‘สมชัย ศรีสุทธิยากร’ ชี้ ‘วิษณุ เครืองาม’ ตีความกฎหมาย พลาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551175

15 มิ.ย. 2566

'สมชัย ศรีสุทธิยากร' ชี้ 'วิษณุ เครืองาม' ตีความกฎหมาย พลาด

อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ‘สมชัย ศรีสุทธยากร’ ชี้ว่า ‘วิษณุ เครืองาม’ เข้าใจผิดเกี่ยวกับการยื่นตีความคุณสมบัตินักการเมือง หลายประเด็น

นาย สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง โพสต์เฟซบุ๊ก วิจารณ์การให้สัมภาษณ์ของ นาย วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในหัวข้อ เทพที่ผิดพลาด สองรอบและสองเท่า  วันแรก ท่านให้สัมภาษณ์ผิด 2 เรื่อง วันที่สองท่านให้สัมภาษณ์ผิด 4 เรื่อง

สมชัยอธิบายว่าการให้สัมภาษณ์ เกี่ยวกับการตีความคุณสมบัตินักการเมือง วันที่สองของนาย วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีผิด 4 เรื่องประกอบไปด้วย

1. สว. 25 คนขึ้นไป ไม่มีสิทธิมาเข้าชื่อร้องศาลรัฐธรรมนูญ ในเรื่อง คุณสมบัติและ ลักษณะต้องห้ามของ สส. แน่นอน  สภาใคร สภามัน  (ให้อ่าน มาตรา 82 ของรัฐธรรมนูญ ช้า ๆ ชัด ๆ รอบที่หนึ่ง)

2. สส. / สว. ไม่มีช่องทางในการเข้าชื่อ /ลงมติ เพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญ  ในเรื่อง คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรี  เพราะอำนาจดังกล่าว มีให้แก่ กกต. ที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม (ให้อ่าน มาตรา 82 ของรัฐธรรมนูญ ช้า ๆ ชัด ๆ รอบที่สอง)

3. คำสั่งยุติปฏิบัติหน้าที่ ของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่เกี่ยวกับ การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 88 และ การลงมติ ตามมาตรา 272  เพราะเป็นการสั่งให้หยุดจากคำร้องเรื่อง คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ สส. ตามมาตรา 82  ดังนั้น จึงไม่เกี่ยวกับเรื่องแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี  (ให้อ่าน มาตรา 82 ช้า ๆ ชัด ๆ รอบที่สาม)

4. คำร้อง ตามมาตรา 82 ไม่สามารถเขียนคำร้องให้ครอบคลุมเรื่องแคนดิเดตนายก  เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ไม่สามารถทำหน้าที่เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีได้  เพราะ มาตรา 82 เขียนในกรณีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของสมาชิกรัฐสภาเท่านั้น  (ให้อ่าน มาตรา 82 ช้า ๆ ชัด ๆ รอบที่ 4)

สัมภาษณ์วันแรก ผิด 2 เรื่อง  วันที่สองท่านทำสถิติใหม่อีก

เปิด 3 พิรุธ งบการเงิน ‘itv’ ปมร้อน หุ้น itv ส่อ ส่งข้อมูลเท็จ?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551173

15 มิ.ย. 2566

เปิด 3 พิรุธ งบการเงิน 'itv' ปมร้อน หุ้น itv ส่อ ส่งข้อมูลเท็จ?

ปมร้อน ‘หุ้น itv’ เปิด 3 พิรุธ งบการเงิน ‘itv’ ส่อ ส่งข้อมูลเท็จ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หมากเกมนี้ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้ไปต่อหรือไม่

ยังคงเป็นที่จับตา กับประเด็น “หุ้น itv” ที่ดูเหมือนจะเป็นตัวชี้ชะตาตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หลังจาก 3 นักร้อง เรียกร้องให้สอบปมถือหุ้นสื่อ ที่อาจทำให้พิธา ไม่ได้ไปต่อในตำแหน่งนายกฯ แต่เมื่อ “ข่าว 3 มิติ” เปิดคลิปการประชุมผู้ถือหุ้น ITV เมื่อวันที่ 26 เม.ย. 2566 ซึ่งเป็นการประชุมแบบออนไลน์ แต่เนื้อหาสำคัญของคลิปบันทึกการประชุม กับบันทึกการประชุม (minute) แบบลายลักษณ์อักษร กลับมีเนื้อหาแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญ จนทำให้เกมอาจพลิก

การสืบสาวราวเรื่องปม “หุ้น itv” ยังคงไม่จบ เมื่อข่าว 3 มิติ มีการเปิดพิรุธงบการเงินไตรมาส 1/2566 ของ “itv” ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญ ที่จะประกอบการพิจารณาคดีการถือหุ้นสื่อของพิธา พบว่างบการเงินของรอบปีบัญชี 2565 มีการระบุว่า ประเภทธุรกิจเป็น สื่อ

ไอทีวีไอทีวี

เปิดพิรุธ งบการเงิน itv

จากเอกสารมีการตั้งข้อสังเกตจากผู้เชี่ยวชาญการเงินว่า งบการเงินไตรมาส 1/2566 แตกต่างจากงบการเงินปี 2565 ที่ไม่มีการระบุว่า เป็นสื่อโฆษณา มีเพียงระบุรายได้ที่มาจากการลงทุน ซึ่งตรงกับงบการเงินของบริษัท ไอทีวี นับจากถูกยกเลิกสัมปทานปี 2550-2565 เวลา 15 ปี ก็ไม่มีรายได้จากสื่อโฆษณา ซึ่งสอดคล้องกับคำชี้แจงของผู้ถือหุ้น วันที่ 26 เม.ย. 2566 ที่ผู้บริหารบริษัท ไอทีวี ตอบว่า “ยังไม่ดำเนินการใดๆ”

งบการเงิน itvงบการเงิน itv

แต่ในวันที่ 28 เม.ย. 2566 เพียง 2 วันหลังการประชุม กลับมีรายงานในงบการเงิน ว่าให้บริการลงสื่อโฆษณา และวันนำส่งบัญชีก็ตรงกับวันนำยื่นคำร้องคดีของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในวันที่ 10 พ.ค. 2566 ด้วย

โดยงบการเงินระบุว่า มีรายได้ 6 ล้านบาท เป็นผลตอบแทนจากเงินลงทุน และมีระบุในหมายเหตประกอบงบการเงิน บอกว่า บริษัทมีการนำเสนอการลงสื่อให้กับกิจการที่เกี่ยวข้องกัน และจะเริ่มมีรายได้ในไตรมาสที่ 2 ปี 2566 แต่งบการเงินปี 2565 ต่างกับปี 2566 เพราะของปี 2565 ในงบไม่ได้ระบุว่า มีรายได้จากการโฆษณา ระบุว่า เป็นกำไรจากการลงทุน แต่จู่ๆ งบปี 2566 ก็มีรายได้จากการโฆษณาขึ้นมา

งบการเงิน itvงบการเงิน itv

นอกจากนั้น เอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ช่วงปี 2565 ก็ไม่มีการระบุว่า ได้ประกอบกิจการสื่อ แต่มามีเอาตอนปี 2566 และเอกสารที่ถูกเอาไปร้องเรียนที่ กกต. ก็เป็นเอกสารของบริษัท หลังจากที่มีการอัปเดทข้อมูลดังกล่าวเพียงไม่กี่วันเท่านั้น

ซึ่งทางข่าว 3 มิติ ก็ระบุว่า นี่คือประเด็นที่ ทาง itv ต้องชี้แจงว่า รายได้ก้อนนี้มาจากไหน (ก้อนที่ระบุว่ามาจากการเสนอลงสื่อให้กิจการที่เกี่ยวข้องกัน) โดยคนที่มีหน้าที่ต้องอธิบายข้อสงสัยนี้ ก็คือ อินทัช ที่เป็นผู้บริหาร itv ในปัจจุบันนั่นเอง

นอกเหนือไปกว่านั้นยังพบว่า ผู้บริหารระดับสูง ที่เกี่ยวข้องกับการทำบัญชีบริษัท ไอทีวี ลาออกไปไม่กี่วัน โดยไม่ทราบสาเหตุ

เอกสารงบการเงินไอทีวีเอกสารงบการเงินไอทีวี

ทั้งนี้ ประเด็นในข่าว 3 มิติ จากการตรวจสอบ เป็นประเด็นที่ “ชัยธวัช ตุลาธน” เลขาธิการพรรคก้าวไกล แถลงไว้ด้วยวันก่อน ในข้อที่สอง ซึ่งระบุว่า

“(2) ความขัดแย้งกันระหว่างคลิปการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2566 ของบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 26 เม.ย.2566 กับแบบนำส่งงบการเงิน (ส.บช.3) ที่ itv ยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2566 และเอกสารงบไตรมาสแรกปี 2566 ของ itv

เอกสารงบการเงินไอทีวีเอกสารงบการเงินไอทีวี

ข้อพิรุธอีกประการหนึ่ง หากพิจารณาใจความสำคัญของข้อความที่ถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขในบันทึกรายงานการประชุมผู้ถือหุ้นของ itv กล่าวคือ แก้ไขคำตอบของนายคิมห์ ทวีสิริชัย ประธานในที่ประชุม ต่อนายภาณุวัฒน์ ขวัญยืน จาก “ตอนนี้บริษัทยังไม่มีการดำเนินการใดๆ นะครับ ก็รอผลคดีความให้สิ้นสุดก่อนนะครับ” กลายเป็น “ปัจจุบันบริษัทยังดำเนินกิจการอยู่ ตามวัตถุประสงค์ของบริษัท และมีการส่งงบการเงินและยื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ” นั้น ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับ “แบบนำส่งงบการเงิน” (ส.บช.3) ที่ itv ยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในวันที่ 10 พ.ค. 2566 ก่อนวันเลือกตั้ง 4 วัน และเป็นวันเดียวกับที่นายเรืองไกรไปยื่นร้องต่อ กกต. หรือไม่

