ต้อนรับลมร้อน ‘At First’ ศูนย์การค้า MBK ชวนช้อปไอเท็มใหม่สุด Exclusive

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/729875

ต้อนรับลมร้อน ‘At First’ ศูนย์การค้า MBK  ชวนช้อปไอเท็มใหม่สุด Exclusive

ต้อนรับลมร้อน ‘At First’ ศูนย์การค้า MBK ชวนช้อปไอเท็มใหม่สุด Exclusive

วันพฤหัสบดี ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร้าน At First ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ฉลองปิดเทอมและต้อนรับลมร้อนกับไอเท็มพิเศษในช่วงซัมเมอร์นี้ จับมือกับ Thai creator แบรนด์ดัง The Breakfast Club ยกขบวนเหล่าน้องๆ คาแร็กเตอร์สุดฮิตอย่างเดอะแก๊ง Breakfast (Kaidao, Tomato, Avocado, Toast, Lemon ฯลฯ) พร้อมสินค้าใหม่สุด Exclusive เปิดตัวที่ร้าน At First เป็นครั้งแรก กับ Breakfast On The Beach Collection ที่พาเหล่าเดอะแก๊ง Breakfast มาในรูปแบบตุ๊กตาตัวจิ๋ว อย่างพวงกุญแจที่ไม่เคยมีขายที่ไหนมาก่อน พร้อมกระเป๋า Tote Bag กระเป๋าใส่ไอแพดและเคสโทรศัพท์ ที่เป็นสินค้าใหม่ล่าสุด และสินค้า Best seller อย่าง Griptok ที่ติดโทรศัพท์สุดฮิต ในสไตล์ Y2K เอาใจวัยรุ่น Gen Z

พิเศษกับโปรโมชั่น SUMMER ช้อปสินค้าโซน Lifestyle ครบ 1,500 บาทขึ้นไป หรือช้อปสินค้า Men’s wear ครบ 4,000 บาทขึ้นไปรับฟรี Mini Summer Bag จากแบรนด์ The Breakfast Club มูลค่า 390 บาท ตั้งแต่วันนี้-วันพุธที่ 31 พฤษภาคม 2566 (สินค้ามีจำนวนจำกัด) สำหรับ Thai creator แบรนด์ดัง The Breakfast Club เป็นแบรนด์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความรักในอาหาร และบรรยากาศยามเช้าที่เป็นเหมือนการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ในแต่ละวัน หวังดีไซน์ของเราจะช่วยเติมเต็มชีวิตประจำวันของทุกคนให้มีสีสันมากยิ่งขึ้น โดยช่วงซัมเมอร์นี้ The Breakfast Club ชวนน้องๆ มาเที่ยวปิกนิกริมทะเล พร้อมทำกิจกรรมต่างๆ เล่นเซิร์ฟ ดำน้ำ แล่นเรือใบ กลางทะเล หรือจะอาบแดด ที่ชายหาดสุดชิว สดใส รับซัมเมอร์กันไปเลย

‘จรัสพงศ์ ลํ่าซำ’นั่งเก้าอี้กรรมการผู้จัดการ ASM บริษัทรักษาความปลอดภัย ในกลุ่มล็อกซเล่ย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/729918

‘จรัสพงศ์ ลํ่าซำ’นั่งเก้าอี้กรรมการผู้จัดการ ASM บริษัทรักษาความปลอดภัย ในกลุ่มล็อกซเล่ย์

‘จรัสพงศ์ ลํ่าซำ’นั่งเก้าอี้กรรมการผู้จัดการ ASM บริษัทรักษาความปลอดภัย ในกลุ่มล็อกซเล่ย์

วันพฤหัสบดี ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น จรัสพงศ์ ล่ำซำ บุตรชายคนเล็ก ธงชัย ล่ำซำ ประธานกรรมการล็อกซเล่ย์ ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัทรักษาความปลอดภัย เอเอสเอ็ม แมเนจเม้นท์ จำกัด (ASM) ในกลุ่มบริษัทล็อกซเล่ย์

จรัสพงศ์ ล่ำซำ ปัจจุบันอายุ 40 ปีจบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะนิเทศศาสตร์ และปริญญาโท Global MBA มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย นอกจากนี้ ยังมีหลักสูตรอื่นๆ อาทิ หลักสูตรผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตย รุ่น 2 ของสถาบันพระปกเกล้า หลักสูตรหลักสูตร TLCA Executive Development Program (EDP รุ่น 17) สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย หลักสูตรจิตวิทยาความมั่นคง (สจว. รุ่น 120) สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ

ปัจจุบัน จรัสพงศ์ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) ดูแลงานกลุ่มสื่อสารองค์กร และฝ่ายกิจกรรมองค์กรเพื่อสังคม กรรมการผู้จัดการบริษัท แอล ฟู้ดโซลูชันส์ จำกัด ดำเนินกิจการร้านอาหารญี่ปุ่น ภายใต้ชื่อ วาคิว ยากินิคุ ปัจจุบันมี 3 สาขา ได้แก่ สาขา The Garden คลองเตย สาขา Esplanade ถนนรัชดาภิเษก ชั้น B และ The Explace กาญจนาภิเษก และแบรนด์อาหารไทยตำรับกูร์ และล่าสุดได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท รักษาความปลอดภัยเอเอสเอ็ม แมเนจเม้นท์ จำกัด (ASM) ในกลุ่มบริษัทล็อกซเล่ย์

บริษัท รักษาความปลอดภัย เอเอสเอ็มแมเนจเม้นท์ จำกัด (ASM) ในกลุ่มบริษัทล็อกซเล่ย์ เป็นผู้ให้บริการรักษาความปลอดภัยระดับมืออาชีพแก่ลูกค้าทั่วประเทศอย่างครบวงจร นอกจากนี้ ยังมีบริการต่างๆ มากมาย อาทิ งานบริการรักษาความปลอดภัยอาคาร สถานที่สำคัญ งานบริการรักษาความปลอดภัยคลังสินค้า งานบริการดูแลรักษาความสะอาดและฆ่าเชื้อ งานบริการกำจัดแมลง ปัจจุบัน ASM มีพนักงานกว่า 5,000 คน

ทั้งนี้ ASM ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ยึดมั่นการบริหารจัดการที่รับประกันคุณภาพด้วยการควบคุมคุณภาพการบริการ สามารถปรับงานบริการให้เหมาะกับความต้องการของธุรกิจและมีความยืดหยุ่นต่อตามความต้องการของลูกค้า ช่วยให้ธุรกิจดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

งานนี้จะได้พิสูจน์ฝีมือคนหนุ่มรุ่นใหม่กันอีกครั้ง

แถลงข่าว ‘Moowis จิต.อสูญ’ ละครเวทีเฉลิมพระเกียรติ 100 ปี วันประสูติ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/729924

แถลงข่าว ‘Moowis จิต.อสูญ’ ละครเวทีเฉลิมพระเกียรติ  100 ปี วันประสูติ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

