใหญ่ ทำเป็น เพื่อไทยทุกคน ตอน One Team for all Thais : หนึ่งทีมเพื่อไทยทุกคน”   ณ ธันเดอร์โดม สเตเดียม เมืองทองธานี  ว่า วันนี้เป็นวันสำคัญในชีวิตการเมืองของตน รู้สึกเป็นเกียรติและขอขอบคุณพรรค”เพื่อไทย”ที่ไว้วางใจเป็น 1 ใน 3 แคนดิเดต เพื่อร่วมชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนถัดไป ที่มีภารกิจสำคัญในการพลิกฟื้นประเทศไทยซบเซามานานมานาน 

ขออาสาและขอโอกาสจากคนไทยทุกคนเลือก“เพื่อไทย” ให้ไปจัดตั้งรัฐบาล เพื่อให้ตนและเพื่อผู้สมัคร สส.ของพรรคเพื่อไทย ทำความตั้งใจนี้ให้เป็นจริง ถึงแม้ว่าตนจะไม่ได้มีชีวิตอยู่จนเห็นภาพสุดท้ายว่าคนไทยเท่าเทียมกันทุกประการ แต่ตนจะทำทุกทาง เพื่อให้ลูกหลานมีสังคมและชีวิตที่ดีกว่า สิ่งที่จะทำในฐานะผู้นำของประเทศไทยคนถัดไป ความตั้งใจข้อแรกจะยกระดับเศรษฐกิจประเทศไทยทั้งประเทศ โดยการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง

  • “ดิจิตอลวอลเล็ต”เติมเงินในระบบกระตุ้นศก.

ด้วยนโยบาย”ดิจิตอลวอลเล็ต” ขอเน้นย้ำคำว่า ทั่วถึงเพราะที่ผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสร้างผลประโยชน์ให้กับคนไม่กี่กลุ่มในประเทศ ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำฐานะของคนในครัวเรือนและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ    ภายใต้นโยบายของพรรคเพื่อไทย จะอาศัยเทคโนโลยี “ดิจิตอลวอลเล็ต” ด้วยการเติมเงินในกระเป๋าดิจิตอล 10,000บาท ในมือถือทุกคน ที่มีอายุ16 ปีขึ้นไป สามารถใช้ได้ในรัศมี 4 กิโลเมตร จากที่อยู่ตามบัตรประชาชน และต้องใช้ให้หมดภายใน 6 เดือน ซึ่งนโยบายนี้จะทำให้เกิดการหมุนเวียนทำให้คนที่อยู่ในชุมชนขายของได้มากขึ้น เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับครัวเรือนไปจนถึงระดับประเทศ ซึ่งรัฐบาลจะได้การตอบแทนกลับมาในรูปแบบของภาษี 

ส่วนนโยบายที่จะขับเคลื่อน  ครอบคลุมทั้งการหาตลาดให้กับผู้ผลิตสินค้าในไทย ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น หรือสุราพื้นบ้าน ให้สินค้าจากไทยเข้าถึงตลาดทั่วโลก ที่จะนำรายได้มหาศาลมาสู่ประชาชน โดยหากพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลจะมีการยกระดับการเจรจาทางการทูตเพื่อผลประโยชน์ของคนไทย ไม่ใช่แค่ด้านเศรษฐกิจแต่ยังรวมถึงสิทธิ์ฟรีวีซ่าของพาสปอร์ตไทยในอีกหลาย ๆ ประเทศ ด้วยเช่นกัน   เพื่อไทยจะไปเจรจากับบริษัทต่างประเทศให้เลือกลงทุนที่ประเทศไทย เพิ่มตำแหน่งงาน เพิ่มรายได้ให้คนไทย

  • ย้ำยุทธศาสตร์ไทยศูนย์กลางการขนส่ง

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ทัดเทียมระดับโลก โดยประเทศไทยจะต้องเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางอากาศ ทางราง และทางเรือ ให้สามารถรองรับผู้คนและสินค้าให้ได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขยายสนามบิน ขยายโครงข่ายรถไฟให้เชื่อมเหนือจรดใต้ และเพิ่มความสามารถของท่าเรือเชื่อมต่อ โดยที่พรรคเพื่อไทยจะยังไม่ละเลยความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ ที่ต้องบริหารจัดการให้เติบโตไปพร้อมกับประเทศ