งบการเงินไอทีวีงบการเงินไอทีวี

เพราะเมื่อพิจารณา “แบบนำส่งงบการเงิน” (ส.บช.3) ที่ itv ยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2566 (ซึ่งเป็นงบการเงินรอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2565) จะพบว่า มีการระบุประเภทธุรกิจว่า “สื่อโทรทัศน์” และระบุสินค้า/บริการว่า “สื่อโฆษณาและผลตอบแทนจากการลงทุน”  จากเดิมที่เอกสารงบการเงิน (ส.บช.3) ของ itv ในปีบัญชี 2561-2562 ระบุประเภทธุรกิจว่า “กิจกรรมของบริษัทโฮลดิ้งที่ไม่ได้ลงทุนในธุรกิจการเงินเป็นหลัก” แล้วในปีบัญชี 2563-2564 ระบุประเภทธุรกิจว่า “สื่อโทรทัศน์” โดยในส่วนสินค้า/บริการ ระบุว่า “ปัจจุบันไม่ได้ดำเนินการเนื่องจากติดคดีความ”

การเปลี่ยนแปลงข้อความในแบบนำส่งงบการเงินครั้งหลังสุดของ itv ดังกล่าว ขัดแย้งกับการตอบของนายคิมห์ สิริทวีชัย ประธานที่ประชุมผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 26 เม.ย. 2566 ต่อข้อซักถามอีกข้อหนึ่งที่ว่า “หากคดีความต่างๆ จบสิ้นเรียบร้อย บริษัทจะมีปันผลไหม บริษัทจะมีแผนการดำเนินงานธุรกิจต่อไป หรือจะเข้าตลาดหลักทรัพย์อีกหรือเปล่า บริษัทจะมีแผนชำระบัญชี หรือกิจการคืนเงินแก่ผู้ถือหุ้นหรือไม่”

ที่บอกว่าขัดแย้งกัน เพราะนายคิมห์ได้ตอบข้อซักถามดังกล่าวว่า “ผลของคดีเป็นจุดสำคัญที่สุดของบริษัท  ถ้าผลคดียังไม่ได้ออกมา มันเป็นไปได้ยากมากที่เราจะดำเนินการใดๆ กับ itv ณ ขณะนี้นะครับ อย่างในอดีตที่ผ่านมา เราก็ได้มีการว่าจ้างที่ปรึกษาทางการเงินมาดู option ต่างๆ ทางเลือกต่างๆ ก็ยังไม่มีทางเลือกใดๆ ที่เหมาะสม ณ ขณะนี้ ฉะนั้น ทั้งหมดทั้งมวลก็ต้องรอผลของคดี ถ้าผลคดีสิ้นสุดลงแล้วทางบริษัทก็จะพิจารณาทางเลือกที่เหมาะสม ให้กับทางผู้ถือหุ้นต่อไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพิจารณา จะจ่ายเงินปันผลอย่างไร จะดำเนินธุรกิจต่อไปหรือไม่อย่างไร หรือจะชำระบัญชี อะไรยังไง ทางเราจะพิจารณาทางเลือกที่มีอยู่ทั้งหมด และเลือกทางเลือกที่เหมาะสมให้กับผู้ถือหุ้นต่อไปนะครับ”

คำตอบของนายคิมห์ในที่ประชุมผู้ถือหุ้น แสดงให้เห็นว่า ณ วันที่ 26 เม.ย. 2566 นายคิมห์ สิริทวีชัย ในฐานะประธานที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นและประธานกรรมการบริษัท มิได้ทราบถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ไอทีวีประกอบกิจการ “สื่อโทรทัศน์” และมีรายได้จาก “สื่อโฆษณา” แต่อย่างใด แล้วจะเป็นไปได้อย่างไรว่า แบบนำส่งงบการเงิน (แบบ ส.บช.3) ที่ไอทีวีนำส่งงบการเงินรอบปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 2565 ในวันที่ 10 พ.ค. 2566 จะระบุว่า รายได้ของ itv ในรอบปี 2565 มาจากสื่อโทรทัศน์ โดยมีสินค้า/บริการ คือ “สื่อโฆษณา”  มิพักต้องกล่าวถึงกรณีที่นายคิมห์ได้ตอบผู้ถือหุ้นถึงแนวโน้มที่จะมีการชำระบัญชี ปิดบริษัทหลังจากทราบผลของคดีด้วยซ้ำ

จากข้อพิรุธนี้ ยังทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับรายงานงบแสดงฐานะการเงินไตรมาส 1/2566 ของไอทีวี ดูงบการเงินฉบับเต็ม คลิกที่นี่ เพราะในหมายเหตุประกอบงบการเงินงวด 3 เดือนสิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค. 2566 หน้าสุดท้ายมีการระบุว่า “เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2566 บริษัทมีการนำเสนอการลงสื่อให้กับกิจการที่เกี่ยวข้องกัน และเมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2566 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 2/2566 มีมติรับทราบรูปแบบการดำเนินธุรกิจของบริษัท โดยเป็นผู้ให้บริการลงสื่อโฆษณา จากการที่บริษัทได้มีการให้บริการแก่บริษัทในกลุ่มข้างต้น บริษัทจะเริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาส 2 ของปี 2566” 

คำถามคือว่า เป็นไปได้อย่างไรที่ไอทีวีจะมีรายได้จากการเป็น “ผู้ให้บริการลงสื่อโฆษณา” ในช่วงไตรมาสที่ 2/2566 โดยวันประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 26 เม.ย. 2566 ซึ่งก็อยู่ในช่วงไตรมาส 2/2566 ที่เป็นช่วงเวลาที่มีการรายงานงบแสดงฐานะการเงินไตรมาส 1/2566 นายคิมห์กลับตอบคำถามว่าบริษัทยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ต้องรอผลคดีความให้สิ้นสุดก่อน

                   งบการเงินไอทีวีงบการเงินไอทีวี

และเป็นไปได้อย่างไรว่า หลังจากประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 26 เม.ย. แล้ว ซึ่งประธานในที่ประชุมได้บริษัทไม่ได้ดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับสื่อ แต่ในหมายเหตุประกอบงบการเงินสำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค. 2566 กลับไประบุว่า “ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 2/2566 มีมติรับทราบรูปแบบการดำเนินธุรกิจของบริษัท โดยเป็นผู้ให้โฆษณาลงสื่อโฆษณา จากการที่บริษัทได้มีการให้บริการแก่บริษัทในกลุ่มข้างต้น บริษัทจะเริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาส 2 ของปี 2566”  ซึ่งข้อความดังกล่าวขัดแย้งต่อกับสิ่งที่นายคิมห์กล่าวในที่ประชุมผู้ถือหุ้นอย่างชัดเจน  เพราะถ้าไอทีวีมีแผนธุรกิจดังกล่าวจริง นายคิมห์ย่อมต้องแจ้งในที่ประชุมผู้ถือหุ้นตั้งแต่วันที่ 26 เม.ย. ถึงความเป็นไปได้ในการมีแผนธุรกิจใหม่แล้ว แต่ปรากฏว่าหลังจากการประชุมผู้ถือหุ้นเพียง 2 วัน คือ วันที่ 28 เม.ย. 2566 คณะกรรมการบริษัทมีมติรับทราบ “แผนธุรกิจใหม่” ในช่วงไตรมาสที่ 2/2566 และบริษัทจะรับรู้รายได้ในไตรมาสเดียวกันทันที ซึ่งผิดวิสัยเป็นอย่างยิ่ง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้น 2 วัน นายคิมห์ ซึ่งเป็นประธานในที่ประชุมผู้ถือหุ้น ยังไม่เคยรับทราบความเป็นไปได้ในการดำเนินกิจการใดๆ และยังให้ข้อมูลตอบผู้ถือหุ้นว่า จนกว่าคดีจะถึงที่สุด เป็นไปได้ยากมากที่บริษัทจะดำเนินการใดๆ

ฉะนั้น เรื่องนี้จะเห็นได้ว่า ในแง่พฤติการณ์ ข้อเท็จจริง และช่วงระยะเวลาการเสนอแผนธุรกิจ รวมถึงการรับรู้รายได้จากแผนธุรกิจใหม่ มีความไม่สอดคล้องกันและขัดแย้งกันเองเป็นอย่างยิ่ง การดำเนินการเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในบันทึกรายงานการประชุมดังกล่าว ให้แตกต่างจากการตอบข้อซักถามตามคลิปการประชุม จึงไม่น่าจะใช่ความผิดพลาดโดยบังเอิญ หรือเป็นการจัดทำเอกสารรายงานการประชุมตามแบบแผนปกติ หากแต่เมื่อวิญญูชนได้ทราบถึงพฤติการณ์ดังกล่าวแล้ว ย่อมเกิดข้อสงสัยได้ว่า เป็นการจงใจแก้ไขให้สอดรับกับบรรดาเอกสารต่าง ๆ ที่ตกแต่งจัดทำขึ้นในภายหลังหรือไม่”

‘พิธา’ ยาหอมชาวลำพูน ก้าวไกล ขึ้นรัฐบาลปั้น”เบียร์ลำไย”ส่งออกทั่วโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551158

14 มิ.ย. 2566

'พิธา' ยาหอมชาวลำพูน ก้าวไกล ขึ้นรัฐบาลปั้น"เบียร์ลำไย"ส่งออกทั่วโลก

หัวหน้าพรรคก้าวไกล “พิธา” พบชาวลำพูน เปิดปราศรัย จัดตั้งรัฐบาลได้เมื่อไหร่ ศิริกัญญา ตันสกุล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  พร้อมรุก “สุราก้าวหน้า” เต็มสูบ ลำไยราคาถูก ขายเป็นเบียร์ลำไยส่งออกไปทั่วโลก ทุบโต๊ะเป็นรัฐบาลเมื่อไหร่เกษตรกรลำไยมีแต่รวย