แถลงข่าว ‘Moowis จิต.อสูญ’ ละครเวทีเฉลิมพระเกียรติ 100 ปี วันประสูติ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

วันพฤหัสบดี ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เนื่องในโอกาสครบปีที่ 100 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ วัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์ ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ร่วมกับ วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต แถลงข่าวการจัดแสดงละครเวทีเฉลิมพระเกียรติ เพื่อน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณที่ทรงรับวัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์

ชลิดา คุณาลัย, รุจิรา ตระกูลยิ่งเจริญ, ฉัตรนิธิศวร์ จันทาพูน, ผศ.วรวุฒิ อ่อนน่วม

เป็นวัดในพระองค์รวมทั้งองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ประกาศยกย่องทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลก ละครเวทีเฉลิมพระเกียรติ เรื่อง “Moowis จิต.อสูญ” ดัดแปลงวรรณกรรมจากโครงการอโณทัยและโครงการชิดตะวัน ของวัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์ ในพระองค์ฯ เขียนโดย กรวิก จันทรวงศ์ จัดแสดง 3 รอบ วันที่ 26-28 พฤษภาคม 2566 เวลา 15.00 น. ณ ห้องออดิทอเรียม อาคาร 15 วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

3 นักแสดงหลัก ปณิธาน พลัดเต้ (ไมค์) พงศภัทร์ กันคำ (ฟลุ๊คจ์)ธีระภัทร์ เรืองฤทธิ์กุล (ดิน) ดำเนินรายการโดย อ.อรรจน์ จินดาพล

จากนวนิยายเหนือจินตนาการ เรื่อง Moowis ตำรวจออนไลน์กับหลากหลายคดีพิศวง บทประพันธ์ของ กรวิก จันทรวงศ์ สู่การตีความครั้งใหม่ ในละครเวทีเรื่อง “Moowis จิต.อสูญ” เล่าเรื่องราวของชายหนุ่มผู้ถูกครอบงำจิตใจด้วยความเคียดแค้นของอสูร จนเกิดเป็นคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง การไล่ล่าคนร้ายใต้เงาอสูรจึงกลายเป็นคดีสุดพิศวง

อสูรร้าย “มูวิส” จากนิยายพื้นบ้านของชนพื้นเมืองอเมริกัน ที่สะท้อนภาวะแห่งจิตใจอันมืดดำด้วยโมหะจริต ครอบงำ ซุกซ่อนภายใต้ความเป็นมนุษย์ หรือแท้จริงแล้วอาจเป็นจิตใจของมนุษย์ที่หลอกหลอนกันเองซ่อนเร้น ท่ามกลางความเป็นจริงในสังคม “ความมืดมิดแห่งจิต” ล้วนมาจากความเจ็บป่วยของจิตใจ จากสุขภาวะทางจิตใจ (Mental Health) ยิ่งนับวันเรายิ่งเผชิญกับอสูรร้ายที่แฝงเร้นในตัวผู้คน ปั่นป่วน วุ่นวาย สร้างบาดแผลต่อเนื่องกันไปไม่จบไม่สิ้นที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “ภาวะอสูญ”

จะเป็นครั้งแรกของละครเวทีที่เปิดสัมผัสการรับรู้ทางกลิ่นไปพร้อมกับการรับชมละครเวที รับรู้ความหมายและจินตนาการของละครเวทีด้วยกลิ่นที่สื่อความหมายแห่ง “สภาวะธรรม” 3 กลิ่น 3 ความหมาย จาก 3 นักปรุงกลิ่นระดับประเทศ ฉัตรนิธิศวร์ จันทาพูน จาก Artisan Valley, รุจิรา ตระกูลยิ่งเจริญ จาก Scent and Sense และ ชลิดา คุณาลัย จาก NOSEstory ร่วมสร้างสรรค์มิติการสื่อสารความหมายครั้งใหม่ให้กับการรับชมละคร

“Moowis จิต.อสูญ” นำแสดงโดย ดิน-ธีระภัทร์ เรืองฤทธิ์กุล, ฟลุ๊คจ์-พงศภัทร์ กันคำ และ ไมค์-ปณิธาน พลัดเต้ดัดแปลงบทและกำกับการแสดงโดย อภิสิทธิ์ สี่ เปิดการแสดง 3 รอบ ได้แก่ รอบปฐมทัศน์ (สำหรับนักเรียนนักศึกษา) วันศุกร์ที่ 26 พฤษภาคม 2566 เวลา 15.00 น. บัตรราคา 99 บาท สำหรับบุคคลทั่วไปทำการแสดงในวันเสาร์ที่ 27 และวันอาทิตย์ที่ 28 พฤษภาคม 2566 เวลา 15.00 น. บัตรราคา 199 บาท จัดแสดง ณ ห้องออดิทอเรียม อาคาร 15 วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต โดยรายได้จากการจำหน่ายบัตรนำไปบริจาคเพื่อการกุศล ผู้สนใจสามารถซื้อบัตรและดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่Facebook : Moowis จิต.อสูญ

คุณแหน : 11 พฤษภาคม 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/729939

วันพฤหัสบดี ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

●● สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชทานเพลิงศพ รศ.พญ.เสริมศรี สินธวานนท์ ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส 21 พ.ค. 17.30 น. นพ.จิโรจ-วรรณินี สินธวานนท์,ปิยะกมล-อัษฎา ปริฉัตต์กุล,ดนุชา-สุธิดา สินธวานนท์ บุตรธิดา ฝากเรียนเชิญมา ณ โอกาสนี้…

●● มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ จัดงานบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เนื่องในวาระ 100 ปี วันประสูติ โดยมี พระพรหมบัณฑิต เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ 14 พ.ค. 15.00 น. ณ พระอุโบสถ วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร..

●●บ.ไปรษณีย์ไทย จัดทำแสตมป์ที่ระลึกเนื่องในวาระครบรอบ 100 ปี วันประสูติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา
กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ 6 พ.ค.2566รวมทั้ง ยูเนสโก ได้ประกาศยกกย่องให้ทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม เพื่อเป็นการถ่ายทอดพระประวัติและพระกรณียกิจ สำหรับแสตมป์ที่ระลึกชุดที่ 1 มี 4 แบบ จำหน่ายทั่วประเทศและทางออนไลน์ www.thailandpostmart.com ตั้งแต่วันที่ 6 พ.ค.2566 ราคาชุดละ 12 บาท (4 ดวง) ซองวันแรกจำหน่าย 24 บาท ส่วนชุดที่ 2 มีโครงการจำหน่ายวันที่ 10 ก.ค. สอบถามโทร.02-5735480..

●● รวิศรา จิราธิวัฒน์ เอาใจสายช้อป กับแคมเปญ “Central Shop Surprise Repeat” ช้อปแล้วลดอีกทุกวีคเซอร์ไพรส์ 12-31 พ.ค. รวมทั้งอัปเดตเทรนด์ใหม่ทั้งห้างและทุกช่องทาง เซ็นทรัลทุกสาขา, Central App..