การนำเทคโนโลยีมาช่วยบริหารพื้นที่ชลประทานอย่างเป็นระบบภายใต้การประสานงานของหน่วยงานรัฐที่ทำงานโดยมีประชาชนเป็นหัวใจหลัก   และอากาศสะอาดที่เป็นพื้นฐานการดำรงชีวิต ประชาชนไม่ควรต้องร้องขอจากรัฐ  โดยเฉพาะปัญหา PM 2.5 ที่เผชิญอยู่ รัฐบาลที่ดีต้องแก้ไขปัญหาที่ต้นตอทันที ความตั้งใจทั้งหมดที่พูดมาทำได้จริง ผ่านนโยบายของพรรคเพื่อไทยจะยกระดับครัวเรือน  ลดช่องว่างทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยมีที่ยืนบนเวทีโลกอีกครั้ง

  • สลายทุกสีเสื้อนำประเทศไทยสู่ความยากจน

“ความตั้งใจทั้งหมดต้องอาศัยประชาชนทั้งหมดช่วยกัน เป็นกำลังเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนความตั้งใจนี้ให้เป็นจริง ในวันนี้ขอให้ทุกคนในที่นี้และอยู่ที่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นคนภาคกลางคนเหนือ คนใต้ คนอีสาน จะเป็นคนรวยคนด้อยโอกาส เป็นชาวนา ชาวไร่ นักธุรกิจ ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ หรือจะเป็นเด็กรุ่นใหม่ คนรุ่นเก่า คนอนุรักษ์นิยม คนเสรีนิยม คนเสื้อแดง คนเสื้อเหลือง คนเสื้อหลากสี พวกเราคือคนไทยเหมือนกัน ขอให้ทุกคนถอดหัวโขน ที่สวมอยู่ ทุกคนล้วนเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นพี่ เป็นน้องเป็นคนในครอบครัว และสำคัญที่สุด  เป็นประชาชนคนไทย เป็นคนที่รักและอยากเห็นประเทศไทยเจริญก้าวหน้ากลับมาเป็นผู้นำของภูมิภาคอีกครั้ง การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้มาสู้กับใครคนใดคนหนึ่ง ศัตรูของผมคือความยากจน ความลำบากของประชาชน ชัยชนะต่อสิ่งเรานั้นคือเป้าหมายที่แท้จริงของผมและพรรคเพื่อไทย อยากทำให้ความหวังของทุกคนเป็นจริงที่อยากเห็นคนทุกกลุ่มมีชีวิตที่ดีขึ้น ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน มีที่ยืนในเวทีโลกอย่างภาคภูมิใจ   ถ้าทุกคนเชื่อในความหวังนี้ว่าจะเป็นจริงได้เชื่อในความหวัง เชื่อในความมุ่งมั่นของผมและสส. ของพรรคเพื่อไทย เลือกพรรคเพื่อไทยให้แลนด์สไลด์ทั้งแผ่นดิน” 

นายเศรษฐา กล่าวด้วยว่า  ถ้ามีโอกาสได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 จะอุทิศเวลาทั้งหมดทำหน้าที่รับใช้ประชาชน ทำนโยบายให้เป็นจริง นำการเปลี่ยนแปลงมาสู่ประเทศ คืนศักดิ์ศรีคืนความมั่งคั่ง คืนความภาคภูมิใจให้กับคนไทย เพื่อส่งต่ออนาคตที่ดีให้กับลูกหลาน

เศรษฐา ชูดิจิตอลวอลเล็ตข่มมาตรการกระตุ้นศก.-ลั่นนำ 'เพื่อไทย'สู้ความจน
เศรษฐา ชูดิจิตอลวอลเล็ตข่มมาตรการกระตุ้นศก.-ลั่นนำ 'เพื่อไทย'สู้ความจน
เศรษฐา ชูดิจิตอลวอลเล็ตข่มมาตรการกระตุ้นศก.-ลั่นนำ 'เพื่อไทย'สู้ความจน

เศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ในงานเปิดตัว “คิดใหญ่ ทำเป็น เพื่อไทยทุกคน ตอน One Team for all Thais : หนึ่งทีมเพื่อไทยทุกคน”   ณ ธันเดอร์โดม สเตเดียม เมืองทองธานี