อโนทัย สกุลทอง ผู้ประกาศภาคสนาม “เนชั่นทีวี” ซึ่งอยู่ที่ จ.ลำพูน   รายงานบรรยากาศการลงพื้นที่ขอบคุณประชาชนของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์  หัวหน้าพรรคก้าวไกล   ทั้งนี้นายพิธา   เดินทางจากจ.ลำปาง มายัง จ.ลำพูน เพื่อขอบคุณประชาชน หลังชนะการเลือกตั้ง 1 เขต จากทั้งหมด 2 เขต     โดยนายพิธา ได้เข้าสักการะ วัดพระธาตุหริภูญชัย อ.เมือง จ.ลำพูน  หลังจากสักการะพระธาตุ เสร็จสิ้น ได้ไปยังเวทีปราศรัย บริเวณ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ห่างจากวัด  200เมตร       


 นายพิธา   กล่าวปราศรัยว่า ขอบคุณประชาชนลำพูนที่ให้ความไว้วางใจพรรคก้าวไกล     จะไม่ทำให้ผิดหวังอย่างแน่นอน และจะทำให้ประชาชนลำพูนไม่ลำบากอีกต่อไป   ประชาชนจำนวนมากที่อยู่นอกระบบ ไม่สามารถเข้าประกันสังคมได้ ค่าแรงน้อยเกินไป ขอโอกาสทำงานให้ ประชาชน  ขอให้ได้ทำตามสัญญาที่ให้ไว้ก่อนเลือกตั้ง ซึ่งจะให้เบี้ยเด็กเล็กอายุ 0-6 ปี จำนวน 1,200 บาท ต่อ เดือน ต่อ คน 

“เกษตรกรพี่น้องชาวลำพูนต่อไปไม่ลำไยอีกแน่นอน เพราะเมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลได้เมื่อไหร่ ศิริกัญญา ตันสกุล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  สุราก้าวหน้ามาแน่นอน อีกหน่อยลำไยราคาถูก ขายเป็นเบียร์ลำไยส่งออกไปทั่วโลก ไหนจะลำไยอบแห้ง ไหนจะน้ำผึ้งลำไย ไวน์ลำไย ยาที่ทำจากลำไย เราเป็นรัฐบาลเมื่อไหร่เกษตรกรลำไยมีแต่ รวย ๆ ผมขอให้ทุกท่านเดินอยู่ข้างๆผม ไม่ต้องเดินตาม เราเดินอยู่ข้างๆกัน อยู่ข้างซ้าย อยู่ข้างขวา แล้วเดินหน้าไปด้วยกัน”

เขา กล่าวว่า ใครที่เคยสิ้นหวัง รู้สึกไม่เคยมีตัวตนอยู่ในประเทศนี้ รู้สึกว่าปากกับเสียงไม่เคยได้รับความสนใจ ไม่เคยมีใครได้ยิน วันนี้คือคำตอบของทุกคนว่าทุกอย่างเป็นไปได้เมื่อร่วมมือกัน 

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในระหว่างเดินทางไปสักการะ อนุสาวรีย์พระนางจามเทวี  มีผู้ค้า
ล็อตเตอรี่คนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า ให้นายพิธาช่วยซื้อ  นายพิธาเลยชี้ไปที่ล็อตเตอรี่ หมายเลข 863630 และซื้อ 2 ใบ   จากนั้นนายพิธา  ได้ชวนผู้ขายมาถ่ายรูปด้วยกัน ระบุว่า เผื่อถูกขึ้นมาจะได้มีหลักฐาน  สำหรับวันพรุ่งนี้ นายพิธา มีกำหนดการขอบคุณประชาชนในพื้นที่เชียงใหม่

'พิธา' ยาหอมชาวลำพูน ก้าวไกล ขึ้นรัฐบาลปั้น"เบียร์ลำไย"ส่งออกทั่วโลก
'พิธา' ยาหอมชาวลำพูน ก้าวไกล ขึ้นรัฐบาลปั้น"เบียร์ลำไย"ส่งออกทั่วโลก
'พิธา' ยาหอมชาวลำพูน ก้าวไกล ขึ้นรัฐบาลปั้น"เบียร์ลำไย"ส่งออกทั่วโลก
'พิธา' ยาหอมชาวลำพูน ก้าวไกล ขึ้นรัฐบาลปั้น"เบียร์ลำไย"ส่งออกทั่วโลก
'พิธา' ยาหอมชาวลำพูน ก้าวไกล ขึ้นรัฐบาลปั้น"เบียร์ลำไย"ส่งออกทั่วโลก

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์  หัวหน้าพรรคก้าวไกล    เดินทางมาที่ลำพูน เพื่อแสดงความขอบคุณประชาชน โดยได้เข้าสักการะ วัดพระธาตุหริภูญชัย อ.เมือง จ.ลำพูน  หลังจากสักการะพระธาตุ เสร็จสิ้น ได้ไปยังเวทีปราศรัย บริเวณ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว และอุดหนุนล็อตเตอรี่จากผู้ค้าในพื้นที่

ฟัน ‘อดีตเลขาฯสภา’ พร้อมพวก ทุจริต จัดซื้อนาฬิการัฐสภา 15 ล้าน เมื่อปี 65

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551156

14 มิ.ย. 2566

ฟัน ‘อดีตเลขาฯสภา’ พร้อมพวก ทุจริต จัดซื้อนาฬิการัฐสภา 15 ล้าน เมื่อปี 65

‘ป.ป.ช.’ ฟันวินัย-อาญา ‘สุวิจักขณ์ นาควัชระชัย’ อดีตเลขาฯสภา พร้อมพวก โทษฐานทุจริต จัดซื้อนาฬิการัฐสภา 15 ล้านบาท

แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.ชุดใหญ่ได้พิจารณากรณีไต่สวนเรื่องโครงการการจัดซื้อนาฬิกาติดโดนรอบอาคารรัฐสภา มูลค่า 15,422,845 บาท เมื่อครั้งนายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เมื่อปี2556

โดยมีนายสุวิจักขณ์ กับพวกเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่าร่วมกับบริษัทเอกชนในการกำหนดสเปค รายละเอียด ราคากลาง

โดยมีเจ้าหน้าที่ของทางสภาฯเข้าไปร่วมในการดำเนินการ เพื่อกำหนดล็อกสเปคนาฬิกายี่ห้อ BODET ของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ให้เป็นผู้ชนะและเป็นผู้มีสิทธิ์ทำสัญญากับทางรัฐสภา ทั้งที่วัตถุประสงค์ของการจดจัดตั้งบริษัทไม่ได้มีเรื่องจำหน่าย และติดตั้งระบบนาฬิกาแต่อย่างใด

ฟัน ‘อดีตเลขาฯสภา’ พร้อมพวก ทุจริต จัดซื้อนาฬิการัฐสภา 15 ล้าน เมื่อปี 65

นอกจากนี้ ยังมีการปลอมหนังสือรับรองผลงาน และสัญญาจ้างที่ใช้ประกอบการเสนอราคา จนกระทั่งมีการอนุมัติลงนามในสัญญา อีกทั้งในขั้นตอนการส่งมอบงานให้กับรัฐสภานั้นทางบริษัท อีควิพเม้นท์ จำกัด ไม่ได้สั่งนาฬิกาเข้ามาจากผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายโดยตรง แต่สั่งจากบริษัท พรีเซียสไทม์ เทรดดิ้ง ซึ่งเป็นผู้แข่งขันอีกราย

ดังนั้น ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วจึงมีมติชี้มูลความผิด นายสุวิจักขณ์กับพวก มีโทษทั้งวินัยและอาญา

แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนายสุวิจักขณ์ ได้พ้นจากการดำรงตำแหน่งแล้ว จึงพ้นวินัย ส่วนโทษทางอาญานั้น ป.ป.ช.จะส่งสำนวนไปยังอัยการเพื่อส่งฟ้องศาลอาญาทุจริตต่อไป

‘พิธา’ เชื่อ ว่าที่ สส.ก้าวไกล 7 คน ที่มีเรื่องร้องเรียน ชี้แจงได้หมด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551155

14 มิ.ย. 2566

‘พิธา’ เชื่อ ว่าที่ สส.ก้าวไกล 7 คน ที่มีเรื่องร้องเรียน ชี้แจงได้หมด

‘พิธา’ เชื่อ สส.ก้าวไกล 7 คน มีเรื่องร้องเรียนชี้แจงได้หมด กกต. ยังไม่รับรอง ไม่ส่งผลให้ตั้งรัฐบาลสะดุด มองครบ 1 เดือน แต่ยังตั้งรัฐบาลไม่ได้ กกต.คงทำงานอย่างมีความโปร่งใส และมีประสิทธิภาพให้มากที่สุด แต่คนไทยก็รอไม่ได้ ต้องการให้มีรัฐบาลที่เริ่มทำงานได้ทันที

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ให้สัมภาษณ์ขณะลงพื้นที่ขอบคุณประชาชนที่จ.ลำปาง และจ.ลำพูน ว่า ช่วงเช้าไปลงพื้นที่จ.ลำปาง รู้สึกดีใจ ได้รับกระแสตอบรับจากประชาชนเขต 4 และเขต 1 และเป็นพื้นที่ที่ลงมาก่อนสงกรานต์ และหลังสงกรานต์ หลังเลือกตั้งยังได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และหวังว่าจะช่วยกันทำงานจนกระทั่งได้รับการเปลี่ยนแปลงในจังหวัดลำปางให้ได้