●● ไม่ได้เจอกันนานกลุ่มเพื่อนสนิท เซนต์ฟรัง รุ่น 2497 อาทิ ชุมสาย มณีน้อย, นภา ภัคเกษม, เฉลิมพันธุ์ สุวรรณประกร และ โอษริศอมาตยกุล ได้ฤกษ์พบกันหลังโควิด-19ระลอกใหม่กำลังมา…

●● ฉลองสมรส พ.ต.ต.นพ.วรพล เจริญพร กับ พญ.ธมนวรรณ มณฑีรรัตน์ 3 มิ.ย. 08.30 น. พิธีคริสต์ ที่วัดแม่พระลูกประคำ (กาลหว่าร์) 11.00 น.งานเลี้ยงฉลองที่รร.มิลเลนเนียม ฮิลตัน กรุงเทพฯ..

●● ขอแสดงความเสียใจกับ สุธัญญา บุญสูง ที่สูญเสียหัวหน้าครอบครัว ประหยัดบุญสูง สวดพระอภิธรรม ณ บ้านเลขที่ 45/2 ซอยเอกมัย 28 วันที่ 11-17 พ.ค. 18.30 น. เจ้าภาพขอความกรุณางดพวงหรีดดอกไม้ และเงินช่วยงาน จอดรถได้ที่ Tops เอกมัย @เอกมัย,ร้านเลอความลัค ซอยเอกมัย 2..

●●สวด พญ.ลักษณา สามเสน มารดา นพ.มัยธัช สามเสน 9-15 พ.ค. 18.30 น.ศาลา 7 วัดมกุฏฯ การแต่งกายสีสุภาพเนื่องจากผู้วายชนม์อายุ 101 ปี เจ้าภาพงดรับพวงหรีด หากร่วมทำบุญมอบให้ศิริราชมูลนิธิ, มูลนิธิสนับสนุนสถาบันประสาท, มูลนิธิเมดพาร์ค..

●● เพื่อนๆ MPPM 1 NIDA ขอแสดงความเสียใจกับ วันนพ ศรีประภาภรณ์ ที่สูญเสีย สายชล ศรีประภาภรณ์ สวดที่ศาลาใหญ่ วัดบางจากเชิงสะพานพระรามสี่ 9-12 พ.ค. 19.00 น.ฌาปนกิจ 13 พ.ค. 17.00 น…

●● เพื่อนๆ TU 08 อาทิ อ.วรลักษณ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา,กาญจนา วงศ์พัวพันธ์ จะนำเงินส่วนที่เหลือจากงานสังสรรค์เมื่อเดือน ก.พ.จำนวน 99,999 บาท ไปมอบบริจาคให้ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ รังสิต16 พ.ค…●●

น้อง

โครงการพัฒน์ สานต่อโครงการ ‘CSR 4+1’ แก้ไขปัญหาด้านการศึกษาของไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/730007

โครงการพัฒน์ สานต่อโครงการ 'CSR 4+1' แก้ไขปัญหาด้านการศึกษาของไทย

โครงการพัฒน์ สานต่อโครงการ ‘CSR 4+1’ แก้ไขปัญหาด้านการศึกษาของไทย

วันพุธ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 20.55 น.

“CSR 4+1” ปีที่ 2 รวมพลังกว่า 50 ธุรกิจ SMEs ร่วมสืบสานพระราชดำรัสรัชกาลที่ 9 เพื่อแก้ไขปัญหาด้านการศึกษาของไทย ผ่าน 5 โครงการหลัก

โครงการพัฒน์ (PLUS) ภายใต้มูลนิธิดั่งพ่อสอน จับมือภาคธุรกิจ SMEs กว่า 50 ธุรกิจ รวมพลังสานต่อโครงการ “CSR 4+1” ปีที่ 2 เพื่อช่วยเหลือสังคม แก้ไขปัญหาด้านการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็ก โดยเฉพาะในด้านอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค อาคารเรียน และครู ผ่านกิจกรรม 5 โครงการหลัก ได้แก่

1.โครงการก่อร่างสร้างครัว เพื่อมุ่งแก้ไขปัญหาอาหารกลางวันเด็ก

2.โครงการตัดเสื้อน้องแต่พอตัว เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนเสื้อผ้าและเครื่องแบบนักเรียน

3.โครงการคบเด็กสร้างโรงพยาบาล เพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพของนักเรียน

4.โครงการปลูกโรงเรียนตามใจผู้อยู่ เพื่อแก้ไขและปรับสภาวะแวดล้อม ซึ่งมีผลต่อการศึกษาและพัฒนาการของเด็ก โดยเร่งแก้ไขส่วนที่มีปัญหาในด้านความปลอดภัย

 5.โครงการอยู่ดีมีครู เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนครู

นางสาวกนกภรณ์ มิตสุโมโต้ ผู้อำนวยการโครงการพัฒน์ เปิดเผยถึงการดำเนินโครงการ “CSR 4+1 ซึ่งปีนี้เข้าสู่ปีที่ 2 ว่าทั้ง 5 โครงการเป็นการสร้างสรรค์โมเดลเพื่อแก้ไขปัญหาด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา โดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่มาใช้เป็นแนวทางต้นแบบ โดยมีภาคธุรกิจ SMEs กว่า 50 ธุรกิจ ที่อยู่ในโครงการพัฒน์ ภายใต้มูลนิธิดั่งพ่อสอน มารวมพลังกันทำงานร่วมกับโรงเรียนที่เป็นต้นแบบจำนวน 5 โรงเรียน ซึ่งได้เริ่มดำเนินโครงการมาตั้งแต่ปีที่แล้ว

“หลังจากที่เราแถลงข่าวเปิดตัวแต่ละโครงการไปเมื่อปี 2565 โครงการ CSR 4+1 แต่ละโครงการก็ได้ดำเนินการประสานกับโรงเรียนต้นแบบ เพื่อทดลองใช้โมเดลการแก้ไขปัญหาด้วยรูปแบบของตนเอง โดยได้รับความร่วมมืออย่างดีจากโรงเรียน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่มาร่วมด้วยช่วยกัน จนเกิดผลเป็นรูปธรรม โดยแต่ละโครงการจะมีรูปแบบโมเดลการแก้ไขปัญหาที่แตกต่างกัน แต่จะอยู่ภายใต้กรอบความคิดเดียวกันคือ สืบสาน สร้างสรรค์ และส่งเสริม ซึ่งการสืบสานนั้น ก็คือการสืบสานพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาเป็นแรงบันดาลใจในการ สร้างสรรค์ โมเดลเพื่อแก้ไขปัญหา พร้อมทั้ง ส่งเสริม ให้กำลังใจบุคคลที่เสียสละในด้านต่าง ๆ ที่อยู่ในขอบเขตของแต่ละโครงการ ซึ่งการดำเนินโครงการในปีที่ 2 นี้ แต่ละโครงการยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง และมีการดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหามากขึ้น เพื่อจะทำให้เกิดความยั่งยืน และยังเตรียมขยายผลไปสู่โรงเรียนขนาดเล็กเพิ่มขึ้นอีกด้วย”