ว่าที่ สส.ก้าวไกล ชี้แจง กกต.ได้

เมื่อถามว่า กกต.ที่ยังไม่รับรอบ สส.เป็นของก้าวไกล 7 คน นั้น นายพิธา ระบุว่า ขณะนี้ ยังไม่ทราบว่าถูกร้องเรียนประเด็นใดบ้าง ซึ่งได้ทราบข้อเท็จจริงจากสื่อมวลชนว่ายังไม่รับรอง สส.จาก กกต.71 คน เป็นของพรรคก้าวไกล 7 คน ซึ่งเป็นของพรรคร่วมทั้งหมด 30 คนอีก 41 คน เป็นของฝ่ายค้าน 

ซึ่งของพรรคก้าวไกลยังไม่มีใครทราบเหตุผล เพราะสอบถามไปที่ กกต.จังหวัดก็ยังไม่ทราบเหตุผลเช่นเดียวกัน คงต้องรอให้เป็นกระบวนการของ กกต.ว่าเกิดจากเรื่องใด และได้สอบถามเจ้าตัวไปก็ยังไม่มีใครทราบว่าเรื่องอะไร ซึ่งยังความสับสนอยู่เล็กน้อย

ส่วนจะมีผลในการจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่นั้น มองว่า ไม่น่าจะมี เพราะเป็นฝั่งของเรา 30 คน เป็นฝั่งที่ไม่ได้เป็นรัฐบาล 41 คน ซึ่งฝั่งของเราจำนวนไม่ได้เยอะ และหากแต่ละพื้นที่ได้ทราบถึงเหตุและผลก็เชื่อว่าจะชี้แจงได้ทุกกรณี ไม่น่ามีอะไรเป็นที่น่ากังวลใจหรือทำให้การจัดตั้งรัฐบาลสะดุดได้

เทียบ ‘ตุรกี’ เลือกตั้งวันเดียวกัน แต่รัฐบาลทำงานแล้ว

เมื่อถามว่า วันนี้ครบรอบ 1 เดือนของการเลือกตั้งแล้ว อยากจะเรียกร้องอะไรไปทางกกต.หรือไม่ พิธา ตอบว่า ตนเป็นคนมีส่วนได้ส่วนเสีย หากดูจากประชาชน และเครือข่ายภาคประชาชน มีการแสดงให้เห็น เปรียบเทียบให้ดูกับประเทศตุรกี ว่าเลือกตั้งวันเดียวกันแต่ประเทศตุรกีทำงานแล้ว ของประเทศไทย ยังมีระยะเวลาที่ต้องใช้เวลาอยู่ ซึ่งต้องอธิบายให้เข้าใจว่าระบบการปกครองของตุรกีกับประเทศไทยไม่เหมือนกันอาจจะต้องใช้เวลานาน ก็ให้เวลากกต.ทำงานอย่างมีความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพให้มากที่สุด แต่ประชาชนคนไทยก็รอไม่ได้ เพราะต้องการให้มีรัฐบาลที่เริ่มทำงานได้ทันที

ตำแหน่ง ประธานสภาฯ ต้องเป็นกลาง

ส่วนเริ่มมีการรับรอง สส.แล้วกรณีตำแหน่งประธานสภาฯ ได้ข้อยุติหรือยังนั้น นายพิธา ยืนยันว่า มีความคืบหน้าไปพอสมควร แต่รอดูจังหวะเวลา ว่าในช่วงที่เปิดสมัยประชุมและต้องเลือกประธานสภา จังหวะที่เหมาะสมต้องเป็นช่วงนั้น

เมื่อถามว่ายืนยันได้ว่าก้าวไกลจะไม่ทิ้งตำแหน่งนี้หรือไม่ นายพิธา ตอบว่า ให้รอฟังจังหวะที่เหมาะสมแต่เป็นการพูดคุยภายในของก้าวไกลกับเพื่อไทยและมีความคืบหน้าแน่นอน

เมื่อถามว่าตำแหน่งประธานสภาฯ มีการมองว่าหากเป็นของพรรคเพื่อไทยจะทำให้การตั้งรัฐบาลของก้าวไกลยากขึ้นหรือไม่ นายพิธา ระบุว่า ตำแหน่งประธานสภาฯเป็นตำแหน่งที่สำคัญ แต่มีหลายปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงความเป็นกลาง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งรัฐบาลอะไรเท่าไร

ไม่กังวลปม หุ้นitv

ส่วนจะมีการฟ้องกลับใครหรือไม่ในคดีเรื่องหุ้นสื่อไอทีวี นายพิธา ระบุว่า คณะทำงานกฎหมายของพรรครวบรวมข้อมูลมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่ปรากฏหรือไม่ปรากฏอยู่ในหน้าสื่อก็ตาม ที่มีผู้หวังดีส่งมาให้เรื่อยๆ ก็ได้รวบรวมไว้ ส่วนจะดำเนินคดีหรือไม่ ยังไม่ได้เป็นปัจจัย ที่ตัดสินใจในตอนนี้ แต่มีการสะสมข้อมูลที่ไม่ชอบมาพากลอยู่เรื่อยๆ แล้วค่อยตัดสินใจอีกครั้ง ทั้งนี้ย้ำว่า ไม่ได้กังวลใจการเรื่องคดี ถ้าการตัดสินเป็นไปอย่างเที่ยงธรรมตามหลักฎีกา ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา และศาลอาญา ตนมั่นใจว่าจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างแน่นอน

การโอนหุ้น ย้ำทำในนามผู้จัดการมรดก

เมื่อถามว่า ที่ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ไปยื่นเอกสารหลักฐานเพิ่มเติม กรณีหุ้นไอทีวีกับกกต. โดยระบุว่า การโอนหุ้น เป็นการโอน ไม่ได้สละมรดกนั้น นายพิธา ระบุว่า “ ข้อเท็จจริงต้องแยกกัน โอนก็คือโอน สละก็คือสละ และตามที่เคยให้สัมภาษณ์ไป ว่าไม่ใช่เป็นการขายหุ้น แต่เป็นการโอนหุ้น ส่วนเรื่องมรดกขอให้รอฟังอีกครั้ง”

เมื่อถามว่า ในฐานะทายาท นายพิธายืนยันว่าเป็นการสละมรดกส่วนนี้หรือไม่ นายพิธา ตอบว่า ไม่ยืนยัน แต่ต้องไปพูดคุยกันอีกครั้ง เพราะการสละมรดกกับการโอนเป็นคนละเรื่องกัน แต่ที่ยืนยันได้ การโอนหรือการถือหุ้นไอทีวี ทำในฐานะผู้จัดการมรดก ไม่ใช่ทำในนามส่วนตัว

ส่วนกรณีที่ นิวัตไชย เกษมมงคล เลขาธิการ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ระบุว่า นายพิธาได้ยื่นเอกสารต่อปปช.กรณีการถือหุ้นไอทีวี โดยแนบเอกสารคำสั่งศาล ว่า เป็นผู้จัดการมรดกมานั้น นายพิธา อธิบายว่า ตนเองยื่นเอกสารแล้วตามที่เลขา ปปช.ระบุ

ส่วนคดี กกต. ขณะนี้ยังไม่ได้เห็นว่า กกต.สงสัยหรือจะพิจารณาประเด็นใด ก็จะตอบสนองให้ตรงกับประเด็นที่กกต.ตั้งเรื่องมา ทุกวันนี้ยังไม่มีการตั้งเรื่องมา ไม่ได้รู้สึกหงั่นไหว ไม่ได้รู้สึกกังวลอะไร และทุกครั้งที่มีการพูดคุยกัน เลขา ป.ป.ช. ได้พูดแล้วตนค่อนข้างมีการรัดกุมในการเตรียมเอกสารยื่นกับ ป.ป.ช.ตั้งแต่สมัยเป็น สส.พรรคอนาคตใหม่

เมื่อถามว่า กรณีที่ เลขา ป.ป.ช.ระบุถึงการตรวจสอบเอกสารไปที่ศาล แต่ศาลไม่มีต้นขั้วอยู่แล้วนั้น นายพิธา มีต้นขั้วหรือไม่ นายพิธา ตอบว่า เป็นเอกสารที่แต่งตั้งให้ตนเองเป็นผู้จัดการมรดกตั้งแต่ปี2550 ตอนนี้ล่วงเลยมา 16-17 ปีแล้ว อาจจะไม่มีเอกสารตรงนั้น แต่ถึงเวลาถ้าเป็นเอกสารที่ต้องพูดคุยกันก็รอให้ กกต.ขอมาก่อนดีกว่า ค่อยไปตอบกันในเรื่องนั้น

ทั้งนี้นายพิธา อยากจะให้ความมั่นใจกับประชาชนที่เลือกพรรคก้าวไกลมา การจัดตั้งรัฐบาลยังเดินหน้าไปเรื่อยๆ คณะทำงานยังทำงานกันอย่างเต็มที่ เพื่อพูดคุยปัญหาของประชาชน อย่างที่เรื่องน้ำประปามาก็ได้มอบหมายให้คณะทำงานด้านเศรษฐกิจ และการลดความเหลื่อมล้ำให้ไปศึกษาเบื้องต้น การเดินหน้าการแก้ไขปัญหาของประชาชนยังเป็นวาระสำคัญ แม้มีขวากหนาม หรือมีเรื่องการเมืองมาก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคสามารถทุกอย่างชี้แจงได้ด้วยข้อกฎหมายและหลักฐานไม่มีอะไรน่ากังวลใจ

ควรขับเคลื่อนประเทศด้วยความหวัง ไม่ใช่ความกลัว

ส่วนที่อยากจะสร้างขวัญและกำลังใจประชาชนอย่างไรได้บ้าง เพราะอาจมีอำนาจบางอย่าง นายพิธา ระบุว่า ประเทศเราควรขับเคลื่อนด้วยความหวัง ไม่ใช่ความกลัว แน่นอนว่าอาจมีเกมการเมืองหลายเรื่องที่อาจทำให้รู้สึกเบื่อ กังวลใจ หรือกลัว ถ้าหากรู้สึกตามเมื่อไหร่ก็จะแพ้ทันที เพราะฉะนั้น เราต้องมีความหวังอยู่ตลอดเวลาว่าทุกอย่างเป็นไปได้ในประเทศไทย

เอกชัย ร้อง ‘กกต.’ เรืองไกร – นิกม์  รู้เห็นเอกสารปลอมไอทีวีเป้าเล่นงาน พิธา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551151

14 มิ.ย. 2566

เอกชัย ร้อง 'กกต.'  เรืองไกร - นิกม์  รู้เห็นเอกสารปลอมไอทีวีเป้าเล่นงาน  พิธา

เอกชัย หงส์กังวาน  นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ร่วมออกตัวในปมหุ้นไอทีวี ทำเรื่องถึง “กกต.” ปักใจเชื่อ เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทำเอกสารปลอม ว่าด้วยบันทึกการประชุม จ้องจะเล่นงาน “พิธา” ระบุ นิกม์  แสงศิรินาวิน ผู้สมัคร สส.ภูมิใจไทย ร่วมอยู่ในขบวนการสกัดหัวหน้าพรรคก้าวไกล

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) นายเอกชัย หงส์กังวาน  นักเคลื่อนไหวทางการเมือง  ได้มายื่นหนังสือขอให้ “กกต.”  ตรวจสอบกรณีที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ  ยื่นเอกสารเท็จ กรณีรายงานการประชุมผู้ถือหุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน)  เมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา   ซึ่งระบุว่ามีการสอบถามว่า ไอทีวีเป็นสื่อหรือไม่ ซึ่งรายงานการประชุมมีการตอบว่า มีการดำเนินกิจการอยู่ตามวัตถุประสงค์ของบริษัท   แต่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา มีสื่อมวลชนนำคลิปวิดีโอวันประชุมผู้ถือหุ้นมาเปิดเผย  ซึ่งได้รับการยืนยันแล้วว่าไม่ได้มีการตัดต่อ  ปรากฏว่าบริษัทยังไม่ได้มีการดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับสื่อ  ตรงนี้เป็นการขัดกัน  กรณีนี้ผิดต่อหลายกฎหมายในคลิป การประชุมนั้นไม่ตรงกับรายงานการประชุม จึงอาจจะเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.บริษัทมหาชน  

การที่นายเรืองไกร  นำรายงานการประชุมที่เป็นเท็จมาแจ้งกับ กกต.   เพื่อจะให้ดำเนินการกับนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์    หัวหน้าพรรคก้าวไกล  จากการถือหุ้นสื่อ ก็อาจจะเข้าข่ายผิด พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 143    ส่วนกรณีนายภานุวัฒน์ ขวัญยืน  ตั้งคำถามในที่ประชุม  ผู้ถือหุ้นไอทีวี   ทราบว่านายภานุวัฒน์ ได้มีสายสัมพันธ์กับนายนิกม์  แสงศิรินาวิน   ผู้สมัคร สส.ของพรรคภูมิใจไทย อาจจะเป็นไปได้ว่าอยู่เบื้องหลังในการใช้รายงานการประชุมเท็จนี้ให้นายเรืองไกร นำมาให้ กกต.    จึงอยากให้ กกต.ตรวจสอบเรื่องนี้    และมีมติให้ลงโทษ

ตั้งแต่กรณีรายงานการประชุมฯที่มีลายเซ็นนายคิมห์  สิริทวีชัย  กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด   เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.บริษัทมหาชน    ส่วนกรณีนายเรืองไกรนั้น อาจจะมีความผิด  พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง   มาตรา 143    ส่วนนายนิกม์ อาจจะเข้าข่ายใช้เอกสารเท็จ   และนายภานุวัฒน์อาจจะเข้าข่ายนิติกรรมอำพรางซ่อนอำพรางว่าถือหุ้น   แต่ตัวจริงอาจจะยังเป็นนายนิกม์ถืออยู่

         
ทั้งนี้ นายเรืองไกรเป็นผู้สมัคร  สส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ    ส่วนนายนิกม์ เป็นผู้สมัคร สส.เขตของพรรคภูมิใจไทย    เป็นไปได้ว่าทั้งพรรคพลังประชารัฐและภูมิใจไทย อาจอยู่เบื้องหลังการที่จะใช้เอกสารเท็จในการร้องเรียนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคก้าวไกล   จึงอยากให้ กกต.ตรวจสอบ   ถ้ามีหลักฐานสาวถึง 2 พรรคนี้ก็อยากให้ส่งเรื่องนี้ยุบ 2 พรรคนี้เลย
 

เอกชัย ร้อง 'กกต.'  เรืองไกร - นิกม์  รู้เห็นเอกสารปลอมไอทีวีเป้าเล่นงาน  พิธา
เอกชัย ร้อง 'กกต.'  เรืองไกร - นิกม์  รู้เห็นเอกสารปลอมไอทีวีเป้าเล่นงาน  พิธา
เอกชัย ร้อง 'กกต.'  เรืองไกร - นิกม์  รู้เห็นเอกสารปลอมไอทีวีเป้าเล่นงาน  พิธา

เอกชัย หงส์กังวาน  นักเคลื่อนไหวทางการเมือง  ยื่นหนังสือขอให้ “กกต.”  ตรวจสอบกรณีที่ เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ  ยื่นเอกสารเท็จ กรณีรายงานการประชุมผู้ถือหุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ขอให้สอบสวนเอาผิด

เอกสารกกต.หลุด ไม่รับรองผลเลือกตั้ง ‘ไอซ์ รักชนก’ สุดงง โดนร้องเรียนอะไร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551137

14 มิ.ย. 2566

เอกสารกกต.หลุด ไม่รับรองผลเลือกตั้ง ‘ไอซ์ รักชนก’ สุดงง โดนร้องเรียนอะไร

‘ไอซ์ รักชนก ว่าที่ สส.กทม.พรรคก้าวไกล’ สุดงง หลังมีเอกสารกกต. หลุด มีชื่อติดโผโดนร้องเรียน ทำให้ไม่ได้รับรองผลเลือกตั้ง ลั่นพร้อมแจงทุกประเด็น 

หลังมีรายงานข่าวระบุว่า มีเอกสารหลุดจาก กกต. เกี่ยวกับการพิจารณาประกาศรับรองผล โดยในจำนวน สส. 400 เขต กลับมีการเสนอประกาศผลจำนวน 329 เขต ไม่เสนอประกาศผลจำนวน 71 เขต  เพราะมีเรื่องร้องเรียนคัดค้านผลการเลือกตั้ง 

สำหรับ 71 เขต ที่สำนักงาน กกต. ไม่เสนอประกาศผล หนึ่งในนั้นคือ นางสาวรักชนก ศรีนอก หรือ ไอซ์-รักชนก ว่าที่สส.กทม. พรรคก้าวไกล ตกเป็นหนึ่งในเขต ที่เอกสารหลุดจากกกต. ไม่เสนอประกาศรับรอง

างสาวรักชนก ศรีนอก หรือ ไอซ์-รักชนก ว่าที่สส.กทม. พรรคก้าวไกลางสาวรักชนก ศรีนอก หรือ ไอซ์-รักชนก ว่าที่สส.กทม. พรรคก้าวไกล

ล่าสุด น.ส.รักชนก ศรีนอก ว่าที่สส.กทม.เขต 28 พรรคก้าวไกล กล่าวบอกถึงเรื่องนี้ว่า เพิ่งทราบจากสื่อมวลชนเหมือนกันว่ามีเรื่องร้องเรียนผลการเลือกตั้ง และกกต.จะยังไม่รับรอง 

“ซึ่งก็ยังงงๆ เพราะไม่รู้ว่าเป็นเรื่องร้องเรียนเรื่องอะไร แต่ยอมรับว่าหากเขาจะหาสาเหตุก็คงทำได้ แต่ก็ต้องปรึกษาพรรคก้าวไกลด้วยว่าจะต้องทำอย่างไร แต่ไม่มีปัญหา พร้อมชี้แจงทุกประเด็นอยู่แล้ว” น.ส.รัชนก กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับเอกสารกกต. ที่หลุดออกมาและแพร่สะพัดในโลกออนไลน์อยู่ในตอนนี้นั้น  อ้างว่าเป็นเอกสารหลุด จาก สำนักงานเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่เสนอข้อมูลประกาศผลเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต จำนวน 400 เขต ให้กับ กกต. เพื่อพิจารณาในการประกาศรับรองผล 

โดยเสนอประกาศผลจำนวน 329 เขต และไม่เสนอประกาศผลจำนวน 71 เขต ที่มีเรื่องร้องคัดค้านผลการเลือกตั้ง จากนั้นจะนำกลับไปพิจารณาให้ได้ข้อยุติ ก่อนนำเสนอเข้าสู่ ที่ประชุม กกต. อีกครั้ง คาดว่าช่วงสัปดาห์หน้า

พรรคที่ถูกร้องเรียนมากที่สุด คือ พรรคภูมิใจไทย 23 เขต พรรคเพื่อไทย 17 เขต พรรคพลังประชารัฐ 16 เขต พรรคก้าวไกล 6 เขต พรรคประชาธิปัตย์ 3 เขต พรรครวมไทยสร้างชาติ 3 เขต พรรคไทยสร้างไทย 2 เขต และ พรรคเพื่อไทยรวมพลัง 1เขต