สำหรับความคืบหน้าในการดำเนินงานของทั้ง 5 โครงการ และแนวทางการดำเนินงานในปีที่ 2 มีดังนี้

>>โครงการก่อร่างสร้างครัว

เกิดจากการนำโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์โมเดลแก้ไขปัญหาที่มีชื่อว่า “ปลูก ปรุง แปร แล้วเปลี่ยน….”  โดยในปีที่ผ่านมาโครงการฯ ได้ร่วมกับโรงเรียนวัดสมานมิตรมงคล จังหวัดสระบุรี ทดลองสร้างแปลง ปลูกแล้วเปลี่ยน… ขึ้นภายในโรงเรียน โดยความร่วมมือของเด็กนักเรียน ครู คนในชุมชน นักธุรกิจ และภาคส่วนอื่น ๆ ที่ให้การสนับสนุน และมีการดูแลแปลงปลูกพืชร่วมกัน จากนั้นทีมงานได้มีการลงพื้นที่โรงเรียนเพื่อทำกิจกรรม ปรุงแล้วเปลี่ยน…. ซึ่งเป็นการนำผลผลิตในแปลงปลูกมาสร้างสรรค์เป็นเมนูอาหารกลางวันที่มีสารอาหารครบ 5 หมู่ ใช้วัตถุดิบที่หลากหลาย ปรุงโดยแม่ครัวของโรงเรียนซึ่งเป็นครู และยังได้รับการสนับสนุนจาก เชฟเริญ “จำเริญ สุธรรมโกศล” เชฟชื่อดังผู้มากด้วยประสบการณ์ มาร่วมคิดค้นสูตรอาหารกลางวันที่เหมาะสมกับเด็ก ๆ เพื่อมอบให้โรงเรียนได้นำไปใช้ในโอกาสต่อ ๆ ไป

กิจกรรมถัดมาคือ แปรแล้วเปลี่ยน…. โดยนำวัตถุดิบท้องถิ่นในชุมชน หรือในแปลงผักของโรงเรียน มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ให้กับโรงเรียน โดยการสนับสนุนจากดีไซเนอร์ในการออกแบบแพ็กเกจและสร้างแบรนด์ให้กับโรงเรียน นั่นคือแบรนด์ “สมานมิตร” พร้อมทั้งการฝึกอบรมเกี่ยวกับการสร้างคอนเทนต์ให้แก่บุคลากรของโรงเรียน โดยทีมงานที่มีประสบการณ์ เพื่อจะได้นำความรู้ไปใช้ในการประชาสัมพันธ์สินค้าของโรงเรียนด้วย

สำหรับการดำเนินงานในปีที่ 2 ทางโครงการฯ มีเป้าหมายที่จะทดลองโมเดลต้นแบบในการแก้ไขปัญหาอาหารกลางวันให้แก่เด็กนักเรียนเพิ่มเติมอีก 1 โรงเรียน พร้อมส่งเสริมบุคคลตัวอย่าง ได้แก่ แม่ครัวผู้เสียสละ เพื่อเป็นกำลังใจในการทำงานให้แก่บุคคลเหล่านั้นต่อไป

>>โครงการตัดเสื้อน้องแต่พอตัว

เป็นโครงการที่นำรูปแบบสหกรณ์มาเป็นต้นแบบในการสร้างสรรค์ “สหกรณ์ออมชุด” ภายใต้คอนเซ็ปต์ การจัดสรรทรัพยากรร่วมกันให้ ‘พอดี’ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนชุดนักเรียนอย่างยั่งยืน โดยใช้รูปแบบการยืม–คืนชุดนักเรียน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากกลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้าต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนโครงการ นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมสินค้าโรงเรียน โดยร่วมกับแพลตฟอร์ม อีคอมเมิร์ซ สร้างช่องทางการจัดจำหน่าย และสนับสนุนองค์ความรู้ให้แก่โรงเรียน ซึ่งในการดำเนินงานโครงการฯ นั้น ทางทีมงานได้เข้าไปทำงานร่วมกับโรงเรียนต้นแบบจำนวนสองแห่ง โดยลงพื้นที่พูดคุย เก็บข้อมูลการวัดขนาดตัวน้อง ๆ นักเรียน การติดตามผลการยืม-คืนชุดนักเรียน ที่โรงเรียนวัดคลองโมง จังหวัดสุพรรณบุรี และได้เข้าไปพูดคุยเพื่อเก็บข้อมูลที่โรงเรียนวัดเจริญสุขาราม จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อเริ่มทดลองโมเดลสหกรณ์ออมชุดเพิ่มเติม

สำหรับการดำเนินงานในปีที่ 2 ทางโครงการฯ ยังคงเดินหน้าผลักดันกิจกรรมสหกรณ์ โดยมีการเชื่อมโยงกับชุมชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุน เพื่อให้เกิดกิจกรรมสหกรณ์นักเรียนเพิ่มมากขึ้น และยังมีการส่งเสริมเชิดชูบุคคลผู้ร่วมกันแก้ไขปัญหาในชุมชน และครูผู้เสียสละในการทำงานอีกด้วย

>> โครงการคบเด็กสร้างโรงพยาบาล

เป็นโครงการที่สืบสานแนวคิดจากโครงการโรงเรียนคุณธรรม โดยมุ่งหวังปลูกฝังเยาวชนให้เห็นถึงความสำคัญของวัฒนธรรมอันดีงามของไทย และส่งเสริมให้ใช้ความสามารถของตนเองในการช่วยเหลือสังคม โดยในปีที่ผ่านมาทางโครงการฯ ได้มีการสร้างสรรค์เวทีสำหรับเยาวชนขึ้น โดยร่วมกับโรงเรียนต้นแบบ คือ โรงเรียนวัดปากคลองบางคู้ จังหวัดลพบุรี สนับสนุนให้นักเรียนแสดงความสามารถถ่ายทอดความเป็นวัฒนธรรมท้องถิ่นลพบุรี ผ่านศิลปะการแสดงรำลพบุรี เพื่อเป็นต้นแบบให้กับเยาวชนอื่น ๆ และนำรายได้จากการแสดงไปใช้ในการช่วยเหลือและพัฒนาห้องพยาบาลในโรงเรียน และสุขภาพของนักเรียน รวมถึงกิจกรรมในโรงพยาบาลด้วย ทั้งนี้ นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการฯ จะได้รับโอกาสในการเข้าศึกษาต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในวิทยาลัยนาฏศิลปลพบุรี และยังมีโอกาสได้รับคัดเลือกเข้ารับการพิจารณาทุนการศึกษาจากสถาบันด้วย