สำหรับ 71 เขต ที่สำนักงาน กกต. ไม่เสนอประกาศผล จัดอยู่ใน 37 จังหวัด ประกอบด้วย

กรุงเทพมหานคร 33 เขต เสนอประกาศรับรอง 32 เขต ไม่เสนอประกาศรับรองเขต 28 คือ น.ส.รักชนก ศรีนอก หรือ ไอซ์ รักชนก พรรคก้าวไกล

กาญจนบุรี 5 เขต เสนอประกาศรับรอง 2 เขต ไม่เสนอประกาศรับรอง 3 เขต คือ เขต 1 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ พรรคเพื่อไทย เขต 3 นายยศวัฒน์ มาไพศาลสิน พรรคภูมิใจไทย และเขต 4 นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ พรรคเพื่อไทย

กำแพงเพชร 4 เขต เสนอประกาศรับรอง 3 เขต ไม่เสนอประกาศรับรอง 1 เขต คือ เขต 1 นายไผ่ ลิกค์ พรรคพลังประชารัฐ

ขอนแก่น 11 เขต เสนอประกาศรับรอง 9 เขต ไม่เสนอประกาศรับรอง 2 เขต คือ เขต 4 นายเอกราช ช่างเหลา พรรคภูมิใจไทย และ เขต 11 นายองอาจ ฉัตรชัยพลรัตน์ พรรคภูมิใจไทย

ฉะเชิงเทรา 4 เขต ประกาศรับรอง 3 เขต ไม่เสนอประกาศรับรอง 1 เขต คือ เขต 3 นายศักดิ์ชาย ตันเจริญ พรรคเพื่อไทย

ชลบุรี 10 เขต เสนอประกาศรับรอง 7 เขต ไม่เสนอประกาศรับรอง 3 เขต คือ เขต 8 นายจรัส คุ้มไข้น้ำ พรรคก้าวไกล เขต 9 นายยอดชาย พึ่งพร พรรคก้าวไกล และ เขต 10 นายสะถิระ เผือกประพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ

ชัยภูมิ 7 เขต เสนอประกาศรับรอง 4 เขต ไม่เสนอประกาศรับรอง 3 เขต คือ เขต 3 นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ พรรคภูมิใจไทย เขต 5 นายศิวะ ธงศ์ธีระดุลย์ พรรคเพื่อไทย และเขต 7 นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ พรรคพลังประชารัฐ

เชียงใหม่ 10 เขต เสนอประกาศรับรอง 8 เขต ไม่เสนอประกาศรับรอง 2 เขต คือ เขต 1 น.ส.เพชรรัตน์ ใหม่ชมภู พรรคก้าวไกล และเขต 9 นายนเรศ ธำรงทิพยคุณ พรรคพลังประชารัฐ

ตรัง มี 4 เขต เสนอประกาศรับรอง 3 เขต ไม่เสนอประกาศรับรอง 1 คือ เขต 2 นายทวี สุระบาล พรรคพลังประชารัฐ

นครพนม มี 4 เขต เสนอประกาศรับรอง 2 เขต ไม่เสนอประกาศรับรอง 2 เขต คือ เขต 1 นายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ พรรคเพื่อไทย เขต 2 นางมนพร เจริญศรี พรรคเพื่อไทย

นครราชสีมา 16 เขต เสนอประกาศรับรอง 13 เขต ไม่เสนอประกาศรับรอง 3 เขต คือ เขต 5 นายสมเกียรติ ตันดิลกตระกูล พรรคเพื่อไทย เขต 10 นายอภิชา เลิศพัชรกมล พรรคเพื่อไทย และเขต 12 นายนรเสรฎฐ์ ศิริโรจนกุล พรรคเพื่อไทย

นครศรีธรรมราช มี 10 เขต เสนอประกาศรับรอง 6 เขต ไม่เสนอประกาศรับรอง 4 เขต คือ เขต 7 นายษฐา ขาวขำ พรรคภูมิใจไทย เขต 8 นางมุกดาวรรณ เลื่องสีนิล พรรคภูมิใจไทย เขต 9 นางอวยพรศรี เชาวลิต พรรคประชาธิปัตย์ และเขต 10 น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล พรรครวมไทยสร้างชาติ – บึงกาฬ มี 3 เขต เสนอประกาศรับรอง 2 เขต ไม่เสนอประกาศรับรอง 1 เขต คือ เขต 2 นายสุวรรรณา กุมภิโร พรรคภูมิใจไทย

บุรีรัมย์ มี 10 เขต เสนอประกาศรับรอง 6 เขต ไม่เสนอประกาศรับรอง 4 เขต คือ เขต 4 นางรังสิกร ทิมาตฤกะ พรรคภูมิใจไทย เขต 5 นายโสภณ ซารัมย์ พรรคภูมิใจไทย เขต 6 นายศักดิ์ ซารัมย์ พรรคภูมิใจไทย และ เขต7 นายพรชัย ศรีสุริยันโยธิน พรรคภูมิใจไทย

ประจวบคีรีขันธ์ มี 3 เขต เสนอประกาศรับรอง 2 เขต ไม่เสนอประกาศรับรอง 1 เขต คือ เขต 1 นายสังคม แดงโชติ พรรคภูมิใจไทย

พระนครศรีอยุธยา มี 5 เขต เสนอประกาศรับรอง 2 เขต ไม่เสนอประกาศรับรอง 3 เขต คือ เขต 2 นายชริน วงศ์พันเที่ยง พรรคก้าวไกล เขต 3 น.ส.พิมพฤดา ตันจรารักษ์ พรรคภูมิใจไทย และ เขต 5 นายประดิษฐ์ สังขจาย พรรคภูมิใจไทย

พังงา มี 2 เขต ไม่เสนอประกาศรับรอง 2 เขต คือ เขต 1 นายอรรถพล ไตรศรี พรรคภูมิใจไทย และ เขต2 นายฉกาจ พัฒนกิจวิบูลย์ พรรคพลังประชารัฐ

พัทลุง มี 3 เขต เสนอประกาศรับรอง 2 เขต ไม่เสนอประกาศรับรอง 1 เขต คือ เขต 1 นางสุพัชรี ธรรมเพชร จากประชาธิปัตย์

พิจิตร มี 3 เขต เสนอประกาศรับรอง 2 เขต ไม่เสนอประกาศรับรอง 1 เขต คือ เขต 1 นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ พรรคภูมิใจไทย

พิษณุโลก มี 5 เขต เสนอประกาศรับรอง 3 เขต ไม่เสนอประกาศรับรอง 2 เขต คือ เขต 1 นายปดิพัทธ์ สันติภาดา พรรคก้าวไกล และ เขต3 นายพงษ์มนู ทองหนัก พรรครวมไทยสร้างชาติ

เพชรบุรี มี 3 เขต เสนอประกาศรับรอง 2 เขต ไม่เสนอประกาศรับรอง 1 เขต คือ เขต 2 นายฤกษ์ อยู่ดี จากภูมิใจไทย

เพชรบูรณ์ มี 6 เขต เสนอประกาศรับรอง 3 เขต ไม่เสนอประกาศรับรอง 3 เขต คือ เขต 2 นายจักรัตน์ พั้วช่วย พรรคพลังประชารัฐ เขต 5 นางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ พรรคพลังประชารัฐ และเขต 6 นายอัคร ทองใจสด พรรคพลังประชารัฐ

ภูเก็ต มี 3 เขต เสนอประกาศรับรอง 2 เขต ไม่รับรอง 1 เขต คือ เขต 1 ว่าที่ร้อยตรีสมชาติ เตชถาวรเจริญ พรรคก้าวไกล, จังหวัดมหาสารคาม มี 6 เขต เสนอประกาศรับรอง 5 เขต ไม่รับรอง 1 เขต คือ เขต 2 นายไชยวัฒนา ติณรัตน์ พรรคเพื่อไทย

มุกดาหาร มี 2 เขต เสนอประกาศรับรอง 1 เขต ไม่เสนอประกาศรับรอง 1 เขต คือ เขต 1 นายวิริยะ ทองผา พรรคพลังประชารัฐ

ยโสธร มี 3 เขต เสนอประกาศรับรอง 2 เขต ไม่เสนอประกาศรับรอง 1 เขต คือ เขต 1 นางสุภาพร สลับศรี พรรคไทยสร้างไทย

ร้อยเอ็ด มี 8 เขต เสนอประกาศรับรอง 7 เขต ไม่เสนอประกาศรับรอง 1 เขต คือ เขต 3 นางรัชนี พลซื่อ พรรคพลังประชารัฐ

เลย มี 4 เขต เสนอประกาศรับรอง 1 เขต ไม่รับรอง 3 เขต คือ เขต 1 นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล พรรคเพื่อไทย เขต 2 นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ พรรคเพื่อไทย และเขต 4 นายสมเจตน์ แสงเจริญรัตน์ พรรคเพื่อไทย

ศรีสะเกษ มี 9 เขต เสนอประกาศรับรอง 5 เขต ไม่เสนอประกาศรับรอง 4 เขต คือ เขต 1 นายธเนศ เครือรัตน์ พรรคเพื่อไทย เขต 2 นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์ พรรคเพื่อไทย เขต 3 นายธนา กิจไพบูลย์ชัย พรรคภูมิใจไทย และเขต 8 นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ พรรคภูมิใจไทย

สกลนคร มี 7 เขต เสนอประกาศรับรอง 5 เขต ไม่เสนอประกาศรับรอง 2 เขต คือ เขต 4 นายพัฒนา สัพโส พรรคเพื่อไทย และเขต 5 นายชัยมงคล ไชยรบ พปชร.