โครงการนี้ได้ดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นที่ 5 โดยในปีนี้มีเป้าหมายในการทำกิจกรรม โรงเรียนสานสุข กับโรงเรียนต้นแบบอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเป็นพี่เลี้ยงให้โรงเรียนสามารถทำงานต่อได้ด้วยตัวเอง และขยายโครงการออกสู่ชุมชน โดยโรงเรียนจะเข้าไปช่วยสนับสนุนโรงพยาบาลท่าวุ้งในการจัดซื้อเครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) มูลค่า 150,000 บาท และช่วยระดมทุนจัดสร้างห้องปลูกถ่ายไขกระดูกให้แก่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โดยการชักชวนเด็ก ๆ จากทั่วประเทศ โดยเฉพาะที่เคยเข้าร่วมกิจกรรมสร้างอาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉินในโครงการคบเด็กสร้างโรงพยาบาล ปี 1 และ 2 กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมเยาวชนต้นแบบที่ใช้ความสามารถเพื่อช่วยเหลืองานด้านสาธารณสุขอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งบุคลากรทางการแพทย์ที่อุทิศตนเพื่อสาธารณสุขชุมชน เพื่อให้บุคคลเหล่านั้นได้มีกำลังใจในการทำงานต่อไป

>> โครงการปลูกโรงเรียนตามใจผู้อยู่

โครงการนี้นำแนวคิดจาก โครงการพระดาบส มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์โมเดล “ช่างคิดส์ ช่างทำ” เพื่อสร้างให้เกิดองค์ความรู้เกี่ยวกับงานช่างในพื้นที่ชุนชน และต่อยอดไปเป็นอาชีพ และคอยดูแลสนับสนุนโรงเรียนในพื้นที่ของตนเองด้วย ในปีที่ีผ่านมาโครงการฯ ได้เริ่มต้นทดลองโมเดลจากงานช่างไม้ โดยร่วมกับโรงเรียนบ้านปง (วัฒนาวิทยาคาร) จังหวัดแพร่ ซึ่งคณะทำงานได้ทำกิจกรรมประชาสัมพันธ์โครงการร่วมกับเด็ก ๆ และผู้ที่สนใจ โดยการลงพื้นที่ศึกษาวิชาศาสตร์พระราชา และเก็บข้อมูลร่วมกับโรงเรียน เพื่อทำความเข้าใจปัญหา และจะได้หาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง

สำหรับการดำเนินงานในปีที่ 2 ทางโครงการฯ จะจัดตั้งร้าน “ช่างคิดส์ ช่างทำ” ในโรงเรียนต้นแบบ คือ โรงเรียนบ้านปง (วัฒนาวิทยาคาร) จังหวัดแพร่ ให้แล้วเสร็จ โดยจะมีการสร้างสินค้าภายใต้แบรนด์ “คิดส์บวก” เพื่อจัดจำหน่าย หาทุนมาสนับสนุนการทำงาน และสมทบทุนในการจัดตั้งร้าน “ช่างคิดส์ ช่างทำ” โดยจะทำให้เป็นโมเดลต้นแบบสำหรับนำไปใช้ขยายผลกับโรงเรียนอื่น ๆ ต่อไป ขณะเดียวกันจะส่งเสริมบุคคลต้นแบบที่ร่วมพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กให้แก่ชุมชน เพื่อเป็นแบบอย่างในการคิดและพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กต่อไป

>> โครงการอยู่ดีมีครู

แรงบันดาลใจของการดำเนินโครงการนี้มาจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร ที่มุ่งหวังให้ชาวบ้านได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และกลายมาเป็นการสร้างสรรค์โมเดล “ศิลป์ สาน สร้าง”  ที่นำเอาภูมิปัญญาเดิมของท้องถิ่นมาออกแบบใหม่ร่วมกับดีไซเนอร์ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ชุมชนที่มีดีไซน์ และตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่มากยิ่งขึ้น และนำรายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์มาใช้ในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนครูหรือบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งในปีที่ผ่านมาคณะทำงานได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลและดำเนินงานร่วมกับโรงเรียนต้นแบบ คือ โรงเรียนบ้านมาบเหียง จังหวัดปราจีนบุรี โดยผลิตถ่านดับกลิ่น ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่นำวัสดุเหลือจากการเผาถ่านทั่วไป มาออกแบบดีไซน์ใหม่เป็นสินค้ารูปมะม่วง และนำไปจำหน่ายสร้างรายได้เข้าสู่ชุมชน นอกจากนี้ยังมีการออกแบบผลิตภัณฑ์ ใหม่ เพื่อนำไปจำหน่าย และนำรายได้ไปใช้สนับสนุนการจัดจ้างครู ผ่านการสร้างแบรนด์  X-KRUSIVE และกลยุทธ์ สินค้าจำกัดจำนวน (Limited Product)  ซึ่งได้มีการออกสินค้า Collection แรกเป็น กระเป๋ากระจูด  ที่ผลิตจากวัสดุท้องถิ่น และมีจำนวนขายจำกัดเพียง 100 ชิ้นเท่านั้น  ซึ่งเป้าหมายของการผลิตสินค้า 1 Collection นั้น จะสามารถสร้างรายได้เพื่อนำไปใช้ในว่าจ้างครูได้จำนวน 1 คน เป็นระยะเวลา 1 ปี

สำหรับการดำเนินงานในปีที่ 2 ทางโครงการฯ มีเป้าหมายที่จะผลักดันให้เกิดสินค้าชุมชน โดยเริ่มมีการจำหน่ายสินค้าของชุมชน และจะมีการออกสินค้าภายใต้แบรนด์  X-KRUSIVE ใน Collection ที่ 2 ควบคู่ไปกับดำเนินการส่งเสริมครูตัวอย่างที่อุทิศตนในการดูแลเด็กเล็ก และผู้นำต้นแบบที่ส่งเสริมการรวมกลุ่มคนในชุมชน เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ชุมชนแล้วก่อให้เกิดรายได้แก่ชุมชนอีกด้วย

การดำเนินโครงการ “CSR 4+1” ทั้ง 5 โครงการในปีที่ 2 จะยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่องตามเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ของโครงการ เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาในโรงเรียนขนาดเล็กได้อย่างยั่งยืน ทั้งในด้านอาหาร เครื่องนุ่มห่ม ยารักษาโรค อาคารเรียน รวมทั้งจำนวนครูที่เพียงพอในการดูแลนักเรียน เพื่อให้เด็ก ๆ ได้มีคุณภาพชีวิต และคุณภาพการศึกษาที่ดีขึ้น เติบโตมาเป็นพลเมืองที่ดี และช่วยกันพัฒนาประเทศชาติต่อไป

-(016)

เบเยอร์ ส่ง ‘เบเยอร์ชิลด์ กริปเทค’ สีนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/729952

เบเยอร์ ส่ง ‘เบเยอร์ชิลด์ กริปเทค’ สีนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งาน

เบเยอร์ ส่ง ‘เบเยอร์ชิลด์ กริปเทค’ สีนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งาน

วันพุธ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 18.18 น.