สงขลา มี 9 เขต เสนอประกาศรับรอง 8 เขต ไม่เสนอประกาศรับรอง 1 เขต คือ เขต 5 นายเดชอิศม์ ขาวทอง พรรคประชาธิปัตย์

สระแก้ว มี 3 เขต เสนอประกาศรับรอง 1 เขต ไม่เสนอประกาศรับรอง 2 เขต คือ เขต 1 นางขวัญเรือน เทียนทอง พรรคพลังประชารัฐ และเขต 3 นายสรวงศ์ เทียนทอง พรรคเพื่อไทย

สิงห์บุรี มี 1 เขต เสนอประกาศไม่รับรอง 1 เขต คือ นายโชติวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ พรรคพลังประชารัฐ

สุราษฎร์ธานี มี 7 เขต เสนอประกาศรับรอง 6 เขต ไม่เสนอประกาศรับรอง 1 เขต คือเขต 2 นายพิพิธ รัตนรักษ์ รวมไทยสร้างชาติ

อำนาจเจริญ มี 2 เขต เสนอไม่ประกาศรับรองทั้ง 2 เขต คือ เขต 1 นางสุขสมรวย วันทนียกุล พรรคภูมิใจไทย และเขต 2 นางญาณีนาถ เข็มนาค พรรคภูมิใจไทย

อุดรธานี มี 10 เขต เสนอประกาศรับรอง 9 เขต ไม่เสนอประกาศรับรอง 1 เขต คือ ส.ส.เขต 3 นายหรั่ง ธุระพล พรรคไทยสร้างไทย

อุบลราชธานี มี 11 เขต เสนอประกาศรับรอง 7 เขต ไม่เสนอประกาศรับรอง 4 เขต คือ เขต 1 นายวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ เพื่อไทย เขต 4 นางสาวกิตติ์ธัญญา วาจาดี เพื่อไทย เขต 7 นางสาวสุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ เพื่อไทย และเขต 10 นายสมศักดิ์ บุญประชม พรรคเพื่อไทรวมพลัง

อนุดิษฐ์ ไทยสร้างไทย จี้ ‘กองทัพอากาศ’ เคลียร์จัดซื้อจัดจ้างค่า 4 พันล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551138

14 มิ.ย. 2566

อนุดิษฐ์  ไทยสร้างไทย  จี้ 'กองทัพอากาศ' เคลียร์จัดซื้อจัดจ้างค่า 4 พันล้าน

รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ยกนิ้วโฆกทอ. ทำงานไว หลังมีประเด็นว่าที่สส.ก้าวไกล แสดงความสงสัย ที่มาที่ไปโครงการจัดซื้อจัดจ้างจากเกาหลี ได้ทีย้อนศรเรียกร้อง “กองทัพอากาศ” เอาให้ชัดกับ 4 โครงการ ในสมัยที่ “กมธ. ป.ป.ช.”ร้องถามความเป็นมา ช่วยให่คำตอบ

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีที่ นายธนเดช เพ็งสุข ว่าที่ สส.กทม. พรรคก้าวไกล ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่ชอบมาพากลของโครงการจัดซื้อระเบิดร่อน และโครงการจัดทำแอปพลิเคชั่น  “นภา”  ของ “กองทัพอากาศ” ระบุว่า  “ว่าที่ สส.ใหม่ป้ายแดงของพรรคก้าวไกล เปิดเผยผ่านสื่อมวลชนว่า ได้ทราบข่าวและเห็นเอกสารการเร่งตรวจรับการจัดซื้อจัดจ้าง “ระเบิดร่อน”  ที่ซื้อมาจากประเทศเกาหลี โดยไม่ผ่านกระบวนการรับรอง (Certified) ว่าสามารถใช้งานกับอากาศยานของกองทัพอากาศ( ทอ.)ได้หรือไม่


โดยในสัญญาระบุเงื่อนไขเพียงว่า สามารถติดตั้งบนอากาศยาน แต่ไม่เขียนว่าต้องใช้งานกับอากาศยานของ “กองทัพอากาศ”  รุ่นใดบ้าง อีกทั้งการจัดซื้อครั้งนี้ยังไม่ได้เป็นความต้องการของหน่วยผู้ใช้ เพียงแต่ผู้มีอำนาจในอดีตมีความต้องการจัดซื้อให้ได้ โดยตัดงบประมาณโครงการต่าง ๆ ที่หน่วยผู้ใช้งานแต่ละหน่วยที่มีความจำเป็น เพื่อสนองความต้องการของตนเองในการจัดซื้อครั้งนี้”

น.อ.อนุดิษฐ์ ระบุต่อว่า   ข้อกล่าวหานี้รุนแรงไม่น้อยทีเดียว เพราะถ้าเป็นจริงก็ถือว่ามีการทุจริต แต่โฆษกกองทัพอากาศก็ออกมาชี้แจงในทันทีว่า การจัดซื้อชุดอุปกรณ์นำวิถี และเพิ่มระยะลูกระเบิดอากาศ (Guidance-Extended Range Kits) ซึ่งเป็นชุดอุปกรณ์สำหรับติดตั้งกับระเบิดอากาศขนาด 500 ปอนด์ให้เป็น “ระเบิดร่อน”  ได้ระบุในเงื่อนไขการจัดซื้อว่า ต้องผ่านการรับรองการใช้งานกับเครื่องบินขับไล่แบบ F-16, F-5 และ T-50 ซึ่งถือว่าเป็นการวางแผนจัดซื้อตามอัตราอาวุธภาคอากาศ สำหรับเตรียมความพร้อมในการป้องกันประเทศ และการจัดซื้อได้ดำเนินการครบถ้วนตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560

ตลอดจนคำสั่งและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบันอยู่ระหว่างกระบวนการตรวจรับพัสดุด้วยความรอบคอบ ตามเงื่อนไขที่ระบุในข้อตกลงการจัดซื้อทุกประการ เห็นการตรวจสอบของ ว่าที่ สส. และการชี้แจงของโฆษกกองทัพอากาศในทันทีทันควันแล้วภูมิใจ   เพราะถือเป็นเรื่องที่ดีที่พรรคการเมือง ต้องช่วยกันตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ เป็นการทำงานแทนประชาชนที่เสียภาษี และภาครัฐเองก็ต้องชี้แจงข้อเท็จจริงต่างๆเพื่อความโปร่งใส หากทั้ง 2 ฝ่ายทำตามหน้าที่โดยบริสุทธิ์ใจ ผู้ที่จะได้รับผลประโยชน์สูงสุดก็คือประเทศชาติ และประชาชนนั่นเอง

.

กดดันกองทัพอากาศ ให้คำอธิบาความเป็นมา 4  โครงการ มูลค่า 4 พันล้าน 

.

อย่างไรก็ดีในสมัยสภาฯที่แล้ว ตนทำงานใน คณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.)  ที่มี  พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส เป็นประธาน ได้ทำการตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างยุทโธปกรณ์ของกอง ทัพอากาศจำนวน 4 โครงการ มูลค่าหลายพันล้านบาท ซึ่งต่อมา กมธ.ป.ป.ช.ลงมติว่า มีพฤติกรรมในการจัดซื้อจัดจ้างส่อไปในทางมิชอบ และได้ส่งรายงานของ กมธ.ป.ป.ช.ไปยังผู้เกี่ยวข้องทุกหน่วยงานแล้ว      อยากให้กองทัพอากาศออกมาชี้แจงชัด ๆ เหมือนเรื่องระเบิดร่อนนี้เช่นกันว่า ปัจจุบันทั้ง 4 โครงการนี้อยู่ในขั้นตอนไหน เพราะถ้าเป็นโครงการที่จัดซื้อจัดจ้างแบบถูกต้อง ทอ.จะได้ดำเนินการต่อไป แต่ถ้าไม่ถูกต้อง ก็อยากทราบว่า พบใครที่กระทำความผิดหรือไม่ และได้ดำเนินการกับผู้กระทำความผิดเหล่านั้นอย่างไร


“หรือท่านทั้งหลายรู้ว่าโครงการต่าง ๆ นั้นไม่ถูกต้อง แต่พร้อมใจกันนิ่งเฉย และยังปล่อยให้ตัวการสำคัญออกมารับผิดชอบโครงการใหม่ๆ ต่อไปอีก โดยไม่เกรงกลัวฟ้าดิน ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ ผู้รับผิดชอบสูงสุดของกองทัพ ย่อมถูกครหาว่าช่วยกันปกปิดความผิดเพื่อสืบทอดอำนาจกันต่อไป และย่อมส่งผลร้ายให้กับกองทัพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่ได้ยินมาจากเพื่อนพ้องน้องพี่ในกองทัพอากาศ และหวังว่าคงไม่ใช่เรื่องจริง เพราะหากผู้บริหารระดับสูงยังนิ่งเฉยเพื่อปกปิดความผิดให้ใครบางคน และปล่อยปละละเลย  แรงกระเพื่อมในกองทัพจะสูงขึ้นเรื่อยๆ และจะเกิดความแตกแยกขึ้นอย่างกว้างขวาง
ถ้ายังไม่ยอมแก้ไข เชื่อได้เลยว่า ข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างที่ส่อไปในทางมิชอบ จะหลั่งไหลออกมาอีกหลายเรื่อง และสุดท้ายชื่อเสียงของ ทอ. จะถูกทำลายจนป่นปี้อย่างแน่นอน รีบช่วยกันแก้ไขกันดีกว่า “น.อ.อนุดิษฐ์ ระบุ

สำหรับ 4 โครงการสำคัญของ ทอ.ที่ น.อ.อนุดิษฐ์ ติดตามตรวจสอบ ประกอบด้วย 1.โครงการพัฒนาและปรับปรุงระบบป้องกันทางอากาศ ระยะที่ 7 (N-SOC C2) วงเงิน 945 ล้านบาท   2.โครงการพัฒนาการป้องกันฐานที่ตั้งทางทหารของกองทัพอากาศ (GBAD) 940 ล้านบาท   3.โครงการพัฒนาการปฏิบัติการในห้วงอวกาศ (ดาวเทียม) 1,400 ล้านบาท และ 4.โครงการจัดหาทดแทนวิทยุพื้นดิน-อากาศ 910 ล้านบาท  คิดเป็นมูลค่ารวม 4,195 ล้านบาท 

อนุดิษฐ์  ไทยสร้างไทย  จี้ 'กองทัพอากาศ' เคลียร์จัดซื้อจัดจ้างค่า 4 พันล้าน

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย  อดีตคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.)