กลุ่มบริษัท เบเยอร์ จำกัด ตอกย้ำผู้นำสีทูอินวัน เปิดตัวแคมเปญกระตุ้นตลาดสีทาเหล็ก ด้วย เบเยอร์ชิลด์ กริปเทค ทูอินวัน (BegerShield GRIPTECH 2 IN 1) สีทาเหล็กตระกูลเบเยอร์ โชว์ผลงานเนี้ยบ ‘เงากริ๊บ แห้งไว สนิมไม่มี  ทาดีทุกเหล็ก’ สวยทนคุ้มค่า ทาได้ทุกพื้นผิว คุณสมบัติครบในถังเดียว สีแห้งเร็ว ลดขั้นตอน ไม่ต้องทารองพื้นกันสนิม แห้งไวกว่าสีน้ำมันทั่วไปถึง 24 เท่า สีนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งาน ประหยัดเวลา แรง เงิน จบงานรวดเร็วภายใน 1 ชม.

ดร.วรวัฒน์ ชัยยศบูรณะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทสีเบเยอร์ กล่าวว่า หลังจากเปิดตัวสีเบเยอร์ชิลด์ กริปเทค ทูอินวันไปเมื่อปี 2021 และได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี เพื่อตอกย้ำการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมสีทูอินวัน และสีทาเหล็ก เราจึงส่งแคมเปญใหม่ออกมาเพื่อกระตุ้นตลาด พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ด้วยการส่งมอบสินค้านวัตกรรมคุณภาพเยี่ยม จากปณิธาน Eco-Wellness Innovation มุ่งมั่นรังสรรค์นวัตกรรมใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ด้วยความเป็นผู้นำสีนวัตกรรมที่ครองใจผู้บริโภคมาอย่างยาวนาน เบเยอร์จึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความโดดเด่น แตกต่าง และยั่งยืน พร้อมเทคโนโลยีการผลิตระดับโลกมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้งานอย่างชาญฉลาด      ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์จากเบเยอร์มีการพัฒนาไปสู่การใช้งานที่สะดวกและประหยัดเวลายิ่งขึ้น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติครบในถังเดียว รูปแบบ 2 IN 1 ประสิทธิภาพสีแห้งไว ลดขั้นตอนของสีรองพื้น รวมไปถึงคุณภาพสีที่มีระยะเวลาการใช้งานได้ยาวนานยิ่งขึ้น เพื่อลดการผลิตสินค้า เพิ่มความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

กลุ่มบริษัท เบเยอร์ จำกัด เปิดตัวผลิตภัณฑ์ สีเบเยอร์ชิลด์ กริปเทค ทูอินวัน (BegerShield GRIPTECH 2 IN 1) สีทาเหล็กตระกูลเบเยอร์ ที่พัฒนาขึ้นอย่างเหนือกว่าตอบโจทย์การใช้งานอย่างมืออาชีพ โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักคือกลุ่มช่าง/ผู้รับเหมา และกลุ่มลูกค้าเจ้าของบ้านที่ชื่นชอบงาน DIY ด้วยคุณสมบัติที่ครบในถังเดียว สีสวยทนคุ้มค่า ประหยัดเวลา เพราะแห้งไวกว่าสีน้ำมันทั่วไปถึง 24 เท่า จบงานรวดเร็วภายใน 1 ชม. พิเศษด้วยความเงางามระดับไฮกลอส ที่ให้ความเงางามสูงระดับ 90+ (ทดสอบด้วยเครื่อง Gloss Meter)  ผลิตจากอะคริลิกเรซินเทคโนโลยีล่าสุดจากเบเยอร์ เนื้อสีเข้มข้น ทาได้พื้นที่มาก และทนทานสูงด้วยพิกเมนต์เกรดสีอุตสาหกรรม ทำให้ฟิล์มสีไม่เหลืองตัวอย่างยาวนาน พร้อมสีให้เลือกมากกว่า 30 เฉดสี รองรับการใช้งานทุกรูปแบบ ทุกความต้องการ”

“เพื่อรองรับพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไปของคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการความสะดวก รวดเร็วของงานช่าง จึงคาดว่าผลิตภัณฑ์  ‘เบเยอร์ชิลด์ กริปเทค ทูอินวัน’ จะเป็นที่ต้องการของตลาดในปัจจุบัน ด้วยคุณสมบัติ ‘เงากริ๊บ แห้งไว สนิมไม่มี ทาดีทุกเหล็ก’ อีกทั้งยังเป็นสินค้าที่มีคุณภาพสูง อายุการใช้งานยาวนาน ซึ่งส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมกิจกรรมด้านการตลาดและแนะนำสินค้าใหม่ ๆ ไปสู่ผู้บริโภค เบเยอร์จึงส่งมอบโปรโมชั่นพิเศษและกิจกรรมดี ๆ ให้ผู้บริโภคได้ร่วมสนุกผ่านทางช่องทางการสื่อสารของบริษัท พร้อมกิจกรรมลุ้นรางวัลอย่างต่อเนื่องได้ตลอดทั้งปี ผ่านทางเว็บไซต์ http://www.beger.co.th หรือ คลิก เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมและติดตามกิจกรรมอื่น ๆ ของเบเยอร์ได้เพิ่มเติม” ดร. วรวัฒน์ กล่าวปิดท้าย

ททท. เปิดอาชีพใหม่ ‘นักท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย’ กระตุ้นนักท่องเที่ยวออกเดินทางช่วงนอกฤดูกาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/729944

ททท. เปิดอาชีพใหม่ ‘นักท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย’ กระตุ้นนักท่องเที่ยวออกเดินทางช่วงนอกฤดูกาล

ททท. เปิดอาชีพใหม่ ‘นักท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย’ กระตุ้นนักท่องเที่ยวออกเดินทางช่วงนอกฤดูกาล

วันพุธ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 18.00 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าขับเคลื่อนปีแห่งการท่องเที่ยวไทย 2566 ผ่านการจัดทำโครงการ 365 วัน มหัศจรรย์เมืองไทยเที่ยวได้ทุกวัน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวไทย พร้อมด้วยกิจกรรมสุดว้าว เชิญชวนคนไทยร่วมสนุกเพื่อลุ้นเป็นผู้โชคดี ได้ออกเดินทางท่องเที่ยวทั่วไทยไปกับปฏิทินท่องเที่ยวททท. มูลค่ารวมกว่าล้านบาท ในกิจกรรม รับสมัครงาน “นักท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย”

โดยกิจกรรม รับสมัครงาน “นักท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย” เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ซึ่งมุ่งเน้นถึงการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวไทยให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น และเป็นการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวออกเดินทางท่องเที่ยวทั่วไทยในช่วงนอกฤดูกาล เพื่อออกไปสัมผัสกับประสบการณ์การท่องเที่ยวที่แปลกใหม่ในช่วงเวลาที่แตกต่าง

สำหรับกิจกรรมดังกล่าว ททท. เปิดโอกาสให้ผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวได้ส่งผลงานการจัดทำคอนเทนต์ด้านการท่องเที่ยวมายังช่องทางการรับสมัครของโครงการ โดยททท.จะเป็นผู้คัดเลือกผู้ชนะ 1 ท่าน ซึ่งพิจารณาตามเกณฑ์ของคณะกรรมการ และผู้สมัครที่ได้รับคัดเลือกเป็นผู้ชนะจะได้ร่วมงานกับททท. ในตำแหน่ง “นักท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย” พร้อมรับเงินรางวัลสนับสนุนในการท่องเที่ยวและของรางวัลมูลค่ากว่าล้านบาท ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับคัดเลือกจะต้องออกเดินทางท่องเที่ยวตามปฏิทินท่องเที่ยวของททท. และจะต้องสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่เกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยวไทยในปฏิทินท่องเที่ยวตลอดปี 2566

ผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวสามารถเข้าชมรายละเอียดการรับสมัครได้ที่ http://www.tourismthailand.org/amazingthailand365 โดยจะเปิดรับสมัครนักท่องเที่ยวเข้าร่วมกิจกรรมตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2566 ถึง 14 พฤษภาคม 2566 และประกาศผลภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2566 โดยททท.คาดหวังว่า กิจกรรมรับสมัครงาน “นักท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย” จะเป็นส่วนหนึ่งในการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวไทยใหม่ ๆ และช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่นักท่องเที่ยวต่อไป

-(016)

‘ศูนย์การค้าเกทเวย์เอกมัย’ต้อนรับเปิดเทอมใหญ่เชิญชวนน้องๆหนูๆวัยเรียน เปิดโลกการเรียนรู้ได้ไม่รู้จบ กับURBAN KIDS SMART 2023

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/729909

'ศูนย์การค้าเกทเวย์เอกมัย'ต้อนรับเปิดเทอมใหญ่เชิญชวนน้องๆหนูๆวัยเรียน เปิดโลกการเรียนรู้ได้ไม่รู้จบ กับURBAN KIDS SMART 2023

‘ศูนย์การค้าเกทเวย์เอกมัย’ต้อนรับเปิดเทอมใหญ่เชิญชวนน้องๆหนูๆวัยเรียน เปิดโลกการเรียนรู้ได้ไม่รู้จบ กับURBAN KIDS SMART 2023

วันพุธ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 16.32 น.

นางนาตยา ศันสนรัตน์ ผู้จัดการทั่วไปศูนย์การค้าเกทเวย์ เอกมัยชวนเปิดสัมผัสประสบการณ์ความสนุก ต้อนรับเปิดเทอมใหม่ กับแคมเปญURBAN KID SMART 2023การเรียนรู้ ได้ไม่รู้จบให้ได้เลือกสมัครคอร์สเรียนกับโปรโมชั่นสุดคุ้ม จาก 14สถาบันการเรียนชั้นนำภายในศูนย์การค้าฯ  พร้อมรับสิทธิพิเศษมากมายตลอดกิจกรรมเพราะศักยภาพรอบด้านของเด็กๆ กับเรื่องของการเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ให้แก่เด็กๆ ต่อยอดไปสู่การเป็นเยาวชนที่มีศักยภาพรอบด้านได้อย่างมีคุณภาพต่อไปในอนาคตตั้งแต่วันที่ 9 พ.ค.66 ถึง วันที่ 7 มิ.ย.66 นี้

ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายการตลาดศูนย์การค้าเกทเวย์ เอกมัย โทร .02-108-2889 ต่อ 244-245 /Facebook: www.facebook.com/gatewayekamai  / IG & Line@: Gatewayekamai

ศน.รวมพลังสังคมไทยสู่วิถีคุณธรรม ขับเคลื่อนการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/729891

ศน.รวมพลังสังคมไทยสู่วิถีคุณธรรม ขับเคลื่อนการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ

ศน.รวมพลังสังคมไทยสู่วิถีคุณธรรม ขับเคลื่อนการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ

วันพุธ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 15.57 น.

10 พฤษภาคม 2566 นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เป็นประธานประชุมชี้แจงการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรม ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566 – 2570) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านระบบออนไลน์ โดยมี นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา พร้อมด้วย นายไชยวัฒน์ จุนถิรพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้แทนหน่วยงานและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ระหว่างวันที่ 10 – 11 พฤษภาคม 2566 ณ โรงแรมเทพนคร อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์

นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เปิดเผยว่า กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ทำหน้าที่ส่งเสริมและบูรณาการให้องค์กรทุกภาคส่วนร่วมขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติให้เกิดผลสำเร็จตามเป้าหมาย เพื่อให้คนไทยมีพฤติกรรมที่สะท้อนการมีคุณธรรมเพิ่มขึ้น มุ่งสู่สังคมคุณธรรมที่คนไทยอยู่ร่วมกันด้วยความสมานฉันท์ ภายใต้หลักธรรมทางศาสนา หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง วิถีวัฒนธรรมไทยที่ดีงาม และประเทศไทยปลอดการทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยเป้าหมายภายในปี พ.ศ. 2570 มีตัวชี้วัดดัชนีคุณธรรม 5 ประการ “พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา กตัญญู” เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 หน่วยงานภาครัฐน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการบริหารงาน มีค่า ITA เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 จากค่าเฉลี่ยในปัจจุบัน 87.57% นอกจากนี้ยังมีตัวชี้วัดย่อยอีก 7 ตัวชี้วัด อาทิ การเพิ่มหน่วยงานภาครัฐที่มีค่า ITA ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่ 85 คะแนน จากเดิม 5,855 แห่ง เป็น 6,441 แห่ง การเพิ่มชุมชน องค์กร อำเภอ และจังหวัดคุณธรรมจากเดิม 39,102 แห่ง เป็น 43,012 แห่ง เป็นต้น

กรมการศาสนาจึงได้จัดประชุมชี้แจงการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรม ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566 – 2570) ขึ้นในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อเป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรม ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566 – 2570) และเกณฑ์การประเมินชุมชน องค์กร อำเภอ และจังหวัดคุณธรรม ตามแผนปฏิบัติการฯ โดยในห้วงเดือนมีนาคม – เมษายนที่ผ่านมาได้จัดการประชุมขึ้นในภาคใต้ คือ จังหวัดสงขลา ภาคกลาง จังหวัดเพชรบุรี และภาคเหนือ จังหวัดเชียงราย ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานทุกภาคส่วนเป็นอย่างดี สำหรับการประชุมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดบุรีรัมย์ จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 10 – 11 พฤษภาคม 2566 โดยทุกภาคส่วนพร้อมที่จะได้มาร่วมประชุม และมีเจตนารมณ์ในการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมฯ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566-2570) ให้เป็นไปตามตัวชี้วัดที่กำหนด รวมทั้งการส่งเสริมคนดีในจังหวัดทั้งประเภทเด็ก เยาวชน และประชาชน ตามนโยบายของกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อเป็นการสนับสนุนยกระดับให้บรรลุตัวชี้วัดการขับเคลื่อน ชุมชน องค์กร อำเภอ และจังหวัดคุณธรรมต่อไป