‘วุฒิสภา’ ตั้งกรรมาธิการวิสามัญ ตรวจสอบ แคนดิเดต ‘ป.ป.ช.’ เข้ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551135

14 มิ.ย. 2566

'วุฒิสภา' ตั้งกรรมาธิการวิสามัญ ตรวจสอบ แคนดิเดต 'ป.ป.ช.' เข้ม

‘วุฒิสภา’ เริ่มกระบวนตรวจสอบ สมบัติ ธรธรรม ผู้ได้รับการสรรหา เป็นกรรมการ ‘ป.ป.ช.’ แทนกรรมการที่พ้นจากตำแหน่ง กำหนดกรอบระยเวลา 45 วัน เสนอที่ประชุมวุฒิสภา ลงมติในสมัยประชุมหน้า

คณะกรรมาธิการวิสามัญ ทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมของนายสมบัติ ธรธรรม ทนายความและที่ปรึกษากฎหมายอิสระ ผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. แทน พล.อ.บุณยวัจน์ เครือหงส์ กรรมการ ป.ป.ช. ที่พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากมีอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2566  

คณะกรรมาธิการฯ ชุดนี้ นายสมชาย แสวงการ เป็นประธานมีคณะกรรมาธิการฯ รวมทั้งสิ้น 15 คน วางกรอบระยะเวลาการทำงานเบื้องต้น 45 วัน

รายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประกอบด้วย

  1. นายสมชาย แสวงการ          ประธานคณะกรรมาธิการสามัญ
  2. นายวิทยา ผิวผ่อง                รองประธานคณะกรรมาธิการสามัญ
  3. นายประสิทธิ์ ปทุมารักษ์       รองประธานคณะกรรมาธิการสามัญ
  4. นายเจตน์ ศิรธรานนท์           ที่ปรึกษา
  5. พลเอก สกนธ์ สัจจานิตย์
  6. คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์          โฆษกฯ
  7. นางกอบกุล อาภากร ณ อยุธยา        กรรมาธิการฯ
  8. นายธานี สุโชดายน
  9. พลเอกพิศณุ พุทธวงศ์
  10. นายรณวริทธิ์ ปริยฉัตรตระกูล
  11. นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์
  12. นายวิวรรธน์ แสงสุริยะฉัตร
  13. นางศิรินา ปวโรฬารวิทยา
  14. นายอนุสิษฐ คุณากร
  15. นายณรงค์ รัตนานุกูล       เลขานุการและคณะกรรมาธิการฯ

ก่อนหน้านี้ มีผู้อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ที่ใช้ชื่อกลุ่มว่า “แนวร่วมคนป.ป.ช.” ได้ทำหนังสือร้องเรียนถึงประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. ชุดที่มี นายสมชาย แสวงการ เป็นประธาน

โดยเนื้อหาในหนังสือร้องเรียนได้ตั้งข้อสังเกตถึงพฤติกรรมของผู้ได้รับการเสนอชื่อว่า อาจไม่มีคุณสมบัติ และความเหมาะสมต่อการดำรงตำแหน่งหรือไม่

โดยหนึ่งในคณะกรรมาธิการฯ ยืนยันว่า กรรมาธิการ จะพิจารณาตรวจสอบคุณสมบัติ ว่าที่ป.ป.ช. ในรายละเอียดต่างๆทั้งหมดทุกแง่มุม เมื่อแล้วเสร็จ จะส่งต่อให้ที่ประชุม วุฒิสภา ลงมติ ได้ในช่วงเปิดสมัยประชุมครั้งหน้า

‘เศรษฐา’ ออกตัวไม่แข่ง ‘พิธา’ แค่พร้อมเลือกตั้งอีก 4 ปีข้างหน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551129

14 มิ.ย. 2566

'เศรษฐา' ออกตัวไม่แข่ง ‘พิธา’ แค่พร้อมเลือกตั้งอีก 4 ปีข้างหน้า

‘เศรษฐา’ เผย นักลงทุนทั่วโลก ห่วงการจัด ‘ตั้งรัฐบาล’ มีปัจจัย ตัวแปรเยอะ ชี้หากสำเร็จพร้อมลงทุนในไทย เตรียม ลงพื้นที่คุยผู้ประกอบการ ออกตัวไม่แข่ง ‘พิธา’ บอก แค่พร้อมการเลือกตั้งอีก 4 ปีข้างหน้า นำเพื่อไทยกลับมาเป็นที่ 1 อีกครั้ง

ที่พรรคเพื่อไทย  นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นักลงทุนต่างชาติกังวลถึงสถานการณ์การเมืองไทย ว่า เมื่อวานนี้ (13 มิ.ย.) ได้ประชุมผ่านระบบออนไลน์กับนักลงทุนจากทั่วโลก 107 ราย ที่ต่างสอบถามถึงสถานการณ์การเมือง โดยเฉพาะความไม่แน่นอนในการจัดตั้งรัฐบาล และอยากให้จัดตั้งรัฐบาลโดยเร็ว เนื่องจากทำให้การลงทุนหยุดชะงัก 

โดยตนเองได้ชี้แจงว่า พรรคเพื่อไทยเป็น 1 ใน 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล และอยากให้ทั้ง 8 พรรค จัดตั้งรัฐบาลโดยเร็ว และมีหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งหากฟังจากเสียงนักลงทุนแล้ว พบว่า หากจัดตั้งรัฐบาลได้โดยเร็ว จะทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนดีขึ้น

ตั้งรัฐบาลตัวแปรเยอะ

เมื่อถามว่า การเลือกตั้งผ่านมา 1 เดือนแล้ว แต่การจัดตั้งรัฐบาลยังไม่สำเร็จ จะส่งผลต่อการลงทุนหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า มันก็เหนื่อย เพราะมีปัจจัยและตัวแปรเปลี่ยนแปลงตลอด ส่งผลให้นักลงทุนต่างประเทศกังวล แต่หากจัดตั้งรัฐบาลได้เร็วก็เชื่อว่าจะไม่มีนักลงทุนย้ายฐานการผลิตออกไปจากประเทศไทย

มั่นใจรัฐบาลจาก 8 พรรคการเมืองจะให้ความสำคัญกับการค้า การลงทุน ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ซึ่งเห็นได้จากการเดินสายพบภาคเอกชน และภาคธุรกิจ ของนายพิธา แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในภาพรวมของเศรษฐกิจไทย ทั้งภาคเอสเอ็มอี และอุตสาหกรรม หากจัดตั้งรัฐบาลได้น่าจะช่วยดึงดูดนักลงทุนกลับมาประเทศไทยได้

เมื่อถามว่า หากการจัดตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จจะส่งผลต่อการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า ขอให้อยู่กับความเป็นจริง ไม่อยากให้ ถ้า หรือ สมมุติ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดตั้งรัฐบาล และมีความเป็นไปได้สูงที่ทั้ง 8 พรรค จะตั้งรัฐบาลได้

“แม้จะมีตัวแปรทำให้การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าไปบ้าง แต่มั่นใจว่าจะจัดตั้งได้สำเร็จ ขณะที่นักลงทุนเองก็หวังจะให้จัดตั้งรัฐบาลเกิดขึ้นโดยเร็ว เพราะยังมีนักลงทุนจากต่างประเทศอยากย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทย เพียงแค่ยังรอรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง”

เมื่อถามย้ำว่า เป็นห่วงสถานการณ์การเมืองขณะนี้หรือไม่ เพราะผ่านการเลือกตั้งมานานแต่ยังจัดตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ นายเศรษฐา กล่าวว่า ไม่อยากใช้คำว่า เป็นห่วง แต่อยากให้จัดตั้งรัฐบาลสำเร็จโดยเร็ว และขณะนี้ตนเองขอโฟกัสการทำหน้าที่ในพรรคเพื่อไทย

สัปดาห์หน้าลุยภาคเหนือ

ทั้งนี้  สัปดาห์หน้าจะเดินทางพบนักธุรกิจขนาดย่อยในจังหวัดที่พรรคเพื่อไทยได้ สส. โดยอาจจะเป็นจังหวัดน่าน ไปดูการปลูกกาแฟ และโกโก้ เพื่อแก้ปัญหาการทำไร่เลื่อนลอย และการเผาป่า ที่ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศ หรือ ฝุ่น PM 2.5

อีก 4 ปี เพื่อไทย ต้องกลับมาเป็นอันดับ1

ทั้งนี้ นายเศรษฐา ได้ออกตัวก่อนว่า การลงพื้นที่ภาคเหนือ ไม่ได้ไปหาเสียง หรือแข่งกับนายพิธา ที่ลงพื้นที่ขอบคุณประชาชนที่ภาคเหนือในขณะนี้ แต่ไปรับฟังปัญหาแล้วนำมาดูว่าจะช่วยเหลืออะไรได้บ้าง เพื่อเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งในอีก 4 ปีข้างหน้า พรรคเพื่อไทยจะต้องกลับมาเป็นที่ 1

ส่วนกรณีที่มีรายงานว่า กกต. ไม่รับรอง สส. กว่า 71 คน ซึ่งในจำนวนนั้นมี สส.พรรคเพื่อไทยมากที่สุด นายเศรษฐา กล่าวว่า ยังไม่ทราบรายละเอียด ขอไปคุยกับหัวหน้าพรรค และเลขาธิการพรรคก่อน แต่เชื่อว่า ผู้สมัคร สส. ของพรรคเพื่อไทย จะเคลียร์ตัวเองจากข้อกล่าวหาได้