นายชัยพล สุขเอี่ยม กล่าวต่ออีกว่า การขับเคลื่อนประเทศ ก้าวไปสู่สังคมคุณธรรมตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อให้ประเทศไทยมีความสงบสุข สมานฉันท์ และเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศนั้น ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันผลักดันให้ “คุณธรรม” เป็นคุณค่าหลักนำการพัฒนา พร้อมนำแผนดังกล่าวไปสู่ภาคปฏิบัติโดยสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาตนเอง และสามารถพึ่งพาตนเองไปพร้อมกับการดำเนินชีวิตด้วยหลักศาสนา ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และวิถีวัฒนธรรม รวมทั้งร่วมกันส่งเสริมความดีให้เกิดขึ้นในทุกพื้นที่ เพื่อปรับเปลี่ยนค่านิยมและจิตสำนึกที่ดีงามแก่คนไทยทุกช่วงวัยอย่างต่อเนื่อง จนเกิดเป็น “วิถีคุณธรรม” ที่แสดงออกมาผ่านทางพฤติกรรม แสดงออกถึงความอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีเมตตาต่อกัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน รักกัน ช่วยเหลือกัน แบ่งปัน และเอื้อให้มีโอกาส เข้าใจซึ่งกันและกัน และให้อภัย เคารพในความแตกต่างซึ่งกันและกัน ไม่อคติต่อกันอันเป็นหัวใจสำคัญที่จะขับเคลื่อนสังคมไทยสู่สังคมคุณธรรมอย่างแท้จริง ทำให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

-(016)

‘อนุชา’ เปิดงาน ‘สร้างเศรษฐกิจฐานราก สร้างชาติมั่นคง’ ส่งเสริมเกษตรกรเลี้ยงโค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/729887

‘อนุชา’ เปิดงาน ‘สร้างเศรษฐกิจฐานราก สร้างชาติมั่นคง’ ส่งเสริมเกษตรกรเลี้ยงโค

‘อนุชา’ เปิดงาน ‘สร้างเศรษฐกิจฐานราก สร้างชาติมั่นคง’ ส่งเสริมเกษตรกรเลี้ยงโค

วันพุธ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 15.52 น.

10 พฤษภาคม 66 นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีที่กำกับดูแลสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) เป็นประธานเปิดงาน “สร้างเศรษฐกิจฐานราก สร้างชาติมั่นคง” ภายใต้โครงการเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก เพื่อการพัฒนาหมู่บ้านและชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน โดยมี นางสาวทรงลักษณ์ วรภัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี นายเบญจพล นาคประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ นายธัชชญาณ์ณัช เจียรธนัทกานนท์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  และหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดอุบลราชธานี ร่วมงาน 

นายอนุชา กล่าวว่า  พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำให้รัฐบาลส่งเสริมการกระจายความมั่งคั่งในระบบเศรษฐกิจระหว่างกันอย่างเป็นระบบ โดยการส่งเสริมให้เศรษฐกิจฐานราก เศรษฐกิจชุมชน เศรษฐกิจครัวเรือนมีความเข้มแข็งส่งผลให้เศรษฐกิจประเทศมีความแข็งแกร่งขึ้นตามลำดับ เช่นเดียวกับโครงการ “โคล้านครอบครัว” ซึ่งรัฐบาลได้อนุมัติให้สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก ถือได้ว่าเป็นโครงการที่ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริงได้มีการทดลอง ศึกษา และค้นคว้า ลงมือทำจริง และมีผลสำเร็จเป็นรูปธรรม จากการทดลองนำร่องโครงการโคล้านครอบครัวในพื้นที่ จ.สุโขทัย และ จ.ชัยนาท รวมถึงพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ พบว่าประชาชนมีรายได้ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จากการเลี้ยงโค ที่สำคัญหลายครัวเรือนได้ยกระดับตนเองสู่การเป็นผู้ประกอบธุรกิจในชุมชน มีอาชีพที่มั่งคง มีรายได้หมุนเวียนทั้งในครัวเรือนและชุมชน อีกทั้งเป็นมรดกตกทอดสู่รุ่นลูกหลานได้โดยไม่ต้องส่งลูกหลานไปทำงานต่างถิ่น สามารถสร้างอาชีพ สร้างงาน สร้างความร่ำรวยในชุมชนได้

“โค เป็นสัตว์เศรษฐกิจที่ให้ประโยชน์แก่มนุษย์อย่างกว้างขวาง ทั้งแรงงาน เนื้อ นม หนัง อีกทั้งกระดูกและเลือดยังใช้ทำประโยชน์ได้หลายอย่าง รวมถึงมูลโคยังใช้ทำปุ๋ยอินทรีย์ได้อีกด้วย โคเลี้ยงง่าย คืนทุนได้เร็ว อดทนเลี้ยงเพียง 3 ปี สามารถสร้างผลตอบแทนที่เป็นกำไรให้ประชาชนได้ ที่สำคัญอาชีพเลี้ยงโคยังต่อยอดสู้อาชีพอื่นๆ ที่สร้างรายได้ สร้างเม็ดเงินได้อย่างไม่สิ้นสุดอีกด้วย เช่น การปลูกหญ้าตลอดถึงพืชตระกูลถั่วจำหน่ายให้พี่น้องเกษตรกรเพื่อใช้เลี้ยงโค การจำหน่ายมูลโคเพื่อทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ โดยโคขับถ่ายมูลสดออกมาปีละ 5,000 – 7,000 กก. ต่อหนึ่งตัว หรืออาจมากกว่านี้ ขึ้นอยู่กับขนาดของโคแต่ละตัว ส่วนโคเนื้อสามารถขายได้ตลอดเวลา ในช่วงที่ราคาโคตกต่ำก็สามารถที่จะชะลอไว้ก่อนได้ รอให้ราคาโคเหมาะสมแล้วค่อยนำจำหน่าย ถือเป็นข้อได้เปรียบของการเลี้ยงโค เพียงแค่เกษตรกรใส่ใจ เสริมองค์ความรู้ ศึกษาจากคนที่ประสบความสำเร็จจริง มั่นพัฒนาศักยภาพ พัฒนาทักษะ ศึกษาความต้องการของตลาด ให้มีความทันสมัยอยู่ตลอดเวลาเท่านั้น” นายอนุชา  กล่าว

สำหรับ การจัดงาน “สร้างเศรษฐกิจฐานราก สร้างชาติมั่นคง” ครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดงานครั้งที่ 8 โดยมี กลุ่มเป้าหมายหลัก จากสมาชิกกองทุนหมู่บ้าน ฯ ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ มุกดาหาร, ศรีสะเกษ, อุบลราชธานี, อำนาจเจริญเข้าร่วมกิจกรรมอัพเดทองค์ความรู้มากมาย ได้แก่ กิจกรรมเสวนาโดยกองทุนหมู่บ้านต้นแบบ “ทำแล้ว ทำง่าย ทำได้…ไม่ยาก” โดยกองทุนหมู่บ้าน กองทุนหมู่บ้านบ้านสนามชัย หมู่ที่ 9 ตำบลโพธิ์ไทร อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม Up Skill เรื่อง “โคล้านครอบครัว” รวมถึงกิจกรรม Business Matching และยังมีนิทรรศการให้ความรู้จาก กทบ. อีกด้วย